บันทึกสีแดง

รูป 1 คนขับรถแท็กซี่เปิดประตูลงมาจากรถขณะติดไฟแดง เพื่อให้กำลังใจพวกเราขณะเดินผ่านแยกประตูน้ำ

รูป 2 สาวสวยมาร่วมเดินขบวนอย่างไม่กลัวร้อนเพื่อประกาศว่าคนกรุงเทพฯอย่างฉันอยู่เคียงข้างพี่น้องเสื้อแดง

 

รูป 3 ถึงไม่ได้ร่วมเดินขบวน แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้

 

รูป 4 รอยยิ้มและน้ำใจเล็กๆน้อยๆระหว่างทางที่มีค่ามหาศาล

 

รูป 5 เสื้อแดงสู้ๆ

 

รูป 6 คุณป้าในรถเก๋งคันโตหยุดรถให้กำลังใจพวกเราและขอใบปลิวไว้ช่วยแจกต่อ

 

รูป 7 อาจารย์ยิ้มเดินรั้งท้ายขบวน แดดร้อนแค่ไหนก็สู้ไม่ถอย

 

รูป 8 ต้อนรับขบวนพวกเราขณะเลี้ยวเข้าหัวมุมสยามฯ

 

รูป 9 บังเอิญเจอกองทัพเสื้อแดงที่วิ่งผ่านอีกฟากถนน ต่างคนต่างดีใจกันใหญ่

 

รูป 10 เริ่มอ่านแถลงการณ์

 

รูป 11 “สยาม”

 

รูป 12 แดงละลานตา

 

รูป 13 ขอใบปลิวด้วยคนค่ะ

 

รูป 14 ผู้คนที่เดินผ่านไปมาบริเวณทางขึ้นรถไฟฟ้า BTS เข้ามาพูดคุยและขอใบปลิวด้วยความสนใจ (สาวสวยสองคนทางซ้ายมือตบมือให้กำลังใจ แต่ตากล้องถ่ายภาพไม่ทัน :P)

 

รูป 15 ป้ายเยินไปหน่อยเพราะกระดาษอ่อน

 

รูป 16 คุณลุง (สอบถามภายหลัง เป็นชาวเยาวราช อายุหกสิบปี เคยรับราชการกระทรวงคมนาคม ทำงานรัฐวิสาหกิจ และปัจจุบันทำงานอยู่โรงงานเอกชน) ซื้อน้ำส้มคั้นขวดมาแจกให้กับผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เคลื่อนขบวนผ่าน โดยมีสาวน้อยใช้มือถือถ่ายภาพ

 

รูป 17 กลับมาซื้อน้ำส้มคั้นเพิ่มเพื่อเอาไปแจกผู้เดินขบวน

 

รูป 18 น้ำส้มคั้นสดๆ ดื่มให้ชื่นใจครับ

 

รูป 19 อีกถุงเลยครับ (โปรดสังเกตแม่ค้าน้ำส้มเดินตามมาตบมือให้กำลังใจเสื้อแดง)

หลังแกนนำเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯเพื่อให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาและปูทางไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ได้มีปัจเจกชนและกลุ่มคนต่างๆ ที่มีฐานะทางสังคมออกมาแสดงความคิดเห็นและคาดการณ์ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือผู้ที่มีบทบาททางสังคมอื่นๆ โดยความคิดเห็นที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลัก และออกโดยสื่อกระแสหลักเองส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่ต่างออกไปจากการออกมาชุมนุมของกลุ่มการเมืองเหลือง-แดงครั้งก่อนๆ กล่าวคือที่ผ่านมาการมีสิทธิในการออกมาชุมนุมหรือไม่ยังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม แต่ในครั้งนี้สิทธิดังกล่าวได้รับการตระหนักมากขึ้นว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนสามารถปฏิบัติได้และได้รับความคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทย แต่กระนั้นสิทธิดังกล่าวก็ต้องมีข้อยกเว้น กล่าวคือต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากการใช้ความรุนแรง

จะเรียกว่าเป็นความฉลาดของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มักอ้างว่า “เป็นรัฐบาลที่เคารพสิทธิมนุษยชนมากที่สุด”และฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ที่หลังการประกาศชุมนุมของเสื้อแดงในครั้งนี้ ต่างพากันหันมาประโคมข่าวให้เห็นว่าคนเสื้อแดงมีสิทธิที่จะชุมนุมได้ แต่เป็นฝ่ายที่มีแนวโน้มว่าจะสร้างความรุนแรงในสังคม ซ้ำยังยกตัวอย่างกรณีเมษาเลือด ซึ่งในความเป็นจริง รัฐบาลยังไม่สามารถหาหลักฐานที่จะนำผู้ตัวผู้ใดมารับผิดได้

ลองยกตัวอย่างการนำเสนอภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงก่อนและระหว่างการชุมนุมปักหลักกรุงเทพฯ หากกูเกิ้ลโดยสุ่มพิมพ์คำว่า “ความรุนแรง”และ “แดง” ข่าวที่ปรากฏส่วนใหญ่มีลักษณะเชื่อมโยงความเป็นไปได้ในการใช้ความรุนแรงเข้ากับผู้ชุมนุมเสื้อแดง อาทิเช่น

“เทพไทระบุทักษิณปลุกม็อบเสื้อแดงให้ใช้ความรุนแรง, รัฐบาลพร้อมรับมือ” (สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) 6 มีนาคม 2553)

“นายกฯรับปากเอกชนคุมเสื้อแดงไร้ความรุนแรง” (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 9 มีนาคม 2553)

“โคทมเรียกร้องรัฐ-เสื้อแดงไม่ใช้ความรุนแรง” (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 9 มีนาคม 2553)

“นายกฯวอนเสื้อแดงชุมนุมอย่าใช้ความรุนแรง” (Nation Channel, 11 มีนาคม 2553)

“ทูตสหรัฐฯออกแถลงการณ์ค้านแดงใช้ความรุนแรง” (คมชัดลึก, 11 มีนาคม 2553)

“รัฐแฉ 4 กลุ่มเสื้อแดงส่อรุนแรง” (โพสต์ทูเดย์, 13 มีนาคม 2553)

“ประชาธิปัตย์เชื่อเสื้อแดงเร่งสร้างความรุนแรงให้เผชิญหน้า” (กรุงเทพธุรกิจ, 15 มีนาคม 2553)

กอ.รมน.หวั่นแดงใช้ขวดน้ำมันสร้างความรุนแรง” (ไทยรัฐ, 15 มีนาคม 2553)

"หมอประเวศ"แนะ"เสื้อแดง"อย่าใช้ความรุนแรง”

“"หม่อมอุ๋ย" ชี้ถ้าม็อบยังชุมนุมอย่างสงบ การลงทุนก็จะกลับมา” 15 มีนาคม 2553

 

ฉะนั้นภาพของเสื้อแดงถูกทำให้เป็นไปในทางลบ หรือจะพูดไปคือการพิพากษาความผิด ตีตราบาปให้กับผู้ชุมนุมเสื้อแดงก่อนที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นจริง!

แล้วผลที่ตามมาคืออะไร? นอกจากการเสนอภาพของผู้ชุมนุมเสื้อแดงในทางลบจะสร้างความหวาดกลัวและความเกลียดชังให้กับคนในสังคมแล้ว ยังเป็นความไม่เป็นธรรมต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ไม่มีทางแก้ข้อกล่าวหาที่ถูกป้ายสีได้เลย ตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุดคือการเหมารวมต่างๆ นานา เช่นว่า คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ไม่พอใจที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงมาสร้างความเดือดร้อนและก่อความวุ่นวาย

ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร ถามตรงๆ ตอนนี้ว่ามีใครสามารถยืนยันเป็นตัวเลขที่แน่นอน มากกว่าการคาดเดาได้ว่ามีคนกรุงเทพฯ (ควรต้องแจกแจงอีกด้วยว่าหมายถึงคนที่เกิดในกรุงเทพฯ หรือคนต่างจังหวัดที่มาตั้งรกรากทำมาหากิน หรือใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ) ที่สนับสนุนคนเสื้อแดงกี่คน? คนที่ไม่พอใจการชุมนุมของคนเสื้อแดงกี่คน? และพลังเงียบกี่เสียง? เป็นใครบ้าง? นอกจากนั้นจะว่าไปแล้ว คนกรุงเทพฯเท่านั้นหรือที่เป็นเจ้าของกรุงเทพฯ? หากลองคิดในอีกมุมหนึ่ง ในเมื่อการรวมศูนย์ของรัฐบาลอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ต่อให้ผู้ชุมนุมต่างจังหวัดไม่อยากเดินทางมาก็จำเป็นที่จะต้องมา

ฉันร่วมชุมนุมเสื้อแดงมาสองวัน ตั้งแต่ 13-14 มีนาคม สิ่งที่ฉันสัมผัสจากการชุมนุมและจากข่าวที่ได้รับ แตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหว เรื่องที่ฉันอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังจึงมาจากสิ่งที่ฉันสัมผัสเท่านั้น ซึ่งตามธรรมชาติเรื่องเล่าจากประสบการณ์ก็มีข้อจำกัดในตัวมันเอง ดังนั้นผู้อ่านพึงต้องระลึกอยู่เสมอด้วยว่ามันไม่สามารถสะท้อน ‘ความเป็นจริง’ ทั้งหมดได้ หากสิ่งนั้นเป็นความคิดเห็น หรือความคาดเดาของฉัน ฉันจะระบุให้ชัดเจนที่สุดเพื่อป้องกันความสับสนกับข้อเท็จจริง

วันที่ 13 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่สองที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงทยอยเดินทางเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ ฉันเดินทางออกจากแต่เช้าเพื่อไปร่วมงานแถลงข่าว จัดโดยเครือข่ายคนเดือนตุลาต้านเผด็จการ ณ อนุสรณ์สถาน 14ตุลา ในที่ประชุมผู้เข้าร่วมซึ่งมีทั้งผู้ที่เคยร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ นักวิชาการ นักศึกษา แรงงาน และผู้ที่สนใจทั่วไปเสนอความคิดที่จะเดินขบวนในวันรุ่งขึ้นเพื่อประกาศว่ามีคนกรุงเทพฯที่ไม่ปฏิเสธการชุมนุมของคนเสื้อแดง และยืนเคียงข้างกับคนเสื้อแดง

หลังจากการประชุมช่วงแรกเสร็จสิ้น ฉันเดินทางไปทำธุระบริเวณเอกมัย ระหว่างผ่านทางฉันแปลกใจมากที่นอกจากจะเห็นว่าพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ชุมนุม วิถีชีวิตบนท้องถนนยังดำเนินไปอย่างค่อนข้างเป็นปกติ ผู้คนทั้งคนไทยและคนต่างชาติยังเดินทางขวักไขว่ เว้นเสียแต่มีตำรวจและทหารยืนประจำการตามจุดต่างๆพร้อมด้วยโล่กำบัง อาวุธปืนและกระบอง และร้านค้าที่ปิดทำการบางร้านเท่านั้น ที่ทำให้ฉันประหลาดใจมากยิ่งขึ้นคือขณะนั่งรถแท็กซี่ผ่านบริเวณถนนเพชรบุรี ฉันเห็นขบวนรถบรรทุกผู้ชุมนุมเสื้อแดงจากต่างจังหวัดแล่นผ่าน โดยผู้คนที่เดินไปมาริมถนนจำนวนหนึ่ง (ส่วนมากสวมชุดพนักงานออฟฟิศ) กำลังโบกมือ ยิ้มแย้มให้กำลังใจต้อนรับผู้ชุมนุม เพื่อนที่นั่งมาในรถพร้อมกับฉันถึงกับเอ่ยปากเสียดายที่ไม่ได้นำกล้องถ่ายรูปติดตัวมาด้วย

ขากลับจากเอกมัยเพื่อเดินทางไปร่วมชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าในตอนเย็น ฉันเห็นการต้อนรับอันแสนอบอุ่นเช่นเดียวกันบริเวณถนนชิดลมเรื่อยมาจนถึงสยามสแควร์ เฉพาะบนสะพานลอยเชื่อมระหว่างสยามสแควร์กับสยามเซ็นเตอร์ผู้คนจำนวนราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบคนพากันโบกไม้โบกมือไม้ให้กำลังใจผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่อยู่บนรถกระบะ เป็นภาพที่หากใครไม่พบเห็นด้วยตนเองยากที่จะเชื่อถือได้

คืนนั้นฉันนั่งฟังแกนนำเสื้อแดงกล่าวปราศรัยบนเวทีบริเวณโลหะปราสาท ไม่ว่าจะเป็นณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และทักษิณโฟนอิน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกครื้น มีการปลุกใจจากผู้ปราศรัยบนเวที พร้อมเสียงตะโกน เสียงตบมือ (และเสียงเท้าตบพลาสติก) เป็นระยะๆ มีแม่ค้าพ่อค้ารถเข็นขายเครื่องดื่มและอาหารให้แก่ผู้ร่วมชุมนุม มีบริการนวดแผนโบราณ ตั้งเต็นท์ขายผลิตภัณฑ์เสื้อแดง เต็นท์รักษาพยาบาล เต็นท์สันติวิธีของคนเสื้อแดง และอื่นๆ โดยรวมแล้วบรรยากาศไม่ได้แตกต่างอะไรสักเท่าไหร่จากครั้งที่ฉันไปสังเกตการณ์ชุมนุมของพันธมิตรฯ บริเวณสะพานมัฆวานฯ เมื่อสามปีก่อน

สิ่งที่ฉันรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษคือความเป็นมิตรของผู้ร่วมชุมนุมเสื้อแดง นอกจากจะแสดงความเป็นกันเองแล้ว ยังสะท้อนความหลากหลายของผู้ชุมนุมที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศอีกด้วย

ฉันได้แลกเปลี่ยนบทสนทนากับลุงคนหนึ่งอายุราวๆหกสิบปีมาจากอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เมื่อรู้ว่าฉันเป็นคนกรุงเทพฯ ลุงถามฉันว่าที่บ้านยอมให้ออกมาชุมนุมหรอ? ฉันหัวเราะก่อนตอบว่า “แม่ไม่รู้” ลุงถามต่อว่า “ที่บ้านเชียร์เสื้อแดงไหม?” นี่ดูจะกลายเป็นคำถามคลาสสิกไปเสียแล้วในสภาวะการเมืองแบ่งขั้วฝังลึกเช่นในปัจจุบัน ฉันตอบว่าครอบครัวของฉัน มีแต่ฉันที่เป็นแดง ส่วนแม่เหลือง(อ๋อย) นอกนั้นน้องๆของฉันสองคนไม่เหลืองไม่แดง ก่อนที่ลุงจะหัวเราะและสะกิดญาติของแกที่นั่งอยู่ข้างๆว่า “ดูสิบ้านนี้ลูกแดงแม่เหลือง บ้านเรา (หมายถึงบ้านของลุง) ลูกเหลือง พ่อแดง” ก่อนจะพากันหัวเราะร่วน ลุงเล่าให้ฟังถึงความคิดทางการเมืองของแกว่าลุง “ก้าวพ้นจากการยึดตัวบุคคล (ทักษิณ) แล้ว” รู้สึกเบื่อหน่ายต่อความเป็นสองมาตรฐานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และต้องการให้มีการยุบสภา แต่ลุงก็คิดว่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะฝ่ายตรงข้ามของเสื้อแดงกลัวว่าจะแพ้การเลือกตั้ง

นี่เป็นความคิดทั้งหมดของลุงที่ฉันไม่ได้ปรุงแต่งแต่อย่างใด มันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าคนที่ฉันรู้จัก หรือเพื่อนบนเฟซบุ๊คที่ฉันไม่เคยพบปะบางคนทำไมจึงรังเกียจคนเสื้อแดงเพียงเพราะความเกลียดชังที่เขามีต่อทักษิณเพียงคนเดียว ฉันนั่งฟังปราศรัยต่ออีกสักพักก่อนที่คิดว่าสมควรแก่เวลากลับบ้านก่อนที่จะดึกเกินไปและคนที่บ้านจะเป็นห่วง

เรื่องมาตรการดูแลความปลอดภัยในวันนั้นถือว่าดีทีเดียว มีการ์ดแต่งชุดดำ ผูกผ้าพันคอสีแดงยืนประจำประตูทางเข้าออกคอยตรวจอาวุธและสิ่งแปลกปลอม ฉันยังได้ยินโฆษกบนเวทีประกาศห้ามร้านค้าที่จะนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาจำหน่ายให้งดเสีย ทำให้ฉันอดนึกไม่ได้อีกเช่นกันว่าทำไมภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงจึงถูกนำเสนอให้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงในสื่อกระแสหลัก

คืนนั้นฉันกลับบ้าน อาบน้ำ และเข้านอนเพื่อออมเรี่ยวแรงสำหรับไปร่วมเดินขบวนคนกรุงเทพฯไม่ปฏิเสธการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเช้าวันรุ่งขึ้น

วันที่ 14 มีนาคม เวลาสิบโมงเช้า ฉันเดินทางไปยังจุดนัดหมายหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์เพื่อเตรียมเดินขบวน ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจาก สนนท. นักกิจกรรมจากพรรคเลี้ยวซ้าย สมัชชาสังคมก้าวหน้า ผู้ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์ 6 ตุลา และปัจเจกบุคคลที่ทราบข่าวจากทางทีวี หรือเว็บไซด์ ประมาณสามสิบคน ฉันต้องสารภาพว่าฉันแอบรู้สึกผิดหวังที่ผู้ร่วมเสนอไอเดียในการเดินขบวนกลับมาร่วมเดินในวันจริงเพียงไม่กี่คน หนึ่งในคนที่มาร่วมเดินท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ คืออาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (รูปที่ 7)

ป้ายที่พวกเราถือมีหลากหลายข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เช่น “Tell the world that we welcome the Red Shirts with great pleasure” “บอกให้โลกรู้ว่าคนกรุงเทพฯยินดีต้อนรับคนเสื้อแดง” “Welcome Red Shirts to Bangkok, my home” หรือ “กรุงเทพฯ เป็นเมืองของทุกคน ยินดีต้อนรับคนเสื้อแดง” เป็นต้น

ขบวนเริ่มออกเดินทางจากราชดำริไปสิ้นสุดที่สยามสแควร์ บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ อากาศร้อนอบอ้าวจนหน้าของฉันและหลายๆ คนแดงกล่ำ แต่กระนั้นทุกๆคนก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส คอยช่วยกันดูขบวนไม่ให้ล้ำออกนอกเลนถนน แจกใบปลิว สลับกันถือป้ายหากใครคนใดคนหนึ่งแขนเริ่มล้า และผลัดกันพูดโทรโข่งให้ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาบนท้องถนนและฟุตบาทได้รับรู้ถึงจุดประสงค์การเดินขบวนของเรา

วันนี้บรรยากาศในเมืองเงียบเชียบ ซึ่งต่างกันลิบลับจากเมื่อวานซืน ฉันคาดเดาเอาเองว่าคนทั่วไปคงกลัวว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากเสื้อแดงประกาศเป็นวันดีเดย์ และสื่อส่วนใหญ่พากันประโคมข่าวให้ระวังความรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว

อย่างไรก็ตามผู้คนที่ผ่านไปมาต่างให้ความสนใจการเดินขบวนของเราพอสมควร บ้างก็หยุดมองแล้วเดินผ่านไป บ้างก็ถ่ายหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพ บ้างก็เข้ามาพูดคุย สอบถาม ฉันเจอพี่คนขับแท็กซี่คนหนึ่งจอดรถถามว่ามาทำอะไร เมื่อได้ใจความปุ๊บ แกรีบต่อสายโทรศัพท์มือถือให้ฉันช่วยรายงานกิจกรรมที่พวกเรากำลังทำอยู่ให้ผู้ฟังรายการวิทยุแท็กซี่ ดูแกตื่นเต้นและดีใจไม่น้อยที่เจอคนร่วมปณิธาณเดียวกัน

เมื่อขบวนเดินมาถึงย่านประตูน้ำ คนส่วนมากที่ออกมาสนับสนุนเป็นคนงานก่อสร้างที่ทำงานอยู่บริเวณดังกล่าว รปภ. คนขับ/กระเป๋า/ผู้โดยสารรถเมล์ และพ่อค้าแม่ค้า แต่ใช่ว่าจะไม่มีชนชั้นกลางในเมืองที่จะไม่เป็นกำลังใจให้

มีคนในรถเก๋งหลายคันทั้งวัยรุ่น วัยกลางคนที่ขับรถผ่านบีบแตรหรือหลี่กระจกรถลง โบกมือเพื่อบอกให้เรารับรู้ว่าเขาเป็นกำลังใจให้ ฉันแอบเสียดายที่ถ่ายรูปคนในรถสปอร์ตหรูและเล็กซัส ไม่ทัน ได้แต่คิดในใจว่านี่ไง! คนร่ำคนรวยที่สนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็มี

วันนั้นฉันรีบกลับบ้านเพื่อที่จะรีบเขียนบทความชิ้นนี้เพื่อหวังให้ผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราวในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งมักไม่ถูกนำเสนอในสื่อกระแสหลักหรือผู้มีบทบาททางสังคมมากนัก การเหมารวมว่าคนเสื้อแดงเป็นคนป่าเถื่อน ใช้ความรุนแรง หรือคนกรุงเทพฯไม่พอใจการชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นความรุนแรงทางความคิดที่ฝังลึกและยากที่จะแก้ไขกว่าความรุนแรงในรูปแบบอื่น เพราะนั่นหมายความว่าเสียงของคนที่มีอำนาจมากกว่าย่อมดังกว่า ในขณะที่เสียงของคนเสื้อแดงไม่มีความหมาย หรือไม่มีแม้กระทั่งตัวตนบนผืนแผ่นดินนี้

ขอทีเถอะผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการใช้สันติวิธี ต้องให้ความเป็นธรรมและไม่มองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนเสื้อแดงด้วย ความรุนแรงไม่ใช่อยู่ดีๆ จะเกิดขึ้นเองได้ นั่นหมายความว่าเมื่อมีความรุนแรง ต้องมีผู้กระทำและถูกกระทำ การเรียกร้องไม่เอาความรุนแรงจึงต้องหาสาเหตุที่มาของการใช้ความรุนแรง การปาระเบิดแล้วมีผู้คนได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรง หากเรายังมัวแต่ดูที่ผลลัพธ์อย่างเดียวเท่ากับเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แล้วต่อไปคำว่า “ประชาธิปไตย” “สิทธิมนุษยชน” และ “สันติวิธี” จะไม่มีความหมายอะไรเลย ถึงป่านนั้นเมื่อคุณต้องร้องหามันเองบ้าง อาจจะไม่มีใครรู้จักมันอีกแล้วก็เป็นได้ หน้าที่ของพวกท่านจึงควรเรียกร้องการไม่ใช้ความรุนแรงควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรม ที่เป็นรูปธรรมและเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยมากที่สุดคือการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

 

ภาพประทับใจอีกภาพน่าจะได้แก่ภ

ภาพประทับใจอีกภาพน่าจะได้แก่ภาพ ตะกวดคลานเข้าประตูกองทหารราบ 11

:)

ใช่ครับ ความเกลียดชัง

ใช่ครับ ความเกลียดชัง ความรุนแรง อคติที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากกระบวนการสร้างโดยสื่อรัฐและเอกชนที่เป็นเครือข่าย เช่น เอเอสทีวี เนชั่น หอยม่วง แทบทั้งสิ้น

บรรณาธิการข่าวน.ส.พ.แต่ละฉบับ ที่ทำตัวเป็นขี้ข้าอำมาตย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงนั้นเสียเอง ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูล ตอบโต้วาทกรรมเหล่านี้ เถิดครับ คนชนบท คนเสื้อแดงก็ "คนเหมือนกัน"

ข้อเขียนอ่านเพลินๆแต่ทำไมถึงช

ข้อเขียนอ่านเพลินๆแต่ทำไมถึงชื่อ'ไอ้ตัวแสบ'
เง็งหน่อยๆเอิ๊กๆๆ

รัฐบาล ทหาร ตำรวจ

รัฐบาล ทหาร ตำรวจ อาจารย์มหาวิทยาลัย เสื้อเหลือง นักธุรกิจ โดยเฉพาะ "สื่อมวลชน" หรือแม้แต่คนที่โอกาสทางสังคมเอื้อให้คุณได้บริโภคทรัพยากรในประเทศไทยนี้อย่างสุขสบาย โปรดตั้งสติและคิดให้รอบคอบว่า
อคติและความชิงชังในบุคคลเพียงคนเดียว ได้ส่งผลให้เรามองเพื่อนร่วมชาติที่มีความเห็นต่างจากเรา ไม่ใช่ "คน" และอาจเกลียดชังโดยไม่เคยมีเรื่องบาดหมางส่วนตัวใดๆมาก่อน และมีความรู้สึกรุนแรงถึงขนาดต้องทำลายล้างหรือไม่?
แมว สุนัข หรือสัตว์เลี้ยงในบ้านของท่านป่วย ท่านรักษา แต่คนที่สวมเสื้อแดงเค้าก็เป็นคนในชายคาบ้านเดียวกับท่าน คือประเทศไทย กำลังมีปัญหา มีความขัดแย้งทางความคิด มีข้อเรียกร้องในสิ่งที่พวกเค้าคิดว่ามีความบกพร่องทางสังคมบางประการที่ต้องการการแก้ไข ซึ่งข้อเรียกร้องอาจมิใช่มีเพียงประเด็นคุณทักษิณ ท่านจะกรุณาคิดและมองอย่างมีเมตตากับคนชายคาบ้านเดียวกันกับท่านได้หรือไม่

ก็น่าเห็นใจกับคราบความรุนแรงท

ก็น่าเห็นใจกับคราบความรุนแรงที่ติดอยู่กับเสื้อแดงชนิดซักไม่ออก
ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าโทษลมฟ้าอากาศ
จงมองย้อนเข้ามาในกลุ่มก้อนของตน
ไครกันที่คึกคนองกระหายเลือด เหมือนขุนศึกที่คิดว่าใกล้ได้ชัยชนะ
ไครกันที่ปลุกเร้าไพร่พลให้กร้าวร้าว เมื่อปีที่ผ่านมา
เลิกโทษคนอื่น แล้วจงเริ่มสำรวจตัวเอง

Kannika Rachaprarop

Kannika Rachaprarop wrote:
ภาพประทับใจอีกภาพน่าจะได้แก่ภาพ ตะกวดคลานเข้าประตูกองทหารราบ 11

:)

อะจร้า....

สอสอฉันเลือกแล้ว

สอสอฉันเลือกแล้ว มีดี
ชนชั่วมาโจมตี ข่มได้
รถถังไล่ราวี ตามฆ่า
นายกเราเลือกไว้ ท่านต้องหนีภัย

การเมืองไทยทั่วผู้ ครองสิทธิ์
เลือกท่านมาทำกิจ ใหญ่กว้าง
ปวงชนป่วยกายจิต ในที่ ใดนา
ดูทั่วทุกทิศสร้าง ส่งให้เทียมกัน

รัฐประหารย่อมได้ ทุรชน
เอาแต่พวกของตน แต่งตั้ง
ขุนดุลย์ท่านสากล กลับชั่ว
ตกอยู่อคติพลั้ง เสื่อมสิ้นยุติธรรม

รัฐธรรมนุญที่ใช้ ทุรกรรม
ตกแต่งสำแดงคำ แบ่งชั้น
สอวอครึ่งไยทำ เสกแต่ง ตั้งนา
อีกกึ่งหันเหกั้น แบ่งให้เลือกเอง

งานกร่อย

งานกร่อย wrote:
ก็น่าเห็นใจกับคราบความรุนแรงที่ติดอยู่กับเสื้อแดงชนิดซักไม่ออก
ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าโทษลมฟ้าอากาศ
จงมองย้อนเข้ามาในกลุ่มก้อนของตน
ไครกันที่คึกคนองกระหายเลือด เหมือนขุนศึกที่คิดว่าใกล้ได้ชัยชนะ
ไครกันที่ปลุกเร้าไพร่พลให้กร้าวร้าว เมื่อปีที่ผ่านมา
เลิกโทษคนอื่น แล้วจงเริ่มสำรวจตัวเอง

เห็นด้วยนะ แต่ยังไงก็แล้วแต่

เห็นด้วยนะ แต่ยังไงก็แล้วแต่ อย่าลืมว่าอาจเป็นเพียงคนส่วนหนึ่งที่ยังควบคุมสติอารมณ์ได้ไม่ดีพอ แต่คนกลุ่มนั้นก็ยังมีส่วนที่ดีอยู่บ้างล่ะนะ คงไม่มีใครในโลกนี้ที่ดีที่สุดและเลวที่สุด สังคมไทยขณะนี้มักมีมุมมองสุดโต่ง ทำอย่างไรดีจึงจะอยู่ในทางสายกลาง มีงานวิจัยมากมายที่ผลการวิจัยระบุว่าสื่อมวลชนมีสักยภาพชี้นำความคิดของประชาชน (เรายังก้าวไม่พ้นยุคของ information society)ขอเพียงสื่อมวลชนแสวงหาข้อเท็จจริงโดยไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินและชี้นำประชาชน ซึ่งคงเป็นงานหนักเกินไป คนยุคใหม่ชอบอะไรที่ง่าย เร็ว และน้อยคนที่จะใช้ความคิดวิเคราะเชิงลึกด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา (พรหมวิหารสี่น่ะ รู้จักไหม คุณสื่อมวลชน) กับทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล เหลือง แดง ทุนนิยม หรือ ประชา(ธิปไตย)นิยม คุณสื่อมวลชนควรภูมิใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองและรีบแก้ไขในส่วนที่พวกคุณกระทำการพลาดพลั้งไปในช่วง7ปีที่ผ่านมา อย่าให้ประชาชนผิดหวังมากไปกว่านี้เลย

*ทั้งแกนนำ และมวลชน

*ทั้งแกนนำ และมวลชน ไม่เพ้อฝัน
ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งสู้ สู่จุดหมาย
ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มิคลอนคลาย
ล้วนแต่ได้ ผลดี ดั่งใจปอง

*หลั่งเลือดเพื่อ ชาติไทย..ดั่งได้คิด
รักษ์ชีวิต มวลชน คนทั้งผอง
ทำเพื่อไทย ใช่เพื่อใคร ได้ไตร่ตรอง
ความรักใคร่ ปรองดอง ต้องเป็นธรรม

*เทเลือดเป็น สัญลักษณ์ สันติวิธี
พร้อมรักษา ชีวี มิถลำ
มีความคิด จิตประเสริฐ แลเลิศล้ำ
สู้อย่างมี สันติธรรม นำธงแดง

*เลือดสีแดง รินไหล ในวันนี้
เพื่อชีวี วันหน้า ที่กล้าแกร่ง
สู้อย่างคน มีสติ มิรุนแรง
ชูธงแดง ขับไล่ อำมาตยา

ที่อุดร ยกขบวนไป ตี

ที่อุดร ยกขบวนไป ตี กลุ่มคนเสื้อเหลือง
เขาพระวิหาร
เมษายน ก่อจลาจลในกรุงเทพ
ล้มการประชุม อาเซียน ที่ ชลบุรี
สื่อมวลชนไม่ได้บอกว่า เสื้อแดง ทำรุนแรง แต่ปรามว่า อย่าให้เกิดความรุนแรง
ครั้งนี้ทำได้ดี ไม่รุนแรง และขอให้อยู่นาน ๆ เพื่อจะได้ตกผลึกความคิด ว่า สิ่งที่เรียกร้อง คือ อะไร ใช่ประชาธิปไตยหรือไม่

ขาก...ถุย..ๆๆๆ

ขาก...ถุย..ๆๆๆ ทักสิน..อำมาตย์

ถ้าคนถูกเจาะเลือด 10 cc.

ถ้าคนถูกเจาะเลือด 10 cc. แล้วเททิ้ง เป็นฮีโร่

แล้วคนที่บริจาคเลือด 500 cc. ทุก 3 เดือนตลอดชีวิต เพื่อยืดชีวิตให้ผู้อื่น จะเป็นอะไร ???
-
-
-

ด้วยความสัตย์จริง ...... ผมบริจาคเลือดมาแล้วมากกว่า 25 ครั้ง

มันถึงทำให้คนที่บริจาคเลือด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รับบริจาคเลือด รู้สึกอดสูกับการกระทำที่เอาเลือดมาทำแบบนี้

a wrote:ถ้าคนถูกเจาะเลือด 10

a wrote:
ถ้าคนถูกเจาะเลือด 10 cc. แล้วเททิ้ง เป็นฮีโร่

แล้วคนที่บริจาคเลือด 500 cc. ทุก 3 เดือนตลอดชีวิต เพื่อยืดชีวิตให้ผู้อื่น จะเป็นอะไร ???
-
-
-

ด้วยความสัตย์จริง ...... ผมบริจาคเลือดมาแล้วมากกว่า 25 ครั้ง

มันถึงทำให้คนที่บริจาคเลือด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รับบริจาคเลือด รู้สึกอดสูกับการกระทำที่เอาเลือดมาทำแบบนี้

10 cc. เป็น ฮีโร่
500 cc. เป็น มัยซิน

FFF FFF ในฐานะ"คนอ่าน" ขอส่งค

FFF
FFF

ในฐานะ"คนอ่าน"
ขอส่งความนิยมมาถึง "ไอ้ตัวแสบ" ผู้เขียน.....

ที่สามารถหลอมรวม "การเป็นผู้สังเกตการณ์" กับ "การเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์" เข้าด้วยกันในอัตราส่วนที่พอเหมาะแล้วนำเสนออกมาเป็น "รายงานภาวะการณ์" ได้ดีทีเดียว......

เรียบง่าย/จริงใจ/และมีชีวิตชีวาของ"ความเป็นมนุษย์สามัญ"อยู่ระหว่างตัวอักษร......

เอาอีก !
เอาอีก !
---------------------------------------
(หยุดอารยะขัดคอชั่วคราว)
FFF
FFF

BBB BBB ถึง

BBB
BBB

ถึง เฮียแนวร่วมนิรนาม.....

" 10cc. เป็นฮีโร่
500cc. เป็นมัยซิน "

มุขนี้
จ๊าบจริงๆ !
ขอชูถ้วยกาแฟคารวะ.......
----------------------------------------

คิกคัก คิกคัก
^_^

BBB
BBB

*ยุบสภา นั่นแหละ

*ยุบสภา นั่นแหละ คือทางออก
อย่าได้หลอก ประชาชน คนส่วนใหญ่
ในระบอบ ประชาธิปไตย
ประชาชน ตัดสินใจ ย่อมยุติธรรม

*เสียงส่วนใหญ่ เลือกพรรคใด ให้บริหาร
เป็นรัฐบาล ปวงประชา อย่าเหยียบย่ำ
อ้างว่าไพร่ ซื้อได้ ใส่ความย้ำ
ชนชั้นนำ นั่นแหละทำ ความอัปรีย์

*อภิชน ล้วนกลัว การเลือกตั้ง
และชิงชัง พวกไพร่ ไร้ศักดิ์ศรี
ปิดกั้นความเสมอภาค ...ยากยินดี
และย่ำยี สิทธิมนุษยชน

*หาทางออก โดยคณะ กรรมการ
ที่มีแต่ เหล่าท่าน บันดาลผล
เป็นทางออก อันคับแคบ ที่แยบยล
ดูหมิ่นชน ส่วนใหญ่ ว่าไพร่เลว

ลองคิดดูว่ามีเหตุผล หรือไม่?

ลองคิดดูว่ามีเหตุผล หรือไม่? ทำไมต้องมีองคมนตรี > ยังจำพฤษภาทมิฬ รสช ได้ไหม > ตอน นั้น ถ้ารัฐบาลเผด็จการ รสช นำโดยบิ๊กสุไม่ยอมเจรจา ไม่เข้าพบในหลวงจะเป็นยังไง > ก็คงฆ่ากันตายเป็นเบือใช่ไหม แล้วใครผู้ใดจะมาทำให้ประเทศสงบสุขได้ ในเมื่อพี่น้องประชาชนไม่มีอาวุธ > พระเจ้าอยู่หัวจึงจำเป็นต้องมีปรึกษาด้านความมั่นคง คนที่คอยสนับสนุนในหลวงในยามประเทศคับขัน และต้องมีทหารที่จงรักภักดีส่วนหนึ่งที่สามารถสั่งการได้ > ท่าน พลเอกเปรม คือ ทหารเอกคนนั้น ดังนั้น ไม่แปลกเลยที่ต้องมีลูกป๋าประจำ อยู่ในกองทหารทั้งสามเหล่าทัพ > หากเกิดเหตุการณ์แบบพฤษภาทมิฬ หรือเผด็จการที่นักการเมืองฮั้วกับทหาร หรือทหารล้วนๆ และกลุ่มนี้ไม่ยอมฟังในหลวง ไม่ฟังพี่น้องประชาชน > เกิด การปะทะระหว่าง ทหารของรัฐกับ ประชาชนโดยตรง > ยังไง ก็ยังมีทหารกลุ่มหนึ่ง หรือทหารลูกป๋า คอยให้การอารักขา ช่วยคานกลุ่มไม่ดี และสนับสนุนพระองค์สู้กับ กลุ่มเผด็จการนั้นได้ ทำให้เผด็จการต้องยอมรับฟังในหลวง ลงจากอำนาจแล้วคืน ประชาธิปไตย ให้พี่น้องประชาชนอีกครั้งได้ > นี่คือเหตุผลที่ทำไม ต้องมีอำมาตย์ คอยคุ้มกันและสนับสนุนในหลวง ของเราในภารกิจต่างๆ และอำมาตย์เหล่านี้ ก็ได้รับการแต่งตั้งและ สามารถปลดโดยพระองค์เอง > *** นี่คือ พระราชอำนาจที่พระองค์ทรงมีอยู่ *** > > วันนี้ ทักษิณพูดชัดเจนออกมาแล้วว่า ไม่ต้องการให้มีอำมาตย์ใดๆอยู่ข้างพระเจ้าอยู่หัวอีกต่อไป ไม่ใช่แค่อำมาตย์เปรมคนเดียวนะครับ > แปล ความหมายก็คือ เขาจะดูแลในหลวงเอง หรือ ถ้าไม่ใช่เขา ก็เป็นนักเลือกตั้งคนอื่นที่เขาบอกเสียงข้างมากจากประชาชน > แล้ว ถ้าวันหนึ่ง คนๆนี้ฮั้วหรือให้ผลประโยชน์ กับผู้นำกองทัพ ซึ่งเขาแต่งตั้งเอง หรือพูดง่ายๆว่าเป็นลูกน้องเขา ก็คือคุมอำนาจทุกอย่างทั้งประเทศไทยได้เลย > เพราะ ในหลวงก็ไม่มีพระราชอำนาจใดๆแล้ว นอกจากลงพระปรมาภิไธยอย่างเดียว > แล้วคนๆนั้นเขาจะ ยังจงรักภักดีต่อในหลวงอีกหรือ พระองค์ไม่มีพระราชอำนาจใดๆเลย > หรือ วันหนึ่ง ถ้าทหารที่คุมกำลังอยู่ อยากเป็นใหญ่ซะเอง ก็ย่อมปฏิวัติเอาคนๆนี้ลงอยู่ดี โดยไม่ต้องฟังอำมาตย์ที่ไหน เพราะอำมาตย์ไม่มีแล้ว > แล้วคุณคิดหรือว่า ประเทศไทยยังจะเป็น ประชาธิปไตย แบบที่คุณต้องการอีก > ดูรัฐบาลทหารพม่าข้างบ้านเป็นตัวอย่างก็ได้ เหมือนๆแบบนี้แหละ > > ##### ทักษิณ กล่าวอีกว่า ต่อไปนี้เราจะเข้าสู่ยุคของประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ไม่มีอำมาตย์มายุ่ง มีแต่ประชาชนกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น @@@ > > คำพูดข้างบนที่หลุดออกมา มันชัดแล้วครับ และก็ อย่าแปลกใจว่า ทำไมเป้าโจมตีเป็นป๋าเปรม สุรยุทธ พิจิตร องคมนตรีด้านความมั่นคงทั้งหมด เพราะสุรยุทธก็เป็นคนหนึ่งที่ทหารทุกเหล่า ทัพให้ความเชื่อถือ อาจจะเป็นตัวแทน ท่านเปรมในการถวายการอารักขา > เป็น ทหารเอกปกป้องสถาบันได้ในอนาคต > ตอนนี้ ทักษิณประกาศชัด ไม่เอาอำมาตย์ หรือองคมนตรีทั้งระบบ นั่นก็คือ ไม่ยอมให้พระราชอำนาจแก่ในหลวงอีกแล้ว > แล้วเขาก็ขายฝันว่า ถ้าไม่มีระบบนี้ ประเทศจะเจริญสุดๆ คุณเชื่อเขาหรือ คนที่เกาะแข้งเกาะขา รสช จนรวยคนนี้ > มัน ชัดเจนแล้วว่า ทักษิณ ต้องการล้มล้างระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตร์ย์ทรงเป็นประมุข > > คำว่าอำมาตย์ทีอ้างตามหลักวิชาการว่า เป็นพวกศักดินา กลุ่มข้าราชการอะไรนั่น > จริงๆแล้ว เป้าหมายก็คือ อำมาตย์องคมนตรีนั่นเอง เขาไม่ต้องการให้มีเกราะป้องกันในหลวง อีก > ถอดหมด แม้กระทั่งให้ ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพ เพื่อสะดวกในการใข้วิชามารล้างสมองให้สถาบันเสื่อมเป็นลำดับต่อไป > > คุณแน่ใจหรือว่า คนๆนี้เขาเป็นวีระบุรุษ ผู้ปลดแอก > ผมแน่ใจว่า เขายิ่งกว่า มากอส รวมกับซูฮาร์โต้และอภิมหาเผด็จการ รวมกันอีก > ดูจากน้ำลายที่เขาพ่น และ ยึดติดในอำนาจ ก็น่าจะรู้ ขายฝัน ชมตัวเองทุกวัน ศาลก็ไม่ดี ใครก็ไม่ดี นอกจากเขาบอกว่า ดีก็ต้องดี > > ผมไม่มีสี ไม่ได้กล่อมให้ใครเชื่อ ไม่จำเป็นต้องเชื่อผม แต่ขอให้คุณหยุดพิจารณาสักนิด ถ้าคุณยังมีสมองของตัวเองอยู่ > อย่ามองแค่ผลประโยชน์ ระยะสั้น มองยาวๆ มองอดีต ดูว่า ตลอดหกสิบกว่าปีมานี้ ประเทศไทยรวมใจมั่นคงเป็นหนึ่ง มีสุขสงบได้เพราะใคร > > ผมบอกได้เลย ประเทศไทยยังไงก็ต้องมีอำมาตย์ครับ ผมต้องการ อำมาตย์ ที่ในหลวงทรงพิจารณาเลือกสรร ด้วยพระองค์เอง ที่คอยเป็นที่ปรึกษา ค้ำราชบัลลังค์ของพระมหากษัตร์ย์ ที่ดีที่สุดในโลกพระองค์นี้ ผมเชื่อใน พระวิจารณญาณของพระองค์ครับ > และ > ผม ไม่เชื่อคำพูดของแค่ เศรษฐีสัมปทานคนหนึ่งมา เล่นการเมืองที่เอาตัวเอง เป็นกฎหมาย เป็นความถูกต้องทุกอย่าง ที่ได้แต่บอกว่า ไม่ต้องมีอำมาตย์ต่อไป เขาจะดูแลในหลวงแทนอำมาตย์เองอย่างดี ผมไม่เชื่อครับ ( ถ้าหากคุณรักในหลวง กรุณาช่วยกันส่งต่อให้มากที่สุด)

FFF FFF เฮียๆเจ๊ๆที่อยากรู้จั

FFF
FFF

เฮียๆเจ๊ๆที่อยากรู้จัก "ป๋าเปรมและองคมนตรี" แบบลึกซึ้งถึงพังผืดชั้นใน
ขอนิมนต์คลิกเม้าส์ฝ่าไวรัสดิจิตัลเข้าไปอ่านได้ที่ :

www.thaienews.blogspot.com

แล้วจะรู้ซึ้งว่า
ทำมั้ยทำไมเฮีย "สาทิด วงศ์หนองใน" กะ "หำใบที่3ของอำมาตย์"
จึงอยากจะปิดเว็บนี้วันละ240ครั้ง ! !

----------------------------------------
FFF
FFF

มารอบนี้แดงอินเตอรไปแล้ว

มารอบนี้แดงอินเตอรไปแล้ว รากหญ้าไม่โง่จริ่งๆ รอบนี้ดีกว่าทุกรอบเลย ทั้งอารม ทั้งความอดทน โดยเฉพราะพ่อแม่พี่น้องที่มาจากที่ราบสูง สุดยอดจริงๆ บางที่ทอทผ้าป่าเลี่ยลายเงินกันมาเลยนะ ที่ราบสูงแถวกรุงเทพฯก็ไม่ยอมแพ้ หยุดขายของแห่ขบวนไปเเป็นแถว ไปด้วยใจจริงๆ ที่สำ๕ญลืมไม่ได้ คุณยายเศียรหน้าเกียมแดด ไปตั้งแต่วันที่ 14 บ้านก็อยู่แค่พระราม4 ไม่ยอมกับบ้านเลย อยู่หน้าเวทีตลอด โกนหัวเป็นดาราหน้ากล้องไปแล้ว ก็ไปให้กำลังใจคุณยายกันหน่อยนะ คุณยายสู้ๆ นะ ไปเอาภาพคุณยายมาลงด้วยนะ

nbMbWj xrVzVZqM

nbMbWj xrVzVZqM