ตานฉ่วย http://www.prachatai3.info/taxonomy/term/585/all th ดุลยภาค ปรีชารัชช: ทิศทางพม่า 2555: (1) ประชาธิปไตยสไตล์พม่า http://www.prachatai3.info/journal/2012/01/38714 <p>สัมภาษณ์ดุลยภาค ปรีชารัชช นำเสนอเป็นตอนแรก โดยเป็นการวิเคราะห์ทิศทางการปฏิรูปในพม่า ขั้วอำนาจหรือ “มุ้ง” ทางการเมืองในพม่า และแนวโน้มการแก้ไขปัญหาระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ดุลยภาค ปรีชารัชช (ที่มา: ประชาไท) เมื่อ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา ประชาไทสัมภาษณ์ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้เขียน \Naypyidaw: New Capital of Burma\" ซึ่งพิมพ์ในปี 2551 ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงทิศทางของพม่าในปี 2555 โดยเฉพาะทิศทางการปฏิรูปพม่า และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศ โดยประชาไทแบ่งการนำเสนอเป็น 2 ตอน วันนี้นำเสนอเป็นตอนแรก ดุลยภาค มองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพม่าว่า \"การที่พม่าจัดให้มีการเลือกตั้ง เป็นเพราะพม่าปิดประเทศมานาน แต่ด้วยการถาโถมของโลกาภิวัตน์กับทุนนิยม ทำให้พม่าคิดว่า เมื่อโลกเปลี่ยนพม่าก็ต้องเปลี่ยน เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงที่รัฐบาลพม่าจัดให้มีนั้น เป็นความเปลี่ยนแปลงที่รัฐบาลหรือกองทัพต้องสามารถควบคุมได้ เพราะฉะนั้นระบอบการปกครองพม่าในปัจจุบัน ทุกคนต้องอย่าลืมว่าเป็น \"ระบอบประชาธิปไตยแบบมีระเบียบวินัย\" หรือ \"ประชาธิปไตยสไตล์พม่า\" นั่นหมายความว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างที่โลกตะวันตกคาดคิดนั้น อาจจะผิดหวังในกรณีของพม่า เพราะต้องไม่ลืมว่าตอนนี้แสงไฟหรือสปอร์ตไลท์ได้ฉากแสงพุ่งเป้าไปที่พม่าแล้วบอกว่าเขาให้ความสำคัญกับ Democratization (กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย) อย่างเต็มที่ แต่จริงๆ แล้วต้องอย่าลืมว่า กองทัพยังมีบทบาทในการนำทางการเมือง การดูประชาธิปไตยในพม่าต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือน” “ต้องไม่ลืมว่า ทั้งประธานาธิบดีเต็งเส่ง รองประธานาธิบดี ทิน อ่อง มิ้น อู เหล่านี้คือนายพลทั้งนั้นเลย เพียงแต่ถอดเครื่องแบบมาได้ปีกว่าๆ คือแปลงร่างเป็นพลเรือน ยังไม่นับร้อยละ 25 โดยตรงที่เป็นทหารโดยตรงเข้าไปนั่งในสภา ส่วนอีกเกือบร้อยละ 75 ก็เป็นพรรค USDP (พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา) ซึ่งเป็นแนวร่วมของรัฐบาลพม่าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นองค์ประกอบในรัฐสภาหรือรัฐบาลพม่า แท้จริงแล้วคือทหารในคราบพลเรือน และพลเรือนที่ฝักใฝ่ทหาร รวมถึงทหารเพรียวๆ ผสมปนเปกันไป เพราะฉะนั้น ระดับดีกรีการเป็นประชาธิปไตยยังมองยากอยู่ คิดว่าสักร้อยละ 15-20 เท่านั้นที่รัฐบาลพม่าเริ่มเปิดวิถีทางการเมืองให้มีอิสระมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้วเรื่องนักโทษทางการเมืองนั้น คนที่สำคัญ ที่เคยเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลพม่า ถ้ารีบปล่อยตัวมาจะเป็นสัญญาณอันตรายต่อเสถียรภาพในการปกครอง เขาก็ยังถูกกักอยู่ เพราะฉะนั้นระดับการเป็นประชาธิปไตย พม่าทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้มั่นคง ให้เป็นวิถีที่กองทัพสามารถควบคุมได้อยู่ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงฉับพลันแล้วสังคมการเมืองพม่ารู้สึกว่าระส่ำระสาย” ดุลยภาคยังเสนอด้วยว่าต้องจับตาบทบาทของกองทัพพม่าซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีอำนาจสูงมาก “เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยพม่า ต้องจับตาดูกองทัพ ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญปี 2008 ระบุไว้เลยว่าเมื่อใดก็ตามที่ประเทศชาติมีภาวะสุ่มเสี่ยงวุ่นวาย สุ่มเสี่ยงต่ออธิปไตยและความมั่นคงในชาติ ประธานาธิบดีต้องถ่ายโอนอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เพราะฉะนั้น ผบ.สส. จริงๆ อาจจะมีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีพม่าด้วยซ้ำ แต่คนไม่ค่อยพูดถึงเพราะแสงไฟหรือสื่อต่างๆ พุ่งเป้าไปที่เต็งเส่ง เท่านั้นเอง คำถามที่ตามมาคือ เต็งเส่ง มีอำนาจแท้จริงหรือไม่ในระบบการเมืองพม่า\" นอกจากนี้ดุลยภาค ยังได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางอำนาจของชนชั้นนำพม่าภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย. ปี 53 ซึ่งเกิด \"มุ้งทางการเมือง\" ที่ทับซ้อนกันมากขึ้น แตกต่างจากโครงสร้างชนชั้นนำแบบยอดพีรามิดที่แต่เดิมมีเพียงนายทหารระดับสูงเป็นชนชั้นนำเท่านั้น ทั้งนี้ขั้วอำนาจต่างๆ ในปัจจุบันนั้น แต่ละกลุ่มต่างมีฝ่ายสนับสนุนของตนเอง โดยมีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนให้พม่าเปลี่ยนแปลงแบบเสรีนิยม กลุ่มที่สนับสนุนให้พม่าเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่รับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง ขณะที่บทบาทของประธานาธิบดีเต็งเส่ง ซึ่งแม้จะมีการคุยกับออง ซาน ซูจี และพบกับทูตต่างประเทศ และทำประเทศให้เสรีมากขึ้นในอนาคต แต่บทบาทของรองประธานาธิบดี ทิน อ่อง มิ้น อู ก็คัดค้านบทบาทของเต็งเส่งในหลายโอกาส นอกจากนี้ต้องจับตาดูด้วยว่า ผบ.สส. อย่าง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย และผู้มีอำนาจนอกวงรัฐบาลพม่าอย่าง พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย ซึ่งเพิ่งลงไปเมื่อปีกว่าๆ จะรับได้กับบทบาทของเต็งเส่ง หรือไม่ ต่อคำถามเรื่องบทบาทของ พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย หลังการเกษียณนั้น ดุลยภาคอธิบายว่า บทบาททางการเมืองของทหารพม่า ก็เหมือนกับหลายประเทศในอุษาคเนย์ทั่วไป พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย ครองอำนาจมานาน มีอายุมากเกือบ 80 ปี มีอิทธิพล เป็น Moderator (ผู้ไกล่เกลี่ย) ไม่ให้ผู้นำพม่าอีกรุ่นหนึ่งตีกันมากนัก ตานฉ่วยเป็นคนคุมให้ผู้นำพม่าเล่นไปตามรางที่ตานฉ่วยวางไว้ แต่ปัญหาของตานฉ่วยคือจะคุมได้อีกนานเท่าไหร่ ปล่อยไว้นานๆ ปัญหาการไม่เชื่อฟัง พล.อ.อาวุโส ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ และปัญหาสุขภาพของ พล.อ.ตานฉ่วย ซึ่งมีอายุมากแล้ว โดยบทบาทของ พล.อ.อาวุโสตานฉ่วย และรอง พล.อ.อาวุโส หม่องเอ ยังคงมีบทบาทในช่วงเร็วๆ นี้ แต่ถ้ามองในอนาคตต่อไปก็พูดยาก เพราะระดับการปกครองในพม่าถ้าจะพิจารณาให้แม่นต้องดูที่ทหารว่ามีกี่รุ่นแล้ว ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 3 โดยรุ่นแรกคือ นายพลเนวิน ที่มาพร้อมกับนายพลออง ซาน ในช่วงเรียกร้องเอกราชพม่า รุ่นที่สองคือ ตานฉ่วย และหม่องเอ ซึ่งทำสงครามสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์ และให้ความสำคัญกับความมั่นคงสูงมาก และรุ่นที่ 3 คือ เต็งเส่ง หรือ ทิน อ่อง มิ้น อู ซึ่งเป็นผู้นำรุ่นใหม่ ส่วนแนวโน้มเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐต่างๆ นั้น ดุลยภาคกล่าวว่า พม่าเป็นรัฐพหุชนชาติ หนึ่งรัฐมีหลายชาติ เมื่อผ่าโครงสร้างออกมาก็มีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง กะเหรี่ยง คะยาห์ มอญ พม่า ไทใหญ่ ฯลฯ จะเห็นว่ามีโครงสร้างทางชาติพันธุ์ที่หลากหลายสลับซับซ้อน ที่ผ่านมาพม่าใช้กลไกของกองทัพและความเด็ดขาดทางทหารเข้าไปสัประยุทธ์กองกำลังต่างๆ ตามแนวชายแดน ขณะที่กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ก็ใช้การซุ่มโจมตี สงครามจรยุทธ์สู้รบ ทหารพม่าก็เสียกำลังพลไปเยอะ “เพราะฉะนั้นการสู้รบมีมาอย่างเนิ่นนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 สิ่งสำคัญที่ต้องมองให้ออกคือ ทั้งตัวรัฐบาลพม่าเองและกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มมีโลกทัศน์เกี่ยวกับโมเดลทางการปกครอง หรือสถาปัตยกรรมแห่งรัฐพม่าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะรัฐบาลพม่ามุ่งความสนใจไปที่รัฐเดี่ยว ต้องเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกไม่ได้ อย่างเก่งก็ให้มีเขตปกครองพิเศษที่รัฐบาลพม่าจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป แต่กลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มขอเป็นสหพันธรัฐ ในหนึ่งรัฐ ก็ต้องมี 8 รัฐ มีรัฐของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 7 และรัฐพม่า แต่รัฐพม่าไม่ตอบรับ เพราะมองว่าไปทำให้เขาไปมีสถานะเท่าเทียมกับรัฐเล็กๆ ก็อาจจะรับไม่ได้” “เพราะฉะนั้นความขัดแย้งระหว่างระหว่างแนวคิด เอกรัฐนิยม กับ สหพันธรัฐนิยม ก็จะตีกันเป็นวิกฤตการณ์ด้านการปกครองในพม่า ยังไม่นับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่ไม่ต้องการทั้งเอกรัฐ และสหพันธ์รัฐ แต่เป้าหมายที่สู้รบมาตลอดชีวิตคือสถาปนารัฐเอกราชสมัยใหม่ กรณีแบบสหภาพโซเวียต ยูโกสลาเวีย เป็นโมเดลที่นักความมั่นคงพม่าหวาดเกรงเป็นพิเศษ จึงต้องทำทุกวิถีทางให้กลุ่มต่างๆ ให้เข้ามาร่วมธงเดียวกัน โดยเทคนิควิธีใหม่ที่นำมาใช้คือการหยิบยื่นให้มีเขตปกครองพิเศษให้ชนชาติบางกลุ่มเช่น ว้า ปะโอ ปะหล่อง แทนวิธีการเดิมที่ใช้กองทัพเข้ามากดดันปราบปราม” \"ในปี 2555 จะเห็นการเคลื่อนไหวหลายประการ การสู้รบอาจจะเกิดขึ้นประปราย อาจจะมีลดทอนในหลายพื้นที่ แต่จะมีดำรงอยู่หลายพื้นที่ จะเห็นการเคลื่อนไหวของผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้นทั้ง KNPP (พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี) KNU (สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) SSA-S (กองทัพรัฐฉาน) ในการเดินสายเพื่อการปรองดองทางการเมือง เห็นผู้นำเหล่านี้พูดคุยกับผู้นำระดับสูงของพม่ามากขึ้น แม้กระทั่งการพูดคุยกับออง ซาน ซูจี แม้กระทั่งกับผู้นำมหาอำนาจประเทศต่างๆ ก็จะหันมาพูดคุยกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวกับกลุ่มชาติพันธุ์ก็ดี หรือการประชุมเจรจาระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ก็ดี จะมีเวทีการต่อสู้ ควบคู่กับความร่วมมือในบางจุดที่ล้ำลึกเป็นพิเศษ และอาจมีมหาอำนาจทางการเมืองโลกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย” โดยดุลยภาคมองว่าในช่วงนี้จะเป็นช่วงปรับบรรยากาศพูดคุยระหว่างกองทัพพม่าและชนกลุ่มน้อย พร้อมๆ กับการสะสมอำนาจเพิ่มอำนาจต่อรอง และเจรจาให้ได้ผลประโยชน์แต่ละฝ่าย ซึ่งคงยังไม่จบอย่างง่ายดาย [สำหรับตอนต่อไปจะเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่กองทัพพม่ายังคงเสริมขยายความเข้มแข็งทางการทหาร การขยายอำนาจของจีนในพื้นที่อ่าวเบงกอล-มหาสมุทรอินเดีย รวมถึงโครงการพัฒนาของพม่า โดยเฉพาะกรณีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่เมืองทวาย และบทบาทของมหาอำนาจตะวันตกในพม่า]"</p> <div class="field field-type-link field-field-related-link"> <div class="field-label">เรื่องที่เกี่ยวข้อง:&nbsp;</div> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> <a href="http://prachatai.com/multimedia" target="_blank">มัลติมีเดีย</a> </div> </div> </div> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2012/01/38714#comments ข่าว ต่างประเทศ ความมั่นคง กองกำลังชนกลุ่มน้อย กองทัพพม่า การปฏิรูปในพม่า การเจรจา ชนกลุ่มน้อยในพม่า ดุลยภาค ปรีชารัชช ตานฉ่วย นายพลพม่า พม่า มัลติมีเดีย เต็งเส่ง Thu, 12 Jan 2012 12:17:30 +0000 user8 38714 at http://www.prachatai3.info SPDC โอนทรัพย์สินของรัฐให้ตานฉ่วยและครอบครัว http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/33899 <p>คณะรัฐบาลทหารพม่าทิ้งทวนถ่ายโอนทรัพย์สินของรัฐ ทั้งสวนยาง เหมืองแร่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างให้กับ พล.อ.อาวุโสตานฉ่วยและครอบครัวเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนที่ตานฉ่วยจะลงจากอำนาจ และมีประธานาธิบดี \เตงเส่ง\" สาบานตนรับตำแหน่ง สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council - SPDC) ได้ถ่ายโอนทรัพย์สินซึ่งเคยเป็นของรัฐอย่าง สวนยางพารา เหมืองหยก เหมืองทอง รวมไปถึงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับนายพลอาวุโสตานฉ่วยและครอบครัวเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งการถ่ายโอนทรัพย์สินต่างๆให้กับตานฉ่วยและครอบครัวนั้นมีขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีคนใหม่จะสาบานเข้ารับตำแหน่ง นักธุรกิจผู้ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลพม่าเปิดเผยว่า สวนยางพาราเนื้อที่กว่า 1 พันเอเคอร์ ถูกถ่ายโอนเป็นชื่อของนายพลอาวุโสตานฉ่วย รวมทั้งเหมืองหยกและเหมืองทองที่อยู่ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเหมืองแร่พม่า (Ministry of Mines) ก็ถูกถ่ายโอนเป็นชื่อของบุตรสาวนายพลอาวุโสตานฉ่วยด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ครอบครัวของตานฉ่วยยังได้รับที่ดิน สิ่งปลูกสร้างสำคัญๆในกรุงย่างกุ้ง เนปีดอว์และเมืองเหม่เมี้ยว ในมัณฑะเลย์ รวมถึงรถยนต์อีกว่า 30 คัน โดยก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่าจะสาบานเข้ารับตำแหน่ง นายพลตานฉ่วยและนายพลหม่องเอได้ประกาศยุติบทบาทผู้นำและยุบ SPDC โดยนายพลตานฉ่วยได้ส่งมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของตัวเองให้กับนายพลมิ้นอ่องหล่าย อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์พม่าเชื่อว่า ตานฉ่วยจะยังมีบทบาทสำคัญและอยู่เบื้องหลังการเมืองพม่าต่อไป (Irrawaddy 4 เมษายน 54) แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ \"สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน\"อ่านข่าวและบท ความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊คhttp://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์ http://twitter.com/salweenpost"</p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/33899#comments ข่าว ต่างประเทศ ตานฉ่วย พม่า รัฐบาลทหารพม่า สาละวินโพสต์ Tue, 05 Apr 2011 12:05:14 +0000 user8 33899 at http://www.prachatai3.info “เตงเส่ง” สาบานตนเป็นประธานาธิบดีพม่าแล้ว “ตานฉ่วย” ประกาศสิ้นสุด SPDC http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/33823 <p>สภาพม่าตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีแล้ว ด้าน “เตงเส่ง” ปธน.คนใหม่กล่าวสุนทรพจน์ย้ำความแข็งแกร่งทางการเมือง-เศรษฐกิจ-การทหารจำเป็นสำหรับพม่า พร้อมเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ขณะที่ “ตานฉ่วย” ประกาศสิ้นสุด “สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ” ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่สมัยใช้ชื่อ “สลอร์ก” ในปี 2531 ขณะที่นักวิเคราะห์เชื่อว่ากองทัพพม่ายังมีอำนาจ-บทบาททางการเมือง เตงเส่ง (คนกลาง, ยืนหันหน้า) ระหว่างพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีพม่า ที่สภาแห่งสหภาพที่เนปิดอว์ เมื่อ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ซ้ายมือคือ ถิ่น อ่อง มินต์ อู และ ดร.นพ.จายหมอกคำ รองประธานาธิบดี (ที่มา: หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์, 31 มี.ค. 2011 หน้า 1) ประกาศของสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) ฉบับที่ 5/2011 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2011 ลงนามโดย พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย ประธานสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ประกาศสิ้นสภาพของ SPDC (ที่มา: หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์, 31 มี.ค. 2011 หน้า 8) “เตงเส่ง” สาบานตัวเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่าแล้ว หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ของรัฐบาลพม่า ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 31 มี.ค. รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประชุมสภาแห่งสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw) เป็นวันที่ 18 ที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของพม่า โดยในวันนี้มีการแต่งตั้งและมีพิธีสาบานตนประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีของพม่า คือนายเตงเส่ง เป็นประธานาธิบดี ส่วนรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และคนที่ 2 ตามลำดับคือ นายถิ่น อ่อง มินต์ อู และ ดร.นพ.จายหมอกคำ ในพิธีดังกล่าว พล.ท. มินต์ อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพม่า และอดีตแม่ทัพภาคสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพพม่า แทนที่ พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย ประธานสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ได้เข้าร่วมพิธีสาบานตนด้วย หลังการสาบานตัว ประธานาธิบดีพม่าได้กล่าวสุนทรพจน์หลังรับตำแหน่ง ใจความตอนหนึ่ง กล่าวว่า ประเทศพม่ามี 3 สิ่งที่จำเป็นในการสร้างประเทศ คือ ความแข็งแกร่งทางการเมือง ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และความแข็งแกร่งทางการทหาร ในคำกล่าวสุนทรพจน์ เตงเส่งยังประกาศว่าพม่าจะใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี “เราจะเอาผลประโยชน์ชาติไว้ข้างหน้า จะควบคุมเข้มงวดตลาดแต่เพียงน้อยที่สุด” อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะพัฒนาด้านเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรม และจะเปิดประตู ทำการปฏิรูป และต้อนรับการลงทุน ซึ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาประเทศชาติและประชาชน พล.อ.อาวุโสตานฉ่วยประกาศยุบสภารัฐบาลทหาร หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับเดียวกัน ยังมีการเผยแพร่ประกาศของสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (The State Peace and Development Council - SPDC) ฉบับที่ 5/2011 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 โดยประกาศของคณะรัฐบาลทหารที่ปกครองพม่า ลงนามโดย พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย ประธานสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ดังกล่าว ระบุว่า ผู้แทนการใช้อำนาจของสหภาพทั้งอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ รับการรับรองโดยสภาแล้ว ทั้งสภาแห่งสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw) อันประกอบด้วยสภาผู้แทนประชาชน (Pyithu Hluttaw) หรือสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนแห่งชาติ (Amyotha Hluttaw) หรือวุฒิสภา ซึ่งเป็นรูปแบบตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐสหภาพพม่า ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. 54 นั้น เมื่ออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งใช้โดยสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ได้เปลี่ยนผ่านมายังคณะบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญและระเบียบดังกล่าว และได้รับการรับรองโดยสภาสหภาพในวันที่ 30 มีนาคม 2554 แล้วนั้น สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐจึงสิ้นสภาพลงตามที่ระบุมาข้างต้น นอกจากนี้ SPDC ยังมีการออกประกาศหลายฉบับ เพื่อถ่ายโอนอำนาจไปยังคณะผู้ปกครองชุดใหม่ โดยประกาศฉบับที่ 6/2011 มีผลให้สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ในระดับภูมิภาคและรัฐชนกลุ่มน้อยมีผลสิ้นสภาพ และแทนที่ด้วยสภาแห่งภูมิภาคและสภาแห่งรัฐ (Region or State Hluttaw) ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา บทบาททางการเมืองของกองทัพพม่าที่ยังไม่สิ้นสุด สภาเพื่อสันติภาพหรือการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) หรือที่รู้จักก่อนหน้านี้ในชื่อว่า คณะกรรมการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยแห่งรัฐ (State Law and Order Restoration Council - SLORC) ได้เข้ายึดอำนาจเมื่อปี 2531 แทนที่ พรรคโครงการสังคมนิยมพม่า (Burma Socialist Programme Party) หรือ BSPP ซึ่งทำรัฐประหารครองอำนาจในพม่ามาตั้งแต่ปี 2505 โดยในปี 2540 คณะกรรมการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยแห่งรัฐ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ กระทั่งมีการเลือกตั้งในวันที่ 7 พ.ย. 2553 มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจไปสู่คณะผู้ได้รับเลือกตั้งและแต่งตั้งชุดใหม่ นำมาสู่การประกาศสิ้นสภาพของสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐดังกล่าว การประกาศของ SPDC ดังกล่าว ถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองอย่างยาวนานของ SPDC อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่ากองทัพพม่ายังมีบทบาทหลักในการเมืองการปกครองของพม่า ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญพม่าปี 2551 ที่ระบุว่า สัดส่วนร้อยละ 25 ของที่นั่งทั้งหมดในสภาทั้งสาม ต้องจัดไว้ให้กับกองทัพพม่า โดยผู้แต่งตั้งคือผู้บัญชาการกองทัพพม่า โดยสภาทั้งสามได้แก่ สภาผู้แทนประชาชน (Pyithu Hluttaw) หรือสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนแห่งชาติ (Amyotha Hluttaw) หรือวุฒิสภา และสภาแห่งรัฐและภูมิภาค ซึ่งเป็นสภาบริหารท้องถิ่นในพื้นที่ 7 ภาคและ 7 รัฐชนกลุ่มน้อยของพม่า โดยการที่รัฐธรรมนูญพม่าออกแบบให้กันโควตาในสภาร้อยละ 25 สำหรับทหาร เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้จะต้องใช้เสียงในสภาผู้แทนประชาชน และสภาผู้แทนแห่งชาติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 จึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 ของพม่าได้ นอกจากนี้ โควตาในสภาร้อยละ 25 ของทหาร ยังทำให้ทหารพม่าสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุน จากสมาชิกสภาที่มาจากพลเรือน ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญพม่า กำหนดให้การเสนอแก้ไขกฎหมายในสภาใช้เสียงอย่างน้อยร้อยละ 20 ในสภาอีกด้วย ที่มาของข่าว: แปลและเรียบเรียงจากหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์, 31 มีนาคม 2554</p> <div class="field field-type-link field-field-related-link"> <div class="field-label">เรื่องที่เกี่ยวข้อง:&nbsp;</div> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> <a href="http://www.prachatai.com/journal/2011/01/32747" target="_blank">‘ตานฉ่วย’ ใช้โควตา 25% ตาม รธน. ตั้งนายทหารระดับล่าง 338 นาย นั่งผู้แทนสภา, 2011-01-23</a> </div> </div> </div> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/33823#comments ข่าว ต่างประเทศ กองทัพพม่า การเลือกตั้งในพม่าปี 2010 ตานฉ่วย นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ พม่า เตงเส่ง Thu, 31 Mar 2011 19:33:52 +0000 user13 33823 at http://www.prachatai3.info ‘ตานฉ่วย’ ใช้โควตา 25% ตาม รธน. ตั้งนายทหารระดับล่าง 338 นาย นั่งผู้แทนสภา http://www.prachatai3.info/journal/2011/01/32747 <p>พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย ผู้นำพม่า ในนามผู้บัญชาการกองทัพพม่าลงนามแต่งตั้งนายทหารซึ่งส่วนใหญ่ติดยศร้อยเอกและพันตรี เป็นสมาชิกรัฐสภาและสภาท้องถิ่น ตามที่ รธน. กำหนดให้ผู้แทน 1 <span>ใน 4 ของสภามาจากกองทัพ ขณะที่พม่าจะมีการเปิดประชุมสภาครั้งแรกในรอบ 22 ปี วันที่ 31 ม.ค. นี้</span></p> <!--break--><!--break--><p><img align="absMiddle" width="580" src="http://farm6.static.flickr.com/5243/5377158333_a2955a2c29_o.jpg" alt="" /></p> <p><span style="color: rgb(0, 0, 255);">ประกาศฉบับที่ 1/2011 ลงวันที่ 20 ม.ค. 54 เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลในกองทัพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนประชาชน (Announcement of Defence Services Personnel Pyithu Hluttaw representatives) โดยเป็นการแต่งตั้งนายทหารจำนวน 110 คน ประกาศนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับวันที่ 21 ม.ค. 54 หน้า 7</span></p> <p>&nbsp;</p> <p class="rtecenter"><img height="375" align="absMiddle" width="580" src="http://farm6.static.flickr.com/5209/5377759154_5af69dfe2e_o.jpg" alt="" /></p> <p><span style="color: rgb(0, 0, 255);">ประกาศฉบับที่ 2/2011 ลงวันที่ 20 ม.ค. 54 เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลในกองทัพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนแห่งชาติ (Announcement of Defence Services Personnel Amyotha Hluttaw representatives) โดยเป็นการแต่งตั้งนายทหารจำนวน 56 คน ประกาศนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับวันที่ 21 ม.ค. 54 หน้า 8</span></p> <p>&nbsp;</p> <p class="rtecenter"><img align="absMiddle" width="580" src="http://farm6.static.flickr.com/5007/5377158521_98f928127a_o.jpg" alt="" />&nbsp;&nbsp;<img height="812" align="absMiddle" width="580" src="http://farm6.static.flickr.com/5044/5377158695_74e3b8fec3_o.jpg" alt="" /></p> <p><span style="color: rgb(0, 0, 255);">ประกาศฉบับที่ 3/2011 ลงวันที่ 20 ม.ค. 54 เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลในกองทัพเป็นสมาชิกสภาแห่งรัฐและภูมิภาค (Announcement of Defence Services Personnel Region or State Hluttaw representatives) เป็นการแต่งตั้งนายทหารจำนวน 222 คน สำหรับสภาท้องถิ่นใน 7 ภาค และ 7 รัฐชนกลุ่มน้อย ประกาศนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับวันที่ 21 ม.ค. 54 หน้า 8 และ 9</span></p> <p>&nbsp;</p> <p><b>&lsquo;<span>ตานฉ่วย&rsquo; ตั้งนายทหารระดับล่าง 388 นาย นั่งสภา</span></b></p> <p>(22 <span>ม.ค. 54) มีรายงานว่า พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย (Than Shwe) ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ในนามผู้บัญชาการกองทัพพม่าได้ลงนามแต่งตั้ง นายทหารระดับล่างจำนวน 388 นาย ดำรงตำแหน่งในรัฐสภาแล้ว</span></p> <p>ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญพม่าปี 2551<span> ที่ระบุว่า สัดส่วนร้อยละ 25 ของที่นั่งทั้งหมดในสภาทั้งสาม ต้องจัดไว้ให้กับกองทัพพม่า โดยผู้แต่งตั้งคือผู้บัญชาการกองทัพพม่า โดยสภาทั้งสามได้แก่ <b>สภาผู้แทนประชาชน</b> (Pyithu Hluttaw) หรือสภาผู้แทนราษฎร <b>สภาผู้แทนแห่งชาติ </b>(Amyotha Hluttaw) หรือวุฒิสภา และ<strong>สภาแห่งรัฐและภูมิภาค </strong>ซึ่งเป็นสภาบริหารท้องถิ่นในพื้นที่ 7 ภาคและ 7 รัฐชนกลุ่มน้อยของพม่า</span></p> <p>โดยหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ของรัฐบาลทหารพม่า ฉบับเมื่อวานนี้ (21<span> ม.ค.) เผยแพร่ประกาศของคณะกรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ 3 ฉบับ โดยทั้งหมดลงนามท้ายคำสั่งโดยนายเถ่ง ซอว์ (Thein Soe) ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง &nbsp;</span></p> <p>โดยประกาศฉบับที่ 1/2011<span> ลงวันที่ 20 ม.ค. 54 เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลในกองทัพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนประชาชน (Announcement of Defence Services Personnel Pyithu Hluttaw representatives) โดยเป็นการแต่งตั้งนายทหารจำนวน 110 คน</span></p> <p>ประกาศฉบับที่ 2/2011<span> ลงวันที่ 20 ม.ค. 54 เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลในกองทัพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนแห่งชาติ (Announcement of Defence Services Personnel Amyotha Hluttaw representatives) โดยเป็นการแต่งตั้งนายทหารจำนวน 56 คน</span></p> <p>และประกาศฉบับที่ 3/2011<span> ลงวันที่ 20 ม.ค. 54 เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลในกองทัพเป็นสมาชิกสภาแห่งรัฐและภูมิภาค (Announcement of Defence Services Personnel Region or State Hluttaw representatives) เป็นการแต่งตั้งนายทหารจำนวน 222 คน สำหรับสภาท้องถิ่นใน 7 ภาค และ 7 รัฐ</span></p> <p>ในประกาศดังกล่าว ส่วนใหญ่ของนายทหารที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายทหารยศพันตรี หรือร้อยเอก มีเพียงทหารยศพันเอกเพียง 19 <span>นาย และนายทหารยศที่สูงสุดคือ พลจัตวา ซอว์ มิน (Brig.Gen Zaw Min) เป็นทางยศนายพลเพียง 1 นาย จากจำนวนที่แต่งตั้งทั้งหมด 388 นาย โดย พลจัตวา ซอว์ มิน ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาแห่งรัฐกะเหรี่ยง</span></p> <p>การประกาศนี้ เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประชุมสภาในวันที่ 31 <span>ม.ค. ที่จะถึงนี้ นับเป็นการเปิดประชุมสภาครั้งแรกในรอบ 22 ปีของสหภาพพม่า ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะมีผลให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันดังกล่าว</span></p> <p>&nbsp;</p> <p><b>&lsquo;<span>อิระวดี&rsquo; วิเคราะห์โควตาทหาร 1 ใน 4 กันแก้ รธน. แถมเอื้อทหารคุมสภาเบ็ดเสร็จ</span></b></p> <p>ใน<a target="_blank" href="http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=20579">เว็บไซต์อิระวดี</a> ซึ่งเป็นนิตยสารข่าวรายเดือน ภาคภาษาอังกฤษ ดำเนินการโดยสื่อมวลชนพลัดถิ่นของพม่า อธิบายว่า การที่รัฐธรรมนูญพม่าออกแบบให้กันโควตาในสภาร้อยละ 25 <span>สำหรับทหาร เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้จะต้องใช้เสียงในสภาผู้แทนประชาชน และสภาผู้แทนแห่งชาติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 จึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 ของพม่าได้</span></p> <p>นอกจากนี้ โควตาร้อยละ 25 <span>ของทหาร ยังทำให้ทหารพม่าสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาที่มาจากพลเรือน ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญพม่า กำหนดให้การเสนอแก้ไขกฎหมายในสภาใช้เสียงอย่างน้อยร้อยละ 20 ในสภา</span></p> <p>และผลจากการแต่งตั้งทหารเข้าไปในสภาดังกล่าว จะเสริมให้ฝ่ายสนับสนุนกองทัพพม่า ครองเสียงในรัฐสภาได้เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ มีพรรคการเมืองที่สนับสนุนโดยรัฐบาลทหารพม่า คือ พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party - USDP)<span> ได้รับการเลือกตั้งคิดเป็นร้อยละ 77 จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา</span></p> <p>ทั้งนี้ในจำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งจากพรรค USDP<span> ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีพม่าคนปัจจุบันคือ เตงเส่ง ผู้นำพม่าอันดับสามได้แก่ ฉ่วย มาน (Shwe Mann) และ ผู้นำพม่าอันดับสี่คือ ติน อ่อง มิน อู (Tin Aung Myint Oo)</span></p> <p>ทั้งนี้ จะมีการประชุมรัฐสภาวันที่ 31 <span>ม.ค. ที่เมืองเนปยิดอว์ เพื่อเลือกประธานสภา 1 ราย และรองประธานรัฐสภาอีก 2 ราย และเลือกรองประธานาธิบดีในวันเดียวกัน และในวันเดียวกันนี้ จะมีการประชุมสภาแห่งรัฐ 7 รัฐชนกลุ่มน้อย และสภาภูมิภาค 7 ภาค ทั่วสหภาพพม่าด้วย</span></p> <p>ทั้งนี้ กองทัพจะแต่งตั้งรองประธานาธิบดี 1 <span>คน ขณะที่รองประธานาธิบดีอีก 2 คน จะเลือกโดยใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนประชาชน และสภาผู้แทนแห่งชาติ </span></p> <p>ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ในบรรดารองประธานาธิบดีทั้งสามคน จะมีผู้หนึ่งซึ่งมี &ldquo;<span>ความเชี่ยวชาญทางการเมือง การบริหาร เศรษฐกิจ และกิจการทางทหาร&rdquo; ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี โดยในรัฐธรรมนูญพม่าไม่ได้กำหนดว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีจะต้องเป็นสมาชิกสภา โดยมีกำหนดดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี ไม่เกิน 2 วาระ</span></p> <p>ทั้งนี้ เว็บไซต์อิระวดี อ้างอิงจากรายงานซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่า พลเอกอาวุโสตานฉ่วย ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีสำหรับรัฐบาลใหม่แล้ว</p> <p>&nbsp;</p> <p><span style="color: rgb(0, 0, 255);"><b>ที่มา</b><b>: เรียบเรียงจาก</b><br /> </span></p> <p><span style="color: rgb(0, 0, 255);">THE NEW LIGHT OF MYANMAR, Friday, 21 January, 2011 p.7-9<br /> </span></p> <p><span style="color: rgb(0, 0, 255);">Low-ranking Military Officers Appointed to Parliament, Irrawaddy, By BA KAUNG. Friday, January 21, 2011 </span><a href="http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=20579"><span style="color: rgb(0, 0, 255);">http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=20579</span></a></p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2011/01/32747#comments ข่าว ต่างประเทศ กองทัพพม่า การเลือกตั้งในพม่าปี 2010 ตานฉ่วย นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ พม่า รัฐธรรมนูญพม่าปี 2008 รัฐบาลทหาร Sat, 22 Jan 2011 17:51:08 +0000 user8 32747 at http://www.prachatai3.info ตานฉ่วย แต่งตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่า http://www.prachatai3.info/journal/2011/01/32672 <!--break--><!--break--><p>แหล่งข่าวจากกองทัพรายงานว่า ขณะนี้นายพลอาวุโสตานฉ่วยกำลังเร่งวางตัวคณะรัฐบาลพม่าชุดใหม่ให้ทันเปิดสภาปลายเดือนนี้ มีรายงานด้วยว่า ตานฉ่วยได้แต่งตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าเรียบร้อยแล้ว ด้านนายพลอาวุโสหม่องเอ คาดว่าจะลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ</p> <p>อดีตนายพลติน อ่อง มิ้น อู เลขาธิการคนที่ 1 ของสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ(State Peace and Development Council) นั้นคาดว่าถูกวางตัวเป็นหนึ่งในสองที่จะรับตำแหน่งรองประธานธิบดี ด้านนายพลทุระ ฉ่วย หม่าน ผู้นำอันดับสามรองจากตานฉ่วยและหม่องเอนั้น คาดว่าจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสภา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญตามรัฐธรรมนูญปี 2008 (2551) ที่รัฐบาลพม่าเขียนขึ้น</p> <p>ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรีเต็งเส่ง ซึ่งขณะนี้รับตำแหน่งเป็นประธานพรรคสหภาพเพื่อเอกภาพและการพัฒนา (The Union Solidarity and Development Party - USDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองตัวแทนของรัฐบาลทหาร คาดว่าจะได้รับเป็นตำแหน่งผู้นำพรรคการเมือง</p> <p>ส่วนพลโท มิ้น อ่อง หล่าย ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะเสนาธิการร่วม(กองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ) จะถูกแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ด้านพลตรีโซวิน ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 6 จะถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเช่นเดียวกัน&nbsp; </p> <p>ในอีกด้าน พลโทมิ้น อ่อง ที่คาดว่าจะได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ ก่อนหน้านี้ จะถูกแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมแทน ส่วนพลตรี โกโก ที่เคยถูกคาดว่าจะได้รับตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะนี้ถูกวางให้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายใน</p> <p>อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิรวดีระบุว่า แม้จะมีข้อมูลรั่วไหลออกมาและมีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ แต่ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงภายในกองทัพพม่า เนื่องจากตำแหน่งต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ตลอดเวลาโดยนายพลอาวุโสตานฉ่วย ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในกองทัพ</p> <p>&nbsp;เช่นกรณีเมื่อปลายเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ในช่วงที่นายพลรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแทนนายพลอาวุโสที่ตบเท้าลาออก ก็เคยมีกระแสข่าวออกมาว่า นายพลอาวุโสตานฉ่วยและนายพลอาวุโสหม่องเอได้ลาออกจากตำแน่ง แต่ภายหลังกลับปรากฏว่า ทั้งสองยังคงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการสูงสุดในกองทัพ</p> <p>อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในเนปีดอว์เปิดเผยว่า ตานฉ่วยเคยบอกกับคนสนิทและคนในครอบครัวเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วว่า เขาอยากจะวางมือจากผู้นำทหารและผู้นำประเทศ แต่เรื่องนี้ก็ถูกคัดค้านทันทีจากภรรยาของเขา โดยในครั้งนั้น ภรรยาได้บอกกับตานฉ่วยว่า ตานฉ่วยยังมีภารกิจอีกมากมายที่จะต้องทำเพื่อประเทศพม่า</p> <p>&ldquo;สิ่งที่เรารู้ตอนนี้ก็คือ ตานฉ่วยไม่เหมาะที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป ถึงเวลาที่เขาต้องพักแล้ว แต่ครอบครัวของตานฉ่วยไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่เขาจะวางมือ โดยเฉพาะภรรยา ลูกสาวและหลานชายคนโปรดของเขาเอง นั่นเป็นเพราะครอบครัวของผู้นำยังไม่อยากเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องสูญเสียอำนาจ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่า ผู้นำของเรามีความภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่ง ที่ทำให้ใครๆไม่สามารถคาดเดาเขาได้&rdquo; แหล่งข่าวกล่าว</p> <p>(Irrawaddy 14 ม.ค.54)</p> <p><span style="color: rgb(0, 0, 255);">แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ &quot;สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน&quot;อ่านข่าวและบทความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊คhttp://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์http://twitter.com/salweenpost</span></p> <p>&nbsp; </p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2011/01/32672#comments ข่าว ต่างประเทศ ตานฉ่วย พม่า หม่องเอ Mon, 17 Jan 2011 11:23:59 +0000 wittayakorn 32672 at http://www.prachatai3.info สาละวินโพสต์: หลานชายตานฉ่วยทำร้ายคู่แข่งทางธุรกิจ http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32405 <p>นักธุรกิจซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองทัพพม่ารายงานว่า นายเน ฉ่วย ตเว อ่อง หรือที่รู้จักกันในชื่อ โพ ลา เพีย หลานชายคนโปรดของนายพลอาวุโสตานฉ่วย สั่งลูกน้องของตนทำร้ายร่างกายคู่แข่งทางธุรกิจ ซึ่งเป็นลูกชายของอดีตนายพลพม่าเหมือนกันจนได้รับบาดเจ็บสาหัส</p> <!--break--><!--break--><p>มีรายงานว่า นายเน ฉ่วย ตเว อ่อง รู้สึกไม่พอใจหลังทราบว่า นายวิน ทวย หล่าย ลูกชายของอดีตพลตรีวินหล่ายพยายามครอบครองอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งที่ตัวเขาเองได้เจรจากับลูกค้าไว้ก่อนแล้ว</p> <p>ก่อนหน้านี้นายเน ฉ่วย ตเว อ่องได้ฝากเพื่อนของตนให้ไปเตือนนายวิน ทวย หล่ายว่า ให้ถอนตัวออกจากธุรกิจดังกล่าว อย่างไรก็ตามนายวิน ทวยหล่ายเองซึ่งคิดว่าตนก็อยู่ในฐานะเป็นลูกชายของนายพลพม่าเหมือนกัน จึงได้บอกปฏิเสธที่จะถอนตัวจากธุรกิจดังกล่าว พร้อมทั้งโต้ตอบกลับว่า เขาไม่สนว่าใครคือนายเน ฉ่วย ตเว อ่อง ซึ่งนั่นทำให้หลานชายของนายพลอาวุโสตานฉ่วยรู้สึกโกรธมาก จึงสั่งให้ลูกน้องของตน ซึ่งเป็นทหารพม่าเข้าไปทำร้ายร่างกายนายวิน ทวย หล่ายจนได้รับบาดเจ็บ</p> <p>ขณะที่นายวิน ทวย หล่าย เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักกอล์ฟ โดยมีรายงานด้วยว่า พ่อของเขา พลตรีวินหล่าย สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นพันตรีก็เคยสอนตีกอล์ฟให้กับตานฉ่วยด้วยเช่นกัน ในช่วงที่ตานฉ่วยยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพันที่ 88 เมื่อปี 1980 และก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่ง พลตรีวินหล่ายก็เคยได้รับตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง</p> <p>อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุการณ์ พลตรีวินหล่ายได้ร้องขอให้อดีตเพื่อนร่วมงานของเขากดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบหาคนร้ายที่ทำร้ายร่างกายลูกชายเขามาดำเนินคดีให้ได้ อย่างไรก็ตาม พลตรีวินหล่ายถูกร้องขอไม่ให้สืบหาคนร้ายต่อ เนื่องจากจะทำให้ตัวเขาเองได้รับความเดือดร้อน เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด คือหลานชายของนายพลอาวุโสตานฉ่วย</p> <p>เมื่อปีที่แล้วก็เคยเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อนายว่า นายเน ฉ่วย ตเว อ่อง สั่งให้ลูกน้องตนไปทำลายร้านกาแฟชื่อ &ldquo;7 Lekker&rdquo; ซึ่งร่วมหุ้นกันระหว่างอดีตร้อยเอก เต ซาร์ ซอ อู บุตรชายของนายพล ตีฮา ทุระ ตินอ่อง มิ้นอู เลขาธิการคนที่ 1 ของกองทัพพม่า และบุตรชายของนายโซทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผนแห่งชาติพม่า</p> <p>ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวด้านลบของนายเน ฉ่วย ตเว อ่อง ว่า ไปทำโทษผู้ช่วยส่วนตัวของนายหน่ายวิน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศพม่า เนื่องจากไม่พอใจที่ไปกีดขวางที่จอดรถของตน รวมถึงข่าวลือร่วมมือกับเพื่อนลักพาตัวนักแสดงสาวและข่าวฉาวอีกมากมาย นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่า มักแอบอ้างชื่อของนายพลอาวุโสตานฉ่วยในการเอื้อผลประโยชน์ต่อธุรกิจของตน รวมถึงการสั่งนำเข้าสินค้าอย่างผิดกฎหมาย เช่นมีรถยนต์ที่เขาสั่งนำเข้าจากต่างประเทศถูกยึดที่ท่าเรือหลายแห่ง</p> <p>ด้านวิกิลีกส์ยังเผยว่า เมื่อปี 2551 นายเน ฉ่วย ตเว อ่อง เคยขอร้องให้ตานฉ่วยเข้าร่วมซื้อทีมฟุตบอล &quot;แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด&quot; แต่แผนนี้ต้องล้มเลิกไป เนื่องจากเกรงว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนนักธุรกิจในพม่าเปิดเผยว่า นิสัยอันธพาลและเอาแต่ใจของนายเน ฉ่วย ตเว อ่อง ทำให้นายพลพม่าหลายคน รวมถึงนักธุรกิจชั้นนำในพม่าต่างสั่งให้ลูกหลานของตนหลีกเลี่ยงและระมัด ระวังการเผชิญหน้ากับนายเน ฉ่วย ตเว อ่อง </p> <p>(Irrawaddy 21 ธ.ค.53)&nbsp; </p> <p>&nbsp;</p> <hr /> <p> <span style="color: rgb(128, 0, 0);">แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ &quot;สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน&quot; อ่านข่าวและบทความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ <a href="http://www.salweennews.org" target="_blank">www.salweennews.org</a> เฟซบุ๊ค <a href="http://www.facebook.com/Salweenpost " target="_blank">http://www.facebook.com/Salweenpost </a>ทวิตเตอร์ <a href="http://twitter.com/salweenpost" target="_blank">http://twitter.com/salweenpost</a></span></p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32405#comments ข่าว ต่างประเทศ ตานฉ่วย พม่า วิน ทวย หล่าย สาละวินโพสต์ เน ฉ่วย ตเว อ่อง Thu, 23 Dec 2010 08:14:31 +0000 parid 32405 at http://www.prachatai3.info “ออง ซาน ซูจี” เผยต้องการสนทนากับ “ตาน ฉ่วย” http://www.prachatai3.info/journal/2010/11/31902 <p>ออง ซาน ซูจี แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังการปราศรัยเรื่องการปรองดองแห่งชาติ ระบุต้องการพูดกับ &ldquo;ตาน ฉ่วย&rdquo; โดยตรง ยืนยันพรรค NLD อยู่ในสถานะถูกกฎหมาย ตราบใดที่ยังอยู่ในหัวใจของประชาชน พร้อมเลี่ยงวิจารณ์จีนในการแถลงข่าว ขณะที่บุตรชาย &ldquo;คิม อริส&rdquo; ยังไม่ได้อนุมัติวีซ่า</p> <!--break--><!--break--><p>ภายหลังการปราศรัยของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ช่วงกลางวันนี้ (14 <span>พ.ย.) <a href="../../../../../../../journal/2010/11/31901" target="_blank">(อ่านข่าวย้อนหลัง)</a> นางออง ซาน ซูจีได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและตอบคำถามเป็นเวลา 30 นาที ภายในที่ทำการพรรค NLD โดยรายละเอียดจากเว็บไซต์ <a href="http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=20080" target="_blank">อิระวดี</a> ได้รายงานดังนี้</span></p> <p>ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งในที่แถลงข่าว แจ้งกับอิระวดีว่า &ldquo;<span>ในการแถลงข่าวมีการเริ่มต้นคำถามเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของพรรค NLD ในฐานะพรรคการเมือง&rdquo; จากนั้น ออง ซาน ซูจี ตอบว่า &ldquo;พรรค NLD ยังคงเป็นพรรคที่ถูกกฎหมาย ตราบใดที่ NLD ยังอยู่ในหัวใจของประชาชน (พรรค) ก็ยังมีความหมาย&rdquo;</span></p> <p>สื่อมวลชนที่อยู่ในที่แถลงข่าว ระบุว่า นางออง ซาน ซูจี ได้กล่าวว่าต้องการสนทนากับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า &ldquo;<span>ฉันต้องการพบและพูดกับเขา (ตาน ฉ่วย) โดยตรง จะดีมากถ้าฉันได้สนทนากับเขาว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ฉันห่วง&rdquo;</span></p> <p>ทั้งนี้ การกล่าวถึงการพบกับ พล.อ.อาวุโสตานฉ่วย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เกิดขึ้นหลังจากการปราศรัยต่อผู้สนับสนุนในวันนี้ ที่เธอกล่าวว่า กระบวนการปรองดองแห่งชาติจะเป็นทางออกให้กับวิกฤตกาลของพม่า</p> <p>โดยออง ซาน ซูจี เคยพบกับตานฉ่วยก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ. 2537 <span>และปี พ.ศ. 2545 การพบกันแต่ละครั้งเป็นการพบกันในช่วงที่เธออยู่ระหว่างกักบริเวณในบ้าน โดยอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองพม่าให้ข้อมูลกับอิระวดีว่า ในการพบกันครั้งแรกเหมือนการพบกันของสองผู้นำ ขณะที่การพบกันครั้งหลังมีการสนทนากับเล็กน้อย และเหมือนเป็นกิจกรรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลทหารพม่ามากกว่า</span></p> <p>ต่อคำถามเรื่องการเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า ที่กระทำโดยสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกนั้น ออง ซาน ซูจี กล่าวว่า เธอจะทบทน ถ้าประชาชนมีข้อเสนอและมีข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นว่าการเลิกมาตรการคว่ำบาตรจะมีประโยชน์</p> <p>มีผู้ถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของเธอ นางออง ซาน ซูจีตอบว่าเธออยู่เคียงข้างกับพลเมืองพม่ากว่า 50 <span>ล้านคน ความปลอดภัยของเธอก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ทางการ</span></p> <p>มีรายงานว่า ออง ซาน ซูจี ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นต่อประเทศจีน โดยมีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งพยายามถามว่าจีนขโมยทรัพยากรของพม่าหรือไม่ เธอตอบว่า &ldquo;<span>เราไม่สามารถกล่าวเช่นนั้นได้&rdquo;</span></p> <p>ต่อเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า ออง ซาน ซูจี กล่าวกับนักข่าวว่า เธอต้องการเรียกร้องให้มีการประชุม &ldquo;<span>ปางโหลง&rdquo; (Panglong Conderence) ครั้งที่สอง อันจะเป็นการประชุมของชนชาติต่างๆ ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ในศตวรรษที่ 21</span></p> <p>ทั้งนี้การประชุมปางโหลง ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1947 <span>หรือ พ.ศ. 2490 โดยนักการเมืองพม่าและผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์โดยรวมกันเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษซึ่งเป็นผู้ปกครองพม่าสมัยนั้น</span></p> <p>เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเธอจะไปที่เดปายิน (Depain) <span>อีกหรือไม่ เธอตอบว่า เธออยากไป แต่ยังไม่ใช่เวลานี้</span></p> <p>ทั้งนี้เดปายิน ในภาคสะกายน์ (Sagaing Division) <span>ทางเหนือของพม่า เป็นสถานที่ๆ นางออง ซาน ซูจีและผู้สนับสนุนถูกโจมตีเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2546 การโจมตีนี้กระทำโดยสมาชิกสมาคมสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Association &ndash; USDA) ซึ่งปัจจุบันคือพรรคการเมืองที่ชื่อ USDP ครั้งนั้นมีผู้สนับสนุนของนางออง ซาน ซูจีเสียชีวิตมากกว่าหนึ่งร้อยคน และหลังจากนั้นมาเธอถูกรัฐบาลทหารพม่าสั่งกักบริเวณภายในบ้านพักจนกระทั่งเพิ่งได้รับการปล่อยตัวดังกล่าว</span></p> <p>มีผู้สื่อข่าวพูดว่า สิ่งที่เธอปราศรัยและแถลงข่าวไม่ได้รับอนุญาตให้พิมพ์ในสื่อท้องถิ่น นางออง ซาน ซูจี หัวเราะ และพูดว่า นี่คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหลังการเลือกตั้ง</p> <p>ในการแถลงข่าว ออง ซาน ซูจี กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า ลูกชายของนางคือ คิม อริส ยังไม่ได้รับการอนุมัติวีซ่าให้เดินทางเข้าพม่า</p> <p>นอกจากนี้ ภายหลังการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าว ออง ซาน ซูจี ยังให้สัมภาษณ์กับวิทยุบีบีซีเป็นเวลา 9 <span>นาทีเศษด้วย <a href="http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-pacific-11752918" target="_blank">(คลิกที่นี่)</a></span></p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p><span style="color: rgb(0, 0, 255);"></span></p> <p><b>ที่มา</b><b>: แปลและเรียบเรียงจาก</b> <br /> Suu Kyi Calls for Talks with Than Shwe, By WAI MOE Irrawaddy, Monday, November 15, 2010 <a href="http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=20080"><span style="color: rgb(0, 0, 255);">http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=20080</span></a></p> <p></p> <p><span style="display: none;" id="1289749637190E">&nbsp;</span></p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/11/31902#comments ข่าว ต่างประเทศ aung san suu kyi ตานฉ่วย พม่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ย่างกุ้ง ออง ซาน ซูจี เดปายิน Sun, 14 Nov 2010 15:49:57 +0000 user8 31902 at http://www.prachatai3.info มาร์คเตรียมเยือนพม่าจันทร์นี้ http://www.prachatai3.info/journal/2010/10/31429 <p>มาร์ค-<span>กษิต-ประยุทธ์ เตรียมเยือน &ldquo;เนปิดอว์-ย่างกุ้ง&rdquo; จันทร์นี้แบบเช้าไปเย็นกลับ กำหนดพบ &ldquo;เต็งเส่ง&rdquo; หารือทวิภาตี เข้าเยี่ยมคารวะ &ldquo;ตานฉ่วย&rdquo; และมอบนโยบายแก่ทีมประเทศไทยที่สถานทูตไทยในย่างกุ้งก่อนบินกลับ</span></p> <!--break--><!--break--><p>มีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปเยือนสหภาพอย่าเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม โดยมีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ</p> <p>โดยการเยือนสหภาพพม่าของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ มีการให้เหตุผลจากรัฐบาลว่าเป็นการเยือนประเทศในอาเซียน ตามธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อรับตำแหน่งใหม่ของนายกรัฐมนตรี และจะใช้โอกาสนี้กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทย-พม่า ในกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ อาทิ การสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) <span>ความร่วมมือด้านแรงงาน และ การค้าขายระหว่างชายแดน รวมทั้ง ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดนในประเด็นต่างๆ โดยการเยือนครั้งนี้ นับเป็นการเยือนสหภาพพม่าระดับผู้นำ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของพม่าที่จะจัดให้มีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะได้แสดงแรงสนับสนุนของไทยที่มีต่อพม่าในการจัดการเลือกตั้ง</span></p> <p>ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการดังนี้ วันที่ 11 <span>ต.ค. เวลา 07.55 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร (กองบิน 6) โดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ (C-130) เที่ยวบินพิเศษที่ RTAF 111 ไปยังนครเนปิดอว์ สหภาพพม่า</span></p> <p>เวลา 09.30 <span>น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนครเนปิดอว์ โดยมีคณะทางการฝ่ายพม่าและฝ่ายไทยรอให้การต้อนรับ</span></p> <p>จากนั้น เวลา 09.50 <span>น. นายกรัฐมนตรี จะเดินทางออกจากท่าอากาศยานเนปิดอว์ไปยังเรือนรับรอง Zeyarthiri Beikman เพื่อเข้าร่วมในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ โดย พลเอกเต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่ารอให้การต้อนรับ ซึ่งจะมีพิธีการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และ การแนะนำคณะทางการระหว่างสองฝ่าย</span></p> <p>หลังเสร็จพิธีดังกล่าว เวลา 11.10 <span>น. จะมีการหารือทวิภาคระหว่าง นายกรัฐมนตรี กับ พลเอกเต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า ณ ห้องหารือทวิภาคี เรือนรับรอง Zeyarthiri Beikman</span></p> <p>เวลา 12.15 <span>น. นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development of the Union of Myanmar &ndash; SPDC) ณ ห้องรับรองใหญ่ เรือนรับรอง Zeyarthiri Beikman และ จะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยมี พลเอก เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า เป็นเจ้าภาพ ณ ห้องจัดเลี้ยง เรือนรับรอง Zeyarthiri Beikman โดยจะมีการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติพม่า และการดื่มอวยพรของนายกรัฐมนตรีแก่นายกรัฐมนตรีไทย ทั้งนี้ จะมีการแสดงทางวัฒนธรรมระหว่างการรับประทานอาหาร และในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีจะมอบเงินรางวัล และ ถ่ายรูปร่วมกับนักแสดง</span></p> <p>เวลา 14.35 <span>น. นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปถึงที่สักการะเจดีย์อุปปตะสันติ โดยจะมีการลงนามในสมุดเยี่ยม และ มอบเงินบริจาคให้แก่คณะกรรมการของเจดีย์ จากนั้น จะเดินทางไปเยี่ยมชมสวนช้างเผือก เวลา 15.05 น. ซึ่งอยู่ภายในบริเวณเจดีย์ฯ และจะเดินทางโดยรถยนต์เพื่อแวะเยี่ยมชมต้นศรีมหาโพธิ์ในบริเวณสวนช้างเผือก ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกไว้</span></p> <p>จากนั้น เวลา 15.35 <span>น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากเจดีย์อุปปตะสันติไปยังท่าอากาศยานนครเนปิดอว์ เพื่อเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติกรุงย่างกุ้ง โดยจะออกเดินทางเวลา 16.00 น. ด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศ (C-130) เที่ยวบินพิเศษที่ RTAF 111และเดินทางถึงกรุงย่างกุ้งเวลา 16.50 น. (ใช้เวลา 50 นาที)</span></p> <p>ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงย่างกุ้งไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง โดยจะเดินทางถึงสถานเอกอัครราชทูตฯ เวลา 17.20 <span>น. และมีกำหนดการพบปะและมอบนโยบายแก่ทีมประเทศไทยในสหภาพพม่า เวลา 17.30 น.</span></p> <p>ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี และเวลา 19.00 <span>น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ไปสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากอง เวลา 19.10 น. ก่อนจะออกเดินทางจากพระเจดีย์ชเวดากอง เวลา 19.50 น. และเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงย่างกุ้ง เวลา 20.30 น. โดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ (C-130) เที่ยวบินพิเศษที่ RTAF 111 ถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร (กองบิน 6) เวลา 22.45 น.</span></p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/10/31429#comments ข่าว การเมือง ต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตานฉ่วย พม่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เต็งเส่ง Sat, 09 Oct 2010 06:41:07 +0000 user8 31429 at http://www.prachatai3.info ข่าวพม่ารอบสัปดาห์ http://www.prachatai3.info/journal/2010/10/31324 <p>ศิลปินไทใหญ่สร้างการ์ตูนอนิเมชั่นล้อเลียนตานฉ่วยและภรรยา, พม่าห้ามพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยพูดถึงการปกครองแบบสหพันธรัฐ, ลือ ซูจี จะได้รับการปล่อยตัวหลังเลือกตั้ง, โรคแอนแทรกซ์ระบาด กระทบราคาวัวชายแดนบังกลาเทศ &ndash; พม่า, เกิดเหตุระเบิดที่สำนักงานของรัฐ ในเขตพะโค</p> <!--break--><!--break--><p><strong>27 ก.ย.53<br /> ศิลปินไทใหญ่สร้างการ์ตูนอนิเมชั่นล้อเลียนตานฉ่วยและภรรยา</strong><br /> จายสายแหลด หรือที่รู้จักกันในชื่อหาญเล ศิลปินนักวาดการ์ตูนชาวไทใหญ่ได้ร่วมกับนายจ่อข่ายสร้างการ์ตูนอนิเมชั่นล้อเลียนนายพลอาวุโสตานฉ่วยและภรรยา นางดอว์ไข่ไข่ เป็นครั้งแรก โดยได้โพสต์ลงในเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้เข้าชมกว่า 900 คนแล้ว</p> <p>ขณะที่การ์ตูนอนิเมชั่นดังกล่าวมีความยาว 3 นาที โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ล้อเลียนตานฉ่วยว่า ถึงแม้จะเป็นพุทธศาสนิกชนแต่ก็ปราบปรามและฆ่าพระสงฆ์อย่างเหี้ยมโหด เพื่อรักษาและสืบทอดอำนาจทางการเมืองของตัวเองต่อไป ด้านจายสายแหลดกล่าวว่า การสร้างการ์ตูนอนิเมชั่นครั้งนี้ก็เพื่อสื่อถึงความเหี้ยมโหดของตานฉ่วยและรัฐบาลพม่าที่ปราบปรามพระสงฆ์เมื่อปี 2550 ซึ่งครบรอบ 3 ปีในวันที่ 27 ก.ย.53 ที่ผ่านมา</p> <p>(Irrawaddy/ เ<a href="http://www.mongloi.org">ว็บไซต์ข่าวไทใหญ่ </a>)<br /> &nbsp;</p> <p>3<strong>0 ก.ย.53<br /> พม่าห้ามพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยพูดถึงการปกครองแบบสหพันธรัฐ</strong><br /> แม้ทางการพม่าจะอนุญาตให้พรรคการเมืองต่างๆรณรงค์หาเสียงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุ แต่ผู้นำพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยหลายพรรคต่างออกมาเปิดเผยว่า คณะกรรมการเลือกตั้งพม่า ซึ่งแต่งตั้งจากรัฐบาลได้ห้ามพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยพูดถึงการรณรงค์หาเสียงที่เกี่ยวข้องกับการปกครองแบบสหพันธรัฐ</p> <p>ไนหง่วยติน ผู้อำนวยการพรรค All Mon Regions Democracy Party &ndash; AMRDP ซึ่งเป็นพรรคของชาวมอญเปิดเผยว่า คณะกรรมการเลือกตั้งได้ลบคำว่า &ldquo;สหภาพที่แท้จริง&rdquo; หรือแม้กระทั่งคำว่า &ldquo;ชาตินิยมใจแคบ&rdquo;ออกจากสคริปที่เขียนไว้สำหรับใช้หาเสียงของทางพรรคAMRDP ก่อนออกอากาศ เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทใหญ่ (Shan Nationals Democratic Party- SNDP)ได้ออกมาเปิดเผยเช่นกันว่า คณะกรรมการเลือกตั้งได้ลบบางประโยคที่เกี่ยวโยงกับสัญญาป๋างโหลง ในสคริปของทางพรรค SNDP ก่อนที่จะออกอากาศด้วยเช่นกัน</p> <p>&ldquo;พวกเขาลบคำว่า สัญญาป๋างโหลงออก เราแค่ต้องการบอกให้ประชาชนทั่วไปรับรู้เกี่ยวกับสัญญาป๋างโหลงเท่านั้น แต่รัฐบาลก็ไม่อนุญาต&rdquo; จายหล้าจ่อ เลขาธิการของพรรค SNDP กล่าว</p> <p>อย่างไรก็ตาม แม้คณะกรรมการเลือกตั้งพม่าจะอนุญาตให้พรรคการเมืองทั้ง 37 พรรค ที่จะลงชิงชัยเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้สามารถรณรงค์หาเสียงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุได้นาน 15 นาที แต่มีรายงานว่า พรรคการเมืองต่างๆจะต้องนำสคริปที่จะพูดออกอากาศส่งให้คณะกรรมการในกรุงเนปีดอว์ตรวจดูก่อน 7 วัน โดยหากไม่ผ่าน ก็จะต้องยื่นใหม่ต่อคณะกรรมการเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งหลายพรรคชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในรัฐต่างๆออกมาร้องเรียนว่า การเดินทางไปเนปีดอว์ทำให้ต้องเสียเวลาและสิ้นเปลืองงบประมาณของพรรค<br /> (Irrawaddy)</p> <p><strong>1 ต.ค. 2553<br /> ลือ ซูจี จะได้รับการปล่อยตัวหลังเลือกตั้ง</strong><br /> มีข่าวลือออกมาว่า ทางการพม่าเตรียมปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดีหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ขณะที่นางซูจีมีกำหนดการพ้นโทษกักบริเวณในวันที่ 13 พฤศจิกายน 53 ที่จะถึงนี้ มีรายงานด้วยเช่นกันว่า เจ้าหน้าที่จากทางการพม่ากล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ น่าจะเป็นเดือนที่สำคัญและยุ่งสำหรับทางการพม่า เพราะจะมีการจัดการเลือกตั้ง พร้อมกับมีการปล่อยตัวนางซูจี</p> <p>ทั้งนี้ นางซูจีถูกกักบริเวณเข้าปีที่ 20 แล้ว ขณะที่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา รัฐสภาคองเกรสของสหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าปล่อยตัวนางซูจีอย่างเร่งด่วน เช่นเดียวกับยูเอ็นที่ออกมากล่าวว่า หากนางซูจีไม่ได้มีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้ การเลือกตั้งที่รัฐบาลจัดขึ้นก็จะไม่มีความน่าเชื่อถือ<br /> (AFP)</p> <p><strong>โรคแอนแทรกซ์ระบาด กระทบราคาวัวชายแดนบังกลาเทศ &ndash; พม่า</strong><br /> การค้าขายวัวตรงชายแดนบังกลาเทศ &ndash; พม่า ซบเซาอย่างหนัก และราคาซื้อขายวัวก็ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง หลังโรคแอนแทรกซ์ระบาดหนักในบังกลาเทศ มีวัวและประชาชนติดเชื้อ และทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจในความปล่อยภัยและไม่กล้าบริโภคเนื้อวัว ขณะที่ในช่วงเวลานี้ทุกปี ราคาซื้อขายวัวจะสูงที่สุด เนื่องจากตรงกับเทศกาลสำคัญของศาสนาอิสลาม ด้านสื่อของบังกลาเทศออกมารายงานว่า จนถึงขณะนี้มีผู้ติดเชื้อแอนแทรกซ์มากกว่า 600 คน ใน 12 อำเภอแล้ว ซึ่งรัฐบาลบังกลาเทศกำลังเป็นห่วงว่า โรคจะระบาดไปทั่วประเทศในอนาคต (Narinjara)<br /> &nbsp;</p> <p><strong>เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่สำนักงานของทางการพม่าในเขตพะโค</strong></p> <p>เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่สำนักงานของทางการพม่าในเขตพะโค เมื่อเวลาสามทุ่มกว่าของคืนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับอาคารสำนักงานของทางการพม่า แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ขณะที่พบว่า สำนักงานดังกล่าวยังถูกใช้เป็นสถานที่ทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง ด้านหนังสือพิมพ์เดอะนิวไลท์ออฟเมียนมาร์ระบุว่า เหตุระเบิดครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธและนักการเมืองที่ชอบฉวยโอกาส และมีความพยายามจะขัดขวางการเลือกตั้ง 2010 ที่ใกล้จะถึงนี้<br /> (DVB)</p> <p>แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ &quot;สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน&quot;อ่านข่าวและบทความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ <a href="http://www.salweennews.org">www.salweennews.org</a> เฟซบุ๊ค <a href="http://www.facebook.com/Salweenpost">http://www.facebook.com/Salweenpost</a> , ทวิตเตอร์ <a href="http://twitter.com/salweenpost">http://twitter.com/salweenpost</a><br /> &nbsp;</p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/10/31324#comments ข่าว ต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน ความมั่นคง การเลือกตั้งในพม่า ตานฉ่วย พม่า ออง ซาน ซูจี แอนแทร็กซ์ Fri, 01 Oct 2010 18:36:03 +0000 user002 31324 at http://www.prachatai3.info สุเนตร ชุตินธรานนท์: ประวัติศาสตร์พม่า ความหลากหลาย อำนาจ ความรู้ และความเป็นอื่น http://www.prachatai3.info/journal/2010/09/31094 <p>&ldquo;<span>สุเนตร ชุตินธรานนท์&rdquo; มองพม่านอกกรอบตะวันตก โดยชี้ให้เห็นความพยายามในการสร้าง &ldquo;สิทธิธรรม&rdquo; ผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมเพื่อสืบทอดอำนาจของนายพลพม่า ในขณะที่จัดการเลือกตั้ง &quot;7 พ.ย.&quot; แล้วจะไม่ยอมรับผลหากแพ้แบบ 20 ปีก่อนก็ทำไม่ได้แล้ว จึงต้องทำการเลือกตั้งให้ &ldquo;เป็นไปตามโผ&rdquo; เป็น &ldquo;mission&rdquo; ที่สำคัญของรัฐที่ต้องทำให้ผลเป็นไปอย่างที่ต้องการ</span></p> <!--break--><!--break--><p>เมื่อวันที่ 7<span> ก.ย. ที่ผ่านมา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) ร่วมกับศูนย์ชาติพันธุ์ศึกษาเพื่อการพัฒนา ได้จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ <b>&ldquo;ประวัติศาสตร์พม่า</b><b>: ความหลากหลาย อำนาจ ความรู้ และความเป็นอื่น&rdquo;</b> นำเสนอโดย รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดดังนี้ <span style="color: rgb(51, 51, 51);">(หมายเหตุ: ตัวเน้นและคำโปรยเป็นการบรรณาธิกรโดยประชาไท)</span></span></p> <p>&nbsp;</p> <blockquote><p><span style="color: rgb(51, 51, 51);">&ldquo;สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลไม่ถ่ายโอนอำนาจ ตั้งแต่ปี 1990 จนปัจจุบัน จนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ สิ่งที่กองทัพทำคือการปฏิเสธถ่ายโอนอำนาจ ปัญหาแรกที่เกิดขึ้นคือจะอธิบายความชอบธรรมทางอำนาจหรือ &ldquo;political legitimacy&rdquo; อย่างไร ตรงนี้เป็นปัญหาที่แหลมคมขึ้นมาทันที ทำให้ท้ายที่สุด รัฐบาลพม่าไม่มีทางเลือกมาก จึงต้องกลับไปสู่เวทีการเลือกตั้งอีกครั้ง จะช้าหรือเร็วก็ต้องไป ปัญหาคือรัฐบาลพม่าจะทำอย่างไรไม่ให้ผลการเลือกตั้งออกมาแบบเมื่อที่ผ่านมาคือฝ่ายค้านชนะ 80% แล้วจะมาบอกว่าไม่เอาผลการเลือกตั้งไม่ได้แล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือสร้างความแน่ใจ ว่าหากมีการเลือกตั้ง จะไม่มีการถ่ายโอนอำนาจของรัฐจากกองทัพไปสู่ฝ่าย pro democracy เหมือนที่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง<br /> </span></p> <p><span style="color: rgb(51, 51, 51);">สำหรับกระบวนการนี้ รัฐบาลพม่าใช้เวลา 20 ปี เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง เรียกได้ว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามโผที่รัฐบาลอยากให้เป็น เป็น mission ที่สำคัญของรัฐที่ต้องทำให้ผลเป็นไปอย่างที่ต้องการ&rdquo;</span></p> </blockquote> <p>&nbsp;</p> <p><b>มองพม่าผ่านมุมมองแบบพม่า</b></p> <p>อาจารย์สุเนตรเริ่มต้นกล่าวถึงประเด็นของ &ldquo;พม่า&rdquo; ในการบรรยายว่า โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อมีพูดถึงการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของพม่า จะมีกรอบการศึกษาอยู่เสมอ ประเด็นแรก เป็นกรอบที่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคย ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ โดยกรอบสำคัญที่ว่าคือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภาวะปัจจุบัน เวลานี้อ่านบทความพม่าที่ไหนหรือไปฟังเรื่องพม่าที่ไหน ประเด็นการเลือกตั้งถูกชูเป็นประเด็นสำคัญ เราสนในภาวะปัจจุบันเป็นสำคัญ ส่วน ประการที่สอง คือเวลามองพม่าเราะจะมองผ่านแว่นของคนอื่นเสมอ คือคนไทยด้วยกันเอง หรือจากจุดยืนหรือมุมมองของเราเป็นสำคัญหรือข้อมูลผ่านโลกตะวันตก ซึ่งเป็นข้อมูลผูกขาดการรับรู้เรื่องเของพม่าจากเวทีนานาชาติ แต่ไม่เคยศึกษาจากมุมมองของพม่า</p> <p>ในคำว่า &ldquo;พม่า&rdquo; มีหลายคิดหลายและมิติที่หลากหลาย เช่นคำว่าพม่า อาจจะหมายถึงคนพม่าที่อยู่ในประเทศ หรือคนที่ลี้ภัยหรือประกอบธุรกิจการค้านอกประเทศ พม่ากลุ่มที่เป็นกองทัพ หรือประชาชนทั่วไป หรือเป็นพม่าที่เป็นชาติพันธุ์เบอมัน (Burman) <span>หรือที่เป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย หลายคนอาจจะเกิดคำถามขึ้นในใจว่าการบรรยายครั้งนี้จะมองจากส่วนไหน ซึ่งจะเป็นการมองจากเงื่อนไขภายในของภาครัฐหรือบทบาทของรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้สะท้อนทั้งหมดของความเป็นพม่า แต่เป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องพม่าที่ผ่านมาและในปัจจุบัน เมื่อตีกรอบว่าจะศึกษาพม่าจากผู้นำหรือผู้ปกครองเป็นสำคัญ ปัจจัยสำคัญคือเน้นเรื่องการเมืองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจ หรือเงื่อนไขในการใช้อำนาจของรัฐ หรือพม่ากับชนกลุ่มน้อย และพม่ากับต่างประเทศ เช่น จีนและอินเดีย และหากเรามองกลับไปที่ภายในของพม่า กิจกรรมของพม่ามีหลากหลายมหาศาลมาก บางครั้งไม่สามารถตีแบ่งแยกแยะว่าเป็นการเมือง ศาสนา สังคม และประวัติศาสตร์ เพราะสิ่งเหล่านี้มีการร้อยรัดเข้าด้วยกัน อย่างการย้ายเมืองเหลืองจากกรุงย่างกุ้งไปที่เนปิดอ ก็สามารถอธิบายได้หลายมิติทั้งการเมือง ศาสนา ประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่กับจะเอามิติส่วนไหนมานำเสนอ แต่ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากตรรกะทางการเมืองมาเป็นตัวตั้ง คือมีลักษณะสมเหตุสมผลและ scientific (เป็นวิทยาศาสตร์) หรือไม่ ซึ่งบางครั้งไม่สามารถอธิบายได้เพียงมิติใดมิติหนึ่งนั้นเท่านั้น</span></p> <p>การบรรยายนี้จึงอยากเอาภาคส่วนอื่น ที่ไม่ได้พูดถึงในเชิงบทบาทของผู้นำพม่า โดยเริ่มแรกในมิติประวัติศาสตร์ และผู้นำพม่าใช้ประวัติศาสตร์อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอำนาจความชอบธรรมทางการเมือง การกล่อมเกลาทางสังคม ตัวอย่างของการย้ายเมืองหลวงเป็นต้น แต่พอจับในรายละเอียด ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ทั้งสามสิ่งหล่อหลอมกลมกลืนในตัวเอง ดังนั้น จะพูดเรื่องเหล่านี้ที่สัมพันธ์กัน โดยดูผ่านกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อดูว่าจะทำให้เราเข้าใจพม่าอย่างไร</p> <p>เมื่อพูดเช่นนี้ จึงเป็นธรรมดาของนักประวัติศาสตร์ว่าจะมีจุดเน้นตรงไหน กรอบอยู่ตรงไหน การแบ่งยุคการเมืองพม่าทำได้หลายวาระ เช่น หลังการประกาศเอกราช มีการการแบ่งการเมืองได้หลายแบบ ยุคเนวิน หรือแบ่งตั้งแต่ปี 1988<span> ก็ได้อีกรูปแบบหนึ่ง</span></p> <p>หากใช้กรอบการแบ่งตั้งแต่ปี 1988<span> หรือตั้งแต่ช่วงปี 1990 ถึงปัจจุบัน การอรรถาธิบายต้องย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในปี 1988 ด้วยเมื่อเป็นกรอบนี้ เราต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ที่ผันแปรหรือช่วงเปลี่ยนแปลงจะใช้ปี 1988 เป็นจุดตัดช่วง และเป็นจุดเริ่มต้นเคลื่อนไหวทางการเมือง คือการลุกฮือของประชาชน ถ้าดูงานจากตะวันตกมักจะใช้คำว่า &ldquo;popular revolution&rdquo; หรือ &ldquo;people revolution&rdquo; แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองเหมือน 14 ตุลาอย่างในประเทศไทย เพราะท้ายที่สุดกองทัพก็กลับมายึดอำนาจได้เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะการลุกฮือทั้งในเมืองหลวงและอื่นๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่เนวินขึ้นมาเถลิงอำนาจตั้งแต่ปี 1962 ซึ่งมีงานศึกษาเรื่องนี้มากมายแล้ว ผลจากการเหตุการณ์นี้ทำให้เนวิน ซึ่งครอบอำนาจมาเป็นเวลาช้านานในฐานะประธานาธิบดี ต้องก้าวลงจากอำนาจ จะลงจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่จำเป็นต้องให้คนอื่นมารั้งสถานนะนั้นเอง ในเดือนกรกฎาคม 1988 นายพลเส่งลวิน (Sein Lwin) ประธานาธิบดีพม่า ซึ่งเป็นนายทหารมีกิตติศัพท์ &ldquo;the butcher of Rangoon&rdquo; เพราะเอากองกำลังปราบประชาชน ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง แต่อยู่ได้แค่ 2 เดือน ก็ต้องลงจากตำแหน่งและให้ ดร.หม่องหม่อง &nbsp;(Maung Maung) พลเรือนซึ่งเป็นคนสนิทของเนวินขึ้นมาทำหน้าที่แทนในวันที่ 19 สิงหาคม 1988 แต่อยู่ได้ไม่เกินเดือน เพราะไม่สามารรถทำให้เกิดความสงบได้</span></p> <p>ในขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่าเกิดปฏิวัติภายใน ทหารเก่าไม่พอใจที่เนวินไม่สามารถเอาความสงบภายในประเทศกลับมาได้ จึงเกิดรัฐประหารกลายๆ ในวันที่ 18 <span>กันยายน 1988 ทำให้เกิดกลุ่มของนายพลซอหม่อง (Saw Maung) ตั้ง สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (State Law and Order Restoration Council) หรือสล็อร์ก (SLORC) โดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องการมาสร้างความสงบ และสัญญาจะว่าให้มีการเลือกตั้ง และในที่สุดการเลือก 16 มิถุนายน 1990 หลังจาก 28 ปีที่ไม่ได้มีการเลือกตั้งขึ้นมาเลยตั้งแต่เนวินขึ้นในปี 1962 ได้เกิดการเลือกตั้งที่มีประชาชนที่มีสิทธิในการเลือกตั้งจำนวน 28.2 ล้านคน จำนวน 75% ของผู้มีสิทธิทั้งหมดออกมาเลือกตั้ง ในขณะนั้นมีพรรคการเมืองทั้งหมด 234 พรรค แต่พรรคลงเลือกได้จริงๆ เพียง 93 พรรค พรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ชนะเลือกตั้ง ได้จำนวนผู้แทนถึง 392 จาก 489 ที่นั่ง คิดเป็นร้อยละ 80 ส่วนพรรค UNP ซึ่งเป็นพรรคของรัฐบาลได้ 10 ที่นั่ง </span></p> <p>ปรากฏว่า SLORC <span>ปฏิเสธการถ่ายโอนอำนาจ ทั้งนี้ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกในปี 1992 เป็นการขึ้นมาของกลุ่มทหารที่มีบทบาทสำคัญในการรบกับชนกลุ่มน้อย เป็นทหารระดับภูมิภาค คนกลุ่มนี้มีตานฉ่วย และหม่องเอ ร่วมกับกลุ่มที่มีฐานอำนาจเดิมอย่าง ขิ่น ยุ้นต์ ซึ่งใกล้ชิดกับเนวิน ช่วงเวลานี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้นำอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฐานอำนาจเดิมค่อนข้างอาวุโสและสัมพันธ์กับการต่อสู้ในช่วงอาณานิคมกับอังกฤษและญี่ปุ่น ที่เป็นสายนายพลอองซาน ซึ่งกลุ่มใหม่มีบทบาทใหม่ในการรบในสนามจริง </span></p> <p>อย่างไรก็ตาม จะเป็นกลุ่มไหนขึ้นมาก็แล้วแต่ มันไม่เกิดกระบวนการส่งอำนาจจากการเลือกตั้งจากกองทัพสู่ฝ่าย pro democracy<span> ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมกองทัพถึงคงอำนาจได้ยาวนานเหลือเกิน แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นเช่นนั้น ถ้าประเทศไทยคงทำไม่ได้ มีการตั้งข้อสังเกตว่ากองทัพมีอำนาจยึดครองทรัพยากรและอาวุธต่างๆ อีกมิติหนึ่งคือภายในของพม่ามีปัญหาใหญ่ที่ไม่ใช่กองทัพ แต่อยู่คนละฝ่ายกับกองทัพ นั่นคือปัญหาความเป็นเอกภาพ (unity) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ พรรค NLD ส่วนหนึ่งก็ไม่ไว้วางใจคนกลุ่มน้อย เพราะเกรงว่าจะมีสิทธิในการปกครองตนเอง (demand for autonomy) กลุ่ม NLD เองก็ไม่ได้สร้างสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ขณะที่คนกลุ่มน้อยจริงๆ แล้วเป็นองค์ประกอบที่ไม่น้อยในพม่า คือ 35% และเคลื่อนไหวทางการเมืองและเชิงอำนาจมาตลอด คือไม่ไว้วางใจพวกขับเคลื่อนประชาธิปไตยว่ามีความคำนึงกับสิทธิชนกลุ่มน้อยมากเพียงไหน </span></p> <p>ภาวการณ์คือหากอำนาจหลุดมือไปอยู่ในมือพลเรือน ประเทศจะมีเอกภาพหรือไม่ถ้าทหารไม่คุม อันนี้ให้ความชอบธรรมกับกองทัพในการสืบสานอำนาจ แต่คนก็เบื่อหน่ายอย่างยิ่งกับการปกครองของกองทัพในหลายประประเด็น เช่น หนึ่ง ความไม่แน่นอนในการบริหาร เหตุการณ์ลดค่าเงินจ๊าต เช่น มีธนบัตรใบละ 1,000<span> ในกระเป๋า รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีเลิกให้ใช้ธนบัตร ปรากฏว่าเงินที่มีอยู่แลกไม่ได้ อันนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญ เหมือนกับเหตุการณ์ของประท้วงของพระหรือที่เรียกว่า &ldquo;saffron revolution&rdquo; คือการขึ้นค่าน้ำมัน อาจจะมีคนตั้งคำถามว่าแล้วพระเกี่ยวอะไร แต่มันส่งผลต่อประชาชน ทำให้ประชาชนต้องใช้มีค่าใช้จ่ายสูง ก็จะทำไม่มีเงินมาทำบุญตามมา อันนี้คือการตีความว่ามันเป็นปัญหา การควบคุมทางการเมืองและปราบปรามอย่างเฉียบขาด เช่น วันนี้ตนเองวิจารณ์รัฐบาลวันนี้ ไม่คิดว่า ศอฉ. จะเรียกตัวไปพรุ่งนี้ แต่ในพม่าหากคุณนินทาพม่าในร้านกาแฟ กลางคืนอาจจะโดนเรียกไปอบรม หรือพวกชอบเปิดเว็บไซต์ต่างจะโดนพม่าเอาไปขังเป็น 20-30 ปีเลย</span></p> <p>นี่คือการปกครองในลักษณะที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครอยากถือเงินจ๊าต ถ้าจำไม่ผิด 1<span> ดอลลาร์สหรัฐฯ ทางการสามารถแลก ได้ 6 จ๊าต แต่ในตลาดมืดแลกได้ 1,000 จ๊าต รวมถึงการขาดสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ คนเมืองร่างกุ้งที่เป็นเมืองหลวง ต้องคอยดูว่ากี่วันจะได้ไฟในหนึ่งอาทิตย์ อีกกี่วันไฟจะปิด อันนี้ทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวว่าถ้าไม่มีทหารประเทศจะไม่มีความเสถียรภาพ จะแตกกระจายเป็นเล็กน้อยหรือไม่ </span></p> <p>&nbsp;</p> <p><b>การเลือกตั้ง</b><b>-<span>วัฒนธรรม-ชาตินิยม เพื่อรักษาความชอบธรรม</span></b></p> <p>สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลไม่ถ่ายโอนอำนาจ ตั้งแต่ปี 1990<span> จนปัจจุบัน จนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ สิ่งที่กองทัพทำคือการปฏิเสธถ่ายโอนอำนาจ ปัญหาแรก ที่เกิดขึ้นคือจะอธิบายความชอบธรรมทางอำนาจหรือ &ldquo;political legitimacy&rdquo; อย่างไร ตรงนี้เป็นปัญหาที่แหลมคมขึ้นมาทันที ทำให้ท้ายที่สุด รัฐบาลพม่าไม่มีทางเลือกมาก จึงต้องกลับไปสู่เวทีการเลือกตั้งอีกครั้ง จะช้าหรือเร็วก็ต้องไป ปัญหาคือรัฐบาลพม่าจะทำอย่างไรไม่ให้ผลการเลือกตั้งออกมาแบบเมื่อที่ผ่านมาคือฝ่ายค้านชนะ 80% แล้วจะมาบอกว่าไม่เอาผลการเลือกตั้งไม่ได้แล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือสร้างความแน่ใจ ว่าหากมีการเลือกตั้ง จะไม่มีการถ่ายโอนอำนาจของรัฐจากกองทัพไปสู่ฝ่าย pro democracy เหมือนที่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง</span></p> <p>สำหรับกระบวนการนี้ รัฐบาลพม่าใช้เวลา 20<span> ปี เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง เรียกได้ว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามโผที่รัฐบาลอยากให้เป็น เป็น mission ที่สำคัญของรัฐที่ต้องทำให้ผลเป็นไปอย่างที่ต้องการ</span></p> <p>ปัญหาที่สอง คือการตกค้างมาก่อน 1990<span> คือปัญหาชนกลุ่มน้อย ที่ฝังรากมาช้านาน mission นี้คือทำให้การฟื้นฟูระเบียบ ที่สำคัญประการหนึ่งคือการจัดการกับสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อยให้ได้ด้วย จึงเป็น 2 เรื่องที่เป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ แต่สิ่งหนึ่งคืออำนาจของรัฐต้องอยู่ในมือกองทัพ เงื่อนไขนี้ส่งผลให้มีกิจกรรม 2 กิจกรรมหลัก เป็นปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อให้ได้ผลที่คาดหวัง เช่น ประชุมสมัชชาแห่งชาติ ในเดือนมกราคม 1993 การขับเคลื่อนเรื่องเจรจาการหยุดยิงที่เริ่มตั้งแต่ปี 1991 โดยกลุ่มแรกคือองค์กรแห่งชาติปะโอ (Pa-O national organization) และต่อมาการที่ขุนส่ายอมวางอาวุธ กระบวนการนี้ยืดเยื้อตั้งแต่ 1990 และการทำแผน roadmap ที่เกิดจากความไม่เรียบร้อยตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งรัฐบาลก็ทำตามทุกอย่างตามขั้นตอนที่ว่า โดยมีคำว่า &ldquo;อยู่ในกฎเกณฑ์เสมอ&rdquo; หรือ &ldquo;discipline democracy&rdquo; ไม่ว่าเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ ทำประชามติในช่วงเกิดพายุนาร์กีส จัดให้การเลือกตั้ง และเปิดรัฐสภาในเวลาต่อมา และต่อไปคือการสร้างชาติให้ทันสมัย และมีกิจกรรมอีกมากมายที่อยู่ในเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องทำ ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างโดยสังเขป ที่เริ่มจากปี 1990 ที่ใช้เวลา 20 ปี กรอบเวลาตรงนี้มันบอกอะไรเรา คือ หนึ่งการสร้างกรอบของกองทัพ นับแต่การเลือกตั้งในปี 1990 มาถึงขั้นตอนที่ มีการเลือกตั้งกินเวลา 20 ปีที่ปฏิเสธการถ่ายโอนอำนาจ รัฐบาลอาศัยความชอบธรรมอะไร และต้องนั่งอยู่ในอำนาจก่อน อธิบายความชอบธรรมที่อยู่บนเก้าอี้ของการปกครองของประเทศอย่างไร เขาอธิบายอย่างไร</span></p> <p>ปัญหาที่สาม คือกองทัพไม่สามารถดำเนินแผนปฏิบัติการทางการเมืองได้ปกติสุข อย่างการกักบริเวณ ออง ซาน ซูจี หรือ ปัญหาชนกลุ่มน้อย และกองทัพก็ยังอ้างความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจ พิจารณาได้จากสิ่งที่ร่างในรัฐธรรมนูญ เช่น ในรัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาร้อยละ 25 <span>ต้องแต่งตั้งจากกองทัพ กระทรวงสำคัญอย่างกลาโหม มหาดไทย และกิจการชายแดน ต้องอยู่ในอำนาจทหาร คนเป็นประธานาธิบดีต้องมีประสบการทหารมาก่อน กองทัพจึงยังคงอำนาจอยู่ ขอชี้ให้เห็นประเด็นเรื่องกรอบเวลา และเป้าหมายของรัฐบาล เพราะรัฐบาลพม่าก็เหนื่อยเหมือนกัน ปัญหาอยู่ที่ไหน กติกาสากลมันถูกล้มซะเองโดยทหาร เพราะไม่สามารถใช้กติกามาคงไว้ซึ่งอำนาจได้ รัฐบาลจึงมองกลับไปสู่หลักธรรมแห่งอำนาจเดิมสมัยเก่าแก่ เป็นกลไกทางอำนาจในการแสดงถึงความชอบธรรม ปฏิบัติการศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (cultural norms and popular beliefs) เพื่อ หนึ่ง ให้ความชอบธรรมกับกองทัพในการปกครอง สอง ลดความสำคัญของฝ่ายตรงข้ามโดยปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์ ศาสนาและวัฒนธรรม ที่ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องด้วยงบประมาณอย่างมหาศาลและสอดประสานกับปฏิบัติการทางการเมืองที่ควบคู่กันไป</span></p> <p>โดยมีลักษณะเด่นของปฏิบัติการ 3<span> แนวทาง ประกอบด้วย </span></p> <p class="rteindent1">หนึ่ง ใช้กลไกทางวัฒนธรรมแต่โบราณกาลก่อนได้รับเอกราชในวันที่ 4 <span>มกราคม1948 ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางอำนาจ </span></p> <p class="rteindent1">สอง การสร้างวีรบุรุษทางประวัติศาสตร์ชุดใหม่เพื่อตอกย้ำผู้นำตั้งแต่หลังยุค 1990<span> โดยเน้นความเป็นเอกภาพและเป็นอันหนึ่งอันเดียวภายใต้ผู้นำชาติพันธุ์พม่าและกองทัพ</span></p> <p class="rteindent1">สาม ปลุกจิตสำนักชาตินิยมเพื่อต่อต้านจักรวรรดิภายในประเทศและนอกประเทศ</p> <p>&nbsp;</p> <p>แนวทางแรก คือการใช้กลไกวัฒนธรรมโบราณ สิ่งนี้มีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์พม่า กษัตริย์พม่าอ้างตนเองพระธรรมราชา หรือพระโพธสัตว์ คือการเป็น &ldquo;the righteous king&rdquo; <span>การเป็นพระธรรมราชาคือเป็นองศาสนูปถัมภก ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญ (belief factor of the religion) หรือเรียกตามภาษาว่า &ldquo;ตาตานาดายากา&rdquo; โดยต้องทำกิจกรรม เช่น การซ่อมสร้างเจดีย์ ขุดสระรอบวัด สร้างวัด ศาลา พระพุทธรูป ทำให้คนอื่นยอมรับว่าท่านเป็นผู้ปกครองโดยธรรม ตัวอย่างเช่นการสร้างเจดีย์เก็บพระบรมสารีริกธาตุ (the sacred tooth relic pagoda) ในปี 1994 เจดีย์องค์นี้ใหญ่มากและการใช้เงินสร้างลงทุนมหาศาลในบริเวณที่เป็นเนิน ซึ่งสร้างไว้ 2 แห่งคือเนินทำมาปาระ และเนินมหาจำมาราสี ในเมืองย่างกุ้ง และเมืองมัณฑะเลย์ตามมา เรื่องนี้มีความเป็นมาว่าในปีดังกล่าว พม่าได้ยืมพระเขี้ยวแก้วจากจีนมาบูชาและแห่เฉลิมฉลองทั้งประเทศ ซึ่งมีความเชื่อว่าเขี้ยวแก้วนั้นมี 4 ซีกประจำอยู่ที่ สวรรค์ บาดาล เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาและประเทศจีน กษัตริย์พม่าบูชาพระเขี้ยวแก้วมาก ซึ่งปรากฏในประวัติศาสตร์ด้วย เช่น กษัตริย์บุเรงนองตัดผมยาวไปบูชาพระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา ตรงนี้จึงเป็นแนวคิดให้พม่าสร้างพระเขี้ยวแก้วจำลองและสร้างพระวิหารไว้บรรจุ ซึ่งมีลักษณะเหมือน วิหารเจดีย์อนันดาที่เมืองพุกาม ทำประตู 9 ประตู เพดานปิดทองคำเปลวจริงหมด แล้วมีครอบครัวหม่องเอมาทำพิธียกฉัตรพระเจดีย์ซึ่งมีความสำคัญ และต้องลงในหนังสือพิมพ์ The New Light of Myanmar และถ่ายทอดทางทีวี </span></p> <p>นอกจากนี้ยังมีสร้างพระพุทธรูปหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ &ldquo;Lawka Chantha Abhaya Babha Muni&rdquo; <span>สร้างใกล้สนามบินในปี 2000 ซึ่งแนวคิดแบบนี้ก็มีระบุไว้ในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน เช่น การสร้าง &ldquo;the Naha Thet Kya Yanthi&rdquo; โดยกษัตริย์ตะนินกะเนว่ (Taninganwe) ในช่วงปี 1714-1733 สมัยอังวะที่เห็นว่าหินอ่อนเป็นประหนึ่งอัญมณี และมีการใช้หินอ่อนมาสร้างเจดีย์ หรือกษัตริย์บาจีดอ (Bagyidaw) ในช่วงปี 1819 - 1837 ที่รบแพ้อังกฤษ แต่สร้างพระพุทธรูปหินอ่อนที่สวยงามมากที่สุด ต่อมาภายหลังพระเจ้ามินดงจากที่ย้ายเมืองหลวงจากอัมระปุระไปมัณฑะเลย์ แล้วประชาชนคิดถึงพระพุทธรูปหินอ่อน เลยสร้างอีกองค์อยู่ที่ตีนเขามัณฑะเลย์ ชื่อว่าเจ้ากฺอ่อจี (Kyaauk aw gyi Buddha) การที่พระองค์สร้างพระพุทธรูปจึงเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่ จะเห็นว่าเขาสร้างมากจากสิ่งที่เป็นรากประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ดังนั้น ผู้ปกคอรงยุคนี้จึงคิดสร้างสักองค์หนึ่งให้ใหญ่กว่าทุกองค์ที่เคยสร้างมาทั้งหมด และสร้างวัดให้พระพุทธรูปประดิษฐานไว้ รวมทั้งแก้วครอบทั้งองค์เพราะกลัวว่าจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี โดยสร้างจากหินอ่อนก้อนใหญ่ก้อนเดียว ซึ่งหินก้อนนี้ต้องขนลงเรือมา แกะมาเป็นโครงก่อนและสลักอีกทีที่ยางกุ้ง เหล่าแม่ทัพในกองก็ต้องแสดงตนเป็น &ldquo;ตาตานาดายากา&rdquo; คือผู้ให้การอุปการะ หม่องเอ ตานฉ่วย และขิ่น ยุ้นต์ ต่างมีรูปของตัวเอง ทั้ง 3 คนมาร่วมกันทำกริยาบุญนี้ ภาพวาดส่วนใหญ่ตอนนั้นยังเน้นที่ขิ่น ยุ้นต์ ซึ่งตรงนี้เป็นกิจกรรมทางศาสนาอีกอย่างหนึ่งคือต้องเล่าตำนานการสร้างวัดวาอาราม ใครเป็นคนสร้างก็ต้องแสดงผ่านกิจกรรมฝาผนัง ตอนนั้นขิ่น ยุ้นต์ ยังมีอำนาจจึงเลยมีรูปของเขามากหน่อย หลังจากนั้น พอผู้นำทะเลาะกัน จะทำอย่างไงดี เพราะขิ่น ยุ้นต์ไปแล้ว เมื่อตนเองได้กลับไปดูรูปอีกรอบ ปรากฏว่ารูปขิ่น ยุ้นต์ถูกลบหายไป กลายเป็นใครก็ไม่รู้ ลักษณะนี้เหมือนกษัตริย์อียิปต์สมัยก่อน ที่ไม่ชอบใครก็มาเคาะรูปสลักทิ้งไป อันนี้เป็น politics ซ้อน politics การศึกษาเรื่องนี้จึงต้องหมั่นไปบ่อยๆ และสังเกต </span></p> <p>งานสร้างพระนี้ยังไม่ใช่งานใหญ่ งานใหญ่คืองานยกฉัตรเจดีย์ชเวดากอง ในประวัติศาสตร์ กษัตริย์มินดงได้ทำเป็นคนสุดท้ายในปี 1871 <span>และ SPDC มาทำพิธีอีกครั้งในวันที่ 4 เมษายนปี 1999 ซึ่งประเพณีนี้ใหญ่โตมากและต้องเป็นผู้มีบุญบารมีมาก พอสิ้นฤดูฝน เขาจะเอาทองที่หลุดมาเคลือบพระเจดีย์ใหม่ ซึ่งเข้าใจว่าเรื่องยกฉัตรเป็นเรื่องใหญ่เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปเทียวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่จัดห้องใหญ่ห้องหนึ่งเป็นเรื่องยกฉัตรนี้อย่างเดียวเลย อันนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมใหญ่ในยุคนั้น นอกจากนี้ ที่ทะเลสาบอินเล (Inle Lake) ในรัฐฉาน ก็มีประเพณีแห่พระจากวัดปองโดกู ซึ่งรัฐบาลพม่าก็ให้ความสำคัญ เช่น หม่องเอไปแห่พระตั้งแต่ปี 1998 - 2000 ซึ่งเป็นข้อมูลจากวิทยานิพนธ์เล่มหนึ่งในช่วงที่มีการไปเก็บข้อมูล ที่สำคัญมีการเจอช้างเผือกในปี 2001 จากป่ารัฐอาระกัน และสร้างโรงเก็บข้างเผือกใกล้ๆ กับพระพุทธรูปหินอ่อน อันนี้เป็นการสร้างบุญบารมีของผู้ปกครองอีกเช่นกัน</span></p> <p><b>&nbsp;</b></p> <p><b>สิทธิธรรมของนายพล</b></p> <p>กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นภาคส่วนกับการเป็น &ldquo;righteous king&rdquo; <span>ที่ต้องทำอีกสิ่งหนึ่งคือ การสร้างพระนคร เป็นของที่เจอเสมอในพม่า กษัตริย์ตั้งแต่องค์แรกสุดเลย และการสร้างพระนครต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระอิศวร พระอินทร์ กิจกรรมสร้างเมืองไม่ใช่เรื่องของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่มีเทพมาช่วย และต้องเป็นคนที่มีบุญบารมีถึงจะมีเทพมาช่วย เช่น บุเรงนอง (Bayinnaung) สร้างเมืองหงสาวดีใหม่ซ้อนในปริมณฑลเมืองเดิม หรือกษัตริย์ปาจีดอสร้างเมองอังวะใหม่ กษัตริย์ปะดุงปดาพญาก็ย้ายเมืองใหม่ไปอัมมะปุระ และกษัตริย์มินดงย้ายไปมัณฑะเลย์ เป็นต้น การสร้างเมืองมันบ่งชี้นัยยะทางอำนาจ คตินี้มีนัยยะสำคัญต่อบทบาทของการเป็นธรรมราชา สุดท้ายก็เลยกลายมาเป็นเนปิดอ และสร้างเจดีย์ชเวดากองใหม่เลย เมืองนี้อยู่เหนือเมืองตองอู 70 กิโลเมตร และใกล้กับเมืองที่เป็นศูนย์กลางที่เรียกว่า &ldquo;nerve center&rdquo; คือเปียนมะนา เมื่อคิดในแง่ยุทธศาสตร์ ทางการเมือง ซึ่งพระเจ้าอลองพญาเป็นคนใช้คนแรก กษัตริย์พม่ามีการควบคุมจากภายใน center ทำให้ที่ตั้งของเมืองปลอดภัยจากการรุกราน สมัยนั้นอำนาจอยู่ที่เมืองรัตนสิงหะ เช่นเดียวกันกับเวลานี้คือประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในย่างกุ้ง ซึ่งไม่สามารถปิดล้อมเมืองศูนย์กลางได้ ยุทธศาสตร์อันนี้ต้องมองกลับไปที่ประวัติศาสตร์ ซึ่งนายพลอองซานใช้เป็นเซนเตอร์ต่อสู้กับอาณานิคม และสมัยอลองพญาที่ตั้งเมืองเป็นรัตนสิงหะเป็นราชธานี</span></p> <p>ส่วนแนวทางที่สอง คือการสร้างวีรบุรุษชุดใหม่ การบ่งชี้โลกทัศน์ทางการเมืองเป็นของใหม่ เมื่อพิจารณางานของประวัติศาสตร์พม่าที่ผ่านมา พบว่าประวัติศาสตร์นั้นเริ่มแรกเขียนโดยคนตะวันตก คือ Sir Phayre <span>(Sir Arthur Purves Phayre) เป็นคนเขียนคนแรก เสนอจากมุมมองตะวันตก และไม่ได้มองตะวันตกในแง่ร้าย นอกจากนั้น มีนักวิชาการอย่าง ดร.ทินอ่อง (Dr.Htin Aung) ที่มีลักษณะเป็นชาตินิยม แม้ไม่ถึงขั้นหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งมีการแปลหนังสือของเขาออกมาหลายเล่ม ที่มีเนื้อหาโจมตีตะวันตก หรือนักวิชาการอย่าง Michael Aung-Thwin ที่ไปโตเมืองนอกและเขียนงาน pro รัฐบาลออกมา ซึ่งทำให้นักวิชาการอย่าง Dr.Than Tun แทบจะฆ่าทิ้ง</span></p> <p>มีกรณี Tun Aung Chain <span>เขียนงานเกี่ยวกับพระธรรมราชา ซึ่งต่อต้านประวัติศาสตร์แบบศักดินา อย่างหนังสือ The Broken Grass (2004) ศึกษาพม่าก่อนรัฐบาล 1990 โดยเอานายพลเนวินเป็นตัวตั้ง เป็นประวัติศาสตร์แนว pre modern ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผู้ปกครอง แต่ไม่ใช่เรื่องประชาชน ซึ่งตรงนี้มีความแตกต่าง เพราะตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมามีนิตยสารอิระวดี ที่มี Aung Zaw เป็นบรรณาธิการ ซึ่งจะนำเสนอแตกต่างจาก The New Light of Myanmar ของรัฐบาลพม่า</span></p> <p>การพูดถึงวีรบุรุษของชาติอย่าง ตูเยกอง ซึ่งเป็นวีรบุรุษคนหนึ่ง การพูดเรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ ในยุคเนวินก็พูดเรื่องนี้ แต่วีรบุรุษที่มีการพูดถึงนั้นสัมพันธ์กับการต่อต้านอาณานิคม หรือ มหาพันธุละ ก็มีการพูดเป็นหลัก เป็นนักรบที่ตายในสงคราม first Anglo-Burmese war (<span>ค.ศ. 1824-1826) อีกคนคือ ซยาซาน ในสงครามชาวนาที่มีรูปในธนบัตรราคา 45 และ 90 จ๊าต ซึ่งก็มีรูปของอองซาน และมีอนุสาวรีย์ที่สร้างไว้หลายที่ เพราะเนวินเขาสัมพันธ์ตัวเขากับออง ซาน ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเรื่องของอองซานชูจี แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังปี 1990 เป็นต้นมา หลังปี 1988 รัฐบาลเอารูปของอองซานออกหมดเลย และหยุดสร้างอนุสาวรีย์อองซาน ตลอดจนพิธีวางพวงมาลาที่ทำเป็นกิจจะลักษณะ (ทุกๆ วันที่ 19 ก.ค.) หลังจากนั้นทำแต่ก็ทำเงียบๆ แล้วมีอะไรเข้ามาแทนที่ นั่นคือการสร้างอนุสาวรีย์บุเรงนอง ที่แรกอยู่ทำพิธีวันที่ 22 พฤศจิกายน 1994 ที่ &ldquo;Victory point&rdquo; ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น &ldquo;บุเรงนอง พอยท์&rdquo; ไปแล้ว และที่ท่าขี้เหล็กชายแดนไทย โดยเลือกที่จะเล่าว่ารบชนะไทย จะเห็นว่าเนื้อหาเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมา รวมถึงที่ตั้งหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อันนี้เป็นการสร้างวีรบุรุษชุดแรก เน้นที่บุเรงนองเป็นหลัก ตลอดจนการเขียนหนังสือ สร้างละคร และสร้างวังบุเรงนองเป็นอันสุดท้าย นี่เป็นการลงทุนกับประวัติศาสตร์ ต่อมาภายหลังเพิ่มท่านอื่นเข้าไปด้วย คือ อโนรธามังช่อ (Anawrahta) และ อลองพญา &nbsp;(Alaungpaya) เริ่มจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และตามที่ต่างๆ เช่นฐานทัพที่เมเมียว ต่อจากนี้ไปเลยเป็น 3 แม่ครัวทุกที่ หลังจากสร้างวังบุเรงนอง ก็สร้างวังอลองพญาใหม่ที่บเดโย และวังอโนรธาที่กลางเมืองพุกาม ตลอดจนอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์ที่เนปิดอ ซึ่งบุเรงนองต้องอยู่ตรงกลางตลอด เพราะเดี๋ยวคนจะสับสนว่าองค์ไหนเป็นองค์ไหน จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแนวคิดในการสร้าง ในยุคเนวินจะเน้นคนต่อสู้เพื่อเอกราช มายุคปัจจุบันนี้กษัตริย์ต้องมีนัยยะคือ เป็นพุทธ เป็นชาติพันธุ์พม่า และเป็นคนที่เชื่อว่าเป็นคนสร้างเอกภาพในรัฐ ความเป็นปึกแผ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า SPDC และกษัตริย์ทั้งสามพระองค์คือประสบความสำเร็จในการปราบปรามชนกลุ่มน้อย อลองพญาปราบชาวมอญได้อย่างราบคาบ มีการจัดรูปลักษณ์ใหม่ การนำเสนอและวางเรื่องใหม่ มีจุดเน้นและสร้างตำนานใหม่ และมีนัยยะอันสำคัญต่อกองทัพ </span></p> <p>ส่วนประเด็นที่สาม คือปลุกสำนึกชาตินิยม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อประเทศ &ldquo;Burma&rdquo; <span>เป็น &ldquo;Myanmar&rdquo; การเปลี่ยนชื่อเมืองให้มีออกเสียงใหม่ รวมถึงการเรียกชื่อชนกลุ่มน้อย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 1989 เปลี่ยนเพลงชาติจากคำว่า &ldquo;Burma&rdquo; ให้เป็น &ldquo;Myanmar&rdquo; และอื่นๆ เหล่านี้มันบ่งบอกถึงการอธิบายความชอบธรรมกับกองทัพในการปกครอง ว่าทำไมถึงมีผู้นำประมาณนี้อยู่ และเป็นการตอกย้ำให้เห็นความสำคัญกับกองทัพที่ยึดโยงโดยความเป็นเอกภาพ ถ้าไม่มีผู้นำแบบนี้ บ้านเมืองจะเป็นเอกภาพหรือไม่ การทำสิ่งเหล่านี้จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตามที บ่งชี้สถานะอันปฏิเสธไม่ได้ของกองทัพ ไม่ว่าประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างไร กองทัพต้องอยู่คู่กับความเป็นพม่า สิ่งที่ถูกสร้างล้วนให้ความชอบธรรมเหล่านี้ ที่ไม่เพียงอธิบายการอยู่ในอำนาจมา 20 ปี และการสืบทอดอำนาจจากนี้และต่อไป กองทัพจะมีบทบาทในการจัดกระบวนการไปสู่ประชาธิปไตยที่เรียกว่า discipline democracy ด้วยภาพตรงนี้เห็นชัดเจนว่า การเมืองพม่าจะเลือกตั้งไม่เลือกตั้งก็มีกองทัพอยู่ น้ำหนักต้องดูพร้อมๆกับ activities ทำนองนี้ เพื่อสู่ความข้าใจต่อการเมืองพม่า</span></p> <p>ตรงนี้เป็นจุดคิดต่อไปไกลกว่า &ldquo;free and fair election&rdquo; <span>ในภาษาของผู้ปกครอง อันนี้ไม่มี ไม่มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น เป็นภาษาของเรา คือการเป็นประชาธิปไตยต้องมีขั้นตอน 1 &ndash; 2 &ndash; 3 &ndash; 4 - 5 &hellip; ถ้าดูกระบวนการนี้จะเห็นว่ามันไม่มีในศัพท์ของเขาว่าเป็นนัยยะกระบวนการประชาธิปไตยที่กองทัพคิดหรือเหมาะสมกับการเมืองพม่า และเป็นความไม่นอน เป็น logic อีกชุดหนึ่ง เราจะอยู่กับ logic อีกชุดหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกัน ส่วนจะไปหักเหเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ทำกันมานาน แต่ว่าท้ายที่สุดคนมาให้ความหวังกับการเลือกตั้งเหมือนกัน โดยนัยยะหนึ่งการมองการจัดการทางอำนาจถือว่าเป็นการสืบทอด จะมีการเปลี่ยนแปบงในมติอื่น เช่น การค้า การลงทุน และชาติมหาอำนาจ ก็เหมือนกับหลับตาข้างหนึ่งและบอกว่ามีการเลือกตั้งแล้ว แล้วประเทศไทยจะมีนโยบายต่อพม่าอย่างไรด้วย </span></p> <p>&nbsp;</p> <p><b>ช่วงตอบคำถาม</b><b>:</b> <b>เขียนประวัติศาสตร์พม่าอย่างไร สื่อมวลชนจะรายงานอย่างไร</b></p> <p>ในช่วงแลกเปลี่ยน <span style="color: rgb(51, 51, 51);">อาจารย์สุเนตร ตอบคำถามแรกที่ถามถึงจุดเน้นสำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ในปี 2550 (Saffron revolution) ว่าการที่รัฐบาลพม่าใช้การแสดงตนทำนุบำรุงศาสนา วันดีคืนดีลุกขึ้นมาเก็บพระ หลังจากนั้นจะมาแสดงบทบาทของผู้พิทักษ์ศาสนาได้อย่างไร</span><span> อาจารย์ตอบว่า รัฐจะมีคำอธิบายให้กับการกรำทำของตนเองเสมอ ถ้ามองจากพระหรือคนในนี้คือการกระทำบาปอย่างแรง แต่ว่าถ้าอธิบายตามภาษาของผู้นำ สามารถอธิบายก่อนหน้านี้เช่นกรณีที่เกิดในปี 1988 รัฐบาลเสนอว่าเป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี เป็นสิ่งที่รัฐสร้างกระบวนการใส่สีให้ฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ที่ผู้นำพม่านำมาใช้อ้างในพฤติกรรมที่ดำเนินการ การเคลื่อนไหวของพระจุดใหญ่อยู่ที่ย่างกุ้ง แต่การสอดประสานในพื้นที่อื่น ในมัณฑะเลย์เราไม่เห็นกระบวนการขับเคลื่อนในลักษณะเดียวกัน สิ่งที่รัฐทำ ตอนแรกไม่รู้ว่าจะทำอย่าไร ก็ปล่อยให้การเคลื่อนไหวกินเวลาหลายวัน ตอนสุดท้ายไปทำตอนกลางคืน คือการปิดจองหรือที่นอนของพระและรู้ว่าผู้นำของพระอยู่ที่ไหนก็ไปเอาตัวมา และวันต่อมาก็ไม่เกิดการเคลื่อนไหวอีกเลย เป็นการปราบปรามในที่ลับ และรัฐมีคำอธิบายว่าเป็นพระหรือเปล่า บริสุทธิ์หรือเปล่า เป็นลักษณะ purity in purity นี่ไม่ใช่วิธีการใหม่ เพราะฉะนั้น รัฐบาลที่ชำนาญเกมจะไม่มีปัญหา สิ่งที่น่าตามคือรัฐจะทำอย่างไรต่อ คือยังทำบุญหรือไม่ หรือไปงานพิธีหรือไม่ ซึ่งคิดว่ายังทำ กระบวนการที่ทำก่อนหน้าปฏิวัติเป็นการวางแผนมาก่อน การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือยังคงอยู่ ใช้มากใช้น้อยเป็นเงื่อนไขสำคัญ เงื่อนไขจะใช้มากเมื่อเสถียรภาพมีน้อย ตอนนี้จะมีการเลือกตั้ง ก็มีน้ำหนักความชอบธรรมที่เข้ามาช่วย </span></p> <p><span style="color: rgb(51, 51, 51);">ต่อมามีผู้ถามคำถามที่สองว่า นักประวัติศาสตร์จะ contribute ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคนอย่างไร</span><span> อาจารย์สุเนตรตอบว่า อยากเรียกว่าประวัติศาสตร์สังคม อยากจะบอกว่าไม่ได้อยู่เฉยๆ จะเกิด คนต้องมีความตระหนักรู้ ถึงจะมีได้ บ้านเราเกือบจะศูนย์ จนเกิด 14 ตุลา จึงเกิดประวัติศาสตร์คน หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างล้านนา เพราะคนมีเสรีภาพมาก ไม่ได้อยู่ในกรอบของประวัติศาสตร์แห่งชาติ ต้องมีพื้นที่ให้เปิดให้มีการเขียน เป็น growth within จะให้สุเนตรเขียนประวัติศาสตร์พม่าหรือ ไม่มีพลังเท่ากับคนพม่าเขียนขึ้นมาเอง ประเด็นคือมีโอกาสสร้าง consciousness ได้หรือไม่ และถ้ามีพื้นที่จะมีได้หรือไม่ คนต้องมีสำนึกว่าประวัติศาสตร์ว่าตอนนี้เป็นลักษณะ people without history หรือ missing ซึ่งต้องก่อเกิดภายในพม่าด้วย </span></p> <p><span style="color: rgb(51, 51, 51);">มีผู้ถามคำถามว่า อาจารย์พูดเรื่องการกระทำของรัฐบาลที่ค่อนข้างจะสำเร็จ คำถามในใจคือสื่อในประเทศไทย เรื่องรบตามแนวชายแดน หรือเรื่องภายใน 50-100 กิโลเมตรจากไทย แต่ไม่ปรากฏผลกระทบต่อการลงทุนในพม่าของคนไทย ก็ไม่ค่อยมีในสื่อเท่าไร อยากถามว่าสาเหตุคืออะไร</span></p> <p>อาจารย์สุเนตรตอบว่า คงตอบแทนสื่อมวลชนไม่ได้ ข้อแรกสื่อเราและคนที่มีบทบาทที่ควรจะให้ความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านมีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านของเราค่อนข้างจำกัด หลายครั้งที่สื่อมาสัมภาษณ์เป็นสื่อเด็กๆ หรือรุ่นใหม่ และเห็นหลายครั้ง เช่นเรื่องเขาพระวิหาร มีลักษณะเป็น quick react <span>ไม่ใช่การนั่งคุยกันยาว แต่คนที่มีความรู้อาจจะไม่มีบทบาท นอกจากนี้สถานการณ์มี dynamism สูงมาก เช่นเมื่อมีการพูดถึงพม่า ต่อไปมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนๆหนึ่งอาจมีความรู้พม่าที่ดีในช่วงปี 1988 แต่หากไม่ได้ไปในประเทศบ่อยๆ ก็จะเป็นการยากที่จะนำเสนอข้อมูลที่ต่อเนืองที่ชัดเจน ปัญหาสำคัญคือความสนใจ คนไทยไม่ค่อยสนใจและเป็นไปตามกระแสของนานาชาติ ที่สนใจเรื่องการเลือกตั้ง สิ่งที่ตามมา การค้าการลงทุน การเปลี่ยนของพม่าอีกมิติหนึ่ง รวมถึงพื้นที่ความสนใจทำให้พื้นทีข่าวไม่ดึงความสนใจเท่าที่ควร หากมีการปล่อยและพูดก็เป็นข้อมูลที่ซ้ำและเป็นปัญหาเหมือนกัน หากติดตามหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่สัมภาษณ์ผู้เคลื่อนไหวของพม่าในการเลือกตั้ง ซึ่งก็ดีแต่ยังน้อย และผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย เป็นคนพม่าเป็นหลัก</span></p> <p>นอกจากนี้ อาจารย์สุเนตรได้วิเคราะห์ถึงมิติความสัมพันธ์ของไทยและพม่าว่า ปัจจุบันพม่าอยู่ในสถานะในเชิงความสัมพันธ์ที่ได้เปรียบหรือกดดันไทยมากกว่าที่ไทยกดดันพม่า มิติความสัมพันธ์เปลี่ยนไปอย่างยิ่งหลังปี 1990<span> เพราะพม่าเกิดความเปลี่ยนแปลง คือเลิกนโยบายปิดประเทศ (close door policy) และใช้นโยบายเป็นกลางคือการเข้าอาเซียน ซึ่งเปิดโอกาสให้พม่ามีทางเลือกมากกว่าแต่เดิม มากกว่าทางเลือกที่ใช้ไทยเป็นสะพาน เช่น แต่เดิมสินค้าไทยไปป้อนตลาดมืดในพม่า แต่ปัจจุบัน พม่าเป็นสาวเนื้อหอม โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีมหาศาล ตลอดจนมีความสัมพันธ์กับจีนและอินเดีย รวมทั้งประเทศยุโรปเองที่ชูธงประชาธิปไตยก็อยากจะเข้าไปลงทุนเหมือนกัน โดยเฉพาะหลังเลือกตั้งก็คิดว่าน่าจะสามารถเข้าไปได้สักที</span></p> <p>เงื่อนไขนี้นโยบายของพม่ามาจากประเทศไทย หลังจากสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการคา และสร้างประเทศให้เป็นนิกส์ และอยากได้พลังงาน ทรัพยากร จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พลังงานจากลาว ทรัพยากรจากพม่า โดยเฉพาะชนชั้นกลางทุกวันนี้ก็เสวยสุขจากทรัพยากรพม่า ทำให้อำนาจการต่อรองมันเปลี่ยนไป ไทยพยายามยืดหยุ่นมากขึ้น และมีน้ำหนักกับความสัมพันธ์ของพม่าในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ แต่ที่สำคัญไทยไม่ได้กำหนดเกมอีกต่อไป แต่พม่าเป็นผู้กำหนด เช่น ไทยจะมา ก็บอกว่าอย่าเพิ่งมา ขอรับเกาหลีเหนือดีกว่า ทำให้ไทยดำเนินนโยบายต่อพม่าเป็นหลักๆ คือ อย่างน้อยต้องมีไมตรีและสื่อสารได้เพื่อเอื้อประโยชน์ต่างๆ ที่เราเสวยอยู่ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ตามที เพราะมีนัยยะของการพึ่งพาที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางการเมืองอยู่ด้วย จะเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่เปลี่ยนนโยบายเท่าไร แต่จะเป็นดีกรีเท่านั้นเองว่าจะเอาใจมากหรือน้อยเท่านั้น</p> <p>ประการที่สอง เมื่อพิจารณาไทยในความสัมพันธ์ของพม่า แต่ก่อนเราได้เปรียบเพราะเสียงเราใหญ่ แต่ปัจจุบันเสียงจีนใหญ่กว่า และผู้ลงทุนอื่นที่มีกำลังมากกว่ามีเสียงใหญ่กว่า ขนาดอาเซียนคิดแล้วคิดอีกที่จะสัมพันธ์กับพม่า ไทยประเทศเดียวจะแสดงทีท่าแหวกแนวจากกระแสทั่วไป ก็กังวลเหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะเราไม่มีอำนาจต่อรองแบบเดิม อันนี้วิเคราะห์จากมุมมองของการเป็นรัฐบาลและดูแลประชาชน 60<span> กว่าล้านและเอาทรัพยากรจากพม่ามา ตัวแปรเหล่านี้ต้องเอามาคิด</span></p> <p>&nbsp;</p> <p><b>ขอภาวนาให้การเปลี่ยนแปลงเกิดจากประชาชนให้สมเหตุสมผล</b></p> <p>หลังจากนั้น มีสื่อมวลชนจากนิตยสารสาละวิน ตั้งคำถาม 3<span> ประเด็น ได้แก่ หนึ่ง สื่อเป็นผลพวงของการศึกษาไทยที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในเชิงอคติ ก็ต้องย้อนกลับไปที่ตำราไทย สอง การรายงานสื่อพม่าต้องใช้ภาษามากกว่าภาษาไทย ข่าวในพม่าอยู่ในหนังสือพิมพ์อังกฤษมากกว่าภาษาไทย และสาม พื้นที่ของหนังสือพิมพ์ไทยที่ไม่มีหน้า Regional page มีแต่ข่าวต่างประเทศทั่วไป ส่วนคำถาม คือฟังแล้วดูว่าการเลือกตั้งไม่มีความหวัง ถ้าเช่นนั้น พม่าจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร</span></p> <p>อาจารย์สุเนตรตอบว่า เห็นด้วยกับการศึกษาที่มีอยู่ คิดว่าคนทำงานด้านสื่อมีโอกาสรับสารได้มากหรือเปิดโลกทัศน์ของตัวเองมากกว่าความทรงจำที่มากกว่าตำราเรียน แต่ที่แปลกคือที่เรียนมาไม่จำที่มีใหม่ก็ไม่รู้ เห็นด้วยว่าเราจะต้องรู้ภาษาที่นอกเหนือจากภาษาไทย และภาษาอังกฤษก็จะเป็นข้อได้เปรียบ แต่สิ่งสำคัญคือการตั้งประเด็นที่น่าสนใจไม่เกิด จะเห็นว่าเรามีเรื่องอะไรมากมายนอกประเทศที่น่าสนใจและเราไม่รู้ภาษาของเขา แต่เราก็ทำให้น่าสนใจได้ แต่มันไม่มีประเด็น ซึ่งผมก็หาข่าวจากนิตยสารอิระวดีและสาละวิน โพสต์อยู่ด้วย</p> <p>ส่วนคำถามเรื่องการเปลี่ยนแปลงในพม่า ถ้าพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงในพม่าที่จะเกิด ถ้าเราดูเรื่องการเปลี่ยนแปลง คำถามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นคือ ในเชิงโครงสร้างและไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแล้วไม่เห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ก็คิดว่าอย่ามีความหวังว่าจะเปลี่ยนแปลง ในอีกแง่หนึ่งหลังปี 1990 <span>ถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงภายในพอสมควร แต่ทิศทางการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่รวดเร็วคืออาจจะมีลักษณะ เดิน 2 ก้าว ถอย 1 ก้าว ก็เห็นว่ามีการตื่นตัวพอสมควร เช่น การลงทุน มันมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คำถามคือประโยชน์ที่เกิดขึ้นมันส่งผลกับคนส่วนใหญ่อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ภายใต้ระบบที่เป็นอยู่ ปัจจุบันยังไม่ถึงประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น หลังการเลือกตั้งแล้วจะเกิดอะไร รัฐบาลพม่ามันติดผลจากปี 1990 คือขายสินค้าไม่ได้ มีการคว่ำบาตร เพราะฉะนั้น พยายามที่จะหากลไกลว่าจะเปิดอย่างไรดีถึงได้รับการตอบสนองจากมหาอำนาจกว่าที่ควรเป็น หากจะเปิดมากก็กลัวว่าอำนาจที่มีอยู่จะถูกกัดกร่อน เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว รัฐบาลกลัวการเสียการควบคุมของกองทัพมากกว่า รัฐบาลพม่ากำลังประนีประนอมทั้ง 2 ตัวนี้ สิ่งทีน่าคิดว่าบนเงื่อนไขของการเลือกตั้งว่า พม่าบอกว่า ฉันทำแล้ว ความสำคัญมันจะไม่ได้อยู่ที่เพียงว่ารัฐบาลพม่าลุกขึ้นมารบอกว่าการเลือกตั้ง free and fair แต่ความสำคัญคือต่างชาติที่จะเข้ามาพัวพันกับพม่าอย่างไรหลังการเลือกตั้งมากกว่า คือการตัดสินนั้นเกิดจากกระบวนการหรือผลประโยชน์ ถ้าตัดสินจากกระบวนการก็กลับไปกรอบเดิม หากที่ผลประโยชน์การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจะเกิดขึ้นกับพม่า ขอภาวนาให้การเปลี่ยนแปลงเกิดจากประชาชนให้สมเหตุสมผล</span></p> <p><span style="color: rgb(51, 51, 51);">ต่อมามีผู้ถามว่า ยุทธศาสตร์การสร้างอนุสาวรีย์ระหว่างไทยกับพม่า ไทยก็สร้างอนุสาวรีย์ย่าโม หรืออนุสาวรีย์สามกษัตริย์</span> อาจารย์สุเนตรตอบว่า ตอนนี้ยังไม่เปรียบเทียบกับไทยและพม่า เพราะมันซับซ้อนมาก สิ่งที่ผมทำอย่างเดียวแค่บอกว่าพม่าทำอย่างนี้ ส่วนจะเอาไปบวกกับไทยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กระบวนการสร้างอนุสาวรีย์เป็นเรื่องอำนาจของรัฐในส่วนกลาง น้อยครั้งเป็นเรื่องท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นย่าโม แต่ทำไปแล้วมันประสบความสำเร็จในการผ่าน integration <span>คือคนอีสานไม่ได้รู้สึกว่าไม่ใช่ไทย แต่ย่าโมเป็นฮีโร่ทีเข้ามาผูกพันกับส่วนกลาง ไม่ใช่จบแค่โคราช แต่เป็นขบวนการที่รัฐไทย integrate เข้ามา เป็น กระบวนการรัฐไทยใช้กระบวนการสร้างรัฐโดยดึงฮีโร่ท้องถิ่นเป็นกระบวนการที่ทำมายาวนานควบคู่กับ centralization อย่างกรณีที่ผมให้คำปรึกษาหนังเรื่องนเรศวร ภาคแรกฉายที่ภูเก็ต และก็ตามด้วยภาคสองที่ยังไม่เข้าฉายด้วยซ้ำ แต่คนไปคอยหน้าโรงเต็มไปหมด ในแง่ประวัติศาสตร์พระนเรศวรไม่เคยเสด็จไปภูเก็ต อย่างมากไปตกปลาไกลสุดที่เพชรบุรี อันนี้เป็นความสำเร็จในการสร้างประวัติศาสตร์ ทำให้คนต่างพื้นที่มี memory ชุดเดียวกัน พม่าทำเรื่องนี้มากกับกษัตริย์ทั้ง 3 คนในขณะที่พม่ามีคนต่างกันเยอะมาก ถ้าเช่นนั้นจะให้มอญมารับบุเรงนองง่ายๆ นั้น พูดเป็นเล่นน่ะ</span></p> <p><span style="color: rgb(51, 51, 51);">มีผู้ตั้งคำถามว่า เมื่อมีชนกลุ่มน้อยในพม่า รัฐบาลเขาใช้กระบวนการผ่านการศึกษาด้วยหรือไม่ ถ้ารัฐบาลพม่าเป็นเช่นนี้จะส่งผลต่อคนที่อพยพมาอยู่เมืองไทยหรือไม่</span> อาจารย์สุเนตรตอบว่า รัฐบาลพม่าเป็นคนจัดระบบการศึกษาของชาติ รวมทั้งการศึกษาของคนกลุ่มน้อยด้วย ตำราเรียนไม่ได้แยกใช้ งานวิจัยของนิรัช นิยมธรรม เรื่องมโนทัศน์ทางการเมือง สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน และรัฐบาลพยายามอย่างยิ่งไม่พยายามโปรโมท หรือ belittle <span>ประวัติศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยด้วย เช่น การเรียนภาษาคนกลุ่มน้อยไม่ได้รับการสนับสนุน เมืองพะโคสร้างให้เป็นเมืองพม่าในฐานะที่เป็นบริบททางประวัติศาสตร์ แต่ไม่เห็นในมิติของกษัตริย์มอญหรือถ้าทำก็กลายเป็นแบบพม่า รัฐใช้สื่อการศึกษาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว นอกเหนือจากสื่ออื่นๆ บอกไม่ได้ว่ารัฐทำสำเร็จขนาดไหน แต่ก็ยังไม่สู้สำเร็จนัก เพราะมีความแตกต่างของคนหรือกลไกและความทรงจำที่มีมากมาย</span></p> <p>สำหรับนโยบายของคนย้ายถิ่น ประเทศไทยอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากแรงานพม่า ถ้าเป็นจริงจะเดือดร้อนมาก ปัญหาคือเราไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ปล่อยปละในหลายส่วนในการควบคุม พิทักษ์รักษา เกิดการขูดรีดขึ้นมา เพราะการปล่อยปละลักษณะนี้เอื้อประโยชน์ต่อคนหลายกลุ่ม การขูดรีด การกดแรงงาน ผมคิดว่าเราต้องมาดูระบบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่การส่งกลับพม่า แต่ให้เหมาะสมกับเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ข้อที่สอง เราน่าจะเริมคิดถึงกลไกที่ไม่ให้เกิดการไหลอพยพ ท้ายที่สุดเราจะรับได้แค่ไหน แต่คิดว่าปัจจุบันไทยยังมีระบบจัดการไม่ดี ท้ายที่สุดก็ผลักออกไป พอต้องการก็หลับตาสักข้างก็เอามาใหม่ ปัญหาหลักคือการจัดระบบ แต่การคืนความเป็นคนให้พม่าถือเป็นเรื่องยาก</p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/09/31094#comments รายงานพิเศษ การศึกษา สังคม ขีดเส้นใต้ กองทัพพม่า การเลือกตั้งในพม่าปี 2010 ตานฉ่วย ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์พม่า พม่า เสวนา Tue, 14 Sep 2010 15:05:15 +0000 user8 31094 at http://www.prachatai3.info ลือ ตานฉ่วยถูกนำส่งโรงพยาบาล / พบ HIV ในรัฐคะฉิ่นมีอัตรา 16 เท่า ของทั้งประเทศ http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30586 <!--break--><!--break--><p> <strong>ลือ ตานฉ่วยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อคืนที่ผ่านมา<br /> </strong><br /> แหล่งข่าวในเนปีดอว์รายงานว่า นายพลอาวุโสตานฉ่วย ผู้นำหมายเลข 1 ของรัฐบาลพม่า ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงย่างกุ้งเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อคืนวันพุธ (4 ส.ค.53) ที่ผ่านมา แต่ไม่มีรายงานชัดเจนว่าป่วยด้วยสาเหตุใด </p> <p>ทั้งนี้ มีรายงานว่า&nbsp; ผู้นำพม่าวัย 77 รายนี้พบว่ามีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลนานาชาติ พันหล่าย ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงย่างกุ้งเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่แหล่งข่าวรายงานว่า นายพลอาวุโสตานฉ่วยเข้ารับการรักษาตัว ณ โรงพยาบาลแห่งนี้เพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น และคาดว่าน่าจะออกจากโรงพยาบาลแล้วในเช้าวันนี้</p> <p>ด้านพระสงฆ์ชาวพม่าในอินเดียระบุว่า จากที่ได้พบปะกับนายพลอาวุโสตานฉ่วยที่เยือนอินเดียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคาดว่า ตานฉ่วยกำลังเผชิญกับปัญหาทางด้านสุขภาพ</p> <p>เดือนธันวาคม ปี 2550 ที่ผ่านมา นายพลอาวุโสตานฉ่วยเคยเดินทางไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลในสิงคโปร์นาน 2 อาทิตย์ โดยแหล่งข่าวรายงานว่า ผู้นำรัฐบาลพม่าได้เข้ารักษามะเร็งลำไส้เล็ก แต่มีรายงานในครั้งนั้นว่า ตานฉ่วยปฏิเสธที่จะเข้ารับการผ่าตัดจากแพทย์ ซึ่งแหล่งข่าวเชื่อว่า ตานฉ่วยจะเดินทางไปรักษาตัวที่สิงคโปร์อีก หากอาการป่วยยังไม่ดีขึ้น </p> <p>(ที่มา Irrawaddy 4 ส.ค.53)</p> <p> <strong><br /> พบ HIV ในรัฐคะฉิ่นมีอัตรา 16 เท่าของค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ</strong></p> <p>กลุ่ม NGO เปิดเผยว่า การแพร่เชื้อ HIV มีอัตราเพิ่มขึ้นในเขตควบคุมของกลุ่มหยุดยิงในตอนเหนือของรัฐคะฉิ่น โดยมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้นกว่า 16 เท่าจากค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลถึงการระบาดของโรคเอดส์ในพื้นที่อย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือและแก้ไขอย่างเร่งด่วน</p> <p>นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 รัฐบาลทหารพม่าได้ปฏิเสธหน่วยงานด้านสุขภาพเข้ามาในเขตพื้นที่ที่มีการระบาด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ป้องกันการเพิ่มขึ้นโรคเอดส์ และในปีนี้แผนการช่วยเหลือดังกล่าวก็ถูกระงับ</p> <p>ขณะที่กลุ่ม NGO ในพื้นที่ได้ทำการสำรวจอัตราการติดเชื้อไวรัส HIV ในสองพื้นที่เขตปกครองพิเศษในรัฐคะฉิ่นเป็นระยะเวลานาน 3 เดือน พบว่า 11 % ของประชากรในพื้นที่ทั้งหมดติดเชื้อเอชไอวี</p> <p>จากรายงาน สำรวจขององค์การอนามัยโลก ในปีพ.ศ.2550 ระบุว่า ค่าเฉลี่ยของการติดเชื้อเอชไอวีทั้งประเทศ อยู่ในอัตรา 0.67% หรือ 240,000 คน ของจำนวนประชากรทั้งหมด&nbsp; </p> <p>อย่างไรก็ตาม การสำรวจในเขตปกครองพิเศษแห่งที่หนึ่ง อย่างในเมืองปั่งหว่า ก่ำไปตี และ ซีปวย (Panwa, Kanpitete, Chibway) ซึ่งควบคุมโดย กองทัพประชาธิปไตยก้าวหน้าคะฉิ่น และเขตปกครองพิเศษแห่งที่สองในเมือง ไลส่า และไมจายัง (Laiza, Maijayan) ในเขตควบคุมขององค์กรคะฉิ่นอิสระ (KIO - Kachin Independence Organization) กลับพบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อได้เพิ่มขึ้น&nbsp; </p> <p>เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ KIO ที่ไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า &ldquo;ผลการสำรวจระบุว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานระบบสุขภาพในพื้นที่ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 15-35 ปี เฉพาะในพื้นที่ของเรามีคนเป็นโรคเอดส์แล้วกว่า 500 คน&rdquo;</p> <p>เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวว่า หลังแผนการช่วยเหลือโดยตรงจากภาคNGO เพื่อหยุดการแพร่เชื้อถูกสั่งระงับในปีนี้ ในขณะที่องค์กรด้านสุขภาพกลุ่มต่างๆ ถูกรัฐบาลพม่าเข้มงวดไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ ยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น</p> <p>เจ้าหน้าที่อีกคนของ KIO กล่าวอีกว่า &ldquo;KIO เป็นองค์กรด้านการปฏิวัติ ดังนั้นเราจึงไม่มีงบประมาณพอที่จะจัดการกับปัญหาโรคเอดส์ มันจะดีถ้าหากองค์กร AZG (Artsen Zonder Grenzen องค์กรแพทย์ไร้พรมแดนจากประเทศเนเธอร์แลนด์) สามารถช่วยคนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ แต่ความช่วยเหลือก็ยังไม่เพียงพอ มากไปกว่านั้นรัฐบาลทหารก็ไม่อนุญาตให้ NGO กลุ่มไหนเข้าไปพื้นที่ นอกจากนี้ ในพื้นที่ก็กำลังประสบกับปัญหายาเสพติด&rdquo; เจ้าหน้าที่อีกคนกล่าว&nbsp; </p> <p>ในปี พ.ศ.2551 องค์กร AZG ได้พยายามจะเข้าไปในเมืองไลซา ซึ่งอยู่ในเขตของ KIO เพื่อดำเนินการโครงการป้องกันการแพร่ของโรคเอดส์ แต่กลับถูกปฏิเสธและห้ามดำเนินการจากนายพลอูมิ้น อดีตผู้บังคับบัญชาภาคเหนือ</p> <p>ด้านเจ้าหน้าที่ NGO ในพื้นที่กล่าวว่า &ldquo;ถ้าหากเราลดความพยายามลง สถานการณ์ของโรคก็จะกลายเป็นว่าเลวร้ายมากขึ้น และสถานการณ์ในขณะนี้เรียกร้องให้เราต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อให้ความรู้กับชาวบ้านในพื้นที่&rdquo;</p> <p>อดีตประธาน KIO นาย บลัน เซียง (Bran Saing) ได้ออกมาประกาศว่า หนึ่งในเหตุผลที่ KIO ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่า เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ที่ส่งผลกระทบหนักในพื้นที่</p> <p>&ldquo;เราไม่มีหมอและผู้ที่มีความรู้เรื่องสุขอนามัยเพียงพอ แม้กระทั่งการต่อสู้กับโรคเอดส์ เราก็ทำไม่สำเร็จ&rdquo; เจ้าหน้าที่ KIO กล่าว</p> <p>(ที่มา : Mizzima by Phanida 4 สิงหาคม 2553)</p> <p>&nbsp;</p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30586#comments ข่าว การเมือง คุณภาพชีวิต ต่างประเทศ ตานฉ่วย พม่า รัฐคะฉิ่น สาละวินโพสต์ Thu, 05 Aug 2010 11:21:38 +0000 parid 30586 at http://www.prachatai3.info ตานฉ่วย โกรธรายงานแฉนิวเคลียร์พม่า http://www.prachatai3.info/journal/2010/07/30167 <p>มีรายงานว่า นายพลอาวุโสตานฉ่วย ผู้นำหมายเลข 1ของรัฐบาลพม่า แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมากต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบ โครงการนิวเคลียร์พม่า หลังอ่านรายงานของนายโรเบิร์ต เคลลี&nbsp; อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล (International Atomic Energy Agency-IAEA) ที่ระบุว่า โครงการนิวเคลียร์ของพม่ายังล้าหลังและพม่ายัง ไม่ถือเป็นมืออาชีพในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์&nbsp;</p> <!--break--><!--break--><p> แหล่งข่าวจากเนย์ปีดอว์เปิดเผยว่า หลังอ่านรายงานที่สำนักข่าวเสียงประชาธิปไตย (Democratic Voice of Burma - DVB) นำออกมาเผยแพร่จบ ตานฉ่วยได้แสดงความโกรธและไม่พอ ใจขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นไปได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตานฉ่วยอาจได้รับการรายงานเท็จจาก เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการนิวเคลียร์ โดยเฉพาะจากนายอูเถ่า รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งออกมารายงานก่อนหน้านี้ว่า เป้าหมายโครงการนิวเคลียร์ของพม่ากำลัง ใกล้บรรลุผลแล้ว ซึ่งขัดแย้งกับรายงานของนายโรเบิร์ตอย่างสิ้นเชิง&nbsp; </p> <p>จากหลักฐานอ้างอิงของพันตรีจายเต่งวิน&nbsp; นายทหารวิศวกรที่แปรพักตร์จากรัฐบาลพม่า ในรายงาน Nuclear Related Activities in Burma ของนายเคลลี่ระบุว่า ที่ตั้งซึ่งใช้สำหรับโครงการนิวเคลียร์พบว่า ยังอยู่ในขั้นแรกเริ่มเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่า สำนักงานใหญ่ของโครงการนิวเคลียร์ อย่างน้อยยังไม่พบว่า มีการทดสอบวัตถุหรือระเบิดนิวเคลียร์แต่อย่างใด</p> <p>&nbsp;&nbsp; นาย เคลลี่ระบุในรายงานว่า &ldquo;รัฐบาลพม่ามีความหวังเพียงน้อยนิดเท่านั้น หากคิดจะสร้างพลังงานนิวเคลียร์เอง เพราะมันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มันเป็นงานที่หนักมากที่รัฐบาล จะทำสำเร็จ&rdquo; ขณะที่พันตรีจายเต่งวิน เขียนลงในรายงานด้วยเช่นกันว่า พม่ามีโอกาสเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จกับสิ่งที่กำ ลังแสวงหา&nbsp; </p> <p>&ldquo;การที่พยายามสร้างอาวุธนิวเค ลียร์ นั่นเป็นสัญญาณถึงความสิ้นหวังและความหวาดกลัว&rdquo; พร้อมระบุด้วยเช่นกันว่า โครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลพม่ายังล้าหลังและไม่เป็นมืออาชีพอยู่ มาก (Irrawaddy 30 มิ.ย.53)</p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/07/30167#comments ข่าว การเมือง ต่างประเทศ ความมั่นคง ตานฉ่วย นิวเคลียร์ พม่า สำนักงานพลังงานปรมาณูสากล Thu, 01 Jul 2010 11:26:58 +0000 parid 30167 at http://www.prachatai3.info สรุปข่าวพม่ารอบสัปดาห์ (23 - 29 มิ.ย.53) http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/30159 <!--break--><!--break--><p> <strong>23 มิ.ย.53<br /> &nbsp;<br /> ตานฉ่วยติดโผผู้นำเผด็จการที่สุดในโลก&nbsp;</strong><br /> &nbsp;<br /> นิตยสาร Foreign Policy ตีพิมพ์บทความชี้นายพลอาวุโสตานฉ่วยเป็นผู้นำเผด็จการที่เลวร้ายเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองลงมาจากนายคิมจองอิล ผู้นำเกาหลีเหนือที่ครองอันดับที่ 1 และประธานธิบดี Robert Mugabe ของซิมบับเวที่ครองอันดับที่ 2 โดยในบทความระบุ ตานฉ่วยเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยมแห่งกองทัพพม่า ซึ่งผู้นำรายนี้มักจะจับกุมและกักขังกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล รวมถึงปฏิเสธให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยนาร์กิสเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา <br /> &nbsp;<br /> ทั้งนี้ รูปภาพของตานฉ่วยและผู้นำเผด็จการอีกสี่ประเทศถูกนำขึ้นปกนิตยสาร Foreign Policy<br /> ขณะที่ยังมีรายชื่อผู้นำจากประเทศอื่นๆอีก 23 ประเทศที่ติดโผเป็นผู้นำเผด็จการที่สุดในโลก เช่นผู้นำจากประเทศยูกันดา รวันดา คิวบา จีน อิหร่านเป็นต้น(Irrawaddy)<br /> &nbsp;<br /> <strong>26 มิ.ย.53 <br /> &nbsp;<br /> ผู้ใช้สารเสพติดในรัฐคะฉิ่นยังสูงต่อเนื่อง&nbsp;</strong><br /> &nbsp;<br /> จำนวนผู้ที่ติดยาเสพติดในรัฐคะฉิ่นยังคงสูงต่อเนื่อง เนื่องจากยังพบการปลูกฝิ่นในหลายพื้นที่ในรัฐคะฉิ่น สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office on Drugs and Crime - UNODC) ที่เปิดเผยในปีนี้ว่า พม่าผลิตฝิ่นเพิ่มขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี 2549 ทั้งนี้ พบเด็กนักเรียน นักศึกษาใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในเมืองมิตจีนา เมืองบาหม่อและเมืองมอนยิน รัฐคะฉิ่น มีรายงานว่า นักศึกษายังสามารถหาซื้อสารเสพติดได้ง่ายแม้กระทั่งหาซื้อได้ในห้องเรียน <br /> &nbsp;<br /> ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของสารเสพติดในรัฐคะฉิ่น เป็นเพราะทางการพม่า โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลพม่า ไม่ใส่ใจที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง ขณะที่บาทหลวงในพื้นที่ระบุว่า แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รับข้อมูลว่ามีการซื้อขายยาเสพติดจริง แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมักอ้างว่า ไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด บาทหลวงกล่าว (KNG)&nbsp;<br /> &nbsp;<br /> <strong><span id="1277903578342S" style="display: none">&nbsp;</span>28 มิ.ย.53<br /> &nbsp;<br /> รัฐบาลพม่าห้ามเผยแพร่ข่าวระดับน้ำในทะเลสาบอินเล<br /> </strong>&nbsp;<br /> รัฐบาลพม่าห้ามข้าราชการและประชาชนทั่วไปเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์และระดับน้ำในทะเลสาบอินเล หรือหนองอินเล สถานท่องเที่ยวชื่อดังในเมืองตองจี เมืองหลวงของรัฐฉานให้กับสื่อทั้งในและนอกประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สื่อทั้งในและนอกประเทศได้เผยแพร่ภาพทะเลสาบอินเลที่มีสภาพแห้งขอด รวมถึงเสนอข่าววิกฤติแล้งและการขาดแคลนน้ำดื่มในพม่า <br /> &nbsp;<br /> มีรายงานว่า ขณะนี้ วารสารบางเล่มที่ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการให้ความรู้ในการฟื้นฟูทะเลสาบอินเลได้ถูกทางการพม่าสั่งห้ามตีพิมพ์ ขณะที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบอินเลเองก็ถูกห้ามไม่ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำในทะเลสาบอินเลให้คนภายนอกรู้ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในทะเลสาบอินเล ขณะที่ระดับน้ำในทะเลสาบอินเลล่าสุดพบว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่มีฝนตกเมื่อหลายวันก่อน (Irrawaddy)&nbsp;<br /> &nbsp;<br /> <strong>เตซา เตรียมเปิดสายการบินแห่งใหม่ เลี่ยงการคว่ำบาตรจากสหรัฐ</strong><br /> &nbsp;<br /> มีรายงานว่า นายเตซา นักธุรกิจซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลพม่าเตรียมเปิดบริษัทสายการบินตัวแทนแห่งใหม่ เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐ หลังสายการบินแอร์ปะก่านของนายเตซา ซึ่งขณะนี้อยู่ในบัญชีดำของสหรัฐและหลายประเทศในยุโรปต้องประสบกับปัญหาการโอนเงินและการถูกปฏิเสธในการทำประกันภัย ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก แหล่งข่าวรายงานว่า นายเตซาอดยู่ระหว่างการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทสายการบินแห่งใหม่กับรัฐบาลพม่า โดยนักธุรกิจรายนี้มีแผนเตรียมซื้อเครื่องบินเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับเส้นทางการบินทั้งในและนอกประเทศ<br /> &nbsp;<br /> &nbsp;ทั้งนี้ ธุรกิจของนายเตซาได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกโดยตรง ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดและช่วยเหลือรัฐบาลพม่า และนับตั้งแต่มีการปราบปรามกลุ่มประท้วงรัฐบาลพม่าเมื่อปี 2550 รัฐบาลสหรัฐได้ใช้มาตรคว่ำบาตรกับสมาชิกครอบครัวของนายเตซา บริษัทตู เทรดดิ้ง (Htoo Trading) บริษัทที่มีอิทธิพลในพม่าของนายเตซา และสายการบินแอร์ปะก่าน รวมไปถึงบริษัทของนายเตซาอีกแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ (Irrawaddy)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> &nbsp;<br /> <strong>29 มิ.ย.53 <br /> &nbsp;<br /> DKBA ตั้งด่านไถเงินแรงงานที่ถูกไทยส่งกลับ<br /> &nbsp;</strong><br /> กองพันที่ 999 ของกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธหรือดีเคบีเอ (Democratic Karen Buddhist Army) ซึ่งสนับสนุนกองทัพพม่าตั้งด่านแห่งใหม่ในเมืองเมียวดี ตรงข้ามสะพานมิตรภาพไทย &ndash; พม่า หลังนายกรัฐมนตรีไทยออกมาประกาศเตรียมกวาดล้างแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย มีรายงานว่า แรงงานพม่าผิดกฎหมายเป็นจำนวนมากที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจับกุมได้ถูกส่งตัวมายังด่านแห่งนี้ โดยทหารดีเคบีเอจะเรียกเก็บเงินจากแรงงานคนละ 1,200 บาทเพื่อแลกกับอิสรภาพ มีรายงานว่า ทหารดีเคบีเอสามารถทำรายได้เป็นจำนวนมาก จากการรีดไถแรงงานที่ถูกส่งกลับ <br /> &nbsp;<br /> แรงงานชาวพม่ารายหนึ่งเปิดเผยว่า ทหารดีเคบีเอได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อแรงงานที่ถูกส่งกลับ โดยแรงงานที่ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับทหารดีเคบีเอได้ จะถูกบังคับให้ทำงานจนกว่าจะสามารถหาเงินมาให้กับทหารดีเคบีเอได้ นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่า ทหารดีเคบีเอจะนำตัวแรงงานที่เป็นเด็กสาวไปขายให้กับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ แต่ถ้าหากว่าเป็นเด็กชายจะถูกนำตัวไปเป็นทหารในกองกำลังดีเคบีเอ โดยที่ไม่แจ้งหรือร้องขอเงินค่าไถ่ตัวจากครอบครัวของเหยื่อที่เป็นแรงงานแต่อย่างใด <br /> &nbsp;<br /> เช่นเดียวกับที่แรงงานอีกคนหนึ่งที่เปิดเผยว่า ทหารดีเคบีเอขู่จะฆ่าเขา หากครอบครัวไม่สามารถนำเงินมาไถ่ตัวเขาได้ภายใน 4 วัน โดยระหว่างที่ถูกกุมขัง เขายังถูกทหารดีเคบีเอทรมานและทำร้ายร่างกายอย่างหนัก (Irrawaddy)<br /> &nbsp;<br /> <strong>29 มิ.ย.53 <br /> &nbsp;<br /> จีนกดดันพม่าเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยท่อส่งก๊าซและน้ำมัน</strong><br /> &nbsp;<br /> หลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดในบริเวณเขตโครงการสร้างเขื่อนมิตซง ในรัฐคะฉิ่น จนทำให้มีแรงงานจีนเสียชีวิตไปหลายราย ล่าสุด ทางการจีนกดดันพม่าอย่างหนักให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณท่อส่งก๊าซและท่อส่งน้ำมันในเกาะ Madae รัฐอาระกัน<br /> &nbsp;<br /> &nbsp;ขณะที่มีรายงานว่า ทางการพม่าเองกำลังเร่งสร้างสถานีตำรวจขนาดใหญ่ในพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังวางแผนที่จะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนเกือบร้อยนายไปเฝ้ารักษาความปลอดภัยรอบโครงการท่อส่งก๊าซและน้ำมันในเร็วๆนี้ <br /> &nbsp;<br /> ด้านชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้สึกไม่พอใจกับโครงการท่อส่งก๊าซและท่อส่งน้ำมันของบริษัทจีน เนื่องจากโครงการดังกล่าวสงผลให้ชาวบ้านจำนวน 50 ครอบครัวบนเกาะแห่งนี้ต้องย้ายออกจากบ้านเรือนของตน นอกจากนี้ทางการพม่ายังยึดที่ดินของชาวบ้านบางส่วนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการ (Narinjara)</p> <p><strong>พม่าจัับช้างเผือกได้ในรัฐอาระกัน<br /> &nbsp;<br /> </strong>สำนักข่าวท้องถิ่นจากเมืองมงดอว์รายงานว่า เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ของพม่าสามารถจับช้างเผือกซึ่งเป็นช้างหายากได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ในเขตป่ามะยู เมืองมงดอว์ บริเวณชายแดนทิศตะวันตกของประเทศพม่า<br /> &nbsp;<br /> มีรายงานว่า ช้างเผือกที่จับได้ เป็นช้างพังที่ยังมีอายุน้อย และมีดวงตาเป็นสีขาวไข่มุก ส่วนสีผิวเป็นสีชมพูอ่อน<br /> &nbsp;<br /> กลุ่มเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้ คือผู้ที่จับช้างเผือกได้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอยู่ในป่าลึกใกล้กับหมู่บ้าน ปะเว็ต ชอง (Pawet Chaung) ทางตอนเหนือของมงดอว์ <br /> &nbsp;<br /> โดยเมื่อวันที่ 28 ที่ผ่านมา ช้างเผือกได้ถูกย้ายเข้าไปอยู่ที่ค่ายทหารพม่าในหมู่บ้านNga Khura Nasaka เพื่อเริ่มต้นการฝึกช้าง <br /> &nbsp;<br /> แหล่งข่าวทหารพม่าระบุว่า ช้างเชือกนี้จะถูกนำไปอยู่ที่กรุงเนย์ปีดอว์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า หลังจากที่ผ่านการฝึกในรัฐอาระกันแล้ว 7 วัน<br /> &nbsp;<br /> ครั้ง นี้นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่พบช้างเผือกในพม่าหลังจากที่ ช้างเผือกจำนวน 2 เชือก ก็ถูกจับได้ในเขตเทือกเขาเดียวกันในรัฐอาระกันเมื่อปี 2544 และปี 2545 โดยช้างเผือกทั้งสองเชือกอยู่ในกรุงย่างกุ้ง และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม<br /> &nbsp;<br /> ขณะที่กษัตริย์ในยุคโบราณของพม่า มีความเชื่อว่า ช้างเผือกคือสัญลักษณ์ของความมั่นคงของอำนาจ บารมี และความรุ่งเรือง&nbsp; ดังนั้นการได้ครอบครองช้างเผือกจะยิ่งช่วยเสริมบารมีให้มากขึ้น (Narinjara : By Khaing Khaing Zan 29 มิถุนายน 53)<br /> <strong>&nbsp;</strong></p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/30159#comments ข่าว ต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ ตานฉ่วย พม่า สรุปข่าวพม่ารอบสัปดาห์ Wed, 30 Jun 2010 13:17:44 +0000 wittayakorn 30159 at http://www.prachatai3.info ทหารพม่าสวนสนามวันกองทัพ "ตานฉ่วย" ลั่นพร้อมยุ่งการเมืองทุกเมื่อถ้ามีเสียงเรียกร้อง http://www.prachatai3.info/journal/2010/03/28526 <p>รัฐบาลทหารพม่าจัดสวนสนามเนื่องในวันกองทัพพม่าครบ 65 ปี &ldquo;ตานฉ่วย&rdquo; กล่าวสุนทรพจน์ลั่นทหารพร้อมเข้ามายุ่งการเมืองทุกเมื่อถ้ามีเสียงเรียกร้อง ย้ำไม่วางใจมหาอำนาจภายนอก ขณะที่ยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งที่แน่นอน</p> <!--break--><!--break--><p class="rtecenter"> <object height="385" width="480"> <param value="http://www.youtube.com/v/QYkl3GxfciQ&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" name="movie" /> <param value="true" name="allowFullScreen" /> <param value="always" name="allowscriptaccess" /><embed height="385" width="480" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" type="application/x-shockwave-flash" src="http://www.youtube.com/v/QYkl3GxfciQ&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;"></embed></object></p> <p class="rtecenter"><span style="color: rgb(0, 0, 255);">ข่าวประจำวันที่ 28 มี.ค. 53 ของสถานีโทรทัศน์ MRTV3 รายงานข่าววันกองทัพพม่า ครบรอบ 65 ปี เมื่อ 27 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา</span></p> <p>เช้าวันนี้ (27 มี.ค.) ที่กรุงเนปยีดอว์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า ห่างจากนครย่างกุ้งไปทางทิศเหนือราว 320 กิโลเมตร มีการจัดสวนสนามเนื่องในวัน &ldquo;ตั๊ดมาดอว์&rdquo; (Tatmadaw) หรือวันกองทัพพม่า โดยมีทหารพม่าสวนสนามราว 13,000 นาย</p> <p>โดย พล.อ.อาวุโสตานฉ่วย ประธานสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งนานๆ ครั้ง จะกล่าวสุนทรพจน์ในที่สาธารณะ ได้กล่าวสุนทรพจน์ความยาว 7 นาที เนื้อหากล่าวถึงการเลือกตั้งในพม่า และบทบาทของกองทัพทางการเมือง</p> <p>&ldquo;เรา ทหารพม่าผู้รักชาติ ไม่เพียงปกป้องและป้องกันชาติและประชาชนด้วยชีวิตของพวกเรา แต่เมื่อใดก็ตามที่มีเสียงเรียกร้อง เราก็ยังเข้าไปมีส่วนร่วมและรับใช้การเมืองของชาติ&rdquo;</p> <p>&ldquo;การเลือกตั้งในปีนี้ เป็นการจุดเริ่มต้นของกระบวนการฟูมฟักประชาธิปไตย&rdquo; พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วยกล่าว</p> <p>พล.อ.อาวุโสตานฉ่วย ยังกล่าวแสดงความกังวลหลายครั้งว่าต่างชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตกอาจแทรกแซงการเลือกตั้ง</p> <p>&ldquo;ระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ไม่คุ้นเคย ประเทศซึ่งผ่านประสบการณ์อันสำคัญจากการถูกแทรกแซงและเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ด้วยเหตุผลนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่วางใจต่อมหาอำนาจภายนอก&rdquo;</p> <p>อย่างไรก็ตามในสุนทรพจน์ของตานฉ่วย ยังไม่ระบุวันที่จะจัดการเลือกตั้ง</p> <p>ทั้งนี้พม่าปกครองด้วยรัฐบาลทหารมาตั้งแต่ปี 2505 ขณะที่หลังการต่อสู้ของนักศึกษาในปี 2531 นำมาสู่การเลือกตั้งในปี 2533 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้นพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซาน ซูจีชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย แต่รัฐบาลทหารพม่าไม่รับรองการเลือกตั้ง ขณะที่ปัจจุบันตานฉ่วยเพิ่งประกาศให้มีการเลือกตั้งในปีนี้ แต่ยังไม่ระบุวันเวลาการเลือกตั้ง และมีการออกกฎหมายการเลือดตั้งฉบับใหม่ที่มีผลกีดกันไม่ให้นางอองซาน ซูจี และนักโทษการเมืองกว่า 2,100 คนลงเลือกตั้ง</p> <div class="field field-type-text field-field-feed-pr"> <div class="field-items"> <div class="field-item odd"> ร่วมสนับสนุนประชาไท สมัครรับข่าว SMS ทดลองฟรี 14 วัน เพียง 29 บาท/ด. www.prachatai.com/sms </div> </div> </div> http://www.prachatai3.info/journal/2010/03/28526#comments ข่าว ต่างประเทศ การเลือกตั้งในพม่าปี 2010 ตานฉ่วย พม่า Sat, 27 Mar 2010 10:27:36 +0000 user8 28526 at http://www.prachatai3.info ชาวพม่าขำ ตานฉ่วยสวมบทพ่อพระลดโทษให้ซูจี http://www.prachatai3.info/journal/2009/08/25438 <p>แหล่งข่าวในกรุงย่างกุ้งรายงานว่า หลังจากสถานีโทรทัศน์ของพม่าเสนอข่าวนายพลอาวุโสตานฉ่วยสั่งลดโทษนางซูจีในการพิพากษาที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องตลกในวงน้ำชาและตามท้องถนน โดยถูกประชาชนชาวพม่าวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ตานฉ่วยได้สวมบทบาทเป็นพ่อพระเพื่อให้ได้รับความเห็นใจ</p> <p>ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์พม่าได้รายงานว่า ขณะที่ศาลในเรือนจำอินเส่งกำลังพิพากษาจำคุกนางซูจีเป็นเวลา 3 ปี พลตรีหม่องอูได้เข้ามาในชั้นศาล พร้อมกับอ่านแถลงการณ์ของนายพลอาวุโสตานฉ่วยที่ระบุว่า ในฐานะที่นางอองซาน ซูจีเป็นบุตรสาวของนายพลอองซาน ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่ทำให้พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ จึงขอสั่งให้ลดโทษกักขังนางซูจีในบ้านพักหลังเดิมเป็นเวลา 1 ปีครึ่งแทน<br /> &nbsp;<br /> ในแถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุอีกว่า ไม่มีอะไรสามารถขัดขวางพม่าในการก้าวไปสู่ประชาธิปไตยได้ ซึ่งทันทีที่ประชาชนได้รับทราบแถลงการณ์ดังกล่าวจากสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ต่างก็รู้สึกขบขันกับแถลงการณ์ดังกล่าว<br /> &nbsp;<br /> เจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติขององค์กรเอ็นจีโอแห่งหนึ่งในย่างกุ้งเปิดเผยว่า &ldquo;คนในร้านอาหารทุกคนต่างพากันหัวเราะ หลังสถานีโทรทัศน์รายงานว่า นายพลอาวุโสตานฉ่วยลดโทษให้แก่นางซูจี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่มีการนำเสนอข่าวทางสถานีโทรทัศน์ทันที และประชาชนได้รับทราบเรื่องดังกล่าวโดยตรง&rdquo;<br /> &nbsp;<br /> นักศึกษาในย่างกุ้งคนหนึ่งที่กล่าวว่า &ldquo;ผมเคยได้ยินสื่อท้องถิ่นของทางการที่บอกว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่ &ldquo;บา บา จี&rdquo; (หมายถึงตานฉ่วย) กลับแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า เขาที่สามารถอยู่เหนือกฎหมาย&rdquo;<br /> &nbsp;<br /> ประชาชนจำนวนมากต่างเสียดสีตานฉ่วยว่ากำลังสวมบทบาทเป็นฮีโร่เหมือนในละครทีวีที่สามารถมาช่วยเหลือนางเอกแสนสวยได้ในนาทีสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีเรื่องตลกล้อเลียนรัฐบาลว่า ทางการพม่าท้องถิ่นมีแผนที่จะสูบน้ำในทะเลสาบอินยาออกทั้งหมดเพื่อป้องกันผู้บุรุกว่ายน้ำข้ามทะเลสาบอินยา แต่นายพลอาวุโสตานฉ่วยไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะทำให้นายเน ฉ่วย ทเว อ่อง หลานชายคนโปรดไม่มีสถานที่ขับเรือสปีดโบทได้<br /> &nbsp;<br /> นอกจากนี้ มีสิ่งที่น่าประหลาดใจคือ แถลงการณ์ฉบับเต็มของนายพลตานฉ่วยที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลพม่าได้ลงวันที่เป็นวันที่ 10 สิงหาคม ก่อนวันพิพากษา 1 วัน</p> <p>&nbsp;<br /> .................................................<br /> ที่มา: <a href="http://www.salweennews.org/">http://www.salweennews.org/</a> แปลจาก Irrawaddy 12 ส.ค.52<br /> &nbsp;</p> http://www.prachatai3.info/journal/2009/08/25438#comments ข่าว การเมือง ต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน ตานฉ่วย ประชาธิปไตย พม่า ย่างกุ้ง ออง ซาน ซูจี Thu, 13 Aug 2009 13:20:13 +0000 user13 25438 at http://www.prachatai3.info