พีระพันธุ์ชี้ถ้าจีที 200 ไม่มีประสิทธิภาพไม่น่าจะตรวจพบถึง 4 ครั้ง
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมเผยคงไม่สั่งห้ามสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลิกใช้จีที 200 หากมั่นใจก็ใช้ต่อไป แต่จะไม่อนุมัติให้ซื้อเพิ่มสำหรับหน่วยงานอื่น กังขาถ้าจีที 200 ไม่มีประสิทธิภาพ แต่การทดสอบก็ยังพบสารประกอบระเบิดถึง 4 ครั้ง
เว็บไซต์คมชัดลึกวานนี้ (16 ก.พ.) รายงานคำพูดของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกล่าวถึงกรณีผลการตรวจสอบเครื่องจีที 200 ว่า เบื้องต้นทราบว่า ผลการทดสอบระบุว่า เครื่องมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาด หลังจากนี้จะหารือกับ พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาคงไม่สั่งห้ามให้เลิกหรือหยุดใช้เครื่องดังกล่าว ถ้าเจ้าหน้าที่มีความมั่นใจก็ใช้ต่อไป แต่ถ้าหน่วยงานใดจะขออนุมัติอุปกรณ์ในลักษณะเดียวกับเครื่องจีที 200 อีก เขาจะไม่อนุมัติให้ซื้อเพิ่มแน่นอน เพราะเกิดข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพ
สำหรับเครื่องอัลฟ่า 6 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ที่อยู่ระหว่างการส่งมอบอุปกรณ์นั้น ภายหลังผลทดสอบระบุว่า เครื่องมีประสิทธิภาพต่ำ เขาจะหารือกับ ปปส.ว่า หน่วยงานต่างๆ ยังยืนยันในความต้องการจะใช้เครื่องอัลฟ่า 6 อีกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เขาเคยเสนอให้คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ นำเครื่องอัลฟ่า 6 ไปทดสอบพร้อมกัน แต่ที่ผ่านมามีเพียงการทดสอบตรวจค้นสารประกอบระเบิดเท่านั้น “ประเด็นที่ยังน่าสงสัยคือ ถ้าเครื่องจีที 200 ไม่มีประสิทธิภาพเลย เครื่องไม่น่าจะตรวจพบสารประกอบระเบิด แต่ในการทดสอบยังตรวจพบถึง 4 ครั้ง ส่วนการตรวจ 16 ครั้งไม่พบสารระเบิด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อพิสูจน์ให้ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว












ในหว้ากอมีคนสรรเสริญท่านเยอะม
ในหว้ากอมีคนสรรเสริญท่านเยอะมากแล้วครับ เชิญตามไปชม
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8888604/X8888604.html
เข้าใจคำว่า "ฟลุ้ค"
เข้าใจคำว่า "ฟลุ้ค" ไหมไอ้พวกโกเต๊ก แถจนสีข้างถลอกหมดแล้ว
ไอ้ที่ตรวจพบ 4
ไอ้ที่ตรวจพบ 4 ครั้ง...เพราะเขาเดาถูก (เพราะเครื่องGT 200 เป็นเครื่องมือพิเศษทำด้วยเศษเหล็ก ไม่ต้องใช้แหล่งพลังงานจากที่ใด ใช้เซ้นความรู้สึกล้วนๆ ที่พิเศษสุดคือประเทศไทยซื้อได้แพงที่สุดในโลก) เพราะว่าเขาเดา 20 ครั้ง ถูก 4 ครั้ง ยังดีพอใช้ แต่ถ้าให้เด็กไปเดา คงถูกเกือบหมด....เพราะเด็กไม่มีแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา
อัตราถูก 25%
อัตราถูก 25% สถิติปรกติของการเดาสุ่มนะครับ คุณกาข้อสอบปรนัยมั่วๆ 100 ข้อส่วนใหญ่จะตอบถูก 25 ข้อนี้เด็กเอ็นทรานส์รู้กันทแทบทุกคน ซ่อนไว้ 20 จุด ถูก 4 จุดนี้ประมาณ 23% ด้วยมั้ง ต่ำกว่าสถิติเดาเลยน่ะนั้น!
ไม่ไหว ผู้หลักผู้ใหญ่คนไทย ไม่เคยคิดแบบมิติเหตุผลหรือเป็นครรกะเลยผับผ่า
ที่ตรวจ"ถูก"สี่ครั้งในยี่สิบค
ที่ตรวจ"ถูก"สี่ครั้งในยี่สิบครั้ง มันต่ำกว่าความเป็นไปได้ทางสถิติโดยการ"สุ่ม"เสียอีก พูดง่ายๆว่าถ้าโยนเหรียญยี่สิบครั้ง แล้วให้เดาสุ่ม โอกาสถูกมีตั้งสิบครั้ง โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ เพระฉะนั้น มัน"ห่วย"กว่าการเดาเสียอีก
คุณพีระพันธ์ยังไม่ได้อธิบายต่อว่า ที่ตรวจไม่เจอสิบหกครั้ง จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าคุณต้องลงทุนซื้อไอ้ไม้เขี่ยอุจจาระราคาเกือบล้านบาทมาเพื่อ ตรวจหาระเบิดได้น้อยกว่า"ร่างทรง"ตรวจหาศพเวลาล้างป่าช้า ก็เก็บเงินไว้จ้างคนทรงจะดีกว่า เป็นการสร้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย แถมยังworkกว่าไม้เขี่ยอุจจาระที่เรียกว่าGT200เสียอีก
ยกเว้นแต่ว่า ภายใต้กะโหลกของคุณพีระพันธ์มันไม่ได้บรรจุสิ่งที่เรียกว่าสมองเอาไว้ แต่อัดแน่นด้วยผลิตภัณฑ์จากลำไส้ใหญ่ส่วนปลายสุด ที่ผมต้องนั่งปล่อยในสุขาทุกเช้า แถมยังอาจไม่ไช่"ผลิตภัณฑ์"ของคุณเอง แต่เป็นของ"คมช."เขาฝากเอาไว้ในหัวคุณ
***** ทำไม เอาคนโง่เช่นนี้
***** ทำไม เอาคนโง่เช่นนี้ มาเป็นรัฐมนตรี *****
ถ้าเอากล่องมาวางไว้ 2กล่อง
กล่องหนึ่งมีระเบิด อีกกล่องไม่มีระเบิด
หลังจากนั้น ให้เด็กอนุบาล(ลูกชายรัฐมนตรีหน้าโง่)ถือสากกะเบือ
มาชี้ว่า กล่องไหนมีระเบิด
เชื่อหรือไม่ ว่า
ชี้ 20 ครั้ง มีโอกาส ชี้ถูกได้ต้อง 10 ครั้ง
กลับมาเรื่องทดสอบ GT200 เขาใช้กล่อง 4 กล่อง (มีระเบิดเพียงกล่องเดียว)
ถ้าให้เด็กอนุบาล(ลูกชายรัฐมนตรีหน้าโง่)ถือสากกะเบือ
มาชี้ว่า กล่องไหนมีระเบิด
เชื่อหรือไม่ ว่า
ชี้ 20 ครั้ง มีโอกาส ชี้ได้ถูกต้อง 5 ครั้ง
**********************************
อ้ายรัฐมนตรีหน้าโง่เอ๊ย
เอ็งไม่น่ามาเป็นรัฐมนตรีเลย
**********************************
ถ้าเอ็งไม่เชื่อเรื่องที่เขียนบอกมา
เย็นนี้ กลับถึงบ้าน รีบไปลองทำดู
ทนไม่ได้เหมือนกัน
ทนไม่ได้เหมือนกัน กะว่าจะเข้ามาด่าสติปัญญา รมต.ยธ. อีกคน แค่หลักความน่าจะเป็นง่ายๆ แค่นี้ก็ไม่รู้จัก
แต่เข้ามาแล้วเห็นคนด่าเยอะแล้ว คงไม่จเป็นต้องด่าอีก แค่นี้ รมต.ยธ. ก้แก้ผ้าล่อนจ้อนแล้ว
เห็นด้วยกับทุกความเห็นที่ว่ามาข้างบนครับ
ขอตั้งข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่อาจเป็นที่สนใจของเพื่อนพ้องในที่นี้ ว่า คนสติปัญญาขนาดแค่นี้แหละ เป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาร่วมสร้างลัทธิแม็กคาร์ธี่ในไทย นัยว่าเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ ลองไล่ตามไปดูประวัติสิ
เริ่มตั้งแต่การตั้งคณะอนุกรรมาธิการเรื่องใน ภายใต้คณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทน (ตอนนั้นแกเป็น สส.) แล้วแกก็ใช้คณะอนุกรรมาธิการคณะนี้แหละที่แกเป็นประธาน แทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหารจนมั่วซั่วไปหมด ทั้งๆ ที่แกอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ ความเคลื่อนไหวทางนั้นมีฮือฮาเป็นไฟไหม้ฟางมาได้หน่อยหนึ่ง ครั้นแกได้เป็น รมต. จะด้วยผลงานด้านนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ กลไกที่แกสร้างไว้เรื่องนี้ทางรัฐสภาก็เลยเฉาๆ ลงไป และดูจะหายสาบสูญแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้
ก.ยธ. ในฐานะฝ่ายบริหาร (ที่คาบเกี่ยวกับฝ่ายตุลาการนิดๆ ด้วย) ภายใต้รัฐมนตรีคนนี้ รับลูกต่อมาทำงานเรื่องการช่วยดูคดีที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย ไอ้การมีความตั้งใจสูงมาก กระตือรือร้นจนบ้าคลั่งใส่อารมณ์สุดๆ เพื่อมุ่งมั่นปกป้องสถาบัน หรือเพื่อมุ่งมั่นจะทำหน้าที่อะไรก็แล้วแต่เถอะ มันก็ดีหรอกครับ แต่ในการทำงานใดๆ มันน่าจะมีสมองและใช้สมองด้วยนะ ถ้าท่านรัฐมนตรีมีสติปัญญาได้เพียงแค่นี้แล้วคิดการใหญ่ขนาดนั้นก็น่าสงสารสิ่งที่ตั้งใจจะปกป้อง
อย่างท่าน รมต. เขาเรียกโง่แต่ดันขยันน่ะครับ
เผื่อลูกน้อง รมต.
เผื่อลูกน้อง รมต. จะโผล่มาอ่าน จะได้เอาไปให้นายอ่าน อาจจะฉลาดขึ้น
บทความนี้ท่านผู้เขียน ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 14 กพ. ก็เข้าร่วมทดสอบจับผิดเครื่องสากกะเบืออันนี้ด้วย ได้เขียนไว้ตั้งแต่ก่อนการทดสอบครั้งนั้น
****
จีที 200-สนิฟเฟ็กซ์-อัลฟ่า 6 เครื่องตรวจมหัศจรรย์ หรือ ไม้ล้างป่าช้ากายสิทธิ์
Written by Administrator
Saturday, 16 January 2010 00:09
ผศ.ดร. (ว่าที่ร้อยตรี) เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์
นักวิชาการอิสระ
วันที่ 8 ตุลาคม 2552 เสียงระเบิดกึกก้องกลางตลาดในอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้ปลุกกระแสจิตสำนึกของผู้ที่เชื่อมั่นในความถูกต้องของวิทยาศาสตร์ให้ออกมาถกเถียง แลกเปลี่ยน และแสดงความคิดเห็นที่อาจจะพลิกโฉมหน้าวงการวิทยาศาสตร์ไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
จำเลยหลักที่ถูกกล่าวหากับการระเบิดที่สุไหงโกลก คือ เครื่องตรวจหาวัตถุระยะไกลจีที 200 (GT 200) เครื่องมือมหัศจรรย์ที่ได้เคยเผยโฉมให้ประชาชนคนไทยเห็นมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในการค้นหาวัตถุระเบิด ยาเสพติด ของต้องสงสัย หรือแม้กระทั่งซากศพ ภาพที่เราได้เห็น คือ การที่เจ้าหน้าที่ถือเครื่องมือนี้เข้าไปตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญๆ อย่างเช่น การประท้วงของพันธมิตรฯ หรือเพลิงไหม้ซานติก้าผับ
ความมหัศจรรย์ของจีที 200 คือ เมื่อถือเครื่องนี้เดินเข้าไปในที่เกิดเหตุ พร้อมกับใส่แผ่นการ์ดระบุชนิดของสารที่ต้องการตรวจ ซึ่งมีหลายสิบชนิด ทั้งสารระเบิด สารเสพติด สารพิษ หรือแม้แต่แบงค์ปลอม เจ้าเสาหนวดกุ้งที่ยื่นยาวอยู่หน้าเครื่องก็เหมือนจะหมุนได้เอง ชี้เป้าไปในทิศที่สงสัยว่าจะมีสิ่งของนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่าจะมีอยู่ปริมาณน้อยนิดเป็นพิโคแกรม (เศษหนึ่งส่วนล้านล้านกรัม) หรืออยู่ห่างไกลไปหลายร้อยเมตร โดยอ้างว่าเป็นผลจากแรงแม่เหล็กดูด/ผลัก (dia/para magnetic) ที่เกิดจากไฟฟ้าสถิตในตัวผู้ใช้ และไม่มีอะไรจะขวางกั้นการตรวจของเครื่องได้ แม้แต่ตะกั่วที่เอาไว้กั้นรังสีนิวเคลียร์
ข่าวความสำเร็จในการใช้เครื่องจีที 200 ก่อให้เกิดความศรัทธาอย่างยิ่งในวงการความมั่นคงของรัฐ จนมีการสั่งซื้อมาใช้กันขนานใหญ่ในหลายองค์กร เครื่องยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งอ้างหลักการทำงานแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเครื่องสนิฟเฟ็กซ์ (Sniffex) เครื่องอัลฟ่า 6 (Alpha 6) ก็พลอยได้รับความนิยมไปด้วย และถูกนำไปใช้กันทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในชายแดนภาคใต้เท่านั้น
แต่ข่าวความสำเร็จ ก็เป็นเพียงแค่ด้านสว่างด้านเดียวของดวงจันทร์ มีหลายต่อหลายครั้งที่เครื่องมือทำนองนี้ได้ให้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการที่เครื่อง “บอกว่ามี แต่กลับไม่มี (false positive)” ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ถูกปรักปรำว่าเกี่ยวข้องกับสารระเบิด จนถึงนำตัวไปกักขังสอบสวน หรือ “บอกว่าไม่มี แต่กลับมี (false negative)” จนทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตาย ดังเช่นกรณีที่สุไหงโก-ลก หรือล่าสุดที่จังหวัดยะลา ในระหว่างที่นายกฯมาเลเซียมาเยือนประเทศไทย (วันที่ 9 ธันวาคม)
คำตอบที่ได้รับฟังจนเหมือนแผ่นเสียงตกร่องจากผู้รับผิดชอบก็มีเพียงแค่ว่าเครื่องมือยังมีประสิทธิภาพดีอยู่ ไม่ได้เสียหายบกพร่อง ผลลัพธ์ที่ผิดพลาดใดๆ น่าจะมาจากเจ้าหน้าที่ผู้น้อยที่ใช้เครื่องผิดวิธี ฝึกมาไม่ดีพอ พักผ่อนน้อยไป ร่างกายอ่อนแอ ขาดสมาธิและศรัทธาในการใช้เครื่อง ทำให้กระแสไฟฟ้าในร่างกายน้อยลง ประสิทธิภาพของเครื่องก็น้อยลงไปด้วย เพราะเครื่องไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่
คำชี้แจงแบบวิทยาศาสตร์เทียม (pseudo-science) เช่นนี้ ทำเอานิสิตนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย และผู้สนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ แทบจะกรีดร้องออกมา เครื่องมือมหัศจรรย์ราคากว่าล้านบาทที่เคยคิดกันว่าน่าจะมีระบบอิเล็กโทรนิกส์ซับซ้อน มีเซนเซอร์พิเศษตรวจจับสสารด้วยนาโนเทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วประมวลผลอยู่ภายใน คล้ายกับอุปกรณ์จมูกเทียม (electronic nose) ที่โด่งดังอย่างเครื่องไฟโด (FIDO) ของทหารอเมริกัน กลับการเป็นแค่ “ลวดเดาว์ซิง (Dowsing rod)” หรือ “ไม้ล้างป่าช้า” เท่านั้นเอง
แม้แต่เด็กก็รู้จักไม้ล้างป่าช้ากายสิทธิ์นี้จากการ์ตูนโดเรมอนตอนที่โดเรมอนเอาเครื่องมือหาบ่อน้ำออกมา ดูแล้วหน้าตาก็เหมือนกับเครื่องจีที 200 และพี่น้องของมันเปี๊ยบเลย แถมทำงานเหมือนกันด้วย เวลาที่โนบิตะถือเครื่องที่เป็นแท่งลวดงอในมือหลวมๆ แล้วเดินไปเรื่อยๆ ปลายแท่งก็จะชี้ไปหาแหล่งน้ำใต้ดินได้อย่างปาฏิหาริย์
ความเชื่อเรื่องลวดเดาว์ซิงมีมานานมากในประเทศทางยุโรป ทั้งใช้หาแหล่งน้ำ แหล่งแร่ หรือศพในป่าช้า ผู้ที่งมงายศรัทธาในไม้ล้างป่าช้าพวกนี้ มักจะนำเอาหลักการผลัก/ดูดแม่เหล็กมาอ้างเป็นคำอธิบายเสมอ แม้ว่าจะถูกพิสูจน์มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า ลวดเดาว์ซิงเป็นเรื่องลวงโลกแหกตา (bogus) แรงแม่เหล็กที่ว่าก็ไม่ได้มีกำลังมากพอที่จะดูดลวดในมือให้หมุนได้ ถ้าจะให้ทำได้จริง ก็ต้องใช้ขดลวดสร้างแม่เหล็กไฟฟ้าตัวใหญ่เท่าห้อง ถึงจะพอดึงแค่เข็มนาฬิกาให้เคลื่อนได้
ที่เครื่องไม้ล้างป่าช้าพวกนี้ยังขายได้อยู่ ก็เพราะมันให้ผลการชี้ทิศทางที่กำกวม ไม่ได้ระบุเป็นตัวเลขแต่อย่างใด เมื่อค้นหาในพื้นที่เสี่ยง โอกาสที่จะชี้แล้วหาวัตถุระเบิด อาวุธ หรือยาเสพติดเจอก็มีสูงเป็นธรรมดา แต่ถ้าชี้แล้วไปหาไม่พบ ก็อ้างได้ว่าเครื่องมีความไวสูงจนชี้บริเวณที่ปนเปื้อนวัตถุที่ค้นหาเพียงเล็กน้อย หรือผู้หาหาไม่เจอเอง (ไม่นับรวมที่โบ้ยว่าผู้ใช้เครื่องพักผ่อนไม่เพียงพอด้วย)
แล้วที่เสาอากาศของเครื่องหันได้เองล่ะ ก็ถ้าไม่ได้ตั้งใจเอนเครื่องเล็กน้อยให้เสาชี้ไปปรักปรำใคร เพราะตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่าโรงเรียนนี้หมู่บ้านนี้มีผู้กระทำผิดอาศัยอยู่ ก็จะเกิดจากการเคลื่อนไหวของตัวผู้ใช้เครื่องเองด้วย “จิตใต้สำนึก” สั่งการว่ากำลังสงสัยใครหรือบริเวณใดอยู่ ตามปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Ideomotor effect แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อเล่นผีถ้วยแก้ว เมื่อแก้วเคลื่อนที่เองได้โดยทุกคนปฏิเสธว่าไม่ได้ดัน แต่จริงๆ แล้วดันไปโดยไม่รู้ตัว
จากความงมงายในลวดเดาว์ซิง ซึ่งอย่างมากก็ใช้ต้มตุ๋นหลอกคนว่าจะหาแหล่งน้ำแหล่งแร่ให้ ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเป็นอะไร แต่ความเชื่อมั่นในเครื่องตรวจระเบิดที่อาศัยหลักการเดียวกัน กลับเหมือนกับเอาชีวิตผู้ใช้ไปแขวนไว้บนเส้นด้าย เอาผู้บริสุทธิ์มาเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่เอาชื่อเสียงเกียรติยศที่ทำมาทั้งชีวิตไปเสี่ยง แม้ว่าจะเป็นความบกพร่องโดยสุจริตก็ตาม
องค์กรใดที่ใช้ชื่อว่า “วิทยาศาสตร์” แต่เอาเครื่องมือที่เป็น “วิทยาศาสตร์เทียม” เช่นนี้มาใช้ หรือรับรองการันตีว่าเครื่องมือพวกนี้เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์อันทรงประสิทธิภาพ องค์กรนั้นควรจะมีความละอายแก่ใจ สำนึกต่อความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ หรือไม่เช่นนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเป็นองค์การ “ไสยศาสตร์” เสียดีกว่า
เครื่องตรวจระเบิดลวงโลกพวกนี้ไม่ได้มีใช้อยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วแม้แต่ประเทศเดียว แต่กลับแพร่หลายอยู่ในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาการก่อการร้ายและความมั่นคง มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้ง่าย รวมทั้งยังคงมีประชาชนที่หลงไหลศรัทธาในไสยศาสตร์มากกว่าที่จะยึดมั่นในความจริงทางวิทยาศาสตร์
ยอมรับอย่างน่าเศร้าใจว่า ไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้น เพื่อนร่วมชะตากรรมของเราไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโก อินเดีย หรืออิรัก (ไม่เกี่ยวกับทหารอเมริกัน) ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ของไม้ล้างป่าช้าพวกนี้ แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากทั่วโลกปรากฏอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตให้รัฐบาลแต่ละชาติตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะเกิดตามมาหรือเกิดขึ้นแล้วจากการใช้เครื่องตรวจแบบลวดเดาว์ซิง แต่ก็ไม่เป็นผล จะด้วยผลประโยชน์มหาศาลหรือทิฐิมานะที่มี หรือกลัวว่าจะต้องถอดหัวโขนตัวเองออกมาแสดงตัวตนที่แท้จริง ก็ไม่อาจจะทราบได้
หรือจะอ้างว่ามีเครื่องมืออย่างนี้ย่อมดีกว่าไม่มี จะได้ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีเกราะป้องกันตัวเองบ้าง แต่ถ้าเกราะที่เคยคิดว่าจะป้องกันตัวได้ชิ้นนี้ แท้จริงกลับกลายเป็นระเบิดฆ่าตัวตายที่พร้อมจะทำงานทุกครั้งที่เครื่องตรวจไม่เจอว่ามีระเบิด ทั้งที่จริงๆ มีซ่อนอยู่ จะไม่เจ็บปวดใจกันบ้างเลยหรือ คิดไม่ออกเลยว่าจิตใจของคนที่ยังสั่งการให้ใช้เครื่องพวกนี้อยู่นั้นทำด้วยอะไร ทั้งๆ ที่รู้ว่ากำลังหยิบยื่นความตายให้กับผู้น้อยในแนวหน้า
หรือว่าคนไทยเรายังขาดกระบวนการคิดไตร่ตรองหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ อาศัยแค่ความศรัทธาจากที่เคยใช้เครื่องนี้ได้สำเร็จมาครอบงำจิตใจ จนลืมสงสัยเวลาที่เครื่องผิดพลาด เอาแต่เชื่อในสเป็กเครื่องกับเครดิตของฝรั่งที่มาสาธิตให้ดู ทำไมไม่ลองทำการทดสอบแบบ “ตาบอดสองทิศ (double-blind test)” ที่ผู้ค้นหาต้องไม่รู้ที่ซ่อน ไม่พบหน้าผู้ซ่อนของเลยตลอดการทดลอง และทดลองหลายสิบครั้งเพื่อลดโอกาสในการเดาถูก
ความจริงแล้ว เครื่องจีที 200 และญาติพี่น้องของมัน ก็ได้เคยถูกเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ที่เครื่องควอโดร แทรกเกอร์ (Quadro Tracker) ถูกเปิดโปงว่าเป็นเครื่องลวงโลกโดยอัยการของสหรัฐอเมริกา และถูกเอฟบีไอดำเนินคดีไปแล้ว ต่อมาปี ค.ศ. 2007 เครื่องสนิฟเฟ็กซ์ซึ่งมีใช้ในบ้านเราเหมือนกัน ก็ถูกทางกองทัพเรือสหรัฐพิสูจน์ว่าใช้ไม่ได้ผลดีอย่างที่อ้าง ใช้ได้แค่ 50:50 เท่านั้น หรือเทียบเท่ากับโยนเหรียญหัวก้อยเอง
ส่วนเครื่องโมล (M.O.L.E.) ที่ทำจากบริษัทเดียวกับเครื่องจีที 200 นั้นก็เคยถูกพิสูจน์ตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐแล้วว่าลวงโลกเช่นกัน บริษัทผู้ผลิตก็หนีออกไปเปิดใหม่ที่ประเทศอังกฤษ แล้วสร้างเครื่องจีที 200 ออกมาขายประเทศด้อยพัฒนาแทน ทำเอากระทรวงกลาโหมอังกฤษเดือดร้อนต้องออกแถลงการณ์ว่าไม่เกี่ยวข้องหรือเคยเอาเครื่องจีที 200 มาใช้เลย
เรื่องโอละพ่อของ "ไม้ล้างป่าช้า" ก็มาถึงจุดสรุป เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกคำเตือนในเอกสารแนวทางการเลือกซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดของทั้งประเทศว่า ห้ามซื้ออุปกรณ์ตรวจระเบิดแหกตา (bogus explosive detector) ตระกูลที่ใช้หลักการลวดเดาว์ซิงนี้ทุกยี่ห้อ ขณะที่ก็มีการตั้งรางวัลอย่างงามจาก นายเจมส์ แรนดี นักจับผิดเรื่องลวงโลกชื่อดังถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้ามีใครพิสูจน์ได้ว่าเครื่องพวกนี้สามารถตรวจหาระเบิดได้จริง ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครกล้ารับคำท้า
ใครหลายคนอาจจะคิดว่าไม้ล้างป่าช้าราคาตัวละหลายแสนนี้เป็นเรื่องไกลตัว เป็นปัญหาเฉพาะกับคนที่อยู่ชายแดนใต้ แต่เมื่อกระทรวงมหาดไทยประกาศรณรงค์กวาดล้างยาเสพติดขนานใหญ่ด้วยการส่งเครื่องอัลฟ่า 6 ลูกพี่ลูกน้องของจีที 200 ออกไปประจำการทั่วทุกอำเภอทั่วทั้งประเทศ บาปบริสุทธิ์ครั้งใหญ่กำลังจะเป็นภัยร้ายส่งตรง “ดีลิฟเวอรี่” ถึงตัวท่าน ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะหมดสนุกเมื่อถึงคราวซวย ขับรถผ่านด่านต่างจังหวัด แล้วโดนอัลฟ่า 6 ชี้ว่ามียาซ่อนอยู่ในรถ ถ้าโชคดีหาไม่เจอแต่พูดกันเข้าใจ ก็ปล่อยตัวไป แต่โชคร้ายพูดกันไม่รู้เรื่อง ได้ไปสอบสวนต่อที่โรงพัก หรือค้างแรมฟรีในห้องขังสักคืนสองคืน
ถึงเวลาหรือยังที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะละเลิกทิฐิมานะในตัวตน แล้วหันมาพูดจากัน ยอมรับข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ด้วยความจริงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ถึงเวลาหรือยังที่จะหยุดยั้งการสูญเสียของกำลังพลในแนวหน้า และสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจของคนในท้องถิ่น ตลอดจนสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปจากการใช้ “ไม้ล้างป่าช้ากายสิทธิ์” ที่แอบอ้างตนเป็นเครื่องตรวจมหัศจรรย์นี้ ถึงเวลาหรือยังที่ภาครัฐจะทุ่มเทงบประมาณไปจัดซื้อเครื่องตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง (ดังเช่น เครื่องไฟโด ฯลฯ) ทุ่มเทงบไปที่การข่าวและการฝึกกำลังพลสุนัขตำรวจสุนัขทหารเพิ่มเติม
มีคำกล่าวเตือนใจทางนิติวิทยาศาสตร์อยู่ว่า “คนเอียง วิทยาศาสตร์ไม่เอียง” ประเด็นไม้ล้างป่าช้าลวงโลกในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่สุดสำหรับคติพจน์ดังกล่าว เพราะชัดเจนว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เอียงเข้าข้างใคร ไม่ว่าจะโด่งดังหรือยิ่งใหญ่แค่ไหน อะไรที่ไม่ถูก อะไรที่ใช้ไม่ได้ อะไรที่เป็น “วิทยาศาสตร์เทียม” ย่อมถูกเปิดโปงในที่สุด
ส่วนคนที่ยึดติดกับหัวโขนตัวเองกับทิฐิมานะตัวเอง หรือแอบอ้างความเป็นวิทยาศาสตร์ คนผู้นั้นแหละที่ “เอียง” ////
พ.ศ. 2548 ในรัฐบาลทักษิณ 1
พ.ศ. 2548 ในรัฐบาลทักษิณ 1 มีการกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมน่าสงสัยในการจัดซื้อและติดตั้งระบบตรวจวัตถุระเบิดในสัมภาระ โดยที่ข้อกำหนดคุณสมบัติของเครื่องรุ่น CTX 9000 อาจจะถูกล็อก เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมา (บริษัทแพทริออต ซึ่งมีนายวรพจน์ ยศะทัศน์ เป็นผู้บริหาร) และบริษัทผู้ผลิต (บริษัท อินวิชั่น สหรัฐอเมริกา) โดยมีมูลค่าสัญญา 65 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ได้ตีพิมพ์รายงานเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด
เหตุการณ์นี้นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2548 การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็ไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสุริยะได้ตามข้อกล่าวหา
ปัญหาสัมปทานในการก่อสร้าง และจัดสรรพื้นที่ องค์ประกอบอื่นๆ สัมปทานบริการต่างๆ ภายในสนามบิน เช่น
มีนาคม 2549 สตง.ได้ทำหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อขอความชี้แจงเรื่องที่ มีการจ่ายค่าบริการ 1,600 ล้านบาท ให้กับ บริษัทรับเหมาสร้างรถไฟขนส่ง จากตัวเมืองมายังสนามบิน (แอร์พอร์ตเรลลิงก์) เพียง 5 วันหลังจากมีการเซ็นสัญญา แทนที่จะมีการจ่าย หลังจากโครงการสร้างเสร็จ สตง.ได้สั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทยชี้แจงภายใน 60 วัน
กรกฎาคม 2549 นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ตนจะแจ้งความกล่าวโทษต่อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคล 6 คน (รวมถึงคนใกล้ชิดของนายกรัฐมนตรี) ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบน 300 ล้านบาท จากบริษัทลัทธ์ เฟอร์ ไทย จำกัด ในโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถ (คาร์ปาร์ก) และสัมปทานเก็บผลประโยชน์ 25 ปี
กรกฎาคม 2549 นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้ตั้งข้อสังเกตในการประมูล รถเข็นสัมภาระในสนามบิน และการจัดหาบริษัทจำหน่ายไฟฟ้า สำหรับระบบเครื่องปรับอากาศ ให้กับเครื่องบินที่ลานจอด
เดือนกรกฎาคม 2549 นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้ตั้งข้อสังเกตเกียวกับ บริษัทไทยแอร์พอร์ตกราวน์เซอร์วิส (แทคส์, TAGS) (บริษัทที่ได้รับสัมปทาน บริหารเขตปลอดอากร และศูนย์โลจิสติกส์ในสนามบิน) ว่า มีบริษัทในสิงคโปร์ถือหุ้นอย่างไม่ปรกติ และไม่มีการประกาศประมูลอย่างที่ควรเป็น
เดือนสิงหาคม 2549 นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้อ้างว่าตนเองมี บันทึกข้อตกลงลับระหว่างคณะผู้บริหารท่าอากาศยานไทย กับบริษัทแทคส์ ซึ่งระบุว่ามีการแก้ไขสเปครถเข็นเอื้อให้บางบริษัทได้งาน และลดสเปคลงมาเป็นการผลิตรถเข็นในประเทศ ทำให้มีส่วนต่างกำไรมากขึ้น 200 ล้านบาท โดยได้นำหลักฐานทั้งหมดไปยื่นให้กับ สตง.
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2548 รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยยกระดับให้เป็นเขตบริหารพิเศษ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า "สุวรรณภูมิมหานคร" ส่วนข้อกล่าวหาในแนวคิดดังกล่าว เป็นการคาดการณ์ถึงผลกระทบความยากจนที่อาจเพิ่มขึ้น และนักการเมืองได้เข้าไปซื้อที่ดินขนาดใหญ่ในพื้นที่เพื่อหากำไร อย่างไรก็ตาม หลังจากการเปิดท่าอากาศยานอย่างเป็นทางการ ราคาที่ดินในพื้นที่ก็ตกลงถึง 40-50% เนื่องจากปัญหามลภาวะทางเสียง
ถนัดสุดคือออกกฎหมายควบคุมเสรี
ถนัดสุดคือออกกฎหมายควบคุมเสรีภาพด้านแสดงความคิดเห็นในinternet ส่วนคำนวนตัวเลขอะรัยนั่น แม่...ง ไม่รู้เรื่อง เป็นรัฐมนตรียุติธรรมได้ยังงัย แม้แต่เรื่องง่าย ๆ เป็นวิทยาศาสตร์มาก ๆ ยังมีอคติเลย อย่างนี้ไม่ต้องพูดถึงความยุติธรรมที่มันไม่มีตัวเลขกำกับหรอก จริง ๆ
เอาไว้ใช้ตรวจเวลาไอ้มาร์ค
เอาไว้ใช้ตรวจเวลาไอ้มาร์ค กับลูกเขยดุสิตธานีไปตรวจ ภาคใต้เถอะ ขอให้มันเป็น 1 ใน16ครั้งที่ตรวจไม่เจอ
ระดับสติปัญญา รมต.ไทยมีแค่นี้
ระดับสติปัญญา รมต.ไทยมีแค่นี้ เสียดายภาษีอากรจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ถึงว่าสิ
ถึงว่าสิ กระบวนการยุติธรรมมันถึงได้พิกลพิการอยู่ในเวลานี้
เดี๋ยวมันก็จะแถว่า มีคดี 20 คดี ตัดสินได้ถูกต้อง 4 คดี ก็นับว่าใช้ได้แล้ว ดีแล้ว มีมาตรฐานแล้ว
เอวังประเทศไทย เอาควายมาบริหารประเทศ
เห็นด้วย
เห็นด้วย ยุคนี้เขาเอียงคอดูตาชั่ง
ซ่อน GT200 ไว้ตอนตัดสินแหงเลย
ซ่อน GT200 ไว้ตอนตัดสินแหงเลย รู้น้า