คอลัมน์ ECONOMYTH…….M:I:4

โดย อิสระ ชูศรี


 


 


ท่านผู้อ่านคิดว่าตัวเลขที่กำกับท้ายชื่อภาพยนตร์เรื่อง "มิชชั่น อิมพอสสิเบิล" เป็นรหัสลับบอกความหมายว่ากระไร?


 


สำหรับส่วนตัวผมตงิดใจอยู่ว่า ยิ่งตัวเลขเพิ่มจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ภารกิจของอีธาน ฮันต์ ก็ยิ่ง 'more impossible' หรือยิ่งมี 'ความเป็นไปไม่ได้' มากขึ้นเท่านั้น


 


ยกตัวอย่างเฉพาะฉากเดียวก็พอ ผมว่าใครที่ชมภาพของสายลับอีธานตอนกระโดดตึกโหนเชือกแบบทาร์ซานข้ามจากยอดสูงลิบของตึกหนึ่งไปยังอีกยอดตึกหนึ่งแล้วยังรู้สึก 'อิน' ได้ ผมขอยกสองนิ้วโป้งชูให้เลย เพราะท่านเป็นผู้ที่มีความเชื่อหนักแน่นเป็นอย่างยิ่ง


 


พอไม่เชื่อในความเป็นไปได้ของภารกิจหรือองค์ประกอบย่อยของภารกิจซะแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง อยากได้เงินคืนอย่างเดียว ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า ข้าวสารเป็นข้าวสุกไปแล้ว ไม่มีทางแก้ไขเป็นอื่น ได้แต่เตือนตนเองว่าหากมี M:I:4 อีกล่ะก็ จำเป็นจะต้องทางใครทางมัน


 


จะว่าไปภารกิจขององค์กร IMF (Impossible Mission Force) ในหนังก็คล้ายกับภารกิจของคณะกรรมการเลือกตั้งที่นำทีมโดย 'agent-วาสนา' ไม่มากก็น้อย เพราะยิ่งจำนวนครั้งในการจัดการเลืิอกตั้งเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าความเชื่อมั่นเรื่องความสุจริตและเที่ยงธรรมของผู้จัดการเลือกตั้งในสายตาผู้มีหน้าที่ไปเลือกตั้ง (อย่างน้อยก็ผมคนนึงหละ) ยิ่งลดต่ำลงไปเรื่อย


 


จนกระทั่งการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ อาจจะส่งผลให้คนไม่ชอบการเลือกตั้งเอาได้ง่ายๆ


 


เอาหละ ถึงเรา (บางคน) จะยอมเชื่อว่า คุณวาสนาตกเป็นแพะรับบาปทางการเมืองเข้าจมกระเบื้อง แต่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคุณวาสนาและคุณปริญญาในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่โดนป้ายอุจจาระว่าเป็น "สาย" ของพรรคไทยรักไทย มันก็เป็นคนละประเด็นกับการธำรงความเชื่อมั่นในการเลืิอกตั้งที่จะมีขึ้นต่อไปภายใต้การกำกับของ กกต.คณะเดิม


 


ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น ฟาวล์ไปแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่การเลือกตั้งฟรีที่ไม่ต้องสูญเสียอะไรนะครับ


 


เสียแรกคือเสียเงินเปล่า เสียที่สองคือเสียเวลาเปล่า เสียที่สามคือเสียความรู้สึกเปล่า และที่อาจจะเสียมากที่สุดก็คือการสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมืองการปกครองของประเทศ


 


ลองนับนิ้วมือดูสิครับว่า หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับนับจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีกี่องค์กร-สถาบันทางการเมืองการปกครองของประเทศที่ถูกทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาในสายตาประชาชนลงไปบ้าง นี่ยังไม่นับสถาบันสื่อสารมวลชน สถาบันวิชาการ สถาบันวิชาชีพ และสารพัดสถาบันของสารพัดนักฯ ที่ถูกทำลายความน่าเชื่อถือลงไปท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่บานปลาย


 


ที่กล่าวมาถึงขณะนี้ผมไม่ได้จะโยนความผิดไปให้ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่นึกสงสัยขึ้นมาว่า สุดท้ายที่ปลายสถานีนั้น จะยังเหลืออะไรให้ใครเชื่อถือได้ในความเที่ยงธรรมอีกบ้าง


 


เพราะหากคาดการณ์ทางร้ายถึงผลลัพธ์ของเกมที่มีกติกาพื้นฐานว่า 'ไม่ต้องแสดงความสุจริต ให้แสดงว่าอีกฝ่ายทุจริตมากกว่า" นี้ ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่า ในลำดับต่อไปสถาบันตุลาการอาจจะถูกลากเข้าสู่วังวนของเกมทำลายความน่าเชื่อถือที่เลวร้ายนี้ไปด้วย


 


หากถึงวันนั้น ใครหน้าไหนจะสามารถรับผิดชอบไหว แต่ที่น่าสงสัยยิ่งกว่านั้นก็คือ จะรับผิดชอบได้ด้วยวิธีการอย่างไร?


 


การที่นักการเมือง-นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนหนึ่งหรือสองสามคนต้องหมดอนาคตทางการเมืองลงไป ในความเห็นของผมแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ความน่าเป็นห่วงว่าอีกหน่อยจะไม่เหลือใครหรือสถาบันไหนที่มี 'เครดิต' พอที่จะใครจะรับฟังและยอมรับได้อีกต่างหากที่มันน่าหดหู่กว่า


 


สำหรับคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเมืองการปกครองนี่มันเรื่องใหญ่นะครับ เพราะคนมันไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดอะไรมากมาย (ผมหมายถึงตัวเอง) ก็ยิ่งต้องอาศัยความ "เชื่อ" มากขึ้นเท่านั้น เช่น เชื่อว่าความบริสุทธิ์ยุติธรรมและขื่อแปของบ้านเมืองนั้นมีจริง การลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการคัดสรรตัวแทนทางการเมืองของประชาชนเข้าไปปกครองประเทศ เป็นต้น


 


เชื่อ 'อะไร' ไม่ได้ก็คงไม่ทำให้ใครดิ้นตายลงไปวันนี้พรุ่งนี้หรอกครับ แต่มันวังเวงสิ้นดี พอวังเวงแล้วมันก็สุขภาพของสังคมในภาพรวม


 


ลองมองย้อนกลับไปในอดีตอันใกล้นี้สิครับ ตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว มันชวนขนหัวลุกแค่ไหนที่ประชาชนแห่กันไปถอนเงินจากธนาคารพาณิชย์เพราะ 'ไม่เชื่อ' ว่าถ้าทิ้งเงินไว้ในบัญชีธนาคารแล้วเงินของตัวเองจะปลอดภัยเนื่องจากธนาคารกำลังจะล้ม พอเลิกเชื่อมั่นเท่านั้นธนาคารก็พาลจะล้มเข้าจริงๆ


 


ตามทฤษฎีมั่วซั่วของผม การที่ทุกๆ สถาบันการเมืองการปกครองและองคาพยพต่างๆ ของรัฐสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาศัยความเชื่อและความร่วมมือของประชาชนเป็นพื้นฐานทั้งนั้นแหละ


 


วันก่อนนี้มีน้าชายคนหนึ่งแกคุยกับผมเรื่องปัญหายุ่งๆ ที่เกิดช่วงนี้น่ะแหละ เรื่องของเรื่องคือ แกมีภยาคติกับตำรวจอยู่มากสักหน่อย แกก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า ตำรวจชอบลืมตัวอยู่เรื่อยว่าที่ตัวเองทำหน้าที่รักษากฎหมายได้ก็เพราะว่าประชาชน (ส่วนใหญ่) ตกลงที่จะร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมาย


 


ถ้ามีประชาชนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเพิ่มจำนวนขึ้นถึงปริมาณหนึ่ง ประเทศเราก็ไม่มีตำรวจมากพอที่จะไปตามจับคนละเมิดกฎหมายมาดำเนินคดีหรอก หรือถึงจับมาได้ก็ไม่มีตารางมากพอให้คุมขังไว้ได้หรอก (อันนี้ผมพูดเอง)


 


อย่างการเสียภาษีเงินได้ก็เหมือนกัน หากคนพร้อมใจกันเสียภาษีล้าช้่าเยอะๆ จะเป็นไง รัฐเก็บภาษีมาได้ไม่พอค่าใช้จ่าย เงินขาดมือก็ต้องออกตั๋วเงินคลังกู้ประชาชนมาใช้จ่ายให้ต้องเสียดอกเบี้ยอีก ค่าปรับภาษีจ่ายช้าที่ได้จะพอค่าดอกเบี้ยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เก็บภาษีมาได้แล้ว แทนที่จะได้ใช้เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ต้องเอาไปจ่ายดอกอีก


 


ผมไม่รู้หรอกว่ามาตรการประท้วงโดยการจ่ายภาษีช้าของประชาชนฝ่ายแอนตี้ท้ากฯ มันจะมีผลจริงต่อการที่สรรพากรเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าอยู่ช่วงนี้หรือเปล่า แต่ถ้ามันเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลจริงแล้ว ต่อไปคนหันมาใช้วิธีนี้ประท้วงรัฐบาลกันอีกในอนาคต จะเกิดอะไรขึ้น?


 


ยังมีอีก แต่ไหนแต่ไรเคยมีหรือที่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในประเทศลงความเห็นผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมาปกครองประเทศแล้ว ประชาชนอีกส่วนหนึ่งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งกันแบบทันทีทันควันเลย ใครอย่ามาบอกนะว่าเป็นเพราะสื่อสารมวลชนปั่นหัวประชาชนให้เกลียดรัฐบาล พันธมิตรฯปลุกระดมปั้นน้ำเป็นตัวได้ผล พรรคฝ่ายค้านเดิมหาเรื่องล้มการเลือกตั้ง ฯลฯ ก็แล้วทำไมประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะไม่เชื่ออีกข้างหนึ่งล่ะ


 


มันใช่ผลของความ 'ไม่เชื่อ' ในความเป็นธรรมของระบบหรือเปล่า หรือว่าเพราะอะไร?


 


ขอเลยมาถึงเรื่อง 'เนติบริกร' ที่ชำนาญการลอดช่องกฎหมายหลายร้อยหลายพันมาตราเหมือนคนมีตาทิพย์ ผู้กุมอำนาจรัฐทำอะไรทำได้หมด มีช่องกฎหมายให้ลอดออกไปได้หมด ถูกกฎหมายหมด ชอบธรรมไปหมด ฟ้องร้องอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง สุดท้ายก็ต้องไปใช้วิธีทำผิดกฎหมายกันไปหมด เพราะไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนมาเถียงด้วยแล้ว


 


คือรวมความแล้วมัน too good to be true บางคน (อย่างผม) ก็อาจจะคิดง่ายๆ ผสมมั่วๆ ไปซะเลย เอาเป็นว่าข้าพเจ้าไม่เชื่อท่านก็แล้วกัน ต่อไปท่านกุนซือหน้าใสทั้งหลายจะพูดอะไรก็สุดแท้แต่ท่านเถิด


 


นี่หละครับทั้งหลายทั้งปวงที่ทำให้ผมรู้สึกว่าภารกิจจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปให้เกิดความเชื่อมั่นได้เต็มที่ในความสุจริตและเที่ยงธรรมมันดูจะ "เป็นปายไม่ด้าย" หากให้ กกต.ชุดปัจจุบันเป็นคนจัดการเหมือนเดิม


 


จนถึงขณะที่เขียนอยู่นี้ ผมยังไม่ได้ยินว่าจะมีทางออกอย่างไรต่อไปสำหรับวิกฤตการณ์การสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง เพราะแค่ กกต.ตั้งท่าจะเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไปอีกคาบหนึ่ง ก็เห็นหลายฝ่ายเริ่มไม่ให้ความร่วมมือกันแล้ว


 


อย่าหาว่าผมเห่อคนเป็นผู้พิพากษาเลย แต่ผมค่อนข้างเชื่อนะที่มีท่านไหนซักท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า การจัดการเลือกตั้งโดยคณะที่คนไม่เชื่อถือน่ะมันทำให้สำเร็จได้ยาก


 


เพราะแค่อาศัยการจ้องตามาทางกล้องทีวีแล้วกล่าวว่า trust me นั้นคงจะไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ กกต.ชุดปัจจุบันนี้เสียแล้ว


 


เพราะแค่การจะยอมรับผลของการแข่งขันที่ไม่เป็นเหมือนอย่างใจเราอยากให้เป็นนั้นมันก็ยากพอแรงอยู่แล้ว แต่ก็พอจะทำใจได้หรอกถ้าเถียงไม่ได้ว่า มันเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม ผมเพิ่งเห็นจะๆ คราวนี้เองว่าการจัดเลือกตั้งให้คนแย้งไม่ได้ในความบริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นมันยากแค่ไหน โดยเฉพาะในเวลาที่ 'ความน่าเชื่อถือ' เป็นของหายากยังกับน้ำมันอยู่ในขณะนี้


 


เฮ้อ... ไอ้ผมก็โล่งใจนิดหนึ่งว่า พอการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะแล้ว จะมีโอกาสได้เลือกตั้งใหม่เร็วๆ ไม่ต้องอาศัย ส.ส.พรรคคนขอปลดหนี้ที่ผมไม่เคยรู้จักหน้าค่าตามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนอยู่ในสภาฯ แต่ดูๆไปแล้วเห็นทีจะต้องไม่สบายใจต่อไปอีกนาน


 


ทุกวันนี้ผมจึงได้แต่ภาวนา (จริงๆ) ให้ กกต.คณะนี้ ท่านมีกำลังใจที่จะทำ 'ภารกิจ' ที่ยากยุ่งให้สำเร็จ อันได้แก่การ 'ยุติภารกิจ' ด้วยเถิด

Comments

ศักดิ์ศรี คอม

กับพวกนี้จะใช้ได้ก็แต่กับสิ่งศั กสิทธิ์เท่านั้น ช่วยแช่งชักหักกระดูก หากมีเจตนาไม่ดีก็ขอให้ฟ้าดินอย่านิ่งเฉย จงลงฑันต์ตามสมควรที่ผิดด้วยเถิด

คนเครือข่าย

งั้นขอวอนสิ่งศักศิทธ์ ให้ไอ้พวกนี้ฉิบผายในชาตินี้ด้วยเถิด

ค้นคน

วิเคราะห์จากผู้จุดกระแสเริ่มต้นของวิกฤติ....1. ข้อกล่าวหา (ด้วยวาจาทีหยาบคาย).. 2.หลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา (ขาดน้ำหนักจึงไม่ใช้เรียกร้องทางศาล).. 3.พฤติกรรมที่ใช้ในการดำเนินการต่อผู้ถูกกล่าวหา (ก่อความเดือดร้อน เสียหายแก่ประชาชน) นี่คือวิธีการของ "คนพาล หรือ อันธพาล " กลุ่มที่มาเข้าร่วมกับ "คนพาล" ไม่ว่าจะเป็น พรรคฝ่ายค้าน พันธมิตร อาจารย์ ผู้สนับสนุนการเงินเบื้องหลัง ล้วนแต่ เป็นผู้ที่ต้องการ " ประโยชน์ส่วนตน" ทั้งสิ้น สิ่งที่พิสูจน์สนุนสนุนคำกล่าวข้างต้น ว่ามีส่วนใกล้เคียงก็คือ....มันมีพลังของกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ ที่ไม่เห็นด้วย และยังสนับสนุน ทรท หรือ คุณทักษิณ ให้บริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย... เขาเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยัน ...ในคำพูดที่ว่า "ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมารวมกัน "

copy

พันธมิตรมีส่วนช่วยเรื่อง กฟผ รวมทั้ง การเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้อง
แค่2 เรื่องนี้ที่พิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วในศาล
และถือเป็นเรื่องหัวใจหลักของชาติแล้ว
คุณยังคิดว่าพันธมิตรเป็นพวกกวนเมือง ไม่มีเหตุผลอีกหรือ

ภวารี

ธรรมดาของผู้กุมอำนาจรัฐในมือ ย่อมอาศัยอำนาจนั้นต่อสู้ปกป้องประโยชน์(เพื่อตนเพื่อชนชั้น-หรือเพื่อประชาชน) หากเห็นเป็นกรณีที่ได้ศึกษาในบริบท ถือเป็นเรื่องดีต่อประชาชนทั้งนั้น พิจารณาให้ดีดีย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า ประโยชน์ที่เขารักษากันนั้น (เพื่อใคร-สุจริตเพียงใด-มีคุณธรรมหรือไม่)จากนั้นย่อมเข้าใจได้ในความเลวเฉพาะบุคคลโดยไม่ยากเย็นค่ะ