วรรณธิดา เมืองแก้ว
ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์
เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย ระนอง ประจวบคีรีขันธ์
การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคนไทยพลัดถิ่นซึ่งเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาตินั้นเป็นปัญหาเรื้อรังที่ฝังรากลึกกับสังคมไทยมาช้านาน เป็นความช้านานภายใต้แนวคิดอคติทางเชื้อชาติ ความบิดเบี้ยวทางประวัติศาสตร์ ความหวาดระแวง การได้รับข้อมูลผิดพลาด ฯลฯ พื้นฐานแนวคิดที่ก่อรูปในลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่ปัญหาของคนไทยพลัดถิ่น จะถูกผลักดันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเสียที
ปัจจุบันปัญหาคนไทยพลัดถิ่น จึงประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคม โดยเฉพาะประเด็นการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆที่รัฐพึงจะจัดการให้อย่างเท่าเทียมเสมอภาคเช่นคนปกติทั่วไป ภายใต้บริบทความเป็นมนุษย์ซึ่งได้ถูกบัญญัติไว้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กระนั้นแม้บทบัญญัติจะเขียนไว้ชัดเจนอย่างไร แต่ในภาคปฏิบัติกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงเสมือนประหนึ่งไม่เคารพหรือจงใจละเลยกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง ดังเช่น ประเด็นปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ทั้งที่เป็นการละเมิดโดยตรง และการละเมิดทางอ้อม กล่าวคือ การละเมิดโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น ถูกทำร้ายร่างกาย, ดูหมิ่นเหยียดหยาม, โดนโกง, โดนข่มขืน เมื่อไปแจ้งความแล้วตำรวจไม่รับแจ้ง เพราะไม่มีบัตรประชาชนหรือ เข้าไม่ถึงสิทธิรักษาพยาบาล เดินทางออกนอกพื้นที่ไม่ได้ ไม่ได้รับแจ้งเกิด-แจ้งตายฯลฯ ส่วนการละเมิดโดยทางอ้อมนั้น อาทิเช่น การไม่ได้มีโอกาสกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาของตนเอง กรณีคนไทยพลัดถิ่นชัดเจนที่สุดหรือการถูกกีดกั้นออกจากการเข้าถึงการบริการจากนโยบายรัฐหรือโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่มีผลกระทบต่อชุมชน เป็นต้น เหล่านี้คือ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงของคนไทยพลัดถิ่นซึ่งไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ยังคงโดนละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
คนไทยพลัดถิ่นเป็นอีกกลุ่มปัญหาหนึ่งที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งแล้วครั้งเล่าจากรัฐ บทความชิ้นนี้ หยิบยกเอากรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นในเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย ระนอง ประจวบคีรีขันธ์ อาศัยอยู่ 1885 คน 10 กลุ่ม 11 ชุมชน 5 อำเภอ อันได้แก่ บางสะพานน้อย บางสะพาน ทับสะแก เมือง สามร้อยยอด เป็นการนำเสนอภายใต้การลงพื้นที่เก็บข้อมูลจริงผ่านปากคำพี่น้อง และวิธีคิด วิธีปฏิบัติ อคติ ของหน่วยงานภาครัฐในระดับปฏิบัติการ ตลอดจนกฎหมายต่างๆที่ไม่สอดคล้องกับการแก้ปัญหาคนเหล่านี้อย่างนี้
กรณีสุขภาพ
นายทบ ศรีสุวรรณ อายุ ๘๔ ปี เป็นคนไทยพลัดถิ่นที่ได้อพยพมาจากบ้านเต๋าน้อย ต.ลังเคี๊ยะ อ.เกาะสอง จ.พม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ และมาอยู่ที่หมู่บ้านคลองลอย บ้านเลขที่ ๒๗/๒ ม. ๘ ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนถึงปัจจุบันนี้ นายทบ ยังไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อช่วงที่มีการสำรวจบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ทางผู้ใหญ่บ้านบอกว่านายทบอายุมากแล้วไม่ต้องสำรวจก็ได้ นายทบ ศรีสุวรรณ ได้มีอาการป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต มีปัญหาเรื่องการปัสสาวะ ทำให้ต้องใส่ท่อไปยังกระเพาะปัสสาวะเพราะอายุมากแล้วไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๓ นายทบต้องไปหาหมอเดือนละ ๒ ครั้งเพื่อเปลี่ยนสายท่อปัสสาวะ และรับยาเมื่อยาหมด แต่ถ้ามีอาการเจ็บปัสสาวะไม่ออก ก็ต้องไปหาหมอก่อน เนื่องจากนายทบไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลค่ารักษาพยาบาล บุตร ของนายทบ คือนางแจ่ม ศรีสุวรรณ เป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด โดยมีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลครั้งเก่า เพื่อค้างครั้งใหม่ทุกครั้งที่ต้องไปหาหมอ เป็นการจ่ายค่ารักษา หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถขอสงเคราะห์จากโรงพยาบาลได้ ทำให้มีเงินที่ค้างค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลบางสะพานจำนวน ๑๙,๕๘๔.๒๕ บาท และที่ได้มีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปแล้วจำนวน ๒๖,๓๓๒.๕๐ บาท เนื่องจากบุตรสาวของนายทบมีอาชีพทำการเกษตร และเป็นคนไทยพลัดถิ่นเหมือนกันทำให้ตอนนี้ยังไม่มีเงินพอที่จะไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลครั้งเก่า ได้ทั้งหมด แต่ได้มีความพยามในการผ่อนกับโรงพยาบาลตามกำลังความสามารถ มีมากก็จ่ายมาก มีน้อยก็จ่ายน้อย ทำให้จนบ้างครั้งเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาล บอกว่าให้นางแจ่ม ไปหาเงินมาจากญาติพี่น้องคนอื่นๆ ที่มีสภาพเศรษฐกิจในครอบครัวไม่ต่างกับนางแจ่ม เพื่อมาจ่ายค่ารักษาที่ค้างไว้ในโรงพยาบาล
ปัจจุบันอาการป่วยของนายทบไม่มีอาการที่ดีขึ้น เดินไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย และต้องไปหาหมออยู่เป็นประจำทุกเดือน หรือทุกครั้งที่เมื่อมีอาการเจ็บ ต้องรับประทานอาหารอ่อน เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่าย แต่ก็ต้องอาศัยยาถ่ายเพื่อช่วยให้มีการขับถ่ายดีขึ้น เพราะหากไม่มีการขับถ่ายจะทำให้ท้องอืดท้องโต ยาที่โรงพยาบาลจ่ายมาเพื่อรักษานายทบอยู่เป็นปะจำทุกเดือน มียา ฆ่าเชื้อ ยาขยายหลอดเลือด ยาลดความดัน ต่อมลูกหมากโต โดยต้องกินยาเช้า-เย็น มื้อละ ๒ เม็ด
ประเด็นการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
กรณีที่ ๑
จากกรณีอุบัติเหตุเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๓ เหตุเกิดที่ ถนนสายเพชรเกษม-ชายทะเล บริเวณบ้านบนดอน ม.๘ ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนเป็นเหตุให้ ด.ช.สินทวี ผ่องภิญโญ และ ด.ช.บรรจง อภิเดช เสียชีวิตทั้งสองคน ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลำดับที่ ๕วันที่๑๔ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๕ น. ร้อยเวรผู้รับผิดชอบคดี ร.ต.อ.ณัฐพล ทับทิม แต่จากสำนวนคดีที่ร้อยเวรได้มีการบันทึกไว้นั้นคู่กรณี (ญาติผู้เสียชีวิต เห็นแย้งดังนี้)
- ประเด็นที่ ๑ จากการบันทึกประจำวัน ได้สันนิษฐานว่ารถจักรยานยนต์ฮอนด้า คลิก สีเหลือง เลขทะเบียน ขขง-๑๓๑ ประจวบคีรีขันธ์ ได้เชี่ยวชน รถกระบะบรรทุก ยี้ห้ออีซูซุ สีน้ำเงินชนิดสองตอน เลขทะเบียน วห.๑๒๔๕ กทม. แต่จากคำบอกเล่าของพยานในเหตุการณ์ คือ ด.ช.ธันวา คงขำ และนายณรงค์ศักดิ์ สุขประเสริฐ (เดินทางไปกับคู่กรณีที่เสียชีวิต) ได้บอกกับญาติผู้เสียชีวิตว่า รถกระบะคันดังกล่าวได้เสียหลักเนื่องจากยางล้อหน้าข้างขวาแตก จนเป็นเหตุทำให้พุ่งเข้าชนจักรยายยนต์ด้านล้อหลังเสียหาย ซึ่งถ้าหากรถจักรยายนต์เป็นฝ่ายพุ่งเข้าชนรถกระบะ ล้อด้านหน้ารถจักรยายนต์ต้องได้รับความเสียหายมากกว่าล้อด้านหลัง
- ประเด็นที่ ๒ ในบันทึกประจำวัน ได้มีการระบุว่า คนขับรถกระบะคันที่ประสบเหตุคือนาย ธวัชชัย ศรีราช แต่จากคำบอกเล่าของ ด.ช.ธันวา คงขำ และนายณรงค์ศักดิ์ สุขประเสริฐ ได้บอกว่า คนขับรถคันดังกล่าวเป็นผู้หญิง เพราะพยานทั้งสองเห็นผู้หญิงลงมาจากประตูด้านคนขับหลังจากเกิดอุบัติเหตุทันที
- ประเด็นที่ ๓ การไม่ได้บันทึกหลักฐานในที่เกิดเหตุไม่มีการพ้นสีทำให้จุดเกิดเหตุจริงกับที่บันทึกไม่ตรงกันและการปล่อยให้รถของคู่กรณีรถยนต์ออกจากโรงพักทั้งไม่ได้มีการสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุก่อน และไม่ได้มีการสอบสวนบิดาของผู้เสียชีวิต
- ประเด็นที่ ๔ จากการสอบสอนพยานเพิ่มเติมในที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ เนื่องจากพยานทั้งสองมีอายุไม่ถึง ๑๘ ปีต้องมีนักสังคมสงเคราะห์ และอัยการซึ่งทั้งสองคนต้องมีความเป็นกลางในการสอบสวน หลังจากมีการสอบสวนเสร็จพันตำรวจโทประภาษ ภานุพัฒน์ รองอัยการฝ่ายคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ทำหน้าที่แทนอัยการจังหวัด ได้มีการมาพูดคุยกับพยานและแม่พยาน บอกว่าเรื่องคนขับรถเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่สำคัญเพราะรถจักรยานยนต์เป็นฝ่ายผิด หากเป็นตัวผู้ช่วยอัยการฯ เองจะเรียกร้องค่าเสียหายจากพ่อ แม่ และเด็ก บอกว่าการที่เจ้าของรถยนต์ไม่เอาเรื่องถือว่าเป็นบุญคุณแล้ว หากเจ้าของรถยนต์เอาเรื่องต้องจ่ายมากกว่า ๕๐,๐๐๐บาท แค่เจ้าของรถยนต์ให้เงินมา ๑๐,๐๐๐บาท มากเกินไปแล้วถือว่าทำบุญ หากไม่เอาก็ตายฟรี อัยการได้มีการชี้นำ ดูถูก พยานและผู้ปกครองพยานว่าไม่มีการศึกษา ถามอะไรก็ไม่รู้เรื่องและถูกยุเยง จากญาติของผู้เสียชีวิต เรื่องไม่เป็นเรื่องแต่ทำให้เป็นเรื่อง ส่วนนักสังคมสงเคราะห์ที่ทำก็ไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อปกป้องเด็ก ปล่อยให้เด็กถูกละเมิด และให้เซ็นต์เอกสารโดยไม่ได้มีการอ่านทวนให้ฟังก่อน
กรณีที่ ๒
เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา นายสุวรรณ ประกอบปราณ คนไทยพลัดถิ่นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกแทง ที่บ้านนางน้อย ประกอบปราณ พี่สาว ที่บ้านเลขที่ ๑๕๕ ม.๖ ต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยในวันที่เกิดเหตุนายสุวรรณ ได้นอนอยู่กับนายหมา ชัยวิเชียร คู่กรณี ที่ห้องรับแขก โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ต่อมาเมื่อนายหมา ได้แทงนายสุวรรณ แล้วได้ไปเรียก นางน้อย พี่สาว นายสุวรรณ ที่ห้อง และได้บอกตนเองได้แทงนายสุวรรณแล้ว ให้นางน้อยพาไปหาหมอ ตอนแรกนางน้อยไม่ได้สนใจ และเห็นนายสุวรรณ นอนคว่ำหน้าอยู่ นึกว่านายหมาล้อเล่น เพราะคนทั้งสองไม่ได้รู้จักกันมาก่อน และไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใจกัน จนนายหมายืนยันนางน้อยจึงมาพลิกนายสุวรรณดู ซึ่งหมดสติแล้ว จึงได้เห็นว่านายสุวรรณโดนแทงเข้าบริเวณเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วลึก ๑๐ ซม. จนทำให้ลำไส้เล็กขาด นางน้อยจึงพานายสุวรรณไปหาหมอที่โรงพยาบาลชุมพร และต้องทำการผ่าตัดโดยด่วน และต่อมา วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒ นางน้อย ได้มาแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรตะเงาะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
นายสุวรรณได้พักฟื้นอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลาจำนวน ๕ คืน เสียค่ารักษาจำนวน ๑๙,๕๐๐ บาท จนถึงขณะนี้นายสุวรรณยังไม่สามารถทำงานหนักได้ และคดีความไม่มีความคืบหน้าในการหาตัวคนร้าย
กรณีที่ ๓
นายอุสา มาดี คนไทยพลัดถิ่นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมชนบ้านไร่เครา ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง ประจวบคีรีขันธ์ ได้ดาวน์รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นJR เมื่อปี ๒๕๔๕ เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท โดยผ่อนเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท เนื่องจากเป็นคนไทยพลัดถิ่น จึงไม่สามารถใช้ชื่อของตัวเองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองได้ จึงได้ไปขอให้นายจ้าง คือ นางอ้วน ไม่ทราบนามสกุล ใช้ชื่อเป็นเจ้าของรถแทน โดยมี นางนึกและนายเล็ก ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนแนะนำ ต่อมาเมื่อนายอุสา มาดี ผ่อนรถจักรยานจนครบตามกำหนดเป็นเวลา ๒ ปี นางอ้วน ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์นั้นตามกฎหมาย กับ นางนึกและนายเล็ก กลับเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจทับสะแก ว่านายอุสา มาดี ได้ขโมยรถจักรยานของตนไป แม้ว่านายอุสา มาดี จะพยามชี้แจงเหตุผลต่างๆให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบข้อมูลว่าตนเองเป็นคนไทยพลัดถิ่นอยู่รอระหว่างการพิสูจน์สัญชาติจึงไม่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินตามกฎหมาย แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนั้นยังได้ดูถูกเหยียดหยามว่า เป็นเร่ร่อน ไม่มีหัวนอนปลายตีน เป็นต่างด้าว และดำเนินคดีในข้อหาลักขโมยรถ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ นายอุสา มาดี ตกเป็นจำเลย และถูกตัดสินให้จำคุก ๒ ปี แต่ลดโทษให้เหลือ ๓ เดือน โดยจำคุกที่ อำเภอเมือง ประจวบคีรีขันธ์
กรณีที่ ๔
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ นายสุจิน เพ็ชรพิพงษ์ อายุ ๒๒ ปี คนไทยพลัดถิ่นคลองลอย ประจวบ ได้รับไหว้วานจากเพื่อน คือ นายฉลอง ไม่ทราบนามสกุล เพื่อนที่ทำงานด้วยกันให้ไปรับ ด.ญ น้ำ แฟนสาว มาที่ห้องพัก ขณะนั้นมีเพื่อนอยู่หลายคนและได้ตั้งวงดื่มเหล้า ซึ่งเมื่อถึงเวลาเลิกวง เพื่อนๆและแฟนได้บอกให้ ด.ญ น้ำกลับบ้าน แต่ ดญ น้ำ ปฏิเสธที่จะกลับบ้าน อยากอยู่กับแฟนต่อ และเข้านอนกับในอีกห้องหนึ่ง โดยที่นายสุจิน แฟน ด.ญ.น้ำ และเพื่อนอี ๓ คนนอนอีกห้องหนึ่ง พอรุ่งเช้าน้ำก็ไปเที่ยวกับแฟนตามปกติ ซึ่งในตอนนั้นสุจิน เองก็ได้พักอยู่ที่ห้องคนเดียวโดยไม่ได้ไปด้วยแต่อย่างใด เป็นจังหวะเดียวกับที่พ่อพาของน้ำพาตำรวจตามหา ด.ญ. น้ำ ที่ห้องพักพบนายสุจิน และได้สอบถามว่า ด.ญ.น้ำอยู่ที่ไหน นายสุจินบอกว่า ด.ญ.น้ำได้ไปเที่ยวกับแฟนที่น้ำตก พ่อของน้ำไปเจอด.ญ.น้ำกับแฟนที่น้ำตก ตำรวจบอกว่าไม่มีใครผิดเพราะน้ำบอกว่าไม่มีใครทำอะไรน้ำ ต่อมาเมื่อแม่ของน้ำทราบข่าวจึงเดินทางมาจากกรุงเทพเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากนายสุจิน เป็นทอง ๔ บาท และเงินสด สี่หมื่น แต่ทางบิดานายสุจิน ไม่มีให้เรื่องก็เงียบไป ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นายสุจินถูกจับในคดีเดิม ต้องประกันตัววงเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท แต่ทางพ่อของสุจินไม่มีเงินไปประกันได้ทันทำให้สุจิน ต้องนอนในคุก ๑ คืน และถูกดำเนินคดี ข้อหาพรากผู้เยาว์ ศาลนัดเรียกสอบสวนแล้ว ๑ ครั้ง แต่จะตัดสินคดีปลาย ปีพ.ศ. ๒๕๕๓ นี้
กรณีที่ ๕
บันทึกเหตุการณ์บริเวณศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์
เวลาประมาณ ๑๔.๐๐-๑๗.๐๐ น. ณ บริเวณศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์ ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ น.ส.อาริษา อ่างหิน อายุ ๒๐ ปี เป็นคนไทยพลัดถิ่นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์บ้านหินเทินและเป็นสมาชิกของเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จังหวัดระนอง ประจวบคีรีขันธ์ ได้ทำงานอยู่ที่ร้านขายข้าวชื่อร้านน้องแดง เจ้าของร้านคือ นาง จินตนา เกตุแก้ว และขณะที่ น.ส.อาริษา กำลังทำงานอยู่ได้มี ผู้ชาย ๕ คน อ้างตัวว่าเป็น เจ้าหน้าที่ ตม.มาจากด่านสิงขร มาขอถ่ายรูป พร้อมกับส่งบัตรเจ้าหน้าที่ตม.ให้ดู และได้ซักถาม น.ส.อาริษา ว่ามีบัตรประชาชนหรือไม่พร้อมกับขอดูบัตร น.ส.อาริษา บอกว่ามีบัตรเลขศูนย์(บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน) แต่ลืมไว้ที่บ้าน ผู้ชายที่อ้างว่าเป็น ตม.ให้โทรศัพท์ ไปบอกคนที่บ้านให้เอาบัตรมาให้ เมื่อทางบ้าน น.ส.อาริษา เอาบัตรมาให้ดู ผู้ชายที่อ้างว่าเป็นตม.บอกว่าใช้ไม่ได้ เพราะไม่ได้มีใบอนุญาตทำงาน ถ้าใช้ได้ก็ต้องอยู่ในพื้นที่กับทำงานรายวันได้อย่างเดียว และได้บอกกับเจ้าของร้านว่าจะจับเด็กที่ทำงานอยู่ที่ร้านทั้งหมด หากเรื่องถึงโรงพักและศาลจะเสียเวลามาก และจ่ายค่าปรับร้านละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ข้อหาต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หากไม่ต้องการให้เรื่องไม่ยืดเยื้อก็ให้เจ้าของร้านจ่ายตอนนี้โดยมีเงื่อนไขว่า หากร้านไหนมีเด็กไทยพลัดถิ่นอยู่เพียงคนเดียวก็ให้จ่ายร้านละ ๒๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๒ ร้าน แต่ได้มีการต่อรองจากเจ้าของร้านที่มีร้าน ๒ ร้าน เหลือร้านละ ๓๐,๐๐๐ บาท จาก ๔๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๒ ร้าน และจะมีการมาเก็บรายเดือนๆ ละ ๒๐๐ บาท/คน/เดือน จากเด็ก มีร้าน๔ ร้าน ชื่อร้าน ร้านน้องแดง+กาแฟโบราณ ร้านคุณหมิง+เจี๊ยะ ร้านดำคำ(ขายน้ำ) ร้านกาแฟสด(นายสมชาย) มีคนไทยพลัดถิ่นทำงานรวม ๑๑ คน ซึ่งมีบัตรเลข ๐ จำนวน ๘ คน และมีแบบตอบรับการสำรวจผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (แบบ๘๙/๑) จำนวน ๓ คน
แกนนำในพื้นที่ได้เข้าไปเจรจาพูดคุยด้วย แต่ทางผู้ชายที่อ้างตัวว่าเป็น ตม. ก็ไม่พูดคุยด้วย แต่แกนนำจำหมายเลขทะเบียนรถ ๖๗๒๐๙ ยี่ห้อรถ ISZUZU D-max ๔ประตูสีดำ มีโลโก้ตำรวจ และข้างรถเขียนว่า กรมตำรวจแห่งชาติ แต่ในส่วนเจ้าของร้านบอกว่าอยากให้เด็กทำงานที่ร้านต่อเพราะรู้งานแล้ว แต่อยากได้เอกสารรับรองบุคคลของเด็ก
จากการได้พูดคุยกับเจ้าของร้านอาหาร และร้านน้ำ ๕ ร้าน ได้เล่าว่าก่อนหน้าที่จะมีการมาเรียกเก็บเงินนั้น ได้มีคนเข้ามาถ่ายรูปที่ร้านและเจาะจงเฉพาะร้านที่มีเด็กไทยพลัดถิ่นทำงานอยู่เท่านั้น
เจ้าของร้านได้มีการสอบถามและขอดูบัตรจากจากคนที่อ้างตัวว่าเป็นตม. และเมื่อถึงเวลาจ่ายเงินก็มีการเก็บรวมรวมให้เจ้าของร้านกาแฟ เป็นคนนำไปจ่ายที่หลังห้องน้ำ ก่อนหน้านั้นเจ้าของร้านได้ยินมีการเรียกชื่อคนที่อ้างว่าเป็นตม.ชื่อโต และอ้างว่าหัวหน้าตัวเองเป็น ตม.ที่ตงจิ้น เงินที่เจ้าของร้านจ่ายไปทั้งหมดนั้นจะไม่มีการหักกับเด็กไทยพลัดถิ่นที่ทำงานในร้าน
รายชื่อเด็กทั้ง 11 คน
|
ชื่อ
|
สกุล
|
ชื่อเล่น
|
อายุ
|
ชื่อกลุ่ม/พื้นที่
|
|
๑.น.ส.น้ำผึ้ง
|
พรหมขันธ์
|
ผึ้ง
|
๒๒
|
หินเทิน
|
|
๒.น.ส.กรกนก
|
กรแก้ว
|
ริ่ม
|
๒๒
|
หินเทิน
|
|
๓.น.ส.อาริษา
|
อ่างหิน
|
กิมห้วย
|
๒๐
|
หินเทิน
|
|
๔.น.ส.ดาวัลย์
|
พุทธชาด
|
นวล
|
๒๐
|
คลองลอย
|
|
๕.น.ส.สุภาพ
|
ทองสุข
|
แจ้ม
|
๑๘
|
ทุ่งพุฒิ
|
|
๖.น.ส.ปรีดา
|
แก้วมณี
|
ดา
|
๑๖
|
หนองกลาง
|
|
๗.น.ส.มะลิวัลย์
|
ดำรงศรี
|
วัน
|
๒๒
|
หนองกลาง
|
|
๘.น.ส.วารินทร์
|
เจริญผล
|
รินทร์
|
๒๒
|
หนองกลาง
|
|
๙.น.ส.นุชนา
|
ทิพวงศ์
|
เยี่ยม
|
๒๔
|
หนองกลาง
|
|
๑๐.น.ส.ปุ๋ย
|
|
ปุ๋ย
|
๑๘
|
หนองกลาง
|
|
๑๑.น.ส.นก
|
|
นก
|
๒๐
|
หนองกลาง
|
รายชื่อร้านทั้งหมด
|
ชื่อร้าน
|
จำนวนเงินที่ ตม.เรียกเก็บ
|
|
ร้านน้องแดง +กาแฟโบราณ
|
๓๐,๐๐๐ บาท
|
|
ร้านคุณหมิง+เจี๊ยะ
|
๓๐,๐๐๐ บาท
|
|
ร้านดำคำ (ขายน้ำ)
|
๒๐,๐๐๐ บาท
|
|
ร้านกาแฟสด(นาย สมชาย )
|
๒๐,๐๐๐ บาท
|
|
รวมจำนวนเงินทั้งหมด
|
๑๐๐,๐๐ บาท
|
ต่อมาเจ้าหน้าที่ที่อ้างตัวว่าเป็น ตม.ได้นำเงินมาคืนเจ้าของร้านทั้งหมด
กรณีที่ ๖
เจ้าหน้าที่ ตม.ด่านสิงขร ได้สกัดคนไทยพลัดถิ่นไม่ให้เดินไปทำงาน
เมื่อวันที่ ๗ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ คนไทยพลัดถิ่นโดนจับกุมที่ด่านตม.ด่านสิงขร จำนวน ๑๙ เป็นสมาชิกเครือข่ายฯ ๗ คน ซึ่งกำลังเดินทางเพื่อไปทำงานลูกจ้างเรือประมงที่จังหวัดภูเก็ต โดยเจ้าหน้าที่ตม.ได้เข้ามาสกัดและไม่ให้เดินทางต่อโดยมีการอ้างว่าผู้ที่ถือบัตรประจำตัวบุคคลผู้ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนไม่สามารถออกไปทำงานนอกพื้นที่ได้ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาคนไทยพลัดถิ่นจากชุมชนไร่เครา ก็ได้เดินทางเพื่อไปทำงานเป็นลูกจ้างเรือประมงอยู่เป็นประจำไม่ได้ มีเหตุการณ์โดนจับกุม แกนนำพื้นที่จึงได้นำ ร่าง พ.ร.บ. สัญชาติฉบับที่...พ.ศ... หนังสือขอมติครม. เรื่องการผ่อนผันให้ไทยพลัดถิ่นสัญชาติไทยอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยในกรณีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๐๘ และกำหนดให้คนไทยพลัดถิ่นสามารถทำงานโดยได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๑๑ เจ้าหน้าที่ ตม.จึงได้อ้างว่าต้องการตรวจสอบดูว่าใครมีบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนกี่คนหากมีก็จะปล่อยตัวไป แต่ต่อมาแกนนำชาวบ้านได้สอบถามกับนายจ้าง ว่าได้มีการจ่ายเงินให้กับ เจ้าหน้าที่ ตม.หรือไม่ นายจ้างบอกว่าได้จ่าย ไปจำนวน ๕,๐๐๐ บาท
วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ตำรวจชายแดนที่ ๑๔๖ ได้เข้ามาพูดคุยกับแกนนำชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้ยุติการเรียกร้องเอาผิดจากเจ้าหน้าที่ตม.ทุกเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตม.ได้กระทำไปแล้วแต่ชาวบ้านยืนยันว่าต้องการความยุติธรรม
วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ ตม.ได้ ให้นายกอบต.ตำบลคลองวาฬ เข้าไปพูดกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลคลองวาฬ เพื่อไปพูดกับนายจ้างเรื่องการติดสินบน แต่นายจ้างไม่ยอม ยืนยันที่จะต่อสู่
วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ ตำรวจ โรงพัก สภ.คลองวาฬ ได้เข้าไปพูดคุยกับนายจ้าง และนายจ้างได้มีการติดต่อกลับมาที่แกนนำชาวบ้านว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว และอย่าให้เรื่องถึงตนเอง
กรณีที่ ๗
คดีอบัติเหตุรถตู้ชนรถจักรยานยนต์
เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา น.ส.พิกุล โพธิ์ทอง และน.ส.แจ๋ว วงษ์สุวรรณ เด็กไทยพลัดถิ่นสมาชิกเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดอุบัติเหตุรถตู้หมายเลขทะเบียน ฮก ๘๕๘๑ กทม. ได้ชนท้ายรถจักรยายนต์ที่บริเวณด้านท้ายรถหมายเลขทะเบียน กยษ ๕๐๒ ภูเก็ต เหตุเกิดที่หมู่ที่ ๘ ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ ชวงล่องใต้ โดยเกิดที่ช่องทางเดินรถจักรยานยนต์ด้านซ้าย โดยน.ส.พิกุล โพธิ์ทอง เป็นคนขับ และน.ส. แจ๋ว วงษ์สุวรรณ เป็นคนซ้อน จนเป็นเหตุให้ น.ส.แจ๋ว ขาหัก และต้องรักษาอยู่ที่ โรงพยาบาลบางสะพานทั้งคู่ แต่เมื่อในสำนวนบันทึกประจำวันของตำรวจได้มีการบันทึกไว้ว่า เด็กเป็นคนผิดและไปเป็นฝ่ายตัดหน้ารถตู้ จนเป็นเหตุให้รถตู้เสียหาย โดยร้อยเวรเจ้าของคดีคือ พันตำรวจโทอุดร พลับวังกล่ำ ได้ให้น.ส.พิกกุล เซ็นต์เอกสารยอมรับความผิด และให้มีการชดใช้ค่าเสียหายให้กับเจ้าของรถตู้ โดยเจ้าของรถตู้ได้เรียกค่าเสียหายครั้งแรกจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท และต่อมาเมื่อทางญาติ น.ส.พิกุล ไม่ยอมจ่าย ลดเหลือ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ น.ส.พิกุลก็ยืนยันไม่ยินยอมเซ้นต์ เพราะตนเองไม่ได้มีความผิด ไม่ได้ตัดหน้ารถเหมือนคำกล่าวหาของเจ้าของรถตู้ และยืนยันว่ารถตู้ได้เข้ามาชนท้าย เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๓ นายดำรง อบเทียน บิดา น.ส.พิกุล โพธิ์ทองได้เข้าไปพบร้อยเวร คนดังกล่าว เพื่อติดตามคดี และแย้งคำให้สำนวนใหม่ ว่ารถตู้ เป็นฝ่ายที่ชนรถจักรยานยนต์ แต่ร้อยเวรยืนยันเหมือนเดิมว่ารถจักรยานยน์ เป็นฝ่ายผิด และต้องจ่ายค่าซ่อมรถตู้ที่ได้มีการประเมินราคาค่าเสียหายมาแล้ว เป็นเงิน ๑๙,๐๐๐ บาท แต่นายดำรง ยืนยันว่าบุตรสาวตัวเองไม่ผิด และไม่ยอมจ่าย ให้มีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมชั้นศาล
รวมถึงทักทักษิณด้ยเปล่า
รวมถึงทักทักษิณด้ยเปล่า
ต่างชาติกว้านซื้อที่ดินจากชาว
ต่างชาติกว้านซื้อที่ดินจากชาวนาไทยเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่สะเทือนความรู้สึกของคนไทยผู้หวงแหนแผ่นดินไม่น้อย
เป็นข่าวต่อเนื่อง หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้พาแขกวีไอพีมหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย ชมสาธิตการทำนาที่ จ.สุพรรณบุรี อ้างเหตุผลต้องการดึงเงินลงทุนจากชาติเศรษฐีน้ำมันเข้าประเทศ ให้มาลงทุนทำนาปลูกข้าวส่งขายต่างประเทศ
ทั้งที่เป็นข่าวช็อกความรู้สึกของคนทั่วไป แต่กระบวนการขับเคลื่อนตรวจสอบและหยุดยั้งของหน่วยราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง...กลับไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
สิ่งที่คนไทยได้รับคำตอบจากหน่วยราชการ มีเพียง...การเข้ามายึดครองที่ดินของต่างชาติเป็นแค่ข่าวลือ ไม่ใช่เรื่องจริง
ต่างชาติไม่สามารถเข้าถือครองที่ดินทำกินไปจากคนไทยได้ เพราะเรามีกฎหมายบังคับไม่ให้ต่างชาติถือครองที่ดิน ทำนา ทำการเกษตรได้
ในขณะที่หน่วยงานไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่มีความสำนึกหวงแหนแผ่นดินเกิด กลับพบความจริงที่ตรงข้ามกับหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงชี้แจง
สำนักคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ซึ่งมี พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ เป็นประธาน พบว่า มีต่างชาติเข้ามากว้านซื้อที่นา ที่ดินทำกินไปจากเกษตรกรไทยจริง
พบมากในพื้นที่จังหวัดภาคกลางที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย เช่น สุพรรณบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อุทัยธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว
และมีหลายรายที่ทำผิดกฎหมายชัดเจน แต่ยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปหยุดยั้งปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าง อ.โคกตูม จ.ลพบุรี มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากชาวอินเดีย
อ.บางเลน จ.นครปฐม มีการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรกรรม 500 ไร่ เป็นเวลา 10 ปี ในราคาค่าเช่าไร่ละ 4,000 บาท ทั้งที่ค่าเช่าปกติอยู่ที่ไร่ละ 2,000 บาท
อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี มีชาวไต้หวันมาทำนาข้าวและแปรรูปเป็นข้าวสาร
จ.นครนายก มีนักการเมืองเป็นนายหน้าและนายทุนต่างชาติเป็นผู้ลงทุนทำสัญญาเช่านา เพื่อทำนามากถึง 1,600 ไร่
นี่เป็นเรื่องจริงหรือ??
ไหนว่าบ้านเรามีกฎหมายบังคับสารพัดห้ามต่างชาติถือครองที่ดิน ห้ามทำนา ทำการเกษตร แต่คนต่างชาติเข้ามาทำอย่างนี้ได้อย่างไร?
มองจากตัวบทกฎหมาย ต้องยอมรับ บ้านเรามีกฎหมายห้ามไว้จริง ต่างชาติทำไม่ได้ ไม่มีสิทธิมากว้านซื้อที่ดิน ทำนา
แต่ถ้ามองจากภาคปฏิบัติ...คนไทยรู้กันดี เห็นกันทุกวัน บ้านเรากฎหมายมีไปก็เท่านั้น ใช้บังคับไม่ได้
กฎหมายบ้านเรามีไว้ให้ข้าราชการใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ เท่านั้นเอง...อะไรที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านเราไม่เพียงให้ต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินแบบผิดกฎหมายได้อย่างเปิดเผย มีแต่ข้าราชการเท่านั้นที่ไม่รู้
บ้านเรายังมีช่องทางให้ต่างชาติครอบครองที่ดินได้อย่างถูกกฎหมาย โดยที่กฎหมายห้ามใดๆก็ไม่มีผลที่จะไปห้ามได้
คนไทยครอบครองที่ดินได้เท่าไร...ต่างชาติมีสิทธิครอบครองได้ เท่านั้น
คนไทยทำอะไรในที่ดินได้ทุกอย่าง...ต่างชาติก็มีสิทธิทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนกัน...ทำไร่ ทำนา ทำสวน ต่างชาติมีสิทธิทำได้โดยถูกกฎหมายทุกประการ แม้จะมีกฎหมายห้ามไว้ก็ตาม
ด้วยข้อมูลที่ สำนักงานคลังสมอง วปอ. ได้จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม พบว่า การถือครองที่ดินของต่างชาติในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายได้สิทธิเหมือนเป็นคนไทย สามารถทำได้ในรูปการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล หรือบริษัท
ตั้งเป็นบริษัทมีต่างชาติถือหุ้นในบริษัท 49% มีคนไทยถือหุ้น 51%...ถูกกฎหมายทุกประการ ถือเป็นบริษัทของคนไทย
แต่คนไทยที่ถือหุ้นมากกว่านั้น ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายให้ต่างชาติ ที่พบว่า มีคนไทยหลายคน รับจ้างถือหุ้นมากถึง 600 บริษัท
แต่นั่นไม่สำคัญเท่า การจัดทะเบียนผู้ถือหุ้นที่ระบุว่า คนไทยถือหุ้นมากกว่านั้น...กฎหมายไทยอนุญาตให้จัดฉากได้อย่างเปิดเผย
เพราะ สามารถระบุไปในข้อบังคับของบริษัทได้ว่า ต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่ามีสิทธิ มีอำนาจออกเสียงลงคะแนนในการดำเนินกิจการต่างๆ ของบริษัทได้มากกว่าคนไทยที่ถือหุ้นมากกว่า
ต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า แต่มีอำนาจมากกว่าได้
นั่นเท่ากับว่า บริษัทที่มีเปลือกนอกเป็นของคนไทย...เนื้อในแท้จริงแล้วเป็นของต่างชาติเต็มร้อย
เมื่อกฎหมายบ้านเราเปิดช่องไว้เช่นนี้...ต่างชาติเลยมีสิทธิทำได้ทุก อย่างเหมือนเป็นคนไทยทุกประการ กฎหมายห้ามใดๆ เลยมีอันเป็นหมัน...ห้ามไม่ได้
และด้วยเหตุนี้การตรวจสอบของหน่วย ราชการเลยไม่พบว่า มีบริษัทต่างชาติมากว้านซื้อที่ดินทำนา เพราะมัวแต่มะงุมมะงาหราจับหาแต่บริษัทนอมินีอยู่นั่นแหละ
ยุคนี้ต่างชาติก้าวไปอีกขั้น เลิกใช้นอมินี...ใช้วิธีนี้ดีกว่า ถูกทั้งเงินถูกทั้งกฎหมาย ได้สิทธิเท่าเจ้าของประเทศ
การศึกษาของสำนักงานคลังสมอง วปอ. ยังพบอีกว่า ปัญหาการเข้ามายึดครองที่ดินทำกินของต่างชาติในลักษณะนี้ ไม่ได้เกิดกับบ้านเราประเทศเดียวเท่านั้น
ปัญหานี้ได้กลายเป็นกระแสใหม่ของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มชาติที่ร่ำรวย มีเงินสดเหลือจากการค้าขายน้ำมัน สินค้าอุตสาหกรรม ได้ออกล่าหาผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไว้ทำการเกษตร
โดยมีสาเหตุมาจากความหวั่นวิตกในเรื่องความมั่นคงของอาหาร...อนาคตอาหารจะขาดแคลน จาก 3 สาเหตุสำคัญ
1. ภาวะโลกร้อน พื้นที่หลายแห่งประสบภัยธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย
2. น้ำมันแพง ต้องการที่ดินปลูกพืชพลังงานทดแทนมากขึ้น พืชพลังงานแย่งพื้นที่พืชอาหาร
3. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของพลเมืองโลก ที่ผันตัวเองเป็นผู้มีรายได้ ระดับกลางมากขึ้น ผู้คนทิ้งอาชีพเกษตรเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น...คนผลิตอาหารน้อยลง คนบริโภคอาหารเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้จึงได้ก่อให้เกิดกระแสการล่าหา ดินแดนเพาะปลูกเพื่อผลิตอาหารของชาติร่ำรวย จนเมื่อปีที่แล้ว มีรายงานจากสหประชาชาติ ระบุว่า ขณะนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมทางการเกษตร (Agro-Colonization)
แม้แต่ นิตยสารไทม์ส ฉบับต้นปี 2552 ยังได้กล่าวถึงธุรกิจที่ดีที่สุดของโลกอนาคต 10 ประเภท...ธุรกิจการทำเกษตรแบบ Contract Farmming ในประเทศที่มีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของธุรกิจที่ดีที่สุดในอนาคต
ในละแวกภูมิภาคอาเซียน ประเทศไหนมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ อยู่ในชัยภูมิได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติน้อย...ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา เสี่ยงต่อพายุถล่มทุกปี ปีละหลายครั้ง
บ้านเราอยู่ในชัยภูมิ มีประเทศเพื่อนบ้านเป็นเกราะกำบัง ลดแรงพายุโดยธรรมชาติ...เลยเป็นที่หมายตามากกว่าที่อื่น
และเป็นที่น่าสังเกตการเข้ามากว้านหาที่ดินของต่างชาติในบ้านเรา จะมุ่งเน้นไปที่ภาคกลาง...เขตพื้นที่ชลประทาน
ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตร 130.29 ล้านไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 32.7 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางที่ต่างชาติเข้ามากว้านยึดครอง
คนไทยเสียภาษี ให้รัฐบาลลงทุนระบบชลประทานไปไม่รู้กี่แสนล้าน หน่วยราชการไทยจะยอมให้ต่างชาติมาชุบมือเปิบ...แล้วปล่อยให้คนไทยคอยฟ้าคอย ฝนไปตามยถากรรมกระนั้นหรือ
ทำงานกันได้แค่นี้...เราจะเสียภาษีไปเพื่ออะไร.