ภัควดี วีระภาสพงษ์: คนเสื้อแดงต้องสร้างโต๊ะเจรจา..และสร้างคู่เจรจาด้วย

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาหลายปีในสังคมไทยครั้งนี้ เป็นความขัดแย้งที่ลงรากลึกอีกครั้งหนึ่งและน่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศไทยจนไม่เหมือนเดิมอีก

การรัฐประหารและการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มักเป็นความขัดแย้งและชิงอำนาจกันเองในหมู่ชนชั้นนำ แต่ความขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้มีความซับซ้อนและกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “กลุ่ม” และ “ชนชั้น” ในประเทศ ความซับซ้อนมีมากถึงขนาดว่า ในการวิเคราะห์ความขัดแย้งครั้งนี้ การใช้มโนทัศน์เกี่ยวกับ “กลุ่มทุน” (ทุนใหม่ vs ทุนเก่า) หรือมโนทัศน์เกี่ยวกับ “ชนชั้น” (ชนชั้นปกครอง vs ชนชั้นล่าง) ก็ไม่สามารถอธิบายได้ถ้วนทั่ว

แต่ในที่นี้เราจะยกเรื่องคำอธิบายออกไปก่อนและหันมาดูการเผชิญหน้าท่ามกลางฝุ่นควันแห่งความสับสนที่ตระหลบอบอวล ในการประลองกำลังของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ฝ่ายชนชั้นนำแสดงแสนยานุภาพที่กอปรด้วยกองทัพ รัฐบาล สถาบันตุลาการและสถาบันทางอุดมการณ์ที่เก่าแก่ของประเทศ โดยมีหุ่นเชิดคือสื่อมวลชนกระแสหลักและเอ็นจีโอบางส่วน ส่วนฝ่ายคนเสื้อแดงนั้น แม้จะมีชนชั้นนักการเมืองและชนชั้นนำบางกลุ่มหนุนหลังอยู่บ้าง แต่กำลังที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวที่คนเสื้อแดงมีก็คือ “จำนวน” คนรากหญ้าจำนวนมหาศาลที่พร้อมจะต่อสู้เพราะพวกเขาสูญเสียไปมากมายแล้ว จนไม่นำพาที่จะสูญเสียอะไรก็ตามที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่

ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่มีทางจบง่าย ๆ อย่างที่ชนชั้นนำหวังไว้และเคยทำได้มาตลอด อุดมการณ์ที่เคยใช้การได้ดีเริ่มตกอยู่ในสภาพผุพัง ความรุนแรงที่เคยใช้ได้ผลก็เริ่มตกยุคสมัย เศรษฐกิจของประเทศไทยผูกพันอยู่ในวงจรโลกาภิวัตน์เกินกว่าจะเพิกเฉยไม่ดูดายมติสากล ชนชั้นนำไทยจำเป็นต้องก้าวออกมาจากความเคยชินของตัวเอง ความเคยชินของการเป็นฝ่ายชนะกินรวบ ความเคยชินของการได้ทุกอย่างและไม่ยอมเสียอะไรเลย

ไม่มีทางที่อยู่ดี ๆ คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะมา “รู้รักสามัคคี” เหมือนในละครไทย สังคมไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความขัดแย้ง เราต้องสร้างโต๊ะเจรจาขึ้นมา โต๊ะเจรจาจะใช้ได้ผล ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายต้องมั่นใจว่า หลังจากนั่งลงเผชิญหน้าบนโต๊ะแล้ว ทั้งคู่จะต้องลุกขึ้นมาได้อย่างมีศักดิ์ศรี ในการเจรจากันนั้น ย่อมไม่มีฝ่ายใดที่ได้ทุกอย่างและเสียทุกอย่าง ชนชั้นนำต้องเรียนรู้ข้อนี้ให้ได้

ตอนนี้คนเสื้อแดงกำลังสร้างโต๊ะเจรจาขึ้นมา โต๊ะเจรจาที่พวกเขาเลือกนำมาใช้คือ การเลือกตั้ง พวกเขายอมถอยก้าวหนึ่งแล้ว โดยเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาและเลือกตั้งบนรัฐธรรมนูญ 2550 แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากกลุ่มเสื้อแดงบางฝ่ายให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ แต่จากข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการนั้น ขบวนการเสื้อแดงยอมถอยให้แล้วก้าวหนึ่ง โดยเรียกร้องแค่การเลือกตั้งบนรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายชนชั้นนำเป็นผู้ร่างขึ้นด้วยรถถังและความรุนแรง

ชนนั้นนำไทยมัวเมาในอภิสิทธิ์ อำนาจ ความมั่งคั่งและเกียรติยศศักดิ์ศรีมาเนิ่นนาน เราจะคาดหวังให้กลุ่มคนแบบนี้ยอมรับการถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเปิดทางให้การเจรจาเกิดขึ้นได้อย่างไร? พวกเขาไม่สามารถทำได้หรอก พวกเขาไม่สามารถแปลงร่างเป็นคู่เจรจาที่ดีได้ หนทางเดียวก็คือ คนเสื้อแดงต้องสร้างให้พวกเขากลายเป็นคู่เจรจาขึ้นมา

วลีที่ว่า “โง่ จน เจ็บ” ที่ชนชั้นนำชอบโยนใส่ประชาชนรากหญ้านั้น ความจริงแล้ว ผู้ที่ “โง่ จน เจ็บ” อย่างแท้จริงคือ ชนชั้นนำไทยต่างหาก พวกเขา “โง่” จนมองไม่เห็นความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไปรอบตัว ยาก “จน” ข้นแค้นทางความคิดและสติปัญญา “เจ็บ” ป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาลชีวิต ใกล้ตายก็ยังไม่รู้ตัว

เมื่อต้องเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามที่ “โง่ จน เจ็บ” แต่กุมอำนาจไว้ในมือเช่นนี้ คนเสื้อแดงจะบรรลุเป้าหมายของตนได้ ก็ด้วยการให้การศึกษาแก่พวกเขาเท่านั้น ฉุดให้พวกเขารอดพ้นจากวังวนของความโง่เขลา ยอมรับความเปลี่ยนแปลงในโลก ยอมสละสูญเสียบางสิ่งบางอย่างบ้าง ก่อนที่จะไม่เหลืออะไรให้สูญเสียอีกต่อไป

เพียงแต่การให้การศึกษาแก่คน “โง่ จน เจ็บ” เช่นนี้ คงไม่อาจสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น การสอนคนโง่ต้องอาศัยความอดทนและการสอนซ้ำซาก ต้องใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง ต้องเพียรพูดย้ำให้ความจริงเข้าหูและเข้าไปถึงหัวใจ

ดังนั้น วันนี้คงไม่ใช่และไม่มีทางเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของคนเสื้อแดง

มันเป็นแค่กระดานดำอีกแผ่นหนึ่งให้คนเสื้อแดงขีดเขียนความจริงสอนเด็กไม่รู้จักโต

วันนี้คนเสื้อแดงได้สร้างโต๊ะเจรจาและนั่งลงที่โต๊ะนั้นแล้ว พวกเขาต้องการลุกจากโต๊ะอย่างมีศักดิ์ศรีและยินดีเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ลุกจากโต๊ะอย่างมีศักดิ์ศรีเช่นกัน ชนชั้นนำไทยจะยอมนั่งลงอีกฟากของโต๊ะเจรจาหรือไม่ หรือคิดแต่จะล้มโต๊ะล้มเก้าอี้ของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว คงไม่มีใครเดาใจได้ ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องใช้บทเรียนอีกกี่ครั้ง กว่าชนชั้นนำจะรู้จักฉลาดและยอมรับว่าโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

คนเสื้อแดงคือครูของกาลเวลา น่าเสียดายที่พวกเขามีนักเรียนที่ไม่ค่อยฉลาดนัก แต่เด็กย่อมมีวันที่ต้องเรียนรู้ เพื่อเติบใหญ่อย่างกล้าแข็ง มิฉะนั้น ก็ต้องฝ่อตายไปตามกาลอันควร

ซาปาติสต้าน่าจะมาดูงานที่ผ่าน

ซาปาติสต้าน่าจะมาดูงานที่ผ่านฟ้านะ คนเสื้อแดงมีกินกันทุกคน ไม่มาสู้ก็มีกินตามอัตภาพ ประชาธิปไตยนี่มีเต็มเปี่ยมไม่ต้องศึกษาไรแล้ว แต่ศักดิ์ศรีความเป็นคนนี่แหละที่ต้องสู้ให้ได้มา เลือดเรายังว่าเป็นเลือดหมูเลือดหมา จะทำลายศักดิ์ศรีความเปํนคนกันไปถึงไหน นะเธอว์

ความจริงที่น่าเศร้าของชาวไพร่

ความจริงที่น่าเศร้าของชาวไพร่แดง อิอิ

http://www.youtube.com/watch?v=bD6QaMuycOQ&feature=related

ภัคควดีครับ.... ผมว่า..

ภัคควดีครับ....

ผมว่า.. พยายามให้แกนนำไพร่เขาตั้งโต๊ะคุยกันเองให้รู้เรื่องเสียก่อนเถิดครับ... แล้วโฟนลิงค์ถามนายฮ้อยให้มันแน่ๆว่าจะเอายังไงกันดี... แล้วค่อยคิดหาวิธีสลายตัวสวยๆให้ได้

รีบๆหน่อยก็ดีนะครับ ประเดี๋ยวมวลชนเบื่อที่จะเป็นไพร่ กลับบ้านหมดแล้วจะไม่เหลือเค้าอะไรไปเจรจากับรัฐบาลเขา...

จะยื้อจะยาวม็อบต่อไปจะได้อะไรขึ้นมา แต่ละกลุ่มแต่ละแกนนำ มีแต่สร้างเรื่องอับอายขายหน้าให้ตัวเอง ทำลายตัวเอง และมีผลถึงภาพพจน์ประเทศชาติไปวันๆ.......

ทักษิณ

ทักษิณ -พี่น้องสู้ๆเพื่อประชาธิปไตยนะครับ
ทักษิณ-ตอนนี้ผมอยู่ที่ยุโรปครับอากาศมันหนาวครับ เมียกับลูกชายผมอยู่สวิสครับ อ๋อลูกสาวผมอยู่ที่เยอรมันนะครับ
ทักษิณ -สู้นะครับพี่น้องอย่าถอย เอาประชาธิปไตยกลับไปให้ได้นะครับ
ทักษิณ- สู้นะครับพี่น้อง ผมกลับไปจะล้างหนี้ให้หมดทุกคนเลยครับ
ทักษิณ-อำมาตย์มันใจดำครับ ปล่อยให้ประชาชนมานอนบนถนนมันไม่เหลียวแลเลยครับ
ทักษิณ-รัฐบาลมันไม่เคารพกติกาของบ้านเมืองครับ
ทักษิณ-ถ้าพี่น้องผมเสียเลือด ผมจะกลับไปเดินนำพี่น้องของผมทันทีเลยครับ
ทักษิณ-พี่น้องครับเราสู้เพื่อความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างคนรวยกับไพร่นะครับ
ทักษิณ-พี่น้องครับอำมาตย์มันปล้นเงินที่ผมทำมาหากินด้วยความบริสุทธิ์ทั้งชีวิตไปครับ
ทักษิณ-รัฐบาลมันใจดำสั่งใช้ความรุนแรงกับประชาชน มันเป็นทรราชย์แล้วครับ
ทักษิณ-คนกรุงเทพฯครับปล่อยให้รัฐบาลที่คอร์รัปชันบริหารบ้านเมืองอยู่ได้อย่างไรครับ

ฯลฯ

ความจริงบทความนี้ก็ดีนะ

ความจริงบทความนี้ก็ดีนะ ประเด็นที่ไฮไลต์หลายอย่าง (เสื้อแดงยอมถอย เรียกร้องเพียงเลือกตั้งใต้ รธน. รัฐประหารที่ใช้ความรุนแรงแล้ว ฯลฯ)

แต่ออกจะตลกๆอยู่หน่อยตรงที่ ขึ้นต้นว่า

"ในการวิเคราะห์ความขัดแย้งครั้งนี้ การใช้มโนทัศน์เกี่ยวกับ “กลุ่มทุน” (ทุนใหม่ vs ทุนเก่า) หรือมโนทัศน์เกี่ยวกับ “ชนชั้น” (ชนชั้นปกครอง vs ชนชั้นล่าง) ก็ไม่สามารถอธิบายได้ถ้วนทั่ว"

(ซึ่งผมเห็นด้วยนะ)

แต่ส่วนที่เขียนส่วนใหญ่ กลับเขียนในกรอบ "ชนชั้นนำ" ฯลฯ

อันที่จริง ส่วนหล้งนี้ ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงมโนทัศน์เรื่องนี้ (คือทำตามทีเขียนเสนอไว้ดีแล้วตอนต้น) ก็ได้

เมื่อก่อนไม่เห็นเรียกร้องรัฐบ

เมื่อก่อนไม่เห็นเรียกร้องรัฐบาลทักษิณและนอมินีให้ตั้งโต๊ะเจรจากับพันธมิตรฯเลย ทั้งที่เหตุผลในการชุมนุมของเสื้อแดงไม่มีเลย นอกจากที่อ้างบนเวทีว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่จริงๆแล้วสู้เพื่อทักษิณ

แถมไม่รู้จะตั้งโต๊ะเจรจาทำไม เพราะบทความของเจ๊บอกอยู่แล้วว่า ให้ยอมรับเงื่อนไขยุบสภา สงสัยคงคิดว่าเมืองไทยเป็นนิการากัวถึงได้ขู่กรรโชกกันอย่างนี้ เอิ้ก เอิ้ก

รัฐบาลเขาเป็นต่อ

รัฐบาลเขาเป็นต่อ เขาจะเจรจากับคุณทำไม / ผู้แพ้ย่อมไมมีสิทธิยื่นข้อเสนอ เราเชื่อมั่นว่าการต่อสู้ด้วยวิธีการสันติ เป็นวิธีที่ดี แต่ไม่น่าจะทำให้ผู้มีอำนาจสนใจหรือกระทบกระเทือนได้หรอก / ชุมนุมอีกซักกี่ครั้งก็แพ้

***ตั้งโต๊ะเจรจา

***ตั้งโต๊ะเจรจา ยังกับการเมืองระหว่างประเทศ อะไรจะขนาดนั้น

***ปัญหามันไม่ได้ซับซ้อน เสื้อแดงเขาแค่ให้ยุบสภา ประชาชนตัดสินใจใหม่ โต๊ะเจรจาพูดกันไม่ได้ เพราะจุดยืนมันชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่าย ยุบ? ไม่ยุบ

***ภาคต่อไปนี้ เป็นภาคบังคับให้ยุบ โดยเรียกร้องมติมหาชน ให้ออกมาสนันสนุน มันผ่านขั้นเจรจาแล้ว เจรจาให้เสียเวลา จนหมดอายุรัฐบาล ก็สบายรัฐบาลไป

การให้การศึกษา

การให้การศึกษา ผมว่าควรทำทั้งไพร่ ทั้งชนชั้นกลางนะ
ในกลุ่มเสื้อแดงเอง มีหลายสิ่งที่ต้องทบทวนเช่นกัน...หากการเรียนรู้ยังอยู่ที่ "แกนนำ" จะให้รู้อะไร เราจะมั่นใจในพลังของคนรากหญ้าได้อย่างไร การยกระดับจากเชิงปริมาณไปสู่คุณภาพ คงมิใช่การชี้นำภายในสถานการณ์สู้รบ การต่อสู้่ระยะยาวไม่ควรฝากไ้ว้ที่แกนนำหรือนักการเมือง ผมไม่เชื่อมัี่่นกับคนกลุ้มนี้ว่าจะมีน้ำใสใจจริงต่อประชาธิปไตย

แล้วยุทธวิธีแปลกๆ อิงพิธีกรรม ไสยศาสตร์ จะยิ่งทำลายหรือสร้างความสับสนว่าเรากำลังทำอะไร ไม่เห็นจะเป็นผลดีต่อการยกระดับการต่อสู้่เพื่อประชาธิปไตยตรงไหน หากเชื่อยุทธวิธีเช่นนี้ คงอีกนานกว่าจะปลดปล่อยคนรากหญ้าให้มีพลัง "ตื่นรู้" ด้วยตนเองในระยะยาว

ส่วนชนชั้นกลาง(ความจริงไม่อยากใช้คำ่ว่าชนชั้นเลย เพราะมันอธิบายได้ไม่ครอบคลุมจริงๆ) จำเป็นที่จะต้องมีวิธีการดึงเขาเข้าสู่มโนทัศน์ใหม่(หากมันมีจริง) แต่มันจะทำได้ยา่กในกรณีของเสื้อแดง อันเนื่องจากฐานคิดที่สลับข้างกันนั้น หากเอียงไปทางรากหญ้ามาก เราก็ไปไม่ถึงชนชั้นกลางที่ว่า เช่นเดียวกับที่ชนชั้นกลาง(รวมถึงเสือ้เหลือง/ปชป)ไม่สามารถเข้าถึงรากหญ้าได้เท่ากับคนเสื้อแดง ต่างฝ่ายต่างยึดกุมกลุ่มของตนมากเกินไป ใช้แนวคิดเดียวกันไม่ได้ในแต่ละกลุ่มคน

ผมว่าเรายังไปไม่ถึงความเท่าเทียมเลยนะ ทุกอย่างยังผ่านระบบตัวแทนทั้งนั้น เปลี่ยนแต่เปลี่ยนข้าง เปลี่ยนขั้ว ประชาชนยังเป็นแค่เครื่องมือให้ทุกฝ่ายอยู่ดี

ในสงครามใดๆ

ในสงครามใดๆ การตัดสินใจนั่งโต๊ะเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันแล้วว่า ไม่มีฝ่ายใดสามารถจะชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือคิดว่ากว่าจะชนะได้จะต้องมีการสูญเสียมากกว่าสิ่งที่จะได้จากการชนะสงคราม จึงจะนำไปสู่การเจรจาหย่าศึก

แต่ศึกครั้งนี้ ฝ่ายอำมาตย์ไม่ได้คิดเลยว่าตนอาจจะเป็นฝ่ายแพ้ (หรือเรียกว่าปิดประตูแพ้ไปแล้ว) ดังนั้นเรื่องการเจรจา ไม่อยู่ในกบาลของอำมาตย์แม้แต่น้อย คิดแต่ว่าจะหาทาง"เผด็จศึก"อย่างไร จึงจะเร็วที่สุด หลังปล่อยให้พวกแดงด่าฟรีมานานแล้ว

ดังนั้น สิ่งที่คุณภัควดีหวัง คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน

ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับบทความนี

ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับบทความนี้
แต่ผู้เขียน และที่เห็นจากหลายบทความ ประเมินกลุ่มคนเสื่อแดงต่ำไป
ในทางเศรษฐกิจคิดว่ากลุ่มคนเสื้อแดง จนเหลือเกินเป็นผลให้มักจะคล้อยตามว่าต้องอาศัยเงินใครมาชุมนุม แต่ความเป็นจริง จนโดยเปรียบเทียบกับเสื้อเหลืองและอำมาตย์ หลายเท่า แต่ก็ทำมาหากินช่วยตัวเองได้ เข้าใจระบบการค้าพอสมควร จึงรู้ว่าตัวเองถูกเอาเปรียบ เช่นวงการข้าว เป็นชาวนา ขายข้าวไม่รวยสักที แต่ทำไม ผู้ส่งออกรวย หลายตระกูลเศรษฐีใหญ่ รวยมาจากค้าข้าว แสดงว่าส่วนต่างกำไรมี แต่ไม่ถึงมือชาวนา เสื้อแดงจำนวนไม่น้อย เป็นพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย กลาง

ในทางการเมือง ผมว่าพวกเขา อยู่ระดับ มัธยมปลายแล้วไม่ใช่ ระดับประถมต้น

คงจะยากแล้วแหละ

คงจะยากแล้วแหละ เพราะแกนนำคนเสื้อแดง เขาคิดว่า เขาโดนเหยียบหัวและโดนเอารัดเอาเปรียบทุกอย่าง
แล้วจะขอเจรจาด้วยเนี่ย มันเป็นไปไม่ได้แล้วละครับ

สิ่้งหนึ่งที่ได้บทเรียนในสังคมไทยก็คือ ... เมื่อประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภา แต่รัฐบาลเมินเฉย ประชาชนก็เหนื่อยล้า
และก็ย่อมเกิด อารมณ์รุนแรงอยากให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง ในสิทธิที่ตนพึงมีพึงกระทำได้ในรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลก็มองกลุ่มผู้ชุมนุมว่า เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และคิดว่าตนเองไม่ผิด และก็อาจใช้อำนาจรัฐในการสลายการชุมนุม
เพราะว่าตนเองได้ประโยชน์ ไม่อยากลงจากอำนาจ เป็นอย่างนี้กันเรื่อยมา

เลือดไม่ตก ยางไม่ออก ไม่มีทางยอมกัน และที่สำคัญ ประชาชนล้มตายกันทีไร ไม่เห็นมีใครรับผิดชอบ
ลอยหน้าลอยตากันในสังคม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชีวิตประชาชนไม่มีค่าแก่การเหลียวแลเลยหรือไร

หากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมขอให้เสนอ วิธีการหรือเงื่อนไข ที่จะทำให้
รัฐบาลต้องยุบสภา เช่น
1. จำนวนประชาชนมาเรียกร้อง ครบจำนวนที่กำหนด รัฐบาลต้องยุบสภา อย่างไม่มีเงื่อนไข
2. ประชาชนมีความแตกแยกกันอย่างรุนแรงในสังคม รัฐบาลไม่สามารถ รวมใจประชาชนให้ยอมรับได้
3. รัฐบาลไม่สามารถดำเนินงานให้บรรลุผล ตามนโยบายที่ให้ไว้ได้ ภายในระยะเวลา ที่กำหนด

นี้เป็นตัวอย่างแนวความคิดเท่านั้น ในรายละเอียดอาจมีมากกว่านี้ และผมว่าน่าจะเป็นกติกา
ที่ช่วยให้เป็นทางออกของสังคมได้ ในอนาคต

เพราะเราจะไปหวังกับ "...สำนึก และความรับผิดชอบ ที่มีสูงกว่าคนธรรมดา ของนักการเมือง... "
อย่างที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวไว้ คงไม่ได้อีกต่อไป เพราะเขาเองก็เป็น โมฆะบุรุษ พูดจาอะไรเชื่อถือไม่ได้ อีกต่อไป

………………………………………......สายธารศึ

………………………………………......สายธารศึก........................................

........ในต่อสู้มีศิลปะยุทธศาสตร์.................เชิงอำนาจมีขลาดและมีเขลา

ในท่ามกลางคนกล้า.....ท้าทายเงา..............ทะมึนเฝ้าเราอยู่รู้เท่าทัน

ทุกยุทธวิธีจี้ใจชน....................................ไม่ฉ้อฉลคนตรงอย่าหลงขั้น

ความจริงใจใสซื่อถือสัตย์นั้น..................เป็นเกราะกั้นอันตรายเป้าหมายมาร

การทำศึกสร้างประชาธิปไตย....................ต้องเข้าใจในเงื้อมเงาเป้าสังหาร

อำมาตย์อำมหิตติดสันดาน.......................เรื่องชนะคะคานงานหลักมัน

จะต้องเจอเล่ห์หลอกอันกลอกกลับ..............ชำนาญลับลวงพรางช่างเย้ยหยัน

ประวัติศาสตร์ธรรมดาสามัญ......................ที่คนชั้นไพร่พลผจญไป

.........ในกระแสต่อสู้ครูบอกสอน................มีลุ่มดอนก่อนชนะทุกสมัย

สู้เพื่อความยุติธรรมจะนำชัย...................เสียงส่วนใหญ่คือไพร่ฟ้าประชาชน.

ปัญหาของสังคมในตอนนี้ ก็ืคือค

ปัญหาของสังคมในตอนนี้
ก็ืคือคนที่เอาทักษิณ กับคนที่ไม่เอาทักษิณ
คนที่เอาระบอบอำมาตย์ กับคนที่ไม่เอาระบอบอำมาตย์

ต่างคนก็ต่างเห็นว่าของตนดี และต่างคนก็่ต่างมองว่าอีกฝ่ายไม่ดี

ฝ่ายเสื้อแดงก็มองว่า รััฐบาลที่เขาเลือกมาโดนรังแก และต่อต้านการรัฐประหาร

ฝ่ายเสื้อเหลือง ก็กล่าวหาว่า ทักษิณ โกงชาติ โกงแผ่นดิน ขณะที่ ฝ่ายเสื้อแดงก็บอกว่า อำนาจรัฐที่ได้มาจากรัฐประหาร
ตั้งคนของตนที่มีอคติเข้าไปในองค์กรอิสระ ชงข้อมูลไม่เป็นธรรม ให้ศาลตัดสิน และอ้างว่า ศาลถูกครอบงำโดยระบอบอำมาตย์

ต่างคนก็ต่างเชื่อในสิ่งที่ตนเองเชื่อ และไม่ยอมกัน

ดังนั้น เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้ ในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่ต้องการการรัฐประหารอีกต่อไป จึงขอเสนอให้
UNDO Thailand

1. รัฐบาลยุบสภา จะโดยการประกาศเอง หรือ โดนกดดันให้ยุบก็แล้วแต่
2. ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540 เพราะทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งที่สุด
3. นิีรโทษกรรม ให้ทุกฝ่ายที่เคลื่อนไหวทางการเมือง คดีต่างๆ ที่เกิดจากการดำเนินการสมัย คมช. ให้ยกเลิกทั้งหมด
4. ให้มีการเลือกตั้งใหม่ และให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข
5. ให้มีการเสนอรายชื่อ ศาลที่จะตัดสินคดีต่างๆ ที่กล่าวหาทักษิณใหม่ที่ไม่ใช่คณะเดิมและทุกฝ่ายเชื่อถือ
6. ให้ พตท. ทักษิณ มาขึ้นศาลเพื่อแก้ข้อกล่าวหา หากเขาไม่ผิดกฎหมาย ก็คืนทรัพย์ทั้ังหมดให้เขา
7. สื่อไหนที่ให้ข้อมูลเท็จต่อประชาชน นักการเมืองที่ให้สัมภาษณ์ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นโดยขาดหลักฐานขาดความรับผิดชอบ
ต้องถูกดำเนินคดี และต้องป่าวประกาศให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริง ถึงการนำเสนอที่ผิดไปจากความจริง
8. มีกฎหมายห้ามผู้ที่ไม่ใช่รัฐบาล เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการให้คุณให้โทษข้าราชการ เพราะจะเป็นการซ้อนอำนาจรัฐบาลที่มีจากประชาชน
9. ต่อไปนี้ ใครกระทำการรัฐประหาร หมายถึงโทษประหารชีวิต เพราะการใช้ความรุนแรงมิได้ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะย้อนไปในยุคแ่ห่งการใช้กำลังกัน ใครมีกำลังเหนือกว่า ก็เอาเปรียบผู้อ่อนแอกว่า ต้องเคารพกฏหมายกัน บ้านเมืองจึงจะสงบ

อำนาจต่างๆ ที่ศาลมีอยู่ควรจะนำพาไปสู่ความยุติธรรมและเพื่อความสุขสงบในบ้านเมือง
มิใช่สร้างความวุ่นวายให้เกิดเพิ่มขึ้น

รัฐบาลต่อไปนี้ จะต้องแข่งขันกันสร้างคุณประโยชน์ให้กับประชาชน ให้มีความกินดีอยู่ดี มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
มีคุณภาพชีวิตที่ดี เศรษฐกิจดี หากทำไม่ได้ ปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน แก้ปัญหาสังคมไม่ได้ ต้องยุบสภาทันที

หรือคิดอีกแบบหนึ่ง ก็คือ ยกเลิกการยุบสภา ทุกคนไม่ต้องออกมาเคลื่อนไหวกดดัน รัฐบาล
แต่ประชาชนต้องอดทน รอให้อยู่ครบเทอม เพื่อที่จะตัดสินกันใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
รัฐบาลจะทุจริต จะบริหารประเทศดีหรือไม่ดี ก็ต้องอดทนรอ และก็รอเช็คบิลกันหลังจากที่รัฐบาลลงจากอำนาจแล้ว
ตามกระบวนการยุติธรรม

รอยยิ้มข้างทาง กับเสียงโห่ร้อ

รอยยิ้มข้างทาง
กับเสียงโห่ร้องสนับสนุน คนเสิ้อแดงที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลอำมาตย์ ตลอดรายทาง วันที่เดินทางไปราบที่๑๑

http://www.oknation.net/blog/katcharit/2010/03/15/entry-1

*ทุกทุกสิ่ง จริงแท้

*ทุกทุกสิ่ง จริงแท้ แลจริงใจ
แต่จะเชื่อ หรือไม่ ไร้ปัญหา
ทุกคนล้วน มีสมอง ตรองปัญญา
มีหูตา รับรู้ ดูเองเป็น

*สละเลือด ต่อสู้ ชูสัญลักษณ์
แจ้งประจักษ์ จริงใจ ได้รู้เห็น
เพื่อทักษิณ หรือไม่ ใช่ประเด็น
จุดมุ่งเน้น เพื่อประชาธิปไตย

*อย่างสงบ สันติ อหิสา
มีคุณค่า มีปัญญา อย่าสงสัย
สู้ขับไล่ รัฐประหาร ที่ผลาญไทย
ให้หมดสูญ สิ้นไป จากแผ่นดิน

*ถึงจะเป็นเลือดไพร่...ไม่ไร้ค่า
สูงราคา ต่อรอง สนองผล
เลือดแห่งสันติธรรม นำมงคล
เพียงเริ่มต้น การก่นล้าง รัฐบาล

*ยิ่งนานวัน มั่นใจ ในเหตุผล
หมู่มวลชน ยิ่งมา อย่างกล้าหาญ
จะยืดเยื้อ ต่อสู้ อยู่ยาวนาน
ตราบจนเหล่า อันธพาล จะวอดวาย

เมื่องสมัยสงครามเวียตนาม

เมื่องสมัยสงครามเวียตนาม

การรบระหว่างอเมริกา กับ เวียตนาม

ในสมัย ป.จอห์นสัน 1965-1968

ได้มีการเจรจากันหลายครั้งหลายคราว

เพื่อหาทางยุติสงครามบ้าคลั่งแห่งศตวรรษ

อเมริกาจะเจรจาครั้งใดก็สงสัญญาณโดยการหยุดทิ้งระเบิด

เวียตเหนือก็ส่งกำลังเสริมเข้าใต้

ในที่สุดเวีจเหนือตั้งข้อเจรจาเพียง 4 ข้อ
1. ไอ้กันออกไปให้หมด
2. ต้องรวมประเทศ
3. เวียตกงต้องร่วมเจรจา
4. เปิดการเลือกตั้งใหม่

ไอ้กันตั้งมา 16 ข้อ
หนึ่งในสิบหก เวียตใต้ต้องเป็นอิสสระ

มันจูนอย่างไรก็เข้ากันไม่ได้

สิ่งหนึ่งคือทั้งสองไม่มีการทูตต่อกัน

การติดต่อต้องผ่านประเทศที่สามคือ จีน และ รัสเชีย

แล้วมันจะสำเร็จได้อย่างไร

ก็ทิ้งระเบิดเข้าไปตั้ง 14 ล้านตัน

คนตายไป 4 ล้านคน บาดเจ็บ 4 ล้าน

บรรลัยโลก

นี่แหละเจรจาไม่ตกลง

ก็เลยเอาโมหะเข้าใส

คนแพ้ก็เสียประวัติศาสตร์

คนชนะก็บ้าคลั่ง

จะสู้จนไม่มีคนเหลือในแผ่นดินก็เอา

แล้วรัฐบาลจะเจรจากับเสื้อแดงหรือไม่

มัวพูดกันไม่รู้เรื่อง

ตายเป็นตาย

ก็เมื่อคืนฝันไปว่า

พระสยามเทวาสั่ง

ให้ท่านเปรมลาออกไปนออกประเทศ

นายกออกนอกประเทศ

ไอ้แม้วหยุดการเคลื่อนไหว

ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

สั้นๆแบบนี้

เลือกตั้งใหม่ ปชป มีสิทธิได้คะแนนนำ

เสื้อแดงก็ต้องยินยอม

ใครๆก็เชื่อนับถือพระสยามเทวา

ไม่เชื่อไปถามท่านเปรมซิ

เอาด้วยแน่ๆ

ต้องบอกว่ามาร์คไม่เอาไหน

ต้องบอกว่ามาร์คไม่เอาไหน หน้าด้านไปก็ดับอนาคตตัวเอง เป็นได้แค่หอยสองอ้ะ ไม่ยอมทำตัวเป็นผู้นำของชาติเลย นำรัฐนาวาไปล่มชัวร์

นายกส่งสัญญาณมาแล้ว จะเจรจากั

นายกส่งสัญญาณมาแล้ว

จะเจรจากับพวกอำมาตย์เท่านั้น

ประเภทพูดจาภาษาไพร่ เช่น

จะเอาเลือดหัวนายกมาล้างเท้า

อย่างนี้ไม่เจรจาด้วย

แล้วภาษาโฆษกมหาอำมาตย์ก็ต่อว่า

เลือดพวกเสื้อแดงแยกยากจากเลือดสัตว์

นี้ก็ภาษาแปลยากอีก

เอาเป็นว่าไอ้สัตว์ก็แล้วกัน

จะล้มวัวแต่เสียดายเกลือ

ชาติกำลังวอดวาย

ห้ามใช้คำด่า ห้ามใช้คำน่าเกลียด

ช่างเซ็นซิตีฟจริงๆ

ผู้ดีอังกฤษ

Fuck แม่ง

ปัญญาแค่นี้จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างไร

เลือกคนผิดแล้ว

ท่านอำมาตย์ใหญ่

*อย่างสงบ สันติ

*อย่างสงบ สันติ อหิงสา
มีคุณค่า มีปัญญา อย่าสงสัย
สู้ขับไล่ รัฐประหาร ที่ผลาญไทย
ให้หมดสูญ สิ้นไป จากแผ่นดิน

*พลเมืองสามัญ...นั้นคือไพร่
พจนานุกรม เขียนไว้ ใครดูหมิ่น
เป็นเจ้าของ อธิปไตย ใช่เล่นลิ้น
เป็นเจ้าของ แผ่นดิน ที่แท้จริง

*ไพร่ต่อสู้ เชิดชู ประชาธิปไตย
เลือกรัฐบาลของไพร่ ให้ใหญ่ยิ่ง
ขอให้ไร้รัฐประหาร ผลาญช่วงชิง
ความเท่าเทียม คือสิ่งที่ต้องการ

*ถึงสู้นานเพียงใดไม่ไหวหวั่น
สู้ชนชั้น อภิสิทธิ์ชน ก่นล้างผลาญ
ถึงต่อสู้ ยืดเยื้อ และยาวนาน
ไม่สะท้าน หวั่นไหว ใจแกร่งเกิน

หลังจากเขียนบทความส่งไปแล้ว

หลังจากเขียนบทความส่งไปแล้ว ก็ไม่อยู่บ้าน เพิ่งกลับมาเมื่อวาน เลยเข้ามาดูเมื่อตลาดวายแล้ว

ยังไงก็ขอขอบคุณ อ.สมศักดิ์ ที่คอมเมนต์ดีมากค่ะ (วิจารณ์กันดี ๆ เราย่อมกล้ารับ ฮา)

คือไม่รู้จะเรียกฝ่ายนั้นว่ายังไง เลยเรียกว่า "ชนชั้นนำ" จึงกลายเป็นขัดแย้งกับที่ตัวเองเขียนไว้

ก็รอให้นักวิชาการช่วยออกมาวิเคราะห์และนิยามทั้งสองฝ่าย (ซึ่งคงต้องรอให้ฝุ่นจางลงก่อนอีกนานพอควร)

ปติ ตันขุนทด

ปติ ตันขุนทด wrote:

***ปัญหามันไม่ได้ซับซ้อน เสื้อแดงเขาแค่ให้ยุบสภา ประชาชนตัดสินใจใหม่ โต๊ะเจรจาพูดกันไม่ได้ เพราะจุดยืนมันชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่าย ยุบ? ไม่ยุบ

***ภาคต่อไปนี้ เป็นภาคบังคับให้ยุบ โดยเรียกร้องมติมหาชน ให้ออกมาสนันสนุน มันผ่านขั้นเจรจาแล้ว เจรจาให้เสียเวลา จนหมดอายุรัฐบาล ก็สบายรัฐบาลไป

เห็นด้วยกับความเห็นนี้ค่ะ "เวลา"เป็นตัวแประที่สำคัญ

แต่เห็นด้วยกับคุณภควดีว่าสถาการณ์ปัจจุบันไม่ใช่การต่อสู้ทางชนชั้น ดิฉันมองว่าเป็นการ"ต่อสู้ทางข้อมูล"

ในยุคสงครามเย็นนั้นข้อมูลโดน"รวมศูนย์" (โดยรัฐ ซีไอเอ สื่อมวลชนกระแสหลัก หลักสูตรการศึกษา) ทำให้ประชาชนที่ไม่พอใจกะสภาพสังคมและเศรษฐกิจไม่สามารถรวมตัวกันได้ง่าย แต่ในปัจจุบันโลกก้าวพ้นยุคสงครามเย็นได้เข้าสู่โลกาภิวัฒน์ทางข้อมูล (โลกาภิวัฒน์ทางสินค้าและทุนนั้นมีมานานตั้งแต่สยามยังไม่สร้างชาติแล้ว) ทำให้เกิดการ decentralize ตลาดข้อมูล เมื่อประชาชนเข้าถึงข้อมูลด้วยราคาต่ำๆมาก ประชาชนก็สามารถรวมตัวกันได้ง่ายขึ้นมาก จำนวน"ม็อบสมัครใจ"จึงเพิ่มขึ้น ทำรัฐประหารในยุคหลังสงครามเย็นจึงไม่ได้ง่ายดายเหมือนสมัยก่อน

คนที่ไม่พอใจใสสภาพสังคมและเศรษฐกิจนั้นไม่ได้มีชนชั้นตายตัว ในองค์กรเดียวกัน(ทั้งรัฐและเอกชน) ก็มีปนเปกันไปหลากหลายสี คนกรุงเสื้อแดงก็มี คนต่างจังหวัดเสื้อเหลืองก็มี

ถ้าจะแบ่งกันชัดเจนก็น่าจะแบ่งกันตรงที่ว่าอยากให้รัฐบาลยุบสภาหรือไม่ยุบ มีสองตัวเลือกแบบนี้ชัดเจนกว่าค่ะ หัวใจประชาธิปไตยอยู่ตรงนี้นะคะ ตรงที่ให้คนส่วนใหญ่ตัดสินเลือก ถ้ากลับไปจัดโต๊ะเจรจาก็คล้ายๆกะระบบสว.สรรหา คือเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็กลับไปที่เดิม

lIbwJg hkMgAu

lIbwJg hkMgAu