วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 20 นาที ที่ผ่านมา
สิทธิที่ยังมาไม่ถึง : ใบอนุญาตวิทยุชุมชน
Wed, 2010-02-17 22:06
‘นายวสันต์ ปานเรือง’ ชาวบ้านในอำเภอไทรโยค ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา อันเนื่องมาจากดำเนินการวิทยุชุมชนในพื้นที่ แม้จะรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่อาชญากรที่กระทำความผิดร้ายแรง ทั้งไม่ได้ฆ่าผู้อื่น ไม่ได้วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้ใด และไม่ได้เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ กระทั่งไม่ใช่ผู้ที่ทำลายความมั่นคงของรัฐ เพียงแต่ริเริ่มดำเนินการสถานีวิทยุชุมชนในท้องถิ่น ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้สิทธิในการสื่อสารไว้ ซึ่งการสื่อสารเรื่องราวกันเองในชุมชนเป็นผลให้สมาชิกในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจต่อชุมชนร่วมกัน ทำให้วสันต์มีความมุ่งหวังจะต่อสู้กับข้อกล่าวหาของรัฐเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานทางสังคม ว่าการสื่อสารถึงกันระหว่างคนในชุมชนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมาย
ทว่าการต่อสู้เพื่อให้พ้นจากความผิดในครั้งนี้กลับยืดเยื้อยาวนานกว่าสิบเจ็ดเดือน ตามขั้นตอนและกระบวนการยุติธรรมที่รัฐกำหนด กลับกลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนความมุ่งหวังที่ต้องการให้เกิดความถูกต้องและความเป็นธรรม เกิดความรู้สึกท้อแท้กับการต่อสู้โดยลำพัง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องนำกำลังทรัพย์ส่วนตัวมาใช้ต่อสู้คดีในชั้นอัยการ
ทางออกที่ดีที่สุดของการยืนอยู่บนสภาวะเช่นนี้ เมื่อศาลประทับรับฟ้อง คือ “ การรับสารภาพ “ และยอมรับผลของคำพิพากษาที่เกิดขึ้น
หากย้อนไปเมื่อ 22 กรกฎาคม 2551 ภาพที่ ‘วสันต์ ปานเรือง’ ยังจดจำได้อย่างแจ่มชัด คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ไทรโยค เข้าตรวจค้นจับกุมวิทยุชุมชนไทรโยค จ.กาญจนบุรี และแจ้งต่อนายวสันต์ว่าเป็นผู้ที่กระทำความผิดในข้อหา “มี ใช้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมและตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต จงใจให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมและฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต”
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาอัยการจังหวัดกาญจนบุรีได้พิจารณาหลักฐานและสั่งฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อ 28 ธันวาคม 2552 ด้วยฐานความผิด 5 ฐาน ตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 คือ มีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต
ท้ายสุดศาลมีคำพิพากษาเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ว่า ‘จำเลย’ มีความผิดตามคำฟ้องของอัยการ แต่ด้วยเหตุที่จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อคดี จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 18 เดือน ปรับ 32,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี
หากตั้งถามว่า “ รัฐธรรมนูญคืออะไร ?” ผู้รู้กฎหมายทุกท่านก็คงจะตอบว่า รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ และกฎหมายใดก็ตามที่ออกมาบังคับใช้โดยที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจมีผลบังคับใช้ได้
แต่ในเมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 หมวดที่ 3 ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ในมาตรา 47 วรรคแรกบัญญัติว่า “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ“ ซึ่งหมายความว่าทุกคนมีสิทธิที่จะสื่อสารตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิไว้ แต่เพราะเหตุใดกรณีเช่นนี้ยังเกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในกรณีนายเสถียร จันทร ที่ตกเป็นจำเลยในคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง และ นางสุภาพ ตะสูงเนิน ที่ตกเป็นจำเลยในคดีวิทยุชุมชนคลองเตย ซึ่งล้วนแต่ถูกศาลพิพากษาว่าการะทำความผิดไปแล้วทั้งสิ้น คำตอบที่ได้รับกลับมาจากผู้บังคับใช้กฎหมายของรัฐ คือ “เมื่อยังไม่มีกฎหมายใดมารองรับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ การกระทำเช่นนี้ก็ต้องถือเป็นความผิด” หากเป็นตามความเช่นนั้นจริง รัฐธรรมนูญที่เรายึดถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดก็คงมีค่าไม่ต่างจากกฎหมายทั่วไป เพราะกว่าประชาชนจะได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญก็ต้องรอจนกว่ากฎหมายลูกออกมาบังคับใช้
แต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการจับกุมดำเนินคดีนายวสันต์ ปานเรือง พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 5 มีนาคม 2551 ซึ่งกำหนดให้มี “การออกใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน” เป็นการชั่วคราว หลายฝ่ายก็คงตั้งคำถามกับ กทช. ในฐานะผู้ออกใบอนุญาตว่าแล้วทำไมไม่ออกใบอนุญาตเสียที เพราะสิ่งที่จะสามารถคุ้มครองไม่ให้บุคคลใดต้องตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ คือ การออกใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด หรือจะต้องให้มีผู้ตกเป็นจำเลยและได้รับโทษในคดีอาญาเช่นนี้อีกสักกี่ราย คงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมี “ใบอนุญาต” ออกมารองรับสิทธิการสื่อสารกันเสียที.












ประเทศไทยซึ่งแต่เดิมได้รับการ
ประเทศไทยซึ่งแต่เดิมได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่า เป็นประเทศที่สื่อสาธารณะมีเสรีภาพมากในลำดับต้น ๆ ของโลก กลับถูกลดลำดับการจัดเสรีภาพสื่อลงเรื่อย ๆ Reporters Without Borders ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ มุ่งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพด้านการสื่อสาร ได้ลดอันดับเสรีภาพของสื่อมวลขนไทยจากลำดับที่ 65 ในปี 2544 เป็นลำดับที่ 82 ในปี 2545 และมีแนวโน้มลดลงเรือย ๆ จนสู่ลำดับที่ 135 ในปี 2549
บทความเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะทบทวนเหตุการณ์เกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อมวลชน ในยุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่ามีการแทรกแซงสื่ออย่างมาก เพื่อไม่ให้สื่อได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี คณะารัฐมนตรี ข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรคฝ่ายรัฐบาล มีจุดยืนว่าสื่อไทยมีเสรีภาพมากเกินไป และต้องมีการแทรกแซงสื่อ
การศึกษาพบว่า วิธีการแทรกแซงสื่อในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มี 24 วิธี ได้แก่ (1) ขอร้อง เตือน พูดขู่ พูดท้าทายสื่อ (2) เสียดสี ประชด เปรียบเปรย (3) พูดสั่งสื่อ (4) อ้างชาติ (5) ลดความน่าเชื่อถือ (6) ไม่ตอบคำถาม หรือตอบไม่ตรงคำถามในเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่อง (7) ปั่นข่าว สร้างข่าวมากลบ (8) ใช้ตัวแทนในการแทรกแซง (ใช้ร่างทรง) (9) ใช้ข้อมูลเท็จ (10) ใช้กระบวนการศาล (11) แทรกแซงการพูดของแหล่งข่าว (12) แทรกแซงการบริหารของสื่อ (13) เข้าข่วงชิงความเป็นเจ้าของในระยะยาว (14) แทรกแซงการเงิน การโฆษณาของสื่อ (15) แทรกแซงหน่วยงานอิสระ (16) ละเว้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจเพื่อส่งเสริมเสรีภาพ (17) สั่งตรวจสอบองค์กรสื่อ สั่งค้นองค์กรสื่อ (18) สั่งปิดองค์กรสื่อ (19) ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก (20) ใช้กฏหมาย ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีที่สร้างขึ้นใหม่ (21) การปิดล้อม (22) การปาระเบิดใส่องค์กรสื่อ (23) การขู่ฆ่าบุคลากรด้านสื่อ และ (24) การจัดตั้งผู้อ่านเพื่อตอบโต้สื่อ
กฎหมายของคณะปฏิวัติคมช.
กฎหมายของคณะปฏิวัติคมช. ต่อไปนี้ประเทศไทยห้ามมีวิทยุชุมชน หรือถ้ามีต้องเป็นวิทยุชุมชนที่สนับสนุนคมช. เท่านั้น
นี่หรือประชาธิปไตยของคมช.??
ส่วนวิธีการที่คุณข้างบนก้อปมา น่าจะเป็นวิธีการของรัฐบาลอำมาตย์ชั่วมากกว่า ขอเดาว่าก้อปมาจากเว็บผู้จัดการ??
(น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นเว็บผู้นิยมเผด็จการ ?)
ต่อให้ถึงปี 2552
ต่อให้ถึงปี 2552 ด้วยสิน้องชาย Arissamrn = ASTV สมุนคมช.ว่า
หลังรัฐบาลทักษิณ ตอนสุรยุทธ์ เป็นไง PTV โดนเล่น ทำข่าวไม่ได้ มาถึงสมัคร สมชาย ยังเปิด PTV ไม่ได้ แถมพอ ปชป. ได้เป็นรัฐบาล D-Station ยังถูกเล่นอีก หนำซ้ำ คอลัมนิสต์ บก.ในเดลินิวส์ มติชน ใครเป็นกลาง ก็สั่งให้ถูกลดบทบาท ล่าสุด เอาพวกสื่อไปเตี๊ยมวิธีตั้งคำถาม ตอนสัมภาษณ์นายกฯ
นี่ยังไม่พูดถึงแก๊งสมุนแป๊ลิ้ม สมุนคมช. สมุนสื่อเหี้ยพากัน รับจ้างโพสต์ใส่ร้าย กล่าวหาชาวบ้านตามบอร์ดต่างๆ เพียรสร้างวาทกรรมเพี้ยน เหมือนเห็นๆ
โอว.... เป็นธรรมสุด คนสื่อไทย ในเงื้อมมือคมช.
ไม่มีอะไรหรอกท่านกิ๊ก
ไม่มีอะไรหรอกท่านกิ๊ก แค่รำคาญพวกสมุนคมช. ชอบอ้างข้อมูลมาลอยๆ แล้วใช้อย่างฉ้อฉล เพราะองค์กรนี้มีตัวตน และเขาจัดทำดัชนีชี้วัดการแทรกแซงสื่อ เขาระบุชัดว่า แม้เราเลื่อนอันดับจาก 135 ในปี 2550 ขึ้นมาเป็น 124 ลองดูตัวเลขดัชนีได้
ปี 2545 ดัชนีการแทรกแซงสื่ออยู่ที่ 22.75
ปี 2546 ดัชนีการแทรกแซงสื่ออยู่ที่ 19.67
ปี 2547 ดัชนีการแทรกแซงสื่ออยู่ที่ 14.00
ปี 2548 ดัชนีการแทรกแซงสื่ออยู่ที่ 28.00
ปี 2549 ดัชนีการแทรกแซงสื่ออยู่ที่ 33.50
ปี 2550 ดัชนีการแทรกแซงสื่ออยู่ที่ 53.50
ปี 2551 ดัชนีการแทรกแซงสื่ออยู่ที่ 34.50
รัฐบาลทักษิณ อยู่ในตำแหน่งระหว่าง 2544-2549 ดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 14.00 สูงสุดอยู่ที่ 33.50 ค่าพิสัยหรือค่ากลาง เท่ากับ 23.75 ถ้าเอาแบบเฉลี่ย 5 ปี เท่ากับ 23.584 ซึ่งก็ใกล้เคียงกัน ขณะ รัฐบาลเครือข่ายทักษิณ คือสมัครกับสมชาย ปกครองในปี 2551 ถึงจะแย่กว่ายุครัฐบาลทักษิณ แต่ยังดีกว่า รัฐบาลคมช.เยอะ
ที่มา : (ออนไลน์)ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99
แม้เราจะไม่ใชผู้ที่ทำสื่อวิทย
แม้เราจะไม่ใชผู้ที่ทำสื่อวิทยุชุมชน แต่เราก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามเรื่องนี้อยู่พอสมควร พอที่จะรู้ว่าคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาต เคยมีการออกประกาศให้วิทยุขนาดเล็กทั้งหลายไปแจ้งความประสงค์ในการประกอบกิจการเพื่อที่จะออกใบอนุญาต แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการออกใบอนุญาตสักใบ น่าสงสารคนทำวิทยุชุมชนที่ไม่มีใบอนุญาตออกมาคุ้มครองสิทธิกันเสียที
ส่วนรัฐบาลชั่วคราวของ
ส่วนรัฐบาลชั่วคราวของ พล.อ.สุรยุทธ์ ดูจะมีการแทรกแซงสื่อที่น้อยกว่า โดยมุ่งแทรกแซงเพื่อสร้างบรรยากาศที่ "สงบเรียบร้อย" เพื่อนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งทั่วไป
วิธีการแทรกแซงสื่อในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ มีดังนี้ (1) การปิดสถานีวิทยุชุมชน (2) การควบคุมด้านโทรทัศน์ (3) การควบคุมสื่อออนไลน์ (4) การบล็อกสำนักข่าวต่างประเทศ และ (5) การสร้างบรรยากาศให้สื่อมวลชนเซ็นเซอร์ตัวเอง
การแทรกแซงสื่อสาธารณะ (โดยเฉพาะรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ) มีเจตนาเพื่อไม่ให้สื่อสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ทั้งนี้โดยใช้ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจของทุนในกาารเข้าแทรกแซงสื่อในหลากหลายมิติ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังมีการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทเป็นอย่างมาก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหยุดยั้งการทำหน้าที่ของสื่อ
ในการพัฒนาเสรีภาพสื่อ สถาบันการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ควรจะพัฒนาการเรียนการสอนด้านการเท่าทันสื่อให้แก่สาธารณะ และเน้นการฝึกฝนด้านจรรยาบรรณให้แก่นักศึกษา รวมทั้งทำรายงานด้านเสรีภาพสื่อประจำปีให้สาธารณะได้รับทราบ
สำหรับสื่อมวลชนต้องพัฒนาระบบตรวจสอบภายใจเพื่อสะท้อนสภาพการแทรกแซงสื่อให้ปรากฏชัด และนำกรณีการแทรกแซงสื่อซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญเข้าร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นคดีตัวอย่าง ส่วนองค์กรวิชาชีพสื่อควรเน้นการส่งเสริมเสรีภาพสื่อให้มากขึ้น
สำหรับภาพประชาสงคมต้องร่วมแสดงพลัง ไม่รับสื่อที่ขาดความรับผิดชอบ และเรียกร้องการพัฒนาสื่อเสรี
"ส่วนรัฐบาลชั่วคราวของ
"ส่วนรัฐบาลชั่วคราวของ พล.อ.สุรยุทธ์ ดูจะมีการแทรกแซงสื่อที่น้อยกว่า"
คนที่อ้างความเห็นแบบนี้ต้องไปทดสอบไอคิวแล้ว การคงอยู่ของรัฐบาลทหารเป็นการควบคุมสื่อในตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย ความโปร่งใสเท่ากับศูนย์ทำให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอะไรได้ยาก นอกจากนี้การใช้วิธีการควบคุมน้อยวิธี ไม่ได้หมายความว่าความรุนแรงจะลดลงไปด้วยลองสังเกตดูก็ได้ สื่อหลักๆ วิทยุ ทีวี นสพ อินเตอร์เน็ตถูกควบคุมหมด แล้วจะไปเหลืออะไร ซ้ำร้ายการอ้างสถาบันกษัตริย์มาเป็นความชอบธรรมในการควบคุม นี่ย่อมเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด เพราะเป็นการหาข้ออ้างที่คลุมเครือมาทำลายสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ คุณไม่ผิดหรอกครับ แต่ผิดที่ว่าคุณยังไม่มีความพร้อม กอปรกับรัฐก็ยังไม่มีความพร้อมในการออกกฎหมาย รองรับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังนั้นยังไม่มีความชัดเจนกับวิทยุชุมชนดังนั้นอดใจรออีกนิดครับ บ้านเมืองมีกฎระเบียบอยู่แล้วครับ แต่จะให้ทุกคนพึงพอใจไปหมดคงไม่ได้ ต้องเคารพกฎ กติกาบ้างไม่ใช่เรียกแต่สิทธิและประโยชน์ของตัวเองโดยไม่ดู บริบทของสังคมเลย