วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 4 ชั่วโมง 55 นาที ที่ผ่านมา
อาลัยสื่อมวลชนรุ่นพ่อ "นายหมอดี" นายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยหลอกตัวเอง
Thu, 2009-11-26 12:36
ไม่เพียงแต่เป็นความสูญเสียบุคคลผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างหาตัวเทียบได้ยากแล้ว แต่การถึงแก่อนิจกรรมของ คุณสมัคร สุนทรเวชนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย คือการปิดฉากชีวิตของปราชญ์แห่งสยามอีกคนหนึ่งด้วย
ความรอบรู้ในเกือบทุกด้านที่มีอยู่ในตัวของคุณสมัคร ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ รวมทั้งศิลปะแขนงต่างๆ เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สังคมไทยมานานกว่า 60 ปี และนี่คือคุณลักษณะสำคัญ คุณลักษณะพิเศษสำหรับผู้ที่อยู่ในวิชาชีพสื่อมวลชน และอาชีพนักการเมือง
ด้วยเหตุที่ท่านเป็นสัพพัญญูรอบรู้ในหลายด้านนี่เอง ที่ทำให้ คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นสื่อมวลชนชั้นครู และเป็นปรมาจารย์ทางด้านการเมืองคนสำคัญ และเป็นคนต้นแบบให้กับคนรุ่นหลังที่หวังจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพนี้ได้ยึดถือเป็นแบบอย่างจวบจนปัจจุบัน
นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และถือเป็นโชคอย่างมากด้วย ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณสมัคร สุนทรเวช อยู่หลายครั้ง ทั้งในรายการ “ตัวจริงชัดเจน” และรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ทุกครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณสมัคร ท่านก็จะสอน ให้ความรู้ กับผู้เขียนในการเป็นสื่อมวลชนที่ดีในหลายเรื่อง
เช่น การเถียงแย้งต่อคำถามพิธีกร หรือต่อสิ่งที่ผู้เขียนถาม หรือการถามสวนพิธีกรกลับ หรือการยั่วให้พิธีกรเกิดอารมณ์ เพื่อดูว่า พิธีกรท่านนั้นจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร ทีแรกผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงทำเช่นนั้น เพราะจะทำให้พิธีกรดูโง่ และแย่เอามากๆ ในสายตาของคนที่ดูอยู่ที่บ้าน ขณะเดียวกันคำถามก็ไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในประเด็นได้
หลายครั้งที่ผู้เขียนเองก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ เพราะไม่อาจจะควบคุมรายการให้เป็นไปตามประเด็นที่วางไว้ได้ แต่พอหลังรายการจบ หรืออยู่ในช่วงเบรกเข้าโฆษณา (คุณสมัคร มักจะบ่นเสมอเมื่อจะขอเบรกโฆษณา เพราะรู้สึกว่ายังพูดไม่ได้เนื้อได้หนัง แต่ตัดเข้าโฆษณาเสียอีกแล้ว) คุณสมัคร จะพูดให้กำลังใจและอธิบายความถึงเหตุผลที่แท้จริงของท่านว่า ถ้าจะให้รายการสนุกต้องไม่มีสคริปต์ หรือต้องไม่กังวลกับสคริปต์ ทางที่ดีควรจะเป็นรายการสด ไม่ควรจะบอกก่อนด้วยซ้ำว่าจะถามอะไรบ้าง
และระหว่างพิธีกรกับแขกที่มาร่วมรายการ ควรจะมีการโต้เถียง มีการแย้ง มีสวนมีศอกกันบ้าง เพื่อให้คนดูสนุก อย่าทำรายการทอล์คโชว์ให้เป็นเหมือนรายการตอบปัญหาเชาว์ หรือรายการสอบสัมภาษณ์ อย่างครูถามนักเรียน เพราะคนดูเขาไม่ชอบ คนดูเขาชอบอะไรที่มีสีสัน ได้อารมณ์
ก่อนเข้ารายการก็เหมือนกัน คุณสมัคร คงทราบว่าผู้เขียนเป็นกังวล เพราะไม่รู้ว่าจะรับมือกับ พิธีกรมืออาชีพผู้รอบรู้ทุกเรื่อง และนักการเมืองผู้ปราดเปรื่องท่านนี้ได้อย่างไร แต่คุณสมัครก็พูดให้กำลังใจ ให้ทำใจให้สบาย อย่าเกร็ง ซึ่งหลังรายการจบแล้ว คุณสมัคร ก็คือคนแก่ที่ใจดี มีเมตตาและมีความกรุณาอย่างยิ่ง
อีกครั้งหนึ่ง และดูเหมือนจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณสมัคร สุนทรเวช ในรายการ “ถามจริงตอบตรง” ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที.ช่อง 11 ในโอกาสครบรอบ 3 เดือนของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผู้เขียนถามถึงประเด็นที่ท่านมักมีปัญหากับสื่อมวลชน อยู่บ่อยครั้ง ทั้งในการให้สัมภาษณ์ การออกรายการโทรทัศน์ (ส่วนใหญ่ท่านมักจะปฏิเสธที่จะไปออกรายการเพื่อสัมภาษณ์พิเศษ) ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วคุณสมัคร ชอบที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างยิ่ง แต่ต้องเป็นคนที่คุยกันถูกคอ ไม่มีเจตนาสงสัยกับสังกัดของสถาบันสื่อนั้น
อาจจะด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ก็ได้ ท่านจึงมีความเชื่อว่า สังคมแตกแยกขัดแย้งก็เหตุเพราะสื่อมวลชนประการหนึ่งด้วย บวกกับความเป็นคนที่เข้าถึงวิธีคิดของคนทำสื่อ เพราะความเป็นสื่อมวลชนเก่าแก่มาก่อน
ดังนั้น คุณสมัครมักจะไม่ฟังเพียงคำถาม ว่านักข่าวจะถามท่านเรื่องอะไร แต่ท่านจะดูด้วยว่า ผู้ถามนั้นเป็นใคร และอยู่สำนักไหน หากเป็นนักข่าวหรือสำนักข่าวที่ท่านสงสัยในเจตนาในการทำข่าว ท่านก็มักที่จะไม่ตอบคำถามนั้นในทันที แต่จะใช้วิธีการยียวนกวนให้แย้ง หรือบางครั้งอาจจะโต้กลับด้วยคำถาม หรือคำพูดที่รุนแรง
แทนที่จะได้คำตอบก็จะไม่ได้อะไรเลย แต่จะได้บทสวดสื่อ หรือคำวิจารณ์ ติเตียนไปแทน หรือบางคำถาม เป็นคำถามที่ท่านไม่อยากตอบ ท่านก็จะปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ตอบคำถามเหล่านั้น พร้อมทั้งตำหนิ สั่งสอนผู้ถามว่าให้กลับไปทำการบ้านมาใหม่ หรือพูดให้รู้ว่า นักข่าวคนนั้นไม่รู้จริง
นี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่เห็นบ่อยนักในการทำงานร่วมกันระหว่างนักข่าวกับนายกรัฐมนตรี และต้องไม่ลืมว่า ด้วยคุณสมบัติพิเศษเช่นนี้เอง ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลือก คุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อสื่อมวลชนส่วนใหญ่ ไม่คุ้นเคยกับคุณลักษณะของนายกรัฐมนตรีที่มีท่าทีแข็งกร้าว ไม่แคร์สื่อ และยังตอบโต้สื่ออย่างรุนแรงในหลายกรณี จึงทำให้เกิดกระแสการต่อต้านจาก สมาคมวิชาชีพสื่อ โดยมีการออกแถลงการณ์ คัดค้านท่าทีที่แข็งกร้าว และดุดัน ของคุณสมัคร โดยมองว่าคุณสมัคร กำลังคุกคามและแทรกแซงสื่อ
หลายคนอาจจะมองว่า คุณสมัครคิดผิด ที่เป็นปฏิปักษ์กับสื่อ หรือเป็นศัตรูกับสื่อเพราะคุณสมัครเป็นทั้งผู้นำรัฐบาล และเป็นนักการเมือง ทางที่ดีควรจะต้องผูกมิตรกับสื่อให้ได้มากที่สุด แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้เขียนกลับมองว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า สื่อสารมวลชนไทยยังไม่กล้าเปิดรับกับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา สื่อสารมวลชนไทยยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องการเป็นฝ่ายถูกตรวจสอบเสียเอง ที่สำคัญสื่อมวลชนไทย ยังไม่ยอมรับความแตกต่างที่ผิดแผกไปจากสิ่งที่ตัวเองคิด
ผู้เขียนเคยถามคุณสมัครในรายการที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ท่านเป็นครั้งสุดท้ายว่า การเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นแบบอย่าง ดังนั้นการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำไมถึงจะพูดจากันดีๆ ไม่ได้ คำตอบของท่านสมัคร ทำให้ผู้เขียนได้ฉุกคิดว่า การสัมภาษณ์เพื่อต้องการความจริง จากตัวตนที่แท้ของแหล่งข่าว เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าแหล่งข่าวจะคิด จะเชื่อ หรือจะปฏิบัติอย่างไร พิธีกร หรือ โปรดิวเซอร์รายการ ก็ไม่อาจจะไปควบคุม หรือต้อนให้จนมุมเหมือนเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือ เพราะมันไม่ใช่ความจริงและตัวตนที่แท้ของแหล่งข่าวท่านนั้น ซึ่งหากนำเสนอสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงแท้ของแหล่งข่าวท่านนั้นแล้ว คนที่ดูอยู่ที่บ้านจะวินิจฉัยหรือตัดสินใจอย่างถูกต้องได้อย่างไร
พิธีกร หรือ โปรดิวเซอร์รายการ ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงแหล่งข่าวให้กลายเป็นคนอื่นขณะที่ให้สัมภาษณ์ เพราะนั่นไม่ใช่ความจริง และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ พิธีกร ที่สัมภาษณ์ คุณสมัคร อาจจะถูกต้อน ถูกย้อน หรือถูกสวนกลับ ชนิดที่เรียกว่าหงายเก๋งกลางอากาศ จากคุณสมัคร เพราะนี่คือตัวตนที่แท้จริงของแหล่งข่าวท่านนี้ และนี่คือสีสันและรสชาติของรายการทอล์คโชว์ที่คนดูชอบ อีกประการหนึ่ง พิธีกร ก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นเชี่ยวชาญ รู้ไปเสียทุกเรื่อง โง่บ้างในบางเรื่องก็ได้ เพราะมันคือความจริง
ดังนั้นจากการไปของคุณสมัคร สุนทรเวช หรือ “นายหมอดี” นามปากกาที่คุณสมัครใช้แทนตัวเองในการเขียนคอลัมน์ลงในหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ โดยแปลความมาจากนามสกุล สุนทรเวช ซึ่งเป็นต้นตระกูลแพทย์ นับเป็นการสูญเสียปรมาจารย์ด้านสื่อมวลชนผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถอีกท่านหนึ่ง
ขอดวงวิญญาณของท่านจงสุขสงบในสัมปรายภพ และขอได้รับการอโหสิกรรมจากคนไทยอีกจำนวนไม่น้อย
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












วันนี้(25/11/2552)
วันนี้(25/11/2552) รายการข่าวเด่นเย็นนี้ คุณสรยุทธได้เชิญคนสนิดที่ใกล้ชิดของคุณสมัครได้ออกมายอมรับแล้วว่า คุณสมัครได้บ่นให้ฟังว่าตั้งแต่คุณสมัครล้มป่วย คุณทักษิณไม่เคยโทรมาหาและถูกคนที่อยู่เมืองนอก(ในที่นี้หมายถึงคุณทักษิณ)หักหลังด้วยและความเสียใจครั้งนี้ทำให้คุณสมัครเครียดมาก
ถ้าไม่เชื่อลองโทรไปสอบถามคนใกล้ชิดคุณสมัครคนนั้นหรือคุณสรยุทธก็ได้ ครับ
ผมไม่ได้ใส่ความคุณทักษิณ และนี่แหละคือ ตัวตนของคุณทักษิณ ใครหมดประโยชน์ก็ถีบหัวส่ง มองคนที่ทำงานให้เหมือนกับหมาล่าเนื้อ
ขออภัยถ้าผมพูดไม่ถูกใจ และอย่าถามผมน่ะว่าแล้วไอ้โกเต๊กลิ้มล่ะดีนักเหรอ ผมว่าประชาชนที่มีใจเป็นกลางย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ครับ
ว่ากันตามอาวุโส
ว่ากันตามอาวุโส คุณสมัครคือนักข่าวรุ่นปู่ทวด
เห็นคุณสมัครเอาหนังสือพิมพ์มาตำหนิออกทีวี
ว่าลงแบบนี้ได้อย่างไร พาดหัวเช่นนี้ได้ยังไง
ซึ่งมันก็แย่จริงๆ ที่ไม่เคารพกระทั่งสติปัญญาคนอ่าน
การขาดจรรยาบรรณ การตัดสินเอง ใส่ความเห็น
การไม่เคารพแหล่งข่าว เป็นปัญหาใหญ่ของสื่อไทย
สื่อมวลชน คนไหนที่ชอบเปิดศึกกับคุณสมัคร
อย่างเช่น สุทิน ที่ไปตะโกนด่าในงานแถลงข่าว
หรือเทพชัย ที่สัมภาษณ์แบบไม่ให้เกียรติ
ถ้านักข่าวอยากกู้ภาพลักษณ์ ให้สังคมยอมรับอีกครั้ง
แนะนำให้รีบไปขอขมาหน้าศพคุณสมัคร
@..สมัครนักต่อสู้.......ชูชน
@..สมัครนักต่อสู้.......ชูชน
สู้เพื่อธรรมนำผล.........ผ่องแผ้ว
ยืนยงอยู่อย่างคน........รักชาติ....เสมอเอย
แม้นชีพสูญสิ้นแล้ว.....แว่วล้ำคำสรรเสริญ
@ สมัคร สุนทรเวช
นำประเทศสมศักดิ์ศรี
นายกรัฐมนตรี
ในเวทีประชาธิปไตย
*นำพลังประชาชน
ผลชี้ดลอย่างยิ่งใหญ่
เพื่อชนจนเพื่อไทย
เพื่ออธิปไตยประชาชน
*ไปดีเถิดท่านสมัคร
สิ่งที่รักจักนำผล
ความดีมีมงคล
แม้นชีพดับไม่ลับไป
*ขอสู่สัมปรายภพ
ได้ประสบ สุคติได้
ชื่อท่านมั่นคงไว้
ให้ลูกหลานได้จดจำ
ฯพณฯ สมัคร
ฯพณฯ สมัคร ท่านเป็นปูชนียบุคคลที่ยิ่งใหญ่ มีความรู้ความสามารถหลากหลายด้าน และมีผลงานอย่างมากมายในด้านการเมืองไทย ของให้ท่านจงสู่สงบสุขชั่วนิจนิรันดร์
จอม เพชรประดับ เอ๋ย จอม
จอม เพชรประดับ เอ๋ย จอม เพชรประดับ ชัดเจนดีแล้ว ชัดเจนดีแล้ว ไม่ต้องคลุมเครือว่าเป็นสื่อมวลชนมืออาชีพ เสื้อเสื้อคลุมของเสรีภาพ ออกอาละวาดคนอื่น วันนี้มีค่าเพียงเป็นข้ารับใช้ตระกุลชินวัตร ไปเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปอย่าเอะเบ่งตะโกนเรื่องเสรีภาพอีกเลย รับไปเท่าไหร่ละงานชิ้นนี้
วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11583 มติชนรายวัน
วิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลก
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
เหตุการณ์ความสับสน ปั่นป่วน วุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เกิด "วิกฤตศรัทธา" กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมวลชนออกมาต่อต้าน ขับไล่จน พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 และเมื่อจัดการเลือกตั้งปรากฏว่า 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้านประกอบด้วยประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน พร้อมใจกันบอยคอต ไม่ส่งสมาชิกลงแข่งขันเลือกตั้ง ต่อเนื่องมาจนถึงปลายเดือนเมษายน 2549
"เดี๋ยวนี้เป็นเวลาที่วิกฤตที่สุดในโลก"
เป็นพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม ที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ประจวบคีรีขันธ์
หลังจากมีพระราชดำรัสกับผู้พิพากษาศาลฎีกาและก่อนนั้น (วันเดียวกัน) ก็มีพระราชดำรัสกับคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ได้มีคำวินิจฉัย และคำพิพากษาของศาลปกครอง ศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมาในคดีต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 เมษายน 2549 ที่สำคัญคือ ให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นโมฆะ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
จากนั้นมา ความยุ่งเหยิงทางการเมืองก็มิได้เบาบางลง ทั้งๆ ที่วันเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ถูกกำหนดขึ้น ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2549
ที่สำคัญ นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการได้นำหนังสือตราครุฑลับเฉพาะ ด่วนที่สุด อัญเชิญพระราชกระแสประกอบพระราชกฤษฎีกาเพื่อเรียนต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโดยตรง พระราชกระแสที่ปรากฏในหนังสือมี 2 ข้อ ดังนี้
1.เหตุผลที่ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกานั้นก็เพราะมีพระราชประสงค์จะเห็นประเทศชาติกลับไปสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วและ
2.ทรงมีพระราชประสงค์ให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในคราวต่อไป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์และยุติธรรมอย่างแท้จริง
จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการสนองพระราชกระแสโดยด่วน - นี่เป็นบันทึกข้อความของราชเลขาธิการ
แต่แล้วในวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณที่รักษาการก็ถูกรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ก่อนถึงวันเลือกตั้งไม่ถึง 1 เดือน อย่างนี้จะถือว่าขัดต่อพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์หรือไม่ ?!?
จาก 19 กันยายน 2549 มาถึงวันนี้ วันที่ใกล้จะสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2552 และกำลังจะเข้าสู่ศักราชใหม่ 2553 เป็นเวลา 3 ปีเศษ ความโกลาหลของบ้าน เมือง ความขัดแย้ง แตกแยกของนักการเมืองและคนไทยกลับทวีขึ้น ต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่จ้องจะห้ำหั่นกัน เหตุการณ์จลาจลนองเลือดเข้าสู่ขั้น "กลียุค" จากน้ำมือของมวลชนกระทำต่อมวลชนและตำรวจ-ทหารใช้อาวุธและกฎหมายกระทำกับมวลชนเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า มีคนตายและเจ็บจำนวนมาก
ทำเนียบรัฐบาลถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกเข้าไปยึดนาน 3-4 เดือน สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิดนานนับสัปดาห์ เสียหายเป็นเงินมหาศาล โดยที่การดำเนินคดีของตำรวจยังอืดอาดล่าช้าคล้ายกับเจตนาจะถ่วงรั้งเอาไว้ให้นานที่สุดเพื่อจะช่วยเหลือพวกเดียวกัน ทำให้เป็นข้อโจมตีจากอีกฝ่ายว่าเมื่อบ้านเมืองนี้ไม่มีความเป็นธรรม อย่าหวังเลยที่จะเกิดความปรองดองและความสงบสุข
แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการขาดความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยซึ่งกระทบต่อการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ที่ตกต่ำกลายเป็น "บ้านป่าเมืองเถื่อน" เหนืออื่นใด ความย่อยยับของประเทศที่มิอาจประเมินค่าเป็นทรัพย์สินเงินทองได้ ก็คือ
การที่นักการเมือง/พรรคการเมืองและมวลชนที่ต่างสีเสื้อใส่ร้าย ป้ายสี ด่าทอ สาดโคลนกันไปมาตลอดเวลาแล้วก็ใช้ความรุนแรงสารพัดรูปแบบเข้าประหัตประหาร ราวกับไม่ใช่คนไทยด้วยกัน
ยังพยากรณ์ไม่ได้ว่าการนัดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน-2 ธันวาคมนี้ เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ และจะนำพาประเทศไทยและคนไทยถลำลึกไปสู่ห้วงเหวแห่งความหายนะล่มจมอีกแค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ
สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ได้เลยห้วงเวลาของวิกฤตที่สุดในโลกมานานแล้วและวิกฤตมากเกินกว่าจะที่ใครจะคาดคิด!
ถามว่าใครจะแก้ "วิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลก" ดูแล้วก็ไม่เห็นมีใครจะแก้ไขได้ นักการเมืองและพรรคการเมืองเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาล้างผลาญกันเอง อ้างแต่หลักกฎหมายหรือหลักนิติศาสตร์และอ้างว่ามีอำนาจเต็มที่จะจัดการเพราะเป็นรัฐบาลโดยแกล้งมองข้ามหลักรัฐศาสตร์ที่ต้องใช้ "การเมือง" เข้ามาผสมผสาน อีกทั้งลืมไปว่าการเป็นรัฐบาลที่ดีนั้น มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศให้กินดีอยู่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่มัวแต่จะคอยหักโค่นอีกฝ่ายหนึ่งอย่างมัวเมาในอำนาจ จนบ้านเมืองลุกเป็นไฟอยู่ในเวลานี้
ข้าราชการประจำโดยเฉพาะทหาร ตำรวจ ก็ตกเป็นเครื่องมือให้ผู้มีอำนาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองเพื่อให้พรรคพวกของตนเป็นฝ่ายชนะ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าประเทศจะก้าวข้ามวิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลกไปได้อย่างไร ?
ผู้ปกครองประเทศที่หลงในอำนาจไม่ว่าจะพูดอะไรหรือกระทำการใดในแต่ละวัน มิได้คำนึงเลยว่า ในขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในพระอาการประชวร ยังไม่ได้เสด็จออกจากจากโรงพยาบาลศิริราชเพื่อกลับพระราชวัง พระองค์จะทรงเป็นทุกข์ขนาดไหนเมื่อเห็นคนไทยทะเลาะและทุบตีทำร้ายกันกลางบ้านกลางเมือง ไม่รู้จักเลิกรากันเสียที
"เราต้องให้พรทุกฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ให้กำลังทำได้ดี แต่วันนี้ ไม่พูดให้ทำอะไร ทะเลาะกันไม่เอา ไม่ทะเลาะ ให้ทำอะไรที่ดูดี และอย่าคิดเกิน อย่าเลยเถิด แต่ถ้าทุกคนทำงานเหมาะสม บ้านเมืองไปได้ ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่มีการหัวชนฝา......"
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่อัญเชิญมานี้ ควรที่ผู้มีอำนาจทั้งนักการเมือง ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ ตลอด จนทุกฝักทุกฝ่ายควรกลับไปอ่านแล้วประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะน้อมนำไปปฏิบัติอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยเลิกทะเลาะกันแล้วปิดฉาก "สงครามกลางเมือง" กันเสียตั้งแต่บัดนี้ ก่อนที่บ้านเมืองจะหายนะล่มจมและคนไทยต้องฆ่ากันให้เจ็บและตายไปมากกว่านี้
หน้า 6
สมัครสุนทรเวชนี้ คือครู
สมัครสุนทรเวชนี้ คือครู ใหญ่นา
แบบอย่างคนกตัญญู แด่ไท้
การเมืองท่านเชิดชู สภาแน่ว แน่แฮ
นับแต่เมือมรณ์ไซร้ สู่ฟ้าเสวยรมย์
มีคนชมแต่เพี้ยง มวลมิตร
อริคู่เคืองคิด แช่งล้าง
เวราอย่าตามติด ผูกต่อ
จงเอ่ยวาจาอ้าง ฆ่าแล้วบาปเวร
เรื่องที่พาดพิงถึงทักษิณ
เรื่องที่พาดพิงถึงทักษิณ โดยที่เขาไม่มีโอกาสมาออกโทรทัศน์ ให้คำตอบเอง เป็นขบวนการที่สกปรก ทั้งคนจัดรายการ
และทีวีที่ออกเผยแพร่ ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางที่แท้จริง คนเสียหายทางสื่อ แก้ตัวยาก เพราะตกเป็นผู้ต้องหาของสังคมไปแล้ว คนที่โพสต์ข้อความมาน่าจะบอกชื่อจริง ตัวจริง จึงจะเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรม
ก็ขอให้ออกมาเถอะ ครับ
ก็ขอให้ออกมาเถอะ ครับ ก็จะคอยดูว่าจะพูดจาเฉไฉอย่างไรอีก ขอร้องอย่าพูดให้ร้ายบุคคลที่เคยทุ่มเทแม้กระทั่งยอมถูกด่าทอและกระแนะกะแหนจากพวกเสื้อเหลืองและฝ่ายตรงข้ามเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของคุณทักษิณให้ดีขึ้นในทุกๆด้าน ถ้ายังพูดแบบเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ระวังญาติพี่น้องท่านสมัครและกลุ่มเสื้อแดงที่เคารพรักท่านสมัครจะออกมารุมประนามคุณทักษิณน่ะ ครับ
ยังไงท่านสมัครและคนใกล้ชิดท่านสมัครก็คงไม่ออกมาซัดโรงคุณทักษิณเนื่องจากทัศนคติทางการเมืองต่างกันหรอกครับ เพราะอดีตที่ผ่านมาท่านทักษิณก็ทำทุกอย่างเพื่อคุณทักษิณมาตลอด
คุณจอม เพชรประดับ
คุณจอม เพชรประดับ เป็นสือมวลชนที่กล้าหาญ กล้าทำในสิ่งที่สือทั้งหลายไม่กล้าทำ สมควรได้รับคำยกย่อง คนที่ใจแคบไม่พอใจการกระทำของคุณจอม แกล้งมาถามรับมาเท่าไร พยายามหาเรื่องใส่ความผิด จิตใจเช่นนี้เทียบได้ระนาบเดียวกับเด็กมาร์คหน้าหมี ไม่พอใจ อิจฉา ริษยา ที่เขาเก่งกว่า ประชาชนยอมรับมากกว่า ฮ่าๆๆ มันถึงได้พยายามหาเรื่องเขา ใส่ร้าย(เหมือนนิยายน้ำเน่า) ทั้งหลายหวกนี้ไม่รักประชาธิปไตย ชอบสันตีนบูท มีนายกแบบนี้ เมืองไทยล่มจมแน่
เห็นด้วยกับความเห็น ที่
เห็นด้วยกับความเห็น ที่ #258019
ของ คุณบุญเลิศ
================
"นักการเมืองและพรรคการเมืองเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาล้างผลาญกันเอง อ้างแต่หลักกฎหมายหรือหลักนิติศาสตร์และอ้างว่ามีอำนาจเต็มที่จะจัดการเพราะ เป็นรัฐบาลโดยแกล้งมองข้ามหลักรัฐศาสตร์ที่ต้องใช้ "การเมือง" เข้ามาผสมผสาน อีกทั้งลืมไปว่าการเป็นรัฐบาลที่ดีนั้น มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศให้กินดีอยู่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่มัวแต่จะคอยหักโค่นอีกฝ่ายหนึ่งอย่างมัวเมาในอำนาจ จนบ้านเมืองลุกเป็นไฟอยู่ในเวลานี้"
================
รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ควรไปเป็นเจ้่าภาพตามล่าตามล้าง ทักษิณ และกลุ่มเสื้อแดง ควรทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน เรื่องเหล่านั้นควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ ของกระบวนการยุติธรรม เพื่อลดการแตกแยกของประชาชนในชาติ
(แต่ทำไงได้ละนะ เพราะเขาเป็นแค่รัฐบาล หุ่นเชิด หุ่นกระบอก ก็ต้องขึ้นอยู่กับคนเชิด) ^^ ไม่เป็นตัวของตัวเอง
อย่ากังวลมากเลยค่ะ
อย่ากังวลมากเลยค่ะ จะอย่างไรซะ สื่อชั่ว คอยเสี้ยม ก็ได้ถูกตัดออกจากสารบบของความน่าเชื่อถือไปหมดแล้ว ทุกสื่งที่พวกนี้พูด ก็แค่สาดโคลนใส่กัน หาโอกาสจากวิกฤต เท่านั้นเอง
ตอนท่านสมัครยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้พูดออกมาจากปากท่านเอง สื่อที่ท่านรังเกียจ ก็มีสื่อช่อง 3 นี่แหละ ที่แน่ๆ
จริงแท้แน่แล้ว แต่คงจะยาก
จริงแท้แน่แล้ว แต่คงจะยาก ต้องรอให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบรรลัย แล้วจักกอบกู้ประเทศกันขึ้นใหม่ คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
คำถาม ของคนระยอง... ข้อที่ 1.
คำถาม ของคนระยอง...
ข้อที่ 1. วันนี้...เป้าหมายคนไทยทุกคน "ต้องการความสงบสุข-ต้องการหยุดความวุ่นวายของบ้านเมือง" ใช่หรือไม่?...
ข้อที่ 2. วิธีการ...แนวคิด-แนวการปฏิบัติ ไม่เหมือนกัน... คือ ฝ่ายทีกำลังเป็นรัฐบาลปัจจุบันใช้หลักการของทหารมาปกครองบ้านเมือง ...ฝ่ายถูกปฎิวัติ ใช้หลักการของพ่อค้ามาปกครองบ้านเมือง" ใช่หรือไม่?
ข้อที่ 3. เมื่อ มันมีวิธีการคนละแบบ-คนละความคิด แต่มีเป้าหมายเหมือกัน (ข้อที่ 1) ....แล้วทำไมยังไล่ล่าหาอดีตกันอยู่อีก...แล้วความต่างระหว่าง "ทหารกับพ่อค้า" หลักการใดควรนำมาใช้ในยุค โลกาภิวัฒน์
ท่าน สมัคร ก็ได้จากไปแล้วแต่พันธกิจของคนในชาติ-ในแผ่นดิน จวบจนรุ่นลูก-รุ่นหลาน จะต้องถูกครอบงำจาก "เผด็จการทหารอีกหรือ?...
เขาทำงานให้กับเฟชมีเดีย
เขาทำงานให้กับเฟชมีเดีย ของพานทองแท้ ชินวัตร มิใช่รึ
ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร
ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก็ตอบความข้อนี้ไม่ได้เสียแล้ว
เพราะได้จากไปเสียแล้ว
ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ก็ตอบไม่ได้เช่นกัน
เพราะสื่อช่องนั้นไม่ได้เชิญ และไม่ได้ให้โอกาสในการทำข่าวเรื่องนี้
คนที่มาโพสต์ข้อความในเรื่องนี้ต่ออีกนับว่าขาดความรับผิดชอบ
และไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกกล่าวถึง
ช่างเลวร้ายเสียจริงๆ กับความคิดเห็นของสื่อมวลชนที่ไม่รับผิดชอบ
สมัครคือนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคย
สมัครคือนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยหลอกตัวเอง แต่พูดถึงสมัครทีไร ผมกลับรู้สึกเหมือนโดนผีหลอก
ผมไม่เคยคิดถึงสมัครในฐานะนัก นสพ. ผู้ยิ่งใหญ่ เพราะนายสมัครน่าจะทำ นสพ. เพื่อรับใช้ความกระหายอำนาจทางการเมืองของตนมากกว่าอุดมการณ์ และในความคิดของผมสมัครคือปีศาจการเมืองขวาจัด ที่พร้อมจะรับใช้ใครก็ได้เพื่อให้ตัวเองได้มีอำนาจ ตั้งแต่เผด็จการทหารในยุคหลัง 6 ต.ค. 2519 จนถึงรับใช้ทักษิณในยุค 2551 และเขาไม่เคยรีรอที่จะใช้อำนาจนั้นกุดหัวฝ่ายตรงข้าม นอกเหนือจากการใช้โวหารทำลายผู้อื่นที่ทำอยู่เป็นประจำไม่ว่าในขณะที่มีอำนาจหรือไม่ก็ตาม
น่าเสียดายที่แกชิงตายเสียก่อนที่คดีทุจริตใน กทม. ที่แกถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมจะดำเนินไปจนถึงขั้นตั้งข้อกล่าวหา
ให้ท่านไปอย่างสงบเถอะ
ให้ท่านไปอย่างสงบเถอะ ท่านต่อสู้ตามแนวทางความคิดของท่านอย่างเชื่อมั่น มีพัฒนาการที่ดีสู่จุดสูงสุดคือการมาตามระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง
น่าเป็นตัวอย่างให้เพื่อนบางคนของผมที่อวดอ้างว่าเป็นผู้นำนักศึกษายุคพฤษภา แต่มีพัฒนาการที่ตกตำลง ยอมสนับสนุนคนที่เข้ามาโดยฝ่าฝืนระบอบประชาธิปไตย และ นิติรัฐ
ครับขอไว้อาลัยการจากไปขอท่านอ
ครับขอไว้อาลัยการจากไปขอท่านอดีตนายกสมัคร ท่านเป็นทั้งนักคิดนักเขียน และนักปฎิบัติจนถึงจุดสูงสุดของงานที่ทำ ถือเป็นหลายๆแบบอย่างที่ดีที่เป็นคุณูประการต่อบ้านเมือง(โดยเฉพาะไอเดียโครงข่ายใยแมงมุมที่ผมจำเสียงสำเนียงท่านได้แม่นนั้นคือคำพูดที่มีพลังมากกว่าบทบาทสื่อและบทบาทนักการเมืองทั่วๆไป) ที่ต้องคารวะคุณูประการตรงนั้น และไว้อาลัยต่อการจากไปหรือการสูญเสียบุคคลระดับสำคัญของประเทศ ขอให้ท่านสู่สุขคติ
ปล.หวังว่าท่านคงได้ใช้ไอเดียนี้บนสวรรค์สร้างถนนวงแหวนรอบนอกรอบกลางรอบในและโครงข่ายใยแมงมุมจัดจราจรบนสวรรค์(ส่วนรายการชิมไปบ่นไปที่สวรรค์ทำไม่ได้น่ะท่าน?เพราะที่นั้นอิ่มทิพย์เดี๋ยวโดนปลดฯแบบที่เมืองไทยอีก)
และถนนบายพาส สายตรงตัดตรง ส่งมายังคนบนโลกมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์หรือคนสื่อถึงสวรรค์ได้เหมือนท่านครับ
และขออโหสิกรรมต่างๆที่เคยกล่าวพาดพิงท่านไว้น่ะที่นี้ด้วยครับ
เราเคยเกลียดคุณสมัครมากๆมาก่อ
เราเคยเกลียดคุณสมัครมากๆมาก่อน เพราะเรื่องของ ตุลา 16/19
เนื่องจากความเป็น รอยัลลิสม์
เมื่อคุณสมัครกลับมาเป็นผู้ว่า กทม ก็เฉยๆ ความเกลียดลดลง
แต่เรื่องที่ท่านถูกฟ้องนั้น....ขอบอกว่า เชื่อท่าน มากกว่าไอ้คนที่ชนะ
ซึ่งใครๆก็รู้ ว่า ในช่วงเวลานั้น....ใครเป็นความกับท่าน "ท่านก็แพ้ทั้งนั้น"
ไม่ต้องไปเสียเวลาพูดกันถึงข้อเท็จ-จริง อะไรหรอก
นับถือน้ำใจท่าน ตรงที่ท่านเป็นนักสู้ ทั้งๆที่รู้ว่า "จะเจอกับอะไร"
ท่านอาจจะประเมินตัวเองผิด คิดว่า การเป็น ทาสที่ซื่อสัตย์ กับ "ขวา"
น่าจะเป็น "คนกลาง ที่จะประนีประนอมและหาจุดลงตัว ระหว่าง 2 ฝ่าย ได้ดี"
แต่ท่านก็ต้องเสียชีวิตไปอย่างเจ็บช้ำว่า.......
"คนที่ท่านเคยรัก เทอดทูนและแทบจะยกชีวิตให้ มาตลอดทั้งชีวิต ตนเองและตระกูล
เขาไม่ได้ สนใจใยดีท่านเลย แม้แต่น้อย กลับมองดูคนอื่น กระทืบท่านได้อย่างสบายใจมากๆ"
แต่ในตอนท้ายของชีวิต ท่านก็ได้เรียนรู้สิ่งนี้แล้ว
แต่ครอบครัวของท่าน ก็ยังใจไม่ถึงเท่ากับ "ท่านผู้หญิง พูนศุข พนมยงค์"
ส่วนเรื่องที่ว่า คุณทักษิณ ไม่ได้ทำอะไร ให้ท่านเลยนั้น
ลองดูตอน เจ้าหน้าที่วัด เลือกปลด หรีดของไอ้ม๊ากออก
แล้วเอาหรีดท่านทักษิณ และคุณหญิงอ้อ ขึ้นไว้แทน
คิดหรือว่า เจ้าหน้าที่วัด จะทำอะไรเอง โดยไม่มีใครสั่ง...????
คูณจอม
คูณจอม ยังไม่ลืมกลยุทธของชายไร้ชื่อไทยอีกหรือ อะไรที่จะสร้างความขัดเเย้งในสังคมมันไม่เคยหยุด ลองหยุดคิดสัก15นาทีคุณสามารถเรียงลำดับที่มันทำกับเพื่อนฝูง ทำกับผู้พักดี ทำกับชุมชน ทำกับประเทศชาติ ทำกับนายหลวงที่เรารักเทิดทูน