วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 4 ชั่วโมง 43 นาที ที่ผ่านมา
AHRC ชี้ 1 ใน 3 ผู้หญิงทั่วโลกได้รับความรุนแรงในครอบครัว
Tue, 2010-03-09 00:03
ในวาระของวันสตรีสากล 8 มี.ค. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชีย (AHRC) ออกแถลงการณ์กล่าวถึงเรื่องความรุนแรงในครอบครัวและ "การฆาตกรรมเพื่อรักษาเกียรติยศ" (Honour Killing)
ในแถลงการณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชีย (AHRC) ระบุว่า มีผู้หญิงราว 1 ใน 3 จากทั่วโลกที่ถูกทุบตี ข่มขืน หรือกระทำทารุณอื่น ๆ และมักจะเกิดขึ้นในครอบครัว ระดับที่รุนแรงที่สุดคือการ 'ฆาตกรรมเพื่อรักษาเกียรติยศ' ซึ่งหมายถึงการฆาตกรรมฝ่ายหญิงเพื่อรักษาชื่อเสียงของครอบครัว-วงศ์ตระกูล
ในทุก ๆ ปีจะมีเหตุการณ์ฆาตกรรมดังกล่าวราว 5,000 รายทุกปี โดยผู้ที่ก่อการฆาตกรรมเป็นได้ทั้งสามี, พ่อ, ลูก, พี่น้อง, ญาติฝ่ายชายอื่น ๆ รวมถึงบางครั้งก็มีสมาชิกครอบครัวฝ่ายหญิงเป็นผู้กระทำด้วย ซึ่งลักษณะการฆาตกรรมมีทั้งการยิง, ขว้างปาก้อนหิน, ฝังทั้งเป็น, รัดคอ, ทุบตี หรือแทงด้วยมีดจนเสียชีวิต
การฆาตกรรมในลักษณะนี้มีหลากหลายสาเหตุ โดยอาจมาจากการที่ฝ่ายหญิงละเมิดค่านิยมเรื่องเพศในสังคมนั้นๆ จนครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือบางครั้งก็แค่มาจากความต้องการเลือกสามีของตนเอง ความต้องการหย่าหรือรับมรดก ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ มีบางครั้งที่เหยื่อจากการข่มขืนก็ถูกครอบครัวมองว่าทำเสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกสังหารด้วยสาเหตุดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายชายที่ข่มขื่นผู้หญิงยังคงลอยนวล
โดยปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่กฏหมายของบางประเทศยังคงมีการเลือกปฏิบัติทางเพศ บางแห่งมีการทำให้ผู้ที่กระทำการ 'ฆาตกรรมเพื่อรักษาเกียรติยศ' พ้นจากความผิดบางส่วนหรือทั้งหมด ในชุมชนบางแห่งมีการแสดงการชื่นชมหรือยกตำแหน่งพิเศษให้ผู้กระทำการด้วย
ในแถลงการณ์ได้ระบุว่า การ 'ฆาตกรรมเพื่อรักษาเกียรติยศ' เป็นสิ่งที่ผิดแผกจากมนุษย์และเป็นความล้าหลังป่าเถื่อนที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นบนโลก ถือเป็นความร้ายแรงที่มีเชื้อมาจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ โดยรวมถึงการกระทำรุนแรงในครอบครัวแบบอื่นๆ ที่ยังคงมีอยู่ในทุกประเทศด้วย
AHRC กล่าวในแถลงการณ์ว่าความรุนแรงในครอบครัวนอกจากจะมาจากการทุบตีทำร้ายในทางกายภาพแล้ว การดูถูกเหยียดหยาม และการเมินเฉย ทอดทิ้ง จากสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนที่สนับสนุนประเพณีนิยม ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงในครอบครัวด้วย บางครั้งมีการบังคับให้ร่วมเพศ ข่มขืน และฆาตกรรม ผู้หญิงบางคนที่ต่อต้านการแต่งงานแบบคลุมถุงชน จะถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวในครอบครัวเป็นเวลานานจนกว่าฝ่ายหญิงจะยอมแต่งงานกับฝ่ายชายที่ถูกเลือกให้
มีข้อเสนอว่าอิสรภาพทางการเงินและการเสริมพลังให้เพศหญิง เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับความรุนแรงในครอบครัว เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายหญิงยังคงอยู่กับความสัมพันธ์ที่รุนแรงในครอบครัว เนื่องจากพวกเธอไม่มีอิสรภาพการเงินและขาดที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ระบุว่า เราไม่ควรให้ความสำคัญทั้งหมดกับข้อเสนอดังกล่าวซึ่งจะทำให้ความลึกและความซับซ้อนของปัญหายังคงดำรงอยู่ เนื่องจากยังคงมีความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นในประเทศที่สตรีมีอิสรภาพทางการเงินในระดับหนึ่ง แม้แต่ผ้หญิงที่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ, ส.ส., นักกฏหมาย, แพทย์, นักข่าว และนักวิชาการ ก็มีชีวิตอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งในสังคมจะได้รับการชื่นชม ขณะที่ด้านของพื้นที่ส่วนตัวจะถูกรังแก
ความจริงคือแม้แต่สถาบันรัฐก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือหญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงเหยื่อจากการ 'ฆาตกรรมเพื่อรักษาเกียรติยศ' เนื่องจากผู้กระทำยังคงลอยนวลอยู่ในวัฒนธรรมที่ไม่ลงโทษพวกเขา ทั้งที่การกระทำของพวกเขาถือว่าเป็นอาชญากรรม และคงถูกลงโทษไปแล้วถ้าเขาทำกับคนแปลกหน้า
โดยปกติแล้ว จะมีการถกเถียงกันถึงเรื่องที่รัฐควรมีส่วนรับผิดชอบในความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัว แต่ขณะที่บางคนยังคงยืนยันว่า ความรุนแรงในครอบครัวอยู่นอกเหนือไปจากขอบข่ายของเรื่องสิทธิมนุษยชนนานาชาติ อย่างไรก็ตามภายใต้กฏและมาตรฐานของนานาชาติ รัฐควรมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องสิทธิสตรีและช่วยขจัดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งรวมไปถึงความรับผิดชอบในการป้องกัน คุ้มครอง และชดเชย โดยไม่จำกัดเพศ และไม่จำกัดว่ามีสถานะอย่างไรในครอบครัว
ยูเอ็นดีพี เผยจำกัดบทบาทสตรีในเอชีย ทำสูญเงิน 8 หมื่นล้านเหรียญ
ด้านนางเฮเลน คลาร์ก ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นดีพี เปิดเผยรายงานของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล 8 มี.ค.ระบุว่าบทบาทสตรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้านเศรษฐกิจและการเมืองยังถูกจำกัดอยู่มาก จนส่งผลกระทบถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจและพัฒนาการของแต่ละประเทศ นอกเหนือจากปัญหาการปกป้องสตรีจากการถูกใช้ความรุนแรงหรือการได้รับสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ คลาร์กระบุด้วยว่าปัญหาหลักที่ทำให้การรณรงค์ด้านสิทธิสตรีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เกิดจากการขาดความมุ่งมั่นในการตั้งเป้าหมายทางสังคมว่าผู้หญิงต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย ตัวอย่างเช่น ปัญหาผู้หญิงถูกกีกกันเข้าทำงาน เพราะความเชื่อว่าเพศหญิงไม่เหมาะสมกับการทำงานบางประเภท ทำให้เฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องสูญเสียเงินแต่ละปีมากถึง 89,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ว่าสตรีในกลุ่มชาติเอเชียแปซิฟิกได้รับโอกาสมากขึ้นทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุขและสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่กลุ่มสตรียังถูกสกัดกั้นโอกาสมากกว่ากลุ่มผู้ชายอยู่ดี ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกติดกลุ่มสถานการณ์แย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิเท่าเทียมด้านการถูกจ้างงาน การเป็นตัวแทนทางการเมือง สิทธิทางกฏหมายต่างๆ รวมถึงการครอบครองที่ดิน
หมายเหตุ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชีย (AHRC) เป็นองค์กรเอกชนที่คอยสอดส่องและรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนในเอเชีย จัดตั้งขึ้นครั้งแรกในฮ่องกงปี 1984
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












พูดกันปีละหน
พูดกันปีละหน (ฮา)
=============
ทัศนะต่อหญิงในสังคมบิดเบี้ยว
เขียนให้ประชาไท Mon, 2008-09-15 23:08
http://www.prachatai.com/journal/2008/09/18166
และลงใน Hi-Class ปีที่ 26 ฉบับที่ 271 สิงหาคม 2551 หน้า 60-61
http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market205.htm
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@thaiappraisal.org)
หญิงก็เป็นมนุษย์ เป็นอีกครึ่งหนึ่งของประชากรที่ค้ำจุนโลก แต่หญิงมักถูกกดขี่ทางเพศ หรือถูกมองเป็นเพียงวัตถุทางเพศเพื่อบำบัดความใคร่ของบุรุษ ตำนานการกดขี่ทางเพศมีเล่ากันไม่รู้จบในทุกเชื้อชาติ และทุกลัทธิความเชื่อทางศาสนาก็ว่าได้
แม้แต่คำว่าฉบับ "Woman on top" ของ Hi-Class ก็ยังอาจถูกตีความเป็นเรื่องการร่วมเพศได้อย่างง่ายดาย ผมลองหาคำดังกล่าวใน Google ปรากฏว่า ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเช่นนี้จริง ๆ นี่แสดงให้เห็นถึงโลกทัศน์ของคนส่วนใหญ่มักมองเรื่องหญิงเป็นวัตถุทางเพศเป็นสำคัญ
0 0 0
ถ้าลองคิดดูว่า หากเราพบหญิงคนหนึ่งมีความสวยหยาดเยิ้มทุกอย่าง ขาดอย่างเดียวคือ ขาดอวัยวะเพศหญิง หญิงคนนั้นอาจไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาของชายทั่วไปเพราะไม่สามารถร่วมเพศได้ หญิงคนนั้นย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชายใด และก็คงยากที่ชายใดจะรับว่าหญิงคนนั้นเป็นชายได้ด้วย
หากกล่าวอย่างถึงที่สุด ก็อาจมีชายจำนวนหนึ่งที่ยินดีร่วมเพศกับหญิงคนนั้นทางทวารหนัก อย่างไรก็ตามนี่เป็นความลักเพศ ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดปกติจากสามัญชนทั่วไปเพราะการร่วมเพศมักเป็นเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่การนี้ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้
การลักเพศนี้ผิดหรือไม่ ผมไม่อาจยืนยืน ถือเป็นรสนิยมส่วนตัวที่ขับเคลื่อนโดยฮอร์โมนที่ผิดปกติไปของร่างกาย แต่โดยที่บุคคลลักเพศเป็นของคนส่วนน้อยอย่างยิ่งในสังคม จึงถือเป็นความผิดปกติ ผิดธรรมชาติ
0 0 0
บางคนอาจมองไกลไปถึงว่าการกดขี่ทางเพศหนักกว่าการกดขี่ทางชนชั้นเพราะแม้แต่ชายชนชั้นกรรมาชีพที่ถูกนายทุนกดขี่ ก็ยังกดขี่หญิงของตนเอง จึงทำให้คนที่เชื่อในการต่อสู้ทางเพศมองว่า การต่อสู้นี้เป็นสรณะของมนุษย์ชาติด้วยซ้ำไป
ในอีกทางหนึ่งบางคนอาจว่าการกดขี่ทางเพศหนักกว่าการกดขี่ทางชนชาติเสียอีก เพราะผู้ปกครองในหมู่ประเทศราชที่ถูกเอาเปรียบโดยประเทศเจ้าหรือประเทศจักรวรรดินิยม ก็ยังกดขี่ประชากรหญิงของตนเองอย่างแสนสาหัส เรียกได้ว่า แม้ชายในประเทศราชจะถูกหมิ่นโดยชายจากประเทศเจ้า แต่หญิงในประเทศราชก็ยังถูกชายในประเทศเดียวกันกดขี่อีกชั้นหนึ่ง
ความจริงการมองในลักษณะนี้ดูคล้ายถูก แต่อาจจะผิด เพราะถ้ามองเช่นนี้ ก็มองกันไม่รู้จบ เช่น บางคนอาจบอกว่าเด็กถูกกดขี่จากผู้ใหญ่ หรือชายลักเพศ (เกย์) เป็นเพศที่ต่ำกว่าหญิงเสียอีก บางคนอาจเถียงว่า "ดี้" หรือหญิงที่มีรสนิยมชอบหญิงต่างหากที่ต่ำต้อยด้อยหน้าที่สุดในสังคม กล่าวให้ถึงที่สุด อาจกล่าวได้ว่า ดี้ที่เป็นเอดส์ต่างหากที่ต่ำที่สุด เป็นต้น การถกเถียงกันอย่างนี้ก็อาจเป็นการถกเถียงที่ไม่รู้จบไปได้
0 0 0
การมองชายและหญิง หรือ หญิงและชาย แบบแยกส่วนเช่นนี้ ย่อมไม่อาจหาทางออกได้ และย่อมกลายเป็นประเด็นอันโอชะสำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางสังคม การเกิดเอ็นจีโอ การหากินกับผู้เสียเปรียบในสังคม การเอาดีใส่ตัว มารยาสาไถ ฯลฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาจึงได้เกิดตำนาน "น้ำเน่า" มากมายในสังคมอย่างสนุกปาก
ปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันจนชินตาก็คือหญิงมักถูกชายเอาเปรียบ แต่ก็แปลกที่หญิงไม่ช่วยหญิง โดยเฉพาะหญิงที่เป็นแม่ผัวกลับปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อหญิงที่เป็นลูกสะใภ้ ยิ่งกว่าที่ชายจะพึงปฏิบัติต่อหญิงเสียอีก ต่อเมื่อหญิงผู้เป็นลูกสะใภ้ได้เลื่อนฐานะเป็นแม่ผัวเสียเองในชั่วรุ่นต่อมา ก็เกิดปรากฏการณ์ "กงกำกงเกวียน" ขึ้นมาอีก
0 0 0
ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ในโลกนี้มีการเอาเปรียบของคนส่วนน้อยต่อคนส่วนใหญ่ คนส่วนน้อยที่ครอบครองปัจจัยการผลิต กับคนส่วนใหญ่ที่ขายแรงงานอย่างหนักในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแลกกับความอยู่รอด ไม่ใช่เรื่องการกดขี่ทางเพศเป็นสำคัญ ส่วนประเทศผู้กดขี่ที่เติบใหญ่มาก เข้า ก็อาจพัฒนาการเป็นจักรวรรดินิยม ออกไปล่าเมืองขึ้นต่อประเทศอื่น เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ทั้งสเปน โปรตุเกส อังกฤษ เยอรมนี เป็นต้น
อย่างไรก็ตามด้วยการปล้นสะดมจากประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศเมืองขึ้น ก็เลยทำให้ชนชั้นล่างในประเทศผู้กดขี่เอง ตนลืมตาอ้าปากได้มากขึ้นจากการแบ่งปันทรัพยากรที่ปล้นสะดมมา จึงกลายเป็นเรื่อง "บาปกรรม On Line" ฐานะความได้เปรียบของเจ้าผู้ปกครองก็เลยง่อนแง่น การสถาปนาประชาธิปไตยในประเทศจักรวรรดินิยมจึงเกิดขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันฐานะของหญิงในประเทศเมืองขึ้นก็กลับยิ่งเสื่อมทรามลง มีหญิงจำนวนมากที่ต้องขายบริการทางเพศเพื่อความอยู่รอด หรือทำงานที่ได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าชาย นี่จึงเป็นเพียงการผลักดันการกดขี่ทางชนชั้นจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งเป็นสำคัญ แต่ในอีกแง่หนึ่งหญิงขายบริการก็อาจมีรายได้งดงามกว่านักธุรกิจชายเสียอีก ยิ่งถ้ามีชื่อเสียง ยิ่งมีรายได้งาม เป็นต้น
0 0 0
ปัญหาหญิงชายนี้จะแก้กันตรงไหนดี บางคนก็บอกว่าต้องเอาธรรมะเข้าข่ม อาศัยศาสนาเข้าช่วย แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชายก็เอาศาสนามากดขี่หญิงอยู่เหมือนกัน บางคนก็บอกต้องแก้ที่ใจ ที่ Mind Set ก่อน แต่ผมเชื่อว่าประเด็นชี้ขาดก็คือ การกระจายทรัพยากรอย่างเพียงพอ เช่นในประเทศตะวันตก มีทรัพยากรปริมาณมากพอจากการปล้นสะดมประเทศอาณานิคม ก็ทำให้เกิดช่องว่างทางชนชั้นน้อยลง
หากเราแก้ปัญหาการกดขี่ขูดรีดในสังคมไปได้ จัดการแบ่งปันทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม การกดขี่ทางเพศเพื่อความอยู่รอดของอีกฝ่ายก็จะหมดไป เรื่อง "น้ำเน่า" ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลพวงที่เกิดขึ้น ก็จะค่อย ๆ หมดไปด้วยการยกระดับจิตสำนึกทางสังคม โลกทัศน์ก็จะดีขึ้น เราจึงต้องอาศัยการ "รู้รักสามัคคี" ระหว่างหญิงและชายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อน
อย่า ลืมว่า มหาตมะ คานธี กล่าวไว้ว่า "Earth provides enough to satisfy every man's need, but not every man's greed" หรือแปลว่า โลกมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับความจำเป็นของมนุษย์แต่ไม่เพียงพอสำหรับความโลภของใคร
หญิงชายล้วนต่างแบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง!
ผู้หญิงอย่างไรความเป็นเเม่ยิ่
ผู้หญิงอย่างไรความเป็นเเม่ยิ่งใหญ่เสมอ เเต่มักจะเป็นคนเเรกที่ถูกรังเเก ถูกทำร้ายโดยเฉพาะจากสามีตัวเอง บางครั้งสามีสำนึกได้ก็เคยกราบเมียเเละลูกผ่านวีดีโอลิงค์ก็เคยมีมาเเล้ว อันความโลภอยากมีอยากได้ไม่สิ้นสุด ไอ้สามีเลวมันสำนึกผิดได้เเค่ชั่ววินาที เเค่พอความโลภครอบงำสามีเลวก็ขาดสติมุ่งจะเอาทรัพย์แผ่นดินอีก สักวันสามีเลวจะสำนึกอีกทีก็ตอนที่เมียช้ำใจตายลูกหลานตระกูลฉิบหาย ญาติเริ่มระอา เพราะโลภะ โทสะครอบงำจิตเเม้โดนตัวเหลือบตัวทากหลอกเเอบดูดทรัพย์ยังไม่รู้สึก กรรมเวรเเท้
vYzmdzd fQbUsTsO
vYzmdzd fQbUsTsO