เอกชนนราฯ ออกโรงดันดับไฟใต้

นราธิวาส- 13 พ.ย.47 นายสรรเพชญ ดีเลิศไพบูลย์ นายกสมาคมพ่อค้าจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า หลังเกิดเหตุระเบิดที่ร้านข้าวต้มอั้งม้อ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของ จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 15 ราย พ่อค้านักธุรกิจต่างตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เป็นอย่างมาก ทั้งได้เรียกร้องให้ผู้ที่รับผิดชอบและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ มาดูแล

นายกสมาคมพ่อค้าจ.นราธิวาส กล่าวด้วยว่า ขณะนี้สมาคมพ่อค้าได้ยื่นหนังสือถึงจังหวัดเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจังหวัดได้เชิญฝ่ายต่าง ๆ ประชุมในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

วันเดียวกัน พ.ต.ท.พล วัชรานนท์ สารวัตรกองวิทยาการตำรวจภูธรจ.นราธิวาส นำเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นชนิดแสวงเครื่อง ชุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ และเป็นชนิดเดียวกันกับที่คนร้ายลอบนำไปวางไว้ที่หน้า หจก.สุรินทร์ เขตเทศบาล ต.ตากใบในคืนเดียวกัน

โดยบริเวณพื้นในร้านถูกแรงระเบิดเป็นหลุม กว้างประมาณ 1 ฟุต ลึก 10 เซนติเมตร และพบชิ้นส่วนประกอบของระเบิดเป็นลูกปลาย ตะปู และเศษโซ่เลื่อยยนต์ นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ ที่ใช้จุดชนวนระเบิด เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สำหรับบริเวณหน้าร้านจุดเกิดเหตุได้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งนำป้ายผ้ามาปิดไว้เขียนข้อความเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐมาดูความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ ส.ส.และ ส.ว.กลุ่มนักวิชาการ และนักสิทธิมนุษยชน ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

ประชาไทรายงาน

Comments

เมื่อยี่สิบปีก่อน ภาคใต้ไม่

เมื่อยี่สิบปีก่อน ภาคใต้ไม่เป็นแบบนี้ คนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันในสังคมโดยต่างฝ่ายต่างให้เกียรติในศาสนาของกันและกัน ลูกๆหลานๆ ของทุกคนก็เล่นกันตามประสาเด็กโดยไม่เห็นมีเด็กคนไหนลากศาสนามาแบ่งแยกกัน



แล้วมันเปลี่ยนไปได้อย่างไร?

เป็นอย่างนี้หรือเปล่าครับ ?



ผู้นำศาสนามุสลิมสุหนี่เริ่มรู้สึกว่ากำลังถูกชีอะห์เข้ามาแผ่อิทธิพล ทำให้มีการส่งลูกหลานตัวเองไปเรียนต่อในประเทศตะวันออกกลาง หวังว่าจะกลับมาเป็นหัวหอกในการต่อต้านชีอะห์



แต่ผลที่ตามมากลับเป็นการชักนำสุหนี่หัวรุนแรงเข้ามาในไทย โดยไม่รู้ตัว สุหนี่พวกนี้เป็นศัตรูคู่แค้นกับชีอะห์ เป็นพวกแนวทางยึดตามคัมภีร์แบบสุดโต่ง ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ยืนยันแต่เพียงว่าชีวิตของมุสลิมต้องมีเพียงคำสอนของศาสดาเท่านั้น



เมื่อมุสลิมรุ่นใหม่ที่ได้รับอิทธิพลต่างชาติ กลับเข้ามาในไทย พวกนี้ก็เริ่มทำลายแนวทางมุสลิมในภาคใต้ยึดถือกันมานาน โดยอ้างว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ผิด มีการรณรงค์ให้ผู้หญิงคลุมผ้า ล้มล้างประเพณีที่เคยทำกันมา และที่สำคัญที่สุดคือก่อตั้งปอเนาะแนวทางที่ตนต้องการ



นี่แหละคือจุดเริ่มของความรุนแรงทั้งหลาย เด็กที่จบจากปอเนาะไม่มีทางเลือกในอาชีพอื่นเลย นอกจากต้องไปศึกษาต่อในประเทศมุสลิม เพราะไม่มีบริษัทไหนรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยนอกจากคัมภีร์ทางศาสนา



เด็กเหล่านี้ต้องไปศึกษาต่อ และเมื่อกลับมาก็ไม่มีงานทำเช่นเดิม จะทำงานใช้แรงก็ไม่ได้ เพราะกลายเป็นผู้รู้ทางศาสนาเสียแล้ว



ทางเลือกมีทางเดียวก็คือต้องหาทางสอนศาสนา และต้องหาเงินมาเพื่อจัดตั้งโรงเรียนปอเนาะของตนเอง



แต่จะหาเงินที่ไหน?

คำตอบก็คือ ต้องหาจากประเทศมุสลิม แต่จะหวังเพียงเงินบริจาคก็ไม่เพียงพอ เงื่อนไขเดียวที่จะได้เงินจำนวนมาก ก็คือต้องใช้เงินเพื่อต่อสู้ศัตรูของศาสนาอิสลาม ต้องเป็นนักรบเพื่อศาสนาเหมือนชาวปาเลสไตน์



จะไปหาศัตรูที่ไหน ในเมื่อรอบตัวมีแต่ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาที่ไม่ต่อต้านศาสนาอื่น ศาสนาที่เน้นการปฏิบัติส่วนบุคคล ไม่รุกราน ไม่รังแก



ดังนั้นจึงต้องหาทางให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนไทยพุทธกับไทยมุสลิมให้ได้ก่อน โดยเริ่มจากการปลุกแนวความคิด มุสลิมเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน ขึ้นมา



เมื่อมีเหตุการณ์มุสลิมขัดแย้งกับชาวไทยพุทธ เมื่อมีเหตุการณ์คนของรัฐบาลรังแกประชาชน เหตุการณ์ต่างๆ จะถูกขยายให้เกิดเป็นกระแสมุสลิมถูกคนพุทธรังแกทันที



ทั้งๆ ที่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน แต่ไม่มีใครเห็นนอกเหนือไปจากเป็นการขัดแย้งของบุคคล หรือข้าราชการเลวๆๆ คนหนึ่งรังแกประชาชน ในขณะที่พวกนี้จะฉวยมาเป็นเงื่อนไขเพื่อสร้างความรู้สึกให้มุสลิมเห็นว่ากำลังถูกรังแกและต้องต่อสู้



นอกจากนี้ยังสอนให้เยาวชนเห็นว่าชาวพุทธเป็นคนนอกศาสนา ลูกหลานมุสลิมไม่ควรเข้าไปเป็นเพื่อน โรงเรียนของชาวพุทธจึงเป็นสิ่งที่ต้องห้าม สถานที่ศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเยาวชนมุสลิมคือปอเนาะเท่านั้น



นอกจากการปั่นกระแสความเกลียดชังแล้ว ยังพยายามหาข้ออ้างทางประวัติศาสตร์มาใช้อ้างเป็นความชอบธรรมว่ามุสลิมเคยเป็นประเทศมีเอกราชแต่ถูกสยามรุกราน



มีการก่อตั้งกองกำลังเพื่อยึดประเทศคืน และหาทางกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ตอบโต้ เมื่อมีการเสียชีวิต ก็ใช้เป็นหลักฐานในการติดต่อไปยังประเทศมุสลิมว่ากำลังต่อสู้เพื่อศาสนา มีนักรบของศาสนากำลังเสียชีวิต



เท่านี้เองเงินทองก็ไหลมาเทมา ยิ่งเกิดความรุนแรงขึ้นเท่าไหร่ เงินทองก็ยิ่งเข้ามามากขึ้นเท่านั้น



คนกลุ่มนี้แหละที่อยู่เบื้องหลัง ที่บงการ ที่พยายามล้างสมองให้เยาวชนออกไปตายเพื่อศาสนา เป็นอีแอบอยู่หลังฉาก ไม่เคยเปิดเผยตัว แต่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่คอยแจกจ่ายเศษเงินแก่ผู้ที่เป็นแขนขา



บางคนมีฐานะร่ำรวย ก็เข้าแบ่งประโยชน์กับเจ้าพ่อในพื้นที่ และนักการเมืองท้องถิ่น เพราะยิ่งสถานการณ์รุนแรงเท่าไหร่ ผลประโยชน์จะยิ่งไหลมาเทมา



รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องการที่จะทำอะไรรุนแรงกับมุสลิม ซ้ำยังให้สิทธิพิเศษทางศาสนาต่างๆ ให้เงินช่วยเหลือ ให้ค่าตอบแทนครูสอนศาสนา เพื่อที่จะให้มุสลิมไม่ก่อปัญหาขึ้น ทั้งๆ ที่ชาวไทยพุทธในพื้นที่ก็มี แต่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือแบบนี้จากรัฐบาล



ตอนนี้สถานการณ์กำลังรุนแรงมากยิ่งขึ้น รัฐบาลปราบปรามอย่างเด็ดขาดไม่ได้ เพราะตัวผู้บงการจริงๆ ยังแอบซ่อนตัวอยู่ แถมต้องพะวักพะวนกับข้ออ้างทางสิทธิมนุษยชนที่พวก NGO พยายามใช้เพื่อสร้างผลงาน



NGO พวกนี้ก็ไม่ต่างกับพวกอีแอบที่อยู่ข้างหลังมุสลิมเท่าไหร่หรอก เพราะหวังเงินจากต่างประเทศเหมือนกัน ยิ่งมีความรุนแรง ยิ่งมีความสูญเสีย NGO ยิ่งชอบใจ เพราะจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีรัฐบาล ใช้เป็นข้ออ้างจัดกิจกรรม และเงินก้อนโตก็จะถูกส่งมาแบ่งกัน



อยากถามรัฐบาลว่า วันนี้ท่านทำอะไรให้ชาวไทยพุทธที่ต้องเป็นเหยื่อของมุสลิมบ้าง



อยากถาม NGO ว่า สิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวไทยพุทธอยู่ที่ไหน



อยากถาม องค์การมุสลิมที่ออกมาเรียกร้องว่า คนที่ประท้วง คนที่ก่อความวุ่นวาย คนที่พยายามฆ่าผู้ไม่เกี่ยวข้อง พวกนี้ยึดถือหลักการสิทธิมนุษยชนและยอมรับความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไหม ถ้าไม่เคยมีหลักการ พวกนี้เอาข้ออ้างอะไรมาเรียกร้องให้รัฐบบาลไทยต้องยึดถือหลักการ



สิ่งที่พวกนี้ทำก็คือมือหนึ่งชูสิทธิมนุษยชนนำหน้า แต่อีกมือหนึ่งถือปืนยิงใส่คนรอบข้าง แต่เมื่อถูกยิงตอบโต้กลับกลายเป็นว่าผู้ยิงตอบเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องขอโทษคนที่ยังคงถือปืนยิงใส่ผู้บริสุทธิ์ตลอดเวลา



ทราบมาว่า ต่อไป กลันตัน ตรังกานู เคดาห์ และ อื่นๆอีกมาก ก็อยู่ในข่ายการปฏิบัติการเยี่ยงนี้เช่นเดียวกัน มาเลเซียก็ระวังตัวให้ดีเถอะ








****--------------------------------------------------- <br> จน

****---------------------------------------------------

จนแล้วจนรอด พวกเสี้ยนหนามแผ่นดินก็ยังคงพยายามจะแต้มสีว่า การเสียชีวิตของผู้ชุมนุม๘๕ คน

เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ด้วยความสะใจ

เป็นเจตนาฆ่าเพื่อแก้แค้นอย่างเหวี่ยงแห

เป็นการฆ่าเพราะเหตุเห็นว่าเป็นคนต่างศาสนา



ทางหนึ่ง พวกเสี้ยนหนามแผ่นดินทำทีเป็นเรียกร้องสันติสุข แต่ในความเป็นจริงกลับมีเนื้อหายุยงให้เกิดความเคียดแค้น เกลียดชัง ขัดแย้งทางศาสนาของคนในชาติ



ขอให้พี่น้องชาวไทยจับตาพวกนี้กันต่อไป ศัตรูต่างประเทศรับมือง่าย เสี้ยนหนามแผ่นดินภายในกลับรับมือยากกว่า

---------------------------------------------------



ขอให้พวกเราจับตาดูพวกนี้ให้ดี