นักข่าวพลเมือง : ชาวแม่รำพึงแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทสหวิริยา รุกที่ป่าสงวนเกือบพันไร่

ชาวบ้านแม่รำพุึงระบุ ที่ดิน 798 ไร่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง วนอุทยานแม่รำพึง พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ป่าไม้ถาวรตามมติ ครม. และป่าคุ้มครอง ซึ่งกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว แต่รัฐยังปล่อยให้ใช้

 


 

8 ก.พ. 53 ที่ สภ.บางสะพาน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตัวแทนชาวบ้านราว 200 คน นำโดยนายวิฑูรย์ บัวโรย     ประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง เข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับบริษัท สหวริริยาอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ในกรณีบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง กับ พ.ต.อ.ชาติชาย เครือพานิช ผู้กำกับ สภ. บางสะพาน

จากกรณีที่ที่ดินจำนวน 52 แปลง ของบริษัทสหวิริยา และบริษัทในเครือฯ บริเวณท่าเรือน้ำลึก(บ.ท่าเรือประจวบ จก.)ได้ถูกเพิกถอนตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินเลขที่ 14/2553 ถึงที่ 17/2553 และที่ 20/2553 ลงวันที่ 5 มกราคม 2553 จำนวน 5 คำสั่ง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 798 ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวมีทั้งที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง วนอุทยานแม่รำพึง พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ตามมติ ครม.วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ป่าไม้ถาวรตามมติ ครม. และป่าคุ้มครอง ป่าคลองแม่รำพึง พ.ศ. 2484 ซึ่งต่อมาทางบริษัทสหวิริยาก็ได้ทำการยื่นอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวไปยังกรมที่ดินแล้ว

นายวิฑูรย์ บัวโรย ประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงชี้แจงถึงที่มาของการที่ชาวบ้านมาแจ้งความในครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมา เคยมีกลุ่มทุนใหญ่ในพื้นที่เคยถูกตัดสินว่า ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบทับที่สาธารณะบริเวณทุ่งนกกระเรียนและทุ่งลานควายในหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน (เนื้อที่ 300 กว่าไร่) แล้วทำการปรับถมเปลี่ยนแปลงสภาพ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่จับกุมก็ไม่ได้ยุติการบุกรุกเพื่อรอการพิสูจน์ แต่กลับปลูกสร้างอาคาร ลานจอดรถ สนามฟุตบอล ถนนและสาธารณูปโภค ต่อมาจังหวัดประจวบฯได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและได้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ น.ส 3 ก.ทั้งหมด เมื่อต้นปี 2539 แต่กลุ่มนายทุนได้ยื่นอุทธรณ์และขอเยียวยา สุดท้ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้กลุ่มทุนเช่าที่ดังกล่าวต่อกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯเพื่อประกอบกิจการอุตสาหกรรมเหล็กจนกระทั่งปัจจุบัน      

“ที่ดินที่มีคำสั่งเพิกถอนนั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ในเขตป่าไม้พิเศษที่มีความสำคัญถึง 5 ประการ ผมและชาวบ้านที่ติดตามเรื่องนี้มาก็เกรงว่า บริษัทจะต้องใช้วิธีการเดิมๆ ของกลุ่มทุนคือเปลี่ยนจากการรุกเป็นขอเช่า ซึ่ง ณ วันนี้พวกเราคงยอมไม่ได้อีกต่อไปเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญและเชื่อมโยงถึงการเป็นแหล่งอาหารชองชาติ หากเราสูญเสียพื้นที่เหล่านี้ไป แน่นอนในอนาคตคนไทยจะต้องกินปลาทูที่มีราคาแพงขึ้นจากปัจจุบันมากเพราะมลพิษต่างๆ ที่ปล่อยจากอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำจะทำให้แหล่งอาหารของชาติถูกทำลายลงอย่างถาวร เราจึงต้องแจ้งความเพื่อดำเนินคดีทางอาญากับบริษัทสหวิริยา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงความสำคัญของการนำที่ป่าสงวนกลับคืนมาเป็นของแผ่นดินโดยชอบธรรม” ประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงระบุ

แกนนำชาวบ้านแม่รำพึงกล่าวย้ำด้วยว่า ที่ดินเกือบพันไร่นี้ ยังอยู่ในเขตป่าไม้พิเศษที่มีความสำคัญถึง 5 ประการ มากกว่ากรณีที่ดินเขายายเที่ยงซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนเพียงอย่างเดียวและมีเนื้อที่เพียง 20กว่าไร่ ชาวบางสะพานจึงอยากวอนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาครัฐว่า หากจะดำเนินการปราบปรามและยึดเอาสมบัติของแผ่นดินคืนอย่างจริงจังก็ควรทำในทุกกรณี มิใช่ทำบางเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เชื่อมโยงประเด็นทางการเมืองเท่านั้น

“ผมจึงอยากจะฝากประเด็นที่ดินที่บางสะพานด้วยว่า ที่ดินเกือบพันไร่ที่มีคำสั่งเพิกถอนจากอธิบดีกรมที่ดินนี้อยู่ในที่ที่มีความสำคัญถึง 5 ชั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะสามารถนำที่ดังกล่าวกลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดินได้หรือไม่ และโดยเฉพาะกับพ่อเมืองประจวบคีรีขันธ์ คุณวีระ ศรีวัฒนตระกูล ที่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507  เข้าจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแม้แต่ต้นมะเขือจากชาวบ้าน อ.ปราณบุรี ที่รุกที่ป่าสงวนเพียง 1 ไร่ ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรกับบริษัทสหวิริยาที่รุกที่ป่าสงวน วนอุทยาน พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ เขตป่าไม้ถาวร และเขตป่าคุ้มครอง เป็นจำนวนเกือบพันไร่ จะใช้มาตรการใดที่จะเอาที่ดินที่ถูกบุกรุกจากนายทุนกลับมาเป็นสมบัติของชาติอย่างถาวร”

ด้าน พ.ต.อ.ชาติชาย เครือพานิช ผกก.สภ.บางสะพาน กล่าวว่า จะทำการศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่ทางกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงนำมายื่นในครั้งนี้ และขั้นตอนต่อจากนี้ก็จะทำการสำรวจสถานที่จริงที่ถูกเพิกถอนตามขอบเขตและอำนาจของเจ้าพนักงานและจะมีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานเพื่อมาให้ปากคำแต่ละหน่วยงาน เช่น ที่ดินสาขาบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ป่าไม้ฯลฯ ในการที่เห็นชาวบ้านมาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับ บริษัท สหวริยาในครั้งนี้ ก็เข้าใจว่า ชาวบ้านมาด้วยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่ต้องการรักษาพื้นที่ป่าให้เป็นสมบัติของแผ่นดินสืบไป

“ขอยืนยันว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรมและจะแจ้งความคืบหน้าต่อนายวิฑูรย์ บัวโรย เป็นระยะ ส่วนการสืบสวนนั้นเมื่อทางเจ้าพนักงานทำการสืบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้วพบว่า ทางบริษัทฯยังมีการเข้าใช้พื้นที่ที่ถูกเพิกถอนอีก เจ้าพนักงานก็จะต้องทำเรื่องขออำนาจศาลในการเข้าจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป ”

 

 

นี่ก็อีกนายทุนฝ่ายอำมาตย์ที่ใ

นี่ก็อีกนายทุนฝ่ายอำมาตย์ที่ให้การสนันสนุนพวกเหลือง และพวก พรรคแมลงสาป

..............แตะตรงไหนเป็นเจอ พวกอำมาตย์กับการโกงกินโกงสมบัติชาตินี่ ดูเหมือนจะเป็นของคู่กันไปแล้ว

สนามกอล์ฟอัลไพน์ตั้งอยู่บนที่

สนามกอล์ฟอัลไพน์ตั้งอยู่บนที่ดินแถว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 924 ไร่ เดิมทีที่ดินแห่งนี้เป็นของคุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ที่ยกให้วัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นผลประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ตามพินัยกรรมของคุณยายเนื่อม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2512

วันที่ 22 พฤษภาคม 2514 คุณยายถึงแก่กรรม

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2514 ทางวัดธรรมิการามวรวิหารได้ตั้งนายพจน์ สุนทราชุน นายหงส์ สุวรรณหิรัญ และ นพ.วิรัตน์ มรรคดวงแก้ว เป็นตัวแทนวัดเพื่อดำเนินการตามพินัยกรรม และกรรมการศาสนาได้ขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์

ที่ธรณีสงฆ์หมายถึงที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นั้น การโอนให้กับใครจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น และห้ามบุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือกรมการศาสนา

ปี พ.ศ.2531 นายเสนาะ เทียนทอง ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ และเป็นผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน ได้ทำหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2531 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อ้างมติที่ประชุมสงฆ์และกรรมการวัดว่า ไม่ควรรับโอนที่ดินมาเป็นของวัด เพราะที่ดินตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี แต่วัดตั้งอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นการไม่สะดวกที่จะใช้สอยและดูแล ทางวัดต้องการขายที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาบำรุงวัด และตั้งเป็นมูลนิธิเก็บดอกผลเป็นค่าใช้จ่ายของวัด

วันที่ 21 กรกฎาคม 2532 เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ขอให้มูลนิธิติดต่อผู้จัดการมรดก โอนที่ดินให้กับมูลนิธิ เพื่อมูลนิธิจะได้ดำเนินการหาผลประโยชน์มาบำรุงวัดธรรมิการามฯต่อไป

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำหนังสือถึงมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ขอเปลี่ยนตัวผู้จัดการผลประโยชน์ของวัด จาก วารุณี สมานวรวงศ์ มาเป็น นายวิทยา เทียนทอง น้องชายนายเสนาะ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีคือนายเสนาะ

เรื่องยืดเยื้อต่อมาอีกระยะหนึ่ง นายเสนาะ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ออกคำสั่งตามนัย มาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินว่า

"ไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามฯได้มาซึ่งที่ดินมรดกดังกล่าว ให้เจ้าอาวาสดำเนินการมอบอสังหาริมทรัพย์ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ตามข้อ 4 แห่งพินัยกรรม "

ผู้จัดการมรดกถูกกดดันให้โอนที่ดินแก่มูลนิธิ

วันที่ 11 สิงหาคม 2533 ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้จัดการมรดกคุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ตามคำยื่นคำร้องของเจ้าอาวาสวัดธรรมิการามฯ และมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย

วันที่ 21 สิงหาคม 2533 ผู้จัดการมรดกคือมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้โอนที่ดินมรดกให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย แล้วขายที่ดินดังกล่าวในวันเดียวกันทันที ให้กับบริษัทอัลไพน์ เรียลเอสเตท และบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับที่มี นายเสนาะและนายวิทยา เทียนทอง ถือหุ้นใหญ่ในราคา 130 ล้านบาท

ปี พ.ศ.2540 นายเสนาะ เทียนทอง ได้ขายสนามกอล์ฟอัลไพน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในราคาประมาณ 500 ล้านบาท

นี่คือที่มาที่ไปของสนามกอล์ฟอัลไพน์

คุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บริจาคให้วัดด้วยเจตนาบริสุทธิ์ หวังก่อให้เกิดผลบุญแก่ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่เจตนาอันดีงามดังกล่าวได้ถูกทำลายลงสิ้นเชิงอย่างไม่รู้จักกลัวเกรงบาปบุญคุณโทษ สามเกลอช่วยทวงที่ดินให้ยายที

เครื่องจีที 200

เครื่องจีที 200 เป็นข่าวกระหึ่มไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ดังไปทั้งโลก ดังเพราะอังกฤษยกเลิกการใช้เครื่องนี้ และเรียกกลับจากอิรักทั้งหมด

แต่อำมาตยาธิปไตย กลับใช้คนประเภทถิ่นกาขาว ..แพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ออกมาตรวจสอบแล้วรีบประกาศเลยว่า เครื่องใช้ได้ดี

แต่คืนนั้นเอง รัฐบาลอังกฤษออกข่าวยกเลิกการใช้เครื่องจีที 200 ..หมอผมพุดเดิ้ล ก็เลยหน้าจ๋อย โกหกสังคมไม่ได้ ถูกเยาะเย้ยถากถางไปทั่ว อุตสาห์มาแถต่อเมื่อวาน 6 กพ ว่า ใช้ได้ 30 % ก็คุ้มแล้ว

30 % ของหมอหมายความว่า จับระเบิดได้ 30 จาก 100 ลูก คุ้มหรือ? แต่หมอลืมไปว่า เงินที่ใช้ซื้อน่ะ หนึ่งล้านสี่แสนบาทไม่ใช่สองพันบาทนะ และที่สำคัญ กรณีนี้ 70 ครั้งที่ไม่เจอ โดยทางตรรกะ ไม่ได้แปลว่าไม่มีระเบิดนะครับ มันหมายความว่าอาจจะมีระเบิด แต่ GT200 ตรวจไม่พบ

ถ้าผู้ทรงคุณวุฒิออกมายืนยันว่า GT200 ใช้ได้ผล คนใช้งานก็เชื่อท่าน แต่คนซวยน่ะชาวบ้าน (และอาจรวมถึงคนใช้งานด้วย)

เรายืนยันอีกครั้งว่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตรวจเจอระเบิดมากแค่ไหน แต่มันอยู่ที่ไม่เจอระเบิดมากแค่ไหนต่างหาก

ปีที่แล้ว ทหารในอีรัคใช้ ADE-651 ตั้งด่านตรวจรถวิ่งเข้าเมือง ปล่อย car bomb ผ่านด่านไป 2 คัน เพราะ ADE-651 ตรวจไม่พบระเบิดเหตุการณ์นี้มีคนเสียชีวิต 250 คน ไม่ทราบว่าอย่างนี้จะเรียกว่าคุ้มอีกหรือเปล่า?

แล้วสองสามวันมานี้ หมอพรทิพย์ ก็ยิ่งดวงอับอีกแล้ว เมื่อนายเจมส์ เรนดี (James Rendi) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ James Randi Educational Foundation ซึ่งเป็นสถาบัน ที่ให้ความรู้และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการอวดอ้างคุณภาพสินค้า และความสามารถพิเศษของมนุษย์ เพื่อป้องกันการหลอกลวง รวมทั้งผู้อวดอ้างว่า ตนเองมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ ด้วยการตั้งเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 34 ล้านบาท) หากว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่า สามารถทำอย่างที่อวดอ้างได้จริง

และท้าว่า ถ้าหมอพรทิพย์ของไทยพิสูจน์ว่าเครื่องใช้งานได้จริง เขาจะมอบเงินให้เธอทันทีหนึ่งล้านเหรียญจริงๆ นอกจากนี้ เจมส์ เรนดี ยังได้อ้างอิง ถึงคำพูดของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ให้การรับรองว่า GT200 สามารถใช้งานได้จริง โดยที่ไม่ต้องทดสอบว่า "การประกาศออกมาเช่นนี้ มันเป็นการรับรองคุณภาพที่ชัดเจน เขาเชื่อมั่น ต่อการทำงานของมันมาก เขาสนใจที่จะร่วมทดสอบหรือไม่? ผมหวังว่า โทรศัพท์ของผมจะดังสักที" เขาเยาะเย้ยรองนายกถึงสติปัญญาตื้นเขลาถึงเพียงนี้ ?

รอบนี้ นายก รองนายก และหมอพุดเดิ้ล ปากเสียเอง ไม่ตรวจข้อมูลแล้วรีบพูด โดนฝรั่งท้าทายแบบนี้ ประเทศจะเหลือเกียรติภูมิอะไรบ้าง แถมรองนายกสุเทพ ยังออกมาตอแหล โยนความผิดว่า เครื่องจีที 200 ซื้อมาในสมัยทักษิณ

อีกครั้งที่ว่า อะไรๆ ก็โทษท่านทักษิณ แต่เราก็ตามข้อมูลจนพบความโกหกตอแหลของรองนายก ที่ไม่เพียงแขนคด แต่ใจยังคดกว่าแขนว่า

ยุคทักษิณปี 48 ซื้อมาใช้ 4 เครื่อง ราคาเครื่องละ 2 หมื่น
ยุคสุรยุทธ์ปี 49 สั่งเพิ่มมาอีก 500 เครื่อง เครื่องละ 7 หมื่น
ยุคอภิสิทธ์ปี 52 ซื้อเพิ่มอีก 2000 เครื่อง เครื่องละ 1.4 ล้านบาท (แต่ยังส่งไม่ครบ 2 พันเครื่องเรืองแตกก่อน)

ถ้าหัวกลวงขี้เหลืองดูคำตอบให้แล้ว ก็ไปคิดเอาเองว่า ถ้าทักษิณเป็นต้นเหตุ ก็ว่าไป แต่ตัวเลขมันฟ้องนะว่า ใครปัญญาอ่อน

ทักษิณซื้อมาถูก เพียงสี่เครื่อง ใช้ไม่ได้ก็เลิกซื้อ แต่รัฐบาลอำมาตย์ที่ชมตนเองนักว่าซื่อสัตย์ กลับงาบกันมโหฬาร เพราะราคาก้าวกระโดดมาก แถมไอ้เด็กมาร์คสั่งมาได้ตั้ง 2 พันเครื่อง ทั้งๆ ที่ อังกฤษกับสื่อเค้าบอกแล้วว่า มันของหลอกลวง

มาออกทีวีว่าใช้ได้ แถไปเรื่อย แล้วทำไม ปชป ซื้อมามากมายขนาดนี้ อยากรู้ไหม

ทำไมพวกเขาถึงต้องโยนขี้ความชั่วของตัวเองให้ทักษิณ เมื่อท่านเห็นข้อมูลต่อไปนี้จะหนาวเหน็บ

ใครเป็นเอเย่นต์เริ่ม จาก web ผู้ผลิต ซึ่งมีเขียนไว้ว่า ตัวแทนจำหน่าย GT200 คือ บริษัท AVIA SATCOM ที่เคยออกข่าวสามมิติ เมื่อเข้าเวปบริษัทได้พบชื่อตามนี้

Avia Satcom Co.,Ltd.
"Mr. Suthep Duangchinda"
Director174/60-61 Viphawadi Road,
Don Muang,Bangkok 10210Thailand

ปรากฎว่า นายสุเทพ ดวงจินดา สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ มีตำแหน่งเป็น Director ของ บริษัท AVIA SATCOM

โอละพ่อ ปชป ซื้อเอง กินเอง งาบเอง ป้องกันตนเองสารพัดรูป

ที่สุด ทุกอย่างก็ย้อนมาที่พรรคเก่าแก่ ที่ชอบอ้างคุณธรรม แต่ปรากฎเรื่องฉาวโฉ่ทุจริตตลอดเวลา

ตอนนี้ หายสงสัยหรือยัง ชัดหรือยังว่า ทำไม ปชป ถึงต้องอุ้มเครื่องเน่าจีที 200 ทำชั่วขนาดนี้

.......เรื่องสนามกอล์ฟก็เรื่อ

.......เรื่องสนามกอล์ฟก็เรื่องสนามกอล์ฟ..จะว่ายังไงกัน
ส่วนเครื่อง จีที 200 ก็เรื่อง จีที 200..ก้ว่ากันไป
แยกให้ออกเป็นเรื่องใครเรื่องมัน.....อย่าเอามากลบเกลื่อนกันและกัน..
...รอดูอยู่......