โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์
แปลและเรียบเรียงโดย ทวีพร คุ้มเมธา
อ้างอิงจาก หนังสือ "คู่มือการรายงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง" http://tinyurl.com/ng6xp8 และ
หนังสือ "คู่มือการรายงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง" ซึ่งจัดพิมพ์โดย สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ศูนย์ข่าวอิศรา สถาบันอิศรา และมูลนิธิฟรีดรีค เอแบร์ท อาจเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นด้วยความเจตนาดีที่จะให้เป็นคู่มือสำหรับสื่อมวลชนไทยในการายงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน หากแต่มันกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการอธิบายว่า เพราะเหตุใด สื่อมวลชนกระแสหลักส่วนใหญ่จึงถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งและปัญหาทางการเมืองเสียเอง และมิได้เสนอวิธีหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม น่าเสียดายเพราะหนังสือเล่มนี้ลงเงินไปมิน้อย แถมเงินส่วนใหญ่มาจากเงินภาษาชาวเยอรมันโดยผ่านทางมูลนิธิฟรีดรีค เอแบร์ทผู้เป็นผู้สนับสนุนสำคัญ
นอกจากวิธีปฏิบัติที่รู้ๆ กันอยู่เช่น อย่าใส่เสื้อเหลืองเข้าไปในม็อบแดง และอย่าใส่เสื้อแดงเข้าไปในม็อบเหลือง และการพกผ้าเช็ดหน้าและขวดน้ำเพื่อป้องกันตนเองจากแก๊สน้ำตาแล้ว หนังสือคู่มือที่หนาถึง 186 หน้าเล่มนี้ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อะไรไปมากกว่านี้เท่าไหร่
(อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็มีบทที่ว่าด้วยการทำข่าวความขัดแย้งในภาคใต้ ความขัดแย้งจากการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ และความขัดแย้งระหว่างรัฐ/สังคมกับคนชายขอบด้วย หากแต่บทความนี้จะวิจารณ์เฉพาะเนื้อหาที่ว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น)
การขาดความใส่ใจในประเด็นดังกล่าว สามารถเห็นได้ชัดตั้งแต่ในบทบรรณาธิการ โดย ธีรเดช เอี่ยมสำราญ ซึ่งมีความว่า สื่อกระแสหลักถูกกล่าวหาว่าเลือกข้าง และนักข่าวหลายคนก็ตกเป็นเป้าของการโจมตีโดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่ “ไร้เหตุผล”
จริงหรือที่ผู้ชุมนุมเหล่านั้น “ไร้เหตุผล”?
บรรณาธิการผู้นี้ควรเข้าใจว่า การที่นักข่าวกระแสหลักถูกทำร้ายโดยทั้งจากกลุ่มคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ไม่ได้เป็นเพราะความไร้เหตุผล หากเป็นเพราะพวกเขาผิดหวังกับสื่อกระแสหลักที่เขาเชื่อว่า เต็มไปด้วยอคติ ซึ่งหมายความว่า มีเหตุผลบางอย่างรองรับพฤติกรรมเช่นนั้น หาได้เป็นพฤติกรรมอย่างที่ธีรเดชเรียกว่า “ไร้เหตุผล” ไม่
ส่วนในบทที่สอง ซึ่งเป็นบทที่ว่าด้วยบทบาทของสื่อมวลชนไทยท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 เป็นต้นมา มีข้อความว่า
“แม้จะไม่มีการประกาศเลือกข้างอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าดูจากแนวทางการเสนอข่าวและบทความแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์แล้ว มีผลในทางลบกับทักษิณมากกว่า” (ข้อ 4. หน้า 21)
อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็ไม่พยายามที่จะอธิบายว่า ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์การเลือกข้างดังกล่าว และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ การที่สื่อกระแสหลักได้เลือกข้างไปแล้ว แต่ไม่ยอมรับว่าตนเลือกข้าง
เมื่อเปิดหน้าถัดไป ผู้อ่านก็จะได้พบกับข้อความที่เป็นการยอมรับว่าสื่อกระแสหลักเฉยเมยต่อรัฐประหาร อย่างไร้คำอธิบายว่า
“หลังจากการรัฐประหารปี (19 กันยายน 2549) ระยะหนึ่งจนกระทั่งมีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 สื่อมวลชนส่วนใหญ่ค่อยๆ และมีความพยายามในการปรับตัวในการเสนอข่าวให้รอบด้านมากขึ้น” (ข้อ 5. หน้า 22)
อีกครั้ง ที่หนังสือเล่มนี้ไม่ให้คำอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่เฉยชา ยอมรับ หรือแม้กระทั่งสนับสนุนการรัฐประหารแม้แต่น้อย
หากแต่มันเป็นความจำเป็นยิ่งที่หนังสือควรให้คำอธิบาย เพราะความเข้าใจว่า ทำไมสื่อกระแสหลักจึงเฉยเมยต่อรัฐประหารจะนำไปสู่คำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมสื่อกระแสหลักจึงกลายเป็นศัตรูของคนเสื้อแดง และการไม่เอ่ยว่า ในช่วงนั้น สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐประหาร ย่อมถือได้ว่า เป็นความพยายามในการเขียนประวัติศาสตร์บทบาทสื่อเสียใหม่อย่างน่าละอาย
นอกจากนี้ เพื่อที่จะให้ความชอบธรรมว่า เพราะเหตุใดสมาคมนักข่าวฯ และองค์กรสื่ออื่นๆ จึงไม่ประณามสื่อที่เลือกข้างและพาดหัวอย่างเกินเลย หรือ "ไม่สามารถทำอะไรได้มาก" หนังสือเล่มนี้ได้ไว้อธิบายว่า
“สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้สมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รวมถึงสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติตกอยู่ในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถูกเรียกร้องให้ความคุมจริยธรรมการเสนอข่าวในเรื่องความเป็นกลาง แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำอะไรได้มากและถูกสองฝ่ายโจมตีอย่างรุนแรงว่า เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” (ข้อ 9. หน้า 22 – เน้นข้อความโดยผู้เขียน)
เหตุผลใดๆ ก็ไม่สามารถมารองรับการที่องค์กรอย่างสมาคมนักข่าวฯ เพิกเฉย ไม่ยอมออกแถลงการณ์ประณามการเสนอข่าวอย่างบิดเบือนได้ ไม่ว่าจะเป็นจะการบิดเบือนจากฝ่ายไหนก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ประโยคที่ว่า “ไม่สามารถทำอะไรได้มากและถูกสองฝ่ายโจมตีอย่างรุนแรงว่า เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” ยังเป็นการแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมสื่อมวลชนไทยจึงถูกเปรียบเปรยว่า เป็นแมลงวันที่ไม่ยอมตอมแมลงวัน
และในข้อ 7. หน้า 38 ซึ่งกล่าวถึงสถานการณ์หลังการรัฐประหารว่า มีการยึดสื่ออย่างเต็มรูปแบบและ “ตรึงกำลังไปยังฟรีทีวี” โดยทหารที่ถูกส่งมาโดยคณะรัฐประหาร แต่คู่มือดังกล่าวก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงเลยว่า ทหารนั้นได้ไปตรึงกำลังที่สถานีโทรทัศน์บางช่องเป็นเวลานานหลายเดือน และสมาคมนักข่าวฯ ก็ไม่ได้ทำการประท้วงการคุกคามสื่อดังกล่าวเลย จนกระทั่งผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ วสันต์ ภัยหลีกลี้ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ด้วยตนเอง ในช่วงปลายปี 2551 ในงานเสวนาครั้งหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นที่สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า ถึงเวลาออกแถลงการณ์ประณามทหารแล้วหรือยัง จึงได้นำไปสู่การออกแถลงการณ์ดังกล่าวในที่สุด
ในหน้า 86 นั้น มีการเสนอผลสำรวจจากโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะทางสังคม หรือมีเดีย มอนิเตอร์ ซึ่งสำรวจการใช้ภาษาข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด และผู้จัดการรายวันในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 8-14 เมษายนที่ผ่านมา โดยสำรวจพบว่า การใช้ภาษาในหน้าหนังสือพิมพ์มีลักษณะรุนแรง ตัดสินและมุ่งประณามการกระทำ อย่างไรก็ตามในขณะที่ข่าวที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราศจากการ ประณามหรือตราหน้าใดๆ ทั้งสิ้น
ผลการศึกษายังได้ยกตัวอย่างกลุ่มคำที่ใช้เรียกผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงด้วยเช่น ‘แดงถ่อย’ ‘นรกแดง’ ‘แดงจัญไร’ ‘สัตว์นรกเสื้อแดง’ อย่างไรก็ตาม ทั้งมีเดีย มอนิเตอร์ และคู่มือเล่มนี้ก็มิได้แม้แต่ที่จะอธิบายว่า ทำไมจึงมีคำเรียกเช่นนี้ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เลยแม้แต่น้อย
หนังสือเล่มนี้กลับไม่พยายามหาข้อมูลมาเปรียบเทียบกับภาษาที่ในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงเหตุการณ์ตำรวจสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ว่า สื่อกระแสหลักใช้ภาษาข่าวในลักษณะเดียวกันหรือไม่ ซึ่งจากการสำรวจสำรวจการใช้ภาษาข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด และผู้จัดการรายวันในช่วงดังกล่าวโดย จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์ พบว่า ภาษาข่าวที่ใช้ในช่วงดังกล่าวมีลักษณะตรงข้ามกับภาษาข่าวที่ใช้ช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างสิ้นเชิงนั่นคือ ไม่มีน้ำเสียงในแง่ลบต่อผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ไม่มีคำที่มุ่งประณามและตัดสินผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ตัวอย่างเช่น ‘ม็อบมือตบ’ ‘ประชาชนผู้รักชาติศาสน์กษัตริย์’ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ภาษาข่าวที่ใช้ในการเรียกรัฐบาลพรรคพลังประชาชนก็มีลักษณะประณาม ใช้คำตราหน้าอย่างรุนแรง เช่น ‘รัฐบาลทรราช’ ‘รัฐบาลมือเปื้อนเลือด’ ‘ฆาตกร’ ‘นายกฯซาตาน’ ‘สัตว์นรก**
และในบทที่สาม ผู้อ่านก็ถูกนำสู่โลกอุดมคติแห่ง “Peace Journalism” หรือการสื่อข่าวเพื่อสันติภาพ ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกับ “War Journalism” หรือการสื่อข่าวที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง อย่างสิ้นเชิง
หลักของการสื่อข่าวเพื่อสันติภาพคือ การหลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีลักษณะตราหน้าว่า ดีหรือชั่ว พยายามทำข่าวที่แสดงให้เห็นถึงต้นตอและสาเหตุแห่งปัญหาโดยคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของคนในข่าวนั้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ใช้ภาษาที่เป็นกลาง และไม่เลือกข้าง
แต่ในที่สุดแล้ว หนังสือก็ไม่ได้ให้คำอธิบายว่า สื่อควรทำอย่างไรเพื่อให้หลุดจากวังวนแห่ง War Journalism ไปสู่ Peace Journalism
ถึงแม้ว่า ในบทที่ 3 จะมีตารางเปรียบเทียบระหว่าง War Journalism และ Peace Journalism แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนในสื่อกระแสหลัก เกิดความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวได้ เปรียบเหมือนการบอกให้เด็กช่างกลเลิกตีกัน แล้วหันไปตั้งใจเรียนแทน คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ อยู่ๆ เด็กเหล่านั้นจะเลิกตีกันแล้วหันไปตั้งใจเรียนได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่เข้าใจว่า ทำไมพวกเขาถึงตีกัน
การที่หนังสือคู่มือเล่มนี้ไม่พยายามอธิบายปมปัญหาว่า ทำไมสื่อกระแสหลักจึงจมอยู่กับ War Journalism และ War Journalism นั้นไม่ดีอย่างไร และทำไมจึงควรเปลี่ยนเป็น Peace Journalism ทำให้หนังสือดังกล่าวไม่สามารถให้ประโยชน์ดังจุดประสงค์ของหนังสือ ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสื่อและปัญหาการเมือง และไม่สามารถปรับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันได้
ยกตัวอย่างเช่น หลังจากผู้เขียนอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ไม่กี่วัน ก็พบพาดหัวข่าวที่มีมีลักษณะเป็น War Journalism อย่างชัดเจน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ว่า "นัดทำร้ายประเทศ" และพาดหัวข่าวรองว่า "เสื้อแดงหลอน! ชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย./ประชาธิปัตย์ปูด 3 แผนขยี้ชาติ" และในหนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ที่มีพาดหัวข่าวว่า “ครม.ซื้อรถหุ้มเกราะ รับมือม็อบป่วนเมือง”
จากตัวอย่างดังกล่าว ผู้เขียนขอตั้งคำถามว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่อยู่ดีๆ หนังสือพิมพ์สองฉบับนี้ จะเลิกการใช้ภาษาข่าวแบบ War Journalism เพียงเพราะพวกเขาได้ยินได้ฟังเรื่อง Peace Journalism
และไม่ใช่แค่หนังสือพิมพ์สองฉบับนี้เท่านั้นที่ผู้เขียนอยากจะตั้งคำถาม หากแต่รวมไปถึงสื่อกระแสหลักทั้งหมดด้วย
โลกแห่งสื่อเพื่อสันติภาพจึงดูเหมือนจะเป็นคนละโลกกับสภาพสื่อไทยในปัจจุบัน และดูเหมือนหนังสือคู่มือที่พิมพ์มาก็มีไว้อ่านเล่น หรือไว้ดูโก้หรูเท่านั้น และไม่สัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริงของสื่อในปัจจุบัน
ส่วนอีกประเด็นสำคัญที่ขาดหายไปจากหนังสือเล่มนี้อย่างเหลือเชื่อคือ เรื่องบทบาทในการเซนเซอร์ตัวเองในสื่อกระแสหลัก ในเรื่องการตั้งข้อสันนิษฐานและตีความเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์โดยกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งมีการพูดกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ชุมนุมและมีนัยยะต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะจริงหรือเท็จ ปัจจัยหนึ่งที่สื่อไม่ยอมเขียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวก็คงเป็นเพราะหวั่นเกรงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หนังสือเล่มนี้ก็ควรจะเขียนให้ชัดลงไปด้วยว่า มี "การข่มขู่ คุกคามสื่อมวลชน โดยตัวสื่อเอง” น่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้ ไม่มีการกล่าวถึงการชนเซนเซอร์ตัวเองของสื่อ แต่กล่าวถึงแค่การเซ็นเซอร์สื่อโดยรัฐหรือผู้มีอำนาจเท่านั้น เพราะฉะนั้นในเมื่อสื่อยังไม่ยอมรับความจริง เรื่องปัญหาของสื่อเอง เราจะหวังให้สื่อมีส่วนช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองได้อย่างไร
แต่อย่างน้อยที่สุด การที่หลายประเด็นสำคัญที่ควรถูกพูดถึง แต่กลับไม่ถูกพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ มันก็เป็นคำตอบที่ดีของคำถามที่ว่า ทำไมสื่อกระแสหลักจึงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน
-------------
*ฉบับแก้ไขปรับปรุง 30 มิถุนายน 2552
**การสำรวจพาดหัวหลักและพาดหัวรองของหนังสือพิมพ์ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดย จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์
โดยสำรวจจากหนังสือพิมพ์ห้าฉบับ ได้แก่ ไทยรัฐ ไทยโพสต์ เดลินิวส์ ผู้จัดการ ข่าวสด ฉบับวันที่ 8-15 ตุลาคม 2551
ผลการสำรวจ:
1. กลุ่มคำที่ใช้เรียกฝ่ายการเมือง
ภาษาที่ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด เรียกผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ว่า ‘ผู้ชุมนุม’ หรือ ‘ม็อบ’ มีเพียงไทยโพสต์ และผู้จัดการ ที่ใช้ภาษาสรุปเหตุการณ์อย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นความพยายามฆ่าประชาชน (ผู้ชุมนุม) ของรัฐบาลและตำรวจ ประชาชนเป็นผู้บริสุทธิ์ และชอบธรรมในการกระทำ มีลักษณะคล้ายเป็นวีรชน
1.1 กลุ่มพันธมิตรฯ
ไม่มีน้ำเสียงในแง่ลบ โดยเรียกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น พันธมิตรฯ ม็อบมือตบ ประชาชนผู้รักชาติศาสน์กษัตริย์
1.2 คำเรียกรัฐบาล เช่น ‘รัฐบาลทรราช รัฐบาลมือเปื้อนเลือด สัตว์นรก รัฐบาลน้องเมีย ฆาตกร นายกฯ ซาตาน รัฐบาลโจร โจรสีกากี ทรราชไร้สำนึก
1.3 คำเรียกกลุ่มเสื้อแดง เช่น เสื้อแดง นปก. คนรักทักษิณ คนรักแม้ว ลิ่วล้อแม้ว สัตว์นรก นปก.สุดชั่ว พลังแม้ว ไข่แม้วดำ
2. คำเรียกเหตุการณ์ 7 ตุลาเลือด ตุลาทมิฬ 7ตุลาวิปโยค
การสำรวจภาษาบรรยายเหตุการณะพบว่า มีลักษณะการใช้ภาษาที่เกินจริง ใช้ภาษาที่ตัดสินและประณามการกระทำ เช่น
ข่าวสด 8 ต.ค. หน้า 1 – “เผยนาทีตำรวจจู่โจม ถล่มแก๊สน้ำตา สยองแขนขาขาด”
เดลินิวส์ 8 ต.ค. หน้า 1 --8 ต.ค. หน้า 1 – “จลาจลนองเลือด ตำรวจครึ่งหมื่นเปิดฉากปราบผู้ชุมนุม ยิงถล่มแก๊สน้ำตาระเบิดควันไม่ยั้ง”
ไทยโพสต์ 9 ต.ค. หน้า 1 – “โหดเหี้ยมยังไม่พอ สมชายโกหกชาวโลก ข้ามศพประชาชน ตีสองหน้าบึ่งเยี่ยมตำรวจ พันธมิตร ตำรวจพล่านราดน้ำเข้ากองเพลิง โฆษก สตช. ป้ายสี ม็อบสาวตายเพราะหนีบระเบิด”
ผู้จัดการ 8 ต.ค. หน้า 1 – “ซาตานสมชายกระหายเลือด เข่นฆ่าประชาชนที่ปราศจากอาวุธ เพียงแค่ต้องการเปิดทางเข้าไปแถลงนโยบายที่รัฐสภา สั่งตำรวจระดมอาวุธทั้งแก๊สน้ำตา ปืน ระเบิด ถล่มใส่ อย่างไม่ปรานีตลอด”
ที่เขียนถามว่าทำไมมาตั้งหลายค
ที่เขียนถามว่าทำไมมาตั้งหลายคำในบทความนี้ ประวิตรอยากให้สื่อเขาตอบมาตรงๆว่า ในสายตาสื่อนั้น แม้วและสมุนบริวารมันเลวอย่างไร จริงๆหรือครับ
ผมว่าที่สื่อเขาแสดงออกแค่นี้ เขาก็เกรงใจนายทุนสื่อ และเห็นแก่ผุ้ลุ่มหลงระบอบประชาธิปไตยบริสุทธิ์ ที่ปะปนอยู่กับเสื้อแดงไร้สำนึกทางการเมือง พอสมควรอยู่แล้ว
สื่อสายหลักนั้น เลือกข้างทุกสื่ออยู่แล้ว เสพสื่อก็คือการเสพความเห็นของนายทุนสื่อนั้นๆ ผู้ทำงานให้สื่ออย่างนักข่าวเขาก็ต้องยอมรับจุดนี้ไม่งั้นก็เชิญไปทำงานสื่ออื่นได้
เมื่อรัฐจะคุมสื่อรัฐก็คุมนายทุนสื่อให้อยู่ จะด้วยรางวัลหรือการลงโทษก็แล้วแต่ความเหมาะสม รัฐคุมสื่อได้อยู่แล้วโดยเฉพาะด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติ
เคยดูข่าวสงครามในอิรัคกับอาฟกานิสถาน เปรียบเทียบกับข่าวสงครามยุคเวียตนามไหมครับ เมกานั้นไม่ยอมให้นักข่าวตามติดหน่วยรบเข้าไปทำข่าวในจุดปะทะเเหมือนสมัยก่อนเวียตนามอีกแล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยี่ปัจจุบัน หากทหารทำอะไรไม่เหมาะสม ชาวอเมริกันจะได้เห็นและตัดสินเองแบบรีลไทม์ ผลมันก็จะออกมาแบบเวียตนามคือเกิดกระแสมวลชนให้ถอนทหารเลิกทำสงคราม เมกาเดี๋ยวนี้ลอกการคุมสื่อและข่าวสงครามมาจากนาซียุคเกิบเบิ้ลทั้งดุ้นเลยครับ....
ในมุมกลับ รัฐบาลไทยปล่อยนักข่าวทั้งไทยเทศตามการปราบปรามสลายการประท้วงสงกรานต์เลือดอย่างเต็มที่ ชนิดไม่มีการเซนเซอร์ งานนี้ได้ใจทั้งนักข่าวทั้งสำนักข่าวต่างประเทศไปเต็มๆ ประกอบกับการให้สัมภาษณ์แบบทำลายตัวเองของแม้วด้วยแล้ว ผู้ชมข่าวต่างประเทศผ่านสื่อสากล ตัดสินถูกผิดไปแล้วครับ....ส่วนในประเทศนั้นแค่ทำให้เสื้อแดงรักประชาธิปไตยได้คิด แยกตัวออกจากพวกรักแม้วเพื่อแม้วได้ก็สุดคุ้มแล้ว...
ผมเองไม่แน่ใจนักว่ากระบวนทัศน์การใช้สื่อคุมสื่อของรัฐบาลปชป.นี้ มันฟลุ้คแบบเหตุการณ์พาไปหรือเกิดจากการที่มีทีมงานวางแผนจัดการให้ แต่ถ้าเกิดจากการที่เหตุการณ์พาไปเอง ก็ควรตั้งทีมงานมาดูแลเรื่องการให้ข่าวสำคัญต่อสาธารณะชนที่มีกึ๊นหน่อยมาดูแลได้แล้ว คนในพรรคปชป.ที่เก่งเรื่องนี้ก็ดันมาเป็นนายกฯเสียแล้ว หาคนนอกน่าจะดีกว่าคนในพรรคนะครับ.....
ผมเห็นว่าสื่อหลัก(และนายทุนสื
ผมเห็นว่าสื่อหลัก(และนายทุนสื่อ)มักจะเอนเอียงเข้าข้างผู้ที่กำลังได้เปรียบ ฝ่ายชนะ ผู้กุมกระแสสังคมหลักในขณะนั้น มากกว่า ไม่ได้เลือกแทงข้างใดข้างหนึ่งเต็มๆ ส่วนมากแทงกั๊ก ถ้าวันหน้าทักษิณพลิกกลับมาชนะ พวกนี้ก็จะตามโหนกระแสทักษิณอีกนั่นแหละ
แต่ที่ทุเรศนัยน์ตาและรังเกียจมากคือ พวกสื่อ"อีแอบ" ที่แอบเลือกข้างหนึ่งไว้เต้มหน้าตัก แต่ก็ยังทำทีทำตัวเหมือนกับว่าเป็นกลางเสียเต็มประดา สื่อแบบนี้น่าเอาไว้ใช้แทนกระดาษชำระมากกว่าอ่าน (แต่ก็ระวังริดสีดวงกำเริบด้วย เพราะสื่อพวกนี้ เป็น"พิษ"อย่างแรง) สื่อสำหรับ"ส้วม"แบบนี้มีใครบ้าง ขอopen for discussion
เทียบแล้วสื่อที่แทงข้างอย่างโจ่งแจ้ง อย่างASTV/manager, ยังพอรับได้มากกว่า เพราะอย่างน้อย คนอ่านก็รู้จุดยืนของเขา ย่อมจะให้ความน่าเชื่อถือต่อข่าวนั้นๆได้ง่ายกว่า
ผู้กุมอำนาจรัฐไม่ได้ควบคุมสื่อเลยครับ เขาแค่"คุกคาม"เล่นๆแค่นั้นเอง ลองถามคุณจีรนุชดูก็ได้ เรื่องสงกรานต์เลือดมันบังเอิญเกิดกลางเมืองหลวง คงไม่มีรัฐบาลหน้าโง่ที่ไหนพยายามปิดแน่ แต่ถ้าจะให้ดูจริงใจ ลองให้นักข่าวไป"สังเกตการณ์"ตอนคุยตั้งรัฐบาลที่ในค่ายทหารหน่อยซิครับ
***สื่อนี้ก็ยังตัดความเห็นเรา
***สื่อนี้ก็ยังตัดความเห็นเราเล้ย เราก็ต้องทน คนทุกวันคบกันยากปากมันโกง
***สื่อนี้ก็ยังตัดความเห็นเรา
***สื่อนี้ก็ยังตัดความเห็นเราเล้ย เราก็ต้องทน คนทุกวันคบกันยากปากมันโกง
***สื่อนี้ก็ยังตัดความเห็นเรา
***สื่อนี้ก็ยังตัดความเห็นเราเล้ย เราก็ต้องทน คนทุกวันคบกันยากปากมันโกง
ไม่เกี่ยวบทความ
ไม่เกี่ยวบทความ แต่ขอแซวหน่อย
อันลมแดง แรงพายุ มาพร้อมฝน
ฟ้ามืดหม่น โศกเศร้า น้ำตาไหล
แดงกลัวฟ้า กลัวฝน หลีกเลี่ยงไป
ไม่มีใจ มุ่งมั่น ไม่คงทน
มาเปรียบเทียบ แนวร่วม พันธมิตร
ทุกคนจิต มุ่งมั่น ไม่กลัวฝน
ไม่ยอมหลีก ไม่ยอมหนี จิตใจล้น
เราทุกคน มาด้วยใจ อุดมการณ์
คุณภาพ มวลชน อยู่ที่ใจ
ไม่ยอมให้ อุปสรรค มาแพ่วพาล
ไม่ยอมขลาด ท้าอำนาจ อย่างห้าวหาญ
แม้วายปราณ อุดมการณ์ ยังได้ยิน
ยี่สิบเจ็ด มิถุนา แดงปราศรัย
ไม่เหมือนใจ เพียงร้องหา แต่ทักษิณ
ไม่ใช่คน ประชาธิปไตย หลอกเล่นลิ้น
แค่หากิน กล่าวบิดเบือน ให้คนฟัง
อันประชา ธิปไตย ชอบกล่าวอ้าง
เพื่อมาล้าง ผิดทักษิณ ซ่อนด้านหลัง
โกหกเรื่อง นิทาน ให้คนฟัง
คอยปลูกฝัง ความแตกแยก ให้มวลชน
มาครั้งใหม่ หวังว่ากล้า กว่าที่แล้ว
ทำเป็นแมว โจนหนี แค่น้ำฝน
บีบน้ำตา เมื่อโดนต้อน เข้าตาจน
คิดจะปล้น ประชาธิปไตย อย่าใจแมว
เบื่อสื่อประเทศไทย
เบื่อสื่อประเทศไทย แย่มาก
ไทยรัฐ ไทยโพสต์ เดลินิวส์ ผู้จัดการ ข่าวสด
พวกนี้เลิกอ่านไปเลย
ผู้เขียนวิจารณ์ด้วยโมหะจริตหร
ผู้เขียนวิจารณ์ด้วยโมหะจริตหรือไม่ ฟังดูมีแต่ข้อลบทั้งหมดและไม่ตรงกับความจริงในหลายส่วน ผมก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ลองเปิดดูบทที่สามตามที่วิจารณ์ จะเห็นว่าในหน้า ๕๗-๖๓ หนังสือได้ทำตารางเปรียบเทียบอย่างชัดเจนระหว่าง War journalism กับ peace journalism แล้วหนังสือยังได้สรุปประเด็นไว้ชัดเจนทั้งหมด ๑๗ ข้อถึงวิธีการนำเสนอข้อมูลที่สื่อมวลชนเพื่อสันติภาพควรปฏิบัติเช่น หลีกเลี่ยงการเสนอภาพความขัดแย้งที่เป็นการเอาชนะคะคานกันของ ๒ ฝ่าย, ไม่ด่วนสรุปและแบ่งฝักฝ่ายแต่ต้องเปิดใจเพื่อหาข้อสรุปอย่างหลากหลาย, หลีกเลี่ยงการตอกย้ำเกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะสร้างความแตกแยกของคนสองกลุ่ม ฯลฯ นี่คือหัวใจของหนังสือที่ได้นำเสนอไว้ แต่ผู้วิจารณ์ไม่เห็นข้อนี้แต่กลับเรียกร้องให้หนังสือเสนอทางให้สื่อพ้นจากวังวน ผมว่าการเสนอ fact อย่างเดียวนั่นแหละดีแล้ว ขืนไปเสนอ opinion เข้า คนอ่านย่อมเห็นต่างกัน
ผู้เขียนยังบอกอีกว่าหลังจากอ่านหนังสือนี้ได้ไม่กี่วันก็ยังมีการพาดหัวข่าวชนิดไม่สร้างสรรค์จากบางสื่อ นี่คาดหวังว่าหนังสือจะเปลี่ยนวิธีการเสนอข่าวโดยสิ้นเชิงในชั่วข้ามคืนได้เลยเชียวหรือ แล้วผู้เขียนสรุปทันทีว่าหนังสือนี้มีไว้เพื่อความโก้เก๋ แหม..พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย
โดยรวมแล้วถือว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่ดีมาก เป็นการริเริ่มที่จะให้วงการสื่อเมืองไทยเพิ่มความตระหนักขึ้นในการรายงานข่าวที่เกี่ยวกับความขัดแย้งอย่าสร้างสรรค์ และจะนำไปสู่ข้อที่ต้องปรับปรุงเช่น ต่อไปอาจทำเป็นเล่มเล็กๆ สรุปเอาแต่เนื้อหาหลักๆ หรือเนิ้อหาบางอย่างน่าจะเพิ่มเติมบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะว่ากัน แต่การวิจารณ์ในลักษณะนี้ เปรียบเหมือนกับพระพุทธรูปที่ช่างปั้นไว้อย่างสวยงาม คนทั่วไปเห็นแล้วชื่นชม แต่นักวิจารณ์บางคนกลับพูดว่า "(ปั้นได้สวยก็จริงอยู่) แต่เสียอย่างเดียวที่พระพุทธรูปองค์นี้พูดไม่ได้" เฮ้อ..ก็ว่ากันไป...
สื่อต้องเลือกข้างแน่
สื่อต้องเลือกข้างแน่ เพราะต้องกิน(กินดี กินหรูด้วย) ต้องใช้ (ขี่เบนซ์ บี.เอ็ม.นายกสมาคม รับเชิญ รับค่าตัว) ถ้าไม่เลือกข้างล่ะ (ตกงาน งานไม่เข้า แห้ว กินแกลบ ลูก เมีย ลำบาก)
ไม่ต้องโมหะจริตใคร ๆ ก็วิเคราะห์ วิจารณ์ได้ครับ หลักง่าย ๆ ของสันดานมนุษย์ ดูออก
คนที่ไม่รับคำวิจารณ์ต่างหากมีโมหะจริต.....ฮา
ปล. ผมไม่ได้อ่านและไม่คิดจะอ่าน เพราะผมไม่ใช่แมลงวัน คิดว่ามันเป็นอุจจาระในเนื้อหา ที่มีแต่แมลงวันเท่านั้นที่อยากอ่าน(ตอม)
สื่อพวกนี้ถึงจุดเสื่อม
สื่อพวกนี้ถึงจุดเสื่อม ไม่มีคนดูข่าว หนังสือพิมพ์เริ่มหมดความหมายไปเรื่อยๆ เห็นมีแต่ทำเรื่องโชว์สะดือขาย แล้วก็โทษสังคมเลว สื่อทำอะไรที่ดีไปทบทวน ช่อง9ข่าวข้น..อ่านข่าวไมเคิล แบบน่าเกลียดไม่เคารพผู้ตาย ทำสีหน้าท่าทาง น้ำเสียง แบบขยะแขยงสยอง ควรงดการใส่อารมณ์แบบนี้ซะที ข่าวเดียวกันฟังคุณกิตติ ช่อง3 อ่าน ไม่รู้สึกว่าเขาดูแคลนผู้ตายอ่านข่าวตามข้อมูล ไม่อื้อหือโอ้โห กนกและพวกน่าจะหยุดพฤติกรรมนี้ได้แล้วหากคิดว่าตนเองอยากสร้างสรรค์สังคมเริ่มที่สื่อด้วยเถอะ
*อันลมแดง แรงพายุ
*อันลมแดง แรงพายุ มาพร้อมฝน
ชุ่มฉ่ำชล ฉ่ำฟ้า พาผ่องใส
คนเสื้อแดง ฉ่ำชื่น ระรื่นใจ
ยิ้มกันได้ ทั่วหน้า ฟ้าให้พร
*การชุมนุม อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ยืดเยื้อ
เป็นไปเพื่อ เตรียมความพร้อม ออมไว้ก่อน
ไม่ต้องอยู่ ยาวนาน พาลง่วงนอน
เผาเหล็กร้อน แล้วขึ้นรูป ขึ้นรอยดี
*ยังจะมา อีกครั้ง และหลายครั้ง
ออมกำลัง เอาไว้ ใช่ถอยหนี
รอวันพร้อม รุกระดม โหมโจมตี
ไม่ให้มี อำมาตยาธิปไตย
*การต่อสู้ จะยังอยู่ ยิ่งยาวนาน
ตราบจนไร้ รัฐประหาร ไร้มารใหญ่
ตราบจนกว่า ปวงชน ประสบชัย
มีประชาธิปไตย ที่แท้จริง
*สื่อเลือกข้าง อย่างไร ไม่ไหวหวั่น
จะสร้างสรรค์ สื่อกันเอง ไม่เกรงกริ่ง
ปากต่อปาก คำต่อคำ นำเพราะพริ้ง
สื่อความจริง จากจริงใจ ให้เห็นจริง
*แผนตากสิน หนึ่งสอง
*แผนตากสิน หนึ่งสอง สามและสี่
มีเอ เอส ทีวี เป็นผู้เขียน
มีประชาวิบัติ จัดนั่งเทียน
แล้วพากเพียร บรรยาย ให้เห็นจริง
*ทั้งยกเมฆ ยกฟ้า มาเต็มที่
ทั้งสาดสี ตีไข่ ได้เลวยิ่ง
ทั้งจับแพะ ชนแกะ และหลอกลิง
ทำทุกสิ่ง เพื่อใส่ร้าย ป้ายสีคน
*คนเสื้อแดง จริงใจ ไม่ปกปิด
ในความคิด มุ่งมั่น บันดาลผล
ไม่ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเล่ห์กล
เราคือคน รักประชาธิปไตย
*แผนตากสิน หนึ่ง สอง สาม และ สี่
มีเอ เอสทีวี ที่เขียนให้
ช่องอื่นอื่น พิจารณา มารับไป
ร่วมกันให้ เป็นข่าว เล่าเมามัว
*นี่คือสื่อ ของไทย ในวันนี้
ทำหน้าที่ อย่างดี ไม่มีชั่ว
ดีสำหรับ รัฐบาล ทหารรั้ว
ดีสุดขั้ว การเมือง ของเมืองไทย
คนที่พูดอย่างหนึ่ง,เขียนอย่าง
คนที่พูดอย่างหนึ่ง,เขียนอย่างหนึ่ง แต่กลับทำอีกอย่าง,ประพฤติอีกอย่าง แบบนี้ เขาเรียกว่า hypocrite ไช่หรือเปล่า?
เข้าทำนองแม่ปูสอนให้ลูกปูเดินให้ตรงทางกระมัง? คงจะสอนได้สำเร็จหรอก?
ต่อหน้าก็ทำท่าปั้นพระพุทธรูป แต่หลังฉาก กำลังเททองหล่อรูปมาร
แผนตากสิน หนึ่งสอง
แผนตากสิน หนึ่งสอง สามและสี่
เป็นแผนตี ชิงเมือง เพื่อทักษิณ
เป็นแผนปล้น อำนาจ จนเบื่อชิน
แผนเล่นลิ้น แผนชั่ว หลอกประชา
ยี่สิบเจ็ด มิถุนา อยู่ในแผน
ให้เหล่าแกน นำมวลชน พร้อมจัดหา
รีบปลุกปั้น มวลชน เพิ่มเข้ามา
ปรากฏว่า เงินไม่มา ขาไม่เดิน
นัดครั้งหน้า จะรุกคืบ ไปที่ใหม่
ปิดถนนไว้ ย้อมใจ ข้าไม่เขิน
อนุเสาวรีย์ ประชาธิปไตย หากยังเมิน
พร้อมเผชิญ ล้อมทำเนียบ เทียบติดคลอง
ความรุนแรง ไม่ต้องห่วง เจ้าต้องเห็น
ทุกอย่างเป็น ตามแผน ตากสินสอง
หลอกคนโง่ หลอกคนเซ่อ ให้มาลอง
ทักษิณจ้อง จลาจล เพื่อตนมา
เราไม่สร้าง แผนชั่ว มาหลอกเจ้า
เจ้ายังเมา ประชาธิปไตย หิวโหยหา
ช่วยทักษิณ คนชั่ว กลับเข้ามา
หลงคิดว่า คนชั่ว ครองเมืองดี
หากคนชั่ว ครองเมือง แล้วเจริญได้
มีที่ไหน เจ้าช่วยบอก ให้รู้ที่
ชาติเจริญได้ ต้องเลือกใช้ แต่คนดี
ใจเต็มปรี่ เสียสละ ฉลาดทำ
*พวกคนชั่ว ป่วนเมืองแล้ว
*พวกคนชั่ว ป่วนเมืองแล้ว ตนเจริญได้
การเมืองใหม่ สนธิไง ให้รู้ที่
แผนตากสิน กุข่าวโดย เอเอสทีวี
สื่อคนดี หัวตะขาบ เป็นผู้ทำ
*แผนตากสิน หนึ่งสองสาม สี่และห้า
ล้วนคนบ้า กุข่าว เล่าเช้าค่ำ
เอาความเท็จ กลิ้งกลอก มาตอกย้ำ
เหมือนที่เคย ทำซ้ำ จนชำนาญ
*เพราะทักษิณ เป็นคนดี ที่สามารถ
จึงนำชาติ ให้จำเริญ เพลินทุกด้าน
เป็นคนเก่ง คนดี มีผลงาน
แม้ถูกทำ รัฐประหาร ยังไม่จม
*ถึงแม้ร่อน เร่ไป ในต่างแดน
ยังมีแฟน มากมาย ไม่ขื่นขม
เรตติ้งดี มีค่า น่าชื่นชม
จนชนะ ถล่มทลาย ...ใช้โฟนอิน
ตากสินสอง แผนรั่ว
ตากสินสอง แผนรั่ว ของทักษิณ
รัฐได้ยิน แผนนี้ จากสืบสวน
คุณสนธิ ไม่ได้สร้าง เรื่องทั้งมวล
เจ้าอย่าสวน รู้ไม่มี ข้อมูลจาง
ที่เราถาม เรื่องคนชั่ว ครองเมืองได้
มีที่ไหน ที่จักทำ ชาติดีบ้าง
การเมืองใหม่ สนธิไง ที่เจ้าอ้าง
อ่านแล้วค้าง ตอบสับสน งงอิบอ๋าย
อันความชั่ว ทักษิณ ที่เจ้ารัก
เจ้าต้องจัก หาความรู้ จากหลายสาย
แกนนำเจ้า เฝ้าโกหก เจ้ามากมาย
เจ้าจะอาย หากเจ้าพบ ความจริงกัน
เราไม่อยาก มาเถียง กับพวกเจ้า
เราแค่เฝ้า ให้เจ้าตื่น จากหลับฝัน
เห็นขี้มูก เป็นเต้าส่วน ดูดกินพลัน
สายตาสั้น มองไม่เห็น ทักษิณเลว
*ตากสินสอง แผนมั่ว
*ตากสินสอง แผนมั่ว กลัวทักษิณ
รัฐได้ยิน สื่อสนธิ มิสืบสวน
เชื่อ เอ เอส ทีวี ทุกกระบวน
แถมชักชวน ให้คนเชื่อ โฆษณา
*เรื่องคนชั่ว พาเมืองดี ไม่มีแน่
ดูตั้งแต่ ประชาวิบัติ จอมขัดขา
ตั้งแต่ได้ ครองเมือง เป็นต้นมา
มีปัญญา แค่กู้กู้ ชูหนี้เมือง
*ส่วนคนชั่ว กลับได้ดี มีสนธิ
อุตริ ป่วนพารา พาหัวเหลือง
ม๊อบมีเส้น เห็นท่า พาแค้นเคือง
พาบ้านเมือง ตกต่ำ ทำลายคน
*ก็ดีแล้ว ที่ไม่เถียง เรื่องทักษิณ
ถึงดูหมิ่น อย่างไร ไม่เป็นผล
ผลของงาน คือคุณค่า ค่าของคน
ประชาชน รับรู้อยู่ทั่วไป
เข้าเรื่องให้ตรงกับบทความดีกว
เข้าเรื่องให้ตรงกับบทความดีกว่า
*สื่อเลือกข้าง อย่างไร ไม่ไหวหวั่น
จะสร้างสรรค์ สื่อกันเอง ไม่เกรงกริ่ง
ปากต่อปาก คำต่อคำ นำเพราะพริ้ง
สื่อความจริง จากจริงใจ ให้เห็นจริง
* “ไทยเรดนิวส์” และ “ มหาประชาชน”
อีกทั้งยล “ธงแดง” แรงดียิ่ง
“ดี แม๊กกาซีน” ดี ที่ดีจริง
กลอนเพราะพริ้ง สื่ออารมณ์ ได้สมใจ
* “สถานีประชาชน” คนคุ้นหน้า
อีกทั้ง “เอ็มวีห้า”พาผ่องใส
สื่อของคนเสื้อแดง แสงนำชัย
ไม่ยิ่งใหญ่ แต่จริงใจ ให้ความจริง
*ถึงสื่อหลัก ไม่ลงข่าว คนเสื้อแดง
ไม่สิ้นแรง ไม่เป็นไร ไม่เกรงกริ่ง
สื่อกันเอง จากใจ ไม่ทอดทิ้ง
สื่อความจริง ของมวลชน คนเสื้อแดง