วิจารณ์แผนพัฒนาฯ ฉบับ 11 โทษคนจน ไม่สนปัญหาเชิงโครงสร้าง

นักวิชาการจวกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับ 11 ละเลยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความยากจน แต่โทษที่ "คนจน" เอ็นจีโอเสนอจะออกแบบสังคมใหม่ต้องมองจากมุมของคนที่เสียเปรียบ วิจารณ์ไทยมีวิสัยทัศน์ด้านธุรกิจชัดเจน แต่ไม่เคยมีวิสัยทัศน์ทางสังคม

 

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย และสถาบันวิจัยสังคม จัดการเสวนาเรื่อง “Social Architecture ซ่อมหรือสร้างสังคมใหม่: ประเด็นสะท้อนจากคนยากคนจน” ภายใต้โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง “เผชิญหน้าผลลัพธ์จากแผนฯ 10 สู่ประเด็นท้าทายในแผนฯ 11”

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ซึ่งจะเริ่มใช้ในไม่กี่ปีที่จะถึงนี้ว่า มีลักษณะสำคัญที่น่าสนใจอยู่ 2 ประการคือ หนึ่ง ที่ผ่านมา การร่างแผนฯ แต่ละครั้งถูกวิจารณ์ว่า มีความคลุมเครือว่าใครเป็นผู้จัดทำ แต่ฉบับนี้มีการจ้างสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาฯ เป็นผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งน่าสนใจว่าจะแตกต่างกับการร่างในอดีตที่ว่ากันว่า ร่างโดยกลุ่มเทคโนแครตหรือขุนนางวิชาการ ที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ อย่างไร

สอง ในฉบับก่อนๆ มีกรอบทฤษฎีที่จับต้องได้ชัดเจน เช่น ถ้าอ่านแผนฯ จะรู้ว่าอ้างอิงมาจากกรอบทฤษฎีกระแสหลัก แต่ครั้งนี้ มีกรอบแปลกๆ ซึ่งอ้างอิงทฤษฎีได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้แก่  1.เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เน้นไปที่เรื่องโลกร้อน 2.สถาปัตยกรรมทางสังคม 3.เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 4.สัญญาประชาคมใหม่ และ 5.ประเด็นท้าทายหลังวิกฤตเศรษฐกิจว่ามีโอกาสของประเทศไทยอย่างไรบ้าง 

พิชญ์กล่าวถึงประเด็นเรื่องสถาปัตยกรรมทางสังคมว่า ในเอกสารชุดหนึ่งของงานวิจัยเพื่อจัดทำแผนฯ วิเคราะห์ว่า สังคมไทยยังไม่เป็นธรรม และไม่สมดุลในการพัฒนาเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม ฐานรากของสังคมไทยซึ่งเคยแข็งแรงกลับอ่อนแอลง สั่นคลอนและถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆ จากสาเหตุที่สะสมมานาน ไม่มีเสถียรภาพ ขาดการกระจายการพัฒนา-การขยายโอกาสทางสังคม นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางสังคม จึงมีการเสนอโมเดลที่เรียกว่า "สถาปัตยกรรมทางสังคม" ขึ้น โดยมีลักษณะคล้ายบ้าน และมีการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามา เพื่อการพัฒนาสังคมที่ฐานราก และพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์

ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ สถาปนิกผู้ก่อตั้งกลุ่มสถาปนิกชุมชนเพื่อที่อยู่อาศัย และอาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หลังจากอ่านเอกสารแล้วเกิดคำถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะสถาปัตยกรรมสำหรับทั้งสังคมเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าซึ่งมีจำนวนมากและมีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ จากประสบการณ์มองว่า การทำงานกับคนในชุมชน สิ่งที่จะต้องทำคือกระตุ้นให้เขาคิดว่ามีต้นทุนอะไรอยู่แล้วบ้าง ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาว่าโจทย์ถูกหรือไม่

นลินี ตันธุวนิตย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลังจากอ่านเอกสารงานวิจัยพบว่า มีอคติต่อภาคประชาชนและชุมชน โดยไม่พูดถึงทุน นักวิชาการ ชนชั้นกลาง และสื่อเลย เนื้อหาระบุว่า ภาคประชาชนและชุมชนเป็นฐานรากที่สำคัญและศูนย์กลางของการพัฒนา จากนั้นบอกว่าฐานรากมีปัญหาเพราะอ่อนแอ หมดทุนทางสังคม ละเลยคุณค่าในตัวเอง ขาดจิตสำนึกสาธารณะ มุ่งอยู่รอด ดังนั้นต้องทำให้ฐานแข็งแรง ทั้งนี้ วิธีเขียนดูเหมือนจะชี้ไปว่าปัญหาที่มีตอนนี้ไม่ใช่เรื่องความยากจน แต่เป็นที่ตัวคนจนที่อ่อนแอต่างหาก

การอธิบายแบบนี้ละเลยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความยากจน เช่น การรวมศูนย์ การจัดการบริหารทรัพยากร การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม การเลือกปฎิบัติ การปราบปรามทำลาย และการใช้ความรุนแรง แต่กลับไปสนใจว่า ถ้าคนเป็นศูนย์กลาง และคนเป็นปัญหาก็ต้องแก้ที่คน

โดยในการปรับโครงสร้างสังคม เสนอให้นำหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในทุกระดับ คำว่า เศรษฐกิจพอเพียงกลายน้ำหมักชีวภาพของป้าเช็ง เอามาทาก็ได้ หยอดตาก็ได้ กินก็ได้ รักษาได้ทุกโรค เป็น magic word ที่ใช้แก้ปัญหาทุกเรื่อง 

ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ก็มีความลักลั่นเช่นกัน โดยบอกว่าต้องสร้างจิตสาธารณะ มีความเอื้ออาทร แต่ไม่ได้พูดว่า ภายใต้โครงสร้างแบบไหนที่ทำให้จิตสาธารณะและความเอื้ออาทรเกิด และโครงสร้างสังคมแบบไหนที่จะทำให้มันดำรงอยู่

นอกจากนี้ แผนผังความคิดที่วางชุมชน เอกชน และรัฐไว้ในระนาบเดียวกัน ยังขาดมิติเรื่องอำนาจ ราวกับคิดว่า ทั้งสามส่วนเท่าเทียมกันและต่อรองกันได้ ถามว่าหน่อมแน้มและโรแมนติกไปหรือไม่ ที่ผ่านมากรณีเขื่อนปากมูลนั่งโต๊ะเสมอหน้า แต่ถึงเวลาฝ่ายการเมืองอยากปิดประตูเขื่อนก็ปิด

"ในที่สุด นโยบายก็เป็นเพียงการนำถ้อยคำมาเรียงกัน เป็นนิทานที่มีทั้งอคติและความสับสน"

สุภา ใยเมือง มูลนิธิเกษตรยั่นยืนประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่แผนพัฒนาฯ ควรจะวิเคราะห์คือ โครงสร้างหมู่บ้านที่เปลี่ยนไป เกษตรกรอยากเข้าไปอยู่ในเมือง ชนชั้นกลางที่อินกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรก็อยากจะเข้าไปทำเกษตรในหมู่บ้าน รวมถึงต้องวิเคราะห์ว่าแนวคิดต่างๆ ที่เป็นผลมาจากโลกาภิวัตน์ ว่าทำให้คนในชุมชนได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร และจะรองรับอย่างไร

อัภยุทย์ จันทรพา กลุ่มปฏิบัติงานคนจนเมือง กล่าวว่า การจะออกแบบสังคมใหม่จะต้องมองจากมุมของคนที่เสียเปรียบ รวมถึงต้องยอมรับความจริงว่า เราอยู่ในสังคมที่เป็นพหุสังคม ที่มีความหลากหลายทั้งทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ทำให้ความต้องการแตกต่างกันออกไป

เขาเน้นว่า การพัฒนาจะต้องมาจากท้องถิ่น และยกตัวอย่างการคัดค้านอุตสาหกรรมหนักในภาคใต้ พร้อมเสริมว่า หากเราต้องการเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ เราก็สามารถออกแบบได้ ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมอาหาร โดยจะเห็นว่าประเทศในยุโรปเองก็อยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมหนัก

นอกจากนี้ อัภยุทย์ เสนอว่าจะต้องอนุญาตให้เกิดจินตนาการที่เป็นรูปธรรม จากคนทุกกลุ่มในสังคม ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า คนในแต่ละพื้นที่มีแผนอยู่แล้วว่าอยากทำอะไร ชาวนาไร้ที่ดินก็มีความฝันว่านโยบายที่ดิน-โฉนดชุมชนจะเป็นอย่างไร คนไร้บ้านก็มีความฝันว่าจะทำอย่างไรที่ไม่ต้องนอนที่ข้างถนน หรืออยู่ในบ้านพักของกรมสวัสดิการสังคม ที่เหมือนที่กักกัน จินตนาการที่เป็นรูปธรรมนี้จะช่วยกำกับทิศทางของแผน

ท้ายที่สุด เขามองว่า ต้องจัดตั้งมวลชน เพื่อเข้าไปกำกับ-ผลักดันให้จินตนาการนั้นเป็นจริงได้ โดยยกตัวอย่างประเทศในละตินอเมริกา ที่สามารถปฎิรูประบบที่ดิน สวัสดิการได้ เพราะมีฐานมวลชนที่เข้มแข็ง

ด้านอุบล บุญมาก ได้ตั้งคำถามว่า ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่นักการเมืองที่จะวางนโยบายดีหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่ค่อยถูกหยิบมาใช้ ครั้งหนึ่ง สมัชชาคนจนต้องหยิบข้อความ "ประเทศไทยจะพัฒนาการเกษตรให้เป็นเกษตรกรรมยั่งยืน" จากแผน 8 มาต่อรองกับแผนของกระทรวงเกษตรฯ ปลัดกระทรวงฯ จึงยอมรับว่าตอนทำแผนของกระทรวงฯ ก็ไม่ได้ดูแผนชาติก่อน

เขาวิจารณ์ด้วยว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ด้านธุรกิจชัดเจน คือมุ่งสู่อุตสาหกรรม ขณะที่วิสัยทัศน์ด้านสังคมกลับไม่เคยได้ยิน และกลายเป็นเรื่องของแต่ละรัฐบาลทำกันไป ทั้งนี้ ส่วนตัวเขามองว่าถ้าจะออกแบบสังคม สิ่งที่ต้องแก้ไขคือปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม โดยยกตัวอย่าง ราคากุ้งที่ชาวประมงที่สุราษฎ์ธานีขายได้ 120-130 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ขณะที่ที่ซุเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กุ้งไทยขายอยู่ที่ 1,000 กว่าบาทต่อครึ่งกิโลกรัม ซึ่งเขาตั้งคำถามว่า ส่วนต่างนั้นไปอยู่ที่ใคร

 

กลไกการปล้นโลกยุคดิจิตอลของทุ

กลไกการปล้นโลกยุคดิจิตอลของทุนข้ามชาติโลกาวินาส

ฟฟฟ

ปี 1994 (2537) เกิดการพังทลายของตลาดหุ้นไทยรุนแรง มีผลทำให้สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น เงินไหลออกไปถือเงินสกุลอื่น ไทยต้องเข้าโครงการ IMF เป็นครั้งที่ 2 และต้องลอยค่าเงินบาทกลางปี 2540 สถาบันการเงินถูกปิดช่วงแรก 54 แห่ง แต่ทุกวันนี้ปิดไปแล้วกว่า 70 แห่ง ภาคการผลิตจริงล้มทั้งประเทศ เกษตรกรทั่วประเทศก็ไม่สามารถคืนเงินกู้ได้ ที่ดินที่นำไปจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จึงถูกยึด รวมกันทั้งหมด 38.5 ล้านไร่

ปี 2000 (2543) เกิดการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย เงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปถือเงินสกุลอื่น เกิดอุบัติการณ์เช่นเดียวกันกับประเทศไทยทุกประการ เริ่มด้วยปัญหา Sup Prime และตามมาด้วยการล้มลงของเอกชนและสถาบันการเงินแบบรุนแรง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดกับประเทศไทยทุกประการ เพียงแต่อเมริกาไม่ได้เข้าโครงการไอเอ็มเอฟเท่านั้น

เงินเหรียญสหรัฐเริ่มไหลออกจากอเมริกาหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 มีผลให้ค่าเงินสกุลต่างๆ ของโลก ทุนสำรองฯ ประเทศต่างๆ ตลาดหุ้นประเทศต่างๆ สูงขึ้น รวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น ทองคำกับน้ำมันก็สูงขึ้น ใช้เวลา 6-7 ปีในการสูงขึ้น จากนั้นก็พังทลายลงในปี 2008 ทั้งปี (http://twitpic.com/10em9v)

สำหรับสกุลเงินที่ผูกค่าไว้ตายตัวกับเงินเหรียญสหรัฐ เช่น เงินหยวนของจีน การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้เงินหยวนอ่อนค่าตามลงมาด้วย แต่อุบัติการณ์เช่นนี้ ทำให้เงินหยวนอ่อนกว่าความเป็นจริง มีการเข้ามาไล่ซื้อเงินหยวน ตั้งแต่ปี 2001 กระทั่งกลางปี 2005 (http://twitpic.com/10en6g) หยวนไม่สามารถคงค่าเดิมไว้ได้ และได้แข็งค่าขึ้นในที่สุด แสดงถึงความพ่ายแพ้ในการป้องกันค่าเงินหยวนของธนาคารกลางจีนเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ทุนสำรองฯ ของจีนสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก เงินริงกิตของมาเลเซียก็ผูกค่าไว้ตายตัวกับสกุลเงินสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดเงินของมาเลเซียก็เกิดอุบัติการณ์เช่นเดียวตลาดเงินของจีน และทุนสำรองทางการเงินของมาเลเซียก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน (http://twitpic.com/10emxd)

เงินท่วมประเทศไทย สาเหตุ และผลกระทบ

ประเทศไทย เปิดตลาดตราสารอนุพันธ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 โดยมี SET50 Index Futures เป็นสินค้าตัวแรก วันที่ 29 ตุลาคม 2550 เปิดซื้อขาย SET50 Index Options เป็นสินค้าลำดับที่สอง และวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 เปิดซื้อขาย Stock Futures เป็นสินค้าลำดับที่สาม และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เปิดซื้อขาย Gold Futures เป็นสินค้าลำดับที่สี่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นตลาดที่ทันสมัยมากที่สุดในโลก สิงคโปร์ที่ว่าทันสมัย ก็ไม่มีตลาด Gold Futures ตลาดตราสารอนุพันธ์เกี่ยวข้องกับการทำ Arbitrage การหาประโยชน์จากการแตกต่างราคาของสินค้า 2 ตลาด และ Hedge การซื้อ-ขายสินค้าล่วงหน้า อธิบายข้อดีว่า เป็นการประกันความเสี่ยง นั่นคือมันเป็นธุรกรรมที่ไม่มีความเสี่ยงนั่นเอง จะเป็นธุรกรรมที่ทำกำไรแต่อย่างเดียว เช่นธุรกรรม Hedge สินค้าราคาขึ้นก็สามารถทำกำไรได้ สินค้าราคาตกก็สามารถทำกำไรได้ เป็นผลให้เงินทุนไหลเข้าไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง เห็นได้จาก

(1) ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างผิดปกติ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ช่วงกว้างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้สูงมาก เหตุเพราะมีเงินเข้ามาในระบบมาก มากจนเกินกว่าด้านกู้จะสามารถกู้ได้หมด

(2) วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ทางการได้ออกมาตรการ กันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้า ก่อให้เกิดการตื่นตระหนกในตลาดทุนมาก วันที่ 19 ธันวาคม มีการเทขายหุ้นกันอย่างบ้าคลั่ง SET Index ในชั่วโมงซื้อขายตกแรงถึง 108.4 จุด เย็นวันที่ 19 ธันวาคม 2549 หลังปิดตลาดหุ้นไปแล้ว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกประกาศ “ในส่วนของการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น จะไม่มีการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซ็นต์” ความตื่นตระหนกยุติ

(3) ปลายปี 2008 ทุนสำรองฯ ของมาเลเซียอยู่ที่ 104,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ของประเทศไทยอยู่ที่ 100,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ปลายปี 2009 ทุนสำรองฯ ของมาเลเซียอยู่ที่ 98,020 ล้านเหรียญสหรัฐ ของประเทศไทยอยู่ที่ 128,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ที่มา:CIA - The World Fact Book)

กล่าวได้ว่า การไหลเข้า-ออกของเงิน ในแต่ละประเทศ และในแต่ละภูมิภาค สามารถทราบสาเหตุได้ว่าเกิดจากอะไร เกิดแบบไหน และอย่างไร

ก่อนการเกิดวิกฤตในปี 2537 – 2540 ทุนสำรองฯ ของไทยเคยอยู่ที่ระดับเกือบ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เดือนกรกฎาคม 2540 เดือนที่มีการลอยค่าเงินบาท ทุนสำรองฯ เหลือเพียง 1,140 ล้านเหรียญสหรัฐ วันที่ 4 ธันวาคม 2552 ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาเป็น 154,480 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มสูงมากกว่าที่เคยสูงสุดประมาณ 4 เท่า (http://twitpic.com/10emlq) การนำเข้า-ส่งออก และการท่องเที่ยวช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ทำให้ทุนสำรองฯ เพิ่มถึงขนาดนี้ แต่เป็นเพราะการเข้ามาหาประโยชน์จากตลาดตราสารอนุพันธ์ที่เปิดในปี 2549 นั่นเอง ที่ทำให้ทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

ฝนแล้งไม่ดี น้ำท่วมก็ไม่ดี เช่นเดียวกัน เงินแล้งก็ไม่ดี เงินท่วมประเทศก็ไม่ดี น้ำท่วมเกิดกับบางพื้นที่ และเกิดขึ้นช่วงระยะเวลาอั้นสัน แต่เงินท่วมทั้งประเทศ เกิดต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3-4 ปีแล้ว และก็ไม่ทราบจะท่วมต่อเนื่องไปอีกกี่ปี ความเสียหายจากเงินท่วมประเทศรุนแรงกว่าที่เกิดจากสึนามินับแสนเท่า

วิกฤตเศรษฐกิจแบบหมดประเทศ กระทั่งต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟทั้ง 2 ครั้ง มีแต่เบี่ยงเบนประเด็นของต้นเหตุ กล่าวหาว่านายเสรี ทรัพย์เจริญ เป็นคนปั่นหุ้นบ้าง กล่าวหาว่าจอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินบาทบ้าง กล่าวหาว่าเอกชนไทยไม่มีธรรมาภิบาลบ้าง แท้จริงแล้ววิกฤตเศรษฐกิจทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ตัวตลาดหุ้นนั่นเองเป็นต้นเหตุ เงินท่วมประเทศครั้งนี้ก็มีต้นเหตุมาจากตลาดหุ้นนั่นเอง ต้นเหตุเกิดจากตลาดทุน แล้วทำให้ตลาดเงินเสียหายทุกครั้ง

ตลาดตราสารอนุพันธ์ คือการซื้อขายกระดาษ หรือซื้อขายตัวเลข ไม่มีตัวสินค้าจริง เป็นอบายมุข ไม่เกิดผลผลิตต่อระบบ ทำให้ World Fund มาขนเงินไปจากประเทศไทยง่ายดาย แล้วทิ้งความเสียหายให้ท้องถิ่น สิ่งเลวร้ายที่ก่อขึ้นแล้วยากที่จะเอาออกได้ คงได้แต่นั่งดูความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเดียว เรื่องนี้สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ บอกใครต่อใครไม่ได้ แต่ผู้รับผิดชอบสูงสุดควรจะได้ทราบ

ฟฟฟ
ตลาดหุ้นต้องได้รับการตั้งกฎกติกาใหม่ไม่ให้พวกชั่วชาติชั่วโลกใช้เป็นช่องทางในการปล้นสดมพลโลก....

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นน้ำยาหยอดตาของป้าเซ็ง

ผมว่าเราคงต้องหันมาพิจารณาว่า

ผมว่าเราคงต้องหันมาพิจารณาว่าระบบเศรษฐกิจที่เราทั้งหลายอยู่ภายใต้อิทธิพล หรือหวังพึ่งในปัจจุบันนี้มันส่งผลดี เสียอย่างไรต่อคนหมู่มากอย่างจริงจังทั้งระดับโครงสร้างและปัจเจก หรือทางออกจะมีแค่เพียงล้มล้างระบบเก่า แล้วสร้างระบบใหม่ขึ้นมา แล้วระบบใหม่ที่เรากำลังจะสร้าง จะคาดหวังว่ามันจะเป็นอย่างไร หรือมันจะเข้าอีหรอบเดิมๆ แต่ในความเห็นของผมถ้าเริ่มที่ปัจเจกก่อน ระดับโครงสร้างก็จะเปลี่ยนแปลงตามมา

เฮ้ย... น้อยๆ หน่อย ไอ้นี่

เฮ้ย... น้อยๆ หน่อย

ไอ้นี่ กร้าวร้าว...

จะพูดอะไร หัดคิดก่อน น๊ะ

ไอ้เปรต..

สภาพัฒน์ก็เป็นอย่างเดิมตั้งแต

สภาพัฒน์ก็เป็นอย่างเดิมตั้งแต่ก่อตั้ง และเอาเข้าจริงแผนฯ ก็ไม่ค่อยมีคนทำตาม ยกเว้นช่วงการเมือง "นิ่ง"
ซึ่งก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ช่วงการเมืองวุ่นวายแบบนี้ แค่พูดถึงยังไม่มีเลย
เป็นที่น่าเศร้าใจ ความคิดล้าหลัง เก่งแต่เอาคำใหญ่ๆ ใหม่ๆ มาเรียงต่อกัน แต่ไม่มีเนื้อ ข้างในกลวง
ช่วงน่าสมเพช

ภาคประชาชนที่มีกึ๋นต้องแทรกตั

ภาคประชาชนที่มีกึ๋นต้องแทรกตัวเข้าไปร่วมทำงานกับหน่วยงาน....อย่างอดทน....และรัฐธรรมนูญ 2550 เปิดโอกาสให้ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย...มีสิทธิเสนอกฎหมายได้ในหลายระดับ....ทั้งระดับชาติระดับท้องถิ่น.....ชนชั้นใดออกกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น.....นี่คือสัจจธรรม.....แต่ทุกชนชั้นมีความเป็นมนุษย์ร่วมกัน...ไปกระตุ้นซีกที่เป็นมนุษย์ของทุกชนชั้นให้เป็นด้านหลัก.....แล้วกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติโดยรวมก็จะเกิดขึ้นได้.....ทีน้อยๆๆๆ.....โดยไม่ต้องทำสงครามเข่นฆ่ากันวุ้ย.....เข้าใจไหม..ไอ้พวกแดงเถือกแดงช้ำเลือดช้ำหนอง....ทั้งหลาย.....

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นน้ำยาหยอดตาของป้าเซ็ง

ฟฟฟฟ
ไม่ใช่แค่ยาหยอดยาของปัจเจกชนนะยะ

แต่เป้นนวัตกรรมของยาฆ่าเชื้อไวรัสที่ชื่อ.....โลกไร้พรมแดน-ลัทธิบริโภคนิยมสุดโต่ง-ทุนนิยมสามานย์ข้ามชาติขายชาติปล้นประชาชน

aaaa
เมื่อ พ.ศ. 2540 ปีที่เกิดวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ในประเทศไทย แล้วลามไปสู่ประเทศอื่นๆในเอเชีย ตอนปลายปี มีข่าวลือในตลาดการเงินของสหรัฐอเมริกา หรือ วอลล์สตรีทว่า เกาหลีใต้กำลังมีปัญหาการเงิน เพราะบริษัทเอกชนที่ไปกู้เงินจากต่างประเทศมา จะไม่ได้รับการต่ออายุเงินกู้ ต้องหาเงินมาชำระหนี้คืน ซึ่งหาไม่ได้

ข่าวลือนี้จะมีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน ในตอนแรก ไม่มีใครรู้ แต่ว่า หลังจากข่าวลือนี้แพร่สะพัดออกไปมากขึ้นๆ สถาบันการเงินในสหรัฐฯ และยุโรป ที่เคยเต็มใจให้เกาหลีใต้กู้เงิน เพราะเป็นลูกค้าชั้นดี ไม่เคยมีปัญหา อีกทั้งเศรษฐกิจของเกาหลีก็เติบโตดี ได้ยินข่าวลือแบบนี้หนาหูขึ้นทุกวัน ก็ชักไม่ค่อยมั่นใจ สุดท้ายก็มีธนาคารบางแห่ง ตัดสินใจไม่ต่ออายุเงินกู้ให้

เท่านั้นแหละ ข่าวลือที่ว่า บริษัทเกาหลีไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็กลายเป็นความจริงขึ้นมา เจ้าหนี้ต่างชาติของเกาหลีทุกแห่ง ตื่นตระหนก เรียกหนี้คืนทันที ทำให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ล้มทั้งยืน เพราะทั้งๆที่ หากเจ้าหนี้ยอมต่ออายุเงินกู้ให้เหมือนที่เคยทำมา ระบบเศรษฐกิจก็อาจจะเดินหน้าไปตามปกติ หรือถ้าจะมีปัญหา ก้ไม่รุนแร ง เพราะยังมีสภาพคล่องคอยหล่อเลี้ยงอยู่

เหมือนกับ วิกฤติการณ์ค่าเงินบาทของไทย ซึ่งเกิดขึ้นก่อนในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน ที่เริ่มต้น จากความเชื่อ หรือข่าวลือของพวกนักค้าเงินว่า จะมีการลดค่าเงินบาท เพราะภาคเอกชนของไทยมีหนี้สินระยะสั้นมาก และค่าเงินซึ่งขณะนั้น ยังตรึงกับเงินดอลลาร์ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ มีค่าสูงเกินความเป็นจริง คนที่เชื่อเช่นนั้น และนักเก็งกำไร ที่มีเจตนาจะโจมตีค่าเงินบาทอยู่แล้ว ต่างพากันทิ้งเงินบาท ซึ่งยิ่งทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงไปอีก ทำให้การลดค่าเงินบาท ซึ่งเป็นข่าวลือมาก่อน กลายเป็นความจริงในที่สุด หลังจากแบงก์ชาติ เทเงินกองทุนสำรองจนหมดหน้าตัก ทำสงครามปกป้องค่าเงินบาท จนพ่ายแพ้ หมดตัว ต้องยกธงขาวยอมลดค่าเงินบาท

นี่คือ อิทธิพลของข่าวลือ ลือกันมากๆเข้า ก็อาจจะกลายเป็นความจริงเข้าสักวัน เหมือนกับ ข่าวลือเรื่อง การปฏิวัติ รัฐประหารในขณะนี้ ซึ่งเป็นข่าวมาต่อเนื่องเกือบจะหนึ่งสัปดาห์แล้ว มีตรรกะ เหตุผลของการปฏิวัติงอกขึ้นมาทุกวัน เพิ่มน้ำหนักของความน่าจะเป็นขึ้นมาเรื่อยๆ

ข่าวลือ ที่จะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ ต้องมีมูลอยู่บ้าง เพราะ ถ้าไม่มีไฟ ก็ไม่มีควัน อย่างข่าวลือเรื่องบริษัทเกาหลีโดนเรียกหนี้คืน หรือข่าวลือการลดค่าเงนบาท ก็มีข้อเท็จจริงในเรื่อง ภาระหนี้สินต่างประเทศที่สูงมาก ของเกาหลีและไทย รวมทั้ง เครื่องชี้วัดฐานะเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นตัวเสริมความน่าจะเป็นไป ของข่าวลือดังกล่าว

สำหรับข่าวลือ เรื่อง การปฏิวัติ รัฐประหารในบ้านเรานั้น เริ่มมาจาก เสธฯแดง วิพากษ์วิจารณ์ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ตามมาด้วย กองบัญชาการกองทัพบกถูกถล่ม สมทบด้วยข่าวลือเรื่องความแตกแยกในกองทัพ สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ทหารตบเท้า มห้กำลังใจ ผบ.ทบ. ประสมด้วย การปั้นน้ำเป็นตัวของกลุ่มเสื้อแดง ว่า มีการประชุมวางแผนรัฐประหารกันที่ กองทัพอากาศบ้าง มีรถถังเข้ามาในกรุงเทพฯ แต่ถูกจับได้เสียก่อนบ้าง จะมีการลอบสังหารผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ และกรรมการ ปปช. คตส. ฯลฯ

มูลเหตุอันเป็นที่มาของข่าวลือ การรัฐประหารเหล่านี้ ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะทำให้ ความน่าจะเป็นที่จะเกิดการรัฐประหารมีน้ำหนัก แต่ด้วยการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ถามตอบกันไปมา ประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อไปแล้วว่า จะมีการรัฐประหาร ที่ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ก็เพราะว่า “ เงื่อนไขพร้อม แต่คนไม่พร้อม” ถ้าไม่เชื่อ ให้รอดูช่วงที่พลเอกอนุพงษ์ไปอเมริกา หลังวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ ช่วงนั้น อย่ากระพริบตา

การยึดอำนาจครั้งล่าสุด วันที่ 19 กันยายน 2549 ประชาชนยอมรับได้ เพราะว่า ผู้นำ ไม่มีความชอบธรรมที่จะปกครองประเทศอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าจะมีการยึดอำนาจอีกครั้ง จะอ้างเหตุผลอะไร ?

คนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดหากมีการรัฐประหารเกิดขึ้น คือ นช. ทักษิณ ชินวัตร เพราะตอนนี้ เขาเล่นไพ่ในมือหมดทุกใบ ใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อจะได้กลับมามีอำนาจ และทวงทรัพย์สินคืน แต่ยังไม่สำเร็จ การยึดอำนาจ โดยกองทัพ ก็เหมือนยาโด๊ป ที่จะทำให้เขากลับมามีพละกำลังอีกครั้งหนึ่ง เพราะจะเป็นการสร้างเงื่อนไขชั้นดี สำหรับการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ทั้งในและนอกประเทศ

ดังนั้น กลุ่มเสื้อแดง จึงลุ้นกันตัวเกร็งในตอนนี้ อยากจะให้ข่าวลือที่พวกเขากุขึ้นมา กลายเป็นความจริง พยายามยั่วยุกองทัพทุกวิถีทาง เพราะการยึดอำนาจ คือ การต่อชีวิตของกลุ่มเสื้อแดง จะทำให้พวกเขา สามารถสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว เพี่อ นช. ทักษิณได้

ยึดอำนาจ ครั้งที่แล้ว ยังไม่มีกลุ่มเสื้อแดง มีแค่ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มพิราบขาวฯลฯ ที่ไม่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ คมช. ยังเอาไม่อยู่ ครั้งนี้ ที่กลุ่มเสื้อแดง มีการจัดตั้งอย่างเป็นรูปการณ์ บ่มเพาะกันมาแรมปี ขาดอยุ่แต่เพียงความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวเท่านั้น ที่ทำให้ไม่มีพลัง แต่ถ้ามีการรัฐประหารเกิดขึ้นจริง คนที่คิดก่อการ ลองนึกดูว่า อะไรจะเกิดขึ้น จะปราบไหวไหม

การทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ เรื่องที่ยากกว่านั้นคือ เช้าวันรุ่งขึ้น หลังยึดอำนาจได้แล้ว คณะรัฐประหารจะทำอย่างไรต่อไป

aaaa
ระวังเต๊อะ....รัฐประหารครั้งที่แล้ว...หัวโจกโคตรชินไร้แผ่นดิน..เที่ยวนี้ทั้งโคตรอาจไร้แผ่นดิน.....ทุกตัวตน.....แต่จะเป็นไร..แผ่นดินขะแมร์-เกาะโกงที่เช่าไว้..ยังมี-เกาะโกง.....สวรรค์บนดินนรกในใจของพวกชั่วๆจากดินแดนด้ามขวานสารพัดสายพันธุ์

lTRQMj pIERLB

lTRQMj pIERLB

DZQUfL Cheap Valium Ativan

BBHXApgD Xanax Buy Viagra Buy

zTYpom Buy Cialis Buy Ambien

OVIRiV Xanax Cheap viagra

vlxbcHS Cigarettes Ultram