ไทยโพสต์แทบลอยด์ สัมภาษณ์‘อมรา พงศาพิชญ์’: บริบทลดสี

 
"การแบ่งสีมันเปลี่ยนนะมันมีวัฏจักรของมันและมันมีบริบทที่เปลี่ยน เวลาตั้ง 3 ปี 5 ปี การเห็นด้วยมันช่วงหนึ่งเมื่อเหตุการณ์คลี่คลายมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นอาจจะเปลี่ยนได้ ...ส่วนตัวเองก็-ความรู้สึกเปลี่ยนมากเลยในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมามีหลายๆอย่างเกิดขึ้นเพราะฉะนั้นการผูกมัดกับสีใดสีหนึ่งมันคลี่คลาย มันแกะออกแล้ว เพียงแต่ว่าค้างอยู่แค่ไหน"
 
ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเพราะผลการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ได้บางคนที่ไม่เคยทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาเลย บางคนมาจากระบบราชการ และบางคนก็มาจากภาคธุรกิจที่เคยมีปัญหากับการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมด้วยซ้ำ
 
แม้แต่ผู้ที่มาจากภาคประชาสังคมเองเช่น นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ก็ดูเหมือนจะพะยี่ห้อสีเหลือง ในฐานะที่ร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรมาตลอดขณะที่ อ.อมราเมื่อครั้งเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็เป็นตัวตั้งตัวตีนำนักวิชาการออกแถลงการณ์ขับไล่ทักษิณ
 
อย่างไรก็ดีมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเมื่อกรรมการสิทธิฯมีมติไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ กับม็อบเสื้อแดงในวันที่ 18-22 ก.ย. โดยเป็นข้อเสนอมาจากคณะอนุกรรมการชุด นพ.นิรันดร์
 
 
ไม่เห็นด้วยวิธีสรรหา
 
"ต้องเรียนรู้เยอะมาก การเป็นคณบดีก็มีประเด็นเรื่องนิสิตอาจารย์หรือหลักสูตรแต่มาอยู่ที่นี่แล้ว ประเด็นเป็นปัญหาของประชาชน มันใหญ่ เนื้อมันทั่วประเทศ แต่เนื่องจากเป็นคณบดีรัฐศาสตร์เนื้อ
มันจะเหมือนเนื้อเชิงรัฐศาสตร์อยู่แต่พอเข้ามาอยู่ที่นี่ก็ยังมีเรื่องภายในองค์กรพนักงานองค์กร โครงสร้างซึ่งเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรพันธุ์ใหม่ที่ไม่เหมือนใครเขา ก็ยังมีความแตกต่างและก็มีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจเยอะ"
 
อ.อมราเกริ่นให้ฟังถึงการเปลี่ยนภาระหน้าที่แต่ในส่วนเนื้อหางานสิทธิมนุษยชนก็เป็นงานที่ทำมาก่อน
 
"เคยทำวิจัยและเนื้อหาการสอนก็จะเป็นทำนองนี้ก็คือเรื่องคนจนผู้ด้อยโอกาส เด็กผู้หญิง คนแก่ และทำวิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อม เคยเป็นกรรมการ EIA เนื้อทั่วๆ ไปก็ออกทางนี้ ไม่ใหม่เสียทีเดียว"
 
แต่การบริหารองค์กรเป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะเมื่อกรรมการสิทธิฯ ชุดที่แล้วมีปัญหากันเยอะ
"ก็ทราบอยู่นะว่ามีปัญหาก็ไม่ได้คิดอะไรมากแต่พอเริ่มรู้มันมากกว่าที่เราคิดคือเราคิดว่าธรรมดา ทำงานที่ไหนก็มีปัญหา แต่ปรากฏว่าปัญหาที่นี่มันคนละแบบ ก็ต้องค่อยๆ ปรับไป"
 
มีความแตกแยกอยู่ด้วยหรือเปล่า
"ใช่แต่ที่ไหนก็มีความแตกแยกคณะรัฐศาสตร์ก็มียิ่งคณะรัฐศาสตร์ยิ่งแตกเพราะทุกคนเก่งทุกคนมีความเห็นส่วนตัวดังนั้นเราก็รู้ว่าใครเป็นใครและจะทำอะไรกับใคร เราก็เดาได้ เรื่องนี้ไม่ต้องไปพูดกับคนนี้ เขาไม่เอาด้วย ถ้าเราเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเพราะรู้ว่าใครเป็นใคร ก็พอทำงานได้"
 
กรรมการสิทธิชุดที่แล้วมาจากคนที่เคยทำงานภาคประชาสังคมเกือบทั้งหมดแต่พอมาดำรงตำแหน่งก็มีปัญหาแตกแยกกัน
"ที่จริงไม่แน่ใจนะลองดูให้ดี11 คน แต่ก็เยอะ มันคงเป็นสไตล์การทำงานด้วย หรือว่าวิธีคิดด้วย แต่ก็ธรรมดา จะเอาคน 10 คนมาให้คิดเหมือนกันคงไม่ได้"
 
แล้วพอมาชุดนี้ profile ยิ่งต่างกันกว่าชุดที่แล้ว
"อันนี้ยังประเมินไม่ได้ ความจริงชุดที่แล้วก็ดูเขาห่างๆ ชุดเราตอนนี้ พอดีคนน้อยลงด้วย เหลือ 7 คน ต้องขอดูก่อน และมีเนื้องานเพิ่ม เรื่องฟ้อง ฉะนั้นก็มีเนื้องานส่วนนั้นที่นักกฎหมายทำ ก็มีที่ให้คนที่มาจากสายกฎหมายได้ทำ"
 
องค์ประกอบของชุดนี้มาจาก3 ส่วนคือ ระบบราชการ ภาคประชาสังคม และนักธุรกิจ ถือว่าแตกต่างจากชุดก่อนค่อนข้างมาก
"มากตรงที่มีตัวแทนภาคเอกชน ชุดที่แล้วไม่มีเลยแต่บางคนในชุดที่แล้วก็นึกไม่ออกว่าจะวางเขาไว้ที่ไหน"
 
"วิธีการสรรหาแตกต่างกัน ชุดก่อนเขากระจายการสรรหาออกเป็น 25 หรือ 26 กลุ่มย่อย เพื่อไปหาชื่อมาชุดนี้รวบรัด แต่พูดถึงกระบวนการสรรหาก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับองค์ประกอบของกรรมการสรรหานะอันนี้รู้สึกตั้งแต่เมื่อเขาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กันแล้ว ที่สรุปว่าองค์ประกอบของกรรมการสรรหา 7 คน ที่ใช้กับศาลให้เอามาใช้กับกรรมการสิทธิฯด้วย เพราะเราไม่ใช่ศาล และเราไม่ใช่ ป.ป.ช หรือ กกต. แม้แต่ ป.ป.ช กับ กกต.ก็ไม่แน่ใจว่าเห็นด้วยหรือเปล่า แต่ที่รู้สึกมากคือกรรมการสิทธิฯ เพราะสนใจอยู่7 คนที่เป็นกรรมการสรรหาก็จะมีประธานศาล 3 ศาล ประธานสภาผู้แทน ผู้แทนฝ่ายค้าน ก็โอเคแต่อีก2 ตำแหน่ง บุคคลที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก 1 คน กับบุคคลที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองคัดเลือก 1 คน สองคนนี้ไม่จำเป็นต้องมาจากสายศาล สำหรับคณะกรรมการสิทธิ"
 
"อันนี้ก็พยายามพูดและพยายามปรึกษาอยู่ว่าใน..บ.ของกรรมการสิทธิสองคนนี้เราจะระบุลงไปได้ไหมว่าให้คัดเลือกจากตัวแทนในวงกว้างกว่าศาลและอัยการ โดยเลือกจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคมตรงนี้พยายามคุยและคงต้องใช้เวลาเพราะถ้าถามประโยคแรกอย่างนี้คำตอบแรกก็คือไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แต่สิ่งที่อยากเสนอคือไปแก้ใน พ..บ.ของเรา ว่าให้คำนึงถึงการคัดเลือกผู้แทนจากวงกว้างน่าจะมีประโยชน์เพราะอย่างน้อยก็จะได้2 ที่ ที่ไม่ได้มาจากสายศาล ตอนนี้มาจากสายศาลตั้ง 5 คน"
 
ซึ่งศาลไม่มีประสบการณ์ด้านนี้
"ไม่มีประสบการณ์วงกว้างและก็แทบที่จะได้มองเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างน้อยเมื่อ 10 ปีที่แล้วแทบจะไม่มีใครรู้จักอันนี้ก็ต้องชื่นชมกรรมการชุดเก่าว่าได้บุกเบิกสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ให้กับประชาสังคมและให้กับชุมชนในประเทศให้รู้จักมากขึ้น"
 
แล้วอาจารย์ได้มาอย่างไร
"ได้ยินมาว่าเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับการคัดเลือกตอนแรกไม่นึกว่าเราแย่ขนาดนั้นไม่ได้คิดอะไรมากนะแต่พอมาได้ยินว่า-รู้หรือเปล่าว่าได้ที่โหล่-อ๋อเหรอขนาดนั้นเชียวเหรอก็ไม่เป็นไรแต่อยากให้เพื่อนๆหลายคนได้เข้ามาด้วยก็ไม่ได้คงเป็นเพราะกรรมการสรรหาประกอบด้วยสายศาลมากเกินไป"
 
ก็เป็นที่วิจารณ์กันมากว่ากรรมการสรรหาเอียงข้างคือไม่ใช่ลำเอียง แต่เอียงไปในทัศนะของระบบราชการมากกว่าทัศนะภาคประชาสังคม
"ใช่ขึ้นอยู่กับภูมิหลังของกรรมการสรรหาภูมิหลังของกรรมการสรรหามาสายศาลหมดนอกจากคุณชัยชิดชอบ ก็เลยเอียงแบบนี้ เขาอาจจะบอกว่าคละแล้ว แต่ผู้หญิงก็ยังได้น้อยนะ ได้แค่ 2 ทั้งๆ ที่เขาบอกว่าให้คำนึงถึงสัดส่วนหญิงชาย 2 จาก 7 นี่ยังน้อยนะ ต้องอย่างน้อย 3"
 
ที่มาอย่างนี้ก็เป็นแรงกดดันการทำงานเพราะองค์กรสิทธิมนุษยชนที่อยู่ภายนอกก็ไม่ยอมรับกรรมการชุดนี้
"ก็เป็นองค์กรสายสิทธิมนุษยชนสายหนึ่งวิธีการได้มาตรงนี้เราถูกวิจารณ์มากก็เลยไปศึกษาของต่างประเทศประเทศอื่นก็ไม่ได้ดีกว่าจริงๆแล้วมีปัญหาแทบทุกประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับอินเตอร์พยายามผลักดันเรื่องนี้ในทุกประเทศไม่ใช่เฉพาะประเทศเราเพราะอยากได้ความหลากหลายอยากได้ตัวแทนที่เป็นตัวแทนจริงๆแต่ในหลายๆประเทศรัฐบาลสั่งมาทั้งนั้น และหลายประเทศก็เป็นกลไกของรัฐก็ต้องรับอยู่ที่ไทยเราจะกล้าแสดงความกล้าหาญและเปิดมากกว่านี้ไหมการเลือกกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ไทยนำในเรื่องของการเปิดกว้าง ประเทศอื่นก็ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวแทนรัฐพอดีเขาเรียกว่าInter Governmental มันก็เลยเหมือนเป็นของรัฐเพราะฉะนั้นองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนจึงเป็นแขนขาของรัฐ และรัฐเลือก แต่ของไทยท่านรัฐมนตรีก็เปิดกว้างอยากให้ภาคประชาสังคมเข้ามาเราก็จะเป็นผู้นำในแง่ของคณะกรรมการสิทธิฯเหมือนกัน ถ้ารัฐบาลไทยจะแสดงตัวเป็นผู้นำ ก็น่าที่จะเปิดให้ภาคประชาสังคมหรือภาคอื่นๆ เข้ามาอยู่ในกระบวนการสรรหามากกว่านี้ เพราะจะได้เลือกผู้แทนที่มาจากวงกว้างกว่านี้"
 
แต่ชุดนี้ที่จะทำงานไปก่อนก็จะมีปัญหา
"ก็ต้องพยายามทำด้วยความระมัดระวัง ในส่วนหนึ่งก็เป็นเสียงเตือนกรรมการทุกคนว่า คุณต้องคำนึงถึงเสียงข้างนอกด้วยก็คงต้องค่อยๆ ดูไป เสียงครหาเรารับฟัง และเราก็คงต้องพยายามทำอย่างดีที่สุด"
 
 
แกะสี
 
สาเหตุหนึ่งที่กรรมการสิทธิชุดนี้ถูกจับตา ก็เพราะรู้สึกว่าได้รับเลือกมาจากรัฐราชการ แม้อาจารย์เคยทำงานภาคประชาสังคม แต่ก็ได้รับเลือกมาจากสายรัฐราชการ...
"ที่เขาไม่เอาทักษิณ" อ.อมราสรุปให้ทันที จนเราหัวเราะ
 
อาจารย์พูดตรงดี ก็คือคนอาจจะมองว่าฝ่ายไม่เอาทักษิณเลือกอาจารย์มาคุมตรงนี้
"ก็เป็นไปได้ถ้าเขามองอย่างนั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมเขามองอย่างนั้น แต่ว่า ณ วันนี้สถานการณ์มันคลี่คลายมากและการเกิดสีเหลืองสีแดง-ที่จริงการเกิดสีแดงก็เป็นเรื่องดี มันเห็นเลยว่าทุกวันนี้บ้านเราพร้อมแล้วนะที่จะมีหลายๆ สี และพร้อมที่จะยอมรับความแตกต่างทางความคิด วันนั้นไม่รู้ใครพูดว่าจะ
ยอมรับได้ไหมถ้าสีแดงบอกว่าจะชุมนุมทุกเดือนดิฉันคิดว่าสังคมยอมรับได้แล้วและสีเหลืองเขาจะตั้งพรรค หรือสีอื่นจะอย่างนั้นอย่างนี้ ก็รับกันได้ วันนี้ใครจะอยู่สีไหนก็ไม่เป็นไร ดิฉันคิดว่าสังคมเราก้าวไปอีกก้าวหนึ่งแล้วและน่าที่จะใช้ประโยชน์จากการยอมรับความคิดเห็นต่างแบบนี้ คณะกรรมการสิทธิฯชุดนี้ถูกท้าทายก็เลยรู้ตัวว่าเราจะต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวังดิฉันเดาเอาเองนะว่าทุกคนคิดอย่างนั้นและทุกคนก็คงต้องพิสูจน์ตัวเองว่าที่เขาปรามาสไว้นั้นไม่จริงก็แล้วแต่ใครจะจัดการตัวเองอย่างไร"
 
การที่ออกมาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับพ.ร.บ.ความมั่นคงเป็นความพยายามที่จะพิสูจน์ตรงนี้ด้วยหรือเปล่า
"คือในแง่หลักสิทธิมนุษยชนแล้วสิทธิในการชุมนุมต้องมีมันต้องมีแน่นอนและการที่จะออกกฎหมายมาเพื่อข่มขู่-คือคนที่ออกกฎหมายเขาจะบอกว่าไม่ใช่เขาจะบอกว่ากฎหมายความมั่นคงไม่ใช่ห้าม ก็แล้วแต่จะอ้างกันเราถกเถียงกันฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าการใช้กฎหมายนี้ยังไม่จำเป็นเพราะยังไม่มีสถานการณ์ที่รุนแรงก็ยังไม่ควรใช้แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของการเตรียมการ อันนี้ก็แล้วแต่ ฝ่ายหนึ่งบอกเตรียมการถ้าจำเป็นต้องใช้ก็มีให้เขาใช้อีกฝ่ายบอกว่าเรื่องเตรียมการมันต้องเตรียมอยู่แล้ว ของทุกอย่างต้องมีอยู่พร้อมที่จะให้เรียกใช้โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายนี้ขึ้นมา ก็เป็นข้อคิดเห็นที่แตกต่างกัน"
 
ที่จริงคนร่วมร่างก็คือ อ.ปณิธาน วัฒนายากร (เราสัพยอกในฐานะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยกัน)
"ตั้งแต่สมัยโน้น เขาร่างกันมาหลายสมัยแล้ว อ.ปณิธานอยู่ด้วยในทุกสมัยที่ร่าง สมัยทักษิณด้วย ที่จริงที่คณะเราก็ท้วงกันตั้งแต่ตอนนั้น เรื่องนี้ที่คณะฯก็ท้วงมาตลอด"
 
คนที่ออกมาแถลงคือหมอนิรันดร์ เป็นความตั้งใจแสดงบทบาทหรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้ก็ร่วมกับพันธมิตรมาตลอด
"หมอนิรันดร์ออกในนามของอนุกรรมการ ท่านเป็นประธานอนุกรรมการชุดนั้น และก็เห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหลายหมอนิรันดร์ก็จะออกมาในนามของอนุกรรมการซึ่งไม่รู้สาธารณชนตีความว่าอย่างไร
แต่หมอจะออกในแง่นั้นเพราะออกไวทันที่ที่อนุฯประชุมเสร็จ นักข่าวก็ตามถาม ก็ยินดีแสดงความคิดเห็นเพราะเจ้าตัวก็คิดอย่างนั้น ในแง่ของกรรมการส่วนรวมอาจจะไม่ชัดเจนขนาดนั้นเพราะมีตั้ง 7 คน"
 
"หมอนิรันดร์ออกออกในนามอนุฯแต่เราก็เอามาคุยกันต่อและก็มีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้าง โดยประธานได้ทำเรื่องถึงนายกต้องบอกตรงๆว่ามี2 แนว แนวหนึ่งบอกเตรียมพร้อม อีกแนวหนึ่งบอกไม่ต้องเตรียมควรจะมีทุกอย่างพร้อมอยู่คือเรียกเมื่อไหร่ก็ได้ก็เป็น2 แนวคิด ในฐานะประธานก็เซ็นไป"
 
ในความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ สีแดงสีเหลือง จะมีปัญหาในการมองเรื่องสิทธิมนุษยชน จะเข้ามาที่กรรมการสิทธิฯ ตลอด อาจารย์มองว่าสถานการณ์จะคลี่คลายอย่างไร
"อย่างที่บอกว่าเรื่องสีแดงสีเหลืองและสีอื่นเป็นปรากฏการณ์ที่ดี และถ้าสังคมยอมรับความหลากหลายมากกว่าสองคืออยู่ที่คณะฯเราก็จะบอกว่าโลกนี้เราแบ่งออกเป็น 2 ขั้วไม่ได้ มันมีมากกว่า 2 ขั้ว มันต้องมีตัวอื่นอีกเพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่แบ่งเป็น 2 ขั้วเมื่อไหร่เราก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น และเราไม่ต้องเลือกฝ่าย วันนี้เราอาจจะเชียร์แดง วันหนึ่งเราอาจจะเชียร์เขียว ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นถ้าแนวโน้มสังคมไทยเป็นอย่างนั้นกรรมการสิทธิฯไม่มีทางเลือกนะนอกจากยืนอยู่บนหลักการนั้นถ้าเรื่องนี้สีนี้ว่าอย่างนี้เราสนับสนุนถ้าอีกเรื่องหนึ่งใครว่าอย่างหนึ่งและตามหลักสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างนั้น ก็ว่าอย่างนั้นคิดว่าตรงนี้ส่วนตัวแล้วไม่หนักใจเลยตราบเท่าที่เราไม่ต้องเลือกขั้วเราก็ไปตามเนื้องาน"
 
แต่ตัวบุคคล
"ต้องยอมรับว่า7 คนจะเหมือนกันลำบากคงต่างกัน ดิฉันพูดอยู่เรื่อยในหมู่พวกเราว่า เวลาคุยอะไรอาจจะต้องเริ่มบอกว่าตามหลักสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างนี้แต่ส่วนตัวแล้วว่าอย่างนี้คิดว่าอาจจะ
ต้องเป็นวิธีพูดที่กรรมการสิทธิจำเป็นต้องเลือกใช้เพราะบางคนอาจจะไม่ค่อยเห็นด้วยเรื่องหลายเรื่องจะเป็นปัญหาอย่างโทษประหารอะไรอย่างนี้ในเรื่องโทษประหารแน่นอนตามหลักสิทธิมนุษยชนก็ไม่ควรสนับสนุนแต่แต่ละคนอาจจะคิดต่างกันต้องมานั่งดูบริบทคนที่คิดไม่เห็นด้วยก็อาจจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็แล้วแต่บุคคล"
 
เราสู้กันมาในสังคมไทยตั้ง3 ปีสงครามแบ่งสีมันทำให้ทุกคนแบ่งข้างกันไปหมดแล้ว บุคคลที่มาเป็นกรรมการสิทธิฯก็ได้แสดงท่าทีของการแบ่งข้างไปแล้ว
"แต่การแบ่งสีมันเปลี่ยนนะมันมีวัฏจักรของมันและมันมีบริบทที่เปลี่ยนเวลาตั้ง 3 ปี 5 ปี การเห็นด้วยมันช่วงหนึ่งและเหตุการณ์มันคลี่คลายมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น อาจจะเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นการมีจุดยืนอย่างนี้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอาจจะปรับเปลี่ยนลดความเข้มข้นลงได้เยอะด้วย ขึ้นอยู่กับมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างมันไม่ได้ตายตัวนะจะว่าเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสีก็อาจจะคล้าย ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมในช่วงนั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น"
 
มันขึ้นกับแต่ละคนจะติดอยู่แค่ไหนยังต้องการเอาชนะอยู่หรือเปล่า ถ้าอยู่ฝ่ายเหลืองและยังต้องการเอาชนะก็จะมองว่าฝ่ายแดงทำอะไรไม่ได้เลย
"แต่ในกรรมการ 7 คน ดิฉันคิดว่าไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ยึดขนาดนั้น และส่วนตัวเองก็-มันเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยนมากเลยในช่วง3-5 ปีที่ผ่านมา และมันมีหลายๆ อย่างเกิดขึ้นเพราะฉะนั้นการผูกมัดกับสีใดสีหนึ่งมันคลี่คลาย มันแกะออกแล้ว เพียงแต่ว่าค้างอยู่แค่ไหน"
 
อาจารย์จะบอกว่าตอนแรกที่ไม่เอาทักษิณ การเลือกสีเหลืองของอาจารย์ถูก แต่ตอนหลัง...
"แน่นอนเรื่องไม่เอาทักษิณยังอยู่ แต่เรื่องอื่นไม่ได้เห็นด้วย"
 
โอเคเราไม่เคยเห็นอาจารย์ไปขึ้นเวทีในทำเนียบ ในสนามบิน แต่คณะรัฐศาสตร์ที่อาจารย์เคยเป็นคณบดี แม้จะเกษียณในช่วงนั้น ก็มีบทบาทที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก เช่นการไปเดินสายต่างประเทศโปรโมทรัฐประหาร
"อันนั้นก็ถูกชวนไปแล้วไม่ได้ไป ส่วนตัวแล้วเวลาจะตัดสินใจทำอะไรก็คิดมากเหมือนกันบางอย่างที่ไม่สบายใจเราก็ไม่ทำ ก็แค่นั้น"
 
ภาพคือนักวิชาการกลุ่มเดียวกับอาจารย์ไปสนับสนุนรัฐประหารเต็มที่ทั้งที่ขัดหลักวิชารัฐศาสตร์ อาจารย์ก็ถูกมองไปด้วย
"ก็คงเป็นไปได้ แต่ก็ถอยออกมานะ"
 
ในฐานะนักรัฐศาสตร์และนักสิทธิมนุษยชนอาจารย์จะมองการคัดค้านทักษิณจนนำไปสู่รัฐประหารอย่างไร
"ตอนนี้เขาก็สรุปชัดแล้วว่า 3 ปีปฏิวัติ มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง มันชัด พันธมิตรก็ไปตั้งพรรค ก็เป็นการคลี่คลายของเขา ก็ดีแล้ว ใครอยากไปทางไหนก็ไป มีเพิ่มมากขึ้นและก็เลิกแบ่งขั้ว แต่ก็ดีใจนะว่าสังคมไทยยอมรับสีแดงมากขึ้น"
 
แต่หลังรัฐประหาร 3 ปี อำนาจแฝงก็ยังอยู่ ผ่านองค์กรอิสระ อาจรวมทั้งกรรมการสิทธิฯด้วย
"ไม่รู้เหมือนกันพอเจอคำถามอย่างนี้ก็จะคิดว่าแล้วระหว่าง 7 คนนี้คนอื่นเขาเป็นอย่างไร ไม่รู้เขาอยู่ตรงไหน"
 
 
"ไม่ใช่ NGO"
 
ภาพรวมของกรรมการสิทธิแม้แต่ฝ่ายเหลืองก็ไม่พอใจที่มีตัวแทนเอกชนเข้ามามีตัวแทนระบบราชการแทนที่จะเป็นตัวแทนภาคประชาสังคมที่อยู่ในเครือข่ายพันธมิตรฝ่ายแดงยิ่งไม่พอใจใหญ่เพราะมองว่ามาจากสายรัฐประหาร มีคนบอกว่าในอนุกรรมการบางชุดมีพวกพันธมิตรเต็มเลย
 
อ.อมราหัวเราะ เป็นเชิงรับรู้
"อันนี้เรียนตรงๆว่าเราได้พยายามชวนสีแดงมาบ้างเหมือนกันเขาก็ไม่สบายใจที่จะมา คือยังไม่พร้อมที่จะเจอกัน คงต้องให้เวลา"
 
แล้วคนที่มาจากระบบราชการและภาคธุรกิจจะเป็นปัญหาไหมที่พูดไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล แต่คนที่เติบโตในระบบราชการมาตลอด มานั่งเป็นกรรมการสิทธิ เขาก็จะคิดอีกแบบ เช่นคนที่มาจากตำรวจ รับเรื่องตำรวจถูกร้องเรียน เขาก็จะมองต่างจากคนที่มาจากภาคประชาสังคม
"การทำงานก็คงจะถูกครหาว่าปกป้องพวกเดียวกันบ้างแต่เนื่องจากถูกปรามาสไว้เยอะเข้าใจว่าก็ต้องระวังไม่ให้เป็นไปอย่างที่ถูกปรามาสไว้ อันนี้ก็ต้องให้เจ้าตัวพิสูจน์ ที่จริงการปรามาสไว้ก็เป็นสิ่งดีนะ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเผลอและมันก็เป็นอะไรที่สามารถเอามาเตือนซึ่งกันและกันได้เรื่อยๆ ในแง่ขององค์ประกอบของกรรมการสรรหาก็ยังอยากผลักดันต่อ ให้เกิดความเข้าใจว่ากรรมการสรรหา 7 คน 2 คนควรจะเป็นตัวแทนจากวงกว้าง"
 
เฉพาะหน้าได้ยินว่าอนุกรรมการจาก กป.อพช.ถอนตัวไปเยอะ เพราะไม่ยอมรับเรื่องที่มา
"ไม่แน่ใจเห็นว่าเขาจะคุยกัน วันนั้นถามเขาตรงๆ เห็นว่าจะคุยกันให้รู้เรื่องว่าจะเอาอย่างไร แต่ไม่ได้ข่าวว่าเขาคุยกันหรือเปล่าก็แล้วแต่ เพียงแต่เราก็คงต้องทำงานกับเอ็นจีโอ ไม่ทำได้อย่างไรcase ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากเอ็นจีโอ มาช่วยผลักดัน ภาคประชาสังคมไปช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้านชาวบ้านถึงมีความกล้าหาญพอที่จะมาร้องเรียน ที่นี่ก็ไม่ได้มีคนมากมาย ถ้าให้ที่นี่ทำหมดไม่ไหวนะ กำลังคนไม่พอ"
 
มันมีเรื่องที่อาจารย์พูดตอนรับตำแหน่งว่า ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ NGO
"ดิฉันเข้าใจว่าสิ่งที่ตั้งใจพูดกับสิ่งที่ทางกป.รับรู้ ไม่ทราบว่ามันผ่านไปกี่ขั้น เพราะสิ่งที่เขารับรู้และตีความไม่ตรงกับสิ่งที่ตั้งใจพูดซึ่งอันนี้ก็เสียใจนะเพราะดิฉันมองตัวเองว่าเป็นเอ็นจีโอมาตลอด เป็นนักวิชาการเอ็นจีโอมาตลอด หลายองค์กรมาก พอเพื่อนเข้าใจผิดอย่างนี้ก็เสียใจ และไม่นึกว่าเขาจะไม่เข้าใจ ก็อยากจะบอกตรงนี้ว่าสิ่งที่พูดคือ เราเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ และเราก็สมควรที่จะต้องทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบเรื่องสิทธิมนุษยชนมีเอ็นจีโอทำอยู่แล้วและก็มีสภาทนายความช่วยกรองอยู่เราก็จะต้องทำงานด้วยกันและเราก็จะต้องทำอะไรที่จะมีผลทางด้านนโยบายและทางด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้ได้มาก"
 
"คือไม่ได้หมายความว่าเอ็นจีโอไม่ดีดิฉันเข้าใจว่าเขาไปตีความด้วยความน้อยใจได้ยินเสียงกลับมาบอกว่าพูดไปก็เหมือนกับว่าเอ็นจีโอไม่ดี แล้วเอ็นจีโอไม่ดีตรงไหน ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เลย คือเราต้องเล่นกันคนละบทเรามีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันเอ็นจีโอก็เล่นบทเอ็นจีโอองค์กรอิสระก็ต้องเล่นบทองค์กรอิสระ แต่ทำงานด้วยกันและไปข้างหน้าด้วยกัน พูดถึงสภาทนายความด้วยเหมือนกัน คือเขาก็มีหน้าที่ฟ้อง สำนักงานทนายความทั้งหลายก็ฟ้อง เผื่อว่าเราจะทำอะไรที่มันมี impact มากหน่อย เราก็จะฟ้องในเรื่องที่จะมีผลต่อคนเยอะๆ และร่วมกันผลักดันนโยบาย เพื่อนที่รู้จักกันดีเขาก็สะท้อนกลับมาว่า เขาไม่เชื่อว่าตั้งใจพูดในเชิงดูถูกเอ็นจีโอ แต่ก็มีเพื่อนที่นึกว่าก็รู้จักกันเพราะเจอกันมา 20-30 ปีที่เข้าใจผิดก็เสียใจและก็ยังยืนยันว่าเราต้องทำงานไปด้วยกันและก็ช่วยกัน บทบาทคนละบทบาทผลักดันไปด้วยกัน มันน่าจะมีผลกว่าที่เราจะทำเหมือนกัน"
 
ฟังเสียงสะท้อนว่าอาจารย์พูดเหมือนกรรมการสิทธิจะพยายามเป็นกลางแต่NGO เขาเห็นว่ากรรมการสิทธิต้องเป็นกึ่งๆ ฝ่ายค้าน เป็นตัวแทนของผู้เสียเปรียบในการต่อสู้เรียกร้องจากรัฐ
"คอนเซ็ปต์สิทธิมนุษยชนคือการทำงานกับผู้ที่ด้อยโอกาสที่มีอำนาจน้อยกว่า และช่วยยกฐานะเขาให้มีสิทธิมีเสียงเพื่อต่อสู้กับผู้มีอำนาจอันนี้เป็นคอนเซ็ปต์ของเรื่องสิทธิมนุษยชนคือเราช่วยผู้ที่ไม่มีเสียงทางอำนาจให้พอมีเสียงมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับผู้มีอำนาจไม่แน่ใจเลยว่าเคยพูดเรื่อความเป็นกลาง ตอนให้นโยบายกับคนทำงานที่นี่ก็เน้นคือพอดีก่อนมาที่นี่3 ปีเป็นผู้อำนวยการหลักสูตรสันติภาพและความขัดแย้งเราชัดเจนมากในตำราสันติภาพและความขัดแย้ง ความขัดแย้งรุนแรง ความขัดแย้งที่เนิ่นนานและความขัดแย้งเชิงอำนาจถ้าเกิดขึ้นและคู่กรณีมีฐานอำนาจไม่เท่ากันเราต้องให้แต้มต่อผู้ที่มีฐานอำนาจน้อยกว่า"
 
แล้วที่บอกว่าไม่ใช่ฝ่ายค้าน
"ก็ไม่ใช่ฝ่ายค้านแบบพรรคฝ่ายค้าน"
 
แต่กรรมการสิทธิก็ต้องเป็นฝ่ายค้านของระบบราชการและรัฐบาล ไม่ใช่หรือ
"เราเป็นองค์กรตรวจสอบรัฐไม่ใช่ฝ่ายค้านของรัฐ ในเรื่องของการเป็นองค์กรตรวจสอบรัฐถ้าเจออะไร-อันนี้ดิฉันย้ำไปแล้วนะถ้าเจออะไรที่แก้ไขได้ก็คุยกับหน่วยงานนั้นๆและช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่ไปแนะนำเขาคือรัฐธรรมนูญ2540 บอกว่าให้คำแนะนำหรือให้ข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานนั้น ดิฉันพูดเสมอตั้งแต่ทำงานมา3 เดือน ว่าเราไม่ไปเที่ยวเสนอแนะเขาเฉยๆ เช่นไปบอกว่ากระทรวงมหาดไทยต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ดิฉันคิดว่ามันไร้ประโยชน์ เพราะเขาก็จะรู้สึกว่าเรื่องอะไรมาสั่งเขา ดังนั้นเราทำงานไปด้วยกันซึ่งกรรมการชุดเก่าก็ทำเยอะนะ ไกล่เกลี่ยหรือจัดการให้มันคลี่คลาย จำได้ว่าตอนให้สัมภาษณ์ก็บอกว่าเราต้องไปให้ไกลกว่านั้นไปไกลกว่านั้นก็คือพยายามคลี่คลายปัญหา คือในรัฐธรรมนูญ 2540 จะบอกว่าให้ข้อเสนอแนะ พรบ.สิทธิมนุษยชน 2542 ให้ข้อเสนอแนะ และก็ให้แจ้งหน่วยงานให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ และให้ฟ้องนายกฯ ซึ่งจากที่ดู เมื่อแจ้งไปถึงนายกฯ นายกฯ ก็ส่งไปให้ที่หน่วยงานนั้นอยู่ดีและหน่วยงานนั้นก็บอกว่าเขาทำแล้ว อย่างนี้ เราจะไปให้ไกลกว่านั้นได้อย่างไร คือใช้ในความหมายนั้น"
 
 
เข้าใจสิทธิจากมิติโจร
 
การทำงานในภาพรวมนอกจากรับเรื่องร้องเรียนกรรมการสิทธิควรทำงานเชิงรุกด้านไหนบ้าง
"คงมีประเด็นเราจะต้องเลือกประเด็นที่คิดว่าควรจะได้รับความดูแลอย่างครบถ้วน ผลักดันเชิงนโยบายเรื่องสัญชาติชนกลุ่มน้อยเรื่องภาคใต้อันนี้ความสนใจส่วนตัวและประสบการณ์ส่วนตัวด้วย ส่วนเรื่องทรัพยากรเหนื่อยมากมันเยอะเหลือเกิน ไม่แน่ใจว่าเราจะดึงเรื่องไหนมาผลักดันได้มากน้อยแค่ไหนการที่เกิดการร้องเรียนและเราเข้าไปมีส่วนรับรู้ตั้งแต่ต้นคนที่รับผิดชอบก็จะเข้าใจเรื่องสิทธิมากขึ้นเป็นความหวังส่วนตัวว่าหน่วยงานรัฐกระทรวง ทบวง กรม พอมีเรื่องเข้ามาจะมาทำชุ่ยๆ เขาคงเลิกแล้ว เขาคงต้องทำอย่างเต็มที่"
 
ปัญหาทรัพยากรเยอะขนาดไหน
"เยอะมาก มีทุกเรื่อง คงต้องเริ่มจากมาบตาพุดก่อนเรื่องอื่น เรื่องน้ำเรื่องเขื่อนก็ยังเหมือนเดิม ดีที่ยายไฮได้เงิน เรื่องเขื่อนทำมาตั้งแต่มีปัญหา อยู่ฝ่ายโน้นบ้างฝ่ายนี้บ้าง เป็นกรรมการ EIA ก็เป็น จนเจ้าหน้าที่กรมชลฯเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เขาเลิกคบ (หัวเราะ) และเขาก็ไล่เราออกจากกรรมการ EIA เพราะอยู่แล้วโครงการไม่คลอดเลย ก็เคยทำหน้าที่นั้น เขื่อนปากมูล ราษีไศล หนักมากทุกกรณี"
 
มาบตาพุดนี่เรื่องใหญ่
"ใหญ่มากเลยนายกฯ ตั้งกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาที่คุณสาทิตย์วงศ์หนองเตยเป็นประธาน ตรงนั้นไม่รู้จะช่วยได้แค่ไหนหมอนิรันดร์พยายามเชื่อมตรงนั้นอยู่กรรมการชุดเดิมก็เคยส่งไปสำนักนายกฯหลายเรื่อง หวังว่าจะช่วยเข้ามาดูแล"
 
อาจารย์มองเรื่องสิทธิการชุมนุมอย่างไรเพราะตอนนี้มีปัญหาไม่ใช่แค่สีเหลืองสีแดง กรรมกรไทรอัมพ์ก็เจอ ม็อบคนขายหวยถูกออกหมายจับ
"สิทธิในการชุมนุมคงต้องมีข้อแม้ว่าไม่สร้างความเดือดร้อนส่วนตัวแล้วยังอยากเห็นพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ แต่ก็เห็นว่าหลายคนค้าน เพราะต้องมีสิทธิในการชุมนุม แต่ก็ต้องมีวิธีการที่จะดูแลกัน ถ้า พรบ.การชุมนุมสาธารณะมีลักษณะที่เอื้อให้เกิดการชุมนุมได้แต่มีกฏเกณฑ์บ้างก็น่าจะเป้นทางออกจะได้ไม่ต้องใช้พรบ.ความมั่นคงม็อบเกษตรทั้งหลายต้องเกี่ยวด้วยแน่นอน หรืออย่างม็อบแรงงานที่เขาอ้างถึงการใช้LRAD(เครื่องรบกวนพิเศษระยะไกล) ก็ดีในแง่ที่นำเรื่องนี้มาสู่สาธารณะและเป็นการเตือนตำรวจว่าLRAD ที่บอกว่าปลอดภัย หรือใครว่าไม่ละเมิดสิทธิ แท้ที่จริงทางด้านการแพทย์เขาไม่ได้สนับสนุน LRAD เป็นอันตรายต่อหู เพราะฉะนั้นก็คงต้องระวังกัน"
 
เขามีสิทธิใช้หรือเปล่า
"ถ้ามันทำลายหูก็ไม่ได้คือถ้าไม่มีกรณีไทรอัมพ์เราจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรและเราไม่รู้ว่ามีผลอย่างไร พอนักข่าวเอามาออกว่าเขาไปตรวจแล้ว ช่องหูส่วนกลางบวม ก็แปลว่าเป็นอันตรายแน่นอน"
 
พูดได้ไหมว่าตำรวจไม่ควรมีเครื่องมือนี้
"ไม่ควรใช้ และไม่รู้ว่าเขาใช้ผิดหรือเปล่าด้วย เขาบอกมันต้อง 300 เมตรไม่ใช่หรือ อย่างน้อยพิสูจน์แล้วว่าบางคนแก้วหูมีปัญหา มันก็ต้องทำให้ปลอดภัยกว่านี้ก่อน"
 
ถ้าออกกฎหมายชุมนุมสาธารณะจะมีปัญหาไหมเพราะบ้านเรามักจะคิดแบบรัฐ อิงข้างรัฐ ถ้ามีกฎหมายก็จะยิ่งสกัดกั้นการชุมนุม
"ถ้าคนอยากชุมนุมเพื่อประท้วงเพื่อแสดงความคิดเห็นมันไม่น่าจะสกัดกั้นนะพอดีไปเห็นในยุโรปที่เขาใช้ เขาประท้วงเพื่อต้องการแสดงจุดยืน ในยุโรปสหภาพเขาประท้วงเรื่องรถไฟรถเมล์เขาบอกล่วงหน้าวาเขาจะหยุด3 วันแล้วเขาก็หยุด 3 วัน แล้วก็จบ เขาไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบระยะยาว ถ้าทำให้เกิดความเข้าใจในแนวนั้นได้สำหรับใช้เพื่อแสดงความคิดเห็น จุดยืนบางอย่าง ในช่วงเวลาที่ชัดเจน ในพื้นที่ที่ชัดเจน ก็ไม่น่าจะทำให้บางคนไม่กล้าทำ คนไทยคงไม่ค่อยชิน"
 
บ้านเรามันคือชาวนากรรมกรที่รวมตัวกันโดยธรรมชาติ ฮือออกมาปิดถนนจากความเดือดร้อนเฉพาะหน้า จะให้เขาแจ้งล่วงหน้าคงไม่ได้
"ยังไม่ได้ดูรายละเอียดกฎหมายนะเพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องจัดการให้พรบ.ฉบับนี้ เปิดให้ตรงนั้นได้ด้วย"
 
ที่ผ่านมามันมีปัญหาทั้งม็อบปิดสนามบิน ปิดอนุสาวรีย์ชัย เลยมีความพยายามจัดการม็อบ แต่ผลที่เกิดจากการเข้มงวด เช่นออกหมายจับ มันมาลงที่คนเล็กคนน้อย ทั้งที่คนเหล่านี้ไม่ใช่สีเหลืองสีแดง
"เมื่อมีม็อบก็ควรจะมีการไกล่เกลี่ยมากกว่าการจับกุมก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารตรงนั้นว่าเขาจะใช้วิธีการแบบไหน ผู้บริหารในระดับพื้นที่ ที่ผ่านมาก็มีทั้ง 2 อย่าง"
 
กรรมการสิทธิจะเข้าไปดูแลไหมเมื่อเขาถูกจับ
"คงต้องดูเนื้อถ้าละเมิดสิทธิก็น่าจะได้คือตอนนี้เรามีปัญหาว่าเนื้องานอะไรที่เป็นเรื่องของกรรมการสิทธิจริงๆแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินกับเราต้องมาตกลงกันนะว่าเรื่องไหนไปผู้ตรวจการ เรื่องไหนมาที่เราและไม่ทำงานซ้ำกันในยุโรปเขาชัดวันนั้นก็พูดเพื่อนแถวนี้เขาบอกว่าเมืองไทยคงยังแบ่งไม่ได้เพราะองค์กรเหล่านี้ก็อ่อนแอด้วยกันหมด แต่ตอนนี้เห็นว่ามีโครงการวิจัย กำลังศึกษาองค์กรอิสระทั้งหลาย เพื่อดูบทบาทหน้าที่ว่ามันซ้ำซ้อนกันหรือไม่"
 
ในยุโรปแบ่งอย่างไร
"เรื่องฟ้องเรื่องการละเมิดสิทธิโดยรัฐผู้ตรวจการดูกรรมการสิทธิเขาเล่นเชิงนโยบายเชิงวิชาการ แต่ของเรา เราแข็งแรงกว่าก็คงต้องดูไปก่อน"
 
ปัญหาภาคใต้จะทำอะไรได้บ้าง
"ปัญหาภาคใต้เป็นความขัดแย้งยาวนานและแก้ปุับปับไม่ได้มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้เชิงโครงสร้างต้องแก้ด้วยการสร้างจิตสำนึกคนทำงาน ฉะนั้นการแก้เป็นเรื่องยาว ส่วนผู้ก่อการ มันก็
มีคำว่าผู้ก่อการแปลว่าอะไรและแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็นประเด็นรอง ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องการปรับโครงสร้างและแนวคิดของคนทำงาน คดีใหญ่ต้องคลี่คลาย และต้องทำกับประชาสังคมซึ่งแต่ก่อนนี้ทำไว้เยอะแล้วเพียงแต่ทำในหมู่นักวิชาการและก็เชียร์ทางโน้นทีทางนี้ที ตอนนี้คงต้องมาทำให้ชัดขึ้น"
 
อาจารย์เคยลงไปช่วงไหน
"ตั้งแต่ปี2547 พอดีเรียนมนุษยวิทยา เขียนหนังสือศาสนาชาติพันธุ์ ก็ตามมาตลอด พบว่าปีแรกสับสนมากเลยและทุกคนกลัวหมด เราก็เอานักวิชาการลงไปช่วย นักวิชาการภาคใต้เขาปอดกันมาก เขาไม่กล้าทำอะไรเลยพอเรายื่นมือไปเขาดีใจมากนักวิชาการจากกรุงเทพฯต้องไปช่วยนักวิชาการภาคใต้เพราะเขาขยับไม่ได้เลยจะถูกทางโน้นมองทางนี้มอง จากนั้นก็ประสานมาตลอด จัดสัมมนา ทำวิจัย ให้อาจารย์ราชภัฏสงขลาทำวิจัยพบว่าอุลามะห์มีหลายสำนักมีสายเก่าสายใหม่ที่เขาเองก็แตกแยกกัน คือพยายามมองว่าเอ๊ะมันมีผู้นำไหมสรุปว่าไม่ถึงขนาดนั้นเพียงแต่มันมีสายเก่าสายใหม่ขัดแย้งกัน เรื่องใต้ดินก็มีด้วยตอนนี้ก็ชัดว่าเขาแข็งแรงขึ้น ตั้งแต่นั้นมา แล้วจะจัดการอย่างไร ตอนนั้นเขายังไม่มีหัวเราต้องไม่ไปทำให้มันรุนแรงขึ้น แต่ว่า 2547-2548 ไปทำเสียเละเลย กรือเซะ ตากใบ ก็ไม่ได้เยียวยาสำหรับคนทำงานสันติวิธีต้องเยียวยาและต้องแก้ด้วยวิธีการหลายรูปแบบมันไม่มีสูตรสำเร็จ-ชัวะเสร็จมันต้องใช้เวลาและทหารเข้าไปบางครั้งดีบางครั้งก็ไม่ดีถ้าทำงานพื้นที่เขาก็จะไม่ต้องการทหาร"
 
ตอนนี้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องการทหารมากเกินไปไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือประชาธิปัตย์เองก็อึดอัด
"ไล่ไม่ออกเพราะต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม แต่เขาปฏิวัติไม่ไหวแล้วนะ ปฏิวัติคราวที่แล้วพัง"
 
ปัญหาภาคใต้เละตอนกรือเซะตากใบแต่พอเอาเข้าจริงหลังรัฐประหารแล้วก็ไม่มีการแก้ไขอะไร แนวคิดตรงข้ามกับยุคทักษิณไม่มีส่วนเข้าไปแก้ปัญหาภาคใต้
"นั่นสิ ทำไม ก็เพราะว่าเรายังไม่สามารถปรับความคิดของคนในระดับกลางและระดับสูงในพื้นที่ได้"
 
แนวคิดสายเหยี่ยวยังอยู่ไม่ว่าจะเป็นยุคทักษิณหรือหลังจากนั้น
"ยังอยู่ แต่เท่าที่คุยกับทหารบางคนบางกลุ่ม ก็มีแนวโน้มว่าจะค่อยๆ ปรับได้ ต้องทำงานหนักขึ้น ตากใบ กรือเซะ ต้องจัดการให้คลี่คลาย ให้มีความรู้สึกว่าได้รับการเยียวยาให้มากขึ้น"
 
อาจารย์จะอธิบายอย่างไรที่นักสิทธิมนุษยชนถูกมองว่าปกป้องโจร
"เพราะเราถูกสอนให้มองในแง่ของผู้ด้อยโอกาสผู้เสียเปรียบแล้วบางครั้งเราได้ยินจากปากโจรก่อน ยกตัวอย่างกรณีไอร์แลนด์พอดีตอนนี้สนใจเรื่องนี้ มีหนังสือเล่มหนึ่ง ผู้หญิงเขาเขียนว่าเขาเป็นไอริชเติบโตขึ้นมาพี่น้องเขาก็เป็นพวกนี้และเขาไม่เคยคิดว่าว่าเขาเป็นผู้ก่อการ เพราะเขาเกิดมาในแวดวงนั้นและเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม การที่พี่ชายน้องชายเขาจะวิ่งออกไปทำอะไรต่ออะไรเขาถือเป็นหน้าที่ฉะนั้นการทำความเข้าใจอย่างนั้นจากมุมมองของผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นโจรก็จะทำให้ความเข้าใจมากขึ้น และถ้าผู้มีอำนาจเข้าใจมิติโจรบ้าง น่าที่จะช่วยให้การตัดสินดีขึ้นและคำถามคือเมื่อไหร่ที่เราจะเรียกว่าเขาเป็นผู้ก่อการเมื่อไหร่เราเรียกเขาว่าเป็นผู้ประท้วงเหมือนกบฏชาวนาสมัยก่อน เมื่อไหร่เราเรียกว่าเขาเป็นกบฏ เมื่อไหร่ที่เราจะเรียกว่าเขาเป็นผู้ประท้วง ผู้ก่อการ ศัพท์พวกนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีฐานะไหน เมื่อไหร่
 
 
 

 
รอยร้าวภาคประชาชน
 
สนทนากับอ.อมราแล้วทำให้ได้ข้อคิดว่าไม่ว่าใครจะอยู่ฝ่ายไหนมาก่อนข้อสำคัญคือความมีใจกว้าง ความเป็นผู้ใหญ่ และความพร้อมที่จะเปิดรับ
 
ที่จริง
อ.อมราก็ไม่ใช่คนอื่นไกลจากภาคประชาสังคมเธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมอส.มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมที่ตอนนั้นอ.จอนอึ๊งภากรณ์เป็นผู้อำนวยการ ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองผู้อำนวยการ โดยเธอเป็นเหรัญญิก
 
"มอส.เกิดในสถาบันวิจัยสังคมอ.วารินทร์เป็นผู้อำนวยการ ดิฉันเป็นรองผู้อำนวยการ ไหนๆ อยู่ใต้ร่มเราก็มาเป็นเหรัญญิกให้เขา20 กว่าปี พอลาออก เขาเลยยกให้เป็นกรรมการ ตอนนี้เป็นรองประธาน"
 
เราซักว่าที่อาจารย์มองว่าการแบ่งสีเริ่มคลี่คลายแล้ว นักวิชาการหรือคนที่เคยถลำไป จะกลับมายืนบนหลักการได้ไหม
 "คงเป็นคนๆ ไปมั้ง เพราะเวลามันเป็นเครื่องพิสูจน์หลายอย่างมันเห็นว่าไม่ใช่ก็พิสูจน์ไปแล้วก็ต้องไม่เชื่อแล้วเพราะพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ มันคงต้องเป็นคนๆ ไป และหลายคนก็คงต้องรอให้ตายไป(หัวเราะ)"
 
สถาบันต่างๆ ของสังคมจะกลับมาสู่ความเป็นกลางได้ไหม เพราะตอนนี้ดูเหมือนยังไม่กลับ
"ถ้าพูดถึงราชการ เขาก็ดูนายอยู่แล้วไม่ใช่หรือในวงราชการเขานินทากันเสมอว่าข้าราชการไม่มีสีหรอกขึ้นอยู่กับว่าพรรคไหนมาสำหรับสายวิชาการอาจจะยากหน่อย เพราะถูกสอนมาให้ยึดหลัก หลักผิดหลักถูกก็แล้วแต่ในแง่องค์กรอื่น ความผูกยึดกับอุดมการณ์หรือแนวคิดบางอย่างอาจจะน้อย แต่มันก็เสี่ยงนะ มันเลยกลายเป็นคนไม่มีหลักการเอาซะเลย ก็ขึ้นอยู่กับพรรคไหนมา ใครมา"
 
ปัญหาที่เป็นอยู่ 3 ปีก็คือองค์กรสถาบันหลักๆ ของประเทศ กระโดดเข้ามาคล้ายๆ ว่าต้องทำลายทักษิณให้ได้ ไม่ยอมรับพวกเสื้อแดงเลย ทำให้เกิดการประจันหน้า ตรงนี้จะคลี่คลายไหม
"คิดว่า-แต่ช้ายกตัวอย่างที่นี่ ก็เข้าใจว่าตอนนี้ยังไม่พร้อมเพราะมาทำอะไรด้วยกันมันก็ทะเลาะกันเปล่าๆเสียเวลาเข้าใจ สมมติอีก 6 เดือนคลี่คลายไป เขาพร้อมที่จะมาทำมากขึ้น ก็เลือกคนที่พร้อม มันคงค่อยๆ เป็นไปได้ ตอนนี้เวลาจัดอบรมก็ไม่มีสี แต่ก็จะมีมากระซิบว่าวันนี้เหลืองเยอะ อะไรอย่างนี้ ก็แปลว่ามันผสมกันได้อยู่"
 
ที่เป็นปัญหาคือนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน นักวิชาการ สื่อ ที่ทะเลาะกันแรง จนมองหน้ากันไม่ติด
"ขึ้นอยู่กับการกระทำของผู้ที่อยู่ในฐานะต่างๆในข้างหน้าว่าจะพยายามแก้ตรงนั้นอย่างไร
อย่างนักการเมืองเขาทำได้ฮั้วกันเมื่อเขาอยากฮั้วเขาปรับเปลี่ยนได้ในส่วนกลุ่มคนอื่นอาจจะมีความสามารถในการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้มากขึ้นเช่นเดียวกันมันอยู่ที่ผลประโยชน์ร่วมกัน ว่ามีอะไรมากน้อยแค่ไหนตอนนี้ที่รัฐบาลทำคือชูสถาบันเพราะทุกคนอ้างว่ามีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งเหลืองและแดงอันนั้นก็เป็นตัวอย่างของผลประโยชน์ร่วมกันอันหนึ่ง มันคงต้องหาผลประโยชน์อื่นด้วย แต่ถ้าใช้เรื่องชาตินิยมมันก็เกินไป มันคงต้องดูเป้าประสงค์ร่วมกัน ที่สามารถเอามาใช้ด้วยกันได้"
 
อาจารย์ไม่เห็นด้วยกับเรื่องชาตินิยม
"ไม่เลย"
 
เรื่องดินแดนด้วย
"มันจอมปลอมนะเดิมเราก็อยู่กันไม่เคยมีประเทศ พอคนเยอะขึ้น มหาอำนาจมันไล่ล่าอาณานิคม ก็มาเริ่มตีเส้นประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่2 ก็จะชัดว่าคนที่อยู่ใต้อาณานิคมก็อยากได้อิสระก็ตีเส้นประเทศมากขึ้นและเส้นประเทศที่ตีทั้งหลายมันตีโดยไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงคนที่อยู่ชายแดนก็พี่น้องกันทั้งนั้น"
 
ย้อนไปที่นักวิชาการเอ็นจีโอพอแตกกันมองหน้ากันไม่ได้ไม่ได้แตกกันเพราะผลประโยชน์ แต่เป็นเพราะมุมมอง
"นักวิชาการอยู่ที่สำนักด้วยตอนอยู่รัฐศาสตร์เหมือนกับว่าเรามีหลักการไม่เอาทักษิณ หลังจากนั้นเขาก็พยายามสมานฉันท์เอาอธิการมาคุยกันอะไรกันพอดีอยู่ศูนย์สันติภาพและความขัดแย้ง พอขยับจะสมานฉันท์พรรคพวกก็โวยโอ๊ยเราเพิ่งสู้มาแล้วคุณกลับมาสมานฉันท์ภายในเวลาไม่กี่เดือน ไม่มีหลักการเลยหรือเช่นเดียวกัน ถ้าเผื่อเรายังยึดว่าเรามีหลักการ ต้องยึดมั่นในหลักการ มันก็สมานฉันท์ไม่ได้ แต่เรามาอยู่สำนักสมานฉันท์เราก็จะเห็นว่าคู่ขัดแย้ง 2 คู่นั้น เหมือนสามเหลี่ยม 2 อันซ้อนกัน มันมีบางส่วนที่มันทับกับส่วนนี้คืออะไรที่เห็นร่วมกันตรงนั้นแหละพูดกันได้มันก็ต้องขยับมาตรงนั้น ส่วนที่ไม่ทับก็ยอมให้เป็นความต่างในแง่วิชาการก็คือต้องหันมาหาสำนักสมานฉันท์ให้มากขึ้นและในแง่วิชาการการทำงานแบบบูรณาการข้ามสาขามันก็จะช่วยให้การยึดมั่นในตำราชุดใดชุดหนึ่งยึดในหลักการ ทฤษฎี อุดมการณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งน้อยลง"
 
รัฐศาสตร์จุฬาก็มีตั้งแต่อ.ใจ อ.ไชยยันต์ อ.จรัส
"ไชยยันต์เขาก็เปลี่ยนบ้างแล้ว"
 
ปีกอย่างอ.ใจกับบางคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทะเลาะกันมาถึงขั้นนี้แล้ว เหมือนกลับมามองหน้ากันอีกไม่ได้เลยต้องแตกกันไป
"แตกกันทางความคิด ก็คงแยกทางความคิดแต่เวลาอยู่ด้วยกันในเวลาอื่นเขาไม่ได้ถึงขนาดนั้นนะพอพูดกันได้อย่าง อ.ใจเขาจะพูดเสมอว่าที่เราสอนเรื่องที่เขาพูดในห้องเรียน ทำไมเราสอนได้ เราสอนได้เพราะมันเป็นบริบทของทฤษฎีแต่เขาไม่ได้พูดในห้องเรียน เขามาพูดในที่สาธารณะ เลยทำให้มันแรงเพราะคนในห้องเรียนเป็นคนที่ถูกเตรียมมาให้รับหลักการ เข้าใจ แต่คนในที่สาธารณะยังไม่ได้ถูกเตรียมพร้อมฉะนั้นการที่เขาเอาเรื่องอย่างนี้มาพูดนอกห้องเรียน มันก็มีคนอื่นฟังและรับไม่ได้ ฉะนั้นเป็นเรื่องของเขากับสังคมแต่ในแง่วิชาการทุกคนสอนอะไรในห้องเรียนไม่ว่ากันนั่นเป็นเหตุให้รับเขาเข้าเป็นอาจารย์ตั้งแต่แรก เพราะว่าเราควรจะต้องยอมรับคนที่มีความคิดแตกต่างและเอาสำนักมาร์กซิสม์มาบ้าง น่าจะดี"
 
ถ้าคัดค้านทางความเห็นวิชาการไม่เป็นไร แต่นี่เขาถูกเล่นงาน
 "เรื่องพิมพ์หนังสืออีกเรื่องหนึ่งนะเขาเคยบอกว่าเห็นด้วยหรือที่ศูนย์หนังสือไม่ยอมขายหนังสือผม ก็บอกว่าเออจะลองไปคุยให้แต่พอไปคุยกับคนขายหนังสือเขาบอกยอมได้ยังไง ที่เขียนในหน้านั้น ย่อหน้านั้นรับไม่ได้ก็กลับไปอ่าน ไม่เห็นมีอะไร เพราะเราเป็นนักวิชาการ สิ่งแวดล้อมมันคนละอย่าง ปัญหาของเขาคือคนที่ไม่รับเขาไม่ใช่นักวิชาการ"
 
การที่เขาโดนขนาดนี้จะมีความรู้สึกว่าเพื่อนนักวิชาการไม่ช่วยเขาเช่นอ.ใจไปม็อบสีแดงก็ถูกโจมตี ทั้งที่เคยต่อต้านทักษิณมาก่อน ทำไมนักวิชาการฝ่ายสีเหลืองไม่พูดเรื่องนี้บ้าง
"อันนี้ก็เจอในกลุ่มเอ็นจีโอด้วย เวลาเรานั่งคุยกันอย่างนี้ บรรยากาศอย่างหนึ่งนะ เข้าใจ เห็นใจกัน รู้เรื่องเชียว พอขึ้นเวทีเท่านั้นมันไม่ได้ ต้องเล่นบท ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องน่าเสียดาย"
 
ทุกวันนี้ก็มีที่ไม่สามารถคุยกันได้เลย
"ก็เลี่ยงกันไป เป็นเฉพาะคนที่ยึดมั่นมาก"
           
เป็นปัญหาต่อการทำงานต่อไปของภาคประชาชนด้วยไหม
"จะอ่อนแอ"
 
ถ้าต้องมีคนกลาง กรรมการสิทธิฯ จะทำตรงนี้ได้ไหม
"ก็พยายามได้แต่ไปทำให้เขาน้อยใจไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ยังอยากพยายามอยู่วันก่อนไปเวทีโน้นก็ศิษย์เก่ามอส.กันมาทั้งนั้นก็สนิทกับอ้วน-ภูมิธรรม ยังคุยกันว่าพวกหัวก้าวหน้าสมัยก่อนถูกแยกทำให้แตกเราเคยคุยกันระหว่างคนรู้จักมอส.ว่าเมื่อช่วงที่จอนเขาได้เป็นสว. อ้วนได้เป็นนักการเมืองเออเรามีบทบาทอย่างไร พอดีที่ฟิลิปปินส์มาชวนเขียนหนังสือเรื่องการที่ภาคประชาสังคมปรับตัวเป็นภาครัฐเขาปรับกันอย่างไรประสบความสำเร็จไม่สำเร็จจอนก็ไปอยู่สว. อ้วนก็อยู่ในภาครัฐเลยเรามานั่งคุยกันก็แลกเปลี่ยนกันมันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเราก็เห็นความต่างระหว่าง 2 คน"
 

ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำตอบของอา

ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำตอบของอาจารย์อมราที่ว่ามีตัวแทนจากศาลมากเกินไปถึง5คนจาก7คน และควรเพิ่มตัวแทนจากภาคประชาสังคมเข้าไปแทน โดยให้ลดตัวแทนจากศาลลง ส่วนเรื่องสีเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยถึงแม้หลายๆคนจะเป็นผู้ใหญ่ มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ แต่พอมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองที่แบ่งแยกเป็นสีต่างๆ ก็กับมีพฤติกรรมคล้ายเด็กๆไปเลย ทำไมไม่ดูอย่างประเทศอเมริกาที่มีพรรคใหญ่2พรรค ประชาชนที่ชื่มชอบพรรคใดก็ชอบไปแต่ไม่จำเป็นต้องมาทำเป็นเหมือนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเหมือนอย่างคนไทยเลย และที่สำคัญต้องยอมรับผลการเลือกตั้งและอย่ามีเหตุการณ์ประท้วงไม่ยอมรับพรรคที่ได้รับเลือกตั้งได้คะแนนเสียงมากที่สุดกว่าพรรคอื่นแต่ไม่ถูกใจตัวเอง แล้วก็พากันมาประท้วงข้างถนนอย่างที่พธม.เคยทำไว้

..ก็พูดดี..ติดอยู่ตรงที่บอกว่

..ก็พูดดี..ติดอยู่ตรงที่บอกว่าไม่เอาทักษิณนี่..แปลว่าอย่างไรครับ..แปลว่าแม้คุณทักษิณถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน..อาจารย์อมราก็จะทำเป็นมองไม่เห็นหรือ..

..ถ้ามีโอกาสอยากจะถามว่า..ในฐานะกรรมการสิทธิ.เคยคิดจะเรียกร้องสิทธิให้ประชาชนที่ถูกละเมิดโดยการยึดอำนาจ19กย49..หรือไม่..

..เพราะกรรมการสิทธิชุดคุณเสน่ห์..ประธานสิทธิที่สนับสนุนการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยอ้างว่าการยึดอำนาจจำเป็น..สร้างตราบาปที่กรรมการสิทธิของประเทศไทยยากที่จะล้างออก..สูญเสียเครดิตไปหมดสิ้น..

..ถ้ากรรมการสิทธิชุดนี้แสดงความกล้าหาญเรียกร้องแทนประชาชนที่ถูกละเมิดในวันที่19กย49..นอกจากจะได้เครดิตกลับคืนมาแล้ว..อย่างน้อยยังเป็นการเยียวยาทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้แก่ประเทศจากความเสียหายที่เกิดขึ้น..

..อำนาจมีในมือ..เหลือเพียงจะมีความกล้าหาญเพียงใด..ครั้งหนึ่งในชีวิต..น้อยคนที่จะมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์..

บอกตรงๆว่า อ่านไม่จบเพราะ

บอกตรงๆว่า อ่านไม่จบเพราะ คนพูดไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ
ที่มาที่ไป ก็ รู้อยู่ว่ามาได้ ยังไงไม่ต้อง เอาเรื่อง กรรมการสสรหามา กล่าวอ้าง โดยเฉพาะ ประเด็น กรรมการสรรหา ก็พวกเดียวกัน

มาพูดถีงประเด็น ล่วงละเมิดสิทธิ์ ของร.บชุดนี้ ดีกว่า

ป่านนี้ ยังไม่ยอมให้มีทีวีของเสื้อแดงออก อากาศ ล็อก สัญญาณ สื่อ ทุก วิถีทาง
คนเสื้อแดงต้อง ลี้ ลอด หลุด สัญญาณ ให้ ได้ ตามความสามารถที่ทำกันเอง เวลาชุมนุมทีไร สัญญาณ จะติดๆขัดๆ บางที่ก็หายไป อย่า ทำเป็นไม่รู้ว่า เกิด ได้ อย่างไร เพราะเป็นอย่างนี้ ทุกครั้ง

เรื่องดา ตอร์ปิโด องค์กรนี้ หลับหูหลับตา ไม่เคย ซักแอ๊ะ ทั้งที่ทนายความก็ออกข่าวว่า ดา ตอร์ปิโด ได้รับการปฎิบัตืในคุก อย่างเลวร้ายแค่ไหน

และองค็กรที่มีนางอมรา ไม่รู้สึกละอายที่ องค์สิทธิ์ มนุษยชน แห่งเอเชีย ออกหน้าเรื่องการจำคุก ดา ตอร์ปิโด ว่าขัดหลักสิทธิ ของความเป็นคน

นางอมรา อดีตเคย เชลียร์บู๊ท ออก ทีวี นอกหน้า เต็มไปด้วยความมาดมั่นที่จะทำลายบุคคลที่ตนไม่ชอบ โดยไม่เปิดโอกาสให้ เขาได้มี การพิสูจน์ ตนก่อน
นางอมรา โจมตี เขาโดย อคติ และเลือกข้าง ออกทีวีใช้ ตำแหน่ง คณบดี คณะที่สอนการเมืองการปกครอง แต่ หนุนการ ปะติวัด

บัดนี้ มาบอกว่า ถอยออกมาแล้วและเข้าใจ เรื่องสี

ก็ตอนนี้ สวมหน้ากาก อันใหม่ ไง กรรมเกินสิทธิ ที่ไม่มีผลงาน
กะแค่ แถลง การณ์ เล่นละคร ว่า ไม่เห็นด้วยกับ พรบ มั่นคง ขอถามว่า แล้วไง

มติ ช่างเบาหวิว และไร้ ค่า ไม่อยู่ในสายตา ทั้งจากพวกตัวคือ ร.บ และทั้งจากผู้ ชุมนุมสีแดง

คนเขียนเป็นคนหนึ่งที่ไม่ เคยยอมรับองค์กรมือถือสาก ชุดนี้

ไม่เชื่อถือและไม่ศรัทรากรรมกา

ไม่เชื่อถือและไม่ศรัทรากรรมการสิทธิชุดนี้เลย

ที่มาของพวกคุณก็มีคำถามเยอะแยะ ใครเลือก ใครตั้ง เส้นสายใคร

ลักษณะส่วนบุคคลก็ไม่เป็นกลางนับแต่แรกเริ่ม สีเหลืองจ๋ากันทั้งนั้น

ผลงานก็ไม่มีอะไรเลย ฝ่ายที่ไม่ใช่พวกตัวถูกละเมิด พวกนี้ไม่เห็นกระดิก
ทำอะไรสักอย่าง กินเงินเดือนกันเดือนละเป็นแสน ถือเป็นเงินภาษีที่สูญเปล่า

การสรรหาคณะกรรมการสิทธิฯ

การสรรหาคณะกรรมการสิทธิฯ ที่มาจากสายศาล ก็ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดมากจริง ๆ ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า ศาลท่านก็รู้จักผู้คนน้อย เพราะโดยอำนาจหน้าที่ของท่านไม่สามารถเที่ยวไปรู้จักผู้คนได้มากมายนัก และคนที่ท่านรู้จักรู้จักก็ยังรู้จักได้ไม่ลึกซึ่งอีก แต่ท่านจำเป็นต้องเลือกตามหน้าที่อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านจำเป็นต้องเลือก โดยดูผ่านจากเอกสารเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นท่านจะรู้จักนิสัยจิตใจได้อย่างไร เพราะท่านไม่เคยไปใช้ชีวิตร่วมกับคน ๆ นั้น แบบหัวหกก้นควิด เหมือนอาชีพอื่น ๆ นี่คือ จุดอ่อนของการคัดเลือกโดยศาลที่ทั้งท่านและทุกคนก็ต้องยอมรับ

อ่านให้จบก่อน

อ่านให้จบก่อน ค่อยไปว่าเขา
ติดนิสัยอ่านไม่จบแล้วด่า 55555
นี่แหละหนา สติปัญญามันถึงไม่เจริญ

รู้แต่รักษาสิทธิของพวกตนเท่าน

รู้แต่รักษาสิทธิของพวกตนเท่านั้น พวกอื่นไม่ใช่มนุษย์ จึงไม่ได้รับสิทธิมนุษยชนจากพวกแก๊งนี้

ตอนทักษิณ

ตอนทักษิณ ก็ต้านเขาจะเป็นจะตาย
เขาก็มาตามกระบวนการทุกอย่าง

คราวปฎิวัติก็ไม่ค่อยส่งเสียงอะไร เหมือนจะสนับสนุนด้วยซ้ำไป

พอมารัฐบาลชุดนี้ หยิบยื่น ตำแหน่ง และ ประโยชน์ให้ก็รับไว้
ทั้ง ๆ ที่คนระดับนี้รู้ดีกว่า รัฐบาลชุดนี้มาจากอำนาจนอกระบบ

เพียงเพราะอคติ ที่ไม่ถูกใจลักษณะนิสัยนายทุนพ่อค้า
ที่ไม่ยกยอปอปั้นบูชา อ มหาลัย เพราะเขาผ่านการ ทำงานจริง บริหารจริง
มีประสบการณ์จริงมามาก เลยไม่ซึ้งกับ ตำราเก่า ๆ ที่ท่องจำมา
แต่ บรรดาอาจารย์เหล่านี้ ถูกใจ บรรดา ข้าราชการ ที่ยกยอปอปั้น
เรียกไปใช้งานให้ผลประโยชน์ หน้าตา และตำแหน่ง ทุกเมื่อเชื่อวัน

ตำแหน่งนี้คือผลตอบแทน ที่คุณได้รับจากเล่นการเมือง โดยใช้ตำแหน่งอาจารย์

ประเทศนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า

ประเทศนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า องคกรสิทธิ9อยู่หรือ มันน่าจะไม่เคยมีเลยมั้ง นับตั้งแต่ที่มีการเผยแพร่เรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างเอาเป็นเอาตายในสมัย รัฐบาลถนอม แต่ทว่า มันก็เหมือนกับเรื่องประชาธิปไตยที่เป็นแบบไทยๆ ที่เอาไว้หลอกตัวเอง
และโกหกชาวโลก ว่า ดินแดนแห่งนี้ก็มีกับเขาเหมือนกัน แต่ทว่าที่ไหนได้ มันกลับดันถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มสากดินาอำมาตยาทรราชเน่า ที่เอาไว้ทำลาย ฝ่ายที่ต้องการประชาธิปไตย

มันคือเรื่องที่น่าอายอย่างยิ่ง ที่จะยังมีองค์กร9ที่ว่าแบบนี้อยู่ เพราะถ้าหากยังขืนมีลักษณะที่เป็นต่อปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย
ก็น่าที่จะยุบๆองค์กรณ์เช่นนี้ไปเสีย
หรือไม่ ก็รอให้เมื่อประเทศชาติมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหาร หรือเอารัฐธรรมนูญฉบับปี2540มาใช้
แล้วก็ให้มีการสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการองค์กรสิทธิมนุษย์9ใหม่ มันน่าที่จะดีกว่า

อย่าเล่นละครเลยค่ะ

อย่าเล่นละครเลยค่ะ หากคนระดับปัญญาชนไม่อธิบายปัญหาสังคมไทยด้วยหลักการ แต่เล่นพูดไปตามผลประโยนช์ส่วนตน ก็ป่วยการที่มาชวนคนให้เลิกทะเลาะกัน ในเมื่อคณะกรรมาการสิทธิไม่ได้รับการยอมรับ(อย่างน้อยก็จากฝ่ายแดง) พวกคุณจะมานั่งในตำแหน่งให้เปลืองเงินภาษีทำไม

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน