รัฐบาลพลัดถิ่น (Government in-Exile) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

1. ความหมาย

รัฐบาลพลัดถิ่น (Government in-exile) หมายถึง กรณีที่ผู้นำประเทศคนเดียวหรือกลุ่มบุคคลมากกว่า 2 ขึ้นไปได้ตั้งรัฐบาล ณ ดินแดนของรัฐอื่น เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่ในสายตาของกลุ่มนี้เห็นว่า ไม่มีความชอบธรรม โดยรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ได้อ้างว่ายังเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม แม้จะไม่มีอำนาจปกครองอย่างแท้จริงเหนือประเทศของตนก็ตาม โดยรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ต้องได้รับการรับรองจากรัฐที่อนุญาตหรือยินยอมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ (Host state) รวมทั้งจากนานาประเทศด้วย แม้ว่ารัฐบาลพลัดถิ่นนั้นจะมิได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชาชนอย่างแท้จริงในประเทศของตนก็ตาม[1] อย่างไรก็ดี มีนักกฎหมายระหว่างประเทศบางท่านแยกรัฐบาลพลัดถิ่นออกเป็นสองประเภทคือ รัฐบาลพลัดถิ่นที่มีความชอบธรรม (legitimate government in exile) กับรัฐบาลพลัดถิ่นธรรมดาๆ (government in exile)[2] โดยวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลพลัดถิ่นคือ การต่อสู้กับรัฐบาลที่ช่วงชิงอำนาจเพื่อหวนกลับคืนสู่อำนาจ[3] จะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลพลัดถิ่นจะมิได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและพลเมืองของตนก็ตาม[4] แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคอย่างใดเลยในการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น การมีอำนาจเหนือดินแดนอย่างมีประสิทธิผล (effective control) (ของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร) กลับมิได้นำมาซึ่งความชอบธรรมแต่ประการใด[5]

 

2. สาเหตุของการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

ในอดีตที่ผ่านมา การตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นนั้นเกิดขึ้นหลายสาเหตุด้วยกัน พอสรุปได้ดังนี้

1. การต่อต้านการรุกรานจากต่างชาติ หรือต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเอกราช (Independence) ปลดแอกจากการเป็นเมืองขึ้นหรือการยึดครองจากต่างชาติ การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นแบบนี้เกิดขึ้นมากในสมัยสงครามโลกครั้งที่1[6] และ 2

2. กรณีที่รัฐหนึ่งได้ผนวกดินแดน annexation) หรือรุกราน (aggression) อีกประเทศหนึ่งจน รัฐบาลที่ถูกต่างชาติผนวกดินแดนนั้นต้องตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น การที่ประเทศรัสเซียได้ผนวกดินแดนของกลุ่มประเทศบอลติก หรือกรณีที่ประเทศอิรักบุกคูเวต เมื่อคราวสงครามอ่าเปอร์เซีย

3. กรณีที่มีการทำรัฐประหาร (coup) ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น กรณีของประเทศไซปรัส เฮติ

 

3. ปัจจัยของการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสองปัจจัยสำคัญคือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

1) ปัจจัยภายใน (Internal factor)

ปัจจัยภายในที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับการแรงสนับสนุนจากประชาชนหรือมีแรงต่อต้าน(resistance) จากประชาชนต่อรัฐบาลรักษาการ[7] หากมีแรงต้านจากประชาชนภายในประเทศมากซึ่งเท่ากับว่าคณะรัฐประหารหรือ government in situ ยังไม่มีอำนาจปกครองอย่างมีประสิทธิผลหรือไม่มีeffective control ซึ่งอาจมีผลต่อแรงสนับสนุนจากนานาชาติได้ ยิ่งถ้าคณะรัฐประหารใช้กำลังความรุนแรงหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงแล้ว ก็อาจถูกนานาชาติประณามหรือมีแรงกดดันมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มความชอบธรรมให้กับรัฐบาลพลัดถิ่นมากขึ้นได้

 

2) ปัจจัยภายนอก (External factor)

ปัจจัยภายนอกคือ การได้รับการรับรองจากรัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศอื่นว่าเป็นรัฐบาลเดียวที่เป็นผู้แทนของรัฐ การสนับสนุนจากต่างชาติอาจอยู่ในรูปของ diplomatic recognition หรือ operational assistance ก็ได้ รวมถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากคนชาติของตนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศด้วย[8] โดยเหตุผลหลักที่ประชาคมระหว่างประเทศให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นก็คือ เรื่องความชอบธรรม ซึ่งรัฐบาลพลัดถิ่นก็มักจะใช้ประเด็นเรื่องความชอบธรรมเป็นยุทธวิธีในการโจมตีรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร

 

4. การรับรองและผลการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่น

การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการถูกรับรองจากรัฐบาลอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่ผู้นำของประเทศได้อาศัยเป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการรัฐบาลพลัดถิ่น หากปราศจากการรับรองแล้ว ผู้นำนั้นก็มีสถานะเพียงคนต่างด้าวเท่านั้น[9] หรือเป็นเพียง Authorities in-exile ดังนั้น การรับรองว่าเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นจึงเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะชี้ขาดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของผู้นำประเทศ

สำหรับทฤษฎีการรับรองที่มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการทำรัฐประหารและรวมถึงการสนับสนุนการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นคือ ทฤษฎี Tobar โดยทฤษฎี Tobar นี้จะปฏิเสธมิให้มีการรับรองรัฐบาลที่มิได้มาโดยวิถีทางรัฐธรรมนูญ และรัฐจะยังให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ต่อไป[10] โดยถือว่า รัฐบาลพลัดถิ่นเป็นรัฐบาลที่เป็นผู้แทนของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว

การรับรองรัฐบาลผลัดถิ่นนั้น หมายถึง ในสายตาของรัฐที่ให้การรับรองนั้น รัฐบาลพลัดถิ่นเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมและเป็นผู้แทนของรัฐในทางระหว่างประเทศแต่เพียงผู้เดียว

ส่วนผลในทางกฎหมายของการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นที่มีความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีด้วยกันมากมาย ดังนี้[11]

1) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถทำสนธิสัญญาได้

2) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถสามารถมีที่นั่งหรือเป็นผู้แทนของรัฐในองค์การระหว่างประเทศได้

3) รัฐบาลพลัดถิ่นสามารถสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้ (right of legation)

4) รัฐบาลผลัดถิ่นสามารถอุปโภคเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของรัฐได้

5) รัฐบาลผลัดถิ่นมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของรัฐที่อยู่ในต่างประเทศได้ (right to dispose state property aboard)

 

5. นิติสัมพันธ์ 3 ฝ่าย

การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ทางกฎหมายในระดับระหว่างประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน โดยมีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ฝ่ายด้วยกัน คือ รัฐบาลพลัดถิ่น รัฐที่อนุญาตให้มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศของตนได้ (Host state) รัฐที่ให้การรับรอง (recognizing state)โดยแยกพิจารณา ดังนี้

 

1) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลัดถิ่นกับรัฐที่อนุญาตให้มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศของตนได้ (Host state)

การได้รับการรับรองจาก Host state นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะขาดเสียมิได้ (condition sine qua non) ในอันที่จะจัดตั้งและปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลพลัดถิ่น[12] หากไม่มีการรับรองจาก Host state แล้ว สถานะของรัฐบาลพลัดถิ่นตามกฎหมายระหว่างประเทศก็มีไม่ได้ อันส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้นามรัฐบาลพลัดถิ่นไม่อาจเป็นไปได้ด้วย

2) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลัดถิ่นกับรัฐที่ให้การรับรอง (recognizing state)

เช่นเดียวกับการรับรองรัฐบาลที่มิได้มาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามรัฐธรรมนูญ การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละรัฐที่จะให้การรับรองหรือไม่ก็ได้ การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นมีผลเท่ากับเป็นการไม่รับรองรัฐบาลรักษาการไปด้วยในตัว

3) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายกับรัฐต่างประเทศ (Government in situ)

รัฐที่ให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมนั้น ก็อาจมีความสัมพันธ์ในทางระหว่างประเทศกับรัฐบาลรักษาการหรือที่นักวิชาการเรียกว่า Government in situ ซึ่งผู้เขียนขอแปลว่า “รัฐบาลที่อยู่ในช่วงการผ่องถ่ายอำนาจ” ได้[13] การที่ยังคงมีความสัมพันธ์นั้นมิได้หมายความว่า รัฐนั้นให้การรับรองรัฐบาลรักษาการแต่รัฐที่ให้การรับรองนั้นเห็นว่า ตนเองยังมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในประเทศนั้น หรือที่ยังคงความสัมพันธ์นั้นก็เป็นไปเพื่อรักษาสิทธิหน้าที่ต่อกันที่มีลักษณะเป็นงานประจำวัน (routine) เช่น การยังคงให้ตัวแทนทางทูตประจำอยู่[14] การออกวีซ่า การอนุญาตให้เครื่องบินโดยสารเข้าออกตามปกติ เป็นต้น

 

6. ตัวอย่างของการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในอดีต

1) การรัฐประหารในไซปรัส[15]

วันที่15 กรกฎาคมค.ศ. 1974 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอันมีนายMakarios III เป็นประธานาธิบดีถูกกองกำลังCypriot National Guard โดยมีนายNicos Sampson เป็นผู้นำรัฐประหารภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลกรีกทำการรัฐประหารโดยที่ประธานาธิบดีได้ลี้ภัยทางการเมืองโดยการนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปยังฐานทัพอากาศของอังกฤษที่เมืองAkrotiri เพื่อบินต่อไปยังประเทศมอลต้าและกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ

 

2) การรัฐประหารในเฮติ[16]

เมื่อวันที่30 กันยายนค.ศ. 1991 คณะรัฐประหารได้ทำการโค่นล้มรัฐบาลเฮติที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีJean-Bertrand Aristide เป็นประธานาธิบดี และประธานาธิบดี Aristede ได้ลี้ภัยทางการเมืองการรัฐประหารในประเทศไซปรัสและประเทศเฮติมีข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงอย่างบังเอิญก็คือประธานาธิบดีทั้งคู่เป็นประธานาธิบดีที่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั้งคู่เป็นนักบวช(Jean-Bertrand Aristide เคยเป็นนักบวชนิกายโรมันแคธอลิก) ทั้งคู่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศที่มาจากระบอบประชาธิปไตยทั้งคู่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งคู่เคยถูกลอบสังหารแต่ไม่สำเร็จและทั้งคู่ก็ขอลี้ภัยการเมืองและตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

 

รัฐบาลพลัดถิ่นและการรับรอง

การรัฐประหารของประเทศไซปรัสและเฮติมีอะไรที่คล้ายกันเช่นหลังจากที่ประธานาธิบดีถูกโค่นล้มอำนาจแล้วทั้งคู่ได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ต่างประเทศสำหรับปฏิกิริยาของประชาคมระหว่างประเทศนั้นก็ได้แสดงการไม่รับรองการทำรัฐประหารที่น่าแปลกใจก็คือมีเพียงวาติกัน(Vatican) เท่านั้นที่รับรองคณะรัฐประหารที่โค่นล้มประธานาธิบดี Aristid

 

ปฏิกิริยาจากประชาคมระหว่างประเทศ: บทบาทขององค์การระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดี Makarios III ได้ใช้เวทีขององค์การระหว่างประเทศอย่างองค์การสหประชาชาติส่วนประธานาธิบดี Aristid ก็ใช้องค์การสหประชาชาติและองค์การนานารัฐอเมริกันOrganization of American States(OAS)[17] ชี้แจงให้นานาประเทศทราบจนในท้ายที่สุดประธานาธิบดีทั้งสองก็ได้กลับมาดำรงตำแหน่งเหมือนเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ออกข้อมติที่A/RES/46/7 ประณามการทำรัฐประหาร และเร่งรัดให้มีการฟื้นฟูรัฐบาลที่ชอบธรรมของประธานาธิบดีAristid รวมทั้ง ระบอบประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และสิทธิมนุษยชน[18] ยิ่งกว่านั้น คณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) ที่อาศัยอำนาจตามหมวดเจ็ดของกฎบัตรสหประชาชาติซึ่งว่าด้วย “Action with Respect to Threats to the Peace, Breaches of the Peace, and Acts of Aggression” ซึ่งคณะมนตรีได้ออกข้อมติที่ 841 (1993) เพื่อใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ (Economic sanctions)[19] และข้อมติที่ 940 ปี ค.ศ. 1994[20] ให้อำนาจในการก่อตั้งกองกำลังผสมนานาชาติ (Multinational forces) เพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในประเทศเฮติ จะเห็นได้ว่า สหประชาชาติเริ่มให้ความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น หลังจากที่ในอดีต การทำรัฐประหารถือว่าเป็นกิจการภายในของรัฐ ที่อยู่นอกเหนืออำนาจความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคง[21]

นอกจากนี้ OAU (Organization of African Unity)ยังได้ออกปฏิญญาว่าด้วยกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่า “Declaration on the Framework for An OAU Response to Unconstitutional Changes of Government” เมื่อปี ค.ศ. 2000 โดยสาระสำคัญของปฏิญญานี้คือ ประณามการทำรัฐประหารในประเทศ Sierra Leone รัฐประหารเป็นเรื่องน่าเศร้าและเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในทวีปแอฟริกา และรัฐสมาชิกจะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ (unconstitutional change of government) เช่น รัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นต้น[22]

จะเห็นได้ว่า เวทีระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญมากในอันที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นประสบความสำเร็จและต่อต้านรัฐประหาร โดยก่อนหน้าที่ OAU จะมีแถลงการณ์ในปี ค.ศ. 2000 ประเทศอเมริกาใต้ซึ่งประกอบด้วย กัวเตมาลา คอสตาริกา นิคารากัว ฮอนดูรัส และเอล ซัลวาดอร์ ก็ได้ทำสนธิสัญญา the Central American Treaty of Peace and Amity 1907 โดยใน Supplemental Treaty ได้กำหนดพันธกรณีแก่รัฐภาคีว่าจะต้องไม่ให้การรับรองรัฐบาลที่ได้อำนาจมาจากการทำรัฐประหาร[23]

 

ทางปฏิบัติของประเทศไทย

นับแต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้น ประเทศไทยผ่านการทำรัฐประหารมาหลายต่อหลายครั้ง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐประหารที่ทำสำเร็จ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกโค่นล้มก็ไม่เคยจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเลย

อย่างไรก็ตาม ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ปรากฎขึ้นเกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตรและได้ทำสนธิสัญญายอมให้ทหารญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ชวนนายทวี บุณยเกตุ ว่าควรจะไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่นอกประเทศทำนองเดียวกับที่นายพล ชาลส์ เดอโกลล์ ได้ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ประเทศอังกฤษ โดยรัฐบาลพลัดถิ่นจะประกอบด้วย ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย ม.ล. กรี เดชาวงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐบาลของจอมพลป. พิบูลสงคราม อันจะทำให้สามารถประกาศพระบรมราชโองการได้ แต่แผนการดังกล่าวก็ล้มเหลวเนื่องจากนายทวี บุณยเกตุมิได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร[24]

จะเห็นได้ว่า ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของประเทศไทยในอดีตนั้นก็เคยปรากฏ เพียงแต่ความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารแต่เพื่อต้องการกอบกู้เอกราชของประเทศไทยให้รอดพ้นจากการรุกรานของประเทศญี่ปุ่นและเป็นผู้แทนเพื่อทำหน้าที่เจรจารักษาติดต่อกับประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นฝ่ายพันธมิตรโดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย

 

6. ผลกระทบต่อความผูกพันของพันธกรณีระหว่างประเทศและการเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ

รัฐประหารมิได้ส่งผลกระทบในทางลบต่อความผูกพันของพันธกรณีระหว่างประเทศของรัฐบาลเดิมแต่ประการใด เนื่องจากความตกลงที่ได้ทำลงโดยรัฐบาลชุดก่อน ๆ นั้นผูกพัน “รัฐ” หาใช่ผูกพัน “รัฐบาล” ไม่ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจึงหามีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของความตกลงที่ได้ทำก่อนหน้านี้ไม่ ในประเด็นนี้จะสังเกตว่า รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารได้ออกประกาศฉบับที่ 9 ว่าคณะรัฐประหารจะปฏิบัติตามพันธกรณีในสนธิสัญญาหรือข้อตกลงที่ทำไว้กับนานาประเทศ วัตถุประสงค์ของประกาศฉบับนี้น่าจะมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ ประการแรก เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า คณะรัฐบาลสามารถที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศได้ อันเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งของการรับรองรัฐบาล ประการที่สอง เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันแก่ประชาคมระหว่างประเทศว่า การรัฐประหารมิได้มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสนธิสัญญาที่ประเทศไทยทำไว้

อย่างไรก็ตามในอดีต พรรคบอลเชวิคที่ได้ทำการปฎิวัติเมื่อ ค.ศ. 1917 โค่นล้มระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์ของราชวงศ์โรมานอฟสำเร็จ รัฐบาลบอลเชวิคได้อ้างว่าตนเองไม่ขอผูกพันบรรดาความตกลงทั้งหลายที่ได้ทำไปในระหว่างสมัยของพระเจ้าซาร์นิโคลัส โดยอ้างหลัก clasular rebusic stantibus

 

7. ผลกระทบต่อความรับผิดชอบของรัฐในทางระหว่างประเทศ

รัฐประหารได้ก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า ในกรณีที่คนต่างด้าวได้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศที่รัฐประหารได้เกิดขึ้นนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่างรัฐบาลเดิมหรือฝ่ายกบฏที่สามารถล้มล้างรัฐบาลเดิมและจัดตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จ

ตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐ (state responsibility) นั้นได้ แยกการกระทำของฝ่ายกบฏที่ประสบความสำเร็จ (successful coup) กับการกระทำของฝ่ายกบฏที่ไม่ประสบความสำเร็จ (unsuccessful coup) ออกจากกัน กล่าวคือ หากฝ่ายกบฏหรือพวกปฏิวัติไม่ล้มเหลวในการช่วงชิงอำนาจอธิปไตยจากรัฐบาลเดิม อันเป็นผลฝ่ายต่อต้านไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ หากระหว่างที่มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นแล้ว รัฐบาลเดิมไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่ก่อขึ้นโดยฝ่ายกบฏ ในทางตรงกันข้าม หากฝ่ายกบฏสามารถล้มล้างรัฐบาลได้สำเร็จและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ซึ่งรัฐบาลใหม่นี้อาจถูกรับรองว่าเป็น de facto government ก็ได้ บรรดาความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินของคนต่างด้าวย่อมตกเป็นพับแก่รัฐบาลใหม่นี้

 

8. ท่าทีของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อรัฐประหาร

ดังที่กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่า บทบาทขององค์การระหว่างประเทศอย่าง OSA หรือ OAU สามารถกดดันรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารให้คืนอำนาจแก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้แล้ว ในที่ประชุมระหว่างประเทศอย่าง Moscow Meeting Human Dimension Right 1991 ยังได้แสดงท่าทีประณามรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย[25] และสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐด้วย[26] ดังนั้น ปัจจุบัน ประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่ไม่ยอมรับรัฐประหาร ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม[27]

อย่างไรก็ตาม สำหรับอาเซียน (ASEAN) นั้น บทบาทตรงนี้คงคาดหวังจากอาเซียนได้ยากเนื่องจากอาเซียนมีนโยบายที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรัฐประหารโดยประเทศสมาชิกเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้นเป็นกิจการภายในของรัฐ[28] รัฐบาลที่มีท่าทีว่า รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายนเป็นเรื่องกิจการภายในของประเทศไทยได้แก่ ประเทศลาว โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศลาว คือนาย Yong Chantalangsyกล่าวว่า "These are interior affairs of Thailand. No comment, we are following the situation very closely." No border points have been closed between the two countries. Everything is normal and flights are operating as usual.”[29] แม้กระทั่งประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศนอกกลุ่มอาเซียน ก็ยังมีท่าทีต่อรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายนว่าเป็นปัญหาภายในของประเทศไทยและรัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง[30]

 

บทส่งท้าย

นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐได้ถูกโค่นล้มโดยการทำรัฐประหารมาแล้วทั้งสิ้นหลายสิบครั้ง จนประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการทำรัฐประหารอยู่ในระดับกลาง (medium) เทียบเท่ากับประเทศกัมพูชา[31]

น่าคิดว่า ประเทศในทวีปแอฟริกา (ซึ่งแม้ความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีจะด้อยกว่าประเทศไทย) แต่ประเทศในทวีปแอฟริกาก็ยังมีความตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตยและรังเกียจต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญถึงกับออกปฏิญญาคัดค้านการทำรัฐประหาร

หวังว่า ประชาชนคนไทยประสงค์จะขอเลือกใช้วิถีทาง “ballot” ไม่ใช่ “bullet” สำหรับเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

 

 


อ้างอิง

[1]See Encyclopedia of Public International Law.p210:Gerhard von Glahn, Law Among Nations: An Introduction to Public International Law, (New York: Macmillan Publishing Co.,Inc,1981),p.112 Yossi Shain (ed.), Governments in-Exile in Contemporary World Politics, (USA.:Routledge,1991),p.2; Oppenheim ’s International Law (Sir Robert Jennings and Sir Arthur Watts (ed.): Vol. I, (Great Britain: Oxford University Press,1996) p.146

[2] The Reality of International Law: Essays in Honour of Ian Brownlie, (Guy S. Goodwin-Gill, Stefan Talmon (ed.)(Great Britain: Clarendon Press, 1999),p. 500

[3]Yossi Shain (ed.), p.220

[4]See Marjorie M. Whiteman, Digest of International Law, (1963), p. 921

[5]Yossi Shain, supra note, ,p.224

[6]ผู้สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 1 โปรดอ่าน F. E. OppenheimerGovernments and Authorities in Exile,The American Journal of International Law, Vol. 36, No. 4 (Oct., 1942), pp. 568-595

[7] Id., p.232

[8]Id.,p220

[9]ทฤษฎี Tobar เสนอโดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเอกวาดอร์ นามว่า Carlos Tobar

Encyclopedia of Public International Law.p211

[10]See Stefan Talmon, Recognition of Governments in International Law: With Particular Reference to Governments in Exile, (Great Britain: Clarendon Press,1998),p10

[11]โปรดดูรายละเอียดใน Stefan Talmon, p. 117 เป็นต้นไป

[12]Yossi Shain,p.243

[13]Yossi Shain,p.231

[14]อย่างไรก็ตามอาจมีการลดความสัมพันธ์ทางทูตลงได้ เช่น จากเอกอัครราชทูต (ambassador) ผู้มีอำนาจเต็มเหลือพียงอุปทูต (charge d’ affaires)

[15]See Edward Collins Jr. & Timothy M. Cole, Regime Legitimating in the Instances of Coup-Caused Government-in-Exile: The Cases of Presidents Makarios and Aristide, 5 Journal of International Law and Practice 199 (1996)

[16] Id.

[17]ปัจจุบันคือ OAU (Organization of African Unity)

[18] See A/RES/46/7 เนื้อหาส่วนหนึ่งของข้อมติฉบับนี้ กล่าวว่า

1. Strongly condemns the attempted illegal replacement of the constitutional President of Haiti, the use of violence and military coercionand the violation of human rights in that country;

 2. Affirms as unacceptable any entity resulting from that illegal situation and demands the immediate restoration of the legitimate Government of President Jean-Bertrand Aristide, together with the full application of the National Constitution and hence the full observance of human rights in Haiti

[19] See S.C. Res. 841 (1993)

[20] See S.C. Res. 940 (1994)

[21]See Douglas Lee Donoho, Evolution or Expediency: The United Nations Response to the Disruption of Democracy, 29 Cornell International Law Journal 329 (1996)

[22]โปรดดูรายละเอียดใน AHG/Decl.5 (XXXVI) “Declaration on the Framework for An OAU Response to Unconstitutional Changes of Government” และโปรดดู Kofi Oteng Kufuor, The OAU and the Recognition of Governments in Africa: Analyzing Its Practice and Proposals for the Future, 17 American University International Law Review, 369 (2002)

[23]มาตรา 1 บัญญัติว่า “The governments of the high contracting parties shall not recognize any other government which may come into power in any of the five Republics as a consequence of a coup d’ etat…”

[24]โปรดดูรายละเอียดใน ดิเรก ชัยนาม, อ้างแล้ว,หน้า 286-287

[25]See Article II para. 17.1

[26]Article II para. 17.2

[27]See Thomas M. Franck, The Emerging Right to Democratic Governance, American Journal of International Law 46 (1992); Sean D. Murphy, Democratic Legitimacy and the Recognition of States and Governments, International and Comparative Law Quarter, vol. 48 (1999),p. 580

[28]ในประเด็นนี้ ไม่แน่ใจว่า อาเซียนเคยมีการทำประกาศหรือความตกลงระหว่างประเทศซึ่งมีข้อหนึ่งเกี่ยวกับการสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางประชาธิปไตยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาโดย unconstitutional means อะไรทำนองนี้ ลงนามโดยนายกรัฐมนตรีสมัยคุณบรรหาร ศิลปอาชา ถ้าข้อมูลนี้คลาดเคลื่อนต้องขออภัยด้วย

[30] See ChannelNewAsia.com; and see Ministry of Foreign Affairs of The PRC

[31]ข้อมูลจากMaximiliano Herrera’s Human Right Site โดยองค์กรนี้ได้แบ่งระดับความเสี่ยงของการทำรัฐประหารออกเป็น 5 ระดับคือ none, very low, law, medium,และ high

 

เรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น

เรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น ประสิทธิ์ปิ จะลีมคุยเรื่องเซเลย่าแห่งฮอนดูรัสไม่ได้เป็นอันขาดนะครับ เซเลย่านั้นมีทั้งรัฐบาลพลัดถิ่น,เหล่าประชาชนรากกล้วยและ รัฐบาลของชาติต่างๆในอเมริกาใต้เกือบทุกชาติและอียูสนับสนุน ปรากฎว่าเมื่อศาล สภา และทหาร ฮอนดูรัสยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก นักธุรกิจและผู้คนในเมืองหลวงเป็นฐาน....ผลของความขัดแย้งนี้ เซเลย่า ที่ดูเหมือนจะมีภาพพจน์ในมุมมองนักประชาธิปไตยดีกว่า แพ้ครับ ขนาดกลับเข้าประเทศได้แล้ว ก็ยังแพ้ครับ ภาพรากกล้วยก่อจลาจลหนุนเซเลย่า ต้านรัฐประหาร ดูเหมือนว่าคนฮอนดูรัสหนุนเซเลย่า พอเลือกตั้งกันจริงๆ เซเลย่าถอนผู้สนับสนุนออกจากการลงสมัคร เพราะรู้ว่า แพ้ครับ.....รัฐบาลใหม่ที่ปลอดเซเลย่านั้น อเมริกาและหลายประเทศน่าจะรวมกลุ่มอียูด้วยรับรองแล้ว และประธานาธิบดีคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง วันนี้พอดี....

ในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ ประสิทธิ์ปิ ให้ข้อมูลผู้อ่านได้ดีครับ ขาดไปหน่อยหนึ่งตรงที่ ไม่ได้บอกว่า รัฐต่างชาติรัฐใดที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นหรือขนาดให้ที่ตั้งแก่รัฐบาลพลัดถิ่น ต้องรับสภาพความเป็นจริงว่า รัฐของตนจะอยู่ในสภาวะเป็นรัฐศัตรูที่เกือบถึงขั้นประกาศสงคราม ของรัฐบาลที่ได้อำนาจรัฐในทันทึ......ดังนั้นหากไม่มีแบ็คเข้มแข็งจริงหรือมีศักยภาพเหนือกว่าจริง และมีความชอบธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศเหนือกว่าจริง ไม่มีรัฐไหนอยากเสี่ยง เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอมหรอกครับ.......

ผมว่าตอนโดนถีบออกไปใหม่ๆ น่าตั้งกว่าตอนนี้อีกครับ..........

# โผ คณะ รมต. รัฐบาลพลัดถิ่น

# โผ คณะ รมต. รัฐบาลพลัดถิ่น ออกมาแล้ว

ทักษิณ เป็น นายกรัฐมนตรี ควบ รมต. ICT (ดูแลกิจการ Phone-in และ Tweeter)

อีเพ็ญ เป็น รมต. สำนักนายก (กำกับดูแต่สื่อ D-station และ The Red news)

ยุทธ ตู้เย็น เป็น รมต. ทรัพยากร

ใจ (อึ๊ง) เป็น รมต. ศึกษาธิการ (โควตาคนนอก)

# ส่วน รมต. ที่กำลังจะมา Join เพิ่มเติม (รอคดีถึงที่สุดก่อน) ได้แก่

เสธแดง เป็น รมต. กลาโหม ควบตำแหน่ง ผบ. สส. กองทัพทหาร “พาล” (ชุดดำ)

จตุพร เป็น รมต. แรงงาน (ดูแลกิจการแรงงานต่างด้าวเขมร และแก๊งค์ขอทาน)

วีระ เป็น รมต. มหาดไทย (กำกับดูแลกิจการเขายายเที่ยง และสนามกอล์ฟ)

กี้ อมฮอลล์ เป็น รมต.ท่องเที่ยว และกีฬา (ดูแลกิจการท่องเที่ยวเมืองพัทยา)

เหวง เป็น รมต. สาธารณสุข (ดูแลงานด้าน ซากศพ 111)

มานิต เป็น รมต. ยุติธรรม (ดูแลด้านคดีความของพันธมิตรโดยเฉพาะ)

นพดล เป็น รมต. ต่างประเทศ (ดูแลกิจการเขาพระวิหาร)

แรมบ้า เป็น รมต. วัฒนธรรม (ดูแลแก้ปัญหาช่างกลตีกัน)

ณัฐวุฒิ สภาโจ๊ก เป็น โฆษกรัฐบวม

อภิวัน (หมีหน้าฮัก) เป็น ประธานสภาโจ๊ก

และ….

ท่าน “สมเสร็จ” ฮุนเซน เป็น ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และการปักปันเขตแดน

และกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทยพลัดถิ่น ประจำเวียดนาม

ที่ตั้ง รัฐบาลชั่วคราว (เช้าไป เย็นกลับ ตามแนวชายแดน) ที่ “กรุงพนมเปญ”

เเล้วไอ้ที่เเต๋วเเตกวิ่งหนีปะ

เเล้วไอ้ที่เเต๋วเเตกวิ่งหนีปะติวัดหูดับตับไหม้ไปเขมรวันก่อน มันไปขอกะซวงไหน555555

เซ็งอีหลี....เจอแต่พวก..ทิดสะ

เซ็งอีหลี....เจอแต่พวก..ทิดสะดีต่างชาติครอบแบบยกมาทั้งดุ้น...เป็นดุ้นๆ...นี่สาระบบคิดของพลเมืองไทยมันตัดต่อดีเอ็นเอกันมาผิดพลาดตรงไหนฟะนี่ฟะ.....

ไม่ว่าซ้ายว่าขวาหรือกลางกลวง.....หลักประชาธิปไตยสากล...หลักสากล.ฯลฯ...โอ้ยยย...กู่๋จะอ้วก....
เมื่อวานก่อนนั่งประชุมในฐานะพลเมืองเต็มขั้นกะข้าราชการประจำระดับเจ้าสำนัก.....รุ่นใหม่นะยะ..หัวยังไม่ทันหงอกสักหน่อย.....เรียกชื่ออะไก็เป็นภาษาประกิต....เราเสนอภาษาไทย...ที่คิดขึ้นมากันเองระหว่างราษฎร์เต็มขั้นด้วยกัน...ไม่ยอมรับ????
จะเสนออะไรใหม่ๆ...ก็ถาม..ในต่างประเทศมีตัวอย่างบ้างละยัง?

ฯลฯ

คงจะมีพวกพลัดที่นาคาที่อยู่(จ

คงจะมีพวกพลัดที่นาคาที่อยู่(จ่อประตูคุกอยู่อ่ะ..)....วิ่งจุกตูดตามไปสมทบกันยั้วเยี้ย..อีกแน่....
ฟฟฟฟ

ความคิดของสำราญรอดฯ......"จริงๆ นะครับท่านผู้อ่าน ในความรู้สึกส่วนลึกนาทีนี้ อนาคตพรรคการเมืองใหม่ อนาคตพรรคประชาธิปัตย์ อนาคตพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ผมไม่ได้รู้สึกเครียดเคร่งเท่ากับว่า...อนาคตประเทศไทยจะไปทางไหน สงคราม (ครั้งสุดท้าย) ของนักรบเสื้อแดงที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นแม่ทัพกับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีรัฐบาลและระบอบอำมาตยาธิปไตยเป็นเป้าหมาย จะจบลงอย่างไร...

หลายท่านเบื่อการวิเคราะห์วิจารณ์ เพราะหลายครั้งที่เราวิเคราะห์วิจารณ์ เราจะโน้มเอียงไปในทิศทางความเชื่อในสิ่งที่เราอยากให้เกิด....ในขณะที่ความจริงที่จะเกิดมันอาจกลายเป็นอีกเรื่อง...

สถานการณ์วันนี้ หากจะพูดกันตามหน้าเสื่อหน้าไพ่ภายใต้จิตใจที่ปล่อยวางแล้วต้องบอกว่า....อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด...อะไรจะเจ๊งก็ต้องเจ๊ง ใครจะตายก็ต้องตาย ใครจะขายตัวขายจิตวิญญาณก็ต้องขายประมาณนั้น.. ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะเป็นการมองโลกในแง่ร้ายอยู่บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น...

ใครที่มองว่ากองทัพคนเสื้อแดงที่แม้จะมีลักษณาการถ่อย เถื่อน ว่าไม่มีน้ำยา ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองนี้ได้คงจะต้องเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่

ผมลองย้อนมองว่ามีเหตุปัจจัยอะไรทำให้กองทัพคนเสื้อแดงฮึกห้าวเหิมหาญ ราวกับวัวชนที่ใช้ตีนใช้เขาขุดคุ้ยตะกุยดินอยากออกศึก ก็พอจะสรุปได้สั้นๆ ดังนี้

1) ความสูญเสียอำนาจ สูญเสียลาภยศสักการะ สูญเสียเงินทองต้องทวงคืน

2) จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่มวลชนคนรากหญ้าจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชมนโยบายประชา
นิยมยังโหยหาทักษิณ

3) ตำรวจ ทหาร ข้าราชการพลเรือนทั้งนอกและในราชการจำนวนมากโดยเฉพาะตำรวจก็ยังโหยหาทักษิณ เพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะยั่งยืน

4) รัฐบาลประสบความล้มเหลวอย่างแทบจะสิ้นเชิงในการใช้สื่อของรัฐในการสร้างความรู้ความเข้าใจในความเลวร้ายของระบอบทักษิณ และขาดการบริหารจัดการสื่อที่ละเมิดจาบจ้วงสถาบันพระมหาษัตริย์ จิกหัวด่าประธานองคมนตรี และองคมนตรีโดยรวม

5) พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์ติดกับดัก “ไม่มีเขาไม่มีเรา” ทำให้ต้องเล่นบทประนีประนอมกับพรรคร่วมรัฐบาล ประคับประคองตัวเองมากเกินไป สุดท้ายกำลังกลายเป็นว่าผู้จัดการรัฐบาลกับผู้นำรัฐบาล “เล่นคนละบท” ในลักษณะที่รู้เห็นกันเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ว่าต้นทุนของผู้นำรัฐบาลสูงจึงพอที่จะถ่วงดุลอะไรๆ เอาไว้ได้

6) ทักษิณยังมีทุนรอนอีกมากมายที่จะเคลื่อนไหว หล่อเลี้ยงให้แกนนำเสื้อแดงโลดเต้นฮึกเหิม..สู้แล้วดัง สู้แล้วรวย...

-ฯลฯ-

ถามว่าแล้วจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องตอบอย่างที่บอกไปแล้วว่า...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ฝ่ายทักษิณ-กองทัพเสื้อแดงก็จะกดดันรัฐบาลไปเรื่อยๆ แบบไม่เกรงกลัวฟ้าดินอีกแล้ว เพราะหนึ่งปีที่ผ่านไปพวกเขาก็พอจะสรุปได้แล้วว่า...รัฐบาลชุดนี้ไม่มีอะไรที่น่ากลัว กองทัพที่แม่ทัพบกนั่งนับถอยหลังรอเกษียณอายุราชการในอีก 8 เดือนข้างหน้าก็ไม่น่ากลัว...

ถ้ากลัวก็คงไม่ใช้เท้าลูบหน้าด้วยการยิงถล่มด้วยเอ็ม 79 เมื่อ 14 ม.ค. 2553 หรอก อีกทั้งดูเหมือนว่าในที่สุดก็อาจจะหาตัวคนร้ายจริงๆ ไม่ได้??

ที่เขาสอยดาว จันทบุรีเมื่อคืนวันที่ 24 ม.ค. 2553 ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสู้ว่า ถ้าเกิดการปฏิวัติรัฐประหารเขาจะตั้ง รัฐบาลพลัดถิ่น ขณะที่ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ประกาศว่าถ้ามีรัฐประหารขอให้เดินหน้า “เผา” ทุกอย่างที่ขวางหน้า....ฯลฯ...

ไม่ต้องอาศัยหน่วยงานข่าวกรองใดๆ เราก็พอจะมองกันออกว่า ถ้าเปรียบกับการเล่นไพ่รัมมี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา และจวบจนวันนี้และวันหน้าทักษิณเล่นแบบคั่วไพ่หลายหน้า....

ด้านหนึ่ง – ต่อสายเจรจาผ่านนักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลหรือแม้กระทั่งในพรรคแกนนำรัฐบาลขอจัดตั้ง รัฐบาลแห่งชาติ เพื่อฟอกผิดให้ตัวเองและนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย

เกมแก้รัฐธรรมนูญ 2 มาตรา ก็เป็นส่วนหนึ่งพรรคร่วมเดินหน้ากดดัน ต่อรองพรรคแกนนำอย่างประชาธิปัตย์ ต่อไปกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี – รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะถูกนำมาต่อรองทางการเมืองอีก

ด้านหนึ่ง – หากการเดินเกม “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่ประสบความสำเร็จก็ทิ้งไพ่บีบให้ยุบสภาด้วยแรงกดดันทั้งนอกสภาและเกมการเมืองในสภา (ทั้งกรณีรัฐธรรมนูญและอภิปรายไม่ไว้วางใจ)

ด้านหนึ่ง – หากพลาดทั้งรัฐบาลแห่งชาติและการยุบสภา ก็เดินหน้าทำสงครามจรยุทธ์ ป่วนบ้านป่วนเมือง ถ้าเกิดการรัฐประหารก็อาจจะ “เผา” ทุกอย่างที่ขวางหน้า อย่างที่พวกเขาบางคนประกาศ...แล้วฝ่ายเขาก็จะยึดอำนาจยึดประเทศเสียเอง

……………..

วิเคราะห์ไปทำไมมี พูดไปทำไมกัน....ทั้งหลายทั้งปวงก็เพราะการวางยุทธศาสตร์งานด้านความมั่นคงที่ผิดพลาด และการหมักหมมปัญหา ปล่อยให้เชื้อชั่วฟักตัวออกลูกออกหลานจนเต็มบ้านเต็มเมือง และกำลังจะ “แดงทั้งแผ่นดิน” เอาจริงๆ...

ถึงอย่างไรก็ตาม บรรทัดนี้ต้องขอแสดงความชื่นชมกับคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ร่วมสังฆกรรมหรือค้อมหัวให้พรรคร่วมกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมติเมื่อวานนี้ (26 ม.ค.) ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเตรียมการรับมือกับเกมการเมืองในลักษณะการต่อรอง – ตีรวนพร้อมๆ กับเตรียมทางหนีทีไล่และเกมรุกกลับไว้ให้จงดี...

ต้องเชื่อมั่นในพลังและความศรัทธาของประชาชนว่าคือหลังพิง เสาค้ำยันความอยู่รอดของรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยมากกว่าที่จะคำนึงถึงเกมการเมือง การต่อรองของนักการเมืองบางกลุ่มที่คำนึงถึงความอยู่รอด ความร่ำรวยอยู่ดีกินดีของตัวเองและพวกเป็นหลัก....

สมมติว่าเกิดจนมุมต้องยุบสภาก็ต้องยุบสภาหลังจากที่ได้ใช้หลักการ–จุดยืนที่ถูกต้องต่อสู้แบบสุดฤทธิ์สุดเดชแล้ว ไม่ใช่ยุบแบบคนหมดทางสู้ ยุบแบบหมดสภาพนักศึกษา...ยุบแบบยกประชาธิปไตยยกบ้านยกเมืองให้กับกลุ่มนักการเมืองโคตรโกงและโกงทั้งโคตร...

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชจะปกป้องคุ้มครองคนดี แต่ต้องเป็นคนดีที่กล้าหาญกล้าต่อสู้....ไม่ใช่ดีแบบประนีประนอมกับความชั่วสุดๆ!! "

ฟฟฟ

อันนี้ต้องพูดว่าเมื่อชั่วดึกดำบรรพ์(เทพนรก)ประนีประนอมกะชั่วยุคกลาง(ยี้ห้อยร้อยยี่ฯ)...กีดกั้นชั่วดิจิตอลสามจีดลกาภิวัฒน์วินาศ(ทักชั่วและลิ่วล้อสารพัดสายพันธุ์)......จึงจะตรงเผง....กะบริบทโครงสร้างส่วนบนไทยปัจจุบัน....

ทำไม ไอ้แช่ม

ทำไม ไอ้แช่ม ชอบรัฐบาลแต๋วอภิสิทธิ์นักหรือ อยู่มาปีกว่าแดกไปเท่าไหร่ ทำอะไรให้บ้านเมืองบ้าง ตาบอดหูหนวกหรือยังไง รัฐบาลห่วยๆแบบนี้ แดกทุกอย่างที่ขวางหน้า มิหน้าประเทศไทยมันถึงจนกับโง่ ก็มีปชชโง่ๆแบบนายนี่ละ ชอบนักหรือปฏิวัตินะ แม่งประเทศจะเจริญทีไร ก็สั่งให้ไอ้พวกทหารออกมายึดอำนาจทุกที 18 หนแล้วนะโว้ย ทหารนักร้องนักกอล์ฟ นักรัก นักดื่มแบบนี้ จะกล้าออกมาปฏิวัติหรือ หัดลืมหูลืมตาซะบ้าง คนอื่นเขาไปกันถึงไหนแล้ว โง่จนหน้าจะไปเกิดใหม่ หัดเลิกอิจฉาตาร้อน แล้วลืมหูลืมตาดูโลกภายนอกซะบ้าง

ผู้รักประชาธิปไตยควรนำบทความช

ผู้รักประชาธิปไตยควรนำบทความชิ้นนี้ของรศ.ใประสิทธิ์ไปเผยแพร่ เพื่อมิให้กลุ่มชนที่สนับสนุนรัฐประหารนำดำริของทักษิน ชินวัตรไปบิดเบือนว่าการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นโดยทักษินนั้นทำมิได้ หากเข้าองค์ประกอบตามหลักสากลแล้วนั้นก็สามารถทำได้ และควรจะทำมาต้งแต่เกิด19/09/2549 หากแต่ทักษินคงหวังที่จะเคลียร์อะไรบางอย่างจึงไม่ตัดสินใจตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในขณะนั้น แต่หากเกิดรัฐประหารอีกครั้ง ในสภาพที่อะไรๆก็ถูกเปลือยจนหมดสิ้น และประชาชนส่วนใหญ่เกิดอาการตาสว่างอย่างต่อเนื่องยาวนาน รัฐบาลพลัดถิ่นคงได้อุบัติขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างแน่นอน ความรักในประชาธิปไตยมิได้ต้องการเพียงการแสดงออก หากแต่ยังต้องการความรอบด้าน หลากหลายในระดับสากลด้วย อย่าลืมเป็นอันขาดว่าศึกนี้ยาวนานและเป็นการเดิมพันระหว่างการดำรงอยู่หรือสิ้นสลายของชนชั้นที่ครอบงำสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เผยแพร่ความรู้ดีดี ให้ประชาชนรับรู้มากที่สุดเป็นกลยุทธที่สำคัญ ขอให้กำลังใจอาจารย์ประสิทธิ์ครับ

อาจจะถึงคราที่ซึีกชั่วดิจิตอล

อาจจะถึงคราที่ซึีกชั่วดิจิตอลต้องเป็นรัฐบาลเงา.....แต่ก็เนอะขนาดเป็นรัฐบาลจริงๆ มีอำนาจคับบ้านคับเมืองคับฟ้าหนักดิน...ยังเดี้ยง....แล้วกะการเป็นรัฐบาลจรจัดพลัดถิ่นจะเหลือเรอะ.....คิดใหม่คิดผิด..ผิดซ้ำๆซากๆ...ทั้งซ้ายทั้งขวาและกลางกลวง....

แทนที่จะเป็นยุคแห่งการพัฒนาชาติบ้านเมือง.....กลับเป็นยุคที่จะผลักดันประเทศชาติเข้าสู่กลียุคแห่งการแตกแยก....และสงครามกลางเมือง.....ช่างเลวกันลงเป็นร่นๆ อีหลี.....ทั้งอาจานอาจมและลูกศิษย์สาวก....

ก่อนวันที่ ๑๙ กันยา ๔๙

ก่อนวันที่ ๑๙ กันยา ๔๙ ถ้าไม่มีการปฏิวัติ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยืึดถือกติกา ไม่ฝืนธรรมชาติโดยการปฏิวัติ สือมวลชนไม่เลือกข้าง เสนอแนวความคิดของประชาชนทุก ๆ ฝ่าย ไม่ใช่ใส่ความคิดของตัวเองลงไป ไม่ดูถูกประชาชนว่าโง่ ไม่มีการศึกษา หรือถ้าเขาไม่มีการศึกษาจริง ๆ ก็ไปให้ความรู้พัฒนาด้านการศึกษา คิดว่าเขาเลือกเพราะถูกซื้อบ้าง นั่งเทืยนคิดไปอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าประเทศไทยยึดตามกฎ ๆ ไม่ดีก็ปรับปรุงกันไป ผมเชื่อว่าสักวัีนลูกหลานเราก็จะมีความรู้มากขึ้น ใจเย็น ๆ เดี่ยววันหนึ่งมันก็ดีเอง แต่พอปฏิวัติ พวกคิดสั้น ๆ ก็ดีใจ เอาดอกไม้ไปให้บ้าง วันนี้เห็นแล้วใช่ไหมครับไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย แบ่งสีแบ่งฝ่าย ถ้าใครยังคิดว่าม๊อบแดงเป็นม๊อบจัดตั้งผมว่าไม่ทันความจริงแล้วครับ วันนี้คุณทักษิณเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้แบบชนชั้นไปแล้ว อันตรายจริง ๆ ประเทศไทยถ้าสือมวลชน ผู้หลักผู้ใหญ่ยังคิดไม่ถึง

สมัยก่อนประเทศเรามีหลายเผ่า การปกครองก็เป็นแบบหลายมณฑล มีมณฑลล้านนา มณฑลศรีธรรมราชบ้างฯ วัฒนธรรมก็แตกต่าง มีชนกลุ่มน้อยเยอะแยะไปหมด แต่ผู้ปกครองเราเก่งสามารถสร้างความสมานฉันท์จนเรารู้สึกว่าเราเป็นสยาม(ไทย)เหมือนกัน แต่ชนชั้นนำสมัยนี้อ่านหนังสือมาก ดูทีวีมาก รับสื่อต่าง ๆ มาก แต่ยังไม่มีหนทางสมานฉันท์ ไม่อายคนโบราณบ้างหรือครับ

ในสายตาคุณแช่ม

ในสายตาคุณแช่ม ทุกสิ่งที่คุณพูดมา (รวมทั้งการรัฐประหารด้วย)ถือเป็นnecessary evil กล่าวคือ ถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์จะเอี้ยเพียงใด แต่ก็ยังดีกว่ารัฐบาลทักษิณเป็นไหนๆ พูดง่ายๆ ว่า บรรดาความเอี้ยทั้งหลายในประเทศนี้ล้วนเลวน้อยกว่าทักษิณ ดังนั้น คุณแช่มจึงรับได้

พูดให้สั้นๆก็คือ สำหรับคุณแช่ม(และพวกเหลืองอ๋อยทั้งหลาย) ถ้าทักษิณตายสักคน ประเทศไทยก็จะกลายเป็นสังคมยูโทเปียทันที

ตรรกะของพวกเขามีแค่นี้

เขาซื้อด้วยนโยบายประชานิยมแล้

เขาซื้อด้วยนโยบายประชานิยมแล้วย่ะ.....
สมัยก่อนเขาสมานฉันกันได้...เพราะสมานฉันท์กะคนดีด้วยกัน...ไม่ใช่กะคนชั่วโกงบ้านปล้นเมืองเห็นจะๆ.....

aaa
อย่าประมาท "ปชป."

Posted by Darknews

"การ ตัดสินไม่ร่วมแก้รัฐธรรมนูญถือว่า ปชป.กินรวบทุกหน้า ไม่มีอะไรเสียหายเลย ได้ทั้งแต้มจากประชาชนในบทบาทพรรคที่รักษาจุดยืน รวมทั้งได้ประโยชน์จากการปกป้องระบบการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ที่ปชป.ได้ ประโยชน์ ขณะที่พรรคร่วมก็ไม่กล้าถอนตัวออกจากรัฐบาลตามคำขู่ แถมยังไม่เป็นปฎิปักษ์กับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งเป็นแนวร่วมด้วย"

บทสรุปของ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) น่าจะเป็นการสะท้อนภาพการเมืองชั่วโมงนี้ได้อย่างตรงประเด็นที่สุด

สวนทางกับการจับกระแสโดยพรรคร่วมฯ และคนในแวดวงการเมืองที่เชื่อว่ารัฐบาลกำลังเดินเข้าสู่จุดจบ ด้วยการ "ยุบสภา" อย่างสิ้นเชิง

"สมบัติ" ให้เหตุผลว่า แม้การตัดสินใจของประชาธิปัตย์ จะส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลลดลง แต่อย่างไรเสียก็ไม่ถึงขั้นถอนตัวแน่นอน เพราะพรรคร่วมฯทั้ง 5 พรรค ต่างไม่พร้อมที่จะกระโจนสู่สนามเลือกตั้งในเวลาอันใกล้นี้

ขณะ ที่ประชาธิปัตย์กลับพลิกขึ้นมาเป็นฝ่าย "ถือไพ่เหนือกว่า" เพราะได้ใจจากกระแสสังคม รวมทั้งนโยบาย "ซุปเปอร์ประชานิยม" กำลังผลิดอกออกผล

ไม่ว่าจะเป็น ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เรียนฟรี ประกันราคาสินค้าเกษตร

และ ที่โกยแต้มได้มากที่สุดในขณะนี้คือ นโยบาย "ประกันรายได้" ที่มาลงทะเบียนกันล้นหลาม แม้แต่ฝั่งสมาชิกเสื้อแดงยังเสียดายไปตามๆกัน เพราะมาขอลงทะเบียนตามหลังแต่หมดเวลาซะก่อน ต้องรอไปปีหน้าโน่น

เพราะ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เมื่อประเมินจากปัจจัยบวกที่ทำให้ทั้ง กระแสปชป.และภาวะผู้นำของ "อภิสิทธิ์" พุ่งขึ้นในระยะหลัง แล้ว จะเห็นคำตอบที่ชัดเจนทีเดียวว่า "ทำไมปชป.ถึงกล้าหักพรรคร่วมฯ" ?

ขยายความให้ชัดเจนลงไป ก็สามารถชี้ได้ว่า

หนึ่ง... ประชาธิปัตย์กำลังเลือกสร้าง "จุดยืน" ที่ได้ใจสังคมในกรณีการแก้ไขรัฐธณรมนูญ ด้วยเหตุผล ที่ตอกย้ำอยู่เสมอว่า ทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน

การ ตัดสินใจของพรรคร่วมฯในการแก้รัฐธรรมนูญทั้ง 2 มาตรานั้น ปฏิเสธได้ยากว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม เพราะเห็นอยู่ทนโท่ว่าพรรคร่วมฯกลัวจะต้องสูญพันธุ์ หากยังใช้กติกาเลือกตั้งเดิม

แน่นอนว่าต้องประชาธิปัตย์ "มั่นใจ" ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งนั่นสำคัญกว่าจำนวนเสียงในรัฐบาลมาก

สอง... ที่ผ่านมาพรรคร่วมฯ ยังไม่สามารถสร้างผลงานได้เป็นที่ถูกตาต้องใจ ขณะเดียวกันกลับมีกระแสข่าวในเชิงลบออกมาตลอด โดยเฉพาะการรุกไล่ประชาธิปัตย์ ข่มขู่ทางอ้อมตลอดเวลาเพื่อให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง งบประมาณก็ดี แต่งตั้งโยกย้ายก็ดี ฯลฯ

ส่ง ผลให้คำสบประมาทที่มีต่อ "อภิสิทธิ์" ในทำนองเด็กดื้อบ้าง หรือ ไม่มีความเป็นผู้นำบ้าง ได้ย้อนศรกลับมาทำให้ "อภิสิทธิ์" ในวันนี้ ขึ้นมาเป็นนายกฯที่มีภาวะผู้นำที่แข็งขึ้นมาทันที หลังจากไม่สยบยอมต่อแรงกดดันของพรรคร่วมฯ และรวมถึง "สุเทพ เทือกสุบรรณ"

ขณะ เดียวกันกระแสตีกลับก็พุ่งไปที่ "พรรคร่วมฯ" ในฐานะที่เป็นตัวการช่วยเสริมให้การเมืองไม่นิ่ง นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวของ "ขบวนการทักษิณ" และ "ขบวนการเสื้อแดง"

สาม... ประชาธิปัตย์มั่นใจว่า อย่างไรเสียพรรคร่วมฯก็ไม่กล้าเดินออกจากรัฐบาล ด้วยสมมุติฐานที่ว่า ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็ไม่อยากยุบสภา เพราะความไม่พร้อมทั้งกระสุนเสบียงกรัง และกติกาเลือกตั้ง

หาก พรรคร่วมฯตัดสินใจยกโหวตสวนในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อหวังเปลี่ยนขั้วรัฐบาล รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยก็จะไม่สามารถอยู่ได้นาน เพราะจะถูกกระแสต่อต้านจากสังคมเหมือนกับ "รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช" และ "รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์"

สุด ท้ายก็อาจหนีไม่พ้นต้อง "ยุบสภา" หรืออาจเกิดการเปลี่ยนแบบฟ้าผ่าอีกรอบ และนั่นไม่เป็นผลดีกับพรรคร่วมฯ ที่ต้องตกเป็นจำเลยสังคมซ้ำซ้อน และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เร็วขึ้น

เพราะ อย่าลืมว่าภายใต้กติกาเลือกตั้งตามรธน.ปี 2550 จะมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ และสนามเลือกตั้งก็จะเป็นการฟัดกันระหว่างสองพรรคใหญ่ หญ้าแพรกอย่างพรรคเล็กมีแต่แหลกราน

สี่... ประเมินจากแต้มบวกของรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ชั่วโมงนี้แล้ว แนวโน้มเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลอาจอยู่ยาวจนหมดวาระ ซึ่งนั่นย่อมเป็นเหตุผลทำให้พรรคร่วมฯตัดสินใจง่ายขึ้นว่าการเลือกอยู่ใน สถานะรัฐบาลไปอีก 2 ปี ย่อมดีกว่าเป็นฝ่ายค้านแม้แต่วันเดียว ถึงแม้ต้องอยู่กันแบบหวานอมขมกลืน หรือนอนหันหลังให้กันก็ตาม

ห้า... ระยะเวลาหลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เข้าสู่การจัดทำงบประมาณ เปรียบได้กับ "ชิ้นปลามัน" วางให้เห็นอยู่หน้า สิ่งที่พรรคการเมืองต่างรอก็คือการคลอดงบประมาณ ซึ่งมาพร้อมกับโปรเจ็คท์ต่างๆที่จะได้เก็บหอมรอมริบ รวมถึงเก็บแต้มสร้างผลงานจากนโยบายที่จะไหลตามออกมาอีกระลอก

หก...ความ เคลื่อนไหวของ "ขบวนการทักษิณ" และ "ขบวนการเสื้อแดง" ถูกประเมินว่าไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลได้ ขณะเดียวกันความรุนแรงที่หวังจะนำไปสู่การรัฐประหาร ก็แทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเพราะนอกจากกระแสสังคมจะไม่ตอบรับแล้ว กองทัพทุกวันนี้ยังต้องเกาะกระแสขาขั้นของรัฐบาลด้วยซ้ำไป เหตุเพราะต้นทุนของกองทัพปัจจุบันนี้อยู่ในสถานะที่ถูกหวาดระแวงจากสังคม

ฉะนั้น แล้วการที่พรรคร่วมฯดูจะมั่นอก มั่นใจ ถึงขนาดขู่รัฐบาลเตรียมนับถอยหลังนั้น เอาเข้าจริงอาจเข้าตำรา "ไม่มีอะไรในกอไผ่" ก็เป็นได้

งานนี้อย่าประมาทปชป.ไปเชียว

เพราะเมื่อคิดสะระตะจากเหตุผลที่ว่ามา ในแง่ของนักการเมืองคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเกาะเก้าอี้รัฐบาลให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่าลืมว่าวลีของ "บรรหาร ศิลปอาชา" ที่ว่า "เป็นฝ่ายค้าน อดอยากปากแห้ง" ยังคงเป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้ !
------------------

aa
ประเทศนี้จะก้าวพ้นวงจรอุบาทก์ของการเมืองแบบ..""เป็นฝ่ายค้าน อดอยากปากแห้ง"....รึไม่? ก็อยู่ที่กึ๋นของคนอิสาณเหนือ...ที่เป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยโรคเอ๋อ...เพราะขาดธาตุไอโอดิน......เพราะห่างไกลทะเล....

๒-๓ ปีมานี้ กิจกรรมการเมือง

๒-๓ ปีมานี้ กิจกรรมการเมือง "ภาคประชาชน" รุ่งนะครับ บางจังหวัด-บางหมู่บ้าน อาชีพรับจ้าง "สวมเสื้อสี" สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ แรกๆ เป็นแค่งานอดิเรก แต่หลังจากที่ไอ้หน้ามืดหลังติดฝา สั่งบุกหนักต่อเนื่อง เลยกลายเป็นอาชีพหลักไปแล้ว

มีรถมารับ มีข้าวให้กิน มีเสื้อให้ใส่ เผลอๆ ได้โผล่หน้าออกโทรทัศน์ ใครบ้างจะไม่เอา ทิ้งงานปลูกพืช-ปลูกผักตามหัวไร่ ปลายนาต้นหน้าแล้งไปเลย ยิ่งตอนนี้โปรแกรม "ม็อบสัญจร" น่าสนใจ เพราะได้เคลื่อนย้าย ไม่แช่จนแฉะคาสนามหลวง คาหน้าบ้านป๋าเปรมอย่างแต่ก่อน...น่าเบื่อ!

อย่างอาทิตย์ที่แล้ว ได้เปิดหู-เปิดตาไปทั้งที่เขายายเที่ยง เขาสอยดาว โอกาสดีๆ อย่างนี้หาได้ง่ายซะที่ไหน เพราะนานปีจะมีไอ้บ้าอย่างนี้ซักคน ที่มันหลงตัว-หลงตน บังคับให้ ส.ส.ไปไล่ต้อนชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ให้มาสวมเสื้อแดงเป็น "ประชาชนของผม"

ไอ้ ส.ส.คนไหนอยากจองคิวรัฐมนตรี อยากตีตั๋วได้ลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่ต่อ ก็รับเป็นเจ้าภาพจ่ายค่าหัว-ค่าขนชาวบ้านไปซะดีๆ ไอ้ลูกพี่ก็ครึ้มอก-ครึ้มใจ นึกว่าเงิน ๓๐๐-๕๐๐ (ชักหัวคิว ๒๐%) สามารถซื้อคนมาเป็นสมุนล้มบ้าน-ล้มเมืองให้มันได้แล้ว!?

โกงเก่งเสียเปล่า แต่โง่บรรลัย เพราะไม่เคยปรากฏว่า "พี่น้องอีสาน" ยอมให้ใครหลอกไปล้มชาติ-ล้มสถาบันได้ มีแต่คนอีสานเมื่อรู้ว่ามึงมาหลอกกู กูก็หลอกแดกมึงก่อน เห็นเป็นอย่างนี้มาทุกยุค-ทุกสมัยกับนักการเมืองที่หอบเงินหวังไปหลอกซื้อคน อีสาน

เรื่องการเมืองนั้น สำหรับพี่น้องอีสาน "อยู่ในสายเลือด" โดยกำเนิด ถ้าจะสู้ทางการเมือง เลือดและจิตวิญญาณการเมืองคนอีสานเข้มข้นนัก เงินอย่าหมายไปง้าง ใครที่มักง่าย ประเมินจิตใจคนอีสานหยาบๆ กลับไปอ่านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแผ่นดินอีสาน และอ่านตำนานการต่อสู้ทางอุดมการณ์ของคนอีสานเสียก่อน

แล้วจะรู้ว่า "คนอีสาน" ฆ่านักการเมืองสถุล "ตายทั้งเป็น" ไปไม่รู้เท่าไหร่ เพราะไปหลอกเขา!?

ความเห็นเพิ่มเติม

ความจริงที่ป๋าเปลวต้องรู้อีกอย่างคือคนอีสานชอบนักการเมืองที่มีผลงาน แต่เรื่องทุจริตที่โพล์เคยบอกนั้นรัฐต้องทำงานด้านสื่อให้หนักกว่านี้ เพราะความมีผลงานแต่สุดท้ายประเทศล่มจมมันคุ้มกันไหม? รวยเป็นแสนล้านเพราะได้สัมปทานจากแผ่นดินแต่ไม่รู้จักพอยังหาทางโกงจากภาษีอีกแล้วยังจะฝากความหวังอะไรจากคนเช่นนี้ สัจธรรมที่ว่า "รวยแล้วไม่โกง" เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้เฒ่าหลายคนในแผ่นดินนี้ที่เคยหลงไปสนับสนุน และตอนนี้ก็เหมือนเป็นหอกข้างแคร่ของสังคมไทย เตรียมหันไปตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่น" เพียงหวังจะกลับมายิ่งใหญ่อีก คิดได้นะแต่คงยากเสียแล้ว

เพราะนานปีจะมีไอ้บ้าอย่างนี้ซ

เพราะนานปีจะมีไอ้บ้าอย่างนี้ซักคน ที่มันหลงตัว-หลงตน บังคับให้ ส.ส.ไปไล่ต้อนชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ให้มาสวมเสื้อแดงเป็น "ประชาชนของผม"
aaa
โอ้ยขำจริงขำจัง.....5555

55555นานๆจะมีไอ้บ้าอย่างนี้สักตัวโผล่มา..ในยุคประวัติศาสตร์สักตัวสองตัว....
ฟฟฟฟฟ
โกงเก่งเสียเปล่า แต่โง่บรรลัย เพราะไม่เคยปรากฏว่า "พี่น้องอีสาน" ยอมให้ใครหลอกไปล้มชาติ-ล้มสถาบันได้ มีแต่คนอีสานเมื่อรู้ว่ามึงมาหลอกกู กูก็หลอกแดกมึงก่อน เห็นเป็นอย่างนี้มาทุกยุค-ทุกสมัยกับนักการเมืองที่หอบเงินหวังไปหลอกซื้อคน อีสาน

ฟฟฟ

5555
เป็นความเก่ง-ฉลาดแกมโกงแกมชั่วของพลเมืองแบบไทยๆๆ?????.....ที่น่าทึ่ง???????????

รัฐประหารเข้าใจโดยง่ายก็คือใช

รัฐประหารเข้าใจโดยง่ายก็คือใช้อาวุธเข้าแย่งและยึดอำนาจการปกครองส่วนประชาธิปไตยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคืออำนาจปกครอง สาระมีเพียงเท่านี้ ข้ออ้างใด วาทกรรมใดๆเป็นเพียงกระพี้เพื่อให้ดูดี ประชาชนต้องพิจารณาให้ดีว่าใครคือฝั่งที่ใช้และสนับสนุนการใช้อาวุธซึ่งปรากฎมาในหลายรูปแบบ แม้กระทั่งรูปแบบที่วางเฉย หรือ ใครกันที่ใช้หรือสนับสนุนเสียงของประชาชนเท่านั้น จึงจะเรียกว่าประชาธิปไตย

พิสูจน์แล้วว่าวิธีการ...ของระ

พิสูจน์แล้วว่าวิธีการ...ของระบอบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมากสามานย์เป็นสรณะไม่เป็นหลักประกันว่าจะได้คนดีปกครองบ้านเมือง......ต้องเอาหลายๆวิธี....หลายๆกระบวนการหลายๆขั้นตอน.....มาถ่วงดุลย์กัน.....

แต่อันดับแรกควรยกเลิก สส.สัดส่วน ปิดทางนายทุนชั่วเข้ายึดกุมอำนาจรัฐโดยตรงและอย่างง่ายดาย....แค่มีเงิน..ไอ้พวกบัดซบ

ท่าทางรัฐบาลพลัดถื่นเวิร์กวุ้

ท่าทางรัฐบาลพลัดถื่นเวิร์กวุ้ย เหลืองขี้ออกมาดิ้นกันใหญ่ 555

กรูอ่านจบและ อ่านไปสามจบ ใน

กรูอ่านจบและ อ่านไปสามจบ ใน สิบวินาที ไม่เห็นมีอะไร เขียนยังกะให้เด็กป.1 อ่าน อิ อิ

สรุป อ่ะ

จะตั้งก็รีบๆตั้งเข้าสิวะ กูก็อยากจะเห็น

ทฤษฎีกับปฏิบัติน่ะ มันเหมือนกันรึเปล่า อย่ามัวแต่เห่าอยู่เลยวะ อิ อิ อิ กร๊ากกกกกกกก กั่กกกกกๆๆๆๆๆ

1. Between "Thaksin's regime"

1. Between "Thaksin's regime" and "That coup", the former is

worse. And may be the worst of all time till now !!

2. There are many evils in our country, Thaksin is the first priority.

3. After Thaksin's threat, there is no Utopia, come on...Don't be the

Extremist, DJ. No such a thing on Earth ! Be realistic !!

4. And after that, the next theat shall be addressed....

บทความที่ให้ความรู้จำเป็นอย่า

บทความที่ให้ความรู้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นต้องมีมารยาท ความเห็นแตกต่างเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ และควรมีอย่างยิ่ง สำหรับเหตผลของผู้มีปัญญาที่จะนำข้อมูลที่ถูกต้อง เหตผลที่ใคร่ครวญแล้วมาหักล้างกัน น่าจะเป็นประโยชน์กว่านะครับ บางท่านยังไม่รู้ตัวว่าอยู่ในกะลา ทำการบ้านให้มากกว่านี้แล้วค่อยมาแสดงความเห็นนะครับ

เราควรจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อ

เราควรจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อที่จะนำบ้านเมืองของเรากลับมารุ่งเรืองดังเดิมไม่ดีเหรอครับ ลดทิฐิละความโลภที่อยากได้ไว้ก่อนได้ไหมครับ ถ้าเรามาปรองดองกันและเลือกสรรค์ผู้ที่เก่งในแต่ละสาขาอาชีพ มาพัฒนาบ้านเมืองของเราให้เจริญทันนานาอารยะประเทศซึ่งเขาไปกันถึงไหนแล้วเรายังย่ำอยู่กับที่อยู่เลย ถ้าเรายังขาดความสามัคคีในบ้านเมืองก็อย่าหวังว่าชาติบ้านเมืองจะเจริญเลยครับ แม้แต่จะมองหน้าชาวโลกเรายังไม่กล้าสบตาเขาเลยครับท่านผู้มีอำนาจในบ้านเมืองทั้งหลาย สงสารตัวเองบ้างเถอะครับ

อ่านซะ

อ่านซะ จะได้ไม่งัวเงีย
http://www.bangkokbiznews.com/2006/special/tdri/tdri004.pdf

ขอเสริมอีกหน่อย

ขอเสริมอีกหน่อย
http://www.bangkokbiznews.com/2006/special/tdri/tdri004.pdf

ใจเย็นไม่ได้หรอกน้องเอ๋ย

ใจเย็นไม่ได้หรอกน้องเอ๋ย เพราะท่านทักษิณยุคดิจิตอล รวดเร็ว ว่องไว ฉลาดในการโกงมากกว่ามาร์กอส 100 เท่า ถึงตอนนั้นประเทศไทยจะถูกขึงพืด

อ่านนี่แล้วกัน http://www.bangkokbiznews.com/2006/special/tdri/tdri004.pdf

ประเด็นการตัดสินใจของปชป.ต่อญ

ประเด็นการตัดสินใจของปชป.ต่อญัตติการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ผมมองผลกระทบเหมือนสมบัตินิด้าครับ.....พรรคร่วมแสดงบทสุนัขเห่าไม่กัดต่อไป...เกมนี้เป็นงานสองสภาซึ่งยังไงเสียในวุฒิสภา ปชป.เหนือกว่าเห็นๆ

ส่วนในเรื่องมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นเกมในสภาผู้แทนและวุฒิสภาไม่เกี่ยวนั้น ผู้แทนพรรคร่วมมีโอกาสได้ระบายอภิปรายกันบ้าง ผู้นำพรรคร่วมคงใช้เวลาช่วงอภิปรายต่อรองกับปชป. เรื่องผลการลงคะแนน แต่มองจากซิกแนลที่หลายฝ่ายส่งออกมาทางสื่อ รวมถึงฝ่ายทหารด้วย สถานะของปชป.จะยังคงนิ่งแน่นต่อไปแน่นอน ไม่มั่นใจมาร์กไม่บินไปต่างประเทศไปโชว์วิสัยทัศน์ช่วงนี้หรอกครับ

เมื่อเกมในสภาพรรคเพื่อแม้วเดินต่อไม่ออก เกมนอกสภาแม้จะวายวอดลงไปทุกขณะจิต แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่อาจแก้เกมก่อนวันตัดสินคดีได้ ก็คงใช้ก่อกวนรัฐบาลกันไปแบบม็อบเงินด่วน...

ปชป.นั้นในขณะนี้กลัวเรื่องยุบพรรค เรื่องเดียวจริงๆ แต่เรื่องนี้น่าจะดึงยาวไปให้ผลหลังตัดสินคดีแม้วได้ ไม่ยากนัก.....

ถ้าผ่านเรื่องยุบพรรคไปได้ คงได้ดูปชป.บริหารประเทศไปจนครบวาระ

ผมเองไม่ค่อยชอบวิธีบริหารรัฐบาลของปชป.ในอดีต แต่สำหรับชุดปัจจุบันผมให้ผ่านได้ครับ เพิ่มการจัดการด้านการตรวจสอบการใช้งบประมาณ และเชือดไก่ตัวใหญ่ๆให้ลิงดูบ้าง อย่างบรรหาร เนวินก็คงทำได้แต่หงอ..... ปากกล้าขาสั่น ขออยู่ร่วมกันต่อไป

....ก็ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในเขม

....ก็ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในเขมรไง มีฮุนเซนที่พร้อมจะเป็นศัตรูกับไทยทุกเมื่อ.....ว่าแต่เขมรพร้อมที่จะรบกับไทยหรือยัง...

Let me guess, khun Chaem, the

Let me guess, khun Chaem, the second worst threat is......Thaksin's rival No. 1 : )

This article says something

This article says something about cumulative abnormal return and predicted losses to the thai government from what you called "the gray policy". Unfortunately it is too early to conclude that mr. thaksin really did something wrong. Since this article can not prove that the purchasing`s right in telecommunication business before the change by mr. thaksin, is resonalble or not , then this article can prove nothing. Besides, there is a fact that the purchasing`s right in these stuffs before mr. thaksin changed it, is quite expensive compares to that of other countries like Taiwan and Hong Kong. (e.g. ITV`s case etc. ) So it is still too early to say that mr.Thaksin is changing the policy for himself or for the whole society.
The author of this article is trying to make this article to be an academics article, but from my point of view,I think this one is nothing more than an article aim for political agenda based on rough estimation.

UxOZDCPy nJRmdoR

UxOZDCPy nJRmdoR

MyHFOV Valium Phentermine

WrGgYdB Cialis Buy

FAQSvc Buy Ambien Buy Valium

cxuPXS Cheap Tramadol Ambien