ผู้ต้องสงสัยคดีสังหารหมู่ในฟิลิปปินส์มอบตัวแล้ว

 

ความคืบหน้าคดีสังหารหมู่ประชาชนและผู้สื่อข่าว ซึ่งร่วมเดินทางไปกับขบวนของนายเอสมาเอล มานกันดาดาตู ซึ่งกำลังจะเดินทางไปลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ในมากินดาเนา เกาะทางตอนใต้ของมินดาเนา ฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุด (27 พ.ย.) สื่อต่างประเทศรายงานว่า อัลดาล อัมพาทวน จูเนียร์ ผู้ต้องสงสัยได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว และถูกควบคุมตัวอยู่ในกรุงมะนิลา แต่ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ในครั้งนี้และบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มกบฏมุสลิม ขณะที่มีพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์บอกว่า อัมพาทวน จูเนียร์ เป็นผู้ที่สั่งให้กองกำลังส่วนบุคคลกว่า 100 นาย กระทำการสังหารด้วยอาวุธปืน

แอกเนส เดวานาเดรา รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่าคนส่วนหนึ่งที่ร่วมในการสังหารหมู่ยอมมอบตัวเนื่องจากความรู้สึกผิด และจะเป็นพยานชี้ว่าอัมพาทวน จูเนียร์ มีส่วนร่วมในเหตุสังหารหมู่

ขณะที่นายมานกูดาดาตู ที่ไม่ได้โดยสารไปในวันดังกล่าวด้วยนั้นได้ไปจดทะเบียนลงสมัครเลือกตั้งแล้ว
 

ฟอรั่มเอเชีย เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการอาเซียนคอยตรวจสอบรัฐบาลฟิลิปปินส์
ฟอรั่มเอเชีย (FORUM-ASIA) องค์กรสิทธิมนุษยชนที่มีสมาชิกกว่า 46 ประเทศทั่วเอเชีย ออกแถลงการณ์ประณาม การสังหารหมู่ประชาชนและผู้สื่อข่าวในมากินดาเนา โดยในแถลงการณ์บอกว่า แม้จะยังไม่มีการระบุตัวผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ แต่ก็เชื่อว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์คือตระกูลอัมพาทวน ที่มีสายสัมพันธ์กับประธานาธิบดี กลอเรีย อาโรโย่ โดยเป็นเหตุความขัดแย้งทางการเมือง

ในแถลงการณ์เปิดเผยอีกว่า ทางองค์กรเชื่อว่าการสังหารหมู่ในมากินดาเนาครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนถึงวัฒนธรรมการที่ผู้กระทำผิดไม่ถูกลงโทษ โดยการที่ผู้กระทำผิดสามารถหลบอยู่เบื้องหลังตำรวจและศาล โดยไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฟอรั่มเอเชียบอกผ่านแถลงการณ์อีกว่า พวกเขาเป็นห่วงอย่างลึกซึ้งเรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดมากินดาเนา และเขตจังหวัดใกล้เคียง ว่าไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องการสังหารหมู่ในครั้งนี้ เนื่องจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะเป็นการให้อำนาจกับกลุ่มอำนาจเช่นทหาร และอาจยิ่งทำให้มีการตอกย้ำการไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษอีกก็ได้

นอกจากนี้ ฟอรั่มเอเชีย ยังได้เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของอาเซียน (AICHR) และคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของฟิลิปปินส์ (CHRP) คอยตรวจสอบมาตรการของรัฐบาล เพื่อชี้ให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเพิกเฉยต่อการกระทำผิดในฟิลิปปินส์อีกด้วย
 

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเผยชื่อนักข่าวผู้เสียชีวิต
ทางด้านองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนรายงานล่าสุดว่ามีผู้สื่อข่าวเสียชีวิต 26 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานให้กับทั้งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ระดับประเทศ สถานีวิทยุ และสถานีโทรทัศน์

โดยมีการเปิดเผยรายชื่อผู้สื่อข่าวที่เสียชีวิต มีทั้งผู้สื่อข่าวจาก UNTV, Manila Bulletin, Dadiangas Times, สถานีวิทยุ DZRH รวมถึงสื่อใหม่อย่าง Mindanao Focus, Sierra News, Mindanews และผู้สื่อข่าวอิสระอีกเกือบสิบราย

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนรายงานอีกว่า พวกเขาสงสัยว่าผู้ต้องหาคือ กลุ่มมือปืนและตำรวจของลูกชายนายกเทศมนตรีในเขตปกครองหนึ่งของจังหวัดมากินดาเนา ซึ่งในตอนนี้เขายังไม่ถูกจับกุมตัวและเชื่อว่าพักอาศัยอยู่ในบ้านญาติที่เมืองชารีฟ อากัค โดยพยานผู้เห้นเหตุการณ์และเจ้าหน้าที่ทหารบอกว่านายกเทศมนตรีเป็นผู้ออกคำสั่งลอบจู่โจมขณะที่เหยื่อกำลังเดินทางโดยยานพาหนะ

นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่าผู้กระทำการยังได้ทำการข่มขืน ทรมาน และตัดคอเหยื่อบางราย ร่างเกือบทั้งหมดถูกขุดพบในหลุมฝัง

โดยผู้สื่อข่าวท้องถิ่นระบุว่าในวันเกิดเหตุมีผู้สื่อข่าว 30 รายร่วมขบวนรถ ของนาย เอสมาเอล มานกันดาดาตู เพื่อไปทำข่าวการลงสมัครเลือกตั้งของเขา และเชื่อว่าผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางไปด้วยถูกสังหารเนื่องจากต้องการฆ่าปิดปาก

ขณะที่จนถึงตอนนี้มีตำรวจในมากินดาเนาถูกจับกุมตัวและขังไว้ในค่ายทหาร ทางกองทัพก็ออกมาประกาศว่าจะยกเลิกกองกำลังส่วนตัวของตระกูลอัมพาทวน

ข่าวประกอบจาก
AFP : Philippine politician charged with murder
 

 

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน