สช.ชี้ ให้หลักประกันสุขภาพคนไทยไร้สถานะ เพิ่มความเป็นธรรมและความมั่นคงของชาติ

จากความพยายามเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้คนไทยไร้สถานะจำนวน ๔.๕ แสนคนได้รับบัตรประกันสุขภาพเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ซึ่งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพได้ยืนยันให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งแล้ว อยู่ในระหว่างที่กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี แต่หลายฝ่ายเกรงว่าจะไม่ผ่านการพิจารณานั้น นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ชี้ว่า รัฐบาลควรคืนสิทธิให้แก่คนกลุ่มนี้เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมและยังจะทำให้เกิดความมั่นคงขึ้นในประเทศอีกด้วย ย้ำหากไม่ให้สิทธิถือว่าขัดกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ

               

นายแพทย์อำพล  กล่าวว่า คนไทยไร้สถานะกลุ่มนี้ คือ ผู้ที่รัฐได้พิสูจน์ทราบตัวตนชัดเจนแล้ว และอนุญาตให้อยู่ในพื้นแผ่นดินไทยเป็นการถาวรมาช้านานแล้ว ทำมาหากินและเสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ไม่ไช่คนต่างด้าวที่เข้ามารับจ้างใช้แรงงงาน ไม่ไช่คนหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายดังที่บางคนเข้าใจผิด เหตุผลสำคัญที่สนับสนุนการให้สิทธิหลักประกันสุขภาพแก่คนกลุ่มนี้มีอย่างน้อย ๓ ประการคือ (๑) ในอดีตคนกลุ่มนี้เคยได้รับบัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยสำหรับการรักษาพยาบาล (บัตรสปน.)เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป แสดงว่ารัฐบาลในอดีตมองคนกลุ่มนี้เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กลับไม่ให้สิทธิคนกลุ่มนี้ให้เหมือนคนไทยทั่วไป ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณาคืนสิทธิให้แก่คนกลุ่มนี้ ซึ่งก็จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม (๒) การดำเนินการนี้สอดคล้องกับสาระสำคัญที่อยู่ในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติที่ออกตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งประกาศใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ และมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐแล้ว และประชาชนสามารถใช้ในการอ้างอิงได้อยู่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลไม่ให้สิทธิแก่พวกเขา ก็จะขัดแย้งกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติที่รัฐบาลชุดนี้เป็นผู้ให้ความเห็นชอบเอง และ(๓) คนกลุ่มนี้ประกอบสัมมาชีพอยู่ในเมืองไทยอย่างถาวร ใช้ทรัพยากรและเสียภาษีให้แก่ประเทศเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป การให้สิทธิหลักประกันสุขภาพแก่พวกเขาเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ก็จะทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกว่าไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ความรู้สึกดีเช่นนี้จะส่งผลกระทบด้านบวกต่อความมั่นคงของชาติอย่างแน่นอน และที่มีบางฝ่ายเกรงว่าถ้าให้สิทธิแก่คนกลุ่มนี้แล้ว จะเป็นเหตุให้คนต่างด้าวพยายามหลบหนีเข้าเมืองเพิ่มขึ้นก็ดูว่าเป็นคนละเรื่องกัน


เรื่องนี้ไม่ไช่การเอาเงินภาษีของคนไทยไปช่วยคนอื่น แต่คนกลุ่มนี้คือคนที่รัฐไทยพิจารณาให้อยู่ในแผ่นดินไทยอย่างถาวรเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปแล้ว เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้บัตรประชาชนเหมือนคนไทยทั่วไป ผมเพิ่งไปที่บ้านรักไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอนมาเมื่อไม่นานมานี้ พบคนกลุ่มนี้บางส่วนที่สืบเชื้อสายมาจากจีนฮ่อที่ประเทศไทยอนุญาตให้พวกเขาพำนักอยู่ในเมืองไทยอย่างถาวรมานานแล้ว ณ.วันนี้พวกเขาก็เป็นเหมือนคนไทยทั่วไป ประกอบอาชีพสุจริต ทำไร่ ค้าขาย บริการท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทย เสียภาษีให้ประเทศไทยเหมือนคนไทยทั่วไป ดังนั้น ผมจึงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีสำนึกทางสังคมและความเป็นมนุษย์สูงน่าจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างแจ่มชัด และกล้าตัดสินใจคืนสิทธิหลักประกันสุขภาพให้แก่คนกลุ่มนี้ รัฐบาลจะได้ชื่อว่าเป็นผู้คืนความเป็นธรรมให้แก่พวกเขา เป็นการสร้างความเป็นธรรมขึ้นในสังคม และจะทำให้เกิดความมั่นคงอย่างลุ่มลึกที่ไม่ต้องใช้ปืน ทหารหรือกฏหมายอีกด้วย นายแพทย์อำพลกล่าว

 

 

ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผ่านคณะรัฐมนตรี และเสนอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบแล้ว ระบุเรื่องหลักประกันสุขภาพไว้ชัดในข้อ ๑๖ ว่า “ประชาชนคนไทยทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยต้องมีหลักประกันและความคุ้มครองให้เกิดสุขภาพ โดยไม่มีการแบ่งแยกตามฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม สภาพทางกาย ความพิการ เพศ อายุ ถิ่นที่อยู่ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมือง


 

การประกาศใช้โครงการ 30 บาท

การประกาศใช้โครงการ 30 บาท เมื่อปี 2544 ทำให้ชนกลุ่มน้อยในหลายพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่ได้เลข 13 หลักที่ขึ้นต้นด้วยเลข 6 , 7 และ 8 ที่เคยได้รับบัตรประกันสุขภาพ 30 บาทหรือบัตรทอง ถูกยกเลิกบัตร ในปี 2546 เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า บัตรทองนี้ให้เฉพาะผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น
ปัญหาการให้บริการในเชิงพื้นที่ซึ่งมีกลุ่มบุคคลเหล่านี้อาศัยอยู่จึงเกิดขึ้น เพราะไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนตามรายหัวประชากร แต่ในความเป็นจริงสถานีอนามัยในพื้นที่ยังต้องรับผิดชอบดูแลด้านสุขภาพ การรักษาพยาบาล ภาวะเจ็บป่วย การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ฯลฯ
ขณะเดียวกัน ทำให้คนไทยในพื้นที่เหมือนถูกเบียดบังด้านทรัพยากรด้านสาธารณสุขอันพึงมีพึงได้ไปใช้กับ..คนไทยพลัดถิ่นอีกประการ

1)คนไทยพลัดถิ่น คือใคร?

คนไทยพลัดถิ่น...เป็นกลุ่มคนไทยที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศไทยแถบเมือง มะริด ทวาย ตะนาวศรี ก่อนเสียดินแดนให้อังกฤษในยุคล่าอาณานิคมสมัยที่อังกฤษยังปกครองพม่า โดยที่พวกเขาคิดว่าเขตแดนดังกล่าวยังเป็นของไทยอยู่
ต่อมาเมื่อพม่าเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบเผด็จการทหาร กลุ่มคนไทยเหล่านี้ก็อพยพกลับประเทศไทย รัฐบาลไทยมีนโยบายให้สัญชาติไทยแก่คนไทยเหล่านี้ โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2519 ให้แปลงสัญชาติเหมือนกับคนต่างด้าวกลุ่มอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันนี้ในส่วนของจังหวัดต่างๆมีคนไทยพลัดถิ่นได้รับการพิจารณาให้ได้รับสัญชาติไทยจำนวนไม่กี่คนเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงมีคนไทยพลัดถิ่นนับหมื่นๆคน
โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่เข้าประเทศไทยหลังวันที่ 9 มีนาคม 2519 ซึ่งรัฐบาลไม่มีนโยบายให้สัญชาติ
ในช่วงเวลาดังกล่าว คนไทยเหล่านี้ ซึ่งนับรวมลูกหลานของคนไทยพลัดถิ่นที่มาเกิดในประเทศไทยอีกมากมาย จึงไม่มีสิทธิ์ได้รับการบริการขั้นพื้นฐานจากรัฐ
นับแต่การแจ้งเกิด การเรียน การทำงาน การเดินทาง การสมรส การตั้งครอบครัว การเป็นเจ้าของสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีสิทธิ์ทางการเมืองทุกระดับ ตลอดจนสิทธิด้านการรักษาพยาบาล ทำให้คนไทยพลัดถิ่น ไม่สามารถพัฒนาชีวิตตนเองได้อย่างเท่าเทียมคนไทยทั่วไป
..........
เมื่อเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นคนไทย หลายฝ่ายได้ช่วยกันผลักดันให้คนไทยพลัดถิ่นได้มีสิทธิอันพึงมีพึงได้ และดำเนินการตามเอกสารหลักฐานต่างๆสืบเนื่องมา
ปัจจุบันคนไทยพลัดถิ่นในปัจจุบันจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
กลุ่มที่ไม่เอกสารหลักฐานทางราชการใดๆ เพียงแต่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นๆของชุมชนและเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น
กลุ่มรูปหมู่ ซึ่งเป็นทะเบียนที่มีรูปถ่ายเป็นครอบครัว มีลำดับ ชื่อ วันเดือนปีเกิด
ซึ่งปัจจุบันทางอำเภอเรียกให้ไปทำบัตรแข็งเป็นบัตรสีขาว มีเลข 13 หลักแต่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 เพื่อยืนยันการมีตัวตนเอาไว้ แต่ไม่มีสถานะทางทะเบียนหรือสิทธิใดๆ ลงนามรับรองโดยผอ.ทะเบียนกลาง และใช้ตราสิงห์(ไม่ใช่ตราครุฑ)
กับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่มีบัตร 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 6 และเลข7 ที่ยังไม่ได้รับการโอนสัญชาติ แต่ได้ขึ้นทะเบียน มีทร.13 ทร.14 แล้ว คล้ายๆทะเบียนราษฎร์ทั่วไป เป็นสมุดสีเหลืองส้ม และมีสลักท้ายว่า บุคคลไทยที่อาศัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือลักษณะชั่วคราว ตามแต่เอกสารหลักฐานลำดับขั้นการดำเนินการของแต่ละช่วงเวลา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุตรของผู้ที่มีบัตรที่ขึ้นต้นด้วยเลข 8 ที่ได้รับการโอนเป็นสัญชาติไทยแล้วมีตราครุฑประทับรับรองโดยกระทรวงมหาดไทย ,ซึ่งการดำเนินการให้ได้บัตรได้สิทธิ์ในแต่ละขั้นตอนเหล่านี้ยุ่งยากคาบเกี่ยวซับซ้อนหลายขั้นตอน บางคนใช้เวลาเป็น 10 -20 ปีกว่าจะได้บัตรและทะเบียนเหล่านั้นมา
(ดูรูปตัวอย่างบัตรชนิดต่างๆในล้อมกรอบ-อธิบาย)
พลัน,คนไทยเหล่านี้เสมือนต้องพลัดถิ่นอีกครั้ง เมื่อพวกเขามีบัตรแต่ไม่มีสิทธิ์ (ในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)

2)ไม่มีบัตร(ทอง)ไม่มีสิทธิ์

ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในพื้นที่ความรับผิดชอบของสถานบริการสาธารณสุข 2 แห่ง คือ สถานีอนามัยห้วยทรายขาว (หมู่ที่ 1กับ 2) และ สถานีอนามัยบ้านร้านตัดผม (หมู่ที่ 4 กับ 7) ปัจจุบันมีประชากรที่เป็นคนไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่ในพื้นที่มากกว่า 1500 คน
จรูญลักษณ์ โคนาบุตร เจ้าหน้าที่อนามัยบ้านร้านตัดผม บอกว่าจำนวนประชากรคนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่รับผิดชอบมีประมาณ 800 คน และคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ประมาณ 400 คน หรือกว่าครึ่ง แต่เดิมคือกลุ่มผู้ที่มีบัตร 13 หลัก เคยใช้บริการบัตรประกันสุขภาพปีละ 500 บาท
แต่ปัจจุบัน(หลังประกาศใช้พรบ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) กลับมาเป็นคนเสมือนไม่มีบัตร(ทอง)ไม่มีสิทธิ์อีกครั้ง
อย่างไรก็ตามจรูญลักษณ์บอกว่า สถานีอนามัยที่นี่หรือทุกๆแห่งก็คงไม่มีการเลือกปฏิบัติในการดูแลรักษาการเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่แล้วไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม เพราะคนเหล่านี้คือคนที่อยู่ในพื้นที่ และบ่อยครั้งที่ขอความช่วยเหลือต่างๆก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
“เราจะให้บริการตามปกติ แต่ต้องเรียกเก็บเงิน อาจจะเป็นค่ายา 200 50 80 บาทก็แล้วแต่ คือบางคนสามารถจ่ายได้ เพราะอนามัยติดลบทุกปี ทางจังหวัดมาประเมินว่าทำไมใช้เวชภัณฑ์เกิน คือ 7000 บาท/เดือน แต่อนามัยใช้เป็นหมื่น”
นั่นเป็นเพราะขณะที่ค่าต้นทุนยาต่อคนประมาณ 28 บาท คนไข้ที่มารับบริการเฉลี่ยเดือนละ 300 กว่าครึ่งคือคนไทยพลัดถิ่นคือ 150 กว่าคน เท่ากับว่าติดลบเฉพาะค่ายาอย่างน้อยเดือนละ 4200บาท หรือต้นทุนเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์เดือนละประมาณ 8000 กว่าบาทแต่เบิกได้ครึ่งเดียว
แน่นอนว่านั่นไม่นับรวมค่าบริการ ออกพื้นที่ การเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคติดต่อ โรคระบาด ไข้เลือดออก มาเลเรีย ชุบมุ้ง ต่างๆ
“วันนึงมีผู้มาใช้บริการสถานีอนามัยประมาณ 20 คน ซึ่งเป็นคนไทยพลัดถิ่นเสียกว่า 11-12 คน ในแต่ละวันก็จะให้บริการในทุกๆด้านตั้งแต่เรื่องหลักประกันพื้นฐาน การวางแผนครอบครัว ยาคุมกำเนิด ยากิน ยาฉีด รักษาทุกวัน ฉีดยาทำแผล ตรวจมะเร็งเต้านม ปากมดลูก เบาหวาน ความดัน”
ประเด็นปัญหาก็คือเป็นความรับผิดชอบที่สถานีอนามัยจะต้องแบกรับภาระเหล่านี้ต่อไป และจัดการร่วมกับชุมชนอย่างไร

3)เสียงกู่ร้องจากคนชายขอบ

“พูดพม่าก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมให้เป็นคนไทย”
ใครคนหนึ่งในวงพูดขึ้นให้ฟัง ภายในคุ้มบ้านร้านตัดผม ตำบลสองพี่น้อง เหมือนจะตอกย้ำความตลกบางอย่างจนกระทั่งถึงวันนี้
แล้วใครจะมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้พวกเขาได้
“เราต้องช่วยเหลือเจือจุนเขา”
คือคำพูดอีกคำของพี่อีกคน ในวันนั้นมีท่าน(ว่าที่ผู้สมัคร)นายกอบต. สมชาย ยอดยิ่ง มาร่วมวงสนทนา ร่วมด้วยพี่สมโภชน์ บัวสุวรรณ หัวหน้าสอ.บ้านร้านตัดผม และคนไทยพลัดถิ่นในคุ้มบ้านที่พวกเขาพักอาศัยกันอยู่ มาพูดคุยสะท้อนถึงปัญหาเรื่องการเป็นคนไทยพลัดถิ่น
เพียงแค่การได้ชื่อว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น ความหมายนัยคำก็ช่างให้ความรู้สึกว่าไม่ได้เป็นคนไทย เป็นคนไม่ดีอะไรหลายๆอย่างเสียแล้ว แน่นอนหมายรวมไปถึงคนต่างด้าวหนีเข้าเมืองอะไรไปต่างๆนานาด้วย ทั้งๆที่คนเหล่านี้หาได้ทำความผิดอะไร แต่เป็นเสมือนหนึ่งผู้ถูกกระทำเสียมากกว่า...
“เราก็เลยเรียกตัวเองว่าคนไทยตะนาวศรี”พี่คนเดิมพูดออกมา เหมือนจะตอกย้ำอะไรอีกอย่าง ว่าเราก็เป็นคนไทยนี่แหละ เพราะคำว่าคนไทยพลัดถิ่นมันฟังเหมือนกับไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่จริงๆแล้วพวกเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยเราหมดแล้วตั้งนาน
เริ่มทยอยกันมาตั้งแต่ก่อนและหลังปี 2519 เป็นต้นมา...
ด้วยเหตุผลทางการเมือง ตลอดมาถึงเหตุผลทางราชการ เหตุผลทางสังคม และเหตุผลที่ดูเหมือนจะกลับไม่ได้ไปไม่ถึง คาราคาซังอยู่ จึงส่งผลให้เสียสิทธิอันพึงมีพึงได้ในความเป็นคนไทยหลายๆประการ
รวมถึงเรื่องหลักประกันด้านสุขภาพในทุกๆด้าน

สมชาย ยอดยิ่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสองพี่น้อง บอกว่าในความเป็นจริงแล้วคนเหล่านี้มาอยู่นานแล้ว มีที่ดินทำกิน บางคนนานกว่า 20 ปีหรือชั่วอายุคน เพียงแต่การอพยพกลับมาในช่วงนั้นไม่ได้มาแบบทีเดียว แต่มีการโยกย้ายไปมา ก็ต้องแสดงตัวให้ได้ว่าอยู่มานานแค่ไหน มีเอกสารหลักฐานอะไรบ้าง
“เช่นมีการถ่ายรูปหมู่ ต้องรับรองโดยผู้ใหญ่บ้าน ถ้าเป็นทะเบียนของกรมการปกครองต้องมีนายกฯรับเป็นพ่อแม่ ต้องผ่านนายอำเภอ มหาดไทยอนุมัติ ใช้เวลาหลายขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนต่างๆ แล้วแต่การดำเนินการของแต่ละพื้นที่ เพราะตอนนั้นก็มีปัญหาเรื่องความมั่นคง ซึ่งทหารตำรวจสันติบาลก็ต้องควบคุมดูแลอะไรต่างๆด้วย”
พี่มาโนช บัวสุวรรณ บอกว่าตอนนี้ถ้าพ่อแม่คนใดคนหนึ่งเป็นคนไทย เด็กก็สามารถโอนเป็นสัญชาติไทยได้เลย แต่ในตอนนั้นส่วนใหญ่ก็เกิดกับหมอตำแย ยังไม่ได้รับแจ้งเกิดซึ่งก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย
“สำหรับบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะ บัตรสามารถใช้ต่อได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นบัตรทอง จะมีผลต่อค่าหัว 2700 บาท ซึ่งจริงๆแล้ว 5000 กว่าบาท และจากนโยบายบัตรทองที่รัฐบาลเร่งรีบขึ้นทะเบียนนี้ ก็มีตั้งผลกระทบตั้งแต่ประเภทบัตรของเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ดังนั้นบุตรของผู้มีบัตรไม่มีสถานะ ที่มีอายุ 0-12 ปี ซึ่งหลายคนครบ 12 ปีแล้วก็จะหมดสิทธิ์ได้รับการบริการ”
ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาซับซ้อนซ่อนทับของทุกพื้นที่ที่มีคนไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่จำนวนมากน้อยก็ตาม เช่นที่ สราวุธ หมุดเจริญ หัวหน้าสถานีอนามัยห้วยทรายขาว ตำบลสองพี่น้อง บอกว่า การบริการอนามัยต้องสัมพันธ์กับชุมชน แต่ปัญหาในพื้นที่ คือคนไทยพลัดถิ่นที่มีบัตรทองปี 44 และยังไม่หมดอายุ จาก 1000 คน เหลือ 400 คน คือบัตรเด็ก 0-12 ปี กับบัตรนักเรียน 13-15 ปี ต้องให้ยาไปตามค่าหัว แต่ไม่สามารถเบิกสิทธิ์ของหลักประกันสุขภาพได้ นอกจากนี้คือปัญหาความเสี่ยงในส่วนที่มีค่าใช้สูงโดยเฉพาะค่าผ่าตัด เป็นต้น
“เมื่อก่อนยังพอได้ค่าหัวจากบัตรประกันสุขภาพปีละ 500 บาท ที่เปลี่ยนเป็นบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค แต่หลังจากปี 2546 ก็เสียสิทธิ์นั้นไปทั้งอนามัยทั้งคนไทยพลัดถิ่น”
จรูญลักษณ์ บอกเล่าถึงความคืบหน้าในการดำเนินการเพื่อให้เข้าถึงหลักประกันของกลุ่มคนเหล่านี้ให้ฟังว่า
“กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่มีบัตร 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 6 กับ 7 และเปลี่ยนสัญชาติแล้วประมาณ 400 คน ทางสถานีอนามัยทั้ง 2 แห่ง(แห่งละ200)ได้ส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ เช่น ทร.13ทร.14 ไปให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสปสช.ขึ้นทะเบียนยืนยันสิทธิ์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะได้ เพียงแต่ติดอยู่ที่ฐานข้อมูลไม่ตรงกับทางมหาดไทย”
เมื่อฐานหลักประกันสุขภาพของสปสช.มีปัญหาฐานข้อมูลระบบทะเบียนราษฎร์ต่างๆของมหาดไทยไม่ตรงกัน ก็ยังไม่มีความแน่นอนในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้...

4) อสม.2 สายใย คนไทยพลัดถิ่น

ด้วยความตระหนักถึงความเท่าเทียมและสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ ของการทำงานให้บริการของสถานีอนามัยในตำบลสองพี่น้องของหลายๆฝ่ายร่วมกัน โครงการเสียงกู่ร้องจากคนชายขอบ “กรณีการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยพลัดถิ่น”จังหวัดชุมพร โดยนายอดิศร วิศาล จึงเกิดขึ้น
ด้วยเห็นปมประเด็นปัญหาดังกล่าวที่จะต้องดูแลแก้ไข โดยการดำเนินการศึกษา รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สภาพปัญหาด้านสุขภาพของคนไทยพลัดถิ่น และปัญหาของผู้ให้บริการเพื่อค้นหารูปแบบและแนวทางการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ และเพื่อให้ได้ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ในการกำหนดแนวทางการจัดการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข
โดยใช้การสร้างแกนนำด้านสุขภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ สร้างเครื่องมือหรือแบบสำรวจข้อมูล และมีเวทีทำความเข้าใจในเบื้องต้นเป็นแนวทางการดำเนินงาน...และเพื่อปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ ที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมคิดร่วมทำของชุมชน องค์กรท้องถิ่น และหน่วยบริการสุขภาพในระดับชุมชน

จรูญลักษณ์ โคนาบุตร บอกเล่าถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการว่าในขั้นแรก คุณอดิศร วิศาล ผู้รับผิดชอบโครงการได้เรียกประชุมแกนนำ ซึ่งมีทั้งคนไทยพลัดถิ่น ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่อนามัย อสม. และเจ้าหน้าที่อบต.รวม 15 คนมารับรู้รับทราบแนวทาง โดยได้ข้อสรุปขั้นหนึ่งว่าให้คัดสรรกลุ่มตัวแทนแกนนำคนไทยพลัดถิ่นเหล่านั้น ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่อนามัยอีก 20 คนมาอบรม ให้ความรู้ความเข้าใจระบบงานสาธารณสุข ว่าให้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
“ทำอย่างไรให้คนไทยพลัดถิ่นที่มีปัญหาด้านนี้ อยากใช้ความคิดความรู้ หาแนวทางเข้าถึงสิทธิ รวมถึงการรู้จักการป้องกัน ควบคุมโรคต่างๆ เช่นเสนอกับอบต.ว่าสามารถจะให้สิทธิบัตรทองแบบครอบครัว 500 เหมือนเมื่อก่อนที่เค้าเคยได้ได้ไหม”
ก่อนอื่นก็คือต้องให้กลุ่มแกนนำพลัดถิ่นเหล่านี้ได้รู้ในทุกด้านๆก่อน จะไม่เปลี่ยนทีเดียว โดยขยับผ่านไปทางอสม.คนไทย อาจจับคู่เป็น “บัดดี้” กันก่อน แล้วต่อไปคนไทยพลัดถิ่นในหมู่บ้านก็ให้ อสม.ดูแลดูแลกันเอง เพราะถ้าพูดถึงการรวมกลุ่มหรือการให้ความร่วมมือต่างๆดีกว่าคนไทยเสียด้วยซ้ำไป
“ปกติลงควบคุมโรค มาเลเรีย ไข้เลือดออก ก็ช่วยกันพ่นยา ใส่ทราย เผยแพร่บอกกล่าวประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ต่อไปแกนนำเหล่านี้ก็จะนำความรู้ไปควบคุมโรคอะไรต่างๆด้วยตัวเอง ซึ่งตรงนี้เท่ากับว่าคนไทยพลัดถิ่นทุกคนก็จะได้รับทุกสิทธิที่คนไทยได้รับ ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล”
จรูญลักษณ์เล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมาสถานีอนามัยก็ตรวจคัดกรอง ตรวจมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เบาหวาน ความดัน เมื่อตรวจพบคีย์ข้อมูลส่งโรงพยาบาล มีค่าไม้แป๊บ แอลกอฮอล์ให้งบตามข้อมูลประชากรสัญชาติไทย กล่าวคือคนไทยทำ 5 คนสมมุติคนละ 50 บาททางอนามัยจะได้ 250 บาทแต่จริงๆแล้ว 15 คน คือกันงบได้เฉพาะคนไทย ทางสถานีอนามัยจึงมีปัญหาเรื่องเวชภัณฑ์ยา จังหวัดเองก็รับทราบว่าติดลบทุกปี
จรูญลักษณ์บอกว่าไม่เฉพาะที่นี่ อนามัยที่อื่นก็ติดลบเหมือนกัน เพราะบางแห่งก็ต้องรับบริการคนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่ใกล้ๆที่ไปมาสะดวก หรือมีรถยนต์เดินทาง เช่นพื้นที่ที่ตำบลสลุย หรืออำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกัน เป็นต้น
บางครั้งคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ไปตรวจโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ถามว่าทำไมไม่ทำบัตรทอง เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น-มีบัตรแต่ไม่มีสิทธิ์
“เพราะคนที่อยู่เขตเมืองก็ไปใช้บริการในเมือง คนไข้ไปขึ้นทะเบียนไม่ได้ ก็ให้กลับมาที่อนามัย คนในพื้นที่เราๆก็เลือกปฏิบัติไม่ได้ เค้าจึงศรัทธาให้ความร่วมมือ”
ซึ่งจรูญลักษณ์ตั้งข้อสังเกตว่าน่าแปลกที่คนเปลี่ยนสัญชาติแล้ว มีหมายเรียกทหาร แต่กลับเลือกตั้งไม่ได้ ขึ้นทะเบียนสุขภาพไม่ได้
ประเด็นปัญหาส่วนนี้เป็นที่น่ายินดีว่าระดับนายแพทย์สาธารณสุข พญ.อุทุมพร กำภู ณ อยุธยา รับรู้รับทราบ และทางสสจ.ลงมาตรวจเยี่ยมสอบถามจากการที่ทางสถานีรายงานขึ้นไป ก็พยายามจัดอบรม ก็มีการทำความเข้าใจเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดระดับอำเภอด้วย

ในลำดับถัดมา การอบรม 3-7 ตุลาคม 2552 จะมีการพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจร่วมกับอนามัยตำบลทั้งอำเภอท่าแซะทั้งหมด ก็เสนอคุณอดิศร ให้มีการคุยในระดับสูงด้วย แกนนำจะไปพูดเรื่องบัตร 500 ว่ามีงบสนับสนุนในรูปแบบไหนได้ อย่างน้อยใช้สำหรับจัดซื้อเวชภัณฑ์ ยาต่างๆ นอกจากนี้ต้องให้โรงพยาบาลชุมชนรับรู้รับทราบ อาจจะให้เป็นงบเพิ่มเติม
“เช่นมีอะไรเกินขอบเขตที่อนามัยจะรับผิดชอบได้ ก็ต้องไปโรงพยาบาล โรงพยาบาลก็ต้องรับรู้รับทราบด้วย งบประมาณเท่าไหร่ในแต่ละปี ต้องใช้จริงเท่าไหร่ ก็หาแนวทางร่วมทั้งจังหวัด เพราะเรื่องแบบนี้ไม่แน่นอน เกิดอุบัติเหตุ เกินขอบเขตโรงพยาบาลชุมชนในตำบลท่าแซะ ก็ต้องส่งโรงพยาบาลชุมพร”
หลังจากแกนนำได้คุยครั้งแรก ประสานกับทางจังหวัด แล้วการดำเนินงานต่างๆในชุมชนให้สนใจ ให้ความร่วมมือ มีหน่วยงานท้องถิ่นอบต.ต่างๆสนับสนุน การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพของคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ก็จะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
เพราะประเด็นปัญหาส่วนนี้ไม่เฉพาะจังหวัดชุมพร แต่รวมทั้งระนอง ประจวบฯ และพื้นที่ใกล้เคียง

5)นวัตกรรมสร้างสุข-สุขภาพชุมชน

ในเขตพื้นที่รับผิดชอบสถานีอนามัยบ้านร้านตัดผม จำนวน 2 หมู่ คือหมู่ 4 กับ หมู่ 7 มีผู้ขึ้นสิทธิ UC หรือทะเบียนบัตรหลักประกันสุขภาพประมาณ 2800 คน หากแต่มีประชากรในเขตรับผิดชอบจริงประมาณ 3000-4000 กว่าคน เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนและกว้างมาก ขณะที่กลุ่มคนมอญพม่าหรือคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานถูกต้องยังมีค่าหัวเพราะขึ้นทะเบียนใช้สิทธิ์ได้นั้น แต่คนไทยพลัดถิ่นจำนวนครึ่งหนึ่งที่เคยมีบัตรทองกลับเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพทันที
แต่การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพไม่ใช่มีแต่เฉพาะด้านรักษา นวัตกรรมด้านสุขภาพอย่างหนึ่งที่สำคัญคือสร้างก่อนซ่อม

อำเภอท่าแซะจะมีโรงพยาบาลชุมชนดูแลสถานีอนามัยเครือข่าย 16-17 แห่ง ซึ่งจะมีงบในส่วนส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ ที่เรียกว่า PT COM เพื่อเสริมกิจกรรมการควบคุมโรคบางส่วนโดยการเสนอโครงการต่างๆ เข้าไป เช่นการจัดอบรม ให้แกนนำออกกำลังกาย TO BE NUMBER 1 ส่งเสริมกิจกรรมชุมชนต่างๆ
จรูญลักษณ์บอกว่าในปี 2551 เสนองบไป 4 หมื่นทำแล้วทางโรงพยาบาลชุมชน เห็นผลงาน ในปี 2552 เสนอไป 6 โครงการ งบประมาณ 6 หมื่น ซึ่งการดำเนินงานต้องจัดสรรแผนโครงการ โดยทำหลักฐานการใช้เงินยืมเมื่อโครงการดำเนินเสร็จสิ้นสรุปผลต่างๆเรียบร้อย โครงการที่นำเสนอก็ใหม่ๆก็ต้องดูสถานการณ์สุขภาพในปัจจุบัน เช่น ชุมชนลดเสี่ยงลดโรคระบาด หวัด 2009 ไข้เลือดออก ซึ่งโครงการในแต่ละปีจะทำแบบครบวงจร ตรวจโรคทั่วไป เบาหวาน ความดัน เรื้อรัง รวมทั้งกระตุ้นการใช้วิถีชีวิตแบบพอเพียง การบริโภคอาหารสุขภาพในชีวิตประจำวัน ฯลฯ
“บางอนามัยใช้ไม่หมด แต่ของเรา 6 โครงการชดใช้เงินเพิ่มเรียบร้อย เช่นการ เจาะ DTS ตรวจน้ำตาลในเลือด เป้าหมายผ่าน 60 เปอร์เซ็นต์ เราก็ตรวจคนไทยให้ได้ 50 และคนไทยพลัดถิ่น 50 ครบทั้ง 100”
จรูญลักษณ์บอกว่าปีนี้ทำแผนโครงการส่งจะเน้นให้มีกิจกรรมแข่งขัน เช่น “กินดีผลดี” ปีที่แล้วมีโครงการนโยบายเทศบาลเมืองน่าอยู่ จริงๆแล้วจรูญลักษณ์บอกว่าพื้นที่อบต.ก็มีสารเคมี มลพิษต่างๆเหมือนกัน แต่ทางอนามัยจะต้องเสนอโครงการของบไปทางโรงพยาบาลชุมชน เพราะเห็นตัวอย่างว่าอบต.บางแห่งบางปีก็ไม่มีแผนการใช้งบประมาณหรือให้ความสำคัญกับด้านสาธารณสุข เป็นต้น
แต่ในพื้นที่อบต.สองพี่น้อง โดยนายกสมชาย ยอดยิ่ง ให้การสนับสนุนและสร้างเสิรมด้านสาธารณสุขชุมชนเป็นอย่างดี เช่นปี 2552 มีงบประมาณให้ 2 แสนเจ็ดหมื่น ทางสถานีอนามัยยังขาดงบเรื่องอาคารสถานที่เพิ่มเติม แต่ทางอบต.จะให้มาสร้างอาคารไม่ได้ ก็แปลงงบประมาณมาปรับปรุงสวนสาธารณะชุมชนของหมู่ 4 บ้านตัดผม โดยใช้สถานที่อนามัยเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย โดยนำงบมาปูถนนคอนกรีตเพิ่มเติมไปในตัว
“โดยก่อนหมดวาระนายกสมชาย ได้กันงบควบคุมโรค จัดซื้อเครื่องฉีดพ่นให้ และพูดคุยประชุมเรื่องโรงพยาบาลสุขภาพชุมชนระดับตำบล ที่จะตั้งในพื้นที่อนามัยตำบลสองพี่น้องที่สถานีอนามัยบ้านร้านตัดผมแห่งนี้ ในปี 2553 เพื่อเสริมสร้างการบริการสุขภาพของคนในชุมชนให้มีมาตรฐานเข้มแข็ง มีหมอมาตรวจเยี่ยมดูแลอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง”

พี่มาโนช บัวสุวรรณ หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านร้านตัดผม บอกว่าในกรณีการให้บริการรักษาพยาบาลคนไทยพลัดถิ่นนั้น ทางสถานีอนามัยยอมเสียงบอุดหนุน(Fixcors) คือค่าใช้จ่ายสำนักงานและค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ ปีละ 11430 บาทบางส่วน และประมาณการค่ายาและเวชภัณฑ์ปีละ 70000 กว่าบาท และพยายามใช้ให้ครบถ้วน โดยพยายามบอกให้พี่น้องในชุมชนเข้าใจว่าสถานีอนามัยต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลจริงอยู่อย่างไร และพี่น้องในชุมชนจะช่วยกันลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆทดแทนอย่างไร เช่น เวลามีโรคระบาดต้องช่วยกันฉีดยากันยุงกันไข้เลือดออก มาเลเรีย อะไรต่างๆ ก็ให้พี่น้องในชุมชนเป็นอาสาสมัคร ช่วยระดมกำลังกันมาฉีดพ่นให้กับชุมชน ซึ่งจะได้ประโยชน์กับชุมชนเอง
“ที่นี่จะมีคล้ายๆ หัวหน้าแฝงดูแลกัน ประมาณ 15 บ้าน เรียกว่าคุ้ม ไม่เกิน 30 คน เช่นโรคชิคุนกุนยา เมื่อได้รับแจ้งจากศูนย์โรคระบาดชุมชน ก็จะให้คุ้มบ้านแต่ละแห่ง รับผิดชอบอาณาบริเวณบ้าน 200 เมตร ช่วยกันฉีดพ่นยา ซึ่งเครื่องฉีดได้รับจากอบต.”
พี่สมโภชน์ บอกว่าโดยวิธีการใช้เครือข่ายเข้มแข็ง เช่นอสม. ชรบ. อพปร.ช่วยกันกระจายข่าวสารในเรื่องสุขภาพ เช่นการฉีดวัคซีนให้กับเด็กสามารถทำได้ 90 เปอร์เซ็นต์ภายในวันเดียว เพราะพี่น้องให้ความร่วมมือในทุกๆด้าน ทำให้ประหยัดเวลาและงบประมาณดำเนินการของสถานีอนามัย ชดเชยกับงบที่ต้องแบกรับกรให้บริการประชากรจริงซึ่งเป็นคนไทยพลัดถิ่น
นอกจากนี้ในชุมชนเองยังออกกฎหมายควบคุมโรค การทิ้งขยะ การหาเครื่องไม้เครื่องมือของชุมชนเอง จึงสามารถทำแผน 5 ปี 3 ปี มีงบฉุกเฉิน งบโรคระบาด ไว้รองรับได้ เป็นต้น
“เมื่อไหร่เป็นงานหมอ ชาวบ้าน อบต.มาช่วยกัน”

คนไร้สถานะรวมถึงนกขมิ้นดูไบใช

คนไร้สถานะรวมถึงนกขมิ้นดูไบใช่เป่า

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน