ตัวแทนคณะ 11 ชี้แจงจ่ายเช็คเพื่อให้เปรมไปทำบุญวัดสวนแก้ว

บุตรชายประธาน บ.เอ็มเอ็มซี สิทธิผล แจงจ่ายเช็คให้ พล.อ.เปรม ไปทำบุญวัดสวนแก้ว ถือเป็นการฝากทำบุญกับผู้ใหญ่ที่นับถือ โอนผ่านเปรมเพื่อให้ไปดูการก่อสร้างจะได้รวดเร็ว ยันไม่ใช่ที่ปรึกษาบริษัท ลั่นคณะ 11 ใจบุญใจกุศล “ณัฐวุฒิ” ลั่นจะแฉอีกพุธนี้ ด้านพระพยอมเขียนบทความแจงวัดไม่เกี่ยวกับเช็ค มีนายทหารมาดำเนินการก่อสร้างให้วัดทั้งหมด

 

ตัวแทนคณะ 11 แจงจ่ายเช็คให้ป๋าไปทำบุญวัดสวนแก้ว

เมื่อวานนี้ (15 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระ พรรณเชษฐ์ ผู้แทนการค้าไทย บุตรชายนางกัลยาณี พรรณเชษฐ์ ประธานบริษัท เอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด แถลงชี้แจงถึงเรื่องที่กลุ่ม นปช. นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวหาว่า มีการจ่ายเช็คในนามคณะ 11 จำนวน 2 ใบ ใบละ 1.8 ล้านบาท ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2546 และวันที่ 5 มีนาคม 2547 ให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น โดยนายวัชระกล่าวว่านางกัลยาณีไม่สบายใจที่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือได้รับผลกระทบ และชี้แจงว่าเช็ค 2 ฉบับดังกล่าว เป็นแค่การฝากทำบุญให้วัดสวนแก้ว ระหว่างปี 2546-2547 เพื่อเป็นที่พักของคนต่างจังหวัดที่เดินทางมาทำธุระใน กทม.แต่ไม่มีที่อยู่อาศัยได้อยู่

 

โอนให้ป๋าแทนโอนให้วัดโดยตรง เพราะฝากทำบุญกับผู้ใหญ่ที่นับถือ

ส่วนเหตุใดจึงไม่โอนให้กับวัดสวนแก้วโดยตรง กลับโอนให้ พล.อ.เปรมแทนนั้น นายวัชระชี้แจงว่า ปกติเวลาทำบุญร่วมกันจะมีการฝากไว้ทำบุญ ซึ่ง พล.อ.เปรมก็เป็นผู้ใหญ่ที่นับถือจึงให้เป็นคนรวบรวม และการให้เงินทำบุญดังกล่าวเป็นงานก่อสร้าง จึงให้เงินเป็นระยะๆ โดยชำระเงินเป็นงวดๆ 4-5 ครั้ง รวมกว่า 6 ล้านบาท โดยมีใบอนุโมทนาบัตรรับเงินเรียบร้อย

นายวัชระยังกล่าวปฏิเสธ การที่แยกโอนเงินครั้งละ 1.8 ล้านบาท อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน (ปปง.) ที่กำหนดให้ต้องรายงานการทำธุรกรรมด้วยเงินสด 2 ล้านบาท ว่า ไม่ใช่ แต่เพราะเงินทำบุญจำนวนไม่มาก จึงจ่ายเช็คให้ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ทำงานให้กับวัด

 

โอนผ่านเปรม เพื่อให้เปรมไปดูการก่อสร้างจะได้รวดเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการโอนเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษของ พล.อ.เปรมหรือไม่ นายวัชระกล่าวว่า "ไม่ใช่ครับ การเซ็นเช็ค เหมือนการทำบุญแล้วให้เงินสด" ที่ไม่สั่งจ่ายผู้รับเหมาก่อสร้างโดยตรงนั้น นายวัชระตอบว่าว่า “ที่จ่ายผ่าน พล.อ.เปรมเพราะต้องการให้ พล.อ.เปรมเข้าไปดูการก่อสร้างให้ได้ความรวดเร็วมากขึ้น เช็คในการทำบุญครั้งนี้ จึงสั่งจ่าย พล.อ.เปรมทั้งหมด เหมือนทำบุญทอดกฐินด้วยกัน ก็จะให้ผู้ใหญ่เป็นผู้รวบรวม”

 

ยันเปรมไม่เคยเป็นที่ปรึกษาบริษัท ลั่นคณะ "เพื่อน 11" ใจบุญใจกุศล

นายวัชระกล่าวว่า พล.อ.เปรมไม่เคยเป็นที่ปรึกษาบริษัทใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ และมีเจตนารมณ์ทำประโยชน์ต่อสาธารณะอยู่ตลอดเวลา โดยในส่วนของคณะ 11 นั้น จริงๆ แล้วคณะนี้เรียกว่า "เพื่อน 11" เป็นกลุ่มเพื่อนที่รู้จักกันมากกว่า เหมือนเรามีเพื่อน 5 คน 10 คน ก็มาเจอกันบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา ยืนยันไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจหรือมีจุดประสงค์อื่น ที่สำคัญไม่ได้เจอกันบ่อยครั้ง เพราะแต่ละคนต่างมีหน้าที่อยู่แล้ว “เรื่องการทำบุญ ผมทราบมาว่า คุณลุงคุณป้าในกลุ่ม 11 ใจบุญกุศลตลอดเวลาอยู่แล้ว” นายวัชระกล่าว

 

ณัฐวุฒิอัดคณะ 11 ทำเปรมเหมือนบ่อพักน้ำเลี้ยงอำมาตย์ ลั่นจะแฉอีกพุธนี้

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งคำถามเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ว่า เหตุใดนางกัลยาณีจ่ายเช็คให้ พล.อ.เปรมโดยตรง ซึ่งจริงๆ แล้วควรโอนผ่านมูลนิธิรัฐบุรุษหรือวัดสวนแก้ว การกระทำดังกล่าวถือได้ว่า พล.อ.เปรมได้รับประโยชน์จากกลุ่มทุน รวมทั้งเงินจำนวนดังกล่าวไม่ยอมนำไปเสียภาษี ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ โดยการกระทำดังกล่าว พล.อ.เปรมควรเปลี่ยนอาชีพเป็นผู้รับเหมาตามที่นายวัชระเคยออกมากล่าวอ้างว่า เป็นการโอนเงินเพื่อใช้ก่อสร้างอาคาร

นายณัฐวุฒิกล่าวหาด้วยว่า กล่าวด้วยว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของ พล.อ.เปรม และมูลนิธิรัฐบุรุษหลายครั้งเป็นเวลาติดต่อกัน ซึ่งการกระทำเช่นนี้เปรียบ พล.อ.เปรมเหมือนเป็นบ่อพักน้ำเลี้ยงของระบบอำมาตย์ ซึ่งรัฐบาลควรออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ส่วนกรณีที่นายวัชระออกมาปฏิเสธกรณีดังกล่าว ถือว่ามีข้อเท็จจริงที่ไม่เพียงพอและเชื่อถือไม่ได้ เนื่องจากมีหลักฐานชี้ชัดว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชี พล.อ.เปรมโดยตรง และว่าวันพรุ่งนี้ (17 ก.พ.) จะออกมาเปิดเผยข้อมูลซึ่งเป็นหลักฐานเกี่ยวกับการโอนเงินไหลเข้าสู่บัญชีของ พล.อ.เปรม

 

พระพยอมแจง มีนายทหารมาดำเนินการก่อสร้างเอง วัดไม่เกี่ยว

ขณะเดียวกันวันนี้ พระพยอม กัลยาโณ ได้เขียนบทความลงในคอลัมน์ประจำในหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ตอน “สำเนาเช็คเงินบริจาคป๋า ไม่เกี่ยวอะไรกับวัด” สรุปว่า กรณีที่ พล.อ.เปรม บริจาคเงินให้ก่อสร้างที่พักให้กับเด็กๆ พระพยอมไม่ได้รับมาเป็นรูปตัวเงินเพราะทางผู้บริจาคซึ่งเป็นนายทหารที่ระบุว่าเป็นลูกน้องของ พล.อ.เปรม ไปตกลงกับผู้รับเหมาเอง แล้วส่งคนลงมาดำเนินการทั้งหมด โดยพระพยอมเพียงแต่บอกให้สถานที่ในการก่อสร้างเท่านั้น นอกจากนี้ทางมูลนิธิวัดสวนแก้วยังต้องใช้เงินราวล้านกว่าบาทเพื่อซ่อมแซมอาคารดังกล่าว หลังจากที่นายทหารลูกน้องของ พล.อ.เปรม สร้างเสร็จด้วย

พระพยอมยังระบุตอนท้ายว่า “เรื่องสำเนาเช็คที่พูดถึงจึงไม่เกี่ยวกับอาตมา แต่ว่าทุกวันนี้อาคารหลังนี้ก็นับว่าได้สร้างคุณูปการให้กับเด็กๆ ให้ได้มีที่พักที่อาศัยได้เยอะเลย เจริญพร”

 

โต้โสภณ องค์การ ยันคนยังเข้าวัดเยอะ ส่วนเปรมมาดูงานหรือไม่ ไม่ได้ระบุ

พระพยอมยังโต้นายโสภณ องค์การ ผู้ดำเนินรายการของ ASTV ด้วย โดยระบุว่า ที่นายโสภณเคยบอกว่าวัดสวนแก้วร้างไม่มีคนเข้าแล้วนั้น “ความจริงแล้วตรุษจีนที่ผ่านมาคนมาวัดสวนแก้วกันมืดฟ้ามัวดินหากจะเรียกว่าเกินความคาดหมายก็ต้องบอกว่าเกิดไป 10 เท่าก็คงพูดไม่ผิด ตอนนี้ก็ถือว่าอยู่ดีๆ อยู่แล้วเรื่องอะไรจะหาเห่ามาใส่หัว” พระพยอมกล่าวในบทความ

อย่างไรก็ตามในบทความไม่ได้ระบุว่า พล.อ.เปรม มาดูแลการก่อสร้าง อย่างที่บุตรชายนางกัลยาณีแถลงว่าบริจาคให้ พล.อ.เปรม เพื่อให้ พล.อ.เปรม มาดูแลการก่อสร้าง แต่อย่างใด สำหรับรายละเอียดของบทความพระพยอมมีดังนี้

 

 
สำเนาเช็คเงินบริจาคป๋า ไม่เกี่ยวอะไรกับวัด
พระพยอม กัลยาโณ
ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้, 16 ก.พ. 53
 
คนที่เข้ามาทำบุญกับวัดสวนแก้ว เขาทำกันหลายรูปแบบ ทั้งถวายปัจจัย สิ่งของ หรือแม้แต่ของเหลือใช้ ฉะนั้นประเด็นที่มีคนถามและอยากให้อาตมาตอบว่าวัดนำสำเนาเช็คไปให้ นปช.ใช้โจมตีป๋าหรือไม่ อันนี้คงตอบได้เพราะป๋าทำบุญโดยสร้างตึกให้ไม่ได้ให้เช็ค
 
ชีวิตอาตมาช่วงนี้รู้สึกว่างานมันเข้าๆ ออกๆ บางช่วงก็งานเข้าดีทั้งกิจมนต์บรรยาย กิจนิมนต์สร้างคุณประโยชน์อย่างอื่นแทบหาเวลาไม่มี แต่ว่าบางทีเงียบ
 
ช่วงนี้งานเข้าอีกแล้ว ก็เป็นเรื่องที่คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ออกมาเผยว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รับเช็คเป็นเงินจำนวนหนึ่งจากคุณกัลยาณี พรรณเชษฐ์ ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับวัดสวนแก้ว แต่ปรากฏว่าเช็คที่กล่าวถึงนั้นลูกชายคุณกัลยาณีบอกว่าคุณแม่ได้นำมาทำบุญที่วัดสวนแก้วโดยร่วมกับพล.อ.เปรม และเป็นเรื่องที่ผ่านมานมนานกาลเลแล้ว ก็เลยต้องมาเกี่ยวตรงที่ว่ามีคนกล่าวหาว่าอาตมาเป็นผู้นำเรื่องไปบอก นปช.
 
อาตมาขอชี้แจงเรื่องนี้ที่ยังมีคนเข้าใจอาตมาและวัดผิด เพราะตอนนี้มีคนตั้งข้อสังเกตทั้งในห้องสนทนาอินเทอร์เน็ต หรือตามร้านกาแฟ ระบุว่าสำเนาเช็ค หรือใบเสร็จอะไรพวกนั้นที่กลุ่มคนเสื้อแดงใช้ในการแถลงข่าวออกมาจากอาตมา
 
ขอย้อนไปในตอนที่มีการบริจาค ตอนนั้น พล.อ.เปรม ก็ยังคนที่มีภาพลักษณ์สง่างามไม่เคยมีใครไปขุดคุ้ยไม่มีใครไปพูดจากอะไรในทางที่ไม่ดีไม่งามกับท่าน ใครๆ ก็นับถือ อาตมายังรู้สึกว่าบุญหล่นทับวัดเลยเมื่อนายทหารลูกน้องท่านติดต่อเข้ามาว่า ป๋าเปรมจะทำบุญสร้างที่พักให้เด็กๆ และที่พักชั่วคราวให้กับผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดแล้วหาที่พักไม่ได้ ส่วนเรื่องเงินที่จะมาใช้ในการก่อสร้างว่าได้มาจากไหนใครจะมาร่วมทำบุญกับท่านบ้างข้อนี้อาตมาไม่สามารถรู้ได้ เพียงแต่อาตมาให้พื้นที่ทางนั้นเขาก็หาคนมาดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันอาคารนั้นก็สร้างแล้วเสร็จมาหลายปีแล้ว โดยปรกติงานก่อสร้างที่เกิดขึ้นในบริเวณวัดอาตมาจะต้องเข้าไปคุมงาน แต่ว่างานชิ้นนี้ไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไรด้วยเลย เพราะทางผู้บริจาคเขาจัดหาคนงาน หาผู้คุมหา มาเองทั้งหมด
 
เมื่อทำเสร็จแล้วเด็กๆ ก็ได้เข้าไปอยู่กันได้อย่างสบายพอสมควร และยังมีพื้นที่ในการจัดภูมิทัศน์ จัดสวนหย่อม เรียกว่าเด็กๆ ก็พอมีความสุขความสบายกับอาคารหลังนี้ แต่เป็นธรรมดาของการก่อสร้างที่พอสร้างเสร็จแล้วพื้นมันทรุดไปบ้าง หลังคามันพังไม่บ้างอาตมาก็นำเงินของมูลนิธิสวนแก้วไปซ้อมบำรุงหมดไปล้านกว่าบาทเหมือนกัน จนถึงบัดนี้เด็กๆ ก็ได้อยู่กันอย่างสบายหลังคาไม่รั่ว บันไดที่ทรุดเพราะทำใหม่เรียบร้อย
 
ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรเรื่องนี้ เพราะว่ามีผู้ศรัทธาและเป็นผู้ที่คนนับถืออยู่มากมายในขณะนั้น อาตมาก็คิดว่ามันก็จะเป็นบุญของเด็กๆ ที่ได้มีอาคารที่พักให้ได้อยู่สบายขึ้น ส่วนเรื่องที่ว่า ท่าน (พล.อ.เปรม) จะได้เงินใครมาจากไหนอันนี้อาตมาไม่ทราบ และไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปสงสัย
 
ทุกวันนี้อาตมาก็ไม่รู้ว่าในทางกฎหมายแล้ว นักการเมือง องคมนตรี หรือข้าราชการ จะรับเงินหรือสิ่งของที่มีมูลค่ามากกว่าเท่าใดไม่ได้ ซึ่งไม่เคยรู้เลยเลย และเมื่อไม่รู้เรื่องก็จะไปเอาเรื่องให้มันมาเป็นเรื่องไปทำไม เพราะถ้าทำไปอย่างที่เขากล่าวหามันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดีเลยกับตัวอาตมาและวัดสวนแก้วเอง เพราะกระแสตกลงไปจากการถูกกล่าวหาว่าเลือกข้างก็กำลังพื้นขึ้นมา เพราะตอนนี้มีคนเข้าวัดมามากมาย แล้วทำไมจะต้องหาเรื่องให้กับวัดต้องมาถูกว่าร้ายอีก ที่ผ่านมาคุณโสภณ องค์การ ผู้ดำเนินรายการของ ASTV ก็เคยบอกว่าวัดสวนแก้วร้างไม่มีคนเข้าแล้ว แต่ความจริงแล้วตรุษจีนที่ผ่านมาคนมาวัดสวนแก้วกันมืดฟ้ามัวดินหากจะเรียกว่าเกินความคาดหมายก็ต้องบอกว่าเกิดไป 10 เท่าก็คงพูดไม่ผิด ตอนนี้ก็ถือว่าอยู่ดีๆ อยู่แล้วเรื่องอะไรจะหาเห่ามาใส่หัว
 
จึงอยากจะขอบอกว่า ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เพียงแค่ว่าวัดสวนแก้วเป็นผู้ให้สถานที่ในการก่อสร้างเพื่อตั้งใจให้เป็นที่สำหรับเด็ก ๆให้พักพิงอิงอาศัย ส่วนเรื่องเงินๆทองๆ ของท่าน ว่ามาจากไหนเป็นของท่านหรือว่าใครร่วมทำบุญบริจาคมาทางวัดคงไม่มีหน้าที่ที่จะไปสืบเสาะ เมื่อสร้างเสร็จก็เสร็จเป็นและก็ผ่านมานานหลายปีใครจะคิดไปหาไปค้นใบเสร็จอะไร ถึงจะให้ค้นก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะผ่านมาหลายปีแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่หรือเปล่าด้วยซ้ำไป
 
เมื่อวานทั้งวัน นักข่าวก็มาขอดูก็พยายามให้เจ้าหน้าที่ค้นให้ทั้งต้นขั้วใบอนุโมทนา หรือสำเนาใบเสร็จ สำเนาเช็ค ก็ไม่เจอ ถ้าถามว่าแล้วแกนนำเสื้อแดงเขาเอามาจากไหน อาตมาก็ไม่ทราบคงต้องไปดูที่ผู้บริจาค
 
ก็คงต้องบอกได้แต่เพียงว่าเรื่องนี้อาตมาไม่ได้ไปบอกใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแดงหรือฝ่ายเหลือง และตลอดเวลาหลังจากนั้นก็มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นร้อยเป็นพันรายเอาสารที่ออกไปก็เยอะแย่จะให้มานั่งสนใจอยู่รายเดียวก็เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะทำได้
 
จึงขอสรุปไว้ว่าเรื่องที่พล.อ.เปรม บริจาคเงินให้ก่อสร้างที่พักให้กับเด็กๆ อาตมาไม่ได้รับมาเป็นรูปตัวเงินเพราะทางผู้บริจาคเขาไปตกลงกับผู้รับเหมาเอง แล้วส่งคนลงมาดำเนินการทั้งหมด อาตมาเพียงแต่บอกให้สถานที่ในการก่อสร้างเท่านั้น ฉะนั้นเรื่องสำเนาเช็คที่ผู้ถึงจึงไม่เกี่ยวกับอาตมา แต่ว่าทุกวันนี้อาคารหลังนี้ก็นับว่าได้สร้างคุณูปการให้กับเด็กๆ ให้ได้มีที่พักที่อาศัยได้เยอะเลย เจริญพร
 

 

ไปถวายเองก็ได้

ไปถวายเองก็ได้ ไม่เห้นต้องเขียนเช็คผ่านมือใครเลย ตลกดี
โมทนาสาธุ

เป็นเรื่องที่ดีที่จะเอาเรื่อง

เป็นเรื่องที่ดีที่จะเอาเรื่องราวต่างๆของผู้่มีอิทธืพลในสังคมที่มีการเอารัดเอาเปผรียบสังคมมาเป็นเวลานานมาเปิดเผย
ที่แท้พวกอำมาตย์ก็มีการกระทำที่แย่กว่าทักษิณซะอีก ไม่รู้จักคำว่าเสียภาษีด้วยซ้ำ มีแต่เอาภาษีมาบำรุงบำเรอความสุขตัวเอง แล้วประชาชนคนยากจนได้อะไรกับพวกอำมาตย์บ้าง มีแต่ต้องถูกอนุรักษ์ความจนเอาไว้ซ้ำซากมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

BBBBB BBBBB 1.

BBBBB
BBBBB

1. ประธานองคมนตรีไม่ได้เอาเงินไปสร้างวิมานบนเขายัยเอียงและ/หรือกลางหนองน้ำหมู่บ้านปัฐวิกรณ์
2. ประธานองคมนตรีไม่ได้เอาวัดสวนแก้วไปทำเป็นสนามกอล์ฟเขาสอยดาว
3. ประธานองคมนตรีไม่ได้รับเช็คจากทักษิณ
4. ประธานองคมนตรียังไม่โดนปปช.(กล้าณรงค์ จันเถิก)ชี้มูลว่า "มีเงินใช้เกินปกติทั้งที่ไร้อาชีพที่พึงทำเงินมหาศาล" แต่อย่างใด
5. ประธานองคมนตรีพูดเรื่องพระสยามเทวาธิราชแต่คณะ11เข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องการกุศลจึงเอาเช็คมาจิ้มก้องให้เองโดยมิได้ร้องขอ

ดังนั้น
จากเหตุผล5ประการนี้-เมื่อพิจารณาตามหลัก"พจนานุกรม"แล้ว
จึงฟันธงพิพากษาว่า....
ประธานองคมนตรีเป็นคนดีมีคุณธรรม/จริยธรรม/และโคตรบรมธรรมกว่าทักษิณและนักการเมืองทั้งรัฐสภาตลอดจนชนชาวเสื้อแดงทั้งหมด
ที่อ้างว่าประธานองคมนตรีอาศัยบ้านหลวงฟรีนานผิดปกติและแทรกแซงการบริหารประเทศด้วยการแอบกระซิบสั่งการอยู่หลังตึกไทยคู่ฟ้านั้นจึงฟังไม่ขึ้น......

ส่วนเรื่อง "เช็คพาซวย" นั้น
ฟังได้ว่ามีจำนวนเงินน้อยกว่าที่ทีพีไอ.จ่ายให้กับปชป.
อีกทั้งเป็นเช็คเพื่อการกุศลไม่ใช่หวยบนดินการกุศลแบบที่ทักษิณเอาไปเป็นทุนให้นักเรียนแต่อย่างใด
จึงตีความได้ว่าเช็คนั้นเป็นค่า "บูชาครู" มิใช่ค่า "รับจ้าง" เช่นเดียวกับกรณีของ"นายจรัญ ภักดีธนบัตร"
การณ์นี้จึงยกประโยชน์ให้กับประธานองคมนตรีไป
จึงเห็นสมควรยกฟ้องข้อกล่าวหาและเห็นสมควรให้ยุบพรรคเพื่อไทยกับมูลนิธิไทคมแทน
ส่วน"เช็คพาซวย"ของกลางให้ทำลายหลักฐานทิ้งแต่ตัวเงินสดให้คืนประธานองคมนตรีไปพร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละ7.5.....

อาเมน
ปิดคดี/.
-----------------------------
คิกคัก คิกคัก
BBBBB
BBBBB

ประเทศไทยของเรา

ประเทศไทยของเรา คนที่อยู่เหนือคนทั้งหลาย ทำอะไรที่คนทั้งหลายเขาเห็นว่าไม่ถูก คนพวกนี้ชอบทำกันตลอดมา ทำไม่ประเทศไทยจึงมีคนไทยยากจนเต็มบ้านเต็มเมือง ลองคิดดูเล่นๆในตรรกะที่ว่ามีคนบางกลุ่ม มีเจตนาให้คนไทยมีความเป็นอยู่ด้วยยากจนแล้วปกครองง่าย เพราะพวกคนจนว่านอนต้อนง่าย ที่รัฐบาลนี้กู้แปดแสนล้านเอามาถลุงอย่างที่รู้ๆกัน ประเทศไทยก็จะมีการกู้อย่างต่อเนื่องอีกหลายปี ที่นี่ประเทศก็จะไม่มีวันใช้หนี้ประเทศเจ้าหนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกกี่สิบปีในอนาคต ทั้งดอกเบี้ยเงินต้นเป็นหลายล้านล้านบาท ลองคำนวนอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนดู อย่างนี้คนไทยลูกไทยหลานไทยเหลนไทยถึงโหลนไทย ก็จะยังใช้หนี้คราวนี้ไม่หมด

นี่แหละคือยุทธศาสตร์อำมาตย์ เขามีความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้ชนิดถาวร เพราะพวกเขาไม่มีความเดือดร้อนใดๆด้วย พวกเขาอยู่ดีมีสุขทุกสถานอยู่แล้ว มีแต่รู้สึกตนว่าพวกตนนั้นสูงส่ง ผู้คนที่ทั่วไปจะเป็อย่างไรเขาไม่อนาทรด้วยทั้งสิ้น นี่คือความของพวกอำมาตย์ ประเทศนี้มีใครมาทำให้พวกคนจนอยู่ดีมีกิน คนคนนั้นต้องถูกกำจัด และคนที่ถูกกำจัดก็มีมาแล้วไม่น้อยเลย

ประเทศไทยของเรา

ประเทศไทยของเรา คนที่อยู่เหนือคนทั้งหลาย ทำอะไรที่คนทั้งหลายเขาเห็นว่าไม่ถูก คนพวกนี้ชอบทำกันตลอดมา ทำไม่ประเทศไทยจึงมีคนไทยยากจนเต็มบ้านเต็มเมือง ลองคิดดูเล่นๆในตรรกะที่ว่ามีคนบางกลุ่ม มีเจตนาให้คนไทยมีความเป็นอยู่ด้วยยากจนแล้วปกครองง่าย เพราะพวกคนจนว่านอนต้อนง่าย ที่รัฐบาลนี้กู้แปดแสนล้านเอามาถลุงอย่างที่รู้ๆกัน ประเทศไทยก็จะมีการกู้อย่างต่อเนื่องอีกหลายปี ที่นี่ประเทศก็จะไม่มีวันใช้หนี้ประเทศเจ้าหนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกกี่สิบปีในอนาคต ทั้งดอกเบี้ยเงินต้นเป็นหลายล้านล้านบาท ลองคำนวนอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนดู อย่างนี้คนไทยลูกไทยหลานไทยเหลนไทยถึงโหลนไทย ก็จะยังใช้หนี้คราวนี้ไม่หมด

นี่แหละคือยุทธศาสตร์อำมาตย์ เขามีความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้ชนิดถาวร เพราะพวกเขาไม่มีความเดือดร้อนใดๆด้วย พวกเขาอยู่ดีมีสุขทุกสถานอยู่แล้ว มีแต่รู้สึกตนว่าพวกตนนั้นสูงส่ง ผู้คนที่ทั่วไปจะเป็อย่างไรเขาไม่อนาทรด้วยทั้งสิ้น นี่คือความของพวกอำมาตย์ ประเทศนี้มีใครมาทำให้พวกคนจนอยู่ดีมีกิน คนคนนั้นต้องถูกกำจัด และคนที่ถูกกำจัดก็มีมาแล้วไม่น้อยเลย

ประเทศไทยของเรา

ประเทศไทยของเรา คนที่อยู่เหนือคนทั้งหลาย ทำอะไรที่คนทั้งหลายเขาเห็นว่าไม่ถูก คนพวกนี้ชอบทำกันตลอดมา ทำไม่ประเทศไทยจึงมีคนไทยยากจนเต็มบ้านเต็มเมือง ลองคิดดูเล่นๆในตรรกะที่ว่ามีคนบางกลุ่ม มีเจตนาให้คนไทยมีความเป็นอยู่ด้วยยากจนแล้วปกครองง่าย เพราะพวกคนจนว่านอนต้อนง่าย ที่รัฐบาลนี้กู้แปดแสนล้านเอามาถลุงอย่างที่รู้ๆกัน ประเทศไทยก็จะมีการกู้อย่างต่อเนื่องอีกหลายปี ที่นี่ประเทศก็จะไม่มีวันใช้หนี้ประเทศเจ้าหนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกกี่สิบปีในอนาคต ทั้งดอกเบี้ยเงินต้นเป็นหลายล้านล้านบาท ลองคำนวนอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนดู อย่างนี้คนไทยลูกไทยหลานไทยเหลนไทยถึงโหลนไทย ก็จะยังใช้หนี้คราวนี้ไม่หมด

นี่แหละคือยุทธศาสตร์อำมาตย์ เขามีความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้ชนิดถาวร เพราะพวกเขาไม่มีความเดือดร้อนใดๆด้วย พวกเขาอยู่ดีมีสุขทุกสถานอยู่แล้ว มีแต่รู้สึกตนว่าพวกตนนั้นสูงส่ง ผู้คนที่ทั่วไปจะเป็อย่างไรเขาไม่อนาทรด้วยทั้งสิ้น นี่คือความของพวกอำมาตย์ ประเทศนี้มีใครมาทำให้พวกคนจนอยู่ดีมีกิน คนคนนั้นต้องถูกกำจัด และคนที่ถูกกำจัดก็มีมาแล้วไม่น้อยเลย

ประเทศไทยของเรา

ประเทศไทยของเรา คนที่อยู่เหนือคนทั้งหลาย ทำอะไรที่คนทั้งหลายเขาเห็นว่าไม่ถูก คนพวกนี้ชอบทำกันตลอดมา ทำไม่ประเทศไทยจึงมีคนไทยยากจนเต็มบ้านเต็มเมือง ลองคิดดูเล่นๆในตรรกะที่ว่ามีคนบางกลุ่ม มีเจตนาให้คนไทยมีความเป็นอยู่ด้วยยากจนแล้วปกครองง่าย เพราะพวกคนจนว่านอนต้อนง่าย ที่รัฐบาลนี้กู้แปดแสนล้านเอามาถลุงอย่างที่รู้ๆกัน ประเทศไทยก็จะมีการกู้อย่างต่อเนื่องอีกหลายปี ที่นี่ประเทศก็จะไม่มีวันใช้หนี้ประเทศเจ้าหนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกกี่สิบปีในอนาคต ทั้งดอกเบี้ยเงินต้นเป็นหลายล้านล้านบาท ลองคำนวนอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนดู อย่างนี้คนไทยลูกไทยหลานไทยเหลนไทยถึงโหลนไทย ก็จะยังใช้หนี้คราวนี้ไม่หมด

นี่แหละคือยุทธศาสตร์อำมาตย์ เขามีความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้ชนิดถาวร เพราะพวกเขาไม่มีความเดือดร้อนใดๆด้วย พวกเขาอยู่ดีมีสุขทุกสถานอยู่แล้ว มีแต่รู้สึกตนว่าพวกตนนั้นสูงส่ง ผู้คนที่ทั่วไปจะเป็อย่างไรเขาไม่อนาทรด้วยทั้งสิ้น นี่คือความของพวกอำมาตย์ ประเทศนี้มีใครมาทำให้พวกคนจนอยู่ดีมีกิน คนคนนั้นต้องถูกกำจัด และคนที่ถูกกำจัดก็มีมาแล้วไม่น้อยเลย

ประเทศไทยของเรา

ประเทศไทยของเรา คนที่อยู่เหนือคนทั้งหลาย ทำอะไรที่คนทั้งหลายเขาเห็นว่าไม่ถูก คนพวกนี้ชอบทำกันตลอดมา ทำไม่ประเทศไทยจึงมีคนไทยยากจนเต็มบ้านเต็มเมือง ลองคิดดูเล่นๆในตรรกะที่ว่ามีคนบางกลุ่ม มีเจตนาให้คนไทยมีความเป็นอยู่ด้วยยากจนแล้วปกครองง่าย เพราะพวกคนจนว่านอนต้อนง่าย ที่รัฐบาลนี้กู้แปดแสนล้านเอามาถลุงอย่างที่รู้ๆกัน ประเทศไทยก็จะมีการกู้อย่างต่อเนื่องอีกหลายปี ที่นี่ประเทศก็จะไม่มีวันใช้หนี้ประเทศเจ้าหนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกกี่สิบปีในอนาคต ทั้งดอกเบี้ยเงินต้นเป็นหลายล้านล้านบาท ลองคำนวนอัตราดอกเบี้ยต่อเดือนดู อย่างนี้คนไทยลูกไทยหลานไทยเหลนไทยถึงโหลนไทย ก็จะยังใช้หนี้คราวนี้ไม่หมด

นี่แหละคือยุทธศาสตร์อำมาตย์ เขามีความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้ชนิดถาวร เพราะพวกเขาไม่มีความเดือดร้อนใดๆด้วย พวกเขาอยู่ดีมีสุขทุกสถานอยู่แล้ว มีแต่รู้สึกตนว่าพวกตนนั้นสูงส่ง ผู้คนที่ทั่วไปจะเป็อย่างไรเขาไม่อนาทรด้วยทั้งสิ้น นี่คือความของพวกอำมาตย์ ประเทศนี้มีใครมาทำให้พวกคนจนอยู่ดีมีกิน คนคนนั้นต้องถูกกำจัด และคนที่ถูกกำจัดก็มีมาแล้วไม่น้อยเลย

อยากให้ตรวจสอบต่อว่า

อยากให้ตรวจสอบต่อว่า ใบอนุโมทนาบัตรที่เป็นชื่อบริษัท ได้ถูกนำไปใช้หักลดหย่อนภาษีหรือไม่ และบริษัทที่นำไปนั้นบันทึกบัญชีนี้อย่างไร มีการบันทึกการจ่ายเงินออกหรือไม่ด้วยครับ

เข้าตำราที่ว่า มีเงิน

เข้าตำราที่ว่า มีเงิน แต่ไม่มีเวลา เลยต้องฝากเช็คให้ ฯพณฯ ท่านไปช่วยดำเนินการสร้างบุญสร้างกุศลให้แทน

โห! พวกมึงยังคิดว่าฉลาดอยู่อีกหรือวะเนี่ย บรมควายจริง ๆ

1.ประเด็น

1.ประเด็น ถ้าเอกชนจ่ายเช็คจริงเพื่อบริจาคผ่านบุคคลเพื่อทำบุญ ถ้าไม่กลัวจะเกิดรั่วไหล ก็ไม่น่ามีปัญหา
2.ปัญหาน่าจะอยู่ที่บุคคล แถมเป็นองคมนตรีด้วย คนรับเช็คเงินสดแบบนั้น จะเข้าข่ายผิดมั้ย ถ้าไม่ผิดก็ไม่เห็นจะเป็นไร
3.ในประเด็น เอาเงินเอกชนไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ถ้าว่าไปแล้วก็ดูเหมือนไม่ได้มีข้อผูกพันอะไรกันนะ แต่ถ้าดูผล ก็เห็นว่า รับเงินจริง เอาไปสร้างอาคารจริง เพราะตามที่พระท่านยืนยัน
4.ประเด็นว่า รับบริจาค 6 ล้าน แล้วคนรับเหมาก่อสร้าง ได้เงินค่าก่อสร้างไปเท่าไหร่ ก็เป็นอีกเรื่อง เช่น
- ถ้าเกิดคนรับเหมาได้แค่ 2 ล้านก็สร้างเสร็จแล้ว หยวนๆ ประมาณร่วมทำบุญด้วย ก็เป็นอันว่าคนจ้างได้กำไรไป 4 ล้าน แบบนี้ก็ไม่น่าจะผิดนะ เพราะเรื่องบริจาคกับการเอาไปจ้างงาน มันคนละเรื่อง ในเมื่อเอกชนเจ้าของเงินไม่ได้สนใจ แต่เรื่องอื่นจะจบมั้ยเป็นอีกประเด็น...
- ถ้าเกิดคนรับเหมาก่อสร้างดันได้งบตั้ง 7 ล้าน แปลว่าป๋าต้องออกเพิ่มอีก 1 ล้าน เท่ากับเพิ่มภาระให้ป๋าต้องหาเงินมาอุดยุ่งเข้าไปอีก ยิ่งถ้าควักกระเป๋าเอาเงินส่วนตัวจ่ายนะ เท่ากับเอกชนทำบาปให้ป๋า "ทำบุญบูชาโทษ" เนื้อก็ไม่ได้กิน หนังก็ไม่ได้รองนั่ง กระดูกแขวนคอ

* ว่าไปแล้วถ้าว่ากันแฟร์ๆ "ในทางปฏิบัติ" ป๋าก็คงไม่น่าไปเกี่ยว อย่างมากส่งเงินมาให้ แกก็คงเอาไปให้ลูกช่วยจัดการ แต่ในทางหลักการยังไงก็คงเลี่ยงไม่พ้น เหมือนประธานบริษัทใหญ่ ใครจะไปรู้เรื่องรายละเอียด การทำงานเล็กๆ น้อยๆ โอนหุ้น วัน ว. เวลา น. ใครจะไปจำได้ อย่างมากเค้าแค่เคาะว่า "เอาหรือไม่เอา" หรือ "ทำหรือไม่ทำ" เท่านั้น แต่ถ้าเกิดปัญหา เลี่ยงภาษีกันมา ประธานก็ต้องโดนสอบ ตามหลักการ ถ้าจำรายละเอียดไม่ได้ ประธานอาจถูกกล่าวหาให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวน

เอ้อ.. พอยกตัวอย่างนี้มา ป๋ากับทักกี้ ชักมีอาการนามคล้ายๆกันแฮะ อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะไปถึงขั้นไหน แต่น่าจะเคลียร์กันได้นะ

ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก คุณดช.บุ่ย(น้องดช.เฟียม)ช่างมีอารมณ์ขันแสนร้ายกาจ กะลังเซ็งละขำกลิ้งเลย

เพิ่มเติม 5.ใบอนุโมทนาบัตรน่ะ

เพิ่มเติม 5.ใบอนุโมทนาบัตรน่ะ ออกโดยใคร ออกในนามของใคร
6.ด้านล่างคุณนักบัญชี ยังเสนอว่าทางเอกชนเอาใบอนุโมทนา ไปหักลดหย่อนภาษีหรือไม่ ก็น่าสนใจเหมือนกัน

เออ.. เรื่องชักยาวแฮะ

ความชั่วไม่เป็นสองรองใครของทร

ความชั่วไม่เป็นสองรองใครของทรราชเมืองไทย หรือพ่อของพวกเมิง
1. ขายประเทศ โกงภาษี และหลบเลี่ยงกฎหมาย กรณีการขายกลุ่มบริษัทชิน – การขายบริษัทชินคอร์ป ซึ่งครอบครองดาวเทียมจำนวน 4 ดวง สถานีโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และบริษัทสายการบินต้นทุนต่ำ มูลค่า 73,000 ล้านบาท แก่กองทุนเทมาเส็กซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลสิงคโปร์ เป็นการขายกิจการสัมปทานของชาติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลลุแก่อำนาจโดยแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการขายหุ้นให้ต่างชาติได้เกิน 25% เพียงวันเดียวก่อนทำการขาย เห็นดีเห็นงามกับการตั้งบริษัทบังหน้า เพื่อให้ต่างชาติถือครองหุ้นส่วนใหญ่โดยผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกทั้งหาช่องโหว่ไม่ต้องเสียภาษีการซื้อขายแม้แต่สักบาทเดียว ผู้นำประเทศกลายเป็นแบบอย่างให้เกิดพฤติกรรมโกงภาษี และเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามายึดครองกิจการสำคัญๆของประเทศ
2. เอาชีวิตของเกษตรกร การเข้าถึงยาและได้รับการรักษาของคนไทยทุกคน แลกกับผลประโยชน์ของบริษัทครอบครัวและกลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลกรณี การทำเอฟทีเอ การลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับจีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกผัก ผลไม้เมืองหนาว และเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อโคนมรวมกันกว่า 5 ล้านคน การเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐจะส่งผลกระทบรุนแรงกว่านั้นหลายเท่า เพราะต้องเปิดเสรีการลงทุน กิจการขนาดเล็กของคนไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พันธุ์พืชถูกจดสิทธิบัตร ทรัพยากรธรรมชาติถูกครอบครอง ระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบได้รับผลกระทบ และประชาชนไทยต้องซื้อยาในราคาแพง นักลงทุนต่างชาติได้สิทธิฟ้องร้องรัฐ ยอมรับกลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแทนการขึ้นศาลไทย แลกกับผลประโยชน์ของกลุ่มกิจการโทรคมนาคมของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มบริษัทรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งล้วนแล้วแต่ใกล้ชิดกับรัฐบาล ทั้งนี้ไม่นับการแก้ไขกฎหมายภายในหลายฉบับเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
3. การแทรกแซงองค์กรอิสระ และการทำลายกลไกการตรวจสอบ - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ใช้อำนาจทางการเมืองและอำนาจเงินครอบงำวุฒิสภา แทรกแซงกระบวนการสรรหา การได้มา และการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ เช่น คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลไกและกระบวนการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญถูกทำลายลงแทบหมดสิ้น แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่อาจเป็นที่พึ่งได้ ดังที่ได้ปฏิเสธที่จะพิจารณากรณีการซุกหุ้นภาค 2 ของนายกรัฐมนตรี จากการเสนอของสมาชิกวุฒิสภา 27 คนเมื่อเร็วๆนี้ การขาดกลไกการตรวจสอบทำให้อำนาจการบริหารอยู่ในมือของผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จ เกิดการคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร และเปิดทางให้ตระกูลชินวัตรและบริวารสืบทอดอำนาจในการบริหารประเทศเยี่ยงทรราช
4. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อประโยชน์พวกพ้องและบริษัทต่างชาติ - เมื่อมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยการเปิดขายหุ้นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย( ปตท.)นั้น หุ้นทั้งหมดถูกขายเกลี้ยงในเวลาเพียง 1 นาที 17 วินาที หุ้นส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของนักการเมืองพรรคไทยรักไทยและเครือญาติ มีการใช้อำนาจรัฐขยายสัดส่วนการถือหุ้นของเอกชนจาก 25 % เป็น 49% และกำหนดอัตราราคาแกสที่ขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาที่สูง ดันให้ผลกำไรของปตท.ในปี 2548 สูงถึงกว่า 80,000 ล้านบาท ผลประโยชน์ดังกล่าวถูกแจกจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นและบริษัทต่างชาติ รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ยังเดินหน้าแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยการขายเลหลังราคาถูกในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่า 3.3 ล้านล้านบาท อีกทั้งยังคงกุมการผูกขาดและไม่มีกลไกการกำกับดูแลคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชนต้องเสียค่าไฟฟ้าในราคาแพงเพียงเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนในรัฐบาล และบริษัทต่างชาติในสิงคโปร์ ทั้งนี้ไม่นับแผนการแปรรูปองค์การเภสัชกรรม องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) เป็นต้น
5. การยึดครองและควบคุมสื่อ กรณีไอทีวี มติชน และคุกคามการทำงานของสื่อมวลชน นักกิจกรรมทางสังคม - บริษัทของครอบครัวนายกรัฐมนตรีได้เข้าซื้อกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเป็นดอกผลการต่อสู้ของประชาชนในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ใช้อำนาจรัฐลดภาษีสัมปทาน เปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้เพิ่มสัดส่วนรายการบันเทิง กลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดยังได้พยายามเข้าไปยึดครองกิจการของหนังสือพิมพ์มติชน และเข้าไปถือครองในกิจการสื่อต่างๆ มีการใช้งบประมาณของรัฐและงบประชาสัมพันธ์ของธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อควบคุมสื่อมวลชน สื่อมวลชนและนักกิจกรรมที่หาญกล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถูกฟ้องร้องเรียกค่า เสียหายนับพันล้านบาท เสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนไทยภายใต้ระบอบทักษิณตกต่ำที่สุดนับ ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา
6. การละเมิดสิทธิมนุษยชน การหายตัวไปของทนายสมชาย และความรุนแรงของปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ - นับตั้งแต่ปี 2477-2546 มีผู้ที่ถูกตัดสินลงโทษให้ประหารชีวิตเพียง 323 เท่านั้น แต่ช่วงเวลาเพียง 3 เดือน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2545 ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวดนั้นมีผู้ต้องสงสัยเกี่ยว กับคดียาเสพติดถูกฆ่าตายกว่า 2,000 ราย การใช้การปราบปรามแบบเหวี่ยงแห และการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีการหายตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร การกระทำการอย่างทารุณกับผู้ชุมนุมในกรณีตากใบ รวมทั้งการส่งทหารไทยไปยังอิรักตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐฯ คือสาเหตุสำคัญของการลุกลามของปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดจากระบอบทักษิณ
7. การตั้งรัฐอิสระ เปิดเสรีโดยลดทอนกฎหมายภายใน และทำลายการปกครองของท้องถิ่น - กรณีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมๆกับการทำเอฟทีเอและแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเร่งรีบ รัฐบาลชุดนี้ยังได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้อำนาจฝ่ายบริหารในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น ให้อำนาจนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศอย่างไร้ขอบเขต ทั้งด้านอุตสาหกรรม บริการ หรือแม้แต่กิจการบ่อนกาสิโน เพิกถอนสภาพที่สาธารณสมบัติเช่น เขตธรณีสงฆ์ ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ รวบอำนาจการบริหารจากองค์กรท้องถิ่น เสมือนการจัดตั้งรัฐอิสระที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายใดๆของประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำสูงสุดในเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว
8. ความล้มเหลวของการปฎิรูปการศึกษา ปัญหาการโอนย้ายการศึกษาไปสู่องค์กรส่วนท้องถิ่น - การปฏิรูปการศึกษาไม่มีความคืบหน้าใดๆ มาตรฐานการศึกษาในทุกระดับตกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การเปิดเสรีการศึกษาจะทำให้การศึกษากลายเป็นการค้า เป็นการทำลายเป้าหมายของการศึกษาและกีดกั้นประชาชนยากจนออกไปจากระบบการ ศึกษาในท้ายที่สุด ปัญหาการโอนย้ายการศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือเครื่องชี้ความ ล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษา โดยการใช้อำนาจรัฐมากกว่ากระบวนการมีส่วนร่วม และสะท้อนให้เห็นว่ามิได้มีการสร้างความพร้อมให้เกิดขึ้นทั้งต่อสถาบันการ ศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอด 5 ปีที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในอำนาจ
9. ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ช่องว่างคนรวยคนจน ความเป็นจริงและผลกระทบการแจกจ่ายเงินไปสู่ชนบท - เป้าหมายของรัฐบาลคือการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของตลาดหุ้นโดยไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจน หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 103,940 บาท/ครัวเรือน (พ.ศ. 2547) สถิติผู้บริโภคที่เป็นหนี้บัตรเครดิตถือจำนวนบัตรเครดิตสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก 16 ใบเป็น 30 ใบ เงินที่รัฐบาลแจกจ่ายเงินไปให้ชนบทในรูปกองทุนหมู่บ้านเป็นการนำเงินที่ควร จะเป็นของท้องถิ่นกลับไปให้ท้องถิ่นแค่เพียงเศษเงิน งานวิจัยพบว่ามีการนำเงินจากกองทุนหมู่บ้านไปซื้อโทรศัพท์มือถือ 400 เครื่องต่อหนึ่งหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านต้องจ่ายค่าโทรศัพท์เป็นเงินถึง 480,0000 บาท/ปี(ไม่นับค่าซื้อเครื่อง) ต้องเอาเงินนอกระบบมาใช้หนี้กองทุน เอาเงินกองทุนไปใช้หนี้นอกระบบ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ของหนี้อมตะ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนเพิ่มมากขึ้นทุกทีจนอยู่ในระดับเดียวกันกับ เม็กซิโก โคลัมเบีย และอาร์เจนตินา ปัญหาทั้งหมดรอวันปะทุเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง
10.ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาโครงสร้างการจัดการทรัพยากร กรณี พ.ร.บ.ป่าชุมชน และการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนยากจน - รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ดำเนินการใดๆที่เป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ข้อเรียกร้องของประชาชนในการปฏิรูปการจัดการทรัพยากร เช่น การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน การบริหารน้ำโดยท้องถิ่น และการผลักดันให้มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนถูกขัดขวางโดยรัฐบาล ในทางตรงข้ามรัฐบาลยังได้สนับสนุนส่งเสริมให้มีการลง ทุนที่ทำลายวิถีชีวิตของชุมชน เช่น โครงการเหมืองแร่โปแตซ โครงการท่อส่งก๊าซโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ผู้นำชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่นถูกฆ่ามากกว่า 20 คน รวมทั้งพระสงฆ์นักอนุรักษ์