ศาลปกครองสูงสุด ไฟเขียว 11 โครงการมาบตาพุด เดินหน้าได้

วันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด นัดอ่านคำสั่งในคดีคำร้องที่ 586/2552 ระหว่างสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม 43 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวก รวม 8 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) และบริษัท เหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด กับพวก รวม 36 คน (ผู้มีส่วนได้เสีย) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการ หรือกิจกรรม หรือกิจการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ในพื้นที่ จ.ระยอง จำนวน 76 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เป็นเหตุให้ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดี และผู้มีส่วนได้เสีย ดำเนินการยื่นคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับโครงการลงทุน 76 โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในมาบตาพุดไว้ก่อน โดยให้ 11โครงการที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชนสามารถเดินหน้าได้ ส่วนอีก 65 โครงการ ลงทุนด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ท่อส่ง โครงการเหล็ก ท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้า และกำจัดของเสีย ให้ระงับไว้ก่อนตามคำสั่งเดิม เพราะเชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรง อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตโครงการที่เหลือมีการดำเนินการภายใต้ มาตรา 67 วรรค 2 ตามรัฐธรรมนูญปี 50 แล้ว ก็สามารถยื่นขอออกจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ในภายหลัง

 

เอ็นจีโอ เดินหน้า 181 โครงการที่เข้าข่ายที่ต้องปฎิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า นายศรีสุวรรณ   จรรยา นายกสมาคมสภาวะแวดล้อม กล่าวว่าศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ 65 โครงการ จาก 76 โครงการในมาบตาพุดต้องชะลอโครงการตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งระงับชั่วคราวให้ให้ปฏิบัติตามมาตรา   67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 ส่วนอีก 11 โครงการซึ่งเป็นโครงการอุตสาห กรรมสะอาดนั้นสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยอยู่ในลำดับที่ 16 , 22 , 37 , 41 , 45 , 50 และ 54 ซึ่งในส่วนของคมนาคม คือ โครงการลำดับที่ 2 , 3 , 4 และ 6   อย่างไรก็ตาม   ค่อนข้างพอใจในคำตัดสินของศาลอย่างมาก และถือว่าชนะแล้ว   ซึ่งหลังจากนี้ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหน่วยงานที่ต้องออกระเบียบและกฎหมายรองรับ

ในส่วนเอกชนที่ต้องเร่งประเมินผลกระทบด้านสุขภาพก็ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อนำมายื่นกับศาลประกอบการพิจารณาต่อไป ขณะที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุดชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ที่ก่อนหน้านี้ประเมินว่าจะใช้เวลา 4-5 เดือนในการประเมินและคัดแยกโครงการในมาบตาพุด ก็คงร่นเวลาทำงานได้เร็วขึ้นเหลือเพียง 1 เดือนก็อาจเป็นไปได้ เพราะศาลได้ช่วยคัดแยกโครงการ ออกไปถึง 11 โครงการแล้ว ในส่วนของสมาคมฯก็จะเดินหน้าใน 181 โครงการที่ได้ประเมินไว้ว่าเข้าข่ายที่ต้องปฎิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งได้ส่งหนังสือเตือนไปยังบริษัทเหล่านั้นแล้ว

 

เปิดรายชื่อ 11 โครงการมาบตาพุดรอดวิกฤติ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานด้วยว่า 11โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้สามารถเดินหน้าได้ ประกอบด้วย โครงการคมนาคม 4 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 2  โครงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและขนาดถังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์  ตั้งที่ นิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด จังหวัดระยอง ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด โครงการที่ 3 โครงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการท่าเทียบเรือและคลังผลิตภัณฑ์ (การเพิ่ม ถังเก็บและอุปกรณ์ขนถ่ายLPG/Butene-1) ตั้งที่ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท ปตท.เคมีคอล จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 4 รายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการขยายท่าเทียบเรือขนถ่ายสารปิโตรเคมี และคลังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (การก่อสร้างถังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพิ่ม (ถัง โพรเพน/บิวเทน)) ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง  ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด โครงการที่ 6 โครงการติดตั้ง Loading Arm เพิ่มเติมที่ท่าเทียบเรือของโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ ตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด

โครงการอุตสาหกรรม 7 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 16 โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาด และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 22 โครงการปรับปรุงระบบหมุนเวียนก๊าซกลับคืนของโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชนิดโพลีโพรพิลีน ที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอร์ส จำกัด โครงการที่ 37 โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาด ติดตั้งหน่วยควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล (ขอ เปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ) ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด โครงการที่ 41 โครงการติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)

โครงการที่ 45 การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตระบบ บำบัดมลพิษทางอากาศโรงงานผลิตPurified Terephthalic Acid(PTA) ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ของบริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด โครงการที่ 50 โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 (การเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งเพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ) ที่ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษั ปตท.จำกัด (มหาชน) โครงการที่ 54 การเปลี่ยนแปลงรายละเอียด โรงงานผลิตคลอ-อัลคาลี และอีพิคลอโรไฮดรินภายใต้โครงการติดตั้ง Chlorine Vaporizer ,Wet Scrubber ของHCL Section  และการปรับเปลี่ยนขนาดถังบรรจุคลอรีนเหลว ตั้งที่ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเร่งคลอดโครงสร้างองค์กรอิสระแก้ปมมาบตาพุดใน 2 สัปดาห์
มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 2 ธันวาคมว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการเร่งกำหนดพิมพ์เขียว หรือโครงสร้างองค์กรอิสระใหม่ เพื่อปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 (2) โดยสรุปภายใน 2 สัปดาห์
 
“ทุกอย่างเดินตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เร่งที่จะกำหนดโครงสร้าง แม้ว่าคำสั่งศาลปกครองจะมีคำสั่งออกมาแล้วในวันนี้ ต่อกรณีมาบตาพุด โดยองค์กรนี้จะมาดูแลเรื่องอีไอเอ (มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม) และเอชไอเอ (มาตรการดูแลด้านสุขอนามัย) โดยการจัดตั้งจะออกมาเป็นประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีทั้งโครงสร้างองค์กร บทบาทหน้าที่ อำนาจทั้งหมด แต่ยอมรับว่า ขั้นตอนการจัดตั้ง  อาจจะใช้เวลาบ้าง แต่ส่วนตัวคาดว่าจะเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”

นายอานันท์ ยังกล่าวด้วยว่า กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดที่มีคำสั่งในวันนี้ ตัวแทนภาคเอกชนในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ต่างระบุว่าพร้อมจะเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้การดำเนินการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามกฏหมาย อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการฯ ยังเตรียมลงพื้นที่ในมาบตาพุดตามกำหนดการเดิม คือ วันที่ 5-7 ธ.ค.นี้ เพื่อตรวจสอบการดำเนินการ โดยจะมีการพบทั้งตัวแทนชาวบ้านและโรงงานต่าง ๆ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาทั้งหมด

 

นายกฯ ชี้ 65 โครงการมาบตาพุดต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง
สำนักโฆษกรายงานว่าในวันเดียวกันนี้ เมื่อเวลา 17.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น และมีคำสั่งชะลอ 65 โครงการของมาบตาพุดว่า โครงการที่ศาลเห็นว่าไม่มีผลกระทบและสามารถดำเนินการต่อไปได้คงจะช่วยในการลงทุนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการที่เคยพูดไว้ว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เดินต่อไปได้

ส่วน 65 โครงการนั้นเมื่อศาลเห็นว่าเป็นโครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน แนวทางที่น่าจะดีที่สุดคือให้ดำเนินการตามขั้นตอนมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เสมือนว่าเป็นโครงการที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลมีความเห็นว่าไม่มีผลกระทบ เนื่องจากยึดเอาผลการศึกษาของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เป็นหลัก ดังนั้น น่าจะให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าและทำเรื่องโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (อีไอเอ กับเอชไอเอ) และรับฟังความเห็นของประชาชน พร้อมกับให้องค์กรอิสระให้ความเห็นไปในคราวเดียวกัน เพื่อให้สามารถเดินต่อได้

ทั้งนี้ เนื่องจากตัวระเบียบที่จะทำทางคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมากำลังพิจารณาอยู่ และจะขอความร่วมมือว่าหากขั้นตอนไหนเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งแล้วสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนที่เหลืออยากให้ได้ข้อยุติจากกรรมการชุดดังกล่าวโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินโครงการต่างๆ ต่อไป ดังนั้น แนวทางนี้ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในขณะนี้ และเชื่อว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่ายคงยอมรับได้ เพราะเป็นการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ทุกประการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้จะมีการต่อสู้ทางกฎหมายต่อไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฎหมายต้องดำเนินไปเพราะคดียังคงอยู่ แต่ทางศาลปกครองได้แถลงเอาไว้ว่าหากมีข้อเท็จจริงใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ต้องว่ากันอีกครั้ง

สำหรับกรอบเวลาที่ชัดเจนของกรรมการ 4 ฝ่ายนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าโดยหลักการประเมินวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหากจำเป็นต้องทำเพิ่มเติมหรือทำใหม่ก็ดี การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ หากไม่มีข้อโต้แย้งอย่างน้อย 2 ขั้นตอนนี้ ตนคิดว่าน่าจะเริ่มต้นได้ทันที ส่วนการรับฟังความคิดเห็นนั้นยังเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งยังมีเวลาและยังมีเวลาที่จะขอความเห็นจากองค์กรอิสระเพื่อให้ระเบียบเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และมีเวลาที่จะให้คณะกรรมการได้พิจารณาอย่างน้อยอีก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งคิดว่าไม่กระทบแน่นอน

อย่างไรก็ตามจะพยายามไม่ให้เกิดการเร่งรัดจนเกินไป เพราะเดิมกรรมการขอเวลาไว้ 5-6 สัปดาห์ ซึ่งตนก็ต้องขอดูวิธีการทำงานในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือแม้แต่การรับฟังความคิดเห็นยังใช้เวลาอีกเป็นเดือน คณะกรรมการ ยังไม่ต้องได้ข้อยุติเรื่ององค์กรอิสระจนครบเวลา 1 เดือนก็ยังได้

“รัฐบาลไม่มีเจตนาจะไปรวบรัดแต่อย่างใด เพียงแค่ขอความร่วมมือให้การพิจารณาการประชุมต่างๆ สามารถได้คำตอบที่รวดเร็ว” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ต่อคำถามว่า ระหว่างนี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอื่นหรือหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ที่การคาดการณ์ของคน เพราะก่อนหน้านี้ถือว่าศาลมีคำสั่งระงับ แต่ตอนนี้ 11 โครงการก็เดินหน้าต่อได้ ส่วนอีก 65 โครงการก็อยู่ในสถานะเดิม ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่มีหลายโครงการเดินหน้าต่อโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการดำเนินการในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเสร็จ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นแล้วจะสามารถจะอุทธรณ์กลับได้หรือสามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าทุกโครงการได้ดำเนินการตามที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสองแล้ว เข้าใจว่าเรื่องคดีก็จะไม่มีประเด็นอีกต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับภาคเอกชนบ้างหรือยังหลังศาลมีคำสั่ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาคเอกชนมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอยู่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือ
 

Comments

สมกับคำขวัญ"ประชาชนต้องตายก่อ

สมกับคำขวัญ"ประชาชนต้องตายก่อน"
นี่แหละโลกของนายทุน โดยเฉพาะทุนนิยมอำมาตย์สามานย์....กอบโกยโกงกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
หากไม่มีให้กิน ก็ไปกู้มาโกงกินซะงั้น

สปิริตหายไปไหน......รัฐการทำก

สปิริตหายไปไหน......รัฐการทำการอออกคำสั่งโดยไม่ทำตามขั้นตอนที่ก.ม.กำหนด มันมีมูลและชัดเจน รัฐบาล เจ้าหน้าที่ หรือคนที่เกี่ยวข้อง แม้อาจจะอนุมัติต่างรัฐบาล ..... ต้องยอมรับความผิดพลาด ต้องขอโทษประชาชนและต้องออกมาแสดงสปิริตทางการเมือง

ศาล รับรองอำนาจของคณะบุคคล

ศาล รับรองอำนาจของคณะบุคคล ที่ทำการปฏิวัติ/รัฐประหาร ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน ใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตย

ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่า บุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่

ศาลไทย ตั้งแต่ยุค รัฏฐาธิปัตย์ เรื่อยมา...จนถึงยุค โจราธิปัตย์ ได้พัฒนาเรื่อยมา...

เครื่องแบบแต่งกาย จากเสื้อครุย ก็ถอดออก ไปสวมเสื้อนอกผูกเน็คไทแทน
นั่งอยู่บนบัลลังค์ศาล ตัดสินคดีความ ก็ลงมานั่งเก้าอี้ธรรมดา เป็นผู้ชี้นำการบริหาร

มาบตาพุด ได้พัฒนาขึ้นเป็นย่านอุตสาหกรรม ผ่านมาหลายรัฐบาลแล้ว มีข้อมูลเกี่ยวข้องมากมาย

วันนี้มีเรื่องมลภาวะ เกิดขึ้น ประชาชนเดือดร้อนจากมลภาวะสิ่งแวดล้อม

เอากระบวนการทางศาล มาแก้ไขมลภาวะสิ่งแวดล้อม น่าจะผิดเรื่องไปแล้ว

ประเทศไทย เป็นประเทศบ้าง เป็นรัฏฐาธิปัตย์บ้าง ใช้กฏหมายบ้าง ใช้กฏโจรบ้าง

มั่วกันอยู่เช่นนี้...อำมาตย์แฝงซ่อนตัวได้สบาย ชาติมีแต่ตกต่ำลงเรื่อยๆ

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ศาลท่านเเ

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ศาลท่านเเยกแยะไม่หว่านเเหทั้ง76โครงการณ์ โครงการณ์ไหนเข้าเกณฑ์จะได้ดำเนินการต่อไป ยุติธรรมดี

เอาคนตาบอดตาใสมาเป็นรัฐบาล โก

เอาคนตาบอดตาใสมาเป็นรัฐบาล

โกงไม่เป็น

กินไม่เป็น

มีแต่กระโหลกบรรจุขี้

ไม่โกง ไม่กิน ไม่ทำงาน

ปีเดียวซิบหายเป็นหลายแสนล้าน

ผมไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองหรือ

ผมไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองหรือกีฬาสีใดนะครับ แต่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย โปรดอ่านกรณีศึกษาตาม link ต่อไปนี้นะครับ =====>> แก้ไขรัฐธรรมนูญเผด็จการ กรณีศึกษา ม.67 และมาบตาพุด