รายงาน: นักศึกษาค้าน ม.ขอนแก่นออกนอกระบบ

 

กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งสำหรับความพยายามที่จะนำมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือที่นิยมเรียก “ม.นอกระบบ” ภายหลังจากมีการขับเคี่ยวกันมาอย่างเข้มข้น ในช่วงรัฐบาลคมช. สุรยุทธ์ จุลานนท์โดยมีศ.ดร.วิจิตรศรีสะอ้าน รัฐมนตรีศึกษาธิการเป็นผู้ผลักดันคนสำคัญ ผ่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

โดยสรุป ณ ปัจจุบันในประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาในกำกับ 13 แห่งที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบราชการหรือไม่อยู่ในสายการบังคับบัญชาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยในจำนวนนี้มี 3 แห่งที่เป็นสถาบันในกำกับของรัฐบาลตั้งแต่ก่อตั้งส่วนที่เหลือนั้นเป็นสถาบันในกำกับของรัฐบาลโดยการแปรสภาพด้วยผลของกฎหมาย ดูรายชื่อมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ(ที่นี่)

สำหรับประเด็นที่ทำให้เกิดกระแสการคัดค้านจากนักศึกษาจากทุกสถาบันที่ผ่านมามื่เหตุจากความไม่มั่นใจในคุณภาพทางการศึกษาที่อาจจะมีความตกต่ำลงหรือมีความคลาดเคลื่อนไปจากเดิมรวมถึงประเด็นเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษาของผู้เรียนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เป็นการจำกัดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในระดับปริญญา

กล่าวสำหรับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประชุมครม. มีมติไม่ผ่านความเห็นชอบตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนพ.ศ. 2549 ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่นพ.ศ. ... จึงยังอยู่ในขั้นตอน “อยู่ระหว่างการพิจารณาของมหาวิทยาลัย” ต่อไปนี้เป็นรายงานความเคลื่อนไหวผลักดันมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

 
 
 

ลำดับการจัดทำ พ.ร.บ.

14 พ.ย. 2552 จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างฯ

คณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น  พ.ศ. …. เพื่อไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ   ในคราวประชุมครั้งที่  1/2552  เมื่อวันที่  6 ตุลาคม  2552   ที่ ห้องประชุม 1  สำนักงานอธิการบดี  อาคาร  1   ที่ประชุมมีมติเลือก นายชูเกียรติ  รัตนชัยชาญ  กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานคณะกรรมการฯ  และมีมติเลือกรองประธานกรรมการอีก  2  คน  คือ ศาสตราจารย์ศาสตรี  เสาวคนธ์  กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ  เป็นรองประธานกรรมการคนที่  1  และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณวดี  ตันติศิรินทร์  ประธานสภาคณาจารย์  เป็นรองประธานกรรมการคนที่  2  พร้อมทั้งมีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการพิจาณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น  พ.ศ. …. เพื่อไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐโดยให้ รองศาสตราจารย์รังสรรค์  เนียมสนิท  รองอธิการบดีฝ่ายแผนและสารสนเทศเป็นประธานคณะทำงาน  โดยกำหนดให้คณะทำงานชุดดังกล่าวมีหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. .... เพื่อไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. .... เพื่อไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ต่อไป 

 

21 ธ.ค. 2552 พ.ร.บ. เสร็จสิ้น

จากการเปิดเผย ของ รศ. รังสรรค์  เนียมสนิม รองอธิการบดีฝ่ายแผนและสารสนเทศ หัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนการทำงานในครั้งนี้  กล่าว่า คณะทำงานฯ ได้มีการระดมความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นในการประชุม ทั้ง 5 ครั้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 เพื่อดำเนินการปรับแก้ ร่าง พ.ร.บ. ม. ในกำกับฯ ทั้ง  89 มาตรา และได้นำเสนอ ต่อคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่นฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีการปรับแก้บ้างเล็กน้อย ในความสมบูรณ์และครอบคลุมของเนื้อหา ในบางมาตรา เท่านั้น 

ในส่วนของสาระสำคัญที่น่าสนใจ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ รศ. รังสรรค์ ได้เผยต่อว่า ได้มีการเพิ่มองค์คณะของผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยขอนแก่น มากขึ้น คือทั้งจากภายในและภายนอก  เพิ่มการมีส่วนร่วม การได้มาใช้วิธีการที่หลากหลายทั้งการสรรหา เลือก และเลือกตั้ง เน้นเรื่องสิทธิของพนักงานมหาวิทยาลัย โดยได้เปรียบเทียบจากมหาวิทยาลัยที่ได้ออกนอกระบบแล้ว เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล มีการเพิ่มหลักประกันให้แก่นักศึกษาที่ขาดแคลน “คนจนสามารถเข้าเรียนได้ ที่ มข.” ยื่นเวลาให้ข้าราชการในการแสดงเจตจำนงเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย  มีการมอบตำแหน่ง “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ”  ให้กับคณาจารย์ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังอุทิศตนเพื่อมหาวิทยาลัย  และ หากมหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถออกนอกระบบ “เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ”  การนับวาระของผู้บริหารในขณะนั้น ให้นับต่อเนื่องจากระบบการบริหารเดิม 

 

นักศึกษาฮือต้าน/เผาหุ่นหน้าตึกอธิการ

 
 

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในนาม “เครือข่ายนักศึกษาคัดค้าน ม.นอกระบบ” กว่า 100 คน ได้รวมตัวกันชุมนุมประท้วงหน้าตึกอธิการบดี เพื่อยื่นแถลงการณ์ แสดงการคัดค้านการจัดทำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. ..... เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ แต่เมื่อไม่พบอธิการบดี กลุ่มผู้ชุมนุมจึงได้เคลื่อนมายังบริเวณหน้าอาคารศูนย์อาหารคอมเพล็กซ์ และมีตัวแทนนักศึกษาแต่ละองค์กรในเครือข่ายขึ้นกล่าวปราศรัยเพื่อแสดงเจตนารมณ์ต่อเพื่อนนักศึกษาที่ผ่านไปมา โดยมี ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์ ประธานสภาคณาจารย์ ผศ.วิชัย ณีรัตนพันธุ์ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและศิษย์เก่าสัมพันธ์  รศ.ดร. รังสรรค์ เนียมสนิท รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและสารสนเทศ รศ.ดร.วินัย ใจขาน รองอธิการบดีฝ่ายสังคมและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงมารับฟัง

โดย ผศ.พรรณวดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารก็ได้ชี้แจงกลุ่มนักศึกษาเช่นเดียวกันว่า “หากบอกโดยไม่เกรงใจเรื่องมหาวิทยาลัยนอกระบบนั้นเป็นนโยบายของรัฐบาลซึ่งอาจารย์ถูกบังคับเยอะกว่าพวกคุณอีก วันนี้ไม่อยากให้ไปมองว่าออกหรือไม่ออกแต่จะต้องมาร่วมพูดคุยกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมนักศึกษาอยู่อย่างมีคุณภาพและค่าใช้จ่ายต้องไม่แพงจนเกินไปใจจริงอาจารย์อยากจะเสนอให้รัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรีไปจนถึงระดับอุดมศึกษาด้วยซ้ำ” โดยช่วงท้ายของการชุมนุมทางกลุ่มนักศึกษาดังกล่าวได้ทำการเผาหุ่น ม.นอกระบบ ก่อนสลายตัว

 

น.ศ.วิจารณ์ กระบวนการไม่โปร่งใส /ไล่ผู้บริหารกลับไปดู”ครูบ้านนอก”

"จะสังเกตเห็นได้ว่านับจากวันที่ พ.ร.บ. เสร็จสิ้นคือวันที่ 21 ธ.ค. 52 จนถึงวันทำการแสดงความคิดเห็น คือวันที่ 21 ม.ค. 53 นับเวลาได้ 30 วัน สำหรับการเผยแพร่สู่สาธารณะซึ่งนับว่าน้อยมากซ้ำยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลให้กว้างขวางอย่างที่ควรจะทำ" ยุทธพร ภักดีหาญ หนึ่งในแกนนำของเครือข่ายนักศึกษา ได้ออกความเห็นส่วนตัว ต่อประเด็นนี้ไว้ว่า “ในความเป็นจริงทางคณะผู้บริหารไม่เคยมีแนวทางที่จะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. มหาลัยในกำกับของรัฐ แก่นักศึกษา อย่างทั่วถึงและรอบด้าน ถึงเหตุผลในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบรวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ นักศึกษาและบุคลากรต่างๆ ในมหาวิทยาลัยอย่างไรบ้าง มีเพียงแต่การแอบขึ้นค่าเทอมนักศึกษา แม้จะมีการจัดแสดงความคิดเห็นในวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่นั่นยังไม่เพียงพอ โดย ร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ถ้าควรจะให้มีการจัดทำประชาพิจารณ์จากนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเลย ไม่ใช่เพียงการแสดงความคิดเห็น ถ้าทางคณะผู้บริหารอยากจะช่วยเหลือนักศึกษาจริงๆควรชะลอการยกร่าง พ.ร.บ. ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของนักศึกษาไปซะก่อน แล้วนำข้อมูลมาเผยแพร่แก่นักศึกษาอย่างรอบด้าน แล้วค่อยมาทำประชาพิจารณ์กันอย่างโปร่งใส ไม่ใช่แอบทำ”

ต่อคำกล่าวชี้แจง ของ ผศ.พรรณวดี ที่ว่าทางอาจารย์ถูกบังคับเยอะกว่าและอยากให้มีการจัดการศึกษาฟรีไปจนถึงระดับอุดมศึกษา นั้น อนิวัฒิ บัวผาย แกนนำอีกคน จากกลุ่มอิสระซุ้มยอป่าได้โต้ว่า “การพูดอย่างนั้น ถือว่าผิดจรรยาของอาชีพครู เมื่อเห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นคุณก็ต้องคัดค้าน ไม่ใช่กลัวเดือดร้อน กลัวโดนปลด อย่านี้เห็นแก่ตัวไม่ได้มองประโยชน์ของนักศึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ที่คุณดูแลอยู่ซึ่งเป็นคนส่วนมากในมหาวิทยาลัย น่าจะต้องไล่คนพวกนี้กลับไปดูหนังเรื่องครูบ้านนอก”

ส่วนยุทธพร กล่าวว่า “ในประเด็นที่ทางผู้บริหารอยากให้โครงการเรียนฟรีถึงระดับอุดมศึกษาจริงๆ ผู้บริหารควรผลักดัน วาระนี้ให้เป็นประเด็นสาธารณะแก่ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ แล้วร่วมกันผลักดันให้เป็นนโยบาลของรัฐบาลมิใช่การกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น”

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของแกนนำนักศึกษา การต่อสู้จะยังดำเนินต่อไปโดยจะมีการจัดเวทีสาธารณะและวงเสวนาเพื่อชำแหละ กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ. และรวมถึงระดมข้อเสนออื่นๆ ต่อทางออกจากปัญหานี้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับกระแสเกาะประเด็นพ.ร.บ. ม.ในกำกับฯhttp://www.news.kku.ac.th/kkunews/content/view/3358/5/

จับกระแสเกาะประเด็นพ.ร.บ. ม.ในกำกับฯ : ทั้ง89 มาตราปรับแก้เสร็จพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นhttp://www.news.kku.ac.th/kkunews/content/view/3616/5/

ดาวน์โหลดร่าง พ.ร.บ. http://kkufuture.kku.ac.th/2552/2553/01/03_rule.pdf

สรุปบทเรียนของการต่อสู้คัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบที่ผ่านมา  http://socialist.exteen.com/20071130/entry

พวกข้าราชการที่อยากให้ออกนอกร

พวกข้าราชการที่อยากให้ออกนอกระบบส่วนใหญ่จริงๆ แล้วเป็นเพราะอยากได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น ในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วเวลาอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการคิดว่าจะออกเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือไม่จะคิดอย่างเดียวเรื่องจะได้เงินเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เห็นคนโน้นได้เพิ่ม 2 หมื่น คนนั้นได้เพิ่ม 3 หมื่น รวมเงินเดือนเดิมแล้วได้เพิ่มเป็นตั้งเดือนละ 7-8 หมื่น บางคนเกือบเดือยละแสน เกือบเท่าเงินเดือนนายกแน่ะ อิ อิ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ จะโง่เง่าอยู่เป็นข้าราชการต่อไปอีกทำไม ออกดีกว่าวุ้ย จะได้ถอยรถใหม่ซะที เอ...บ้านปัจจุบันก็ดูเก่าๆ ไม่สมฐานะซะแล้ว ไม่เห็นมีคนที่อออกเป็นพนักงานคิดถึงเลยว่าได้เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมานั้นมาจากไหน แล้วจะทำงานให้คุ้มค่าเงินเดือนให้มากขึ้นอย่างไร ไหนจะค่าตอบแทนผู้บริหารอีกที่พวกเขาว่าต้องสูงๆ นะเพราะไม่ได้อยู่ในระบบแล้ว บางคนได้เงินเดือนมากกว่านายกอีก(แล้วจะอยากเป็นทำไมนายกเนี่ย เครียดจะตาย มาเป็นผู้บริหารมหาลัยดีกว่า อิ อิ) เมื่อเป็นดังนี้มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบก็ต้องหาเงินตัวเป็นเกลียวมากขึ้นเพื่อนำเงินมาเพิ่มให้พนักงานและผู้บริหาร แล้วจะหาทางไหนที่ดีกว่าการเก็บค่าบำรุงการศึกษาเพิ่มขึ้นล่ะ (ไม่ได้ขึ้นค่าหน่วยกิตนะคร้าบบ น้องๆ) บางที่ก็เปลี่ยนเป็นระบบเหมาจ่ายเป็นเทอมซะเลย อ้างว่าจะได้รีบๆ เรียนให้จบ อยู่นานก็ต้องเสียเงินมากขึ้น

สุดยอดครับ...ขอชื่นชม"เครือข่

สุดยอดครับ...ขอชื่นชม"เครือข่ายนักศึษาต้าน ม.นอกระบบ"

ที่มีความตื่นตัว...และออกมาทวงถาม...หาความเป็นธรรม

และก็ขอไห้สู้ต่อไปอย่าท้อถอยนะครับ

* ขอถามอะไรซักเล็กน้อย เผื่อว่าทางเครือข่ายฯได้เข้ามาอ่าน
ผมเดาว่า เครือข่ายนักศึกษาคัดค้าน ม.นอกระบบ นี้คงไม่ได้ทำแนวร่วมกับองค์การนักศึกษาฯ สภาฯ ม.ขอนแก่น แน่เลย (เพราะถ้าองค์การดังกล่าวเข้าร่วมเค้าคงจะใช้ชื่อองค์การเป็นองค์กรนำในการต่อสู้ไปแล้ว เช่น กรณี ม.ช. เมือ่ปี 50)

จึงอยาถามว่า จุดยืนขององค์การนักศึกษา ม.ขอนแก่นตอนนี้คืออะไรครับ???

เท่าที่ผมทราบ นายกองค์การนักศึกษาม.ขอนแก่น คนปัจจุบัน มาจากพรรคเลือดสีอิฐ
เด๋วเรามาดูนโยบายของพรรคฯ กันครับ

นโยบายของกลุ่มเลือดสีอิฐ เบอร์ 3
1. "คัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย "
2. เสนอปัญหาและเรียกร้องต่อมหาวิทยาลัยในกรณีการปรับค่าการศึกษาเป็นระบบเหมาจ่าย
3. ผลักดันโครงการรถไฟฟ้าประหยัดพลังงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น
.
.
.
.

นโยบายพรรคนี้มี 9 ข้อ แต่ขี้เกียจก็อบมา(เอาแค่ข้อหนึ่งนั้นก็เหลือแหล่)

ผมอ่านแล้วก็อดนึกดีใจไม่ได้ เอ้า!!พวกเดียวกันนี่หว่า..คือ พวกเค้านำเรื่อง การ "คัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ.. " ขึ้นมาเป็นข้อแรกเลย(คาดว่าน่ายกขึ้นมาเป็นจุดขายของพรรคเพราะช่วงเลือกตั้งนายกองค์การฯตอนนั้นปี50 เข้าสู่ 51 กระแสการต่อต้าน ม.นอกระบบกำลังมาแรง โดยพวกสนนท. และ สนนอ. เข้ามาโหมกระแส)แล้ว ณ ตอนนี้ จึงอยากถามอีกครั้ง(ดังๆ)ว่า จุดยืนของพวกท่านยังคัดค้าน ม.นอกระบบ เหมือนเดิมไหม้???? หรือนโยบายเป็นเพียงลมปากที่ใช้ตอนหาเสียง???
ใจผมอยากจะเดินไปจับมือด้วยซักพันครั้ง เพียงแค่พวกเค้าจะยึดปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด และประกาศต่อสู้ร่วมกับทางเครือข่ายอย่างถึงที่สุด

ยังไงก็แล้วแต่เมื่อ เป็นนโยบาย ก็ต้องปฏิบัติตาม เพราะถือว่าเป็นฉันทามติของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ไม่ต้องการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ตามที่ท่านได้กล่าวตอนหาเสียง และระบุในนโยบาย เพราะนโยบายข้อนี้(ข้อหนึ่ง)เค้าจึงเลือกพวกท่านเข้ามา

ฉะนั้นรีบตัดสินใจซะ ก่อนที่คำครหา"ทรราชนักศึกษา"จะถูกกากบาทบนหน้าผากพวกท่าน!!

นอกระบบ&ในระบบ ใครตอบได้บ้าง

นอกระบบ&ในระบบ

ใครตอบได้บ้าง นอกระบบดีอย่างไร และ ในระบบดีอย่างไร หรือ นอกระบบไม่ดีอย่างไร และ ในระบบไม่ดีอย่างไร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ
คุณภาพของมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยอยู่ในหรือนอกระบบ เพียงแต่การหยิบประเด็นเรื่องในระบบหรือนอกระบบเป้นเพียงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
มีใครเคยพูดถึงบทเรียนที่ใช้เรียนและสอนโดยไม่มีการเปลี่ยนมาแล้ว 10 ปีบ้าง หรือการผลิตนักศึกษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด การทำวิจัยที่ไม่สามารถนำมาใช้หรือต่อยอดให้มีการใช้ได้จริง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นเหมือนเนื้อร้ายที่เน่าไปหลายรอยแล้วของมหาวิทยาลัยหรืออาจเรียกได้ว่่า ระบบการศึกษาของไทย
นักศึกษาเองเคยเคยคิดที่จะประท้วงขอหนังสือเล่มใหม่, การปรับปรุงหลักสูตรที่เที่ยบเท่าเพื่อนบ้าน(เพื่อนบ้าน) เครื่องมือการศึกษาที่ดีขึ้น, โปรแกรมคอทฯในการเรียนที่ทันสมัย, บางคณะไม่สามารถสอนการใช้แปรแกรมคอมได้เนืองจากไม่มีการขอซื้อลิขสิทธ์โปรแกรมที่ถูกต้อง ทั้งๆที่เป็นโปรแกรมที่ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตร
สิ่งเหล่านี้หรือเปล่าที่นักศึกษาควรจะต่อสู้เพื่อให้ได้มา ส่วนในเรื่องของค่าเล่าเรียนที่กลัวว่าจะสูงเกินไปนั้น มันมีการควบคุมอยู่แล้ว
อยากให้มองถึงปัญหาที่แท้จริงและวิเคราะห์อย่างผู้ที่มีการศึกษา
ปล.ผมเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ระวังจะเป็นแบบ มจธ

ระวังจะเป็นแบบ มจธ www.kmutt.ac.th น้องที่สนิทด้วยกันบอกว่า

มหาวิทยาลัยขูดขีดนักศึกษา หลอกคนไปเรียนปริญญาโท หลอกว่าจะให้เงิน แต่ให้สำรองจ่ายไปก่อนหลายหมื่น

ทำให้พลาดโอกาสจะไปเรียนมหาวิทยาลัยดี ๆ เมืองนอก

นักศึกษาที่นี่ไม่ไหว้อาจารย์เพราะอาจารย์ ชอบรับงานเอกชนแล้ว มาบังคับให้นักศึกษา ทำงานให้ฟรี

ชอบใช้นักศึกษาทำงานส่วนตัว เที่ยงคืนไม่ได้หยุด

ไม่งั้นไม่ให้จบ แล้วจะฟ้องใครล่ะ ก็ต้องทน ๆ คนที่ได้ทุนก็ติดกลัวเสียเงิน

ส่วนคนที่ออกค่าเรียนเองแพง ก็ต้องทนให้จบเพราะเสียเงินมาเยอะ

ออกนอกระบบทำให้มีการเอาเปรียบ โดยเฉพาะโครงการ Practice School ที่รับเงินจากเอกชนมา

ทำให้อาจารย์บังคับใช้นักศึกษาเยี่ยงทาส วันหยุดไม่สามารถกำหนด เองได้ ถ้าป่วยเมื่อไรก็จะโดนกดดัน โดนด่า ไม่รับผิดชอบ ถูกขู่ว่าจะไม่ให้จบ

มหาวิทยาลัยหน้าเลือด ห้องสมุดไม่ยอมเปิดไฟ ไม่ยอมเปิดแอร์

แล้วอนาคตชาติไทยจะอยู่ไหนกัน

บทเรียนจาก มช. นะเคอะหนู

บทเรียนจาก มช. นะเคอะหนู ๆ
http://www.oknation.net/blog/walkstreetuniversity

สู้ต่อไป ป้าเป็นกำลังใจให้

#288482 » ความคิดเห็นของ sexy

#288482 » ความคิดเห็นของ sexy economist (visitor) (127.0.0.1 202.12.97.116) .. Wed, 2010-02-17 13:18
นอกระบบ&ในระบบ ใครตอบได้บ้าง
นอกระบบ&ในระบบ
ใครตอบได้บ้าง นอกระบบดีอย่างไร และ ในระบบดีอย่างไร หรือ นอกระบบไม่ดีอย่างไร และ ในระบบไม่ดีอย่างไร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ
คุณภาพของมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยอยู่ในหรือนอกระบบ เพียงแต่การหยิบประเด็นเรื่องในระบบหรือนอกระบบเป้นเพียงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
มีใครเคยพูดถึงบทเรียนที่ใช้เรียนและสอนโดยไม่มีการเปลี่ยนมาแล้ว 10 ปีบ้าง หรือการผลิตนักศึกษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด การทำวิจัยที่ไม่สามารถนำมาใช้หรือต่อยอดให้มีการใช้ได้จริง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นเหมือนเนื้อร้ายที่เน่าไปหลายรอยแล้วของมหาวิทยาลัยหรืออาจเรียกได้ว่่า ระบบการศึกษาของไทย
นักศึกษาเองเคยเคยคิดที่จะประท้วงขอหนังสือเล่มใหม่, การปรับปรุงหลักสูตรที่เที่ยบเท่าเพื่อนบ้าน(เพื่อนบ้าน) เครื่องมือการศึกษาที่ดีขึ้น, โปรแกรมคอทฯในการเรียนที่ทันสมัย, บางคณะไม่สามารถสอนการใช้แปรแกรมคอมได้เนืองจากไม่มีการขอซื้อลิขสิทธ์โปรแกรมที่ถูกต้อง ทั้งๆที่เป็นโปรแกรมที่ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตร
สิ่งเหล่านี้หรือเปล่าที่นักศึกษาควรจะต่อสู้เพื่อให้ได้มา ส่วนในเรื่องของค่าเล่าเรียนที่กลัวว่าจะสูงเกินไปนั้น มันมีการควบคุมอยู่แล้ว
อยากให้มองถึงปัญหาที่แท้จริงและวิเคราะห์อย่างผู้ที่มีการศึกษา
ปล.ผมเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

----------------------------------------------------------------------------------

คุณ sexy economist ครับ “การผลิตนักศึกษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด” ที่ว่านี้หมายความว่าอย่างไร????

จากที่อ่านทั้งหมด ในข้อเขียนของคุณ sexy economist มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย นะครับ ขอแยกอธิบายดังนี้

ผมเห็นด้วยในหลักการที่ว่า ม.นอกระบบเป็นเพียง “สัญลักษณ์” ที่หยิบยกมาใช้ต่อสู้ หรือพูดอีกอย่างคือเป็นเพียง”เงื่อนไข” หนึ่งเท่านั้น เพราะผมเองก็คิดว่า มหาวิทยาลัยหรือการศึกษาไทยเดินทางมาถึงจุดที่วิกฤต และเห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว อย่างเร่งด่วน แต่จะปรับตัวอย่างไร??? ตรงนี้คุณเองก็คงกำลังหาคำตอบอยู่ (รวมทั้งผมด้วย)
จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร??

คุณ sexy economist อุตส่า ยกรูปธรรมมานำเสนอให้ตั้งมากมาย เช่นการ “ขอหนังสือเล่มใหม่, การปรับปรุงหลักสูตรที่เที่ยบเท่าเพื่อนบ้าน(เพื่อนบ้าน) เครื่องมือการศึกษาที่ดีขึ้น, โปรแกรมคอมฯในการเรียนที่ทันสมัย, จัดให้มีลิขสิทธ์โปรแกรมที่ถูกต้อง และต่างๆ อีกมากมายสุดแต่จะนึกได้ ผมก็เห็นด้วยอีกนั่นแหละครับ เพราะสิ่งต่างๆ ที่พูดมามันเกิดผลดีต่อนักศึกษาทั้งนั้น แต่สิ่งเหล่านี้จะได้มาได้อย่างไร??? ในเมื่อนักศึกษาผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์โดยตรงทำได้แค่เพียง “เคยคิด” ที่จะทำเท่านั้น!!!

ขอนำมาสู่ประเด็นหลักที่ผมอยากชวนคุณคุยเลยนะครับ

ขอเริ่มจากหลักการตรงนี้ครับว่า โดยธรรมชาติลำดับ แรกเริ่มก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมาถึง นั้นจะต้องมีความขัดแย้งนำมาก่อนเสมอ... เมื่อมีความขัดแย้งแน่นอนว่าต้องการถกเถียง แลกเปลี่ยน ดังนั้น“ม.นอกระบบ” จึงถูกหยิบขั้นเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง(อย่างที่มันควรเป็น) ในขั้นตอนนี้เองที่มีความสำคัญอย่างมากแทบจะเรียกได้ว่ามากที่สุดตลอดเส้นทางการต่อสู้เลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากเป็นช่วงเวลาแห่งการช่วงชิงมวลชนแล้ว ยังเป็นการยกระดับจิตสำนึกแห่ง”ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม” ก็จะอยู่ในช่วงนี้ การช่วงชิงมวลอย่างที่บอกเช่น การใช้ความได้เปรียบของอำนาจในการกดขี่ ข่มเหง (นักศึกษาไม่กล้าเคลื่อนไหวเพราะกลัวโดนตัดเกรดไม่ผ่าน) การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เริ่มตั้งแต่การกำหนดวันนับแต่ร่าง พ.ร.บ.เสร็จ(21 ธ.ค.52) ถึงวันที่เปิดให้แสดงความคิดเห็นสาธารณะ(21 ม.ค. 53) นับเวลาได้เพียงสามสิบวันนับว่าน้อยมากสำหรับเรื่องสำคัญที่สุดต่ออนาคตของมหาลัยเช่นนี้ และไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น เราลองคิดประเมินสัดส่วนการมีส่วนร่วมต่อร่าง พ.ร.บ.ชุดนี้ ของนักศึกษาลองดู นักศึกษามีตัวแทนเพียงคนเดียวคือองค์การ ในขณะที่คณาจารย์นั้นประกอบไปทุกภาคส่วนด้วยกันอย่างนี้แล้วจะสู้อย่างไรไหว แค่นี้คงพอเข้าใจนะว่าทำไมผมถึงต้องทวงถามจุดยืนขององค์การนักศึกษาชุดนี้ ลองคิดเล่นๆ ถ้าองค์การนักศึกษาถูกครอบงำโดยอีกฝ่ายแล้วหล่ะก็ หนทางที่ชนะก็คงริบหรี่เต็มที แพ้ตั้งแต่ยกแรก ข้อเรียกร้องที่คุณอยากได้ อยากให้เป็น ก็คงได้แต่ ละเมอ เพ้อฝัน ที่ว่างเปล่า!!!!

ฉะนั้นผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น “ผู้มีการนักศึกษา” เมื่อตัดสินใจเลือกข้างที่ถูกต้องแล้วจึงไม่ควรรอช้าที่จะมานำพาเพื่อนพ้องเข้าต่อสู้ และไม่ต้องห่วงครับ!!!! สวัสดิการต่างๆ ที่คุณว่ามา เมื่อมีชัยชนะ พวกเค้าเหล่านั้นแหละจะเป็นผู้กำหนดเอง โดยที่คุณไม่ต้องบอก

มาถึงประเด็นที่ผมตกค้างที่อยากจะทำความเข้าใจ กับคุณ มีข้อเรียกร้องของคุณที่ยกมาข้อหนึ่งที่ผมไม่อาจจะรับได้เลยก็คือ “การผลิตนักศึกษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด” นอกจากคำว่า “ผลิต” “ตลาด”แล้วประโยคทั้งประโยคนี้ชวนให้น่าใจหายอย่างยิ่ง ในที่นี้ผมเข้าใจนัยยะของข้อความนี้คล้ายๆ ว่า “เราเรียนเพียงเพื่อให้ได้ทำงาน” กระนั้นหรือ(เปล่า)???คำว่า “ผลิต” ชวนให้อุปมาให้เข้าใจได้ว่านักศึกษาคล้ายดังหุ่นยนต์ ไม่มีชีวิต สร้างมาเพื่อตอบสนองแต่เพียงคำสั่งเท่านั้น?? ตกลงมหาวิทยาลัยในความเข้าใจของคุณจะเป็นที่พึ่งของประชาชน หรือจะสร้างปัจเจกชนที่เห็นแก่ตัว แล้วสาขาวิชาที่มีความสำคัญอย่างมาก(พอๆกันกับสายอื่นๆนั่นแหละ) แต่ไม่ค่อยมีตลาดรองรับ ดังเช่น สายสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และปรัชญา ที่มุ่งกระตุ้นให้คนคิดต่าง ถกเถียง แลกเปลี่ยน และนับถือความหลากหลาย อย่างนี้จะพอมีที่ยืนให้พวกเค้าไหม้ครับ??? ตกลงมหาลัยเป็นแหล่งผลิตนักปราชญ์ผู้เป็นที่พึ่ง หรือผลิตขี้ข้ากันแน่

และสุดท้าย ผมอ่านข้อความนี้ “เรื่องของค่าเล่าเรียนที่กลัวว่าจะสูงเกินไปนั้น มันมีการควบคุมอยู่แล้ว”แล้วรู้สึกเศร้าใจพิลึก คลับคล้ายคลับคลาว่าสิ่งที่หวังบางอย่างกำลังเลือนหายไปๆ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฝันซ้อนฝัน ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ผู้มีการศึกษา”แต่ไม่ยอมศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ
ถามว่าถ้ามีการควบคุมอยู่แล้วทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

ตามไปอ่านเอาเองนะครับ http://blog.spufriends.com/spufcontent5/1230

ถามตรงๆ

ถามตรงๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่ทำบ้างเหรอ ค่าเทอมแพงขึ้นทุกปี เป็นเหมาจ่ายซะส่วนใหญ่แล้ว ปริญญาโทโครตแพง ปริญญาเอกค่าเทอมเป็นแสน จะเรียนไงเนี้ย ตกลงดีหรือไม่ดี นักศึกษาม.ขอนแก่นตอบให้เห็นแล้ว

เราเคลื่อนไหวขนาดนี้แล้วอยากท

เราเคลื่อนไหวขนาดนี้แล้วอยากทราบจังเลยว่าพวกอำมาตย์(พวกที่คุมระบบโครงสร้างของมหาลัย)ทั้งหลายมันจะทำอย่างไร จะแก้ตัวหรอจะแก้ไข สู้ๆนะคับเพื่อนนัก'ษาผมขอเป็นกำลังหนึ่ง จะขอร่วมสู้กับเพื่อนที่นัก'ษามีกำลังและหัวใจทำเพื่อมวลชน

ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆต่อสู้

ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆต่อสู้กับเหล่าผุ้มีอำนาจที่คอยกดขี่ครับ

ขอบคุณครับสำหรับความเห็นที่เเ

ขอบคุณครับสำหรับความเห็นที่เเตกต่าง (ผมยังไม่ตัดสินนะครับว่าแบบไหนดีกวว่ากัน)

ผมขอเสนอความเห้นกลับนะครับหวังว่าคงไม่โกรธกัน

สิ่งแรกที่ผมชี้คือ ในระบบกับนอกระบบ เคยมีการทำประชาวิจารณ์,โต้วาที,ขอความเห็น ฯลฯ กันอย่างเพียงพอหรือยัง
ข้อมูลที่ได้มีความรับมีความเที่ยงตรงแค่ไหน (กรณีนี้เป็นความผิดของ ผู้บริหาร 100% ที่ไม่เห็นความสำคัญของพลัง
นักศึกษา)

อย่างที่สอง นักศึกษาที่เห็นด้วยและไม่เห้นด้วย รู้ข้อมูลหรือสิ่งที่อยู่ข้างในกันแค่ไหน(มีกี่คนที่อ่านสิ่งหมายถึง พรบ ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายแล้วบ้าง) ถ้ามีทำไมไม่ขอทำการไต่สวนสาธารณะ โดยขอให้ผู้บริหารมาให้การ โดยให้นักศึกษาที่มีความรู้จริงหรือตัวแทนมาทำการเป็นผู้ใต่สวน

อย่างที่3 คำพูดที่ว่า ผลิตบัณฑิตไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ผมขอบอกว่า อย่าหลอกตัวเองเลยครับ ให้ผู้ใหญ่
คนรุ่นก่อนๆเขาทำไปเถอะ ท่าน นิสิต นักศึกษา

ตลาดคืออะไร ตลาดคือโลกทั้งโลก แน่ใจไดอย่างไรว่า NGO ที่โลกต้องการเป็นแบบใหนแล้วคณะมนุษย์ของเรา
ผลิตคนแบบไหนออกมา ทำไมถึงมี NGO สีเทาในสังคม ทำไมมีนัการเมืองที่เป็นอยู่อย่างนี้ในเมืองไทย ทำไมมีสื่อที่
บ้าบออยู่ในเมืองไทย ทำไมต้องมีการขาดแรงงานที่มีฝีมือในเมืองไทยเป็นหมืนตำแหน่งในขณะที่ แรงงานบางประเภท
มีอยู่จนล้นตลาด สิ่งเหล่านี้คือความจริงท่านจะช่วยโลกได้อย่างไรถ้าท่านไม่สามารถช่วยตัวเองได้ สถาบันการศึกษาคือโรงงานผลิตบัณฑิต ดีๆนี่เอง แต่สิ่งที่ทำให้ นศ.เป็นบัณฑิต คือ จริยธรรม การคิด การมองทุกสิ่งด้วยความ
เข้าใจ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต่างหากที่ทำให้ นศ. ต่างกัน ผมอาจเขียนอะไรเลอะเทอะ ก็อ่านผ่านๆบ้างนะครับ

สำหรับค่าเรียนที่แพงเกินจริง ผม ไม่ เห็น ด้วย แต่มันต้องมีวิธีการที่ควบคุมผมจึงเห็นว่ามันยังแก้ไขได้ก็แค่นั้น
เองครับ ผมอาจผิดก็ได้ครับ

สิ่งที่ผมต้องการอย่างยิงคือ การไต่สวนสาธารณะ อยากให้มีเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ขอนแก่นนี่หละครับ (คิดเอาเอง)

ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยน ที่ทำให้เรา มีสิ่งที่เหนือกว่าพวกอื่นๆ หลายๆพวกครับ

ขอบคุณครับ

พงษ์สุทธิ

ถึง คุณพงษ์สุทธิ

ถึง คุณพงษ์สุทธิ

ขอบคุณที่ยังอุตส่าเสนอความเห้นกลับมานะครับ ผมยินดีพูดคุยแลกเปลี่ยนเสมอ ไม่โกดหรอกครับ แหม ผมจะโกดเพื่อนนักศึกษาที่ตื่นตัว และเอาการเอางานอย่างนี้ลงได้อย่างไร นอกจากโกดไม่ลงแล้ว ผมยังมีความปลื้นปีติ จนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ มันเล็ดลอดม่านตาผมออกมา ทำไห้รอบตัวผมพร่ามัวไปหมด ก่อนจะจรดนิ้วลงแป้นเพื่อตอบความเห็นของคุณได้ก็กินเวลาไปหลายนาที .......

ตอบ ข้อแรก กับ ข้อสอง

ประโยคนี้ “ประชาวิจารณ์,โต้วาที,ขอความเห็น ฯลฯ กันอย่างเพียงพอหรือยัง” ถ้ามีอย่างเพียงพอแล้ว ก็คงไม่มีใครมาเดินถนนประท้วงหรอกครับ!!!

นอกจากการประชาสัมพันธ์(ประชาวิจารณ์,โต้วาที,ขอความเห็น ฯลฯ)ไม่เพียงพอแล้ว.........อีกสิ่งหนึ่งที่พวกคุณต้องมองไห้ทะลุคือ การ”ประชาสัมพันธ์ด้านเดียว” ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้กล่าวหา แต่ลองสำรวจดูว่าสื่อ ไม่ว่าสิ่งพิมพ์ หรือโทรทัศน์ วารสารของ ม. วิทยุ เว็บไซด์ ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้มักจะเอาขี้ปากผู้บริหารที่มีแนวคิดตรงข้ามกับพวกคุณ มาว่าต่อเสมอๆ นี่คือการปกครองโดยที่ผู้ถูกปกครองไม่รู้ตัว

ฉะนั้น “การไต่สวนสาธารณะ” อย่างคุณว่า ก็น่าสนใจเหมือนกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับงานประชาสัมพันธ์ของเค้าแล้วมันยังห่างกันอยู่หลายขุมนัก!!!!

ข้อสาม

บอกตรงๆ ผมอ่านข้อความของคุณในข้อนี้ไม่เข้าใจจริงๆ “อย่างที่3 คำพูดที่ว่า ผลิตบัณฑิตไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ผมขอบอกว่า อย่าหลอกตัวเองเลยครับ ให้ผู้ใหญ่คนรุ่นก่อนๆเขาทำไปเถอะ ท่าน นิสิต นักศึกษา ” ผมพยามคิดว่าคุณจะสื่ออะไรในข้อความนี้ และเมื่อเลื่อนลงมาอ่านต่อจึงพอ คลำทางได้ มีตัวละครไหม่เพิ่มเข้ามาโดยที่ผมก็นึกไม่ถึง ตัวละครที่เพิ่มเข้ามาคือ “เอ็นจีโอ” ครับพี่น้อง!!! คิดว่าคุณพงษ์สุทธิ คงเข้าใจไรบางอย่างผมผิด(อย่างมหันต์)นะครับ ผมเดาว่าเวลามีคนพูดถึงคำว่า “เพื่อคนอื่น เพื่อประชาชน เพื่อคนจน” ฯลฯ อะไรทำนองนี้ คุณพงษ์สุทธิ คงกำลังจินตนาการถึง “เอ็นจีโอ” แน่เลยใช่ไหมครับ ??? ผมเกรงว่าคุณจะเข้าใจไอ้สิ่งที่เรียกว่า เอ็นจีโอ ผิดไปอย่างแรงจนผมไม่อาจจะเมินเฉยไปได้ แต่คงไม่เหมาะที่จะพูดตรงนี้เพราะมันไม่เกี่ยวกันเลยกับ ม.นอกระบบ และถ้าพูดถึงเอ็นจีโอ ก็ต้องพูดการเมืองด้วย เกรงว่าจะพากันออกทะเลไปเสียชิบ เอาเป็นว่าคุณตามไปอ่านลิ้งที่ผมให้นี้ก็แล้วกันนะครับ http://weareallhuman.net/index.php?showtopic=41330

ปัญหาคือคุณเข้าใจสิ่งที่ผมสื่อสารออกไปผิด และผมก็ไม่ได้เอ่ยถึง เอ็นจีโอ เลยสักครั้งในการตอบคุณครั้งที่แล้ว ในการที่จะสื่อถึงความเป็นปราชญ์ หรือ บัณฑิต (อย่างที่คุณเรียก) จู่ๆ คุณก็เอ่ยถึงเอ็นจีโอมาเอง ถ้างั้นผมขอตอบดังนี้ ถ้า เอ็นจีโอ = ปราชญ์/บัณทิต (ณ ที่นี้พูดถึงจินตทัศน์ของคนทั่วไปที่ชอบมองว่าเอ็นจีโอคืออะไรที่แปลกไหม่ นอกคอก กบฏ ตื่นตัวทางการเมือง เลอเลิศ) เอ็นจีโอบ้านเราก็เยอะนะครับ แต่ไม่เห็นมีไรไหม่ นอกกรอบ เกิดขึ้นในสังคมไทยซะที สิ่งที่ผมจะสื่อถึงก็คือ เอ็นจีโอก็คือชุมชนอย่างหนึ่ง มีความหลากหลายในนั้น เพราะฉะนั้นการไปนิยามเอ็นจีโออย่างที่คุณ พงษ์สุทธิ ทำคือการนิยามเอ็นจีโออย่างตายตัว (เป็นนักปราชญ์/บัณฑิต) ผลของการนิยามแบบนี้จิงแล้วมันจะเป็นการผูกเงื่อนตาย และยากต่อการถอนตัวเมื่อติดหล่ม เช่น พวกที่ชอบผูกขาดจริยธรรม ศีลธรรม และความรักชาติ อยู่เป็นนิจ เป็นต้น คงนึกออกนะครับว่าพวกไหน แล้วก็ชี้หน้าว่าคนที่คิดต่างว่าเป็น อะไรที่ “เป็นอื่น” และฆ่าพวกเค้าได้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม!!!

แหนะ!! เห็นไหม ออกทะเลจนได้ ไม่น่าเลยเรา ขออภัยๆ

ป.ล. 1 บอกตรงๆ ผมอ่านข้อความของคุณไม่ค่อยรู้เรื่อง จิง ๆ

เป็นกำลังใจไห้นะครับ หวังว่าผมจะได้เห็น “การไต่สวนสาธารณะ” เกิดขึ้นในม.ขอนแก่น

ป.ล. 2 ผมไม่ใช่นักศึกษา ม.ขอนแก่นหรอกครับ แต่รัก และเป็นห่วง ม.ขอนแก่น เหมือนๆนักศึกษา ม.ขอนแก่น เช่นคุณ นั่นแหละครับ หวังว่าเราคงได้มีโอกาสเจอกัน(ในเครือข่ายฯ)นะครับ

ผมเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่เรียน

ผมเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่เรียน มข

ผมขอร่วมต่อสู้ในการคัดค้าน ม นอกระบบครั้งนี้

เพราะผมมองว่า การออกนอกระบบ

ข้อเสียไม่ใช่แค่ ค่าเทอมแพง อย่างที่ นศ ส่วนมากเข้าใจ

ผมมองถึงอำนาจผู้บริหารด้วยครับ
ออกนอกระบบปรับ โอ้โห ศูนย์ รวมอำนาจ อยู่กับ ผุ้บริหารเลยนะเนี่ย

นักศึกษา มีอำนาจไรในการต่อรองป่าวเนี่ย..

ตัวอย่างเช่น

เมื่อคุณออกนอกระบบ ไปแล้ว
อาจารย์คนไหน โดยที่อาจารย์คนนั้นอาจจะเป็นอาจารย์ที่เก่ง สอนดี
มีคุณธรรม แต่กลับไปขัดแย้ง หรือ ไม่โดนใจผู้บริหาร

แล้วไงหล่ะ อาจโดยไล่ออกได้ง่ายๆเลยนะเนี่ย

แล้วงี้การศึกษาไทยมันจะดีได้อย่างไร

อันนี้พูดตัวเอย่างแบเข้าใจง่ายๆนะครับ
อาจไม่เนจริงก็ได้

ฮ่าๆๆ

......

อิอิ

เห็นพูดกันจัเย ว่าการศึกษาเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ แล้วที่คุณทำกับการศึกษาทุกวันนี้ มันคือไรน้อ..

ดีครับ คุณ En_KKU

ดีครับ คุณ En_KKU

มีความเคลื่อนไหวยัง มาเล่าสู่กันฟังนะครับ

สาม มอ ในภาคอีสาน ขอนแก่น อุบล สารคาม

ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอน "อยู่ระหว่างการพิจารณาของมหาวิทยาลัย"

เพื่อนๆกรุณา สอดส่อง ติดตามอย่ากระพริบตา

เด๋วจะพลาดท่า เหมือน แปด มหาลัยที่ออกไปแล้วเมื่อปีก่อน

โดยสภาเผด็จการ สนช. ที่ลักลอบเอาออก โดยฟังเสียงคัดค้านใดๆ

จากนักศึกษาเลย

ถ้าเอาออกนอกระบบ มข

ถ้าเอาออกนอกระบบ มข ก็ยังจะถูกกว่ามหาลัยรัฐที่อื่นอยู่ดีแหละครับ ไม่รู้จะไปเดินประท้วงเอาอะไร เอามันเหรอ นักศึกษาหลายคนเค้าก็ไม่เห็นด้วยกับการไปประท้วงหลอกนะครับ โอเค ถ้าเอาออกนอกระบบแล้วแล้ว ค่าเทอมสองสามหมื่น ก็ค่อยมาประท้วงกัน แต่นี้ขึ้นอีกนิดหน่อย เพื่อการพัฒนาทางการเรียนการสอน ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย พวกไปเดินประท้วงนี้แหละ ที่ไปเที่ยวหลังมอไม่เห็นบ่นเลยครับ จ่ายค่าเหล้าค่าเบียร์แพงไม่ว่า ทีจ่ายเพื่อการศึกษาละมาเดินประท้วง เกินไปครับ

KKU#43 HS#32

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน