วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 40 นาที ที่ผ่านมา
ระบุชัดไทยเสื่อมลงทุกปี "สิงคโปร์-มาเลฯ" ทิ้งห่างหลายช่วงตัว ระดับความสงบสุขต่ำสุดรองจากพม่า
Sun, 2009-09-13 15:43
เอกสารยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการตรวจราชการระบุผลการประเมินสังคมไทยด้วยดัชนีความสงบสุข พบว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับดัชนีความสงบสุขอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2551 แย่ลงกว่าปี 2550 คือมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 105 ไปอยู่อันดับที่ 118 จากการจัดอันดับประเทศทั่วโลก 140 ประเทศ ถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความสงบสุขต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และต่ำที่สุดเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศพม่า (อันดับที่ 126) เพียงประเทศเดียว ทั้งนี้ ปัจจัยเชิงลบที่มีผลต่อสถานการณ์ความสงบสุขของไทย อาทิ การมีอาชญากรรมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น เสถียรภาพรัฐบาล การละเมิดมนุษยชน การแสดงออกด้านความรุนแรง เป็นต้น
ส่วนระบบบริหารจัดการยังมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ ธนาคารโลกระบุว่า ประเทศไทยมีคะแนนอยู่ในระดับปานกลางและมีแนวโน้มลดลงทุกปีนับตั้งแต่ปี 2545 และมีแนวโน้มห่างจากมาเลเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2547-2551) มีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซียล้วนมีค่าคะแนนมากกว่าเกือบเท่าตัว ทางด้านผลการจัดอันดับประสิทธิภาพภาครัฐ และฐานะการคลังในปี 2546-2551 มีแนวโน้มแย่ลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านความโปร่งใส การทุจริตและประพฤติมิชอบ และการให้บริการสาธารณะ ทำให้อันดับลดลงจากอันดับที่ 21 ในปี 2547 เป็นอันดับที่ 46 ในปี 2551
เอกสารยังนำเสนอทิศทางใหม่เพื่อการพัฒนาสังคมไทยให้เข้าสู่สภาวะสมดุล อาทิ 1.ปรับกระบวนทรรศน์การบริหารงานของภาครัฐใหม่ ให้เข้าสู่ระบบบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ประชาชน/ชุมชนมีบทบาทหลักในการเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการแก้ปัญหา และการหาวิธีป้องกันปัญหา ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนให้การดำเนินงานของภาคประชาชนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ 2.พัฒนากระบวนการ "สัญญาประชาคม" บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ
3.สร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้าง กลไกและกระบวนการบริหารจัดการของทุกภาคส่วนในสังคม บนพื้นฐานหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ยึดโยงกับแนวปฏิบัติภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4.สนับสนุนภาคเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น 5.รณรงค์สร้างจิตสำนึกและส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยจัดระบบการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด วางรากฐานคุณธรรม จริยธรรมแก่ประชาชน เป็นต้น
สภาพสังคมไทยในช่วงปัจจุบันได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะวิกฤตทางสังคมและความไม่สมดุลของการพัฒนาทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม จากที่เคยเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักความสงบสุข และแบ่งปัน กลับกลายเป็นสังคมที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม การมีค่านิยมระบบอุปถัมภ์ บุญคุณต่างตอบแทน ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกในความคิด และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ และบานปลายกระทบต่อประเทศในภาพรวมในที่สุด สถานการณ์ข้างต้นชี้ให้เห็นถึงการที่ฐานรากของสังคมไทยที่เคยแข็งแรงได้อ่อนแอลง มีความสั่นคลอนและถูกกลัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่สั่งสมมานาน จากการขาดความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ความไม่มีเสถียรภาพ และขาดการกระจายการพัฒนาและขาดการขยายโอกาสทางสังคม นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางสังคมทั้งระหว่างกลุ่มคนและระหว่างพื้นที่
อนึ่ง ผลการประเมินสังคมไทยด้วยดัชนีความสงบสุข พบว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับดัชนีความสงบสุขอยู่ในระดับต่ำ โดยสถานการณ์ความสงบสุขของไทยในปี 2551 แย่ลงกว่าปี 2550 กล่าวคือมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 105 ไปอยู่อันดับที่ 118 จากการจัดอันดับประเทศทั่วโลกจำนวน 140 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความสงบสุขต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และต่ำที่สุดเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศพม่า (อันดับที่ 126) เพียงประเทศเดียว ทั้งนี้ ปัจจัยเชิงลบที่มีผลต่อสถานการณ์ความสงบสุขของไทย อาทิ การมีอาชญากรรมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น เสถียรภาพรัฐบาล การละเมิดมนุษยชน การแสดงออกด้านความรุนแรง เป็นต้น
นอกจากนี้ ผลการประเมินความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า องค์ประกอบด้านสังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะความอยู่เย็นเป็นสุข โดยมีค่าคะแนน ปี 2550 อยู่ที่ร้อยละ 56.5 และปี 2551 อยู่ที่ร้อยละ 57.8 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต้องเร่งแก้ไข และความสมานฉันท์ของคนในชาติ เป็นตัวฉุดที่สำคัญ จากคะแนนที่ร้อยละ 51.4 ในปี 2549 ลดเหลือร้อยละ 44.4 และ 48.7 ในปี 2550 และ 2551 ตามลำดับ
ในด้านภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2547-2551) มีระดับคะแนนอยู่ที่ 3.3-3.8 โดยปี 2551 มีการปรับตัวดีขึ้นจาก 3.3 ในปี 2550 เป็น 3.5 คะแนน ในปี 2551 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียที่ล้วนมีค่าคะแนนมากกว่า 5 คะแนนขึ้นไปแล้ว กล่าวได้ว่าการคอร์รัปชั่นของประเทศไทยยังเป็นปัญหาจะต้องเร่งรัดการดำเนินงานแก้ไข
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าภาครัฐและภาคการเมืองของสังคมไทยยังขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อการตรวจสอบความโปร่งใสการดำเนินงาน และจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งในช่วงปี 2550-2551 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ดำเนินการตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมืองและข้าราชการจำนวน 24 โครงการ โดยมีการส่งเรื่องฟ้องศาลแล้ว 4 คดี และที่เหลือส่งสำนวนคดีให้ ป.ป.ช.พิจารณาเพื่อส่งฟ้องศาลต่อไป นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังมีนักการเมืองที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเมื่อต้องคดีหรือศาลกำลังจะตัดสินออกไปต่างประเทศ หรือการไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งของนักการเมืองที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนกว่าศาลจะตัดสิน เป็นต้น ซึ่งกระทบต่อความพยายามในการสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะทางด้านจริยธรรม คุณธรรมทางการเมือง และการเป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินประสิทธิภาพภาครัฐของสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) ที่มีผลการประเมินว่า (1) ประสิทธิภาพภาครัฐและความโปร่งใสในสายตาโลกในปี 2551 ลดลงเกือบทุกด้าน ยกเว้นเรื่องกฎหมายด้านธุรกิจและเรื่องกรอบการบริหารด้านสังคมดีขึ้น สถาบัน IMD ได้ประเมินว่าระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในปี 2546-2551 ที่เคยอยู่ในอันดับที่ 28 ได้ลดลงจนถึงอันดับที่ 33 ในปี 2550 และสถานการณ์ดีขึ้นในปี 2551
ขีดความสามารถการพัฒนาระบบราชการไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ รวม 55 ประเทศ พบว่ามีคะแนนโดยเฉลี่ยลดลงจาก 4.15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนนในปี 2547 เหลือ 2.57 คะแนนในปี 2551 โดยปัจจัยระบบราชการอยู่ในลำดับดี แต่ยังมีปัญหาด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การทุจริตและประพฤติมิชอบ และการให้บริการสาธารณะ ทั้งนี้ ลำดับลดลงจากลำดับที่ 21 ในปี 2547 เป็นลำดับที่ 46 ในปี 2551
ทิศทางใหม่เพื่อพัฒนาสังคมไทยเข้าสู่สภาวะสมดุล
1) ปรับกระบวนทรรศน์ (Paradigm) การบริหารงานของภาครัฐใหม่ ให้เข้าสู่ระบบบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน/ชุมชนมีบทบาทหลักในการเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการแก้ปัญหา และการหาวิธีป้องกันปัญหา ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนให้การดำเนินงานของภาคประชาชนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
2) สร้างค่านิยมร่วม (Shared Value) ของคนในสังคมที่ยึดมั่นที่ความดี ความสุจริต ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการมีจิตสำนึกด้านสิทธิหน้าที่ของพลเมือง ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ตระหนักในคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ทั้งนี้ต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กด้วยกลไกในทุกส่วนของสังคม (บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน สังคม) โดยการอาศัยตัวแบบที่ดีจากผู้นำทางสังคม (การเมือง ศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ) และการขอความร่วมมือจากสื่อทุกรูปแบบเพื่อให้เข้าถึงคนได้มากที่สุด เช่น วิทยุชุมชน รวมทั้งจัดเวทีสาธารณะในชุมชน
3) พัฒนากระบวนการ "สัญญาประชาคม" บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่การสร้างความคิดร่วม (Social Consensus) การหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับและยึดถือ (Social Commitment) และการนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) โดยถ้วนหน้ากัน เพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดย
-พัฒนากลไกในระดับภาพรวม ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม กลไกตรวจสอบ ระบบให้คุณให้โทษ ระบบกฎหมาย ฯลฯ ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างสัญญาประชาคม รวมทั้งกำหนดแนวปฏิบัติให้สอดรับกับพันธกรณี กติกาต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้กับประเทศต่างๆ
-พัฒนากลไกในระดับชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความสงบสุขในชุมชน รวมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนอื่นในลักษณะเครือข่ายให้เกิดพลังทางสังคม (Social Sanction) ในการต่อต้าน กำจัด และป้องกันผู้กระทำผิดสัญญาประชาคม และทำงานร่วมกับคณะกรรมการธรรมาภิบาลในระดับจังหวัด สถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในการให้องค์ความรู้ และสนับสนุนการวิจัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ร่วมกับภาคีภาครัฐ และสื่อมีบทบาทสนับสนุน
4) สร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้าง กลไกและกระบวนการบริหารจัดการของทุกภาคส่วนในสังคม บนพื้นฐานหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ยึดโยงกับแนวปฏิบัติภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักคำสอนที่ทรงคุณค่าบนพื้นฐานของศาสนาที่คนไทยยึดมั่น เพื่อทำให้ประชาชนเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ เกิดสังคมที่มีความพอเพียง ไม่เอารัดเอาเปรียบ เข้าใจความคิดเห็นของคนอื่น และมีการเคารพในความเป็นมนุษย์ ตลอดจนมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่กับประสิทธิภาพ คุ้มค่า และทั่วถึง
5) ขับเคลื่อนและวางระบบการติดตามประเมินผลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วม จะสามารถลดความขัดแย้งและสร้างความสงบสุขในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 12 กันยายน มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมระดมความเห็นและชี้แจงข้าราชการระดับสูงทำเนียบรัฐบาล และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ "แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการตรวจราชการ พ.ศ.2552-2556" ที่โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา บรรดาผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวนหนึ่งได้หยิบยกเนื้อหาในบทสรุปสำหรับผู้บริหารมาหารือในวงประชุม บทสรุปส่วนหนึ่งได้รายงานความตกต่ำเกือบทุกด้านของรัฐไทยผ่านดัชนีชี้วัดด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.ดัชนีความสงบสุข 2.การบริหารจัดการที่ดี 3.ประสิทธิภาพของภาครัฐ ฯลฯ ดัชนีชี้วัดระบุว่าอันดับและคะแนนมีแนวโน้มลดลงทุกปี นับตั้งแต่ปี 2544-2551 ผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างแสดงความเป็นห่วงว่า หากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นในเร็วๆ นี้ จนนำไปสู่ความรุนแรง จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของรัฐไทยในสายตาโลกย่ำแย่ลงกว่าเดิม และประเทศไทยมีสิทธิถูกปรับอันดับประสิทธิภาพของภาครัฐลงต่ำกว่าเดิม และจะโดนประเทศมาเลเซียทิ้งห่างไปเรื่อยๆ
เอกสารยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการตรวจราชการระบุผลการประเมินสังคมไทยด้วยดัชนีความสงบสุข พบว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับดัชนีความสงบสุขอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2551 แย่ลงกว่าปี 2550 คือมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 105 ไปอยู่อันดับที่ 118 จากการจัดอันดับประเทศทั่วโลก 140 ประเทศ ถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความสงบสุขต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และต่ำที่สุดเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศพม่า (อันดับที่ 126) เพียงประเทศเดียว ทั้งนี้ ปัจจัยเชิงลบที่มีผลต่อสถานการณ์ความสงบสุขของไทย อาทิ การมีอาชญากรรมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น เสถียรภาพรัฐบาล การละเมิดมนุษยชน การแสดงออกด้านความรุนแรง เป็นต้น
ส่วนระบบบริหารจัดการยังมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ ธนาคารโลกระบุว่า ประเทศไทยมีคะแนนอยู่ในระดับปานกลางและมีแนวโน้มลดลงทุกปีนับตั้งแต่ปี 2545 และมีแนวโน้มห่างจากมาเลเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2547-2551) มีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซียล้วนมีค่าคะแนนมากกว่าเกือบเท่าตัว ทางด้านผลการจัดอันดับประสิทธิภาพภาครัฐ และฐานะการคลังในปี 2546-2551 มีแนวโน้มแย่ลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านความโปร่งใส การทุจริตและประพฤติมิชอบ และการให้บริการสาธารณะ ทำให้อันดับลดลงจากอันดับที่ 21 ในปี 2547 เป็นอันดับที่ 46 ในปี 2551
เอกสารยังนำเสนอทิศทางใหม่เพื่อการพัฒนาสังคมไทยให้เข้าสู่สภาวะสมดุล อาทิ 1.ปรับกระบวนทรรศน์การบริหารงานของภาครัฐใหม่ ให้เข้าสู่ระบบบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ประชาชน/ชุมชนมีบทบาทหลักในการเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการแก้ปัญหา และการหาวิธีป้องกันปัญหา ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนให้การดำเนินงานของภาคประชาชนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ 2.พัฒนากระบวนการ "สัญญาประชาคม" บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ
3.สร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้าง กลไกและกระบวนการบริหารจัดการของทุกภาคส่วนในสังคม บนพื้นฐานหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ยึดโยงกับแนวปฏิบัติภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4.สนับสนุนภาคเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น 5.รณรงค์สร้างจิตสำนึกและส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยจัดระบบการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด วางรากฐานคุณธรรม จริยธรรมแก่ประชาชน เป็นต้น
เปิดบันทึกสำนักนายกฯ กระตุก" รัฐไทย"ระวัง! เสื่อมลงทุกปี
|
หมายเหตุ :คัดจากเอกสารฉบับผู้บริหารสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง"แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการตรวจราชการ พ.ศ.2552-2556" ซึ่งใช้ประกอบการประชุมระดมสมองผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อนำผลการประชุมไปกำหนดเป็นนโยบายพัฒนาระบบการตรวจราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ.2552-2556)
|
สภาพสังคมไทยในช่วงปัจจุบันได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะวิกฤตทางสังคมและความไม่สมดุลของการพัฒนาทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม จากที่เคยเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักความสงบสุข และแบ่งปัน กลับกลายเป็นสังคมที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม การมีค่านิยมระบบอุปถัมภ์ บุญคุณต่างตอบแทน ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกในความคิด และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ และบานปลายกระทบต่อประเทศในภาพรวมในที่สุด สถานการณ์ข้างต้นชี้ให้เห็นถึงการที่ฐานรากของสังคมไทยที่เคยแข็งแรงได้อ่อนแอลง มีความสั่นคลอนและถูกกลัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่สั่งสมมานาน จากการขาดความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ความไม่มีเสถียรภาพ และขาดการกระจายการพัฒนาและขาดการขยายโอกาสทางสังคม นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางสังคมทั้งระหว่างกลุ่มคนและระหว่างพื้นที่
อนึ่ง ผลการประเมินสังคมไทยด้วยดัชนีความสงบสุข พบว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับดัชนีความสงบสุขอยู่ในระดับต่ำ โดยสถานการณ์ความสงบสุขของไทยในปี 2551 แย่ลงกว่าปี 2550 กล่าวคือมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 105 ไปอยู่อันดับที่ 118 จากการจัดอันดับประเทศทั่วโลกจำนวน 140 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความสงบสุขต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และต่ำที่สุดเป็นอันดับที่สองในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศพม่า (อันดับที่ 126) เพียงประเทศเดียว ทั้งนี้ ปัจจัยเชิงลบที่มีผลต่อสถานการณ์ความสงบสุขของไทย อาทิ การมีอาชญากรรมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น เสถียรภาพรัฐบาล การละเมิดมนุษยชน การแสดงออกด้านความรุนแรง เป็นต้น
นอกจากนี้ ผลการประเมินความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า องค์ประกอบด้านสังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะความอยู่เย็นเป็นสุข โดยมีค่าคะแนน ปี 2550 อยู่ที่ร้อยละ 56.5 และปี 2551 อยู่ที่ร้อยละ 57.8 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต้องเร่งแก้ไข และความสมานฉันท์ของคนในชาติ เป็นตัวฉุดที่สำคัญ จากคะแนนที่ร้อยละ 51.4 ในปี 2549 ลดเหลือร้อยละ 44.4 และ 48.7 ในปี 2550 และ 2551 ตามลำดับ
ระบบบริหารจัดการยังมีปัญหาภาพลักษณ์
ผลการสำรวจการบริหารจัดการที่ดี 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนโดยธนาคารโลก พบว่า ในช่วงปี 2550 ประเทศไทยมีคะแนน 5.36 (จากคะแนนเต็ม 10) ยังอยู่ในลำดับ 4 รองจากสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย แต่คะแนนมีแนวโน้มห่างจากมาเลเซียมากขึ้นคือ จากแตกต่างกันเพียง 0.4 คะแนนในปี 2545 เพิ่มเป็น 1.46 คะแนนในปี 2549 และ 1.66 คะแนนในปี 2550 โดยมิติการมีเสถียรภาพทางการเมืองมีคะแนนต่ำกว่ามิติอื่นๆ มาโดยตลอดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมือง มีการแบ่งข้างแบ่งฝ่ายของประชาชนที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล นำมาซึ่งการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549 ทำให้สิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดลงด้วยประกาศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในฉบับต่างๆ ที่มีผลถึงปี 2550 โดยสรุปกล่าวได้ว่าภาพลักษณ์การบริหารจัดการที่ดีของไทยในสายตาโลกอยู่ในระดับปานกลางและมีแนวโน้มที่ลดลง
ในด้านภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2547-2551) มีระดับคะแนนอยู่ที่ 3.3-3.8 โดยปี 2551 มีการปรับตัวดีขึ้นจาก 3.3 ในปี 2550 เป็น 3.5 คะแนน ในปี 2551 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียที่ล้วนมีค่าคะแนนมากกว่า 5 คะแนนขึ้นไปแล้ว กล่าวได้ว่าการคอร์รัปชั่นของประเทศไทยยังเป็นปัญหาจะต้องเร่งรัดการดำเนินงานแก้ไข
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าภาครัฐและภาคการเมืองของสังคมไทยยังขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อการตรวจสอบความโปร่งใสการดำเนินงาน และจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งในช่วงปี 2550-2551 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ดำเนินการตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมืองและข้าราชการจำนวน 24 โครงการ โดยมีการส่งเรื่องฟ้องศาลแล้ว 4 คดี และที่เหลือส่งสำนวนคดีให้ ป.ป.ช.พิจารณาเพื่อส่งฟ้องศาลต่อไป นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังมีนักการเมืองที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเมื่อต้องคดีหรือศาลกำลังจะตัดสินออกไปต่างประเทศ หรือการไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งของนักการเมืองที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนกว่าศาลจะตัดสิน เป็นต้น ซึ่งกระทบต่อความพยายามในการสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะทางด้านจริยธรรม คุณธรรมทางการเมือง และการเป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินประสิทธิภาพภาครัฐของสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) ที่มีผลการประเมินว่า (1) ประสิทธิภาพภาครัฐและความโปร่งใสในสายตาโลกในปี 2551 ลดลงเกือบทุกด้าน ยกเว้นเรื่องกฎหมายด้านธุรกิจและเรื่องกรอบการบริหารด้านสังคมดีขึ้น สถาบัน IMD ได้ประเมินว่าระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในปี 2546-2551 ที่เคยอยู่ในอันดับที่ 28 ได้ลดลงจนถึงอันดับที่ 33 ในปี 2550 และสถานการณ์ดีขึ้นในปี 2551
ขีดความสามารถการพัฒนาระบบราชการไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ รวม 55 ประเทศ พบว่ามีคะแนนโดยเฉลี่ยลดลงจาก 4.15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนนในปี 2547 เหลือ 2.57 คะแนนในปี 2551 โดยปัจจัยระบบราชการอยู่ในลำดับดี แต่ยังมีปัญหาด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การทุจริตและประพฤติมิชอบ และการให้บริการสาธารณะ ทั้งนี้ ลำดับลดลงจากลำดับที่ 21 ในปี 2547 เป็นลำดับที่ 46 ในปี 2551
ทิศทางใหม่เพื่อพัฒนาสังคมไทยเข้าสู่สภาวะสมดุล
จากสภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้กำหนดข้อเสนอในเชิงประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านระบบบริหารจัดการ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ซึ่งจัดเป็นประเด็นของสภาพแวดล้อมที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบการตรวจราชการ โดยข้อเสนอดังกล่าวมีจุดมุ่งเน้นที่สำคัญ ดังนี้
1) ปรับกระบวนทรรศน์ (Paradigm) การบริหารงานของภาครัฐใหม่ ให้เข้าสู่ระบบบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน/ชุมชนมีบทบาทหลักในการเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการแก้ปัญหา และการหาวิธีป้องกันปัญหา ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนให้การดำเนินงานของภาคประชาชนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
2) สร้างค่านิยมร่วม (Shared Value) ของคนในสังคมที่ยึดมั่นที่ความดี ความสุจริต ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนการมีจิตสำนึกด้านสิทธิหน้าที่ของพลเมือง ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ตระหนักในคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ทั้งนี้ต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กด้วยกลไกในทุกส่วนของสังคม (บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน สังคม) โดยการอาศัยตัวแบบที่ดีจากผู้นำทางสังคม (การเมือง ศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ) และการขอความร่วมมือจากสื่อทุกรูปแบบเพื่อให้เข้าถึงคนได้มากที่สุด เช่น วิทยุชุมชน รวมทั้งจัดเวทีสาธารณะในชุมชน
3) พัฒนากระบวนการ "สัญญาประชาคม" บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่การสร้างความคิดร่วม (Social Consensus) การหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับและยึดถือ (Social Commitment) และการนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) โดยถ้วนหน้ากัน เพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดย
-พัฒนากลไกในระดับภาพรวม ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม กลไกตรวจสอบ ระบบให้คุณให้โทษ ระบบกฎหมาย ฯลฯ ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างสัญญาประชาคม รวมทั้งกำหนดแนวปฏิบัติให้สอดรับกับพันธกรณี กติกาต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้กับประเทศต่างๆ
-พัฒนากลไกในระดับชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความสงบสุขในชุมชน รวมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนอื่นในลักษณะเครือข่ายให้เกิดพลังทางสังคม (Social Sanction) ในการต่อต้าน กำจัด และป้องกันผู้กระทำผิดสัญญาประชาคม และทำงานร่วมกับคณะกรรมการธรรมาภิบาลในระดับจังหวัด สถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในการให้องค์ความรู้ และสนับสนุนการวิจัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ร่วมกับภาคีภาครัฐ และสื่อมีบทบาทสนับสนุน
4) สร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้าง กลไกและกระบวนการบริหารจัดการของทุกภาคส่วนในสังคม บนพื้นฐานหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ยึดโยงกับแนวปฏิบัติภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักคำสอนที่ทรงคุณค่าบนพื้นฐานของศาสนาที่คนไทยยึดมั่น เพื่อทำให้ประชาชนเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ เกิดสังคมที่มีความพอเพียง ไม่เอารัดเอาเปรียบ เข้าใจความคิดเห็นของคนอื่น และมีการเคารพในความเป็นมนุษย์ ตลอดจนมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่กับประสิทธิภาพ คุ้มค่า และทั่วถึง
5) ขับเคลื่อนและวางระบบการติดตามประเมินผลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วม จะสามารถลดความขัดแย้งและสร้างความสงบสุขในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: มติชนออนไลน์
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












ทั้งหมดล้วนเป็นผลมาจากการมีโล
ทั้งหมดล้วนเป็นผลมาจากการมีโลกทรรศน์ที่แคบของผู้บริหารประเทศ---การศึกษามีคุณภาพต่ำ แม้จะดูว่าสังคมไทยมีมหาวิทยาลัยมากมายแต่สถาบันเหล่านั้นส่วนมากเป็นแค่ สถานที่สร้างผลงานที่ขาดคุณภาพในสิ่งที่ตนเองผลิต เราจึงพบเห็นได้โดยทั่วไปที่คนไทยฝ่าฝืนกฏจราจรกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันทั่วประเทศจากทุกระดับชนชั้น คนไทยพร้อมที่จะเป็นผู้ท้า ทายกฏหมาย คนไทยเชื่อสนิทว่าเงินหรืออำนาจของบุคคลสามารถที่จะทำให้กฏหมายต้องหมดสภาพ การใช้อำนาจทั้งสองอย่าง แม้คดีที่ใหญ่โต ไม่ว่า ฆ่าคนตาย ค้ายาเสพย์ติด การบุกรุกที่สาธารณะ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การฉ้อราษฏร์บังหลวง--ล้วนแก่ใขได้ด้วยอำนาจเหล่านี้----มันอาจจะเป็นจุดจบของประเทศนี้ก็เป็นได้ในอนาคต เมื่อคนเข้าตาจน ปัญหารุมเร้าจนขาดสติที่จะไตร่ตรอง---แต่ในความเป็นจริงสังคมไทยในระดับที่ใช้คำว่า "ไตร่ตรอง" นั้นดูจะห่างไกลเป็นอย่างยิ่ง อาจจะหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับพ่อมดหมอผี ไปตามเรื่องตามราว-----เสียมากกว่า
..ไม่ได้เข้ามาซะหลายวันเพราะม
..ไม่ได้เข้ามาซะหลายวันเพราะมัวแต่เร่งทำขนมครกแบบ 2 กะ ตอนนี้ลูกค้มากเลยเพิ่มรอบบ่ายไงถึงตอนเย็นก็พอไปได้นะ เอ้อ..ตอนนี้มีแต่ข่าวด้านลบทั้งนั้น โดยเฉพาะที่กำลังจะวิพากษ์อยู่นี่แหละ จากสาระสำคัญของข่าวนี้ ไอ้มาร์คและพวกของมันอ่านเรอะเปล่า ป้าว่านยังไงนะมันก็ไม่ยอมรับอยู่ดี ขนาดคลิปเสียงมรณะของมันเองยังไม่ยอมรับเล้ย.. ป้าว่าเคสนี้มันก็โทษนายกทักษิณ ชินวัตรอีกตามเคย
..สรุปว่าประเทศไทยตอนนี้รูดตูดกลวงไปแล้ว หมดสิ้นทั้งอินทรีย์ หมดทุกอย่าง.. ไอ้เรื่องจะแข่งกับมาเลเซียและสิงคโปร์นั้นลืมไปได้เลย เห็นมีช่วงเดียวที่นายกแม้วเข้ามาบริหารประเทศแล้วรุ่งเรือง..ต่างประเทศชื่นชม คนไทยหน้าใส นอกนั้นเจ๊งกะโบ้ง เอาปี๊บคลุมหัวได้ อายลูกหลานมันจริ๊งๆ..ก็วันๆพวกโจรปล้นอำนาจพวกนี้มันมีอะไรเชิงสร้างสรรค์บ้างละ พล่ามกันตะบัน ลำพังตัวมันเองก็ร่อแล่ไอซียู.แล้ว เจอเคสคลิปเสียงเข้าอีก ก็ต้องเตรียมตัวไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการอะไรสักอย่างที่คนพรรคเพื่อไทยกำลังฟ้องให้สอบสวนคลิปเร็วๆนี้แล้ว ..มันจะมีใจมีจิตคิดอะไรได้
..ป้าว่านะ..ดูโหงวเฮ้งมันแล้วต่อให้มีไม้แหย่แย้ รึมีแม่ยกคอยคุ้มกบาลมัน หมอลักษณ์ก็ต้องฟันธงแล้วว่า..งวดนี้มันไปไม่รอดแน่ ไปล่ะ...ตอนดึกค่อยมาอีกรอบ
ทำไมจะไม่เสื่อมเล่าครับ
ทำไมจะไม่เสื่อมเล่าครับ ก็ได้ไอ้ตัวเห้มาเป็นนายกตั้งแต่ปี 44 มันก็เริ่มบ่อนทำลายประเทศเลยพอเข้ามามีอำนาจ ผมเชื่อว่ามันต้องรับเงินต่างชาติที่เป็นคู่แข่งกับประเทศไทย เพื่อเข้ามาบ่อนทำลายประเทศชาติในทางอ้อมแน่ๆเลย ผมเชื่อของผมแบบนี้แหละ ดูพฤติการณ์มันมานานแล้ว เช่นในเรื่องเขตแดนทับซ้อนกับเขมร และเอานายทุนต่างชาติมาดูการทำนา ไอ้คนสารเลวคนนี้ผมโคตรเกลียดมันเลย ไอ้สารเลว เมื่อไหร่มันจะตายเสียที มีแต่สร้างความวุ่นวายให้ประเทศชาติ ปลุกระดมแม่งอยู่นั่นแหละ นี่ก็ตั้งโรงเรียนเสื้อแดง คิดก่อกบฏแบ่งแยกประเทศไง ไอ้ชั่วเอ้ย
ขอประทานโทษเถอะ
ขอประทานโทษเถอะ จะเอาผู้ตรวจที่ไหนไปพัฒนาผู้ปฎิบัติ โดยเฉพาะสศช.นั้นแหละที่ต้องทำเป็นตัวอย่างก่อน เบื้องบนไม่เอาใจใส่ เบื้องล่างไม่ใส่ใจ ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ ช่วงที่จีดีพีเติบโตก็ไม่รู้ว่ารายได้ประเทศไปทำอะไรหมด หาผู้นำที่เสียสละไม่ได้ก็รับสภาพไปเถอะ
เจ้าเก่า สมชื่อมึงเลยว่ะ
เจ้าเก่า สมชื่อมึงเลยว่ะ โง่ดักดาน กบใต้กะดอ พี่หม่องเค้าเซงหน้าไปแล้ว เวรเอ้ย กบใต้กะดอจงหดหัวอยู่งั้นแหละ
To
To เจ้าเก่า
"เอานายทุนต่างชาติมาดูการทำนา"=>this policy might become unpopular among conservatives but in term of economics , this is not a bad policy. if former-land owners take actions based on rational, there would be no problem in this policy and many ppl would benefit from this win-win policy. Thai farmer would enjoy higher wages+profit and thai consumer+food processor would enjoy more stable-cheaper food and raw material.
As we know,thai argicultural sector yields very low production and consume so many labour forces. That is why many thai farmers live below poverty level. If we can free the land and raise productivity, of course some farmer may lose their jobs and get hurt, but in the long run,along with good working-encourage program, these free-workforces can be shifted to another sector, enjoy higher paid and that will help thai economy as well. (Thailand lacks workforce---and that is a fact)
I think only rising in production efficiency and economy of scale are the only ways to help thai argicultural sector to withstand globalization.
นักวิชาเกินช่วยกันวิเคราะห์หน
นักวิชาเกินช่วยกันวิเคราะห์หน่อยดีไหม เป็นเพราะคนไทยโง่กว่ามาเลย์ สิงคโปร์ หรือเป็นเพราะสถาบันเหลือบ (อำมาตย์) ของไทย
อ๋อ…คนไทยเรา “ทั้งเหลือง
อ๋อ…คนไทยเรา “ทั้งเหลือง ทั้งแดง” ไม่แคร์อยู่แล้ว
ประเทศไทยจะอยู่ที่ 1 หรือ ที่โหล่
ก็ไม่เป็นไร
ขอให้ฝ่าย “ของกู” เป็นฝ่ายชนะก็เพียงพอ
ผมกลับมีความรู้สึกว่า
ผมกลับมีความรู้สึกว่า "ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาพที่กำลังลอกคราบ"มากกว่า เหมือน ตัวไหมทีกำลังกระดุก-กระดิก เพื่อจะให้ตัวเองหลุดออกมาจากรังเยื่อหุ้มที่ห่ออยู่...(จึงดูเหมือน กำลังลำบาก...กระเสือก-กระสน)
มันต้องใช้เวลา...อย่าพลีพล่าม ดึงมันออก...หรือใช้อะไรไปฉุกลาก เพราะเป็นธรรมชาติของมัน... อีกไม่นานก็จะเห็นตัวจริง คือ ผีเสื้อแสนสวย หลุดออกมา แล้วบินร่อนอวดโฉมที่สวยงาน...
วันนั้นจะได้เห็น...เมืองไทยที่สวยงามและพัฒนารุ่งเรื่อง...มีอะไรที่ดีๆ เยอะแยะ...วันนี้รอให้ การกระเสือก-กระสนของรุ่น ผู้เฒ่าราคะ-กิเสสหนา-โลบมาก ตายไปให้หมดเสียก่อน...แล้วจะได้เห็นเยาวชนรุ่นหลังๆที่มันสมองเยี่ยม-จิตใจกว้าง-มีสามัคคี ช่วยกันพัฒนาประเทศ ...ไม่ช้า-ไม่นานแน่-นอน ...อีก 50-60ปี หรืออาจ 100ปี ใครรอได้ก็...เอา เชิญ
ป้าเกลี้ยงแก่แล้วก็ไปอยู่ตามป
ป้าเกลี้ยงแก่แล้วก็ไปอยู่ตามประสาแก่ ๆ นะ อ่านหนังสือยังไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วยังอวดมาออกความเห็นอีก ที่เมืองไทยเสื่อมมาเรื่อย ๆ นั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยทักษิณจนถึงปี 2551 นะ ตอนนั้นอภิสิทธิ์ยังไม่ได้มาเป็นนายก ฯ นะ ข้อมูลต่าง ๆ ของปีนี้ยังไม่ออกมาเลยป้า มันยังไม่สิ้นปี ถึงสิ้นปีแล้วกว่าจะเรียกเก็บข้อมูลได้ ป้าก็ต้องรอไปอีกหนึ่งปีนะ ป้านะ
ไม่แปลกใจเลยที่เป็นแบบนี้ เพร
ไม่แปลกใจเลยที่เป็นแบบนี้
เพราะแนวทางการสร้างชาติ ไม่ได้มีไว้สำหรับคนไทยทั้งประเทศ
แต่มีไว้สำหรับคนบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น
ขอบคุณพม่า ที่เรายังมีเรา
ขอบคุณพม่า ที่เรายังมีเรา
แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยอุ่นใจ♪
ไอ่แม้วหยุด
ไอ่แม้วหยุด ประเทศจะดีขึ้นครับ
*คืนอำนาจ ประชาชน
*คืนอำนาจ ประชาชน ดลเลือกตั้ง
เพิ่มพลัง อุดมการณ์ อันสูงส่ง
เพื่อประชาธิปไตย ได้ดำรง
รักษาความ มั่นคง ประชาชน
*เลิกล้ม กฎหมายโจร รัฐประหาร
พร้อมผลพวง ทุกประการ อันสับสน
วางทักษิณ และสนธิ มิร้อนรน
ประชาชน ต้องลิขิต ชีวิตเอง
*นำรัฐธรรมนูญ ปีสี่ศูนย์ กลับมาใช้
แก้ไขให้ เลิศล้ำ ทำให้เจ๋ง
ประชาชน มีส่วนร่วม รวมบรรเลง
ให้เกิดเพลง ประชาธิปไตย
*ที่สำคัญ ต้องยอมรับ เสียงข้างมาก
อย่าให้ยาก อยากยิ่งใหญ่ ใส่เงื่อนไข
อย่าให้เสียง ข้างน้อย คอยชิงชัย
โดยการใช้ วิธีการ อันก้าวร้าว
*ที่สิบเก้า กันยายน คนเสื้อแดง
มาร่วมแรง ให้เป็นไป ได้ดังกล่าว
อุดมการณ์ ร่วมกัน มั่นทุกคราว
ร่วมกันก้าว สู่ประชาธิปไตย
*ความเปลี่ยนแปลง เท่านั้น พาทันโลก
สิ้นทุกข์โศก พาไทย ให้ผ่องใส
ประชาชน สวัสดี มีชัย
ขอประชาธิปไตย จงรุ่งเรือง
ใครเล่าจะสนใจ................
ใครเล่าจะสนใจ.................................
ตอนนี้รู้สึกด้านชาแล้วกับความ
ตอนนี้รู้สึกด้านชาแล้วกับความถดถอยของไทย
เพราะคิดว่า เมืองไทยไม่ใช่ของเราคนเดียว
แต่เท่าที่สังเกตดู เห็นหน้าแต่ละคนที่เดินกร่างในทีวี ก็ไม่เป็นสุขดั่งเขาว่าจริงๆ
มองที่ท่าทางก็เหนียมๆ ไม่ผ่าเผยเหมือนก่อน
จะพูดจาก็ งุๆงิๆ ขาดลูกเล่นไปเยอะ
ครั้นจะหัวเราะ หัวใคร่ก็กลัวคนไทยจะหาว่า บ้า สติ เสีย
บ้านเมืองวุ่นวายอย่างนี้ ยังระรื่นอีก
บางคนออกทีวี
จะพูดอะไร คนก็วิจารณ์ อย่าพูดดีเข้าตัว ไม่ต้องสอน สอนตัวเองก่อนเป็นงั้นไป
เสียงสะท้อนคง สะเทือนหัวใจบ้างหรอกนะ
ไม่รู้สึกก็ให้รู้ไป
แล้ว อย่างนี้ ดรรชนีความสุขที่วัดง่ายๆ อย่างนี้ ไม่บ่งชี้ แล้วจะเป็นอะไร
ยิ่งกาลเวลา กำลังกลืนกิน สรรพสิ่งที่มีลมหายใจ ให้สิ้นอายุทุกวัน
ก็น่าจะนอนไม่หลับ
ความทุกข์ในใจ คง อยาก ล้างออก แต่ มิรู้ จะ เอาอะไรล้าง
น้ำศักดิ์สิทธิ์ ก็ ปนเปื้อนด้วยสารเคมี
ที่สุด ทุกข์ทั้งเป็น จะยิ่งพุ่งขึ้น คาด ว่า ในไม่ช้า เมืองไทยจะที่โหล่
แล้วจากนั้นก็จะไต่ อันดับขึ้น มีตาย ก็มีเกิด
เป็นเช่นนั้นแล
รอพวก บิ๊กบัง
รอพวก บิ๊กบัง ออกมาอีกรอบ
ได้อันดับ1 แน่นอน
..เมื่อวานว่าจะเข้ามารอบดึก
..เมื่อวานว่าจะเข้ามารอบดึก เผลอหลับไปหน่อย มันก็สังขาลที่แหละที่ยอบแยบไปตามเวลา ...แต่ต้องขอบอกพวกปากหมาในนี้หน่อยนะอย่าได้ดูแคลนคนแก่อย่างป้านะจะบอกให้ เพราะถึงแม้ป้าจะแก่เฒ่าแต่สมองก็ไม่ฝ่อเหมือนบางคนร็อก..
..ป้าก็ไม่ได้วิเศษเหนือมนุษย์ เป็นปุถุชนชาวบ้านนอกนี่แหละ แต่บังเอิ้ญ..ที่ได้ติดตามการเมืองมาตั้งแต่อายุสิบกว่าๆตอน เรียนม.ปลายโน่น ก็ไม่รู้ว่าไอ้ปากหมาที่ชอบโพสblaimคนอื่นนั้นตอนนี้มันอายุเท่าไร..ป้าว่ามันน่าจะยังเป็นsperm อยู่ในถุงบิดามันแน่ หรือไม่ก็ละอ่อนไร้เดียงสาทางการเมือง มันจึงไม่ทันเกมเล่นลิ้นของไอ้ธิ หน้โกเต็กซ์ เดนคนที่สังคมไทยกำลังตามล่ามันมาลงโทษตามกบิลเมือง แม้ว่าตอนนี้มันยังกร่างได้ แต่เชื่อเหอะกรรมมันมีจริง มันไปไม่รอดร็อก..
..ป้าก็ต้องขอโทษแฟนๆประชาไทด้วย ที่วันนี้งานเข้าแต่หัวม้วน เพราะเหลืออดจริงๆ กับพวกสมองหมา ปัญญาควาย
ที่หลงเข้ามาในห้องนี้ เอาเป็นว่าจะเล่าอะไรให้ฟังนะ วันก่อนไปคุยกับนายตำรวจนายหนึ่งระดับสภอ.จบเตรียมและนายร้อยตำรวจ ก็คุยกันหลายประเด็นตามประสาเกลอกัน เขาบอกว่าตอนนี้เหล่าสีกากีเกือบหมดใจมันแดงไปแล้ว เขายังบอกอีกว่าวันไหนที่มีสถานการณ์รุนแรง มันจะเกิดเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมาย ไม่เชื่อให้คอยดู โอ..แม่เจ้า อะไรจะปานนั้น ป้าฟังแล้วก็คาดไม่ถึง แต่พอปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ถึงบางอ้อ..เพราะตำรวจถูกย่ำยีมาตลอด วันหนึ่งเขาคงต้องคิดบัญชีกับพวกสารเลวทั้งหมดที่เหยียบย่ำเขา ป้าก็จะคอยดูและสมน้ำหน้ามันทุกตัวที่ทรยศต่อประชาชนและความยุติธรรมของสังคมนี้ ถึงวันนั้นป้าอยากจะเอาขนมครกร้อนๆไปยีหน้าพวกมัน ตามด้วยน้ำหมากอีกสักหน่อย ก็น่าจะดีกว่าปลาร้าที่ชาวลพบุรีนะ วันนี้หลุดไปหน่อยไม่ว่ากันนะพวกขาประจำ..ฮิฮิ..ป้าไปละ
..
ชอบความเห็นของคุณ Anonymous
ชอบความเห็นของคุณ Anonymous
ห้ามส่งคนช้ำนะจ๊ะอ่านแล้ว
ห้ามส่งคนช้ำนะจ๊ะอ่านแล้ว อย่าหยุด กรุณาอ่านต่อ เพราะคุนได้โดนคำสาปนี้ไปแล้ว…. อ่านต่อเลย
เป็น เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กคนนึงในจ. พิษณุโลก เด็กคนนี้ชื่อนิ้งเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ สาม วันนั้นเป็นวันสอบซ่อม นิ้งได้มาที่ รร เพื่อที่จะสอบซ่อม ระหว่างที่รอเพื่อน ๆ อยู่นั้น นิ้ง ก้อเหลือบไปเห็นสิ่ง ๆ หนี่ง เขาเดินเข้าไปใกล้ ๆ กับสิ่ง ๆ นั้น มันคือกล่องใส่กระดาษกล่องหนึ่ง นิ้งนั้นไม่รู้ว่าในนั้นมีอะไร แต่เขาก้อได้เก็บกล่องนั้นไป หลังจากที่เขาสอบซ่อมเสร็จแล้ว นิ้งและเพื่อน ๆ ก้อกลับบ้านทันที พวกเขาอยากรู้ว่าในกล่องนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ ตกกลางคืนนิ้งและเพื่อน ๆ ก้อไปสนาม เดะเล่นและเปิดกล่อง ๆ นั้น ข้างในกล่องมีกระดาษสีดำเขียนอยู่หนึ่งแผ่น ในกระดาษแผ่นนั้นเขียนไว้ว่า * สวัสดี เราชื่อ”เปลวเทียน”เป็นเด็กนักเรียนคนนึง เราถูกฆาตกรโรคจิด ข่มขืนและค่าหมกอยู่ในป่าแห่งหนี่ง ที่นั่นหนาวเหน็บไม่มีแม้แต่เสียงหายใจของมนุษย์ เราพยายามร้องให้คนมาช่วยแต่ก้อไม่มีคายมา ตอนนี้เราเหงาเหลือเกิน จะมีใครมาอยู่เป็นเพื่อนเราบ้างไหม ถ้าเทอไม่อยากให้เราลากเทอมาอยู่เป็นเพื่อนกันเรา จากนี้ไปเป็นเวลา 7 ชั่วโมง ขอให้เทอก็อปข้อความข้างบนนี้ ส่งต่อให้สื่ออะไรก้อได้ เป็นจำนวน 10 coppy แต่ถ้าเธอไม่ทำตาม อีก 7 ชั่วโมงนี้ฉันจะไปตามเทอมอยู่เป็นเพื่อน * หลังจากที่นิ้งได้อ่านนั้น เอก้อไม่เชื่อ และคิดว่ามีคนมาแกล้งเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระ และไม่ยอมทำตาม 7 ชั่วโมงให้หลัง นิ้งและเพื่อน ๆ ก้อตาย โดยที่ไม่มีสาเหตุ ***********************************- เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จนถึงขณะนี้ หมอและตำรวจยังไม่สามารถรู้ได้ว่า เด็กเหล่านั้นตายได้เช่นไร __________ ตอนนี้พวกเทอได้อ่านกระทู้นี้ ก้อคงได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด นั่นคือ เทอจะต้อง copy ข้อความนี้เป็นจำนวน 10 copy แต่ถ้าเทอไม่ทำตามที่เด็กคนนั้นขอ เทอจะต้องไปอยู่เป็นเพื่อกับเด็กคนนั้น อีก 7 ชั่วโมงให้หลัง ขอให้พวกเทอทุกคนโชคดี
(ปล ห้ามส่งมายังคนเดิมที่ส่งมาอีก ไม่งั้นจะรับโทษฐานคืน ตาย!!!!!
ขอโทดน๊า...ที่ส่งข้อความแบบนี้มาอ่ะ..แบบเค้าส่งมาให้อีกที..แบบกัว