รายงานจากลอนดอน (จบ) : ทูตไทยจัดถกการเมือง ‘เลย์แลนด์’ :"ทำไม รธน. ไทยถึงทำงานไม่ได้ดี"

ปีเตอร์ เลย์แลนด์ ย้ำระบอบรัฐธรรมนูญมีประสิทธิภาพได้ เมื่อองค์กรทางการเมือง อย่างรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ และระบอบการเลือกตั้งเข้มแข็ง ตรวจสอบได้ ยืนยันสิทธิเสรีภาพประชาชน ยอมรับและปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ ด้านบวรศักดิ์ ระบุแก้ปัญหาไม่ใช่แค่ปฎิรูปการเมือง แต่ต้องแก้ความไม่เท่าเทียม มุ่งสู่รัฐสวัสดิการ

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.53 ที่ห้องประชุมบรูไน วิทยาลัยบูรพาและแอฟริกาศึกษา (School or Oriental and African Studies: SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน สถานทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรและสมาคมนักเรียนไทย SOAS ได้จัดเวทีเสวนา “สถานการณ์การเมืองไทย: ความเป็นมาและอนาคต” (Thai Political Situation: Wherefrom and Whereto?)

โดยมีนักวิชาการจากไทยและอังกฤษ 4 คนเป็นผู้อภิปราย ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ ดร.สุจิต บุญบงการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทขององค์กรทางการเมืองต่างๆ ศ.ดร.ดังแคน แมคคาโก (Duncan McCargo) จากภาควิชารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยลีดส์ อภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ ศ.ดร.ปีเตอร์ เลย์แลนด์ (Peter Leyland) จากมหาวิทยาลัยมหานครลอนดอน (London Metropolitan University) จะอภิปรายประเด็นรัฐธรรมนูญและองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ และ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อภิปรายเรื่องทางออกจากวิกฤติการเมือง

โดยเสวนาครั้งนี้มีนักศึกษาไทยจากทั่วอังกฤษ นักการทูตในกรุงลอนดอน นักวิชาการอังกฤษทางด้านเอเชียศึกษา และประชาชนไทยในอังกฤษรวมถึงพระภิกษุชาวไทย เข้าร่วมฟังราว 300 คน

ทั้งนี้ ในตอนที่ 1 ได้รายงานเนื้อหาในส่วนคำอภิปรายของ ดร.สุจิต บุญบงการ และ ศ.ดร.ดังแคน แมคคาโก ไปแล้ว ต่อจากนี้คือ เนื้อหาในส่วนที่เหลือ

0 0 0

ศ.ดร. ปีเตอร์ เลย์แลนด์ (มหาวิทยาลัยมหานครลอนดอน)
ศ.ปีเตอร์เริ่มการบรรยายว่า สถานการณ์รัฐธรรมนูญไทยในหลายๆ ปีที่ผ่านเป็นเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาในเส้นทางเพื่อสร้างระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) คำถามที่ผมอยากตั้งคำถามสี่คำถามในฐานะนักวิชาการทางด้านรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มีวาระทางการเมือง คือ หนึ่ง ทำไมการปกครองภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญเหมือนจะเกิดขึ้นไม่ได้ ทำไมรัฐธรรมนูญไทยถึงทำงานไม่ได้ดีเท่าไหร่ สอง รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด (ทั้ง 2540 และ 2550) มีบทบาทในการสนับสนุนประชาธิปไตยของไทยหรือไม่ สาม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเสนอทางออกหรือไม่ สี่ มี รัฐธรรมนูญที่เป็นสูตรสำเร็จ (magic formula) หรือเปล่าที่จะรับประกันว่าไทยจะมีการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติไปสู่ประชาธิปไตย

เวลาเราพูดถึงระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ คำนิยามของมัน คือ มันไม่ใช่กฎเกณฑ์เท่านั้นแต่ผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองต้องยอมรับและปฎิบัติตาม ระบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญมีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับนิติธรรม (Rule of law) เพื่อควบคุมอำนาจและสร้างกติกาทางการเมืองและกติกาที่มีเหตุผล (civil order and rational progress) และปฎิเสธการที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้

ดังนั้นถ้าเราต้องการทำให้การปกครองระบอบรัฐธรรมนูญมีประสิทธิภาพ เราต้องทำให้องค์กรทางการเมือง (institution building) เช่น รัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ และระบอบการเลือกตั้งเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง มีกลไกตรวจสอบ ยืนยันในสิทธิเสรีภาพของประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่เพียงแต่มีกฎเกณฑ์ แต่ทุกคนปฎิบัติตามและยอมรับกฎเกณฑ์เหล่านั้น

เมื่อเราโยงเข้ามาให้ใกล้กับสถานการณ์ในเมืองไทย เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญล่าสุด (40 และ 50)ได้สร้างสถาบันการเมืองเหล่านี้ขึ้นมา รวมถึงองค์กรที่มีกฎหมายของมันเอง และมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ศาลปกครอง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีอำนาจอย่างมาก ยกตัวอย่าง เช่น กกต. มีอำนาจมากเหมือนผู้ตัดสินกีฬาฟุตบอลที่จะสามารถให้ใบแดงกับนักการเมืองที่กระทำผิด ปปง. ศาลปกครอง และ ปปช. ก็มีอำนาจคล้ายๆ กันกับ กกต.

แต่หน้าที่ที่ว่านี้ยังไม่สามารถทำงานได้จริง ทุกคนไม่ได้มีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายและเพราะองค์กรเหล่านี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับหลักนิติธรรม องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอิสระตามที่รัฐธรรมนูญต้องการเนื่องจากถูกกดดันทางการเมือง และไม่สามารถปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ของมันที่มันควรจะทำได้ เหตุผลหนึ่งที่มันไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือ ปัญหาของสังคมไทยเนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่มีชนชั้นและมีกติกาทางสังคมตามฐานะ อำนาจ สถานะ

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน สมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นกลางทางการเมือง และกระบวนการแต่งตั้งสมาชิกในองค์กรอิสระไม่ได้มีความเป็นอิสระทางการเมือง ทำให้ระบบการตรวจสอบล้มเหลว

ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้เป็นการเริ่มใหม่ทั้งหมดเนื่องจากองค์กรอิสระยังคงอยู่เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ปัญหาคือรัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรมเนื่องจากไม่ได้มีการร่างโดยมีส่วนร่วมและมีส่วนประกอบใหม่ๆ เช่น มีความเป็นประชาธิปไตยน้อยลง แต่มีความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ยกตัวอย่างเช่นกรณีอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช

แต่ปัญหาโครงสร้างทางการเมืองยังคงอยู่ เราเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกล้มโดยการชุมนุม ทักษิณยังมีบทบาทเหมือนเดิม และในสถานการณ์ปัจจุบันเราเห็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตในหลายกรณี รวมถึงการที่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำมาใช้โดยกลุ่มการเมืองกลุ่มเดียวเพื่อคุกคามคู่แข่งทางการเมือง

เมื่อถามว่าทางออกของการเมืองไทยคืออะไร ปัญหาที่ยังพบอยู่คือความไม่ชัดเจนเกี่ยวข้องในสองประเด็นหลัก ที่ผมคิดว่าหลายๆ คนคงเห็นด้วย คือ หนึ่ง-ความไม่ชัดเจนของการสืบสันตติวงศ์และสอง-จะจัดการกับอดีตนายกทักษิณอย่างไร บทบาทของทักษิณและการได้รับความสนับสนุนของเขาจะไม่หายไปแน่นอน และบทบาทในอนาคตของสถาบันทหารที่มีความปรารถนาในอำนาจตลอดมาจะเป็นอย่างไร และมีปัญหาทางชนชั้นทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตามการเมืองไทยยังมีระบบราชการที่เข้มแข็งและระบบศาลและองค์กรอิสระที่มีประสิทธิภาพและทำงานได้ในระดับหนึ่ง

ประเทศไทยอาจจะหาทางดูถึงความเป็นไปได้ในการแบ่งอำนาจระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น ในกรณีของประเทศอังกฤษถ้าประธานของ BBC มาจากพรรคแรงงาน รองประธานจะมาจากพรรคอนุรักษ์นิยมและสลับกันเช่นนี้ ประเทศไทยอาจจะต้องดูถึงการกระจายอำนาจสู่ภาคต่างๆ ในประเทศรวมถึงการกระจายอำนาจไปสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท้ายสุด สำหรับคำตอบของสูตรสำเร็จ (magic formula) เขาเสนอว่า การกระทำผิดโดยชนชั้นนำ (elites) ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้พิพากษา ทหาร ข้าราชการ ต้องได้รับโทษ รวมถึงองค์กรทางรัฐธรรมนูญต้องทำข้อตกลงว่ากรอบทางรัฐธรรมนูญของประเทศจะเป็นอย่างไรและยึดมั่นตามนั้น และสถาบันทางการเมืองต้องตกลงที่จะปฎิบัติตามกฎเหล่านั้น
 

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า)
สำหรับคำถามว่าเราจะไปทางไหนสำหรับอนาคตการเมืองไทย ซึ่งปัญหาการเมืองนี้ ผมคิดว่ามันอยู่ลึกกว่าแค่ปัญหาผิวเผินระหว่างความขัดแยกของเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง อยู่ที่การกระจายทรัพยากรและเงินตราของประเทศ ความรับรู้และเข้าใจประชาธิปไตยที่ต่างกัน แผนพัฒนาประเทศตั้งแต่แผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี 2504 ที่จุดหลักของแผนคือดำเนินไปเพื่อพัฒนาธุรกิจ แผนที่ว่านี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรมเลย และความสนใจของประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกรัฐให้ความสำคัญ รวมถึงการละเลยธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ทำให้ทรัพยากรจำกัดอยู่แค่ประชากรที่ฐานะดีและเป็นปัญหาจนถึงตอนนี้

คนรวยและชนชั้นกลางในเมืองเป็นฐานของประชากรที่สนับสนุนคนเสื้อเหลือง และคนจนในชนบทสนับสนุนคนเสื้อแดง โดยที่ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ โดยที่ทรัพย์สิน (Asset) ของทั้งประเทศถูกจำกัดอยู่ที่คนรวย 20 เปอร์เซ็นต์ของคนรวยทั้งหมดในประเทศมีทรัพย์สินทั้งหมด 69 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ในขณะที่คนจนที่สุดของประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของทรัพย์สินแค่ 1 เปอร์เซ็นต์

ในส่วนเงินออมและหุ้น ในประเทศไทยมีบัญชีในธนาคาร 70,000 บัญชีที่มีเงินฝาก 42 เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งประเทศ ถ้าเราคาดเดาว่าคนหนึ่งมีบัญชีสองบัญชี ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วเพราะคนทั่วไปมีบัญชีมากกว่าหนึ่งบัญชี สมมุติฐานนี้ก็จะหมายความว่าคนไทย 35,000 คนเป็นเจ้าของเงินครึ่งหนึ่งของประเทศ และสถิตินี้ก็มีผลกระทบกับการเมืองไทย

คนจนต้องพึ่งพาคนรวยที่มีอำนาจและต้องการให้คนรวยเหล่านี้เป็นตัวแทน โดยเฉพาะเป็นตัวแทนในฐานะรัฐมนตรี อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการโดยเฉพาะเมื่อทรัพยากรของประเทศอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ โครงสร้างเช่นนี้จึงทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจโดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นตัวอย่าง

โครงสร้างนี้ทำให้นักการเมืองร่ำรวย และเกิดปัญหาคอรัปชั่นในกระบวนการเลือกตั้งและทางนโยบายของประเทศ การปฎิรูปการเมืองในพ.ศ.2540 ไม่ได้ตอบปัญหาความไม่เท่าเทียมนี้อย่างแท้จริง การขึ้นมาสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทยจากการเลือกตั้ง ทำให้คนจนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเห็นถึงอำนาจของการเลือกตั้ง พวกเขาได้เงินกู้ดอกเบี้ยถูก โครงการรักษาพยาบาลที่แทบจะไม่ต้องเสียอะไรเลย ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองและนโยบายทางการเมือง ทำให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างไม่มีที่กังขา

กระบวนการเหล่านี้ทำให้คนจนพึ่งพาและเสพติดสิ่งที่รัฐบาลหยิบยื่นให้ ทั้งยังเป็นการใช้เงินในอนาคตอีกด้วย ขณะที่ภาคประชาสังคมอ่อนแอและกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่มีประสิทธิภาพ

หลายๆ ฝ่ายมีความกังวลว่า วิกฤติการณ์ทางการเมืองจะย้อนกลับมาอีก โดยคนเสื้อแดงจะมีการชุมนุมอย่างไม่มีกำหนดหลังช่วงตรุษจีน

คำตอบของการเมืองไทยคือ ประเทศไทยต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยการปฎิรูปการเมืองอย่างเดียวจะแก้ปัญหาที่ว่านี้ได้ แต่ต้องมีการปฎิรูปโครงสร้างที่มีความไม่เท่าเทียมในสังคม ทำให้ประชาชนตระหนักว่าสิทธิการเลือกตั้งต้องมาพร้อมกับความสามารถในการตรวจสอบผู้แทนของตัวเอง รวมถึงรัฐบาลต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการพัฒนาอาชีพ และรัฐธรรมนูญต้องมีการพูดถึงการสร้างรัฐสวัสดิการแทนที่จะมีเพียงนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ความขัดแย้งนี้

 

หมายเหตุ: กองบรรณาธิการประชาไท พบว่า ในรายงานตอนที่ 1 มีความผิดพลาดในพาดหัวข่าวและเนื้อหา จึงได้ทำการแก้ไขแล้ว ต้องขออภัยผู้อ่านและคุณสุจิต บุญบงการ อย่างสูง และขอขอบคุณ "doctor J" ที่ได้ทักท้วงมา

ความไม่เท่าเทียมกันที่คุณจิ้ง

ความไม่เท่าเทียมกันที่คุณจิ้งจกเปลี่ยนสีกล่าวถึงน่ะ มันก็คือสิ่งที่พวกอำมาตย์คุณปฎิบัติต่อคนไทยด้วยกันตลอดมา เป็นเวลานับหลายสิบปีแล้ว

พวกอำมาตย์และนายทุนซีกฝ่ายอำมาตย์ของคุณกระทำการแย่งชิงประโยชน์ของส่วนรวมมาให้กลุ่มพวกพ้อง
เบียดบังผืนแผ่นดินสมบัติชาติเอาไว้เป็นของตัวเองอย่างผิดกฎหมาย
เข้ามาฉกฉวยสิ่งอันไม่พึงได้จากผลประโยชน์ต่างตอบแทนโดยอาศัยอำนาจนอกระบบ

พวกคุณใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการเมือง บงการชี้นิ้วสั่งการเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และอำนาจมาไว้ในกลุ่มอำมาตย์คุณ โดยไม่นึกถึงหลักของกฎหมาย คุณธรม จริยธรรม ......ยิ่งห่างไกลกับคำว่า "พอเพียง"

ความไม่เท่าเทียมในสังคมไทยนั้น อันที่จริง ก็เป็นผลงานของพวกอำมาตย์คุณน่ะเอง

พูดไปพูดมาก็อ้าง

พูดไปพูดมาก็อ้าง คนรากหญ้าจะเสพติดความช่วยเหลือ แล้วรัฐบาลต้องช่วยหาเงินในอนาคตมาจัดสวัสดิการให้ชาวบ้านตลอด ถ้าใครทำก็จะได้เสียงส่วนใหญ่แบบรัฐบาลไทยรักไทย ฟังดูดี๊ดี แต่สุดท้ายนักวิชาการขุนนาง ก็โยนความผิดให้กับชาวบ้านอยู่นั่นเอง

ในมิติประวัติศาสตร์ บริบทการพัฒนา มันไม่ได้มีแต่ชาวบ้านผู้ถูกพัฒนา แต่มันมีผู้พัฒนาด้วย และคนที่ทำหน้าที่ในเมืองไทยตรงนี้มันก็มีตัวการอยู่ 3 กลุ่ม คือ รัฐบาล ทหาร ข้าราชการ

การพัฒนาประเทศไทย รู้ๆ กันอยู่ว่า จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่การประกาศ ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ปีงบประมาณ 2504 โดยการกู้เงินอนาคตจากธนาคารโลก มาพัฒนาประเทศ ซึ่งว่าไปแล้ว "การพัฒนามันไม่ได้เลวร้ายโดยตัวของมันหรอก" แต่ปัญหาคือ ตัวผู้อนุมัติแผนการพัฒนา และงบประมาณ นั่นแหละ เลยได้โอกาสผลาญ หาคอมมิชชั่นจากการ สร้างถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ผลมันคืออะไร ล่ะ

1.ผู้พัฒนาที่อ้างมีจริยธรรมแต่ไม่กล้าถูกตรวจสอบ 3 กลุ่ม ได้พากันกลายเป็น "นายทุนขุนนาง" จากการ ฉ้อราษฎร์บังหลวง การกดขี่ขูดรีดประชาชน และ ขูดรีดเงินทองนายทุนสบายๆ ด้วยการเข้าไปมีหุ้นลม ตามบริษัทต่างๆ เพื่อคุ้มครองไม่ให้เสียภาษีตามจริง นี่แหละคือ ประเด็นที่ ขบวนการฝ่ายซ้ายประสบความสำเร็จ

2.การพัฒนาของรัฐ ได้เข้าไปทำลายโครงสร้างการผลิต จากเดิมเขาเป็นเศรษฐกิจพอเพียง และพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องมีใครมาสอน ตอนนี้กลายเป็นต้องปลูกข้าว เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว ปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อขาย แถมคนที่ไปสอน ให้ปรับพันธุ์ข้าว พันธุ์สัตว์ ก็พวกระบบราชการ นักจริยธรรมที่ไม่ถูกตรวจสอบ แต่เบื้องหลังคือนายทุนการเกษตรนั่นแหละ ไปบังคับเค้าทำ ก็เพราะมันมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันนี่แหละ

และนี่ คือ จุดนี้แหละทำลายวัฒนธรรมชุมชนชาวนาแทบล่มสลาย จนเกิดวัฒนธรรมบริโภคนิยม ว่าไปแล้วก็คือ ความผิดของรัฐบาลก่อนปี 2532 นั่นแหละ ตัวการยิ่งพวกเป็นนายกรัฐมนตรีมานานๆ ยิ่งตัวดี คุณบำรุง บุญปัญญา เอ็นจีโอเฒ่าอย่าลืมพูดย้ำตรงนี้ด้วย

3.ในนามการพัฒนาประเทศ มีการสร้างถนนหนทาง ตัดผ่านที่ดิน ตนเองเพื่อให้ราคาที่ดินขึ้น การตัดไม้ทำลายป่า ล้างผลาญป่าจนเหี้ยน รวมทั้งระเบิดหินภูเขาเอาไปขาย ทรัพยากรธรรมชาติ ของคนไทย ถูกเบียดบังในนามการพัฒนาแทบเหี้ยนช่วงปี 2500-2532 จนตอนนี้เนื้อหนังชาติไทยเหลือแต่กระดูก นี่แหละคือตัวการทำลายความมั่นคงของชาติ นักการเงินแบบสกุณีอาชฯ น่าจะลองคำนวณความเสียหายดู ว่า รัฐบาลก่อนปี 2532 ได้ฉ้อราษฎร์บังหลวงไป คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับอัตราเงินในปัจจุบัน อย่างน้อยๆ เวลาถกกันกับพวกมีสาระ จะได้ออกรสได้เนื้อได้น้ำ พร้อมข้อมูลประกอบหน่อย

จริงๆ ระบอบคมช.ได้สร้างมิติใหม่ทิ้งไว้เป็นมรดกที่น่าสนใจเอาไว้ คือ
1.ผลิตกฎหมายเอาผิดย้อนหลังเอาไว้
2.การตั้งกรรมการตรวจสอบ สามารถนำฝ่ายตรงข้ามมาตั้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรง
3.การตีความหมายตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สามารถอ้างพจนานุกรรมได้ ไม่ต้องไปยึดนิยามที่ตราเอาไว้ในกฎหมาย

แม้จะเป็นมรดกชั่วช้าเลวทราม แต่ถ้าจะเอามาพลิกให้เป็นสิ่งดีๆ แบบฉ้อฉลบ้าง น่าจะดี เช่น ตั้ง คตส.ตรวจสอบทรัพย์สิน คือ พวกมีอำนาจเหลือล้น เช่น ผู้พิพากษาศาล สูงๆ ทั้งหลาย องค์กรอิสระ อดีต คตส. ทหาร ข้าราชการ โดยเฉพาะรัฐมนตรี สอบไล่ย้อนหลังลงไป ทุกรัฐบาล ตามยึดทรัพย์บ้างก็ไม่เลวเหมือนกันนะ

ส่วนด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ต้องส่งคนตามเก็บภาษีการขายหุ้น ทุกบริษัท ย้อนหลัง เหมือนกันกับที่คิดภาษีขายหุ้นของชินคอร์ป เพราะเขาก็ทำให้เห็นเป็นกรณีศึกษา แล้วอันนี้ก็ไม่ควรชักช้า รัฐบาลมาร์ค ก็สามารถตามเก็บภาษีโดยเร่งด่วน อย่าช้า ไม่งั้นจะโดนข้อหาเลือกปฏิบัติ

สรุปก็ คือ

สรุปก็ คือ พวกเสพติดการพัฒนาก็คือพวกนักพัฒนาทั้งหลายนั่นแหละ ไม่เว้นแม้กระทั่งพวกเอ็นจีโอ ที่การเข้าไปพัฒน่า ทำให้ตัวเองเกิดความรู้สึกว่ามีตัวตน มีตำแหน่งแห่งที่ ทำให้รู้สึกกลายเป็นผู้สอน อีกฝ่ายเป็นผู้ด้อยและต้องถูกสอน มันก็ไอ้พวกเสพติดอำนาจไม่ได้แตกต่างกันเลย

ไอ้พวกที่ร่วมกันปฏวิติ

ไอ้พวกที่ร่วมกันปฏวิติ ต้องได้รับการชอใช้ และเสวย สุขหลังการกับกิเลสตันหาของตัวเองอยู่บนความล้มจมของประเทศมันต้องถูกทำราย ทุกอย่างสายไปแล้ว

ทางออกวิกฤตซ้ำซากคือการกระจาย

ทางออกวิกฤตซ้ำซากคือการกระจายอำนาจ การกระจายงบ และการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น
ท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเทศชาติเข้มแข็ง

ตอบง่ายๆ

ตอบง่ายๆ ก็รัฐธรรมนูญประเทศนี้มันไม่ได้มาจากประชาชนที่แท้จริง...แต่ถูกยัดเยียดให้ใช้โดยผู้มีอำนาจ..มันจึงใช้ไม่ได้ผลไม่ว่ากรณีย์ใดๆ ตราบนานเท่านาน!! เหอะ!! เพราะมันคือมีฉายานามว่ารัฐธรรมนูญปีศาจ หน้าแหลม ฟันดำ รัฐธรรมนูญจัญไรที่มีบทบัญญัตินิรโทษกรรมให้แก่ตัวเองในมาตรา 309. เป็นฉนักติดตัว

***รัฐธรรมนูญไทยอายุยืนยาวไม่

***รัฐธรรมนูญไทยอายุยืนยาวไม่ได้เพราะ คนที่ถืออาวุธไม่ต้องการให้มันยืนยาว เพราะถ้ายืนยาวววเมื่อไร ประชาธิปไตยเข้มแข็งเมื่อไร พวกนี้จะต้องตกต่ำต้อย อยู่เฉพาะในรั้ว ในกรอบ และในความรับผิดชอบด้านการป้องกันประเทศอย่างเดียว ที่เขาต้องทำรัฐประหารเป็นปกติ ก็เพื่อว่า อำนาจทางการเมือง ต้องอยู่ภายใต้การครอบงำ ความยินยอม และความพอใจของพวกเขา

แต่......จะทำให้ระบบอำมาตย์แล

แต่......จะทำให้ระบบอำมาตย์และเครือข่ายออ่อนแอ ไร้ค่า กลายเป็นขยะทางสังคม ของระบอบประชาธิไตย ......เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ คือที่มาของชาวบ้านต้องจน ต้องแบมือขออำมาตย์อยู่เรื่อยไป อำมาตย์ก็ภูมิใจที่เป็นผู้ให้ และเข้าใจเอาเองว่าประชาชนก็ดีใจที่เป็นผู้รับ ความจริงเป็นดังว่าหรือปล่าว ไม่รู้ แต่ที่สำผัสได้ คือประชาชนยิ่งรับแจกยิ่งจนลง อำมาตย์ยิ่งแจกยิ่งอู้ฟู่ร่ำรวย ทั้งลาภยศตำแหน่ง อำนาจวาสนา แม้ทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษ แค่บอกว่าไม่เจตนา แค่นี้ก็ลอยหน้าลอยตาอยู่อยู่ในสังคมได้ ......ด้านได้อายอดเท่านั้นที่ฝากให้สังคมไทย

*อำมาตย์เล็ก กุมกะโปก

*อำมาตย์เล็ก กุมกะโปก โงกหัวค้อม
ยอมอ่อนน้อม อำมาตย์ใหญ่ ใฝ่กุมหำ
เพื่อวันหน้า ได้เป็นใหญ่ ได้เส้นค้ำ
ตามระบบ อุปถัมภ์ ตามกระบวน

*เพราะทักษิณ ไม่ชอบ ระบอบนี้
อำมาตยา จึงมี ความปั่นป่วน
ลิงหัวเหลือง ได้โอกาส เข้าก่อกวน
แล้วเชิญชวน รัฐประหาร ผลาญเลวร้าย

*ระบบอุปถัมภ์ นำสู่ ความเสื่อมทราม
เพราะมองข้าม คนสามารถ ขาดเส้นสาย
มีแต่ความ มืดหลง งงงมงาย
คนเลวร้าย มีเส้น เล่นครองเมือง

*ลิงหัวเหลืองชอบระบอบอุปถัมภ์
เพื่อชี้นำความคิดจิตใจเหลือง
ม๊อบมีเส้นเห็นอยู่รู้ตัวเขื่อง
พาบ้านเมืองเสียหายยิ่งกว่าใคร

“เช่น

“เช่น มีความเป็นประชาธิปไตยน้อยลง แต่มีความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ยกตัวอย่างเช่นกรณีอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช”

=> น่าจะเปลี่ยนเป็น แต่มีความมุ่งมั่นที่จะใช้ในการจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เพราะถ้าพูดแบบนี้ว่าใช้จัดการผลประโยชน์ทับซ้อน กรณี จรัล ควรจะได้รับตามมาตรฐานเดียวกัน จากกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว

คนจนต้องพึ่งพาคนรวยที่มีอำนาจและต้องการให้คนรวยเหล่านี้เป็นตัวแทน โดยเฉพาะเป็นตัวแทนในฐานะรัฐมนตรี อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการโดยเฉพาะเมื่อทรัพยากรของประเทศ อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ โครงสร้างเช่นนี้จึงทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจโดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นตัวอย่าง

=> เป็นตัวอย่างที่แย่ ทักษิณไม่ได้มีลักษณะเลี้ยงคนจนหัวคะแนนตรง ๆ แต่ใช้ผ่านนโยบายเป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งถูกต้องตามครรลอง
ส่วน ระบอบอำมาตย์ จะใช้ระบบราชการระดับสูง โครงข่ายโยงใยกันสามสายตระกูล และทหาร ช่วยกันดึงผลประโยชน์มาเข้าเครือข่าย

ทักษิณ ในกลุ่มของอำมาตย์เป็นพวกปลายแถว เพราะรวยมาทีหลัง แต่ข้ามหัวหลายคน ไ่ม่ใช่โมเดลคนรวยแบบ เศรษฐีเก่า ๆ ที่
สนใจแต่ตัวเองรวยพอแล้ว โครงสร้างประเทศที่ล้าหลังไม่ต้องแก้ เพราะได้ประโยชน์

โครงข่ายอำมาตย์เป็นระบบ เสือนอนกิน ทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เป็นระบบเจ้าพ่อเจ้าแม่นั่นเอง

นักการเมือง ในไทยไม่ควรนิยามแค่ คนที่เลือกตั้งมา เพราะจริง ๆ ของไทยครอบคลุมไปมากกว่านั้นมาก ไม่ว่าข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า

ก็แค่พวกอำหมาด เลิกหลงว่า

ก็แค่พวกอำหมาด เลิกหลงว่า ตนเองเป็นส้นตีน
ชาวบ้านเป็นดอกหญ้า
ที่จะใช้ส้นตีนบดขยี้ไม่ใดก็ได้

ไอ้ห่า

ไอ้ห่า ผมไม่เห็นจะยุ่งยากตรงไหนเลย รัฐธรรมนูญฉบับใหนผมก็รับได้ทั้งนั้นแหละ แม่งเรื่องมากกันจริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ให้ประโยชน์กับประชาชนเยอะโว้ย ดีแล้วแหละใช้ๆไปเถอะ เชื่อกูซี้

Prof.Layland

Prof.Layland อภิปรายได้น่าผิดหวัง เหมือนจับประเด็นไม่ถูก หรือรู้แต่ไม่กล้าพูด(เพราะเกรงใจผู้จัด) ก็ไม่ทราบ? ถ้าให้ Mccargo อภิปรายหัวข้อนี้ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ

ตัวกฏหมาย(รธน.)อาจมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น แต่เขาไม่กล้าชี้ออกมาชัดๆ ว่าตัวปัญหาหลักจริงๆคือใคร? ผมว่าอาจารย์สมศักดิ์ เจียมฯยังอภิปรายได้ตรงประเด็นมากกว่า แต่ทำได้ยากในบริบทประเทศตอแหล

นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังความเชื่อเน่าๆ ว่านักการเมืองมันชั่วโดยตัวของมันเอง คนไทยก็โง่ ดังนั้นต้องอาศัย"คนดี"อย่างยุทธ ยายเที่ยง คอยมารปห.ล้มกระดานทุกครั้งที่เห็นว่าเริ่มไม่เข้าท่า รปห.เป็นnecessary evil สำหรับประชาธิปไตยแบบไทยๆ

แนวคิดการเสพติด ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งไม่เฉพาะอำมาตย์เท่านั้นที่ใช้ แต่นักการเมืองุทุกรุ่น ต่างก็พยายามใช้ประโยชน์จากแนวคิดนี้ด้วย ดังนั้น การสร้างระบบตรวจสอบจึงเป็นไปได้ยาก

ถ้าให้คะแนน ผมคงให้ได้แค่ห้าเต็มสิบ

สำหรับคำอภิปรายของคุณบวรศักดิ์ ต้องเรียกว่า"แถ"เลยครับ

ผมช่วยแปลให้ฟังง่ายขึ้นว่า เขาโทษว่าปัญหาเกิดจากความจน จนแล้วก็โง่ โง่แล้วก็ต้อง"พึ่งพา" ก็เลยตกเป็นเหยื่อของทุนสามานย์ ถูกซื้อเสียง ถูกหลอกว่างั้นเถอะ แล้วทำเป็นตีโวหารเรื่อง"รัฐสวัสดิการ" ก็ทีทักษิณพยายามสร้างสวัสดิการเรื่องการรักษาพยาบาลทำไมไม่ยอมรับเขามั่ง?

คุณบวรศักดิ์ทำไมไม่บอกครับว่า ทำไมคนไทยจึงจน ไอ้โครงสร้างสังคมที่เอื้อต่อความเหลื่อมล้ำของคนเกิดจากใคร(กันวะ)? ทำไมไม่ทำลายไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำให้คนจนอยู่ทุกวันนี้ มันก็ไอ้คนเดียวกับที่สร้างระบบอุปถัมภ์พึ่งพาให้คนไทยโงหัวไม่ขึ้นไม่ไช่หรือ? มันก็ไอ้คนที่ล้างสมองคนไทยว่า คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน มันก็ไอ้คนที่สร้างกฏหมายปิดปากคน มันก็ไอ้คนที่สมคบกับตะหาน รวบอำนาจ เป็นเผด็จการ หากินกันเป็นล่ำเป็นสันมาหลายสิบปี

ทำไมบวรศักดิ์ไม่บอกให้คนไทยรู้เรื่องนี้บ้าง?

ถูกเอกอัครราชฑูตเนเธอร์แลนด์ตอกหน้าหงายมาหลายรอบแล้ว ยังไม่เจ็บ ยังมาแถกันอีก อย่างนี้ต้องเรียกว่า หนากว่าตราช้าง ทนกว่ากระเบื้องห้าห่วง

มันแก้ง่ายนิดเดียว ทำกฏหมายเป

มันแก้ง่ายนิดเดียว
ทำกฏหมายเป็น 1 มาตรฐาน ไม่ว่าคนมีคนจน อำมาตยาหรือคนขอทาน
ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน มันถึงจะเดินได้ พัฒนาได้....
ใช้ระบอบปกครอง "ธรรมาธิปไตย"
ไอ่อีมือที่มองไม่เห็นทำตัวเป็นอุปสรรค
สงครามกลางเมืองมันเกิดขึ้นเพราะคนพวกนี้

ย้ำระบอบรัฐธรรมนูญมีประสิทธิภ

ย้ำระบอบรัฐธรรมนูญมีประสิทธิภาพได้ เมื่อองค์กรทางการเมือง อย่างรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ และระบอบการเลือกตั้งเข้มแข็ง ตรวจสอบได้

"""ความคิดฟายจิงๆ.... จริงแล้ว รัฐธรรมนูญเข้มแข็งต่อเมื่อ""ประชาชน""เข้มแข็ม..ไม่เฉพาะการเมืองระดับชาติ แต่

ระดับท้องถิ่นก็เช่นกัน...ปจุบัน ประชาชนถูกทำให้อ่อนแอ.... ถ้าใครเข้มแข็งก็ถูกเคลียร์ด้วยลูกปืน...ชาวบ้านหัวหดหมด

เห็นเขาโกงอยู่ทนโท่...ง่ายๆน่ะ .ตำรวจทางหลวง ปล้นชาวบ้านกลางแดด กลางถนนอยู่ ทุกๆๆๆวัน....ชาวบ้านที่ไหนกล้า........ทำไม??????? ชาวบ้านสิงคโปร์ มาเลเซีย....ถึงไม่ต้องกลัวที่จะถูกเคลียด้วยลูกปืน.........เพราะเขาไม่มีระบบ""อภัยโทษ""เหมือนไทย

ที่ฆ่าคนตายติดคุกแค่ไม่กี่ปี.ออกกกกกกกก

ถ้าระบบอภัยโทษยังเป็นแบบนี้ ....ประชาชนไม่มีวันเข้มแข็ง....และรัฐธรรมนูญก็ไม่มีวันเข้มแข็ง..........ง

ฟันธง""""""""""""""""

ไม่มีความจำเป็นต้องอ่าน

ไม่มีความจำเป็นต้องอ่าน นักวิชาการเหล่านี้ ทำง่านให้รัฐอำมาตย์ ไม่มีหลักความเป็นจริงที่ปรากฏ
ความเป็นจริงคือ รัฐอำมาตย์ สร้าง รธน.ขึ้นมาเป็นอาวุธ และสร้างผู้ใช้อาวุธขึ้นมาคือองค์กรอิสระ สร้างเพื่ออะไร คนของอำมาตย์อ้างว่า สร้างมาเพื่อชาติ เพื่อสถาบันฯ ฯลฯ ตามแต่ข้ออ้าง
แต่ประชาชน อีกฝั่งที่ยังสร้างสมดุลยภาพแห่งอำนาจ มองว่า สร้างมาเพื่อทำลายล้างทางการเมือง ฝ่ายการเมืองที่ไม่ยอมสิโรราบกับอำมาตย์ ไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติ เหล่าอำมาตย์ (ตรงจุดนี้เขาไม่ได้ให้อำนาจปวงชนชาวไทยจริงๆเขายังควบคุมอยู่โดยให้อำมาตย์ควบคุมพรรคการเมืองที่เป้นรัฐบาลอำมาตย์อยู่ตลอดมา) ให้สิ้นซาก
เริ่มแรก เกิดจากความโกรธเคืองเป็นการส่วนตัวก่อน ที่มีต่อตัวทักษิณ(เรื่องอะไรประชาชนไม่ทราบตื้นลึกหนาบาง) และมันพัฒนามาเป็นการทำลายล้างทางการเมืองต่อมาจนทุกวันนี้
พวกเสื้อแดงก็คือกลุ่มประชาชนที่รุกขึ้นมาต่อสู้เพราะเป็นฝ่ายที่ถูกอำมาตย์ทำลายโดยตรง ส่วนแนวร่วมที่ไม่แสดงตัว(เหมือนกับตัวเราที่คีย์อยู่นี้) คือประชาชนทั่วๆไป ที่เลือกพรรคการเมืองนี้เข้ามาบริหารประเทศ(เสียงส่วนใหญ่) และประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับความอยุติธรรมที่ปรากฏตลอดมาของเหล่าอำมาตย์ เราจำเป็นที่ต้องออกมาช่วยเพราะ เราเห็นว่า อำมาตย์ทำลายเสียงของเราทิ้งไร้ซึ่งความยุติธรรมเอาแต่อารมย์ของตัวเองเป็นใหญ่ ทำผิดพลาดตั้งคนชั่วให้ครองเมืองมาปราบปรามคนดี เขียน กฏหมายขึ้นมาเพื่อตามทำลายล้างประชาชนของตัวเอง การตัดสินหลายครั้งทำร้ายประเทศชาติหลายต่อหลายครั้ง เพราะเกิดจากอารมย์ เช่นเรื่อง เขาพระวิหารที่บานปลายยากแก่การเจรจาในรัฐอำมาตย์นี้ และรวมไปถึงมาบตาพุต และที่ผ่านๆมาหลายกรณี ที่ใช้อารมย์ความรู้สึกตัดสิน
นี่คือ ความเป็นจริงที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยยามนี้
รัฐอำมาตย์ กำลังต่อสู้อยู่กับ ประชาชนที่เห็นแย้งกับพวกตัวเอง

ขอเพิ่มอีกนิด

ขอเพิ่มอีกนิด ที่เลวร้ายไปกว่าที่คิดคือ
รัฐอำมาตย์ พยายามสร้างกระแสร์ ให้ดูเหมือนว่า ประชาชนที่เห็นแย้งกับอำมาตย์ และประชาชนที่ออกมาต่อสู้กับความอยุติธรรม คือ ศรัตรูของชาติ นี่คือสิ่งที่น่ากลัว ว่าทำไม ผู้ปกครองประเทศ กำลังผลักใสประชาชนของตัวเองให้เป้นศรัตรู แล้วประเทศจะอยู่กันร่มเย็นได้อย่างไร

*คุณค่าที่คนส่วนน้อย...คอยรัก

*คุณค่าที่คนส่วนน้อย...คอยรักษา
คือระบอบ อำมาตยา รักษาผล
โดยอ้างการ ตรวจสอบ ลอบเล่ห์กล
จนถึงขั้น ชิงปล้น ประชาธิปไตย

*ชนชั้นล่าง เลือกผู้แทน ประชาชน
ไร้เล่ห์กล ใดใด ใจผ่องใส
ชนชั้นบน สร้างม๊อบไล่ ให้ออกไป
สร้างกลไก ตรวจสอบ ตกขอบเอียง

*ประชาชน ชั้นล่าง ผู้เสียเปรียบ
ที่ถูกเหยียบ รู้ซึ้ง จึงส่งเสียง
อยุติธรรมเกินไป...ไม่พอเพียง
ตาชั่งเอียง เห็นเห็น เล่นเล่ห์กล

*ประชาชน รักษ์คุณค่า ประชาธิปไตย
ที่ปวงชน เป็นใหญ่ ไม่สับสน
เท่าเทียมกัน หนึ่งสิทธิ์เสียง เพียงหนึ่งคน
ไม่เล่ห์กล ดึงฟ้าต่ำ มาทำลาย

ว ณ ปากนัง

ว ณ ปากนัง อำมาตย์ก็คือข้าราชการ สรุป ข้าราชการหน้าที่หลักก็คือกุมกระโปก คอยรับคำสั่งใช่หรือไม่ ตามบทกลอนที่คุณเขียนมา ผมคงตีความไม่ผิดหรอกนะจากการอ่านบทกลอนของคุณ แหมเดี๋ยวนี้ก้าวหน้านะ งัดเอากระโปกมาแต่งเป็นบทกลอนได้ด้วย เอางี้แล้วกันผมจะแต่งให้อ่านซักสองบทเป็นตัวอย่างของความสุภาพชน ฮ่าๆๆๆๆๆ

มีเรื่องเล่า กล่าวขาน มานานแล้ว
เหล่าควายแดง ถวิลหา ดอทักษิณ
ทำทุกอย่าง เพื่อเงิน จนชาชิน
เพราะต้องกิน ต้องใช้ ด้วยเงินตรา

ต่างพินอบ พิเทา ยกย่องท่าน
ตีหน้าเศร้า เรียกรับเงินตรา มาเคลื่อนไหว
เป้าประเด็น คือเงิน เป็นเรื่องใหญ่
ชาติจะฉิบหาย เพราะความ เห็นแก่เงิน

เขาเสนอความคิดเห็นก็มีเหตุผล

เขาเสนอความคิดเห็นก็มีเหตุผล

"ท้ายสุด สำหรับคำตอบของสูตรสำเร็จ (magic formula) เขาเสนอว่า การกระทำผิดโดยชนชั้นนำ (elites) ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้พิพากษา ทหาร ข้าราชการ ต้องได้รับโทษ รวมถึงองค์กรทางรัฐธรรมนูญต้องทำข้อตกลงว่ากรอบทางรัฐธรรมนูญของประเทศจะเป็นอย่างไรและยึดมั่นตามนั้น และสถาบันทางการเมืองต้องตกลงที่จะปฎิบัติตามกฎเหล่านั้น"

เอาพวก ยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน รับโทษเสียก่อน ปัญหาอื่นๆ ก็ค่อยๆลดลงแน่นอน

ฝนตก

ฝนตก หลังคารั่ว
เขาก็เจาะรูหลังให้กว้างขึ้น เพื่อลอดผ่านขึ้นไปซ่อมรูรั่ว
นั่นคือ สิ่งที่ฉลาดสุดๆ ที่เขาคิดว่าได้ทำลงไปแล้ว

ใครเตือนสติ โดน
ใครไม่สอพลอ เดี้ยง

ก็ต้องเอาใจด้วยการช่วยกันเจาะหลังคาขึ้นไปซ่อมรูรั่ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของเรา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถ มีความริเริ่มแปลกใหม่ในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญ ทรงทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายให้การพัฒนาประเทศอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า นอกจากนี้ท่านยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของปวงชนชาวไทยตลอดมา เราสามารถพูดได้เลยว่า ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลก ดังนั้น เราจึงควรตอบแทนท่านด้วยการทำตัวเป็นประชาชนที่ดี มีความสามัคคี และร่วมกันปลูกจิตสำนึกที่ดีเหล่านี้ให้คนรุ่นหลังได้ทราบสืบต่อไป

doctor j พูดถูก

doctor j พูดถูก อีตาโปรเฟสเซ่อ นี่แกแกล้งเซ่อมั้งครับ จึงไม่รู้ปริบทของเมืองไทยว่า ทหารเป็นใหญ๋ ประชาธิปไตยถูกดองไปเรื่อยๆ ด้วยการรัฐประหารตลอดกาล จนกว่าจะสิ้นกรุงรัตนโกสสินทร์

ก่อนหน้าสมัยก่อนหกสิบเจ็ดสิบป

ก่อนหน้าสมัยก่อนหกสิบเจ็ดสิบปีก่อน มีการปฏิวัติยึดอำนาจตั้งแตสมัยก่อนกันเสมอมารุนแรงมากๆกว่าสมัยนี้เยอะ มาสิบสี่ตุลา สิบหกตุลา ปฏิวัติ รสช. พฤษภาทมิฬ มาพธม.ยึดทำเนียบปิดล้อมรัฐสภา มาปฏิวัติกันยาสี่เก้า มาเมษาเลือด เรื่องราวเหล่านี้มาจากใคร ใครคนกำหนด ให้เกิดขึ้น ใครแย่งชิงอะไรกัน ระหว่าง อำนาจ ผลประโยชน์ หรือ แย่งชิงการปกครองประเทศให้เป็นไปตามแนวทางที่พวกตัวเองต้องการ หรือไม่ไว้ใจประชาชน หรือ หวงอำนาจผลประโยชน์ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ขึ้น
แต่สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ ประชาชน ต้องรู้จัก สร้าง สมดุลยภาพแห่งอำนาจการเมืองการปกครอง ไม่ให้ เทไปด้านใดด้านหนึ่งจนหมด ความสามัคคีต้องมี แต่ สมดุลยภาพแห่งอำนาจก็ต้องมีด้วยเช่นกัน
อย่าพยายามเอาความสามัคคี มาเพื่อให้ประชาชนเข้าไปด้านใดด้านหนึ่งจนหมด ไม่งั้นเรือลำนี้ล่มแน่

ทำไม รธน. ไทยถึงทำงานไม่ได้ดี

ทำไม รธน. ไทยถึงทำงานไม่ได้ดี ?

1. ขายประเทศ โกงภาษี และหลบเลี่ยงกฎหมาย กรณีการขายกลุ่มบริษัทชิน – การขายบริษัทชินคอร์ป ซึ่งครอบครองดาวเทียมจำนวน 4 ดวง สถานีโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และบริษัทสายการบินต้นทุนต่ำ มูลค่า 73,000 ล้านบาท แก่กองทุนเทมาเส็กซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลสิงคโปร์ เป็นการขายกิจการสัมปทานของชาติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลลุแก่อำนาจโดยแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการขายหุ้นให้ต่างชาติได้เกิน 25% เพียงวันเดียวก่อนทำการขาย เห็นดีเห็นงามกับการตั้งบริษัทบังหน้า เพื่อให้ต่างชาติถือครองหุ้นส่วนใหญ่โดยผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกทั้งหาช่องโหว่ไม่ต้องเสียภาษีการซื้อขายแม้แต่สักบาทเดียว ผู้นำประเทศกลายเป็นแบบอย่างให้เกิดพฤติกรรมโกงภาษี และเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามายึดครองกิจการสำคัญๆของประเทศ
2. เอาชีวิตของเกษตรกร การเข้าถึงยาและได้รับการรักษาของคนไทยทุกคน แลกกับผลประโยชน์ของบริษัทครอบครัวและกลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลกรณี การทำเอฟทีเอ การลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับจีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกผัก ผลไม้เมืองหนาว และเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อโคนมรวมกันกว่า 5 ล้านคน การเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐจะส่งผลกระทบรุนแรงกว่านั้นหลายเท่า เพราะต้องเปิดเสรีการลงทุน กิจการขนาดเล็กของคนไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พันธุ์พืชถูกจดสิทธิบัตร ทรัพยากรธรรมชาติถูกครอบครอง ระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบได้รับผลกระทบ และประชาชนไทยต้องซื้อยาในราคาแพง นักลงทุนต่างชาติได้สิทธิฟ้องร้องรัฐ ยอมรับกลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแทนการขึ้นศาลไทย แลกกับผลประโยชน์ของกลุ่มกิจการโทรคมนาคมของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มบริษัทรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งล้วนแล้วแต่ใกล้ชิดกับรัฐบาล ทั้งนี้ไม่นับการแก้ไขกฎหมายภายในหลายฉบับเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
3. การแทรกแซงองค์กรอิสระ และการทำลายกลไกการตรวจสอบ - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ใช้อำนาจทางการเมืองและอำนาจเงินครอบงำวุฒิสภา แทรกแซงกระบวนการสรรหา การได้มา และการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ เช่น คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลไกและกระบวนการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญถูกทำลายลงแทบหมดสิ้น แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่อาจเป็นที่พึ่งได้ ดังที่ได้ปฏิเสธที่จะพิจารณากรณีการซุกหุ้นภาค 2 ของนายกรัฐมนตรี จากการเสนอของสมาชิกวุฒิสภา 27 คนเมื่อเร็วๆนี้ การขาดกลไกการตรวจสอบทำให้อำนาจการบริหารอยู่ในมือของผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จ เกิดการคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร และเปิดทางให้ตระกูลชินวัตรและบริวารสืบทอดอำนาจในการบริหารประเทศเยี่ยงทรราช
4. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อประโยชน์พวกพ้องและบริษัทต่างชาติ - เมื่อมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยการเปิดขายหุ้นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย( ปตท.)นั้น หุ้นทั้งหมดถูกขายเกลี้ยงในเวลาเพียง 1 นาที 17 วินาที หุ้นส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของนักการเมืองพรรคไทยรักไทยและเครือญาติ มีการใช้อำนาจรัฐขยายสัดส่วนการถือหุ้นของเอกชนจาก 25 % เป็น 49% และกำหนดอัตราราคาแกสที่ขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาที่สูง ดันให้ผลกำไรของปตท.ในปี 2548 สูงถึงกว่า 80,000 ล้านบาท ผลประโยชน์ดังกล่าวถูกแจกจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นและบริษัทต่างชาติ รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ยังเดินหน้าแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยการขายเลหลังราคาถูกในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่า 3.3 ล้านล้านบาท อีกทั้งยังคงกุมการผูกขาดและไม่มีกลไกการกำกับดูแลคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชนต้องเสียค่าไฟฟ้าในราคาแพงเพียงเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนในรัฐบาล และบริษัทต่างชาติในสิงคโปร์ ทั้งนี้ไม่นับแผนการแปรรูปองค์การเภสัชกรรม องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) เป็นต้น
5. การยึดครองและควบคุมสื่อ กรณีไอทีวี มติชน และคุกคามการทำงานของสื่อมวลชน นักกิจกรรมทางสังคม - บริษัทของครอบครัวนายกรัฐมนตรีได้เข้าซื้อกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเป็นดอกผลการต่อสู้ของประชาชนในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ใช้อำนาจรัฐลดภาษีสัมปทาน เปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้เพิ่มสัดส่วนรายการบันเทิง กลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดยังได้พยายามเข้าไปยึดครองกิจการของหนังสือพิมพ์มติชน และเข้าไปถือครองในกิจการสื่อต่างๆ มีการใช้งบประมาณของรัฐและงบประชาสัมพันธ์ของธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อควบคุมสื่อมวลชน สื่อมวลชนและนักกิจกรรมที่หาญกล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถูกฟ้องร้องเรียกค่า เสียหายนับพันล้านบาท เสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนไทยภายใต้ระบอบทักษิณตกต่ำที่สุดนับ ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา
6. การละเมิดสิทธิมนุษยชน การหายตัวไปของทนายสมชาย และความรุนแรงของปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ - นับตั้งแต่ปี 2477-2546 มีผู้ที่ถูกตัดสินลงโทษให้ประหารชีวิตเพียง 323 เท่านั้น แต่ช่วงเวลาเพียง 3 เดือน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2545 ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวดนั้นมีผู้ต้องสงสัยเกี่ยว กับคดียาเสพติดถูกฆ่าตายกว่า 2,000 ราย การใช้การปราบปรามแบบเหวี่ยงแห และการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีการหายตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร การกระทำการอย่างทารุณกับผู้ชุมนุมในกรณีตากใบ รวมทั้งการส่งทหารไทยไปยังอิรักตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐฯ คือสาเหตุสำคัญของการลุกลามของปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดจากระบอบทักษิณ
7. การตั้งรัฐอิสระ เปิดเสรีโดยลดทอนกฎหมายภายใน และทำลายการปกครองของท้องถิ่น - กรณีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมๆกับการทำเอฟทีเอและแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเร่งรีบ รัฐบาลชุดนี้ยังได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้อำนาจฝ่ายบริหารในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น ให้อำนาจนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศอย่างไร้ขอบเขต ทั้งด้านอุตสาหกรรม บริการ หรือแม้แต่กิจการบ่อนกาสิโน เพิกถอนสภาพที่สาธารณสมบัติเช่น เขตธรณีสงฆ์ ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ รวบอำนาจการบริหารจากองค์กรท้องถิ่น เสมือนการจัดตั้งรัฐอิสระที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายใดๆของประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำสูงสุดในเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว
8. ความล้มเหลวของการปฎิรูปการศึกษา ปัญหาการโอนย้ายการศึกษาไปสู่องค์กรส่วนท้องถิ่น - การปฏิรูปการศึกษาไม่มีความคืบหน้าใดๆ มาตรฐานการศึกษาในทุกระดับตกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การเปิดเสรีการศึกษาจะทำให้การศึกษากลายเป็นการค้า เป็นการทำลายเป้าหมายของการศึกษาและกีดกั้นประชาชนยากจนออกไปจากระบบการ ศึกษาในท้ายที่สุด ปัญหาการโอนย้ายการศึกษาไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือเครื่องชี้ความ ล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษา โดยการใช้อำนาจรัฐมากกว่ากระบวนการมีส่วนร่วม และสะท้อนให้เห็นว่ามิได้มีการสร้างความพร้อมให้เกิดขึ้นทั้งต่อสถาบันการ ศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอด 5 ปีที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในอำนาจ
9. ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ช่องว่างคนรวยคนจน ความเป็นจริงและผลกระทบการแจกจ่ายเงินไปสู่ชนบท - เป้าหมายของรัฐบาลคือการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของตลาดหุ้นโดยไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจน หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 103,940 บาท/ครัวเรือน (พ.ศ. 2547) สถิติผู้บริโภคที่เป็นหนี้บัตรเครดิตถือจำนวนบัตรเครดิตสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก 16 ใบเป็น 30 ใบ เงินที่รัฐบาลแจกจ่ายเงินไปให้ชนบทในรูปกองทุนหมู่บ้านเป็นการนำเงินที่ควร จะเป็นของท้องถิ่นกลับไปให้ท้องถิ่นแค่เพียงเศษเงิน งานวิจัยพบว่ามีการนำเงินจากกองทุนหมู่บ้านไปซื้อโทรศัพท์มือถือ 400 เครื่องต่อหนึ่งหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านต้องจ่ายค่าโทรศัพท์เป็นเงินถึง 480,0000 บาท/ปี(ไม่นับค่าซื้อเครื่อง) ต้องเอาเงินนอกระบบมาใช้หนี้กองทุน เอาเงินกองทุนไปใช้หนี้นอกระบบ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ของหนี้อมตะ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนเพิ่มมากขึ้นทุกทีจนอยู่ในระดับเดียวกันกับ เม็กซิโก โคลัมเบีย และอาร์เจนตินา ปัญหาทั้งหมดรอวันปะทุเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง
10.ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาโครงสร้างการจัดการทรัพยากร กรณี พ.ร.บ.ป่าชุมชน และการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนยากจน - รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ดำเนินการใดๆที่เป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ข้อเรียกร้องของประชาชนในการปฏิรูปการจัดการทรัพยากร เช่น การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน การบริหารน้ำโดยท้องถิ่น และการผลักดันให้มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนถูกขัดขวางโดยรัฐบาล ในทางตรงข้ามรัฐบาลยังได้สนับสนุนส่งเสริมให้มีการลง ทุนที่ทำลายวิถีชีวิตของชุมชน เช่น โครงการเหมืองแร่โปแตซ โครงการท่อส่งก๊าซโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ผู้นำชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่นถูกฆ่ามากกว่า 20 คน รวมทั้งพระสงฆ์นักอนุรักษ์

คุณ doctor J

คุณ doctor J คุนเคยกล่าวหาผมว่าเป็นคนสองอารมณ์ เกี่ยวกับสถาบัน ผมว่าคุณไม่เก่งพอที่จะมาจับอารมณ์ความรู้สึกลึกๆในการโพสของผมได้หรอก แต่ผมไม่ถือคุณหรอกนะ ผมจะบอกอะไรให้ทราบ การอยู่ภายใต้กฏหมายที่เขียนขึ้นมาโดยฝ่ายไหนก็ช่างเถอะ คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปล่วงระเมิดกฏหมายเหล่านั้น เช่น พรบ คอมพิวเตอร์ กฏหมายความมั่นคง หรือกฏหมายอื่นๆที่เกียวข้อง เพราะคุณหรือผมหรือใครก็ตามมิได้อยู่เหนือกฏหมาย ขณะนี้ผมทราบข่าวว่ากำลังมีภัยที่คืบคลานเข้ามาหาพวกที่ชอบโพสหมิ่น ตาม พรบ คอมพิวเตอร์ ความฉลาดไม่จำเป็นที่จะต้องโพสในเวทีสาธารณะ บอกแค่นี้แหละ จบ

โหลยโท่ย น้ำท่วมทุ่ง

โหลยโท่ย
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง

*ลิงหัวเหลือง ชอบกุเรื่อง

*ลิงหัวเหลือง ชอบกุเรื่อง เงินทักษิณ
เหมือนโบยบิน เกลื่อนนภา มากันใหญ่
มาจ้างคน ที่รัก ประชาธิปไตย
ซื้อหัวใจ คนได้ ใช้เงินตรา

*ลิงหัวเหลือง...อำมาตยา...พาหลงผิด
ในความคิด ชอบดูแคลน แสนกล่าวหา
เพราะคิดผิด หลงผิด จิตหยาบช้า
จึงไม่เห็น คุณค่า ประชาธิปไตย

*อำมาตยาคือข้าราชการ.....
ที่ทำงาน กินเงินเดือน ทุกเดือนได้
โดยอาศัย เงินภาษี ที่ได้ไป
จึงสมควร รับใช้ ประชาชน

*นักการเมือง ที่ได้รับ การเลือกตั้ง
คือตัวแทน ที่หวัง ตั้งเป็นผล
ให้คอยใช้ ข้าราชการ บันดาลดล
เพื่อความสุข ประชาชน ทั่วหน้ากัน

ไอ้บวรสากมันทะลึ่งไปเสือกอยู่

ไอ้บวรสากมันทะลึ่งไปเสือกอยู่ในกลุ่มนักวิชาการเหล่านั้นได้ยังไง มันคงต้องเอาปี๊บไปคุมหัวเวลามันไปนั่งบรรยาย ไม่อายเขาบ้างหรือ อย่างต่ำคนแบบนี้มันหน้าจะมีจิตรสำนึกบ้าง ไม่รู้ร่ำเรียนมาทำพระแสงอะไร ไร้สมอง ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี มิหน้าครอบครัวมันถึงมีปัญหา คนแบบนี้ ขอโทษนะ ตายอยู่ริมถนนหมายังไม่อยากจะดม

ไปเกิดใหม่ไป คนแบบนาย

ไปเกิดใหม่ไป คนแบบนาย ตายไปสิบชาติก็คงเกิดมาแบบไร้สมอง ปัญญานิ่ม

เยี่ยม เยี่ยมมากๆ

เยี่ยม เยี่ยมมากๆ

คงจะเป็นวาระสุดท้ายของประเทศน

คงจะเป็นวาระสุดท้ายของประเทศนี้ที่มีการทำรัฐประหาร เชื่อว่าเมื่อหมดยุคของอำมาตย์ไปแล้ว ประเทศนี้จะมีความยุติธรรมเฉกเช่นเดียวกับนานาอารยะประเทศทั้งหลายในโลก และคงอีกไม่นานต่อจากนี้ โดยประเมินระยะเวลาแล้วไม่เกินสามปีอย่างนานไม่เกิน 4 ปี

จากนั้นประเทศนี้จะมีการพัฒนาอย่างชนิดยุคดิจัตัล รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ คนเมืองคนตามชนบทแทบไม่มีอะไรแตกต่าง ทั่วทั้งประเทศจะได้รับการพัฒนาเกือบทุกด้านชนิดถี่ยิบ คนไทยลูกไทยหลานไทย เข้าสู่ยุคใหม่ที่ทันโลกทันสมัยอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ คอยดูเอาเถิดพี่น้องไทย

ขอบคุณ"คนไม่มีชือ"ครับ

ขอบคุณ"คนไม่มีชือ"ครับ ที่กรุณาเตือนสติ

ผมคิดว่าพอเข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไำร ขอบคุณอีกครั้ง : )

ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหน

ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหน เขียนปกป้องตัวเองจากการฉีกของพวกชั่วปฏิวัติ ประชาธิปไตยจะไปไหนได้อย่างไร

ปัญหาจริงๆ

ปัญหาจริงๆ อยู่ที่นักวิชาการบ้องตื้นพวกนี้แหละ

ความจงรักภักดีต่อสถาบันอันสูง

ความจงรักภักดีต่อสถาบันอันสูงสุด ถือว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของคนไทยทุกคน

จะเป็นคนดีของชาติต้องรักเคารพ

จะเป็นคนดีของชาติต้องรักเคารพยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ

ตั้งแต่ข้อ1-10

ตั้งแต่ข้อ1-10 นี่มันล้วนโกหกตอแหลแบบหน้าด้านๆชนิดดำน้ำเลยนี่ ประเภทดำน้ำไม่โผล่
การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นี่มันเสียภาษีด้วยเรอะ ถ้าหากจะเก็บภาษีทักษิณ มันก็ต้องเก็บภาษีไม่ว่าจะดีแทค หรือพวกที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ด้วย พูดได้คำเดียว ยิ่งกว่ากลียุค เพราะไอ้พวกที่เล่นหุ้น(ก็ล้วนพวกชนชั้นอีลิทของประเทศนี้ทั้งนั้นหรือพวกที่เล่นหุ้นเป็นและต้องมีเงินส่วน คนจนมันไม่มีปัญญาจะไปเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์)) มันคงจะยอมให้เก็บหรอก ดังนั้นอย่าควาย
กฏหมายตลาดหลักทรัพย์ที่ร่างบังคับใช้ตั้งแต่ยุคสัญญา ธรรมศักดิ์ แก้ไขปรับปรุงในยุค อานันท์ผู้ดีรัตนโกสินทร์และชวนชั่ว2แมงสาปเน่า ต่างก็ยังคงสาระสำคัญ นั่นคือ การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ นั้นไม่ต้องเสียภาษี
หัดไปหาความจริงมันบ้าง อย่าเอาแต่โง่มันดักดาน แล้วปล่อยความโง่ออกไปให้กับคนที่เผอิญไม่ทราบความจริงในเรื่องนี้
(แต่ความจริงคนส่วนใหญ่ก็ทราบนั่นแหละ แต่พวกพันธมิตรแมงสาปเน่ามันดักดาน เพราะเชื่อในคำสอนของศาสดาเก๊บเบิ้ลรมตว่าการกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของนาซี ที่สอนเหล่าศานุศิษย์ จงหน้าด้านพูดโกหกมันเข้าไป แล้วคนก็จะหลงเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงซึ่งตอแหลแลนด์พวกเทพไทกอเนชั่วและพวกผู้จัดเกินเสี่ยวเอ้อ ต่างก็นำไปใช้มันชนิดไม่บันยะบันยัง)
ส่วนไอ้การแก้ไขกฏหมายกรณีการขายหุ้นให้กับต่างชาติได้เกิน25%อะไรนั่น มันใช่ออกมาให้เฉพาะกับชินคอรปซะเมื่อไหร่
บริษัทอื่นมันก็ขายได้
ครอบครัวเขาถ้าไม่ขายหุ้น ก็กล่าวหาว่า เขามีประโยชน์ทับซ้อน(ทีไอ้แมงสาปเน่ามันมีโรงแรมระดับหรู มีธนาคาร 9ล9มีโรงงาน 9ล9ไม่เห็นมีใครไปด่าแม่กล่าวหา) ครั้นพอเขาขายหุ้น เพื่อให้มันหมดข้อครหา ผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ไปกล่าวหาเขาอีกว่าขายชาติ ไอ้นี่มันไม่รู้สึกว่าควายไปหน่อยหรือ
ส่วนข้ออื่นๆอีก9ข้อนี่ตอแหลล้วนไม่มีความจริงเจือปนเลยแม้นแต่น้อย

คำถาม4ข้อที่ปีเตอร์ เลย์แลนด์

คำถาม4ข้อที่ปีเตอร์ เลย์แลนด์ ถามนั้น คิดว่า ปีเตอร์คงจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ว่าอะไรคือปัญหา ถ้าหากว่า ปีเตอร์ คือผู้ที่ติดตาม การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ก่อน2475จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ต้องย้อนถามกลับไปยังปีเตอร์ว่า ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น14ตค2516 6ตค2519 รวมทั้ง 11กันยา2549 ประชาชนในอังกฤษ สหรัฐ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี่ สวิส ฮังการี่หรือแม้นกระทั่งในรัสเซีย จะยอมหรือไม่
และมันมีทางเป็นไปได้หรือไม่

ตอบแทนได้เลยว่าไม่มีทางและประชาชนย่อมไม่มีทางยอม เพราะ คงจะต้องรบกันเละเทะเพราะยุคของ
โอลิเวอร์ครอมเวลล์มันบอกชัดเจนของคนอังกฤษ แค่ขนาดเรื่องเลิกทาส ฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ของสหรัฐ ยังแบ่งพวกฆ่ากัน แต่นี่ ประเทศนี้ ถึงขั้นทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แบบชนิด3ปีครั้ง(เฉลี่ย) ทั้งๆที่เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน(2540)

ไม่ใช่อย่างรัฐธรรมนูญ2550 ที่กล่าวได้อย่้างเต็มปากว่ารัฐธรรมนูญปี2550 ไม่ได้ร่างมาจากประชาชน แต่ร่างขึ้นมาจากคณะรัฐประหารซึ่งเป็นเผด็จการชัดๆ แบบชนิดที่ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ แม้นจะอ้างว่าได้ลอกกฏหมายรัฐธรรมนูญบางข้อจากรัฐธรรมนูญปี2540

มันมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกบ้าง ที่ดันออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กับพวกที่ทำรัฐประหารว่าสิ่งที่ได้กระทำลงไปแล้วนั้นไม่ผิดกฏหมายรวมทั้งสิ่งที่จะกระทำในอนาคตก็ไม่ผิดกฏหมาย กฏหมายรัฐธรรมนูญแบบนี้ ของสหรัฐอังกฤษ ฝรั่งเศสเยอรมันอิตาลี่เนเธอร์แลนด์ สเปญสวิส รัสเซียฮังการี่ เชคโก โปแลนด์9ล9 มันมีข้อกฏหมายแบบนี้ไหม

ทุกวันนี้มันเห็นกันชัดๆว่า อะไรมันเกิดขึ้น ว่ามันแทบไม่ต่างไปจากเกาหลีเหนือ พม่า่ หรือในเซียร่าลีโอนส์ เพราะมันบิดเบี้ยวแบบหนักข้อขึ้น จนคำว่าประชาธิปไตยแทบหาไม่เจอ จนมาเพี้ยนใช้คำธรรมาธิปไตยแทน ซึ่งสงสัยว่า ถ้าพระพุทธเจ้ามาพบกับคำนี้ คงต้องมึนมันสุดขีด

ส่วนบวรศักดิ์ นั้นนับว่าน่าผิดหวังมาก ที่เขาได้บิดเบือน30บาทรักษาทุกโรคว่ามันคือโครงการประชานิยมทำให้คนจนเสพย์ติด บวรศักดิ์ป่วยไปหรือเปล่า นี่คือคำถาม
โครงการ30บาทรักษาทุกโรคนั้น มันคือระบบรัฐสวัสดิการของจริงที่จับต้องได้และชัดเจนเสียยิ่งกว่าการเรียนฟรีเพราะการเรียนฟรีมันยังไม่จริงเนื่องจากว่าประชาชนกลับเสียเงินหนักกว่าเก่าและแถมยังง่ายต่อการคอรับชั่น
ไม่ว่าจะยากดีมีจน ล้วนใช้ได้ทุกคน ถ้าหากว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งพวกที่ไม่ได้เป็นคนงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม
ในยุโรปอียู ที่เป็นประเทศรัฐสวัสดิการ ก็มีระบบ30บาทรักษาทุกโรคอย่างนี้เพราะคล้ายกันมาก
ขนาดสหรัฐ โอบาม่า ก็เพิ่ง ให้ใช้และกฏหมายก็ผ่านรัฐสภาสหรัฐถ้าจำไม่ผิดแต่โอบาม่าก็คงต้องเหนื่อย เพราะโดนจวกเละเทะเช่นกัน

ไอ้โครงการประชานิยม น่ะมันต้องแบบที่พวกแมงสาปเน่าทำนั่นคือ มันเอาเงินงบประมาณมาแจก คนที่มีเงินเดือนอยู่แล้วเป็นหมื่น
ไอ้นี่ชัดเจน ว่ามันคือประชานิยมแบบงบมิยาซาว่าและเป็นการซื้อเสียงที่น่าจะเข้าข่ายผิดกฏหมายเลือกตั้งซะด้วยซ้ำ
ไอ้การจัดโครงการไทยเข้มแข็ง ทว่าเอางบมารับประทานกันโดยการไปซื้อของแพงที่ชุมชนเขาไม่ใช้แล้วยัดเยียดให้เขาใช้ ไอ้แบบนี้มันผิดทั้งเจตนารมย์ผิดทั้งคุณธรรม ผิดทั้งกฏหมายอย่างชัดเจน นี่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าโครงการประชานิยม(ความจริงน่าจะใช้คำว่าระบอบแมงสาปนิยมน่าที่จะถูกต้องมากกว่า)

บวรศักดิ์ควรที่จะต้องสำนึกบาป ที่การที่ได้เป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมกันทำลายระบอบประชาธิปไตยของปิติภูมิและมาตุภูมิแห่งนี้
นับว่าน่าเสียดาย ต่อผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่น่าที่จะเข้าใจกฏหมายมหาชนเข้าขั้นระดับวางรากฐาน
กฏหมายมหาชนนั้น ชื่อมันก็บอกอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าคำนึงถึงมหาชนหรือคำนึงถึงระบอบประชาธิปไตยเป็นใหญ่
อียู มันคงยากที่จะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ถ้าพวกเขา ไม่เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องประชาธิปไตย และกฏหมายมหาชน
ดังที่เราจะเห็นได้จากการที่มีการประชุมเลือกตั้งสิ่งที่เรียกว่ารัฐบาลอียู เมื่อวานนี้ (9กพ53)ที่เพิ่งเสร็จสิ้นรู้ผล
จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง ได้พูดถึง ประชาธิปไตยอย่างชัดเจน นี่เขาไปไกลระดับทวีปจนเป็นหนึ่งเดียวแล้ว
ในเรื่องประชาธิปไตย แต่ของบ้านเรา ดันจะเปลี่ยนสภาพเป็นรัฐบาลทรราชเผด็จการ ในยุคสหัสวรรษใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของเรา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถ

"""ช่ายยยยยย ประเทศไทยถึงได้ จะ เริญ จะ เริญ ไง และ พอ ศอ นี้ ประชาชนก็แสนจะสุขสำราญ บานเบิก

อีกทั้ง ตะหาน ก็มีความสามารถ รบ "ชนะ ..หมดแล้ว " ทั้งลาว ทั้งเขมร ทั้งภาคใต้""""

พ่นบ่นซ้ำซากอำมาตย์ๆรัฐประหาร

พ่นบ่นซ้ำซากอำมาตย์ๆรัฐประหารๆ....จะรัฐประหารหรือระบอบรัฐะรรมนูญหรือสากดินาล้าหลัง....ขอให้เอาทักโคตรชั่วมาเข้าตะแลงแกงและยึดสมบัติแผ่นดินคืนมาได้....ก็ได้ทั้งนั้น..ทำนองไม่ว่าจะแมวดำแมวขาวขอให้จับหนูได้ก็แล้วกัน....คุ้นๆมะ?..อิอิ

ฟฟฟ

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 9 ก.พ.53 เวลา 13.30 น. ทนายความคุณหญิงพจมาน อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้คัดค้าน ได้ยื่นคำแถลงปิดคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ มีเนื้อหาสรุปว่า

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 ผู้คัดค้าน (คุณหญิงพจมาน) ซึ่งมีหุ้นอยู่ 69,300,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาทและได้ขายให้กับนายพานทองแท้ และนายบรรณพจน์ โดยได้ทำการโอนขายอย่างถูกกฎหมาย มีเจตนาในการซื้อขายหุ้นกันจริง และมีการชำระค่าหุ้นกันจริง

ประเด็นข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้คัดค้าน (คุณหญิงพจมาน) ได้รับชำระเงินจากนายพานทองแท้ เกินกว่ามูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้น และนายพานทองแท้ได้คืนเงินปันผลที่นายพานทองแท้ได้รับจากชินคอร์ปฯ นั้น ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยานของศาลฎีการับฟังได้ว่า นายพานทองแท้ ได้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เป็นหนี้ผู้คัดค้าน จำนวน 5,056,348,840 ล้านบาทตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4 ฉบับ คือ หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินค่าซื้อหุ้นชินคอร์ปจำนวน 424,750,000 บาท หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินค่าซื้อหุ้นชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) 37,249,340 บาท หนี้ค่าซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 4,500,000,000 บาท หนี้ค่าซื้อหุ้นบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 94,459,000 ล้านบาท ส่วนคำให้การของนายแก้วสรร พยานฝ่ายผู้ร้องให้การเกี่ยวกับการชำระหนี้ข้างต้นโดยไม่มีพยานหลักฐาน การที่ผู้ร้องกล่าวหาประเด็นนี้ จึงไม่เป็นความจริงและขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนอย่างชัดเจน

สรุปแม้นายพานทองแท้จะได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นก็เป็นเรื่องของความเป็นแม่กับลูก ที่เอื้ออาทรมากกว่าบุคคลทั่วไป รวมทั้งกรณีที่ขายหุ้นให้กับนายบรรณพจน์ ที่ได้ร่วมก่อตั้งบ.ชินคอร์ปฯ และช่วยเหลือเกื้อกูลมาตั้งแต่เด็ก ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดหักล้างพยานผู้คัดค้านที่ 1 ข้อกล่าวหาผู้ร้องจึงเป็นเพียงการคาดเดาลอยๆ

1. น่าจะถือได้ว่า มีความกล้าให้การเท็จต่อศาลยุติธรรมอย่างชัดเจน ด้วยการอ้างว่ามีการโอนหนี้ค่าซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) 4,500,000,000 บาทนั้น ความจริง เป็นหุ้น TMB เพียง 150 ล้านหุ้นๆ ละ 10 บาท ต้นทุนจริงเพียง 1,500,000,000 บาทเท่านั้น ที่เหลือเป็นใบสำคัญแสดงสิทธิฯ TMB-C1 จำนวน 300 ล้านหน่วย ต้นทุนเป็น “ศูนย์” คือได้แถมมาฟรี ซึ่งทุนของคุณหญิงทั้งสิ้น 1.5 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่งซื้อมาในเดือนพฤษภาคม กลับทำรายการให้เป็นการขายลูกถึง 4.5 พันล้านบาท ในวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ก่อนโอนหุ้นชินฯให้ลูกเพียง 1 วัน

และด้วยหนี้ “อำพราง” นั้นเอง ทำให้นายพานทองแท้ จ่ายปันผลคืนแม่เพลิน จนเกินหนี้จริงไปมากมาย หากจะนับจากหนี้รวม 5,056,348,840 ล้านบาทนั้น หนี้ “อำพราง” ก็มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 60% และทำรายการกันเพียง 1 วันก่อนโอนหุ้นชินฯ จะให้เชื่อได้อย่างไรว่า เป็นการโอนแบบแม่โอนให้ลูกแบบเอื้ออาทร นอกจากนั้น นายพานทองแท้ต้องเป็นหนี้แม่ 4,500 ล้านบาทค่าหุ้นกลุ่ม TMB นั้น แต่หุ้น TMB และ TMB-C1 มีราคาตลาดเพียง 5.70 และ 1.30 บาทเท่านั้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,245 ล้านบาทเท่านั้น แต่นายพานทองแท้กลับใช้อ้างว่าซื้อจากแม่ที่มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท จะให้เชื่อว่าเป็นการรับโอนอย่างเป็นอิสระในฐานะบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วได้อย่างไร???

2. คุณหญิงอ้อยังอ้างอีกว่าให้เงินเป็นแก่ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร จำนวน 370 ล้านบาทนั้น เป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 20 ปีธรรมดา แต่เป็นจำนวนที่ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นการอำพราง ด้วยใกล้เคียงกับยอดซื้อหุ้นจากพี่ชายจำนวน 367 ล้านบาทพอดี ซึ่งทำให้ พิณทองทาถือหุ้น 367 ล้านหุ้น และพานทองแท้ถือหุ้น 366.95 ล้านหุ้น เท่าๆ กัน พอดีๆ โดยหากไม่ใช่ทำรายการเพื่อการปรับโครงสร้างการถือหุ้นแทน ก็น่าจะมีของขวัญวันเกิด เมื่อพานทองแท้อายุครบ 20 ปี หรือแพทองธารอายุครบ 20 ปีด้วยในลักษณะคล้ายกัน แต่เท่าที่ติดตามข่าวมาก็เชื่อว่าไม่มี เป็นการสร้างรายการเพื่อปรับชื่อในการถือหุ้นเท่านั้น นายพานทองแท้อย่างมากก็มีเงินที่ได้จากของขวัญวันเกิด วันปีใหม่ เป็นเพียงหลัก 10 ล้านบาทเท่านั้น

3. และหากถือเป็นการแบ่งสมบัติจำนวนใกล้ๆ กันให้บุตรทั้งสาม เมื่อขายหุ้นแล้ว ก็น่าจะได้แบ่งเงินสดให้ น.ส.แพทองธารไปด้วย เพราะไม่มีปัญหาต่อการดำรงตำแหน่งของบิดาอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้โอนแบ่งแต่อย่างใด ทำให้เชื่อได้มากกว่าว่าเป็นการกระบวนการใช้ชื่อบุตรถือหุ้นแทนมากกว่า และที่ไม่ได้แบ่งให้ ก็เพราะภารกิจถือหุ้นแทนจบสิ้นแล้ว พ่อลงจากตำแหน่งแล้ว โดยเมื่อโอนไปที่ต่างๆ เช่น ประไหมสุหรี ซื้อหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซื้อเหมืองเพชร ก็เป็นที่เห็นประจักษ์กันทั่วโลกว่า ผู้เป็นเจ้าของคือ ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้เงินที่ผ่านจากการซุกหุ้นเหล่านี้มาใช้ในฐานะเจ้าของแท้จริง

4. นายบรรพจน์ ดามาพงศ์ ได้หุ้นมาโดยไม่มีหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นชินคอร์ปฯ ด้วยเงินของตนเองเลย โดยมีตัวอย่างหนี้จำนวน 102,135,225 บาท เพื่อชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนหุ้น SHIN เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 เป็นเงินที่คุณหญิงพจมาน เป็นผู้ออกเงินชำระทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งแม้นายบรรณพจน์มีเงินเข้าบัญชีหลายสิบล้านบาท ก็มิได้คืนเงินเลย แม้เศษๆ 135,225 บาทก็ไม่ได้คืนนานถึง 3-4 ปีด้วยเงินของตนเอง รอจนรับปันผลหุ้น SHIN จึงนำมาชำระคืน ในช่วงท้าย ก็มีการเปิดบัญชีแยกเงินรับปันผลและค่าขายหุ้นจากบัญชีสำหรับชีวิตปรกติของตัว

5. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ค้างหนี้เพียง 20 ล้านบาท โดยมิได้คืนเงินเลย เป็นเวลา 3-4 ปี ทั้งที่ก็มีเงินไม่น้อย แล้วจึงทยอยชำระด้วยปันผลที่ได้รับจากหุ้นที่ได้รับโอนนั้น โดยไม่ใช้เงินของตนเองเลยเช่นกัน และก็มิได้เคยคืนเงินแต่อย่างใดเป็นเวลาประมาณ 3 ปี แล้วจึงชำระคืนหนี้ค่าหุ้นดังกล่าว จากปันผลที่ได้รับ 2 ครั้งแรก 9 ล้านบาท และ 11 ล้านบาท โดยครั้งที่ 2 นั้น ได้รับปันผลมา 13.5 ล้านบาท ก็สั่งจ่ายเต็มจำนวน หลังจากนั้นจึงขีดฆ่า (ด้วยคงรู้ตัวว่า จ่ายเกินหนี้แล้ว) และแก้ไขเป็น 11 ล้านบาท นับว่าเป็นการจ่ายด้วยสัญชาตญาณนอมินีจริงๆ และส่วนที่เหลือจากเข้าบัญชี พิณทองทา ซึ่งต่อมาบอกว่าเป็นค่านาฬิกาหรูหลายเรือน ก็คงแล้วแต่ว่าใครจะเต็มใจเชื่อว่า หลานเป็นคนซื้อนาฬิกาหลักล้านบาทหลายเรือน แล้วขายต่อให้หรืออย่างไร และช่างเป็นจำนวนและเวลาที่ประจวบพอดีกับการคืนปันผลในจำนวนที่เพิ่งขีดฆ่าบนเช็คเพื่อแก้ไขจำนวนไปอย่างเหลือเชื่อ

6. วินมาร์ค (WM) มีพฤติกรรมซุกหุ้นกลุ่ม SC และบริษัทอสังหาฯ อีก 5 บริษัท คตส. เห็นว่าผิดปกติด้วยซื้อทุกหุ้น ขายทุกหุ้น ทุกครั้งที่ราคาพาร์ ทั้งๆ ที่มูลค่าทางบัญชีไม่เหมือนกันเลย กำไร/ขาดทุนไม่เหมือนกัน ต้องถือว่า แม่ขายของให้ลูกที่ราคาพาร์ ไม่น่าแปลกใจ แต่ขายของมูลค่า 1.5 พันล้านบาท ให้ลูกเป็นเงิน 4.5 พันล้านบาทนั้น ไม่น่าเชื่อ และขายหุ้น 5-6 บริษัทให้นักลงทุนต่างประเทศทุกบริษัท ทุกครั้งที่ราคาทุน ก็ไม่น่าเชื่อ นอกจากนั้น วินมาร์คยังจ่ายเงินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน หลายงวด จ่ายกว่า 550 ล้านบาท ในช่วงเดือนพฤษภาคม ล่วงหน้าร่วม 3 เดือนกว่าจะได้หุ้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 พิรุธคือ ระยะเวลาชำระเงินตรงกับที่ต้องใช้จองหุ้น ธ.ทหารไทย และ หากวินมาร์คเป็นของนายมามุส โมฮัมหมัด อัล อัลซาลี มหาเศรษฐี ชาวตะวันออกกลางจริง จะต้องยอมจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนรับหุ้นหลายเดือนเชียวหรือ ช่วงนั้นก็เป็นช่วงวิกฤต ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกกับสื่อมวลชนเองว่า เป็นช่วงวิกฤต ขายได้ที่พาร์ก็ดีแล้ว

ที่สำคัญคือ กลต. ตรวจสอบพบว่า ในยอดรวม 1,500 ล้านบาทค่าหุ้น 5-6 บริษัทที่วินมาร์คซื้อจากทั้งคู่นั้น เงินประมาณ 1,200 ล้านบาทมาจากบัญชีที่ใช้ชื่อวินมาร์ค แต่ประมาณ 300 ล้านมาจากบัญชีของตนเอง แต่อ้างชื่อวินมาร์ค!!

โดย ดีเอสไอ และ กลต. พบหลักฐานชัดแล้วตรงกันว่า วินมาร์คและแอมเพิลริชเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ผ่านกองทุน ซิเนตร้าทรัสต์ และบลูไดมอนด์ และโดยวินมาร์คมีรหัสบัญชี 121751 ที่ ธ.ยูบีเอส สิงคโปร์ เคยถือหุ้น SHIN ประมาณ 54 ล้านหุ้น (พาร์ 1 บาท = 5.4 ล้านหุ้นช่วงพาร์ 10 บาท) ด้วย!!

7. แอมเพิลริลเป็นของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงปี 2548 ตามหนังสือรับรองบริษัท มีเงื่อนไขว่า “Any withdrawal is to be authorised by Dr. T. SHINAWATRA solely.” แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแต่เพียงผู้เดียวในช่วงเวลาดังกล่าว จนถึงปี 2548 จึงได้มีชื่อบุตรทั้งสองปรากฏเป็นผู้มีอำนาจลงนาม ไม่ตรงกับที่ได้อ้างว่าโอนหุ้น ARI ให้นายพานทองแท้ ชินวัตร ในวันที่ 1 ธันวาคม 2543

นอกจากนั้น ในวันที่ 24 สิงหาคม 2544 UBS ทำรายงาน 246-2 ต่อสำนักงาน กลต. โดยนับหุ้น SHIN จำนวน 10,000,000 หุ้นของ ARI รวมกับหุ้นอีกจำนวนอีก 5,405,913 หุ้น ทั้งนี้ มีหลักฐานว่าเป็นหุ้นของวินมาร์ค รวมเป็น15,405,913 หุ้น (พาร์ 10 บาท) คิดเป็นร้อยละ 5.24 ก็เป็นหลักฐานยืนยันการนับหุ้น 10 ล้านหุ้นของ ARI และอีกกว่า 5 ล้านหุ้นของ WM เป็นของเจ้าของเดียวกันตามมาตรา 258 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

ดูเหมือนมีความเห็นในเรื่องรายงาน 246-2 ว่า ในฐานะคัสโตเดียน “ไม่มีหน้าที่ต้องรายงานนี้” แต่ไม่ได้แก้ความจริงบนรายงานนี้เลย โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 คือประมาณ 5 ปีต่อมา UBS ก็ยังยืนยันว่า เอกสารนี้มีที่ผิดเล็กน้อย คือ ไม่ใช่เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในราคาหุ้นละ 179 บาทแต่อย่างใด แสดงว่าการนับรวมหุ้นเป็นของบุคคลเดียวกันเกิน 5% (triggered) ไม่ผิด การบอกว่า “ไม่มีหน้าที่” เป็นเหมือนการบอกว่า ยามที่ถ่ายภาพโจรปล้นทรัพย์ได้นอกกะทำงาน ไม่มีหน้าที่ต้องส่งภาพนั้น ก็ไม่เป็นเหตุให้ไม่เอาภาพถ่ายนั้นมาใช้เป็นหลักฐานเอาผิดโจรในภาพแต่อย่างใด

ซึ่งหนังสือนี้ เป็นหลักฐานว่า แอมเพิลริช และวินมาร์คมีเจ้าของเดียวกัน จึงไม่มีทางเป็น นายมามุส โมฮัมหมัด อัล อัลซาลี ได้ ด้วยครอบครัวยังยืนยันว่า แอมเพิลริชเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งต่อมาโอนให้นายพานทองแท้ และในเมื่อพานทองแท้ ไม่เคยเปิดเผยว่ามีวินมาร์คทั้งๆ ไม่มีเหตุต้องซุกซ่อนปกปิด จึงพิสูจน์ได้ว่าเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณนั่นเอง

ให้การเท็จอย่างนี้แล้ว จะหวังให้คนเข้าใจผิดต่อกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร?

คำถามต่อไป คือ เมื่อพบความเป็นอุบายยอกย้อนขนาดนี้แล้ว น่าจะยึดทรัพย์เท่าไร ไทยทนว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ถือกระเป๋าเอกสารเข้ามาทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี แล้วเงินรัฐตกเข้าไปในกระเป๋าแบบ “บกพร่องโดยสุจริต” ก็อาจจะน่าฟังว่า เอาเงินที่เผลอตกลงไปนั้นกลับมาคืน แต่นี่เป็นความจงใจซุกซ่อน อำพราง หลบกฎหมาย หลบรัฐธรรมนูญ และยังเข้ามาใช้อำนาจรัฐ หรือไม่ใช้อำนาจอันควร เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตน ก็คงต้องยึดทั้งหมด หากโกงกันยอกย้อนแยบยลเต็มที่ แล้วยึดคืนเฉพาะส่วนที่ “จับได้” ต่อไป “ใครจะกลัวที่จะโกง” เพราะที่ไม่ถูกจับได้ก็เก็บไว้ คืนเฉพาะที่ถูกจับได้
ยังน่าคิดอีกว่า การเอื้อประโยชน์นั้น มูลค่าหุ้นอาจเพิ่มเพียงบางส่วน แต่รัฐเสียหายมากกว่า เกินมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น การลดสัมปทานมือถือ ทำให้บริษัทแอดวานซ์อินโฟร์ฯ ได้ประโยชน์เพิ่ม 8 หมื่นล้านบาท แต่ชินคอร์ปฯ อาจได้ประมาณครึ่งเดียว คือ 4 หมื่นล้านบาท และครอบครัวถือหุ้นครึ่งหนึ่งก็อาจได้เพียง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้รัฐจะริบทั้งหมด ก็ยังไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

และเงินซุกซ่อนที่วินมาร์คมาจากไหน? อาจจะเป็นไปตามที่ นายเสนาะเทียนทอง อดีตเลขาธิการพรรค ทรท. ยุคแรก กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ช่วงต้นปี 2549 ว่า “เพราะรวยจากโกงชาติ กล้าทำแม้เผาบ้านเผาเมืองเพื่อเอาประกัน มีการไตร่ตรองและวางแผนไว้ก่อนทุกขั้นทุกตอนไอ้หมอนี่คิดเป็นจ๊อบๆ”

และ กล่าวอีกว่า “วันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กับประธานรัฐสภาที่เพิ่งหมดวาระไปหาหัวหน้าจิ๋ว คุยกุ๊กกิ๊กอะไรตนไม่รู้ แล้วในที่สุดให้ นายทนง พิทยะ มาเป็น รมว.คลัง เข้ามาไม่กี่วันก็ลอยตัวค่าเงินบาทจาก 26 บาท ขึ้นเป็น 50 บาท พี่น้องคนไทยเจ๊งเป็นเอ็นพีแอลทั้งประเทศ พอเสร็จภารกิจก็ลาออกเลย มาจัดตั้งรัฐบาลใหม่” ซึ่งย่อมเชื่อถือได้ เพราะเป็นคนขายหุ้นสนามกอล์ฟอัลไพน์ให้ทักษิณ 500 ล้านบาท และเท่าที่พูดเป็นหลักฐานชัดเจนมากมาย ทักษิณก็ไม่เคยกล้าฟ้องหมิ่นประมาท กรณีนั้น กองทุนสำรองระหว่างประเทศก็เสียเป็นแสนๆ ล้านบาท ประชาชนไทยก็เดือดร้อนกันไปทั่ว ค่าเงินต้องอ่อนก็จริง แต่ถ้าอ่อนเพียง 32-33 บาท/ดอลลาร์ ความเจ็บปวดก็น้อยลง แต่ถ้าใครไปถล่มเงินบาทในต่างประเทศเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองในต่างประเทศ ไทยทนว่าต้องยึดให้หมดครับ

สื่อมวลชนมีอิทธิพลสูงในการสร้างความเข้าใจ สัจธรรมและ “ความจริง” ไม่ปล่อยให้คนเข้าใจไม่เท่ากัน และต้องแตกแยกกันเพราะคนคนเดียว ยุทธศาสตร์ทักษิณ คิดอย่างเดียวคือ หาทางยึดพื้นที่สื่อ เบี่ยงเบนไม่ให้ประชาชนเข้าใจ ไทยทนเคารพที่สื่อมวลชนพึงเป็นกลางระหว่างทุกฝ่าย แต่อย่าเป็นกลางให้ “ความเท็จ” มาแย่งพื้นที่ “ความจริง” ซึ่งประชาชนพึงได้เข้าใจชัดเจนจากทุกฝ่ายตรงกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความสันติสุข และความรักสามัคคีของประเทศไทยต่อไปครับ

พูดอะไรมันเน่าๆ

พูดอะไรมันเน่าๆ และโกหกกันหน้าด้านๆชนิดไร้อาย ที่ดันตอแหลออกมาได้ว่า สื่อมวลชนมีอิทธิพลสูงในการสร้างความเข้าใจสัจจธรรมและความจริง ไม่ปล่อยให้คนให้เข้าใจไม่เท่ากันและต้องแตกแยกกันเพราะคนๆเดียว
ยุทธศาสตร์ทักษิณคิดอย่างเดียวคือหาทางยึดพื้นที่สื่อ เบี่ยงเบนความไม่ให้ประชาชนเข้าใจ ไทยทนเคารพที่สื่อมวลชนพึงเป็นกลางระหว่างทุกฝ่าย แต่อย่าเป็นกลางให้ ความเท็จ มาแย่งพื้นที่ ความจริง ซึ่งประชาชนพึงได้เข้าใจชัดเจนจากทุกฝ่ายตรงกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความสันติสุขและความสามัคคีของประเทศไทยต่อไปครับ
ไอ้ที่ยกมานี่เป็นกลุ่มคำพูดที่โกหกตอแหลกันหน้าด้านยๆที่แสดงถึงสันดานของพวกทรราชอย่างชัดเจน ที่ชอบยึดหลฃักของทรราชนักโฆษณาชวนเชื่อในอดีตเก๊บเบิ้ลจอมแหกตาลวงโลกรมตโฆษณาชวนเชื่อของนาซีเยอรมัน ที่มีมอตโต้ว่าขจงโกหกเข้าไปแล้วผู้คนจะเชื่อเอง

ในความเป็นจริงที่เห็นกันชัดๆตลอดระยะเวลานับตั้งแต่หลังการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน2540ทิ้งเมื่อ19กันยา2549 นั้นจวบจนกระทั่งปัจจุบัน พวกทรราชต่างหากที่ได้ยึดพื้นที่สื่อมันหมดสิ้น ดังจะเห็นได้จากกลุ่มเนชั่วที่บุกเข้ายึด พื้นที่ทางจอตู้เน่า พวกนักวิชาเกินเน่าที่เป็นขี้ข้าสากดินาอำมาตยาทรราชเน่า รวมทั้งพวกองคกรทรราชที่ตั้งโดนยพวกทรราชต่างพากันดาหน้าออกมาโกหกตอแหลยึดพื้นที่เศษจอตู้เน่าไม่ว่าจะ3579หอยเน่านกแร้งแม้นกระทั่งทีเอ็นๆเน่าเรียกได้ว่า จอตู้เน่าทุกช่องต่างล้วนเป็นปากกระบอกเสียงของรัดทะบวมโจรที่ยึดมันจนหมดออกข่าวโกหกตอแหลใส่ร้ายกล่าวหาผู้อื่นมันข้างเดียว มันมีประเทศประชาธิปไตยแบบไหนในโลกทำเยี่ยงนี้บ้าง ตอบได้เลยว่า ไม่มี
ไม่เพียงเท่านั้น พวกสากดินาอำมาตยาทรราชเน่ายังยึดพื้นที่เศษกระดาษเปื้อนหมึกเน่าเสียแทบหมดสิ้น รวมแม้นกระทั่งคลื่นวิทยุเน่าที่ก็กระจายเสียงโกหกตอแหลหลอกลวงถล่มใส่ผู้คน ใส่ร้ายกล่าวหาผู้อื่นมันข้างเดียวรายวันเช่นกัน
นี่มันใช้สิ่งที่เรียกว่าสื่อ ทุกชนิดแบบที่เต็มพิกัดเล่นงานผู้อื่นมันข้างเดียวยิ่งกว่ายุคเสียงเปรี้ยงดังเสียงฟ้่าฟาด6ตค2519มันยังใจกล้าหน้าด้า่นบอกว่า ทักษิณหาทางยึดพื้นที่สื่อ

มันปล้นเขา มันเป็นโจรที่ยกพวกปล้นเขา แล้วยังดันร้องตะโกนอ้างชื่อเหยื่อที่มันปล้น ว่าเป็นคนปล้น มันทำเหมือนกับนิยายโบราณของตอแหลแลนด์ที่โจรผู้ร้ายเวลาบุกปล้นก็อ้างชื่อหรือตะโกนว่าชื่อเสือนั่นเสือนี่(เพื่อป้ายความผิดให้กับคนที่มันอ้างชื่อว่าเป็นเสือ)เป็นผู้บุกปล้น มันช่างเหมือนจริงๆ เรียกว่าสันดานตั้งแต่ยุคนิยายไม้เมืองเดิมไม่เคยเปลี่ยนแม้นมันจะนานกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้วก็ตาม
เอะอะโยนขี้ใส่ร้ายเหยื่อว่าเป็นคนๆเดียวที่ทำให้เกิดความแตกแยก นี่มันหน้าด้านขนาดไม่รู้จักอายเลยหรือ ใครกันแน่ที่มันทำให้สังคมต้องแตกแยก
กระทืบเขาแล้วปล้นเขาแล้ว ดันบอกว่า เองจงยอมๆไปเหอะ มันไม่กราบือไปหน่อยหรือ
ลองโดนบ้าง ดูไหม ดูซิว่ามีันจะยังกล้าออกมาพูดตอแหลเยี่ยงนี้ได้ไหม บอกได้เลยว่า มันคงจะแหกปากไปยิ่งกว่าสิบคุ้งน้ำ
อย่าปล้นเขา อย่าทำลายประชาธิปไตย อย่าให้กระบวนการยุติธรรมมันบิดเบี้ยวดับเบิ้ลสแตนดาร์ด สังคมก็จะสงบสุข
ความสามัคคีมันย่อมเกิดขึ้น
แต่ถ้ายังทำเน่าๆ ยังดับเบิ้ลแสตนดาร์ด บอกได้เลย ความสงบสุขไม่มีทางบังเกิด ความสามัคคีไม่มีทางปรากฏ

คิดดี ทำดี พูดดี เพื่อในหลวง

คิดดี ทำดี พูดดี เพื่อในหลวง

รักในหลวง ปวงประชา สามัคคี

รักในหลวง ปวงประชา สามัคคี

ไอ้ทักชั่วรึเหยื่อ....ไอ้ที่ฆ

ไอ้ทักชั่วรึเหยื่อ....ไอ้ที่ฆ่าตัวตายยกครัวเพราะค่าเงินเปลี่ยนนั่นตะหากเหยื่อ...กรรมมันตามสนองไอ้โคตรชั่วทักที่รวยจากการค้าค่าเงินบาท....โสมน้ามหน้า...เวรกรรมกะลังเอาคืน....

ฟฟฟ
“Ye shall know the Truth, And the Truth shall make you angry!”

“ท่านควรจะรู้ความจริง และความจริงนั้นจะทำให้ท่านโกรธ”
Aldous Huxley

Lord Wilson อดีตนายกฯ 2 สมัยอังกฤษบอกว่า “7 วันในการเมืองนั้นนับว่านานโข”

จากวันที่ 6 ก.พ. ถึงวันที่ 8 ก.พ. เมื่อฮุนซวยเปิดตูดกระฟัดกระเฟียดกลับไปจากชายแดนตาเมียนธม จังหวัดสุรินทร์นั้นเหตุการณ์เปลี่ยนไป

เรายังไม่ถึงกับเห็นทหารเขมรวิ่งหางจุกตูดอย่างที่เราอยากดู โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าผมกระหายสงครามหรือเกลียดชาวเขมร

แต่ผมอยากเห็นฮุนเซนถูกหมัดตรง หมัดฮุค หรืออับเปอร์คัดก็ได้ ไม่ใช่หมัดหลง ที่ไม่รู้ใครต่อใครหลับตาเหวี่ยงไป หมัดที่ถูกเบ้าตาของฮุนซวยอาจจะเป็นหมัดเดียวของวีระ สมความคิดและพี่น้องผู้กล้า 300 คนก็ได้

2 วันหลังนี้ ฮุนซวยกับไทยได้คะแนน C เท่ากัน

สำหรับนายกฯ อภิสิทธิ์ผู้ตัดสินจากสหรัฐฯ ให้ A ผู้ตัดสินเยอรมนีให้ B- ผมให้ B+ เฉลี่ยแล้วได้ B ผู้ตัดสินเยอรมนีลำเอียงเพราะหลงไปว่าฮุนซวยเป็น 3 หัวขวดสวย เนื่องจากต่อยสไตล์เดียวกัน 100% แปลกแท้ๆ ทำไมอภิสิทธิ์จึงไม่น็อก ผู้ตัดสินเยอรมนีบอกว่าต่อยอย่าง 3 หัวขวดสวย ถ้าเป็นที่เยอรมนีรับรองว่าเข้าคุกภายในหนึ่งวัน

ยกเว้นคะแนน ผมยืนยันอย่างอื่นที่เขียนไว้ตอนจบ ที่ตกออนไลน์ 6 ก.พ. คือ

“ผมขอพูดให้ชัดเจนอีกครั้งไม่กลัวใครโกรธว่า เมื่อเอาผลประโยชน์ของชาติกับภาวะผู้นำเป็นตัววัด ฮุนซวยได้คะแนน A- ในขณะที่ไทยผมให้ D- เพราะฮุนซวยส่งสัญญาณที่ชัดเจนเด็ดเดี่ยวหนักแน่นและมีเอกภาพทั้งคำพูดและการกระทำรับกัน แต่ไทยคาบลูกคาบดอกวอกแวกไม่รู้ว่าใครเป็นหัวเป็นหาง ต่างประ เทศจะเอาอย่าง กองทัพภาคที่ 2 จะเอาอย่าง กลาโหมจะเอาอีกอย่าง นายกฯ จะเอาอย่างไรไม่มีใครรู้ ดูมีแต่ความสับสน confusing ไร้ทิศทาง directionless และ compound ปัญหาให้สะสมถมทับมากขึ้น ระวังจะสายเกินแก้”

ผมขอย้ำว่า ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ดี หรือแม้กระทั่งในสงครามก็ดี การส่งสัญญาณที่สับสน(confusing) รังแต่จะ compound หรือพอกพูนทับถมปัญหาให้มากและแก้ยากยิ่งขึ้น

การส่งสัญญาณนั้น การกระทำดังก้องกว่าคำพูด action speaks louder than voice

การกระทำและคำพูดของฝ่ายไทยในเหตุการณ์ครั้งนี้สับสนและอ่อนแอยิ่ง ดีแต่ฮุนซวยเป็นปลาหมอตายเพราะปาก และอ่านสัญญาณผิดว่าไทยจะเคลียร์พื้นที่ปราสาทตาเมียนธมให้

แทนที่ไทยจะต้องขายผ้าเอาหน้ารอด กลับได้กำไร เพราะสามารถกุมเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่จะยกเลิกการประกาศฝ่ายเดียวของยูเนสโกได้ ขอให้นายกฯ อภิสิทธิ์รีบทำอย่างที่พูดให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้

นั่นก็คือ มีหนังสือไปบอกยูเนสโกว่าศาลไทยมีคำสั่งอย่างไร ชาวไทยผู้รักชาติมีความรู้สึกอย่างไร การกระทำของฮุนซวยและรัฐบาลไทยขายชาติก่อความตึงเครียด และอันตรายต่อสันติภาพเพียงใด

และขอให้รัฐบาลให้ความรู้แก่ประชาชนด้วยว่าอังกฤษ อเมริกา และสิงคโปร์ลาออกจากยูเนสโกเพราะเหตุผลใด เราจะเอาบ้างดีไหม

เมื่อร้ายกลายเป็นดีไปได้ ก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนไทย 300 คนที่ขึ้นไปประกาศเจตนารมณ์แทนคนไทยผู้รักชาติทั้งมวล และขอขอบคุณใน prudence ของนายกฯ อภิสิทธิ์

ผมแปล prudence เป็นไทยไม่ได้ เลยอยากแถมเวสารัชชกรณธรรมทั้ง 5 คือธรรมที่จะทำให้เกิดความแกล้วกล้าเพิ่มให้นายกฯ

4-5 วันที่ผ่านมา คนไทยที่โกรธเกรี้ยวรัฐบาลของตนเองอาจจะมีมากกว่าคนไทยที่โกรธฮุนเซน

ที่แปลกก็คือสีแดงกลับใจอาจจะโกรธฮุนซวยน้อยกว่าสีแดงสู้ตายที่โกรธว่าฮุนเซนช่วยล้มอภิสิทธิ์ไม่สำเร็จ แถมพรรคเพื่อฮุนษิณก็จะหมดปัญญาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในข้อนี้

คนไทยที่โกรธรัฐบาลมีหลายประเภท ที่เชียร์ฟุตบอลไม่ชนะอยากระทืบทีมของตนเองก็มี ผมเห็นใจแต่ไม่ใช่จะเห็นด้วยทุกประเภท ผมเห็นใจรัฐบาลเหมือนกัน ไม่อยากให้นายกฯ ถอดใจเสียตอนนี้ และไม่อยากให้ฝ่ายสนับสนุนเฮไปเข้ากับฝ่ายตรงกันข้าม เพื่อช่วยกันล้มรัฐบาลดังที่ผมได้ยินมา ถี่และดังขึ้นๆ

คนไทยที่อยากให้กรีธาทัพไปตัดหัวพญาละแวกก็มีมาก คนพวกนี้คิดง่ายๆ ว่ากองทัพเขมรแค่นกกระจอกกินน้ำ จะทานทนกับแสนยานุภาพไทยได้อย่างไร ฮุนซวยก็ตระหนักความจริงข้อนี้ จึงต้องใช้วิธีเห่าและวางก้ามในเครื่องแบบ

แต่อามิสทักษิณ และคะแนนเสียงที่ตกในบ้าน การประณามจากสื่อและองค์กรตรวจสอบคอร์รัปชันและสิทธิมนุษยชนนานาชาติ รวมทั้งกษัตริย์เริ่มแข็งข้อ เป็นปัจจัยรวมที่ให้ฮุนเซนทำอย่างที่เขากระทำ

เขาหวังกู้คะแนนในบ้านโดยแสดงความกล้าหาญเหยียบไทย เขาทุ่มแทงม้าฟลุ๊กทักษิณหมดกระเป๋า เขาจึงพูดและกระทำเยี่ยงเดียวกับขบวนการสุนัขแดงไม่ผิดเพี้ยน หารู้ไม่ว่า ถึงเขาจะได้เสียงก็เพียงชั่วคราว แต่อย่างอื่นล้มละลายหมด และจะเริ่มเห็นเมื่อยูเนสโกเริ่มเข้าเกียร์ถอยหลัง

พวกที่โกรธรัฐบาลอีกประเภทคือพวกที่แค้นใจ น้อยใจ และไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลไม่ปกป้องหรือสนับสนุนคนไทยที่รักชาติต้องการยืนขึ้นประกาศให้ชาวโลกและฮุนเซนเห็นว่าแม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่ยอม คนไทยรักชาติที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวหากไม่ถูกทอนกำลังด้วยคนไทยกันเองย่อมจะเป็นกำลังอันมหาศาล และไพ่ไปสำคัญให้รัฐบาลต่อสู้กับฮุนซวย ไฉนรัฐบาลจึงไม่เข้าใจและบำรุงรักษาไว้ให้เต็มที่

ผมรู้ว่าใครจากกองกำลังสุรนารีและกองทหารเสื้อดำที่ไปข่มขู่ก้าวร้าวกับวีระ สมความคิดกับคณะไทยผู้รักชาติปักหลักที่ปราสาทตาเมียนโต๊ตห่างตาเมียนธม 800 เมตร จนเย็นวันที่ 7 ก.พ.

เมื่อมีข่าวบิดาเสือพรานเสื้อดำจะนำกองทัพประชาชน ความสงสัยว่า มทภ. 2 และผบ.ทบ.ตัดเพื่อนรักร่วมรุ่น ตท.10 ไม่ขาด จะไปบังคับไม่ให้เขาคิดหรือเชื่อว่าพวกนี้เกี้ยเซี้ยกันหมดได้อย่างไร

สิ่งที่รัฐบาล ทหาร ตำรวจต้องเข้าใจ เคารพและสนับสนุน ก็คือ การใช้สิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกถึงความรักชาติโดยสงบเปิดเผย และเป็นผู้ดีในแผ่นดินของตนเอง ถึงแม้จะขวางหูขวางตาสมเด็จมหาเตโซฯ ก็ตาม

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ก็ไม่ยอมให้เขาขึ้นวัด “แก้วสิกขาคีรีสวาระ” ครั้งหนึ่งแล้ว อ้างว่าจะถูกลูกหลง ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าเกี้ยเซี้ยกันแล้วทหารแท้ที่อยากรบแทบตายก็ต้องอยู่ในวินัยตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่เรามีวิธีแสดงอานุภาพอื่นๆ

ในขณะเดียวกัน เมื่อเช้ามืดวันนี้ทหารเขมรได้กดดันให้ทหารไทย 10 นาย ให้ออกจากการรักษาการที่วัด “แก้วสิกขาคีรีสวาระ” และเวลาประมาณ 08.35 น.ทหารเขมรไม่ยอมให้หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 กับแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยเดินทางขึ้นไปบริเวณวัดเพื่อเตรียมต้อนรับฮุนซวยที่จะมาถึงเวลา 10.00 น. ตามคำสั่ง รมว.กลาโหม

ฮุนซวยบอกว่ามาทำไม ไม่ต้องมา และถ้ามาเขาต้องเป็นฝ่ายต้อนรับ มิใช่ต้อนรับเขา เพราะนี่มันแผ่นดินของเขา และเขาจะมาโดยไม่บอก

ภาพแม่ทัพของกองทัพบกไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดไปร่วมพิธีบวงสรวงกับฮุนซวยในฐานะแขกถูกเผยแพร่และประกาศไปทั่วโลก อาจเป็นพยานสนับสนุนอธิปไตยเขมรได้ นี่คือสิ่งที่ฮุนซวยต้องการ

ใครเป็นคนวางหมากและวางแผนกันแน่

ฉบับที่แล้ว ผมพูดว่ารัฐบาลทั้งโลกมีสันดาน “โกหก-ปกปิด-บิดเบือน-เชือนเฉย” และสัญญาจะวิเคราะห์เจาะลึกเบื้องหลังข่าวไทย-เทศ และเขมรระหว่าง 20 นาทีอันตรายเมื่อกองทัพไทยเผชิญหน้าฮุนเซน เนื้อที่ก็หมดเสียแล้ว

ๆๆๆ
ไอ้อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทยคนไหนโคตรชั่วตัวไหนเป็น "ที่ปรึกษา" ไอ้ฮุนซวย? ไอ้ขายชาติ

คนไทยที่โกรธรัฐบาลมีหลายประเภ

คนไทยที่โกรธรัฐบาลมีหลายประเภท ที่เชียร์ฟุตบอลไม่ชนะอยากระทืบทีมของตนเองก็มี ..

ฟฟ

คนไทยกลุ่มนี้น่าจะมีเยอะ....ยิ่งเห็นหน้าสุดของนายกฯ....ย่ิ่งตืบไม่ลง....อิอิ

aaa

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ.....คนคำนวนมิสู้ฟ้าลิขิต.....ยิ่งเป็นคนชั่วๆ..คำนวณด้วยแล้วยิ่งมิสู้ฟ้า...แม้จะแบ่งดินได้เป็นสองซีกก็เตีอะ....ชั่วซะอย่างต้องตกนรกพ่ายแพ้หมกไหม้ไปนิรันดร์
ฟฟฟ
ปล....ขอขอบคุณคนไทย ๓๐๐ คน นั่นโตยย.....ที่ไปทำหน้าที่แทยพลเมืองไทยทุกคน....(รวมทั้งพลเมืองชั่วๆซีกทักขายชาติด้วย)

ถามจริงๆเถิด

ถามจริงๆเถิด เขมรเขาอ้างหรือว่าปราสาท ตาเมือนธมเป็นของเขา เขาอ้างหรือ หรือว่าฮุนเซ็นอ้างหรือว่าปราสาท
ตาเมือนธมเป็นของเขมร ไม่เห็นฮุนเซ็นพูดแต่อย่างใด เห็นมีแต่ไอ้เศษสื่อเน่าในตอแหลแลนด์ที่ชงเรื่องกันเองแล้วเล่นกันเองเพื่อหลอกแดกผู้คนไปวันๆแบบชนิดไร้ความรับผิดชอบ
เห็นมีก็แต่ไอ้พวกตอแหลหลอกลวงประชาชนของตอแหลแลนด์ที่สร้างเรื่องนี้มันขึ้นมา เท่านั้น เพื่อพยายามเบี่ยงเบนประเด็นและเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนในเรื่องดับเบิ้ลสแตนดาร์ดเขายายเที่ยง เขาสอยดาว ข่าวการทุจริตคอรับชั่นมโหราฬไม่ว่าจะเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง เรื่องเครื่องมือจีที200 การคอรับชั่นในทุกกรทรวงทบวงกรมที่จับลงไปตรงไหนก็มีแต่ขี้ รวมทั้งพยายามยุยงปลุกปั่นให้ผู้คนคลั่งชาติ ซึ่งก็คงหลอกได้แต่ควายเท่านั้น
เพราะผู้คนเขาตาสว่างเห็นความจริงเป็นส่วนใหญ่แล้ว

ไอ้ที่ขายชาติทำลายชาติน่าจะเป็นพวกโจรชั่วก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูิมิซะละมากกว่า ที่ทำชั่วเป็นโจรทำลายชาติแล้วยังไม่รู้สำนึก แถมยังทำตัวเป็นแบบไอ้พวกขี้ยา ประเภทตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก เที่ยวไปชักศึกเข้าบ้านทำท้าตีท้าต่อยกับเชมร แต่ดันผ่าไม่กล้าขึ้นไปชักธงที่เขาพระวิหาร ดันผ่ามายึดเขาพระวิหารที่เมืองโบราณ เล่นเอาพวกตลกคาเฟต์ร้องเสียงหลง ว่านี่มันเล่นแย่งซีนตัดทางทำมาหากินกันนี่หว่า มาคราวนี้ก็เช่นกันทำเป็นฮึดฮัด แต่ที่ไหนได้ไอ้พวกควาย ดันไปตะโกนเห่าห่างจากเขาพระวิหารซะแทบไม่เห็น เรียกว่าขนาดใช้ปืนครกยิง ก็ยังไม่ถึงต้องใช้ปินใหญ่แบบพราโด้อัตตาจร155มมที่ยิงไกลระดับ40-50กิโลเมตรถึงจะยิงถึง

เ ผ ด็ จ ก า ร รั ฐ ส ภ า ค ณ

เ ผ ด็ จ ก า ร รั ฐ ส ภ า ค ณ า ธิ ป ไ ต ย
ทั ก ษิ ณ ใ ช้ เ อื้ อ ใ ห้ ป ร ะ โ ย ช น์ ต น
ธ น า ธิ ป ไ ต ย ไ ว้ ซื้ อ เ สี ย ง ค อ ย ห นุ น ต น
ไ ม่ เ ค ย ส น เ สี ย ง ใ ค ร ใ น ส ภ า
เ ลี่ ย ง ภ า ษี ห นี อ า ญ า ก ล่ า ว ห า ศ า ล
ว่ า ใ ช้ ส อ ง ม า ต ร ฐ า น พิ พ า ก ษ า
ยุ ย ง ใ ห้ แ ต ก แ ย ก ทั่ ว พ า ร า
ห ล อ ก ใ ห้ ป ว ง ป ร ะ ช า เ ข่ น ฆ่ า กั น
แ อ บ อ้ า ง ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ไ ว้ บั ง ห น้ า
ห วั ง เ พี ย ง ล้ า ง อ า ญ า คำ สั่ ง ศ า ล
ใ ช้ อำ น า จ เ งิ น ต ร า ม า ก่ อ ก า ร
เ ป็ น ค น พ า ล สั น ด า น ชั่ ว ตั ว อั ป รี ย์

ZYeqDlnp hTcVMLj

ZYeqDlnp hTcVMLj

NpVfxEh Cheap Valium Ativan

aHYItdw Viagra Cheap Ativan

foAUilbe Cialis Viagra Cialis

idaaMJ Cheap Xanax Cheap

NuhcAV Buy Viagra online Buy

cMsuqAx Valium Cheapest

ucpKCMT Ambien Phentermine

DivbgvkM Valium Xanax Cheap