มิตรภาพ ศัตรู คู่แข่ง ไทยกับเพื่อนบ้านอุษาคเนย์: ความขัดแย้งระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย

 

อรอนงค์ ทิพย์พิมล
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
[1]

 

เมื่อได้รับการติดต่อจากคณะผู้จัดให้มาเป็นวิทยากรในงานเปิดตัวหนังสือเรื่อง “อุษาคเนย์ที่รัก” โดยคนที่โทรมาติดต่อเป็นรุ่นน้องที่คุ้นเคยกัน ดิฉันก็ตอบรับทันทีโดยที่ยังไม่ทราบว่าจะให้พูดเรื่องอะไร ตอนแรกคิดว่าจะให้พูดถึงเรื่องบันทึกการไปเก็บข้อมูลที่อาเจะห์ที่เคยเผยแพร่ในประชาไท แล้วคณะผู้จัดทำหนังสือรู้สึกชอบใจก็เลยนำมารวมในเล่มนี้ แต่คิดว่าถ้าพูดถึงประเด็นในบันทึกนั้นแล้ว ผู้อ่านก็จะไม่อ่านกัน หนังสือก็จะขายไม่ได้อีก ไม่กี่วันหลังจากนั้นรุ่นน้องก็ส่งอีเมล์มาบอกรายละเอียดว่า อยากจะให้หาคำตอบประมาณว่า “ทำไมไทยกับเพื่อนบ้านถึงขัดแย้งกันมาตลอดนับตั้งแต่พัฒนาเป็นรัฐสมัยใหม่ขึ้นมา” เอาล่ะซี ดิฉันเริ่มวิตกกังวล เพราะดิฉันเป็นคนที่อาจจะรู้เรื่องประเทศอื่นดีกว่าประเทศของตัวเอง ทีนี้ถ้าเอาประเทศไทยเป็นตัวตั้ง ดิฉันคงไม่สามารถจะพูดอะไรได้มาก หรือจะพูดได้ ก็คงไม่แตกต่างจากความรู้ความเข้าใจในระดับพื้นๆ ซึ่งมีคนพูดถึงกันอย่างดาษดื่นแล้ว

ดิฉันพยายามคิดว่าไทยกับอินโดนีเซียมีความขัดแย้งกันอย่างไร ก็พบว่าเรากับดินแดนอิเหนาไม่ค่อยจะมีปัญหากันสักเท่าไร อาจจะเพราะทั้งสองประเทศไม่ได้มีพรมแดนติดกัน ในทางตรงกันข้ามความรู้สึกเป็นมิตรต่อคนไทยอาจจะพอจะหาได้จากคนอินโดนีเซียเมื่อเทียบกับคนจากประเทศอื่นๆ คนอินโดนีเซียรุ่นพ่อรุ่นแม่จะยังมีภาพประทับใจในการเสด็จเยือนประเทศอินโดนีเซียของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 8-16 กุมภาพันธ์ 1960 ในสมัยของประธานาธิบดีซูการ์โน ภาพ “เมืองไทย” ซึ่งมีพระราชินีผู้ทรงสิริโฉมยังคงติดตรึงในความรู้สึกของคนอินโดนีเซียรุ่นผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป

 

โปสเตอร์พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และรูปประธานาธิบดีซูการ์โนถูกประดับเพื่อเป็นการถวายการต้อนรับแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ [ที่มาภาพ: เว็บไซด์ศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ http://www.prdnorth.in.th/The_King/king-abroad_02.php]

 

ภาพประชาชนอินโดนีเซียโบกธงชาติอินโดนีเซียและไทยถวายการต้อนรับ [ที่มาภาพ: เว็บไซด์ศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ http://www.prdnorth.in.th/The_King/king-abroad_02.php]

 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จถึงสนามบินดูบัน บาหลี อินโดนีเซีย ประทับบนพระแท่นเพื่อรับความเคารพจากทหารกองเกียรติยศ [ที่มาภาพ: เว็บไซด์ศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ http://www.prdnorth.in.th/The_King/king-abroad_02.php]

 

ประธานาธิบดีซูการ์โนนำเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินผ่านประชาชนชาวอินโดนีเซียที่เฝ้ารอรับเสด็จ ชาวบาหลีโปรยดอกไม้หอมเป็นการถวายการต้อนรับ [ที่มาภาพ: เว็บไซด์ศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ http://www.prdnorth.in.th/The_King/king-abroad_02.php]

 

หากพิจารณาถึงด้านความเป็น “คู่แข่ง” อาจจะพอพูดได้ว่าไทยและอินโดนีเซียมีลักษณะหรือด้านที่ “แข่งขัน” กันอยู่เหมือนกั

ประเด็นแรก คือเรื่องการเป็นผู้นำอาเซียน เมื่อประธานาธิบดีซูการ์โนถูกโค่นอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในปี 1966 องค์กรอาเซียนก็ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1967 ท่ามกลางความขัดแย้งแบบทวิภาคีของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทยขัดแย้งกับมาเลเซีย, มาเลเซียขัดแย้งกับไทย, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ และ อินโดนีเซียขัดแย้งกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเริ่มจะมีจุดเริ่มต้นจากความขัดแย้งกันเป็นคู่ๆ แต่อาเซียนก็เป็นองค์กรภูมิภาคองค์กรเดียวที่ดำรงอยู่จนมาถึงปัจจุบัน แม้ว่าในปัจจุบันก็ยังมีความขัดแย้งเป็นคู่ๆ อยู่ ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่สมาชิกก่อตั้งอาเซียนมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงมาก โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ด้วยความที่เป็นประเทศใหญ่ ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก เมื่อผนวกกับปัจจัยทางด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้อดีตผู้นำอินโดนีเซียผู้ล่วงลับ คือซูฮาร์โต ซึ่งอยู่ในตำแหน่งถึง 32 ปี เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียนหรือดูราวกับว่าอินโดนีเซียเป็นผู้นำอาเซียนในทางพฤตินัย เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีตำแหน่งผู้นำอาเซียนมีแต่ประธานอาเซียนซึ่งจะหมุนเวียนกันเป็นตามลำดับตัวอักษร

เมื่อซูฮาร์โตสิ้นสุดอำนาจจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1998 ก็เป็นที่จับตากันกว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำอาเซียน ประเทศไทยมีความปรารถนาอยากจะอยู่ตรงจุดนั้น แต่จนถึงวันนี้ปรากฏว่าหลังจากอินโดนีเซียตกจากบัลลังก์ไปก็ไม่มีใครสามารถขึ้นไปครองบัลลังก์ผู้นำอาเซียนได้อย่างชัดเจน

ประเด็นที่สอง คือเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและการจัดการกับความขัดแย้งกรณีขบวนการแบ่งแยกดินแดน หลังยุคระเบียบใหม่ อินโดนีเซียเข้าสู่ยุคปฏิรูป ซึ่งมีเนื้อหาสาระอยู่ที่การปฏิรูปทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดคือการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยกฎหมายสองฉบับในสมัยประธานาธิบดีอับดุลระห์มาน วาฮิด คือกฎหมายฉบับที่ 22/1999 เรื่อง Local governance และ 25/1999 เรื่อง fiscal decentralisation ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญที่การกระจายอำนาจด้านการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น และการเพิ่มอำนาจแก่ส่วนปกครองท้องถิ่น

ซึ่งการกระจายอำนาจดังกล่าว มีส่วนทำให้ขบวนการเรียกร้องเอกราชและการปกครองตนเองในหลายๆ พื้นที่ลดความรุนแรงลง เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีความรู้สึกว่าสามารถจัดการกับชีวิต ความเป็นอยู่ของตัวเองมากขึ้น รวมถึงมีการหันกลับไปฟื้นฟูวัฒนธรรมดั้งเดิมในหลายท้องถิ่น

นอกจากเรื่องการกระจายอำนาจแล้ว การจัดการกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่ไทยไม่สามารถจัดเป็นคู่แข่งของอินโดนีเซียได้ ในปี 2005 อินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการเจรจากับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่อาเจะห์ ซึ่งดำเนินมาเป็นระยะเวลา 3 ทศวรรษ จนสามารถตกลงกันและลงนามใน MoU ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในอาเจะห์และอินโดนีเซีย และแม้ว่าข้อตกลงสันติภาพไม่ได้เป็นหลักประกันว่าความสงบสุขจะบังเกิดและอยู่ยืนยาวตลอดไป แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาเจะห์ และสภาพการณ์ความรุนแรงที่อาเจะห์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก

เมื่อไม่สามารถพูดถึงความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียได้  จึงจะขอพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันและมีความขัดแย้งกันอย่างประเทศอินโดนีเซียกับมาเลเซียแทน เพื่อจะกรณีเปรียบเทียบกับความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และเพี่อที่จะยืนยันว่าความขัดแย้งเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ ชาติไทยและคนไทยไม่ได้เป็นมนุษย์พิเศษพิสดารกว่าประเทศอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศคู่กรณีเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียมีมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 เมื่อมาเลเซียเป็นเอกราชและต้องการผนวกดินแดนบริเวณซาราวักและซาบาห์เข้าไปส่วนหนึ่งของมาเลเซีย ความขัดแย้งในเรื่องดินแดนนี้นำไปสู่การประกาศการเผชิญหน้า (konfrontasi) 1962-1965 โดยประธานาธิบดีซูการ์โน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงการประกาศใช้ประชาธิปไตยแบบชี้นำ (Demokrasi terpimpin) มองว่ามาเลเซียเป็นรัฐหุ่นเชิดของอังกฤษ การรวมดินแดนซาราวักและซาบาห์เข้าเป็นสหพันธรัฐมาเลเซียจะยิ่งเป็นการควบคุมบริเวณดังกล่าวของอังกฤษมากขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าระบอบอาณานิคมยังดำรงอยู่และคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐเอกราชอย่างอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความขัดแย้งและปัญหาทางการเมืองภายในประเทศอินโดนีเซียก็ส่งอิทธิพลต่อการประกาศการเผชิญหน้ากับมาเลเซียโดยประธานาธิบดีซูการ์โน การที่ขั้วอำนาจทางการเมืองมีลักษณะเป็นแบบสามเส้า ระหว่างประธานาธิบดี, กองทัพ และพรรคคอมมิวนิสต์ ยิ่งทำให้ซูการ์โนต้องแสดงพลังและแสวงหาความชอบธรรมในการใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบชี้นำ นอกจากนั้นก่อนหน้าการประกาศการเผชิญหน้า กองทัพอินโดนีเซียสามารถยึดดินแดนปาปัวตะวันตก และผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียในปี 1962

ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศดูเหมือนจะยุติชั่วคราวเมื่อเปลี่ยนตัวผู้นำจากซูการ์โนเป็นซูฮาร์โต และโดยเฉพาะเมื่อเกิดองค์กรอาเซียน อย่างไรก็ตามก็เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกในเรื่องการอ้างกรรมสิทธิเหนือดินแดนบริเวณ หมู่เกาะซีปาดัน (Sipadan) และ ลีกิตตัน (Ligitan)[2] ทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่า หมู่เกาะซีปาดันและลีกิตตันเป็นเกาะเล็กๆ ใกล้กับบริเวณซาบาห์ของมาเลเซียและจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกของอินโดนีเซีย ซึ่งกลายเป็นปัญหาข้อพิพาทดินแดนตั้งแต่ปี 1969

จนกระทั่งปี 1997 ทั้งสองประเทศเห็นพ้องต้องกันที่จะให้ศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นผู้ตัดสินกรณีดังกล่าว ในที่สุดในปี 2002 ศาลโลกได้ตัดสินว่าเป็นของประเทศมาเลเซีย ซึ่งก็ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างสองประเทศขึ้นอีก ต่อมาปี 2005 ก็เกิดข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนบริเวณแหล่งน้ำ Ambalat Block อีกครั้ง และล่าสุดเกิดการเผชิญหน้าระหว่างเรือรบของมาเลเซียและอินโดนีเซียช่วงเดือนกันยายน ปี 2009

นอกจากเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่บริเวณทับซ็อนแล้ว ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศลุกลามไปในเรื่องของวัฒนธรรม ในปี 2007 เกิดกรณีพิพาทเรื่องเพลง Rasa Sayang แปลว่าความรู้สึกรัก ซึ่งเป็นปัญหาขึ้นมาเนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวของมาเลเซียได้ใช้เพลงนี้ในการโปรโมทการท่องเที่ยวของประเทศ และรัฐมนตรีการท่องเที่ยวของมาเลเซียกล่าวว่าเพลง Rasa Sayang เป็นเพลงของคาบสมุทรมลายู ในขณะที่ผู้ว่าการจังหวัดมาลูกู (Maluku) Karel Albert Ralahalu อ้างว่าเพลงนี้เป็นของอินโดนีเซีย เป็นเพลงพื้นบ้านที่แสดงถึงวัฒนธรรมของมาลูกูตั้งแต่ยุคก่อน และเขาจะรวบรวมหลักฐานที่ยืนยันว่าเพลงนี้เป็นของชาวมาลูกู หากรวบรวมได้จะส่งต่อให้รัฐมนตรีวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย ด้านรัฐมนตรีท่องเที่ยวมาเลเซียก็กล่าวว่าชาวอินโดนีเซียไม่มีหลักฐานที่จะมายืนยันว่าเพลงนี้เป็นของอินโดนีเซีย

นอกจากเพลง Rasa Sayang แล้ว ยังมีการอ้างความเป็นเจ้าของผ้าบาติก (Batik), หนังตะลุง (Wayang kulit), กริช (Keris), การรำ (Tari), อังกลุง (Angklung), เรินดัง (Rendang) โดยมาเลเซีย ซึ่งก่อให้เกิดข้อโต้แย้งตามมา กรณีการอ้างความเป็นเจ้าของผ้าบาติก, หนังตะลุงและกริชเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Hishammuddin Tun Husseinถือกริชไปในงานประชุมประจำปีของอัมโนเมื่อปี 2007 โดยถือว่ากริชนั้นเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของความเป็นมลายู หลังจากนั้นชาวอินโดนีเซียก็ทำการประท้วง ในที่สุด Unesco ได้ตัดสินว่าผ้าบาติก, หนังตะลุง และกริช เป็นวัฒนธรรมของประเทศอินโดนีเซีย

การอ้างความเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมโดยมาเลเซีย ทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านจากคนอินโดนีเซีย มีการแพร่หลายของคำว่า Malingsia เป็นการล้อเลียนชื่อประเทศมาเลเซีย คำว่า Maling แปลว่า หัวขโมย, ขี้ขโมย พิมพ์สกรีนบนเสื้อยืดล้อเลียนคำขวัญการท่องเที่ยวของมาเลเซียจาก Visit Malaysia เป็น Visit Malingsia และมีเว็บไซด์ต่างๆ มากมายจากทั้งสองประเทศที่โจมตีอีกประเทศหนึ่งในเรื่องดังกล่าว

           

การแก้ไขปัญหาของทั้งสองประเทศ

ท่ามกลางความขัดแย้งและความรู้สึกเป็นศัตรูในระดับประชาชนบางกลุ่ม รายการโทรทัศน์อินโดนีเซียได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์พิเศษนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย Najib Rasak ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียให้สัมภาษณ์ดีมาก บอกว่าสองประเทศมีความใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรม ภรรยาของท่านก็มีเชื้อสายมินังคาเบา ดังนั้นการมีวัฒนธรรมหลายๆ อย่างร่วมกันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ส่วนเรื่องการเผชิญหน้าทางทหารทางทะเล เขากล่าวว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิด ไม่คิดจะทำสงครามกับอินโดนีเซีย และปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ “รัฐชาติ” ยังไม่เกิดในภูมิภาคนี้ การลากเส้นแบ่งประเทศเมื่อเกิดรัฐชาติย่อมก่อให้เกิดปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนเช่นนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และเชื่อมั่นว่า SBY ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเป็นผู้นำที่มีเหตุมีผล และอินโดนีเซียเป็นมิตรประเทศ คิดว่าจะสามารถเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันต่อไป

นอกจากนั้นยังเสริมว่าการอ้างว่าการรำ Pendet เป็นของมาเลเซียทั้งๆ ที่เป็นการรำของบาหลีนั้นเกิดจากรายการโทรทัศน์ซึ่งไม่ใช่ช่องโทรทัศน์ของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียทิ้งท้ายว่าทั้งสองประเทศเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ต้องคิดถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศอันจะเกิดจากความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งสองประเทศต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน การเป็นมิตรกันดีกว่าเป็นศัตรูกัน หากมีปัญหาขัดแย้งกันจะไม่มีใครได้ประโยชน์เลย

 

สรุป

อินโดนีเซียและมาเลเซียถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน มีความใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษา ซึ่งมีต้นกำเนิดจากภาษามลายูเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้งซึ่งดำรงและซ่อนตัวอยู่ตลอดตั้งแต่การเกิดเป็นรัฐชาติของทั้งสองประเทศ ทั้งปัญหาเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน ปัญหาการอ้างความเป็นเจ้าของวัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ตามในฐานะที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งไม่สามารถย้ายประเทศหนีได้ อย่างไรก็ต้องตั้งอยู่ข้างๆ กันตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมองถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นักลงทุนจากมาเลเซียไปลงทุนในอินโดนีเซียเป็นจำนวนไม่น้อย ในขณะที่แรงงานอินโดนีเซียก็เข้าไปอยู่ในหลายภาคผู้ใช้แรงงานในมาเลเซีย เช่น แม่บ้าน, งานก่อสร้าง, โรงงาน, ประมง และอื่นๆ

แต่ทว่าเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ กลับไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเป็นภาวะปกติทั่วไปที่พบเห็นได้ในประเทศอุษาคเนย์ซึ่งมีพรมแดนติดกัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาภูมิภาคและเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรอาเซียนในเวลาที่เศรษฐกิจของโลกกำลังตกต่ำ ความร่วมมือร่วมใจในภูมิภาคเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง แต่อุษาคเนย์กลับเป็นภูมิภาคที่มีปัญหาความขัดแย้งกันสูงมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก ซึ่งคนรุ่นเราจำเป็นต้องหาทางออกและทางอยู่ร่วมกันต่อไป ซึ่งจะทำอย่างนั้นได้ เราจำเป็นต้องรู้จักกันให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีรากเหง้ามาแต่อดีตจากยุคอาณานิคม  ยุคสร้างชาติ ยุคสงครามเย็น ฯลฯ เห็นได้ชัดว่าความเข้าใจ การรู้จักประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ขาดอย่างมากในอุษาคเนย์ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย แต่เป็นเหมือนๆ กันหมด

ความรักต้องเกิดจากความเข้าใจก่อน เราคงไม่สามารถมีภาพ “อุษาคเนย์ที่รัก” ได้ หากเราไม่สามารถเข้าใจได้ว่า “อุษาคเนย์” คืออะไร



หมายเหตุ:

[1] เผยแพร่ครั้งแรกในงานเสวนาเรื่อง “มิตรภาพ ศัตรู คู่แข่ง ไทยกับเพื่อนบ้านอุษาคเนย์” ในโอกาสเปิดตัวหนังสืออุษาคเนย์ที่รัก วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า

[2] บทความของสิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ ในหนังสือ “อุษาคเนย์ที่รัก” ได้อภิปรายเรื่องนี้อย่างละเอียดและลึกซึ้ง

 

history is beautiful.

history is beautiful.

ชื่นชมดร.อนงค์วรรณ

ชื่นชมดร.อนงค์วรรณ คนเขียนมานาน แต่ขอแย้งหน่อย คุณมันไม่แน่จริง

อนค์อร ทำเป็นพูดเรื่องรักอุษาคเนย์ มิตรภาพ แต่ไม่พูดเรื่อง ๑๑๒ ไม่พูดเรื่องคดีหมิ่น พูดได้แค่นี้อย่าพูดดีกว่า พูดแค่นี้ ก็แค่ปัีญญาชนรับจ้างเขียนทำมาหากินไปวันๆ ไปเป็นไกด์นำเที่ยวดีกว่า ไร้สาระ นอกประเด็น ไม่ได้ความ

ถ้าปัญยาชนจริงๆ ต้องพูดแบบกระผม กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง

อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก

อ่านแล้วผิดหวังจริงๆ ไม่มีอะไรใหม่ อยากรู้ว่าพูดใหม่ทำไง กลีบไปอ่านกระผมย่อหน้าที่แล้ว ไ่ม่งั้นจะด่าซ้ำๆ ซากๆ อีกที

ด่าซ้ำไปซ้ำมาแต่ไม่หนำใจ ขอจัดให้อีก ไอ้คนไม่มีกระดูกสันหลัง ย้ำคิดย้ำทำ สมองฟันเฟือน เวิ่นเว้อยืดยาด ไอ้พวกของปลอม ไม่ใช่ของจริงอย่ากระผม หุยฮาๆๆๆ

กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก

อ่านแล้วผิดหวังจริงๆ ไม่มีอะไรใหม่ อยากรู้ว่าพูดใหม่ทำไง กลีบไปอ่านกระผมย่อหน้าที่แล้ว ไ่ม่งั้นจะด่าซ้ำๆ ซากๆ อีกที

ถ้าไม่พูดเรื่องนี้ เรื่องที่คุณพูดทั้งหมด มันหมดความหมายเลยนะ อยาพูดดีกว่า ป๋าขอบอก

^ ^ " พุดโธ่ " นี่หรือ "

^
^

" พุดโธ่ " นี่หรือ " ปัญยาชน " ปัญญาชนเขียนหนังสือแบบนี้เหรอ ?!?

เจอบทความนี้

เจอบทความนี้ พวกเสื้อแดงหายจ้อยเลย

รับไม่ได้ใช่ไหม ว่าปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านมันมีเหมือนๆ กันหมด
ไม่ใช่เชื่อพวกหัวขวดมาว่า รัฐบาลนี้ทำให้ไทยมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน

เหมือนเสธแดง เมือ่ก่อนรบกับขเมรจะตาย เดี๋ยวนี้มันเรียกพี่ฮุนเซน แล้วกลับมาด่ารัฐบาลตัวเอง

พอผลประโยชน์เข้าปาก มันก็ย้อนมาทำลายชาติตัวเอง ด้วยการอ้างว่าตัวเองสากล

สถุยยยย!!!

ไทยกับอินโดนีเซียนี่แข่งกันหล

ไทยกับอินโดนีเซียนี่แข่งกันหลายอย่าง จริงอย่างว่าอยากเป็็็็็็็็็็็นมหาอำนาจในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดฯเป็นประเทศใหญ่ ทรัพยากรมหาศาล ตั้งอยู่จุดยุทธศาสตร์สำคัญต้องยอมรับ ปัญหากัปไทยแบบปะทะกันจังๆไม่มี มีแต่แบบที่เราชอบไปลักลอบขโมยของๆเขา โดยเฉพาะเรื่องประมงจับปลาในน่านน้ำอินโดนีเซีย ไปถามรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอินโดฯดูได้ ปลาอ่าวไทยทุกวันนี้แทบไม่มีอยู่แล้วเลยต้องไปขโมยจับของเพื่อนบ้าน น่าละอายจริงๆ ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านไทยนี่เป็นทุนนิยมจ้องเอาเปรียบเพื่อนบ้านโดยแท้

เรื่องอื่นกระทบกระทั่งมีบ้างใครอยากรู้ไปตามอ่านเอาเเช่นเรื่องสิทธิมนุษยชนในเวทีต่างประเทศ เรื่องปัญหาติมอร์์ตะวันออก ส่วนเรื่องอินโดฯกับมาเลฯนี่ คู่รักคุ่ค้นกันมาไม่ว่าจะเป็นปัญหาพรมแดนหรือประวัติศาสตร์ ตั้งแต่อณาจักรศรีวิชัย ไล่มายุครุ่งเรืองของมาจาปาหิต (Majapahit) ของชวา ต่างฝ่ายต่างแย่งกันคุมเส้นทางเดินเรือ ทุกวันนี้ผุ้นำอินโดฯชาวชวาไม่เคยเชื่อใจมาเลย์หรือพวกคนอินโดฯเชื้อสายมาลายูในเกาะสุมาตรา ที่บอกว่ารักกันนี่วาทกรรมการทูตบอกอะไรไม่ได้ สรุปคือว่าประเทศในอาเซียนนี่ไม่มีใครรักกันจริง (ผมอาจ realist มากไปหน่อย)

เป้นบทความที่ไม่ได้เรื่อง

เป้นบทความที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความ ไม่มีประเด็น เล่าเรื่องยืดเยื้อไปมา

ผลิตบทความสู้ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุบ ไม่ได้สักนิดเดียว

ภาคประวัติศาสตร์ มธ. หมดเทพเจ้าสมศักดิ์ ยุบภาคไปเลยดีกว่า เขียนได้แค่นี้ อย่าเขียนเลย อายเขา

เวิ่นเวอ้ยืดยาน่ารำคาญ

ค น ใ ด ใ ช้ ชื่ อ ไ ท ย อ

ค น ใ ด ใ ช้ ชื่ อ ไ ท ย อ ยู่
ก า ย ก็ ดู เ ห มื อ น ไ ท ย ด้ ว ย กั น
ไ ด้ อ า ศั ย โ พ ธิ์ ท อ ง แ ผ่ น ดิ น ข อ ง ร า ชั น ย์
แ ต่ ใ จ มั น ยั ง เ ฝ้ า คิ ด ทำ ล า ย

ค น ใ ด เ ห็ น ไ ท ย เ ป็ น ท า ส
ดู ถู ก ช า ติ เ ชื้ อ ช น ถิ่ น ไ ท ย
แ ต่ ยั ง ฝั ง ทำ กิ น
ก อ บ โ ก ย สิ น ไ ท ย ไ ป
เ ห ยี ย ด ค น ไ ท ย เ ป็ น ท า ส ข อ ง มั น

(สร้อย)

ห นั ก แ ผ่ น ดิ น ห นั ก แ ผ่ น ดิ น
ค น เ ช่ น นี้ เ ป็ น ค น ห นั ก แ ผ่ น ดิ น
( ห นั ก แ ผ่ น ดิ น ! )
ห นั ก แ ผ่ น ดิ น ห นั ก แ ผ่ น ดิ น
ค น เ ช่ น นี้ เ ป็ น ค น ห นั ก แ ผ่ น ดิ น
( ห นั ก แ ผ่ น ดิ น ! )

ค น ใ ด ยุ ย ง ป ลุ ก ปั่ น
ไ ท ย ด้ ว ย กั น ห วั ง ใ ห้ แ ต ก ก ร ะ จ า ย
ป ลุ ก ร ะ ด ม ม ว ล ช น ใ ห้ สั บ ส น วุ่ น ว า ย
เ พื่ อ ค น ไ ท ย แ บ่ ง ฝ่ า ย ร บ กั น เ อ ง

ค น ใ ด ห ล ง ช ม ช า ติ อื่ น
ช า ติ เ ดี ย ว กั น เ ข า ยื น ข่ ม เ ห ง
ไ ด้ สิ น ท รั พ ย์ เ จื อ จ า น ก็ ป ร ะ ห า ร ไ ท ย กั น เ อ ง
ที ช า ติ อื่ น เ ก ร ง ดั ง ญ า ติ ข อ ง มั น

(สร้อย)

ค น ใ ด ข า ย ต น ข า ย ช า ติ
ไ ด้ โ อ ก า ส ชี้ ท า ง ใ ห้ ศั ต รู
เ ข้ า ท ล า ย พ ลั ง ไ ท ย ใ ห้ ส ล า ย ท า ง สู้
เ มื่ อ ศั ต รู โ จ ม จู่ เ สี ย ที มั น

ค น ใ ด คิ ด ร้ า ย ร า วี
ป ร ะ เ พ ณี ข อ ง ไ ท ย ไ ม่ ต้ อ ง ก า ร
เ กื้ อ ห นุ น อ ค ติ
เ ชื่ อ ลั ท ธิ อั น ธ พ า ล
แ พ ร่ นำ มั น ม า บ้ า น เ มื อ ง เ ร า

VguIWm tUYvQo

VguIWm tUYvQo

AFjGMv Phentermine Cialis

ueEQptm Buy Viagra online

vstotk Ambien Cialis Cheap

XSjaHzt Cheapest Cialis

sdNWWEc Valium Cialis Cheap