เมธา มาสขาว: ปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจการรถไฟ?

การปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ไม่ใช่การปฏิรูปการรถไฟแต่เป็นเจตนาแผงขายการรถไฟซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของคนไทยทั้งชาติ

 
 

 

จากเหตุการณ์ที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้หยุดการทำงานประท้วงรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเวลา 2 วัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ยุติแผนการปรับโครงสร้างการรถไฟฯ ใหม่ โดยที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการปรับโครงสร้างดังกล่าวตามข้อตกลงสภาพการจ้าง ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนนั้น
 
การปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทยของรัฐบาลดังกล่าว ภายใต้การนำเสนอของกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามมติคณะมนตรี วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่การปฏิรูปการรถไฟ หรือการพัฒนาการรถไฟแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด แต่เป็นเจตนาแอบแฝง ในการขายสมบัติของการรถไฟฯ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของคนทั้งชาติ ไปให้เอกชนและกลุ่มนายทุนแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ต่างจากการพยายามแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินของรัฐและประชาชนไปให้เอกชนดูแลและสร้างกำไร
 
ดังนั้น เราต้องคัดค้านแผนการแปรรูปการรถไฟฯ และการขายสมบัติสาธารณะของรัฐบาล ดังที่จะมีแผนการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทยออกเป็น 3 ส่วน โดย
 
(1) ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยรับผิดชอบเฉพาะในส่วนงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งหมดของกิจการรถไฟ รวมถึงการก่อสร้าง บำรุงรักษารางรถไฟเท่านั้น
 
แต่ (2) กลับให้มีการจัดตั้ง “บริษัทเดินรถ” โดยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการและแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลการจัดการเดินรถทั้งการโดยสารและการขนส่งสินค้า ตลอดจน Airport Link ฯลฯ โดยโอนทรัพย์สินของการรถไฟฯ มายังบริษัทดังกล่าว
 
และ (3) การจัดตั้งบรรษัทบริหารทรัพย์สิน ในรูปแบบ Management Agency ทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดิน การจัดเก็บรายได้ และบริหารสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟฯ โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาที่ดิน ซึ่งปัจจุบันนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยมีที่ดินมากกว่า 230,000 กว่าไร่ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สมบัติของสาธารณะของประชาชน ดังนั้น แผนการแปรรูปการรถไฟฯ แบบนี้ คือการขายทรัพย์สมบัติของสาธารณะของประชาชนให้แก่กลุ่มนายทุนที่อิงแอบนักการเมือง เข้าไปฮุบผลประโยชน์ทั้งปวงนั่นเอง !!!
 
เหตุผลในการปรับโครงสร้างการรถไฟฯ เพื่อฟื้นฟูฐานะการเงินของการรถไฟฯ ที่มีหนี้สินจำนวนมาก และเพื่อแก้ไขการประสบสภาวะขาดทุนมาโดยตลอดนั้น เป็นเพียงข้ออ้างของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่มีผลประโยชน์แอบแฝง เพราะสภาวะขาดทุนดังกล่าวเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่เคยคิดที่จะพัฒนาการรถไฟฯ และละเลยมาโดยตลอด กล่าวคือ รัฐบาลไม่เคยจ่ายเงินบริการเพื่อสังคม (pso) ตามกฏหมายรถไฟ พ.ศ. 2494 มากว่า 7 ปี, มีการจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์ต่อเอกชน, การฮั้วกับเอกชนและกลุ่มทุนในการเช่าที่ดินรถไฟราคาถูกเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการคิดค่าบริการในราคาที่ต่ำกว่าทุนในขณะที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปัจจุบัน การรถไฟมีต้นทุน 1.601 บาท ต่อคน ต่อการเดินรถ 1 กิโลเมตร แต่เก็บค่าโดยสารเพียง 0.24 บาท ต่อคน ต่อการเดินรถ 1 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ในส่วนของค่าโดยสารก็เพื่อบริการสังคมและคนจนในสังคมที่รัฐบาลจะต้องดูแล และปฏิรูปกิจการส่วนอื่นเพื่อรองรับรายได้ อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับโครงสร้างใหม่ก็ไม่ได้มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูปดังกล่าวโดยยึดถือให้การรถไฟเป็นกิจการของรัฐและประชาชน 100% โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือได้ประโยชน์ แต่กลับมุ่งเน้นให้เอกชนแสวงหากำไร ทั้งยังกำหนดในแผนฯ ว่า ให้เอกชนปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารขึ้นร้อยละ 10 ในปีงบประมาณ 2553 และให้ปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 10 โดยปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 เช่นกันในทุกๆ 3 ปี อย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการยกผลประโยชน์ทั้งปวงให้เอกชนไปพัฒนาและดูแล แทนการปฏิรูปการรถไฟฯ โดยถือเป็นกิจการสาธาณะของรัฐที่รัฐจะบริการและพัฒนาให้ดีขึ้นภายใต้ฐานะของรัฐวิสาหกิจที่ประชาชนเป็นเจ้าของ
 
ทางออกเฉพาะหน้าและอย่างเร่งด่วนในขณะนี้ก็คือ รัฐบาลจะต้องยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี 3 มิถุนายน 2552 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ประชาชนและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจไม่มีส่วนร่วมดังกล่าว และเปิดเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่จะต้องไม่แปรรูปหรือยกให้เอกชนไปแสวงหาผลประโยชน์ แต่ร่วมกันปฏิรูปและพัฒนาในฐานะกิจการสาธารณะของรัฐ รวมถึงยกเลิกแผนการจัดตั้งบริษัทเดินรถและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีกำหนดเวลาจัดตั้งเพื่อแยกออกจากการรถไฟแห่งประเทศไทยภายใน 30 วัน นับจากวันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลทางประวัติศาสตร์ดังกรณี การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่แปรรูปเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบันแล้วแต่ไม่สามารถควบคุมราคาได้ตามที่รัฐเคยกล่าวอ้างไว้และทำให้รายได้เข้ารัฐลดลงถึง 40% ในขณะที่บริษัทมีผลกำไรเพิ่มขึ้น 30% ทั้งนี้ ประสบการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลต้องซื้อคืนรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นในราคาที่สูงกว่าเดิมหลายเท่าเพื่อความมั่นคงของรัฐและเป็นกิจการสาธารณะเพื่อประชาชนเหมือนเดิม
 
รัฐบาลและกระทรวงคมนาคม จะต้องนำแผนการปรับโครงสร้างใหม่ ไปทบทวนและปรับปรุงในฐานะกิจการสาธารณะของรัฐ โดยให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟ ซึ่งมีมากกว่า 10,000 คน และภาคประชาชนมีส่วนร่วม ในการประชาพิจารณ์ และการออกเสียงประชามติในอนาคต เพื่อป้องกันการฮุบเอาผลประโยชน์ของประชาชนโดยการใช้นโยบายแอบแฝง
 
แน่นอน รัฐบาลสามารถพัฒนาการรถไฟฯ เพื่อแก้ไขสภาวะขาดทุนได้ โดยการปรับปรุงค่าเช่าที่ดินเชิงพานิชย์ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 36,000 ไร่ให้เหมาะสมกับราคาปัจจุบัน การสร้างทางคู่โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน การปรับปรุงรถจักร รถพ่วงและการเดินรถเชิงสังคมให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย รวดเร็วและปลอดภัย ตลอดจนการเพิ่มเส้นทางเพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชนต่อไป.

***คนที่เขาอิ่มอ้วน พุงกาง

***คนที่เขาอิ่มอ้วน พุงกาง กับรถไฟระบบเก่า เขาจะยอมรึ คอยดูไปละกัน ไม่เชื่อเรียมก็เชื่อไอ้ขวัญ ไม่มีวัน ไม่มีวัน

ไม่ต้องขาย

ไม่ต้องขาย ไม่ต้องปรับปรุงอะไร ปล่อยให้เป็นผีตายซากไปแล้วกัน

ก็นั่นล่ะ สะใจไหมล่ะคุณเมธา

ก็นั่นล่ะ สะใจไหมล่ะคุณเมธา ฮี่โธ่ แอบเหลืองมาตั้งนาน ก็สมควรที่จะต้องมารับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไป ทางทีดี ช่วยไปลากพวกพ้องเหลืองๆ ของคุณออกมาร่วมรับผิดชอบด้วยดิ โดยเฉพาะสุริยใส กตศิลา พิภพ ธงไชย โคตรเซ็งเลย วันนี้เดินออกไปซื้อกาแฟหน้าปากซอย แม่ค้าถาม จะต้องม็อบอีกเมื่อไหร่ จะไปร่วมด้วย เบื่ออภิสิทธิ์จะตายอยู่แล้ว เงินไม่มีก็มาไล่หักเงินเดือนคนจน ไม่รู้หน่วยไหนโดนไปมั่ง หักเงินเดือน 3 เดือน เดือนแรกหัก 10 วัน เดือนที่สอง 15 วัน และเดือนที่สาม 20 วัน สะใจไหมล่ะ

TOT กับ CAT

TOT กับ CAT ก็เป็นบริษัทหมดแล้วนี่ครับ ไม่เห็นมีใครบอกว่าขายชาติ?

ผมอยากแสดงความคิดเห็นต่างสักห

ผมอยากแสดงความคิดเห็นต่างสักหน่อย ซึ่งผมเห็นว่าแนวทางการแก้ไข ไม่ได้แตกต่างจากมติรัฐบาลมากนัก ถ้ามตินั้นไม่แอบแฝงซ่อนเล้นซึ่งผลประโยชน์ใดๆ มกไว้อยู่

ซึ่งในส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้ชื่นชอบแนวทางการทำงานในระบบของพรรคประชาธิปปัตย์นัก แต่กล่าวหาว่าเป็นสมุนทักษิณ ซึ่งจะทำให้การวิจารณ์มีอคติ แค่อะไรเห็นดีด้วยก็แค่บอกว่าดี ไม่ดีก็ทักท้วงด้วยใจที่เป็นกลางจริงๆ

ซึ่งผมเห็นด้วยกับแนวทางมติทั้ง 3 ประเด็น แต่รัฐเองควรที่จะให้มีการระดมความเห็น เปิดให้วิจารณ์สาธาณะก่อนที่เข้ามติรัฐมตรี

ประเด็นแรก
(1) ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยรับผิดชอบเฉพาะในส่วนงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งหมดของกิจการ
รถไฟ
ผมเห็นด้วย แต่การรถไฟในสถานะนี้จะต้องไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ การรถไฟจะต้องหน่วยงานรัฐ ที่ทำหน้าการสร้างขยายระบบรางรถไฟ ไม่ว่าสร้างเส้นทางใหม่ๆ ขยายเป็นรางคู่ หรือจะเป็นระบบรางความเร็วสูง โดยได้งบประมาณจากรัฐโดยตรงทั้งหมด เสมือนกรมทางหลวงที่รับผิดชอบสร้างถนนหลวง แต่การลงทุนนี้รัฐอาจต้องกู้หรือจะร่วมลงทุนระหว่างรัฐ อย่างประเทศจีนที่สนใจร่วมลงทุนเพื่อเชื่อมต่อการขนส่งถึงมณฑลตอนเหนือของจีน แต่สิทธิครอบครองในประเทศต้องเป็นของรัฐไทยทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

การทำเช่นนี้ ทำให้การรถไฟจะไม่ต้องมีภาระต้นทุนในการก่อสร้างและบำรุงรักษา ต้องให้การพัฒนาระบบรางเป็นความรับผิดชอบของรัฐโดยตรง การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาลที่ผ่านมานั้น การพัฒนาส่วนนี้มิเคยได้รับการสนใจเลยจากรัฐบาลเลย ทำให้ระบบรางยังมีเท่าที่มีอยู่แต่เดิมตามสภาพเก่า แต่งบประมาณทั้งหลายมุ่งแต่สร้างถนนอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่เคยทันเพียงพอต่อจำนวนรถที่มากขึ้นเลย ทำให้ระบบรางของประเทศ ล้าหลัง ไร้การดูแลจากรัฐ และปัญหาความคับคั่งจราจรก็ยิ่งทวีคุณ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจในการซื้อรถยนต์ส่วนตัวของประชาชน การใช้น้ำมันมากมายเท่าไหร่ เราเองไม่ต้องมาคิดความสูญเสียทาง เวลา สังคมหรือจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

ประเด็นที่สอง
(2) กลับให้มีการจัดตั้ง “บริษัทเดินรถ” โดยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการและแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลการจัดการเดินรถทั้งการโดยสารและการขนส่งสินค้า ตลอดจน Airport Link ฯลฯ โดยโอนทรัพย์สินของการรถไฟฯ มายังบริษัทดังกล่าว

ต้องขอตอบแบบซื่อตาใส ผมเห็นว่ามติรัฐมนตรีให้การถือหุ้นทั้งหมดของรัฐ และไม่มีมติอื่นที่ให้เอกชนร่วมถือหุ้นได้ ซึ่งถ้ามีแค่นี้ ผมก็เห็นด้วยเพราะเมื่อการรถไฟแยกภาระค่าใช้จ่ายสร้างรางและบำรุงรักษา ก็ดูแลเฉพาะส่วนการให้บริการเดินรถเพียงด้านเดียว ทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายและบริการมีขอบเขตความรับผิดชอบเฉพาะเจาะจง ง่ายต่อการบริหาร จัดการ การรถไฟมีความชำนาญในหน้าที่นี้อยู่แล้ว ย่อมรู้ว่าจะการบริหารงานอย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมีต้นทุนเฉพาะการเดินรถย่อมทำให้ผลการประกอบการดีขึ้นอย่างไม่ต้องคิด ทำให้เราสามารถมองเห็นต้นทุนแท้จริงจากการบริหารได้ว่าเมื่อไม่ต้นทุนส่วนนี้แล้วการนถไฟจะสามารถลดต้นทุนได้เพียงใด คุ้มค่ากับเงินตอบแทนที่จ่ายหรือไม่

ประเด็นที่สาม
และ (3) การจัดตั้งบรรษัทบริหารทรัพย์สิน ในรูปแบบ Management Agency ทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดิน การจัดเก็บรายได้ และบริหารสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟฯ โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาที่ดิน ซึ่งปัจจุบันนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยมีที่ดินมากกว่า 230,000 กว่าไร่
อันนี้ก็ขอซื่อตาใสเช่นเดิม ว่าตามมติรัฐมนตรี ที่ให้เป็นการถือหุ้นโดยรัฐทั้งหมดแบบเดียวกัน เอกชนไม่มีสิทธิถือหุ้น หรือได้สิทธิถือครอบครองที่ดิน แต่การจะพัฒนาบริหารทรัพย์สินการรถไฟซึ่งมีมุลค่ามหาศาล ควรจะต้องให้ผู้ที่มีความชำนาญในการบริหารนี้โดยเฉพาะ แต่จะให้เจ้าหน้าการรถไฟเดิมคงไม่เหมาะสมนัก เพราะความสามารถและความชำนาญคนล่ะอย่างกัน ก็คงต้องมีการจัดคณะทำงานใหม่ ที่เหมาะสม ซึ่งแนนอนว่าไม่ใช่เอกชน

การเพิ่มมูลค่านั้นการรถไฟจะต้องให้เอกชนลงทุนพัฒนาที่ดิน โดยการรถไฟจะเก็บรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ หรือจะเก็บจากผลประโยชน์ที่เอกชนได้รับ ก็ต้องเป็นไปตามความเหมาะสม เพราะรัฐย่อมไม่มีความสามารถพัฒนาและบริหารเองได้ทั้งหมด แต่ปัญหาคือผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้บริหารทรัพย์สินจะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวกับเอกชนอย่างไร จะต้องมีระบบตรวจสอบอย่างเปิดเผย และสหภาพย่อมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ ในส่วนนี้จะดูล่อแหลมต่อการทุจริตมากที่สุด ซึ่งดูว่าเป็นผลประโยขน์ที่ใครๆ ก้ไม่อยากสูญเสียโอกาสครอบครอง ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นสมบัติของชาติโดยแท้

ต้นทุนการรถไฟที่ผ่านมา มีทั้งการซ่อมระบบรางแลที่สำคัญะค่าใช้จ่ายร้อยล่ะ หกสิบ ของทั้งหมด คือเงินตอบแทนพนักงานและฝ่ายบริหาร (ซึ่งข้อมูลนี้อยากจะทราบกับผู้รู้คนอื่นด้วย ) ทำให้เกิดหนี้มากถึงเจ็ดหมื่นล้านบาท แต่ส่วนหนึ่งนั้น ควรต้องเป็นงบการพัฒนาที่รัฐควรจะเป็นผู้ลงทุนโดยตรง แต่ถึงกระนั้นการรถไฟซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ผลการดำเนินงาน
ใดๆ ก็ต้องภาระความรับผิดชอบโดยรัฐอยุ่ดี จะมีแค่ตัวเลขว่าแสดงจะเป็นหนี้สาธารณะของรัฐหรือหนี้ของการรถไฟ

การขนส่งด้วยระบบรางนั้นถือมีต้นทุนที่ต่ำสุด ใช้พลังงานน้อยสุด การคิดค่าโดยสารต้องพิจารณาถึงประโยชน์สาธารณะ เป็นที่ตั้ง การปรับราคาควรสะท้อนถึงต้นทุนและการอุดหนุนโดยรัฐ เพื่อสนับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ทั้งเป็นการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดการใช้พลังงาน ลดมลพิษ ลดค่าครองชีพประชาชน ลดการคับคั่งบนท้องถนน ลดเวลาการเดินทาง ประหยัดและปลอดภัยกว่า

แนวทางหาความเหมาะสม ควรต้องให้มีคณะกรรมการที่เป็นกลางแท้จริง จากหลายภาคส่วนสังคม เพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การเรียกร้องโดยสหภาพ ในส่วนตัวแล้วเสมือนการรักษาผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่า เพราะถ้ามีการแยกส่วนหรือตั้งบรรษัทที่ดูแลพัฒนาที่ดินขึ้นใหม่ อาจจะเป็นบุคคลภายนอกที่มาแย่งการครอบครองสมบัติของการรถไฟ ที่ควรจะเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน เพราะในสายตาคนนอกก็มองว่าสหภาพเอง ก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ด้วยเช่นกัน ให้สังคมเป็นผู้ตัดสินโดยผ่านคณะกรรมการร่วม และให้มีประชาวิจารณ์หรือประชามติในแผนพัฒนานั้นดีกว่า

การที่ทุกฝ่ายต้องลดกำแพงอคติตนเอง และหันมาใช้เหตุผล เพื่อแก้ไขปัญหาทางออก รัฐจะต้องไม่ออกมติใดๆ ที่ออกโดยไม่ผ่านประชาวิจารณ์ ต้องให้มีเกิดการมีส่วนร่วม และตรวจสอบได้อย่างเปิดเผยในทุกระดับชั้นการพิจารณา

เมื่อพบเหตุพิรุธสังคมก็ต้องจิกกัดโดยไม่ปล่อยผ่าน จนกลายเป็นความเคยชินในระบบผลประโยชน์ทับซ้อนของส่วนตัว

ครับเคยคุยไว้ในนี้ http://www

ครับเคยคุยไว้ในนี้

http://www.prachatai.com/node/24824/talk

และก็ในนี้

http://www.prachatai.com/node/24885/talk

กรอบความคิดของคุณเมธา ยังวนqอยู่กับที่ และเป็นชุดความคิดที่ติดกรอบเดียวกับสร.รฟท :7jงถ้าคิดวนๆอยู่แค่นี้ก็จะเป็นการพัฒนารถไฟไทยให้กลายเป็นรถไฟเหาะตีลังกา วนอยู่แค่นั้นไม่ไปไหนไกลจากสวนเด็กเล่นหรอก?
แม้ผมจะเห็นด้วยว่า ต้องตรวจสอบมติล่าสุด?ที่มีปัญหานั้น?

แต่เราต้องตรวจสอบตามระบบ หรือใช้กระบวนการตามธรรมาภิบาล หรือสุขาภิบาล ไม่ใช่เอะอะไปนั่งขี้ประท้วงไสตร้ท์จับคนไทยเป็นตัวประกันต่อรองแบบขุนโจรแห้วหวาน หัวหมู่ทะลวงฟันของกลุ่มทุนอนุรักษ์(กลุ่มทุนเก่า)แบบบ้านเสาเดียวผ่านทหารราบในกรงลิงพธม. กับแนวคิด ปู่โสมฯเวอร์ชั่นพิศดาร นั้นคือนอนทับที่เอาไว้ใครห้ามยุ่งแตะสมบัติข้า(เป็นของเขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้)

ดังนั้นปัญหามันก็จะวนอยู่แค่นี้ เมื่อสองฝ่ายเยื้อกัน แบบกรณีมรดกเลือด?
และข้อเสนอของคุณข้างบนคุณ"ความเห็นต่างนะคับ" นี่ไงครับต้องหาพื้นที่แบบนี้? ให้มาช่วยกันหาทางออก และจับแยกคู่กรณี ที่กำลังเมาหมัดทั้งคู่นั้น มานั่งตั้งสติสงบสติอารมณ์คุยกัน ด้วยเหตุด้วยผล ผ่านคนกลางไปให้ปชช.ตัดสิน เพราะทั้งหมดที่เถียงกันแสดงความเป็นเจ้าของอย่างน่าเกลียด(โดยเฉพาะขุนโจรแห้วหวานนั้นน่าเกลียดที่สุดในการแสดงความเป็นเจ้าของแบบโจรเรียกค่าไถ่)ข้ามหัวยังไม่พอมันยังจับเจ้าของเตวจริงเป็นตัวประกันเรือนแสนอีก?

ผมยังยืนยันในแนวทางการปฎิรูปโครงสร้าง ที่อาจจะมากกว่าแปรรูป เพราะอาการโคม่าแบบนี้ แค่แปรรูปหรือผ่าตัดเอาไม่อยู่?และไม่มีทางเห็นความเปลี่ยนแปลง และกรอบวิธีคิดหน๋อมมแน้ม แบบคุณเมธาฯและพวกขุนโจรแห้วหวานนั้น เจตนานาแค่จ้องแค่จะมาแปญหาแบบจับปูใส่กระด้ง(คอรัปชั่นในระบบ) เพราะทุกคนที่อยู่ในนั้นมีคุณสมบัติปูหมด และปูตัวแสปแบบสหภาพฯ หรือขุนโจรแห้วหวาน และพวก ก็ไม่ต่างจากปู นักช็อป หรือนักแซ้งก์อย่างปูนักการเมือง ที่มาซ็อปปิ้งช่วยคราวในนั้น(บนความน่าจะเป็นในโครงสร้างสนธยาแบบนั้น)

และสิ่งที่ยืนยันว่าโครงสร้างในนั้นมีปัญหาและปัญหาคอรัปฯที่หนักที่สุดก็เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างในนั้น แต่แนวคิดเมธาฯและขุนโจรแห้วหวาน นั้นคือเจตนาแค่มาจับผิดปูในกระด้ง ทั้งที่ตัวเองก็เป็นปูเหมือนกัน มันก็จะโทษกันไปกันมาระหว่างปูขาเป๋ทั้งกระด้ง?

อีกฝ่ายด่าอีกฝ่ายว่าจะมาหวังผลประโยชน์ แบบนักช็อปนักการเมืองหาตำแหน่งเพื่อเข้ามาหาผลประโยชน์ในนั้นผ่านพวก แต่ในขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็จะกล่าวหาว่า รสรฟท .นั้นคือเฒ่าทารกโตมาจนป่านนี้กี่ปีแล้ว ยังเป็นเด็กพิการเหลือขอ แทะแต่นมแม่จนมันเป็นเตี้ยอุ้มค่อมแบบนี้ เพราะความไม่มีประสิทธิภาพ เป็นเด็ทารกเลี้ยงไม่โตแถมกำแหงจะก่อมาตุฆาตรแบบกรณีก่องข้างน้อยฆ่าแม่ เพราะเงินแม่ก็แค่ก่องข้าวน้อยแค่นี้ก็มันเตี้ยอุ้มค่อมแบบนี้มันยังจะมาฆ่ากันตายประชดซ้ำเติมปัญหาอีก

ปูสองตัวก็กันไปกันมาในวงขอบกระด้งแค่นั้นแต่ การแก้ไขปัญหาที่แท้จริงนั้นคือคิดให้ออกมาไกลกว่าขอบกระด้งได้ไหม? โดยเฉพาะเมธา? ถ้าจะมาแก้ไขปัญหาแบบจับปูใส่กระด้งแค่นี้ หรือมองปัญหามองเกมแค่ขาโรนัลโด้ แค่นี้
มันก็จะไปโฟกัสที่ขาตัวป่วนตัวแสปไม่กี่ตัว แบบนั้นเสียเวลา? เรื่องนี้ต้องแก้ที่ต้นน้ำของปัญหานั้นคือระดับโครงสร้างครับ หาคนที่ไม่มองปัญหาแค่ขอบกระด้งอย่าเอาพวกน๋อมแน้ม อย่างเมธาฯ

แม้แต่รบ.นี้เองก็เถอะมองปัญหาแบบไหลตามน้ำเกินไปหาหลักหาวิสัยทัศน์ไม่ได้? มองปัญหาหรือมีแค่วิสัยทัดดอกไม้(เล่นเกมการเมืองบ้องหูตรงทัดดอกไม้ซัดกันนัวเนีย)
ดีสเครดิตรสหบาท สหบาทา ขัดแข้งขัดขากันอยู่แค่นี้ และที่สำคัญ อย่าให้มีป้ายอาญาสิทธิ์จากลัทธิบ้าอำนาจ หรือใบสั่งลงมาจากใคร ?บนกรอบวิธีคิดที่หลงยุคตกขบวนมานำขบวนการรถไฟไทยมันจะยิ่งล้าหลังไปกันใหญ่ เพราะมันจะเป็นรถไฟเหาะตีลังกา โครงไม้ล้อเกวียน ?

ในการให้ป้ายอาญาสิทธิ์แบบถือหางคนบ้าถือไฟ(พธม) จนได้ใบอนุญาติคุมบ่อน(ของเด็กเล่นในห้างนั้น)ได้แบบขุนโจรแห้วหวานที่ผ่านมา แถมมีตัวประกอบตัวชงเกมแบบความคิดคุณเมธาฯ คือคิดจับผิดแค่ปลายขาโรนัลโด้ และพยายามมองเกมแค่โรนัลโด้สับขาหลอก แล้วพากย์วิเคราะห์เกมแค่นั้นชี้นำคนดู
ผมว่าคนแบบนี้ต่างหากต้องเอาไปไกลๆ สนาม แต่ให้คนดูเขาดูเกมด้วยฐานข้อมูลที่หลากหลายรอบด้าน และไม่ได้ผ่านชี้นำน๋อมแน้มจากความคิดที่ติดขอบกระด้งแบบนั้น มันไม่ไปไหนแม่ปูก็จะด่าลูกปูเดินขาเป๋ ทั้งที่มันเป๋ห่าวกันทั้งหมดในโครงสร้างแบบปูนั้น

อ้อ

อ้อ บังเอิญดูละครเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์(ผ่านๆตอนจบพอดีไม่ได้ติดตามตลอด เข้าใจว่าอาจจะเอามาโยงกระแสนี้)และพยายามสร้างกระแสแบบนีร้มาดีเครดิตรเรื่องที่ผมกำลังจะอธิบาย เลยไม่แน่ใจในพล็อตเรื่องนี้ โยงคอรัปฯในแบบไหน?(เขาอาจจะสื่อได้ดีแต่ผมได้ดุแค่นั้นก็ได้) แต่ขึ้นอยู่กับเจตนาและการพยาบยามสื่อในมุมไหน? เช่นเรื่องพอเพียงที่น้องจุ๋ยแสดง เอามาเทียบเคียงการปรับตัวเข้าสู่ระบบนิเวสน์โลกแบบโลกาภิฯ(ซึ่งเราไม่ได้ออกแบบเองได้คนเดียว) แต่เราต้องปรับตัวเป็นหนึ่งในนั้นให้พอดี หรือ"สมดุล" อยู่ในระบบได้อย่างไม่โดดเดี่ยวสมถะ"พอเพียง"แบบเศรษฐกิจพอเพียงที่มั่ว แต่"ความพอเพียงผมเห็นด้วยนี่คือปรัชญาที่ลึกซึ้งทางศาสนาแต่ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์

เพราะถ้าเอามามั่วเศณษฐศาสตร์ตรงๆแบบนั้น มันก้จะเป็นแบบบ้านเสาเดียว(ปัจเจกที่ให้เจ้าที่อยู่เท่านั้นคนอยู่ไม่ได้มันอุดมคติ) เพราะเรื่องนี้มันคือเสกลระดับ พหุฯไม่ใช่ปัจเจก เพราะถ้าปัจเจกเราจะกำหนดคำว่าพอได้ที่ตัวเราหรือหน่วยอัตตา(ปัจเจก)ได้แต่เราไปออกแบบความพอหรือพอเพียงของคนอื่นไม่ได้(พหุฯที่อัตตามากกว่าหนึ่งจนถึงอัตลักษณ์)นั้นคือแนวคิดความพอเพียงจึงคือ เรื่อง"ปัจเจกทางศาสนา"อย่าเอามามั่วกับเศรษฐศาสตร์คนล่ะเครื่องมือกัน

เพราะรากเหง้าปัญหาคือมีปู่โสมหรือคนรุ่นเก่าหลงยุค(เวอร์ชั่นนี้น่ะไม่เกี่ยวกับในละคร เพราะละครหยิบอีกมุม(เป็นมุมที่สวยงามทางศาสนา) แต่นี่อีกมุม) นอนทับที่ และก็มีคนพยายามจะพัฒนาที่ดินหรือเอาสมบัติมาใช้ให้เกิดประโยชน์กว่านั้น

สองคนสองหน้าที่ ที่ไปคนละทางมันก็จะระแวงกันสร้างเรื่องไม่เป็นเรื่องมาพาลกันอย่างนี้ไม่สิ้นสุด? ปัญหาคือถ้าคนไทยไม่กล้าเปลี่ยนแปลง(ผมเปลียนแปรงแล้วที่บ้านเขายังหาว่าผมปากเหม็นด่าคนโน้นคนนี้ไม่ด่าได้ไงก็บื้อกันแบบนี้) และสิ่งที่น่าจะเปลี่ยนแปลงที่สุดคือกรอบวิธีคิดเก่าๆ ที่ตกยุคหลงขบวนระบบนิเวสน์โลก

เพราะถ้าปรับไม่พอดี ไม่วิ่งหนีลงถ้ำ หรือแบบบ้านเสาเดียว(สมถะสุดโต่ง)หรือแบบบ้านรูถ้ำแข่งกับพม่า หรือไม่ก็จะได้แบบบ้านติดล้อไร้รากไร้เสาเข็ม ตามตูดทุนนนยิมนักล่าจนเกินไป(สุดขั่ว) แต่กระแสค้านต้านการแปรรูปไม่ดูตาม้าตาเรือ ค้านแบบหัวชนฝา นี่ล่ะคือแนวคิดแบบมุดรูลงถ้ำ เพราะการหนีในรูหรือ ออกมาทะเล่อทะล่าไม่ดูตาม้าตาเรือแบบ แบบบ้านติดล้อนั้นก็สถานภาพเหยื่อในระบบทั้งคู่เช่นกันเพราะโลกาภิมีด้านมืดและสว่าง แต่ปัญหาคือเราต้องปรับตัวอยู่กับมันแบบไหน???

เพราะถ้ามุดรูมากๆก็อาจจะตรงข้ามกับมิติป้องกันตัว ก็จะขาดทักษะของการแข่งขัน การมีปฎิสัมพันธ์กับระบบนิเวสน์โลกอย่างเป็นปัจจุบันเป็นธรรมชาติ เพราะการอยู่ร่วมในความเป็นหนึ่งในนั้นหลักสำคัญคือการปรับตัวการมีส่วนร่วมให้เหมาะสมพอดีกับตัวเรา และสร้างอำนาจการต่อรอง แบบอื่นๆ เช่นการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในการมีปฎิสัมพันธ์ที่เหมาะสม

ที่สำคัญการปรับโครงสร้างภายในทุกมิติให้พร้อมสำหรับการแข่งขันหรือการมีปฎิสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง"""จากภายใน"""(เน้นมาก) นี่คือยุทธศาสตร์หลักขณะนี้ เพราะตรงนี้เราปรับได้ที่ตัวเราประเทศเราในขณะที่ปัจจัยภายนอกขณะนี้วิกฤตเฮมเบอร์เก้อตอนนี้ เราออกแบบไม่ได้ แต่ตรงนี้"ความแข็งแกร่งจากภายใน" เราออกแบบได้และได้ตั้งแต่ตอนนี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันเมื่อเศรษบกิจฟื้นรอบใหม่

ไม่ใช่ภายใน เราลูกแหง่แถมพิการหลังค่อม(รส)ไทยหลายองค์กรที่ขาดทุนสะสมเป็นเฒ่าทารกดูดนมแม่ ในขณะที่แม่ทั้งเตี้ยทั้งขี้ไหลไม่สบายแบบนี้(ถังแตก)
มันจะเอากำลังที่ไหนลุกขึ้นมาเชิดหน้าชูตาสู้กับเขาหรือไปร่วมงาน กับเขาอย่างคนที่มีหน้ามีตาปกติ กับนโยบายบริหารจัดการทัรพยากรชาติแบบ"เตี้ยอุ้มค่อม"
แบบนี้

มันเป็นสภาพนี้มาแบบใดก็จะยังเป็นแบบนั้นถ้าเรายังไม่เปลี่ยนวิธีคิดแบบใหม่ระบบงบการบริหารคลัง และบริหารทรัพยากรชาติมันก็จะเตี้ยอุ้มค่อมแบบนี้ล่ะ???

ครับสิ่งที่อยากเพิ่มเติมกรณีป

ครับสิ่งที่อยากเพิ่มเติมกรณีปฎิรูปรฟท. ภาพที่อยากโฟกัสให้เห็นรูปธรรมก็คือ ทรัพยากรอันนี้ มันมหาศาลมาก จึงไม่ควรบริหารจัดการแบบรวมศูนย์จนเกินไป นั้นคือผูกขาดทุกเรื่องไว้ที่ ไอ้ค่อมรฟท. นั้นคือสภาพค่อม เฒ่าทารกที่ขาดประสิทธิ ภาพ แต่ระบบพยายามรวมศูนย์ทรัพยากรทั้งระบบที่มูลค่าภายในมหาศาลนี้ เอาไว้ให้ค่อมนอน กกนอนกอดหนี้ ค่าเฝ้าทรัพย์ แต่ค่าใช้จ่ายในการนอนทับที่เฝ้าทรัพย์นั้นคือผลขาดทุนมหาศาลและพอกไว้เรื่อยๆให้แม่จ่าย

มันรวมศูนย์อย่างไหร่? เช่นหนี้ และภาระทางการคลังต่อแม่ที่เตี้ยยังสะเออะอุ้มค่อมลูกพิการไร้สมรรถภาพ ดังนั้นการลดภาระคลังไม่ให้รวมศูนย์ ก็คือ การกระจายงานไปให้ลูกคนอื่นบ้างแบบหลายกระเป๋า ค่อมนั้นต้องดูและพิเศษในส่วนสังคมสงเคราะห์หรือสวัสดิการต่อลูกทุกๆคนเท่าเทียมกัน และอาจจะกระจายให้ลุกคนอื่นดูแลพี่ค่อมได้ด้วย แต่ไม่ใช่เอาภาระทั้งหมดไปรวมศูนย์ให้ค่อมและให้แม่ต้องอุ้มค่อมคนเดียว มันผูกขาดทำเละ เพราะอ้างเป็นลูกคนโตเกิดมาก่อนคนอื่น?

แต่เต้องยอมรับว่าค่อมนั้นมีปัญหาทางสมรรถภาพ?(แม้จะเกิดก่อนเป็นลูกคนโตควรจะมีสิทธิกว่าคนอื่นตามอาวุโส) แต่กลับให้ค่อมแบกน้ำหนักทั้งหมดไว้ และแม่ก็ต้องแบกน้ำหนักค่อมบวกที่ค่อมแบกรับเอาไว้ เช่นหนี้ ดังนั้นแนวคิดง่ายๆก็คือกระจายน้ำหนักให้ลูกคนอื่นเพราะคนอื่นมีสมรรถภาพแบบคนปกติ? ยังไม่หนี้ท่วมแบบค่อม? แม่อาจจะอุดหนุน ค่อมแค่ลูกคนหนึ่ง แต่ลูกอีกหลายคน อาจจะอุดหนุนแม่และผ่านแม่ไปยังพี่ค่อมอีกที เพราะถ้าใครทำขาดทุนแม่ก็ให้เลิกทำ? และ ให้โอกาสคนอื่นทำ ตามกติกาตามระบบ แบบเหมาช่วง

เพราะค่อมรับงานทั้งระบบหรือทำเองทั้งระบบไม่ได้ แม่ก็ต้องเป็นคนเหมาช่วงให้คนอื่นทำ เพราะลูกหลายคนมีสมรรถภาพและสมองต่างกัน และหลายคนอาจจะคือที่พึ่งแม่เพื่อแม่ที่เตี้ย(ถังแตก)นั้นอาจจะ ได้รายได้อีกกระเป่าหนึ่งมาอุดหนุนไอ้พี่ค่อมรฟท.ได้อีกทาง

นั้นคือการปฎิรูปโครงสร้างให้กระจายกระเป๋าไปยังการกระจายโอกาสไปยังลูกคนอื่นๆได้แสดงความสามารถเท่าเทียมกัน ในมิติการแข่งขันนั้นล่ะมันจะสร้างทางเลือก และลดภาระ ทางการคลังของแม่ที่มองแค่กระเตงค่อมไม่ลืมหูลืมตา จนลืมความสามารถของลูกๆคนอื่น ที่นอกจากจะช่วยแม่ได้ แล้วยังอาจจะสนับสนุนทางการเงินให้แม่เลี้ยงพี่ค่อมให้ดีขึ้น เพราะแม่มีหลายกระเป๋ามีรายได้หลายทาง

เพราะสิ่งที่ผมกำลังเสนอนี้มันมากกว่าการแปรรูป และไม่ใช่แค่ปฎิรูป แต่เปลี่ยนวิธีคิด ให้มันง่ายๆขึ้นมีรูปธรรมขึ้นในการแก้ปัญหาเตี้ยอุ้มค่อมแบบนี้???

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน