สัมภาษณ์ "ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์" เนื่องใน "วันครู"
“อรรคพล สาตุ้ม” สัมภาษณ์ “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” เนื่องในวันครู 16 ม.ค. โดยชวนสนทนาในเรื่องวัฒนธรรมความรู้ การศึกษา และปัญญาชนไทย และทำไมนักวิชาการจึงสน (และไม่สน) ประชาธิปไตย?
สำหรับศิโรตม์ เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่องแรงงานวิจารณ์เจ้า และประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา เคยเป็นบรรณาธิการวารสารวิถีทรรศน์ชุดโลกาภิวัตน์ ล่าสุดศิโรตม์เพิ่งแปลหนังสือเรื่อง รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า ปัจจุบันเป็นนักวิชาการรับเชิญที่โครงการสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
000
1
“วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยไทยไม่คิดถึงการอยู่ร่วมกันของคณาจารย์และนักศึกษาในฐานะชุมชนทางปัญญา แต่เป็นโครงสร้างลำดับขั้นที่อาจารย์มีสถานะสูงสุด ส่วนชนชั้นในหมู่คณาจารย์จะเป็นอย่างไร ก็เป็นอีกกรณี
อย่าลืมว่าเมืองไทยเรียกการบรรยายว่า “ไปสอน” เรียกนักศึกษาว่า “ลูกศิษย์” เรียกผู้บรรยายว่า “อาจารย์” คำเหล่านี้มีความหมายทางวัฒนธรรมไม่น้อยกว่าความหมายตามตัวอักษร การแทนคำว่า “ไปสอน” ด้วยคำว่า “ไปนำสัมมนา” แทน “ลูกศิษย์” ด้วย “เพื่อนร่วมงาน” หรือแทน “อาจารย์” ด้วย “คุณ” เปลี่ยนลำดับชั้นทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาได้รุนแรงจนไม่มีใครยอมแน่นอน
ประจักษ์พยานของทัศนะบูชาครูจนล้นเกินคือการจำกัดสิทธินักศึกษาในการยืมหนังสือห้องสมุด เราพูดกันมากว่านักศึกษาไม่เข้าห้องสมุด แต่ที่ไม่มีใครพูดคืออาจารย์มีสิทธิยืมหนังสือได้มากและในเวลานานกว่านักศึกษาจนเหลือเชื่อ หลายมหาวิทยาลัยไม่มีระบบให้ผู้ยืมเรียกคืนหนังสือด้วยซ้ำ ผลก็คือโอกาสในการอ่านหนังสือของนักศึกษาถูกพรากไปด้วยข้ออ้างง่ายๆ ว่าถึงอย่างไรนักศึกษาก็ไม่อ่าน คำตอบแบบนี้จะไม่มีทางเกิดได้เลยถ้าเลิกคิดว่าคณาจารย์เข้าถึงตัวบทศักดิ์สิทธิ์ได้เหนือคนปกติ และมองนักศึกษาเป็นสมาชิกชุมชนวิชาการไม่น้อยกว่าบรรดาคณาจารย์”
2
“ควรคลายความวิตกว่ามหาวิทยาลัยและนักวิชาการเป็นพวกหัวนอกในหอคอยงาช้าง เพราะที่จริงแล้ว มหาวิทยาลัยไทยไกลจากความเป็นหอคอยงาช้างสุดกู่ เราไม่เคยสนความรู้ที่ใช้งานและขายไม่ได้ การอุดมศึกษาของไทยเน้นการผลิตความรู้เชิงเทคนิคเพื่อประโยชน์ทางวัตถุที่จับต้องได้ภายใต้วัฒนธรรมการเรียนรู้แบบศักดินาที่แสนจะเป็นไทยมาโดยตลอด
การผสมผสานความเหลวไหลแบบไทยกับพลังของสถาบันสมัยใหม่เป็นบุคลิกของการอุดมศึกษาไทยในปัจจุบัน”
3
“นักวิชาการหลายรายทำงานบนโลกทัศน์ตายตัวว่าด้วยความอ่อนแอทางเศรษฐกิจสังคมของชาวนาและทัศนะศักดินาย้อนยุคของคนจนในชนบท งานอย่างสองนคราประชาธิปไตย การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ การเมืองภาคประชาชนในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย หรืองานของรังสรรค์และประเวศหลายชิ้นมีลักษณะคล้ายๆ กันในแง่ที่ถึงที่สุดแล้วมองสังคมไทยสมัยใหม่ผ่านแว่นหลายแบบที่ทำให้เห็นภาพคนจนชนบทเฉพาะด้านการล่มสลายของสังคมชาวนา มองแต่ความจำเป็นที่พวกเขาต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายอุปถัมภ์ของอำนาจท้องถิ่น และถึงที่สุดคือไม่เชื่อว่าคนกลุ่มนี้มีวิธีของเขาในการต่อรองกับสังคมสมัยใหม่ต่างๆ นานา
ในมุมนี้ ชาวนาในชนบทต้องมีนายคุ้มหัวไม่ต่างจากไพร่โบราณมีมูลนายต้นสังกัด คนเหล่านี้ตัดสินใจทางการเมืองโดยอิสระไม่ได้ ผู้แทนจากการเลือกตั้งของพวกเขาจึงไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนในความหมายที่แท้จริง
… การมองชาวนาและคนจนชนบทแบบนี้ทำให้คนฝั่งนี้ดีใจแทบคลั่งกับวาทกรรมพระราชอำนาจ รัฐประหาร 19 กันยา รัฐธรรมนูญ 2550 ขบวนการพันธมิตร ตุลาการวิบัติ ฯลฯ พวกเขาจัดวางการเมืองและวาทกรรมหลงยุคนี้เป็นส่วนหนึ่งของการต้านพลังทุน…”
000

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (ที่มา: แฟ้มภาพ a day weekly)
วันครูและปัญญาชนไทย
ในจารีตทางปัญญาของไทย ครูไม่ได้เป็นแค่ผู้รู้ที่พร้อมด้วยศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆ ครูไม่ได้หมายถึงแค่ปัจเจกชนที่ร่ำเรียนจนมีคุณวุฒิมีวุฒิบัตรทางการศึกษาเยอะแยะเต็มไปหมด ครูที่เราคาดหวังตามอุดมคติในจารีตแบบนี้คือผู้บรรลุความรู้ชั้นสูงจนมีสัจธรรมสูงสุดในมือ ครูคือปราชญ์ ครูเป็นอภิมนุษย์ที่การมีความรู้แยกไม่ออกจากการมีบุญบารมีบางอย่าง ครูถูกนับถือ หรือจะพูดว่าถูกคาดหวังก็ได้ ว่ามีศีลธรรมสูงส่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป
ยิ่งคิดถึงสังคมก่อนสมัยใหม่ ก็ยิ่งเห็นภาพครูผู้ทรงบารมีมากขึ้น โหราศาสตร์และไสยศาสตร์ซึ่งเป็นความรู้สำคัญของอดีตสังคมจึงบังคับให้ครูมีพรตเหนือมนุษย์ หาไม่แล้ว วิชาความรู้จะหายไป
โปรดอย่าคิดว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่ความรู้และเลอะเทอะเหลวไหล คำนำของรัชกาลที่ 5 ในพระราชพิธีสิบสองเดือนกล่าวไว้ชัดๆ ว่าราชสำนักไทยถือว่าไสยศาสตร์และคติพราหมณ์เป็นส่วนหนึ่งของราชประเพณีมาช้านาน ถึงจะรู้ว่าสองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาเลยก็เถอะ
อาจารย์มหาวิทยาลัยมีอาชีพเหมือนครู แต่ไม่มีคุณสมบัติภายในแบบนี้ เราไหว้อาจารย์มหาวิทยาลัยเพราะปริญญาที่คนพวกนี้แบกไว้เหนือเกล้า ไหว้เพราะบรรดาศักดิ์ในสถานศึกษา ไหว้เพราะคุณสมบัตินอกตัวเขา แต่เราไม่ได้ไหว้คุณสมบัติภายในตัวเขาแบบเดียวกับเวลาไหว้ครู
อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ถูกยกย่องในแง่ความเป็นครูคืออาจารย์ที่มีคุณสมบัติภายในบางแบบ นั่นคือสอนศิษย์ให้เป็นคนดี ฝากงาน หาทุนวิจัย ส่งไปเรียนต่อ ช่วยเหลือผู้อื่น เอื้อเฟื้อต่อชุมชน รักความเป็นธรรม ฯลฯ ความซาบซึ้งแบบนี้ทำให้นักศึกษาบางคนเคลิบเคลิ้มขนาดเห็นอาจารย์เป็นผู้ให้กำเนิดอีกราย ที่นับญาติกับอาจารย์ของอาจารย์ว่าเป็นลูกศิษย์หลานศิษย์แบบไทยๆ เลยก็มี
คนที่อึดอัดกับการไหว้ครูในมหาวิทยาลัย ไม่ต้องแปลกใจ พิธีนี้ยักยอกอุดมคติจารีตมาใช้ในสถาบันการศึกษาสมัยใหม่ ความประดักประเดิดและเข้ากันไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดา มีนักศึกษาที่ปกติกี่คนมองอาจารย์มหาวิทยาลัยเหมือนครูที่สอนเราสมัยประถมหรือมัธยม
อุดมคติเรื่องครูแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง คตินี้เกี่ยวแน่ถ้าคิดถึงมันในบริบทสังคมที่แบ่งลำดับชั้น ยอมรับความสัมพันธ์แบบไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อยที่เห็นว่าผู้น้อยเป็นติ่งของผู้ใหญ่ ไพร่เป็นติ่งของกษัตริย์และมูลนาย และนักวิชาการรุ่นจิ๋วต้องใต้สังกัดนักวิชาการรุ่นใหญ่ ในที่สุดคตินี้แยกไม่ออกกับโลกทัศน์ทางการเมืองหลงยุคแบบศักดินาโบราณ
ทำไมอุดมคติแบบนี้ยืนยงได้? คำตอบคือสังคมมีพิธีกรรมตอกย้ำความสูงส่งของครูไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น พิธีไหว้ครู พิธีครอบครู ฯลฯ ขณะเดียวกัน พิธีนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ว่าครูได้ถ่ายทอดคุณสมบัติภายในบางอย่างให้เรา เรารับคุณสมบัตินี้จากครู เราเป็นส่วนหนึ่งของครูไปตลอดชีวิต เราเป็นหนี้ครูเพราะครูให้ชีวิตที่วิเศษ ครูคือประทีป ครูมีสถานะกึ่งเทพ อวตารอยู่ในเราตลอดเวลา
ถ้าถามว่าตะวันตกไหว้ครูมั้ย เท่าที่รู้คือไม่มี มีการเคารพในฐานะ mentor แต่ไม่ธรรมดาแน่ถ้าใครไหว้ใครเยี่ยงเทพ ครูที่ผมเคารพมากคนนึงคือบาร์บาร่า อันดาย่า เป็นครูที่ดีจนทำให้รู้ว่าอาจารย์ที่ดีต้องเป็นแบบนี้ ความเป็นครูแบบนี้ไม่ได้เกิดจากศีลธรรมส่วนบุคคล แต่จากการอ่านงานทุกบรรทัด ตรวจทุกย่อหน้า ช่วยแก้ทุกข้อความ วิจารณ์แบบช่วยให้เราคิดได้ถี่ถ้วนรอบด้านมากขึ้น ไม่ใช่วิจารณ์เพื่อให้ตัวเองดูมีภูมิ วิจารณ์เพื่อสรุปว่าข้าพเจ้าเท่านั้นที่ฉลาดและรู้มากที่สุด เหมือนที่คนบางจำพวกในบ้านเราเข้าใจว่าคือการวิจารณ์ที่ดี
สำหรับโลกตะวันตก ครูคือปัญญาชน ครูคือวิชาชีพ ความเป็นครูคือการประกอบอาชีพประเภทหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับการมีศีลธรรมพิเศษหรือมีบุญบารมี ครูจึงไม่วิเศษวิโสกว่าอาชีพอื่น และในครูด้วยกันก็ไม่มีวรรณะต่างกันระหว่างครูโรงเรียนอนุบาลกับอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่มีชนชั้นระหว่างอาจารย์จบปริญญาเอกจากต่างประเทศกับครูประถมที่จบวิทยาลัยการศึกษาธรรมดาๆ
ความเป็นปัญญาชนคืออะไร? ปัญญาชนแบบตะวันตกไม่ใช่คุณสมบัติภายในอย่างเดียว ด้านหนึ่งเป็นเรื่องของอาชีพ แต่อีกด้าน ก็เป็นเรื่องของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางปัญญา ชุมชนนี้หมายถึงสถาบันการศึกษา หมายถึงกลุ่มนักอ่าน หมายถึงห้องสมุด หมายถึงการทำงานเผยแพร่ความคิด หมายถึงการค้นคว้าและเขียน หมายถึงการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ หมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงทั้งวงกว้างและแคบในเรื่องที่ตัวเองสนใจ
ฟังเหมือนปัญญาชนไม่ต้องมีศีลธรรม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ความเป็นปัญญาชนในโลกตะวันตกแยกไม่ออกกับศีลธรรมในความหมายของสถาบันศาสนา สถาบันวิชาการมหาศาลเกิดจากศาสนิกชนเพื่อเผยแพร่ศาสนา การศึกษาสมัยใหม่เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันภูมิปัญญาแบบเทววิทยาตั้งแต่แรก แต่พอนานเข้าก็แยกทางกัน สู้กัน บางแห่งก็เดินเป็นเส้นขนานกันอย่างสิ้นเชิง บางแห่งก็ถือเป็นกิจกรรมทางโลกที่ศาสนิกชนสนับสนุนโดยสถานศึกษาไม่มีภารกิจเผยแพร่ศาสนาอีกต่อไป
มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนใหญ่ๆ ในโลกเยอะแยะที่ศาสนจักรก่อตั้ง แต่ทุกวันนี้มีการสอนศาสนาอยู่นิดเดียว หรือหลายที่ก็ไม่มีเลย และที่มีก็ไม่ได้สอนการบำเพ็ญภาวนาหรือปลูกฝังศีลธรรมตามหลักศาสนา แต่เป็นการเรียนในแง่เทววิทยา
สถานศึกษาในโลกตะวันตกเป็นเรื่องการครอบงำแน่ แต่วัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองก็มีฐานที่เข้มแข็งด้วย ความรู้ที่ตั้งคำถามกับความรู้เก่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมความรู้อย่างแยกกันแทบไม่ได้ แนวคิดที่ตั้งคำถามกับปัญญาชนและระบบการศึกษามีเยอะแยะเต็มไปหมด คำว่าปัญญาชนสำหรับนักคิดหลายคนแล้วชักชวนให้หันหลังให้ความเป็นปัญญาชนด้วยซ้ำไป
มาร์กซ์พูดมานานแล้วว่าปัญญาชนเป็นโครงสร้างส่วนบนที่เผยแพร่อุดมการณ์เพื่อการกดขี่ขูดรีดระหว่างชนชั้น กรัมชี่บอกว่าปัญญาชนทำให้เกิดสามัญสำนึกว่าการขูดรีดในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องปกติ อัลธูแซร์มองสถานศึกษาและสถานทางปัญญาเกือบทั้งหมดในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐ ปัญญาชนทำหน้าที่เดียวกับทหารและตำรวจ แต่คนละเฉดคนละมุม แนวคิดเรื่องวาทกรรมของฟูโกต์ก็ชี้ให้เห็นอันตรายของวาทกรรมที่ปัญญาชนบางประเภทสร้างขึ้น นักคิดแนวหลังอาณานิคมอย่างซาอิดและคนอื่นๆ เห็นว่าสภาพจิตแบบอาณานิคมนั้นเกี่ยวแน่กับความรู้ที่ปัญญาชนสร้างขึ้น มีการศึกษาภาพถ่าย ดนตรี หนัง ฯลฯ เต็มไปหมดที่ชี้ว่าปัญญาชนสร้างระบอบความรู้ที่อันตราย
สรุปให้สั้นก็คือเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะเกิดการโจมตีว่าแท้จริงแล้วปัญญาชนเป็นตัวการตอกตรึงผู้คนให้อยู่ในโครงข่ายอำนาจตลอดเวลา
ถ้ามองวัฒนธรรมครูในมุมนี้ ปัญญาชนไทยนั้นแสนจะเป็นไทยมากกว่าที่ตัวเองคิด ปัญญาชนแนวจารีตนั้นไม่ปฏิเสธความเป็นไทยของตัวเองแน่ๆ ส่วนปัญญาชนแนววิพากษ์ก็เสพติดคติบูชาครูไม่ต่างกัน ครูพูดเรื่องมาร์กซ์อย่างไร ก็ว่าตามนั้น เขาสอนฟูโกต์แบบไหน ก็จำมันแบบนั้น เขาวิจารณ์สถาบันแบบไหน เราก็สูดคำวิจารณ์นั้นเข้าไปเต็มปอด เขาตั้งคำถามกับใคร เราก็ตั้งคำถามทำนองเดียวกัน กลายเป็นวิพากษ์วิจารณ์โลกได้ทั้งโลกเพื่อกราบครูบาอาจารย์ไว้เหนือหัวตลอดเวลา
อย่าไปห่วงเรื่องปัญญาชนหรือนักวิชาการจะไม่มีความเป็นไทย ทุกคนเป็นไทยทั้งนั้น เหตุผลคือไม่มีใครหรอกที่ไม่อยากมีครู ครูในอุดมคติแบบนี้ไม่ใช่เป็นแค่สถานภาพทางศีลธรรม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ในวงวิชาการไม่น้อย สัมพันธภาพกับครูบางลักษณะจึงยังให้เกิดสถานะพิเศษทางศีลธรรม สัมมาชีพ และเศรษฐทรัพย์ ได้ตลอดเวลา
อุดมศึกษาของไทย
กำเนิดของสถาบันอุดมศึกษาไทยกับตะวันตกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรื่องนี้สำคัญมากต่อการทำความเข้าใจบุคลิกของการศึกษาและปัญญาชนนักวิชาการไทย
กล่าวโดยย่อแล้ว การศึกษาในโลกตะวันตกในความหมายกว้างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยรัฐ เหตุผลทางการเมืองสมัยใหม่ สถานศึกษาไม่ใช่สถานที่สาธารณะ และการศึกษาก็ไม่ใช่สาธารณกิจ ในทางตรงกันข้าม การศึกษาเป็นเรื่องของผู้มีอันจะกิน คนกลุ่มนี้รุ่มรวยจนไม่ผิดปกติที่จะศึกษาเพื่อแสงสว่างทางปัญญาล้วนๆ วิชาความรู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษาตะวันตกตั้งแต่ต้นคือปรัชญา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ เทววิทยา วรรณคดี อีกนัยคือวิชาที่เน้นแสวงหาพุทธิปัญญาโดยไม่สนใจอรรถประโยชน์ของความรู้โดยตรง
ความร่ำรวยของการศึกษาตะวันตกทำให้สถานศึกษาเป็น “หอคอยงาช้าง” ซึ่งมีความหมายตามตัวอักษรที่น่าภาคภูมิใจโดยแท้ คือเป็นชุมชนของชนผู้รักในความรู้ซึ่งไม่จำเป็นต้องตอบคำถามว่าจะเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร
การศึกษาสมัยใหม่ของไทยไม่มีประวัติแบบนี้ ของอีกหลายประเทศที่ภาษาอาณานิคมเรียกง่ายๆ ว่า “โลกที่สาม” ส่วนใหญ่ก็เช่นกัน ในด้านหนึ่ง ประเทศกลุ่มนี้ยากไร้จนลงทุนกับการเรียนสาขาที่ “ไม่จำเป็น” ไม่ได้แน่ๆ การศึกษาในสังคมแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรัฐในความหมายแคบ การศึกษาเกิดขึ้นเพื่อผลิตบุคลากรแบบที่ชนชั้นปกครองเห็นว่าจำเป็น ส่วนการอุดมศึกษาก็ยิ่งชัดว่าเกิดเพื่อผลิตข้าราชบริพารและมหาดเล็กมาตั้งแต่ต้น จากนั้นก็คือเป็นโรงเรียนผลิตข้าราชการ ผลิตนักเทคนิคเพื่อการ “พัฒนา” ประเทศ และท้ายที่สุดก็คือการผลิตทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับตลาดและวิชาชีพที่สังคมทุนนิยมต้องการ
งานเขียนเรื่องปฏิรูปการศึกษาของอ.เสน่ห์ จามริก อ้างเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีบ่อยมากเรื่องการศึกษาเพื่อให้ทุกคนเป็นคนเท่ากัน แต่ความเท่ากันในที่นี้หมายถึงการเป็นพลเมืองของรัฐอย่างเซื่องๆ คนเท่ากันได้ในความหมายที่ทุกคนเป็นกำลังแรงงานหรือทรัพยากรมนุษย์เพื่อราชการและตลาดทุนนิยม ไม่ใช่เท่ากันในฐานะความเท่าเทียมทางการเมือง
ชนชั้นปกครองให้ความสำคัญกับการศึกษาในแง่อรรถประโยชน์และวิชาชีพมาโดยตลอด สาขาวิชาที่ท่านชายและราชนิกูลในอดีตนิยมไปเรียนในต่างประเทศคือวิศวกรรม การทหาร และการแพทย์
มีน้อยมากที่จะเรียนทางละคร ภาษา หรือปรัชญา คณะที่มีการเรียนการสอนเป็นแห่งแรกๆ ในประเทศไทยคือนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ เพราะสองคณะสร้างคนไปปกครองท้องถิ่นและประชาชนในนามรัฐบาลกลาง สร้างข้าราชการมหาดไทย ผู้พิพากษา ตำรวจ ฯลฯ จะเป็นรัฐบาลของกษัตริย์หรือรัฐบาลในระบอบรัฐธรรมนูญก็ตาม
คณะที่เก่าแก่ไล่เลี่ยกันคือคณะอย่างเศรษฐศาสตร์ และบัญชี สองสาขานี้เป็นวิชาชีพสำหรับสังคมสมัยใหม่โดยแท้ แพทยศาสตร์ก็เช่นกัน โรงเรียนแพทย์ยุคต้นเกิดเพื่อบริการผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่คือชนชั้นสูงในกรุงเทพชั้นใน ในทางกลับกัน การเรียนปรัชญา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วรรณคดี คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นเรื่องสำคัญในการอุดมศึกษาไทย รวมทั้งในโลกทัศน์ที่คนไทยมีต่อการศึกษาเอง
เมื่อเป็นแบบนี้นานเข้า วิชาอย่างประวัติศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ก็มีสภาพใกล้ตาย หลายมหาวิทยาลัยพูดถึงการยุบภาควิชาประเภทนี้ มีนักศึกษาระดับหัวกะทิน้อยมากที่เลือกเรียนสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ ขณะที่วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เป็นคณะคะแนนต่ำสุดในสายวิทยาศาสตร์มาเป็นเวลานาน
กรณีวิทยาศาสตร์นั้นน่าสนใจ เพื่อนที่นับถือคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเป้าหมายของการตั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์คือการสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ รัฐบาลทุ่มงบไปมากมายก็เพราะเหตุนี้ แต่พอเปิดโรงเรียนไปสักพัก เด็กกลับไปสอบเข้าหมอเข้าวิศวะไปหมด กลายเป็นว่าการสร้างโรงเรียนไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ แต่ไปสร้างลูกจ้างให้โรงพยาบาลเอกชนกับโรงงานอุตสาหกรรม โรงเรียนกลายเป็นเตรียมอุดมหรือสวนกุหลาบแห่งใหม่โดยปริยาย
อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ควรได้เครดิตจากคำพูดที่พูดไว้เป็นเวลาสิบปีๆ แล้วถึงการขาดความเป็นเลิศทางวิชาการและลักษณะลุ่มหลงในเทคนิควิทยาของการอุดมศึกษาไทย แต่นอกจากประเด็นนี้ อุดมศึกษาไทยยังมีปัญหาเรื่องอื่นด้วย นั่นคือทัศนะที่มีต่อตัวการศึกษาเอง
การศึกษาไทยยุคก่อนสมัยใหม่คือการศึกษาแบบพระ จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ฐานของการศึกษาสมัยใหม่ในปัจจุบัน แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโบราณมีผลต่อการศึกษาสมัยใหม่มากกว่าที่เราคิด นั่นคือวัฒนธรรมการเรียนที่เน้นความสำคัญของการรู้ตัวบทศักดิ์สิทธิ์เพื่อเข้าถึงความจริงสูงสุด รู้พระไตรปิฎก อ่านบาลี อ่านชาดก อ่านพระเวท อ่านคัมภีร์โบราณ ฯลฯ เพื่อเข้าใจ “จักรวาลวิทยา” ของความจริงทั้งหมดที่คัมภีร์เขียนไว้เป็นกุญแจไขโลกความรู้ของเรา
วัฒนธรรมความรู้แบบนี้อ่อนแอลงหรือไม่ในระบบมหาวิทยาลัย? คำตอบคือมีบ้าง แต่ไม่มากนัก
ประเด็นสำคัญคือราชบัณฑิตโบราณสร้างเขตอำนาจของตัวด้วยวิธีผูกขาดการเข้าถึงตัวบทมาโดยตลอด ความรู้ถ่ายทอดโดยการสอนตัวต่อตัวและรุ่นต่อรุ่น การอ่านไม่ใช่ส่วนสำคัญในระบบการศึกษาไทย แต่คือการสอนและฟังคำบรรยายให้ครบถ้วนต่างหาก วัฒนธรรมนี้แทบไม่เปลี่ยนในสมัยนี้ แม้การเข้าถึงความรู้จะง่ายขึ้นโดยการพิมพ์และวิทยาการสมัยใหม่ แต่การอ่านก็ไม่ใช่หัวใจของวิธีแสวงความรู้แบบไทยอยู่ดี ทัศนะคติว่าครูบาอาจารย์คือผู้ทรงภูมิธรรมไม่เคยจางหายไป อาจเปลี่ยนรูปไปบ้าง แต่ไม่เสื่อมคลายนักจากเดิม
วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยไทยไม่คิดถึงการอยู่ร่วมกันของคณาจารย์และนักศึกษาในฐานะชุมชนทางปัญญา แต่เป็นโครงสร้างลำดับขั้นที่อาจารย์มีสถานะสูงสุด ส่วนชนชั้นในหมู่คณาจารย์จะเป็นอย่างไร ก็เป็นอีกกรณี
อย่าลืมว่าเมืองไทยเรียกการบรรยายว่า “ไปสอน” เรียกนักศึกษาว่า “ลูกศิษย์” เรียกผู้บรรยายว่า “อาจารย์” คำเหล่านี้มีความหมายทางวัฒนธรรมไม่น้อยกว่าความหมายตามตัวอักษร การแทนคำว่า “ไปสอน” ด้วยคำว่า “ไปนำสัมมนา” แทน “ลูกศิษย์” ด้วย “เพื่อนร่วมงาน” หรือแทน “อาจารย์” ด้วย “คุณ” เปลี่ยนลำดับชั้นทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาได้รุนแรงจนไม่มีใครยอมแน่นอน
ประจักษ์พยานของทัศนะบูชาครูจนล้นเกินคือการจำกัดสิทธินักศึกษาในการยืมหนังสือห้องสมุด เราพูดกันมากว่านักศึกษาไม่เข้าห้องสมุด แต่ที่ไม่มีใครพูดคืออาจารย์มีสิทธิยืมหนังสือได้มากและในเวลานานกว่านักศึกษาจนเหลือเชื่อ หลายมหาวิทยาลัยไม่มีระบบให้ผู้ยืมเรียกคืนหนังสือด้วยซ้ำ ผลก็คือโอกาสในการอ่านหนังสือของนักศึกษาถูกพรากไปด้วยข้ออ้างง่ายๆ ว่าถึงอย่างไรนักศึกษาก็ไม่อ่าน คำตอบแบบนี้จะไม่มีทางเกิดได้เลยถ้าเลิกคิดว่าคณาจารย์เข้าถึงตัวบทศักดิ์สิทธิ์ได้เหนือคนปกติ และมองนักศึกษาเป็นสมาชิกชุมชนวิชาการไม่น้อยกว่าบรรดาคณาจารย์
ควรคลายความวิตกว่ามหาวิทยาลัยและนักวิชาการเป็นพวกหัวนอกในหอคอยงาช้าง เพราะที่จริงแล้ว มหาวิทยาลัยไทยไกลจากความเป็นหอคอยงาช้างสุดกู่ เราไม่เคยสนความรู้ที่ใช้งานและขายไม่ได้ การอุดมศึกษาของไทยเน้นการผลิตความรู้เชิงเทคนิคเพื่อประโยชน์ทางวัตถุที่จับต้องได้ภายใต้วัฒนธรรมการเรียนรู้แบบศักดินาที่แสนจะเป็นไทยมาโดยตลอด
การผสมผสานความเหลวไหลแบบไทยกับพลังของสถาบันสมัยใหม่เป็นบุคลิกของการอุดมศึกษาไทยในปัจจุบัน
การศึกษากับประชาธิปไตย
ประเด็นที่น่าสนใจเรื่องการศึกษากับประชาธิปไตยคือการศึกษาไทยสร้างประชาธิปไตยได้แค่ไหน และองค์ความรู้ของนักวิชาการเอื้อต่อประชาธิปไตยอย่างไร ประเด็นแรกสำคัญแต่ตอบให้ดีได้ยาก จนไม่อยากตอบในตอนนี้ ประเด็นที่สองสำคัญและอยู่ในวิสัยที่จะตอบได้ในปัจจุบัน
เราทุกคนรู้ว่ารัฐประหาร 19 กันยา ทำให้นักวิชาการฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยโจมตีอีกฝ่ายว่าเป็นพวกรับใช้เผด็จการ ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ได้ประโยชน์จากรัฐประหาร ฯลฯ คำโจมตีนี้ถูกต้องแน่ แต่ก็น่าสงสัยว่าเป็นคำอธิบายที่รอบด้านจริงหรือ ปัญญาชนที่เชียร์ คมช. และคลั่งพระราชอำนาจหลายคนไม่ได้ตำแหน่งอะไร คำอธิบายเรื่องความไม่เข้าใจประชาธิปไตยน่าจะใช้ไม่ได้กับบางคนในกลุ่มนี้ที่ศึกษาประชาธิปไตยเป็นงานหลักด้วยซ้ำ
สำหรับคนกลุ่มนี้ ท่าทีการเมืองช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากปัจจัยอัตวิสัย ในทางตรงข้าม พวกเขาหันหลังให้ประชาธิปไตยเพราะความรู้เรื่องการเมืองไทยบางแบบ ในแง่นี้ เผด็จการแบบไทยใต้เสื้อคลุมวาทกรรมประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นผลผลิตของความเข้าใจสังคมและการเมืองไทยที่มีลักษณะทางประวัติศาสตร์อย่างน้อยสี่เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก นักวิชาการหลายรายทำงานบนโลกทัศน์ตายตัวว่าด้วยความอ่อนแอทางเศรษฐกิจสังคมของชาวนาและทัศนะศักดินาย้อนยุคของคนจนในชนบท งานอย่างสองนคราประชาธิปไตย การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ การเมืองภาคประชาชนในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย หรืองานของรังสรรค์และประเวศหลายชิ้นมีลักษณะคล้ายๆ กันในแง่ที่ถึงที่สุดแล้วมองสังคมไทยสมัยใหม่ผ่านแว่นหลายแบบที่ทำให้เห็นภาพคนจนชนบทเฉพาะด้านการล่มสลายของสังคมชาวนา มองแต่ความจำเป็นที่พวกเขาต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายอุปถัมภ์ของอำนาจท้องถิ่น และถึงที่สุดคือไม่เชื่อว่าคนกลุ่มนี้มีวิธีของเขาในการต่อรองกับสังคมสมัยใหม่ต่างๆ นานา
ในมุมนี้ ชาวนาในชนบทต้องมีนายคุ้มหัวไม่ต่างจากไพร่โบราณมีมูลนายต้นสังกัด คนเหล่านี้ตัดสินใจทางการเมืองโดยอิสระไม่ได้ ผู้แทนจากการเลือกตั้งของพวกเขาจึงไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนในความหมายที่แท้จริง
มีคำอธิบายหลายแบบว่าทำไมปัญญาชนนักวิชาการคิดแบบนี้ นักวิชาการสังคมศาสตร์จำนวนมากรับทฤษฎีระบบอุปถัมภ์ของนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาชุมชนหมู่บ้านไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1960 มาใช้อย่างไม่แยกแยะ ไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่านักวิชาการตั้งคำถามถึงการเมืองของทฤษฎีนี้ขนาดไหน ไม่ว่าจะที่ถามโดยนักวิชาการฝรั่ง หรือโดยนักวิชาการไทยรุ่นก่อนสิบสี่ตุลา อย่างวารินทร์ วงศ์หาญเชาว์ หรือฉลาดชาย รมิตานนท์ ซึ่งเขียนเรื่องนี้ไว้มากมาย
ความคิดที่ไม่ใช่ทฤษฎีวิชาการนัก แต่มีอิทธิพลกับปัญญาชนสูงอย่างความคิดชุมชนนิยม หรือแนวคิดเอนจีโอที่มองชาวนาตามทฤษฎีนารอดนิคอย่างอ้อมๆ ก็มองชาวนาและคนชนบทไม่ต่างจากนี้ ดูเผินๆ แล้วสองแนวคิดเชื่อมั่นในศักยภาพของชนบท แต่แท้จริงแล้วมีสมมติฐานเหมือนกับกลุ่มแรก นั่นคือชาวนาและคนจนชนบทไม่สามารถคิดวิธีต่อรองกับอำนาจรัฐและทุนนิยมด้วยตัวเอง จึงจำเป็นต้องรวมความเคลื่อนไหวเพื่อประกอบสร้างความเป็นชุมชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนักพัฒนาเอกชนเพื่อป้องกันภัยคุกคามของระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่นและทุนเอกชน
การมองชาวนาและคนจนชนบทแบบนี้ทำให้คนฝั่งนี้ดีใจแทบคลั่งกับวาทกรรมพระราชอำนาจ รัฐประหาร 19 กันยา รัฐธรรมนูญ 2550 ขบวนการพันธมิตร ตุลาการวิบัติ ฯลฯ พวกเขาจัดวางการเมืองและวาทกรรมหลงยุคนี้เป็นส่วนหนึ่งของการต้านพลังทุน เหมือนกับรสนา โตสิตระกูล ที่พูดเต็มปากเต็มคำว่า “พี่รับรัฐประหาร 19 กันยานี้ได้ เพราะเป็นรัฐประหารต้านทุนนิยม”
เรื่องที่สอง ปัญญาชนจำนวนมากปฏิเสธการศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ รวมทั้งผลที่ความเปลี่ยนแปลงนี้มีต่อความเข้าใจการเมือง กล่าวอีกนัยคือการแบ่งแยกระหว่างปริมณฑลทางเศรษฐกิจกับปริมณฑลทางการเมือง
นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาปฏิเสธการพัฒนา ในทางตรงข้าม ทัศนะต่อการพัฒนาเป็นฐานทางปัญญาฐานหนึ่งของปัญญาชนไทยทุกฝ่าย ปัญหาคือแทบทั้งหมดเห็นการพัฒนาราวกับวัตถุในพิพิธภัณฑ์ที่เป็นอดีตไปแล้ว ปัญญาชนกระแสหลักพูดถึงการพัฒนาราวยาสารพัดโรค ขณะที่ปัญญาชนทวนกระแสวิจารณ์การพัฒนาเยี่ยงยาพิษ ทั้งสองกลุ่มนี้เหมือนกันคือไม่ค่อยประเมินว่าสังคมไทยในช่วงหลังทศวรรษ 2530 โดยเฉพาะโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนไปขนาดไหน และความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อความเข้าใจการเมืองอย่างไร
หนึ่งในคนที่อธิบายเรื่องนี้ไว้มากที่สุดคือนักประวัติศาสตร์อย่างนิธิที่ในช่วงทศวรรษ 2530 พูดเรื่องนี้ไว้ในงานหลายชิ้น พูดให้ง่ายที่สุดก็คือทศวรรษนี้เกิดสภาพที่ชนบทซึ่งเคยถูกขูดรีดโดยรัฐราชการเพื่อการพัฒนาเมืองและภาคอุตสาหกรรมตามแบบทุนนิยมสมัยใหม่ กลายเป็นชนบทที่ปรากฏคนกลุ่มใหม่ๆ และชนชั้นนำทางเศรษฐกิจการเมืองท้องถิ่นหน้าใหม่ที่ต่อรองกับราชการ และแย่งชิงทรัพยากรจากส่วนกลางผ่านการขยายตัวของประชาธิปไตยรัฐสภาในระดับชาติ การปกครองตนเองระดับท้องถิ่น รวมทั้งขบวนการทรัพยากรของชาวบ้านพื้นที่ต่างๆ
นอกจากนิธิแล้ว นักรัฐศาสตร์และนักมานุษยวิทยาหลายรายศึกษาสังคมหมู่บ้านจนพบการแตกตัวทางชนชั้น การเกิดชาวนาไร้ที่ดินและแรงงานรับจ้างภาคเกษตร การโยกย้ายประชากรชนบทสู่เมือง การแบ่งขั้วระหว่างคนในหมู่บ้าน ฯลฯ ซึ่งเปลี่ยนชนบทและสังคมไทยสู่ภูมิประเทศใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม แต่นี่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของรัฐศาสตร์และมานุษยวิทยาไทย
แน่นอนว่าการพัฒนาทำให้ชาวนาอ่อนแอ แต่ปัญญาชนอคติเองจนไม่เห็นการปรับตัวของภาคชนบทแทบทั้งหมดเพื่อต่อรองกับรัฐและทุนนิยมโดยอาศัยประชาธิปไตยสมัยใหม่เป็นเครื่องมือ พวกเขารับไม่ได้กับสภาพที่นักการเมืองบ้านนอกคุมการจัดสรรทรัพยากรของชาติระดับต่างๆ พวกเขาดูถูกผู้แทนราษฎรว่าไม่มีการศึกษา ไม่มีชาติตระกูล เป็นเจ๊กบ้านนอก ฯลฯ สร้างวาทกรรมวิชาการโจมตีว่าคนพวกนี้เป็นทุนสามานย์ เป็นนักเลือกตั้ง เป็นการเมืองอุปถัมภ์เจ้าพ่อท้องถิ่น โดยไม่ตระหนักว่านี่คือกระบวนการเปลี่ยนผ่านการเมืองจากอำนาจของระบบราชการครั้งสำคัญ
อคติทางวิชาการย้อนยุคแบบนี้คลอดอวิชชาทางการเมืองที่ปัญญาชนไม่น้อยรับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มาพร้อมกับการขยายตัวของประชาธิปไตยไม่ได้ เสี้ยนหาพลังอะไรก็ได้ที่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงนี้ หลายรายหันไปหาวาทกรรมชาตินิยมก่อนที่จะจบด้วยการอัญเชิญตัวเองเป็นไรฝุ่นของอำนาจลายครามจนรักประชาชนถึงขั้นเห็นคนนับล้านเป็นศัตรูในปัจจุบัน
เรื่องที่สาม ปัญญาชนไทยไม่คิดถึงสังคมในฐานะที่เป็นหน่วยในการศึกษาที่สำคัญโดยตัวเอง อันที่จริง พูดให้ถูกกว่าก็คือความคิดว่าสังคมคืออะไร เป็นเรื่องที่แทบไม่ปรากฏในปัญญาชนไทยหลายฝ่ายด้วยซ้ำ ปัญญาชนไทยศึกษาการเมืองหรือเศรษฐกิจเอาไว้มหาศาล ขณะที่งานศึกษาการจัดตั้งทางสังคม ชีวิตทางสังคม ความคิดทางสังคม ประวัติศาสตร์สังคม ฯลฯ มีอยู่หยิบมือเดียว
วงวิชาการไทยเห็นสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง ปัญญาชนส่วนมากสนใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่วนยอดโดยไม่มองความเคลื่อนไหวมูลฐานในสังคม แม้กระทั่งเรื่องใกล้ตัวและร่วมสมัยอย่างเรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง การศึกษาพื้นฐานทางสังคมของคนกลุ่มนี้ก็มีน้อยมาก นอกจากงานของพฤกษ์ เถาถวิล กับของนักศึกษาปริญญาเอกปริญญาโทไม่กี่คน
เราไม่มีคนอย่างอีริค ฮอบส์บอว์ม ที่ศึกษาว่าการขยายตัวของทุนนิยมสู่ชนบทเปลี่ยนโลกทรรศน์ชาวนาอังกฤษอย่างไร เราแทบไม่รู้เรื่องการรวมตัวของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม คนจนเมืองและกรรมกรโรงงานห้องแถวเข้าใจตัวเองแบบไหน? อินเตอร์เน็ตสร้างเครือข่ายความคิดใหม่อย่างไร? คนรักเพศเดียวกันมีความคิดทางการเมืองอนุรักษ์หรือเสรีกว่าคนเพศอื่น? แม้กระทั่งชนชั้นสูงที่เชิดชูกันนักหนา ความรู้เรื่องวิถีชีวิต การจัดตั้ง และวงศ์วานว่านเครือ ของคนเหล่านี้ก็มีจำกัดเหลือเกิน
สภาพแบบนี้เกี่ยวแน่กับการที่ปัญญาชนผลิตคำอธิบายการเมืองไทยวนเวียนกับโครงเรื่องไม่กี่ชนิด ผู้มีการศึกษามากรายอธิบายการเมืองลึกซึ้งเท่าสภากาแฟและหนังสือพิมพ์ ปัญญาชนเหลืองอธิบายแดงว่าถูกทักษิณซื้อ ปัญญาชนแดงมองว่าเหลืองถูกประธานองคมนตรีใช้ ฝ่ายแรกถือว่าทักษิณคือตัวแสดงหลักของการเมืองไทย ฝ่ายหลังว่าคือสถาบัน ทุกฝ่ายคิดว่าความขัดแย้งจะยุติถ้าไม่มีฝ่ายอื่น ส่วนพวกขาวดีแต่เอาคำขวัญเรื่องความสามัคคีแบบทหารมาแพ้คกิ้งว่ารักพ่ออย่าทะเลาะกัน
ในแง่นี้แล้ว ปัญญาชนทุกฝ่ายเหมือนกันตรงที่เชื่อว่าคนไม่เกิน 4-5 คน อยู่เบื้องหลังการต่อสู้ทางการเมืองในรอบหลายปี ปัญญาชนหมกมุ่นทำให้การเมืองเป็นเรื่องของการวางแผนและการสมคบคิดลับๆ สถานการณ์สลับซับซ้อนในช่วงไม่กี่ปีถูกอธิบายด้วยวิธีคิดซึ่งวิ่งวนรอบทฤษฎี conspiracy ที่ตื้นเขินและไม่ยังให้เกิดปัญญา ทั้งที่มีเรื่องชวนคิดเยอะไปหมด เช่น กระบวนการทางสังคมในการจรรโลงอำนาจของเครือข่ายราชนิกูล แดงขยายตัวอย่างไรในสภาพที่ถูกรัฐปิดกั้นทุกมิติ ฯลฯ
อาจารย์ทามาดะเคยปาฐกถาว่าการเมืองไทยมีปัญหาเพราะชนชั้นนำไม่เข้าใจประชาธิปไตย ถ้าอย่างนั้น ปัญหาหนึ่งของปัญญาชนไทยคือการหันหลังให้สังคมจนปั่นหัวตัวเองเป็นกองโฆษณาชวนเชื่อว่าไม่มีใครรักประชาธิปไตยเท่าชนชั้นนำ ลองอ่านตำราประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยฉบับมาตรฐานหลายเล่มก็จะเห็นประเด็นนี้เอง
เรื่องที่สี่ ความหมกมุ่นกับทฤษฎีอำนาจบริสุทธิ์และความเข้าใจว่าเป้าหมายของประชาธิปไตยคือการสร้างสถาบันการเมืองในฐานะอวตารของอำนาจแบบนี้ จะเรียกอำนาจนี้ว่าอำนาจแบบเทวราชาหรืออะไรก็ตาม ความหมายโดยรวมคือการคิดถึงอำนาจผ่านบุคลิกของอำนาจว่าคือความสุจริต มีศีลธรรม ปราศจากโลภจริต สมถะ บำเพ็ญตบะ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นอำนาจบริสุทธิ์ที่อยู่เหนือผลประโยชน์ทางโลกทุกชนิด ศักดิ์สิทธิ์จนอยู่เหนือบรรทัดฐานทางการเมืองทั้งหมด จึงต้องอ้างอิงอำนาจนี้ในการล้มล้างหรือสถาปนาบรรทัดฐานตลอดเวลา
แน่นอนว่าคติเรื่องอำนาจแบบนี้มาจากการผสมผสานความคิดเรื่องกษัตราธิราชของพุทธเถรวาทกับพราหมณ์-ฮินดู ประชาธิปไตยเป็นส่วนย่อยในจักรวาลวิทยานี้ ทัศนะนี้ยัดเยียดกรอบการคิดว่าประชาธิปไตยคือสถาบันการเมืองซึ่งเฉพาะคนดีเท่านั้นที่สามารถมีอำนาจ ดีในที่นี้พูดให้ชัดคือมีศีลธรรม มีการศึกษา มีเวสสันดรจริต และมีชาติตระกูล ความดีแบบเพ้อเจ้อเลื่อนเปื้อนนี้ดูดสถาบันการเมืองสมัยใหม่ให้อยู่ใต้อุดมการณ์ยุคสังคโลกจนเป็นอวตารของฝ่ายหลังได้อย่างน่ามหัศจรรย์
การดึงประชาธิปไตยออกจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมในแต่ละจังหวะของประวัติศาสตร์คือความสำเร็จครั้งสำคัญของอนุรักษ์นิยมไทย คำอธิบายประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยเป็นตัวอย่างของสังวาสข้ามสายพันธุ์ระหว่างอุดมการณ์โบราณกับสถาบันสมัยใหม่ได้ดีที่สุด ปัญญาชนจำนวนมากคิดเรื่องประชาธิปไตยผ่านฉากจบของเหตุการณ์อย่าง 14 ตุลา และพฤษภา 35 แต่ไม่เห็นว่าเหตุการณ์นี้เป็นส่วนยอดของความเปลี่ยนแปลงมูลฐานหลายอย่าง ประชาธิปไตยกลายเป็นสถาบันที่ไม่สัมพันธ์กับชนชั้น การแย่งชิงผลประโยชน์ ลักษณะของรัฐ การจัดพวกทางประวัติศาสตร์ระหว่างพลังฝ่ายต่างๆ และการช่วงชิงจัดสรรทรัพยากรของสังคม
ในนามของอำนาจบริสุทธิ์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกลายเป็นการล้มหรือสถาปนาบรรทัดฐานอะไรก็ได้เพื่อต่อชีวิตอุดมการณ์ชราให้เสื่อมสภาพช้าลงไปอีก ไม่ว่ารัฐประหาร ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตุลาการภิวัตน์ หรือตั้งรัฐบาลที่ผู้นำไม่ได้มาจากเสียงข้างมากของประชาชน
อันที่จริง ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของจุดหมาย แต่คือเงื่อนไข ประชาธิปไตยไม่มีความหมายหยุดนิ่ง แต่เปลี่ยนได้ตามความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย กรอบกว้างๆ คือการเมืองแบบประชาธิปไตยเป็นภาวะการเมืองแบบเปิดที่คนทุกกลุ่มสู้เพื่อสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ไม่รู้จบ ประโยชน์ส่วนตัวของปัจเจก ของกลุ่ม ของชนชั้น คือพื้นฐานของประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่อุปสรรค ในทางตรงข้าม การอ้างส่วนรวมในนามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ ชาติ ความสงบสุข ความมั่นคง องค์รวม จิตใหญ่ ฯลฯ เป็นฐานสำคัญของวาทกรรมปฏิปักษ์ประชาธิปไตยที่ต้องระวังอันตรายทุกกรณี
สถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยสำคัญเพราะยึดโยงกับเงื่อนไขการเมืองแบบเปิด หาไม่แล้ว สถาบันประชาธิปไตยก็คือผ้าห่อซากอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตย มีนับครั้งไม่ถ้วนที่อำนาจนอกระบบและอำนาจเหนือระบบทรงเครื่องแบบรัฐสภาจนดูเหมือนประชาธิปไตยอยู่ในภาวะปกติ เส้นแบ่งระหว่างประชาธิปไตยกับปฏิปักษ์ประชาธิปไตยคือการมีการเมืองแบบเปิดที่ไม่มีคนกลุ่มไหนชี้นำการตัดสินใจทางการเมืองทุกชนิดได้ล่วงหน้าโดยปราศจากการต่อสู้แข่งขันอย่างเท่าเทียมกันระหว่างคนทุกกลุ่มทุกเหล่าทุกชนชั้นในอาณาบริเวณสาธารณะ พรรคการเมืองและรัฐสภาสำคัญต่อประชาธิปไตย แต่การปกครองโดยพรรคการเมืองและรัฐสภาไม่เท่ากับประชาธิปไตยในทุกกรณี
ขอทิ้งท้ายว่าที่กล่าวมานี้ไม่ใช่การปกป้องปัญญาชนฝ่ายต้านประชาธิปไตย แต่คือการชวนให้คิดว่าความไม่เป็นประชาธิปไตยในปัญญาชนมีรากลึกกว่าความไม่เข้าใจหรือการได้ประโยชน์ทางวัตถุอย่างตื้นๆ นี่ไม่ใช่ทางออกของการสร้างประชาธิปไตย แต่คือการตั้งข้อสังเกตว่าประชาธิปไตยในปัจจุบันถูกกำหนดกรอบโดยวาทกรรมความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์อย่างไร
แน่นอนว่าการสร้างประชาธิปไตยอยู่ในระนาบการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้ทางความรู้ แต่ความรู้ก็สำคัญมากต่อการทำให้ประชาธิปไตยมีเสถียรภาพในระยะยาว
ปัญญาชนไม่ใช่ชนชั้น จุดยืนของพวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดโดยลักษณะทางชนชั้นล้วนๆ ปัญญาชนชนชั้นเดียวกันที่คิดเรื่องการเมืองต่างนั้นมีนับไม่ถ้วน ครอบครัวเดียวกันแล้วเห็นต่างกันก็มาก แต่ปัญญาชนก็ไม่ใช่อิสรชนที่ก่อรูปความคิดหรือจุดยืนได้อิสระ ปัญญาชนในความหมายของบุคคลที่กินเงินเดือนหรือค่าตอบแทนจากสถาบันอุดมศึกษานั้น มีชีวิตกับวัฒนธรรมความรู้แบบไทย งานประจำ การประชุม กรอกใบประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นกรรมการชุดต่างๆ เขียนแผนพัฒนาโครงการ ถูกนักศึกษาบูชากราบไหว้ สัมพันธ์กับข้าราชการใต้วัฒนธรรมศักดินา อยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์กับคณาจารย์อาวุโส ฯลฯ
แบบแผนในชีวิตประจำวันอย่างนี้นี้ทำให้ปัญญาชนนักวิชาการเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการและวาทกรรมที่มีรากในประวัติศาสตร์มากกว่าที่คิด ทั้งหมดนี้เกี่ยวแน่กับความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยของปัญญาชนไทย
ควรกล่าวด้วยว่าการอุดมศึกษาไทยเปลี่ยนนิดเดียวในช่วงหลังปฏิวัติ 2475 ที่ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อความรู้ใหม่ผ่านการเรียนการสอนหลักรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ บนจุดยืนแบบใหม่ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนทั่วไป การสอนความรู้แบบที่เป็นเรื่องต้องห้ามภายใต้รัฐบาลของกษัตริย์ การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ การเรียนโดยขายตำราและเอกสารราคาถูกเพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นของนักศึกษาและทุกคนได้จริงๆ ทั้งหมดนี้เปลี่ยนธรรมชาติของสถานอุดมศึกษาแน่ จะแง่ไหนก็เป็นอีกกรณี
แต่อย่างน้อยมันทำให้การเข้ามหาวิทยาลัยไม่ขึ้นอยู่การมีทรัพย์ มีสติปัญญาพิเศษ หรือมีภูมิหลังทางการศึกษาดีเท่านั้นอีกต่อไป
อุดมศึกษาไทยไม่เคยสานต่อสปิริตแบบนี้ เราสอนหลักรัฐธรรมนูญที่ทำลายหลักอำนาจอธิปไตยสูงสุดเป็นของประชาชน สอนกฎหมายโดยไม่พูดถึงความคิดเรื่องความยุติธรรม สอนรัฐศาสตร์โดยไม่ยืนยันหลักการเลือกตั้งในฐานะแหล่งที่มาสูงสุดของอำนาจการเมือง สอนเศรษฐศาสตร์โดยหันหลังให้การแก้ความทุกข์ในชีวิตคนส่วนใหญ่ในประเทศ สอนประวัติศาสตร์ที่เหยียดตัวเองเป็นแค่พงศาวดารราชสำนัก สอนภูมิศาสตร์แบบราชอาณาจักร ฯลฯ อุดมศึกษาแออัดไปด้วยความรู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมปฏิปักษ์ประชาธิปไตยและการจรรโลงสถานะอภิสิทธิ์ชนโดยวิธีต่างๆ
แน่นอนว่าการศึกษาทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์จนถูกท้าทายจากพลังตลาดสูงขึ้น และดูเหมือนต้องพึ่งพิงกระฎุมพีระดับล่างมากขึ้นด้วย คำถามคือวาทกรรม วัฒนธรรมความรู้ และความเข้าใจตัวเองของคนกลุ่มต่างๆ จะเปลี่ยนไปแค่ไหนภายใต้ภูมิประเทศแบบใหม่ซึ่งแตกต่างมากจากเดิม?












I dont agree to this
I dont agree to this interview. For example, Professors in Germany are called Doktorvater which mean the father of the doctor. I dont see that it is a structural problem with the word 'ครู' or 'อาจารย์'. Furthermore, a new generation of students in Thailand never respect 'ครู' or 'อาจารย์' in the meaning that the interviewer said, but just as a machine which can give a degree.
Come back to the reality not stuck in the book:-)
I agree with your comment.
I agree with your comment.
ระวังครูอาจารย์ต่วยด้วยครับ
ระวังครูอาจารย์ต่วยด้วยครับ น่ากลัวมาก
ผมไม่ทราบจริงๆครับว่าศิโรตม์น
ผมไม่ทราบจริงๆครับว่าศิโรตม์นี่แกได้รับการศึกษาจากสถาบันไหนในประเทศไทย ทัศนะคติต่อครูของแกดูแตกต่างจากคนอย่างผมและพรรคพวกเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันค่อนข้างมากอยู่ ผมดูแกผ่านทฤษฎี ดีเฟนด์ แมคกานิสซึ่ม ของฟรอยด์แล้วให้สงสัยว่า ในวัยเด็กน่าจะเคยถูกครูของแกข่มเหงรังแกทำร้าย ซึ่งถ้าฟรอยด์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แกแทนจะเป็นนายอะไรที่นามสกุลสาตุ้มนี้ ฟรอยด์อาจมองไปถึงการถูกครูคุกคามทางเพศในวัยเด็กได้.........ส่วนผมนั้นมองได้แค่ว่า ศิโรตม์นี่แอนตี้ครูจริงๆครับ
ในสถาบันการศึกษาระดับโรงเรียนที่ผมจบมานั้น มีธรรมเนียมเก่าแก่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ผมซึ่งตัวผมเองอายุห้าสิบกลางๆแล้ว ธรรมเนียมนั้นก็คือ การเลี้ยงรุ่นใหญ่ประจำปีของทุกรุ่นที่มีหลายสิบรุ่นอยู่ เราจะเชิญครูบาอาจารย์ที่เคยสอนหนังสือเรามาและยังมีชีวิตอยู่ทุกคนที่สามารถส่งรถไปรับไปตามตัวมาได้ เข้ามาร่วมในงานเลี้ยงรุ่นด้วยเสมอ และส่วนหนึ่งในพิธีก็คือการทำพิธีไหว้ครูอย่างย่อๆ ในฐานะศิษย์ซึ่งปัจจุบันมีฐานะมีวิชาชีพมีตำแหน่งงานแตกต่างกันไป อะไรที่ครูบาอาจารย์ผู้อาวุโสต้องการความช่วยเหลือ ขอให้ท่านแจ้งให้ทราบไม่มีที่จะทำให้ท่านไม่ได้
ผมและเพื่อนๆผมนั้นไม่ได้จดไม่ได้จำไปถึงรายละเอียดหรอกครับว่า ครูผมท่านใดสอนวิชาการใดผม สอนดีสอนไม่ดีอย่างไร ก็จำได้ครับว่าครูท่านใดดุไม่ดุอย่างไร หรือบางคนก็จำได้ครับว่าครูท่านใดเป็นเหตุให้โดนคัดออกจากโรงเรียน แต่ทุกคนจำได้เสมอครับว่า หากตนเองไม่ได้ผ่านการสอนสั่งปั้นแต่ง จากครูอาวุโสกลุ่มนี้มา ทุกวันนี้ชีวิตก็คงไม่เป็นเช่นนี้.....
การกระทำเล็กๆน้อยๆเช่นการเชิญมารับประทานอาหารร่วมกัน ให้ครูแต่ละท่านมีโอกาสได้เจอะเจอพรรคพวกเพื่อนฝูงและลูกศิษย์ลูกหานั้น เป็นเรื่องบันเทิงที่มีค่ามากทางใจสำหรับผู้สูงอายุที่ใช้เวลาแทบตลอดชีวิต ทำการอบรมสั่งสอนลูกหลานชาวบ้านชาวช่องไม่ใช่ลูกตัวเองแท้ๆ.......เรื่องล้างแค้นครูลูกศิษย์ ประเภทสี่สิบปีก่อน ครูเคยไล่เพื่อนผมออกจากโรงเรียน มาเจอกันอีกครั้งเพื่อนผมรับฝากหลานชายครูเข้าทำงานในบริษัทตัวเองเห็นมันบอกครูว่าจะล้างแค้นเก่าที่ ครูเคยไล่มันออก ถ้าหลานครูทำงานไม่ดีมันจะไล่ออกบ้าง แต่จะล้างแค้นรุ่นปู่นี้ได้ต้องรับหลานเข้าไปทำงานก่อน......
สรุปที่ตั้งใจจะบอกก็คือ สังคมที่ผมใช้ชีวิตอยู่นั้นมองภาพครูเป็นอย่างไร ซึ่งดูมันแตกต่างกับสังคมของศิโรตม์อยู่มาก สังคมรุ่นหลังๆมานี้ภาพของครูแตกต่างจากยุคผมมาก ครูเลวครูหากินกับการแต่งตำราครูโกงกินงบประมาณ ครูข่มขืนนักเรียนสาว ครูตุ๋ยเด็กนักเรียนชาย มีมากมายเป็นข่าวอยู่เสมอ
หวังว่าศิโรตม์คงไม่ได้รับประสบการณ์ชั่วร้ายเช่นนั้นมาในวัยเด็กนะครับ(โดยเฉพาะข้อสุดท้าย) เพราะไม่เช่นนั้นมันคงฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก และแอนตี้ครูเข่นนั้นไปจนตลอดชีวิต ..
ผมเองก็ประเภทแอนตี้ครูอาจารย์เหมือนกันนะครับ ถ้าไม่เผลอ ผมไม่เคยเรียกใครสักคนที่ไม่เคยสอนหนังสือตัวผมเอง ในการสนทนาตัวต่อตัวว่า ครูหรืออาจารย์ แม้แต่คนเดียว....
คุณศิโรตม์
คุณศิโรตม์ ดูเหมือนจะเน้นวิจารณ์ไปที่โครงสร้างส่วยบน พวกวัฒนธรรม อุดมการณ์ แต่ผมคิดว่า โครงสร้างส่วนล่างเองก็มีข้อน่ากังขามาโดยตลอดเช่นกัน
ผมมองว่าครูไทย ในระดับประถม มัธยม ที่ดีๆ พอมีอยู่บ้างนะ หลายคนจริงใจจริงจังกับงานที่ทำ แต่โครงสร้างทางด้านรายได้ที่ต่ำมันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ คนที่เข้าสู่อาชีพนี้คุณภาพต่ำลงทุกที ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้งๆที่ GDP ไทยสูงกว่าเพื่อนบ้านเกือบทุกประเทศ แต่เงินเดือนครู กลับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ
ดังนั้น ก็คงไม่ต้องเรียกหาทัศนะที่เฉียบคม หลักแหลม หรือหัว liberal จากครูไทยเลย หาครูแบบ โอนิซีกะ GTO คงยาก...
และหลายกรณีก็เข้าทำนอง ความตั้งใจสูง แต่ศักยภาพต่ำ
แล้วถ้าพูดถึงในระดับมหาวิทยาลัย มันก็เป็นเรื่องที่สายเกินไปที่จะหาคนที่หัว liberal พอที่จะหลุดจากกรอบจารีตล้าสมัยต่างๆ เรื่องการเรียนมนุษย์ศาสตร์ หรือ Pure Science นี่ก็เป็นไปได้ยาก เพราะกรอบจารีตไทย ไม่ได้สอนให้คนรู้จักความสุขของการคิด แก้ปัญหา หรือซาบซึ้นในสุนทรียศาสตร์ ดังนั้น ก็ต้องหาความสุขจากการซื้อและเสพย์ ซึ่งมีเงินเป็นเงื่อนไขปัจจัย การเลือกคณะก็จึงต้องเลือกคณะ หรทอ วิชาที่ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องคิดอะไรใหม่ แต่ได้เงินชัวร์
อย่างในธรรมศาสตร์ เด็กเศรษฐศาสตร์ แทบร้อยทั้งร้อย หมกมุ่นอยูกับการเล่นหุ้น ส่วนพวกนิติ ก็มักคิดแต่จะเป็นที่ปรึกษากฎหมายต่างชาติ หรือ ผู้พิพากษา พวกสังคมศาสตร์ไทย ไม่ได้เป็น Art หรือ Science แต่เป็นวิชาช่างไป ในบริบทโลกทรรศน์คนไทย
ในมหาวิทยาลัย ตอนนี้ปั๊มปริญญาขายกันเป็นล่ำเป็นสัน ภาคพิเศษโน่นนี่ แม้แต่มหาวิทยาลัยเปิดบางแห่ง บางสาขาวิชา ยังทำร้ายวงการอุดมศึกษาด้วยการ ออกข้อสอบเป็นช๊อยส์ที่ซ้ำซากทุกเทอม ในแทบทุกวิชา ของหลักสูตร ผลที่ได้คือ แต่ละปีมีคนจบในสาขานั้น นับหมื่นคน แต่ส่วนใหญ่แทบไม่ได้ความรู้อะไร แต่วงวิชาการไทยก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่ได้คิดว่าเรื่องวิชาการ เรื่องการสร้างองค์ความรุ้เพื่อแก้ปัญหาตนเองและสังคมมันสำคัญอะไร ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการเพียงใบเบิกทางทั้งนั้น
สำหรับพวกเด็กที่ไม่ใช่ลูกหลานชนชั้น Elite ก็ รีบเรียน รีบจบ รีบไปเป็นขี้ข้าเขา
ส่วนพวก เด็ก Elite ก็ รีบเรียน รีบจบ รีบรวย รีบกดขี่(อย่างไม่ยี่หระ)
มองไม่เห็นทางออกเลยจริงๆสำหรับวงการศึกษาปัญญาชนวันนี้ ถึงที่สุดก็คงจะพึ่งได้แต่การต่อสู้ชาวบ้านชนบทหรือคนจนเท่านั้นแหละ (โดยเฉพาะพวกเสื้อแดง) พวกนั้นคือ Young Blood ที่แท้จริงของประเทศนี้
*จากครูเก่า เล่าฝากไว้
*จากครูเก่า เล่าฝากไว้ ให้รุ่นน้อง
ชวนไตร่ตรอง ดูสักนิด จิตแจ่มใส
เราเป็นครู ด้วยชีวิต ด้วยจิตใจ
ความยิ่งใหญ่ คือผลงาน สร้างสรรค์คน
*สร้างคนดี มีความคิด รับผิดชอบ
เรียนรู้รอบ รู้ลึก รู้ฝึกฝน
รู้วิธีเรียนรู้ เชิดชูตน
รู้เป็นคน ในระบอบ ประชาธิปไตย
*ครูต้องสร้าง ประสบการณ์ การเรียนรู้
มุ่งเชิดชู ความเป็นมนุษย์ สุดสดใส
รู้รักษ์สิทธิ์ เสรี มีน้ำใจ
มุ่งหวังให้ คนทุกคน เท่าเทียมกัน
*โลกหมุนเวียน เปลี่ยนไป ไม่หวนกลับ
รู้ยอมรับ ความเปลี่ยนไป ไม่ไหวหวั่น
ชักนำศิษย์ ก้าวหน้า ฝ่าชนชั้น
มุ่งสร้างสรรค์ ประชาธิปไตย
มุมมองน่าสนใจ อ่านแล้วชอบ
มุมมองน่าสนใจ อ่านแล้วชอบ ได้แง่คิดเยอะ ถึงจะยาวไปหน่อย
ส่วนที่ชอบี่สุดคือเรื่องมหาวิทยาลัยกับการสร้างประชาธิปไตย ได้ประเด็นแปลกๆ ดี
อยากให้ประชาไทมีงานดีๆ แบบนี้มาเรื่อยๆ ไม่ใช่มีแต่เรื่องการเมืองด่ากันไปมาอย่างเดยว
Why don't you be a little bit
Why don't you be a little bit more open and give yourself an opportunity to learn? Or else you will be the kind of "intellectuals" that the author is trying to describe and explain in the article.
My comment was addressed to
My comment was addressed to the first four commentators.
ต่างมุมมอง ต่างความคิด
ต่างมุมมอง ต่างความคิด อ่านแล้วคิดไม่เหมือนคุณศิโรตน์ทั้งหมด แต่ใจกว้าง เลยไม่หงุดหงิด - 55
I admire the interview even
I admire the interview even social sciences is not my field of interest. Language of course, and always, carries culture, and culture carries, the entire body of social meaning by which we perceive ourselves and social reality. How we address , or even identify, ourselves to others is always matter. Class and hierarchy distinction generates social understandinng among academics everywhere.
His elaboration on the body of knowledge of Thai scholars is far from my understanding since it is mostly about concepts in social sciences. What I respect is the way he starts to dig into the issue that for long has been overlooked here and there.
The point is , for me, the sphere, the boundary of academic discipline in Thai society, how it shapes and formulates our attitude on contemporary democracy. Obviously, thinking about this question is worthwhile
ค่อนข้างเห็นด้วยกับบทความนี้
ค่อนข้างเห็นด้วยกับบทความนี้ ที่บอกว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีสถานะประหนึ่งเทพอวตาร และที่บอกว่างานที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างองค์ความรู้สักเท่าไหร่ เกี่ยวข้องกับงานรูทีนซะมากกว่า สอน ๆประชุมๆ เป็นกรรมการนั่นนี่ ชีวิตวนเวียนอยู่เท่านี้ จะมีอาจารย์สักกี่คนที่ได้อ่านหนังสือที่เป็นความสนใจของตัวเองจริงๆนอกจากอ่านเพื่อสอน อ่านอะไรที่มันใช้งานได้ทันท่วงทีให้สอนได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไรก็ต้องสอนในเมื่อเขาจ้างให้มาสอน โดยไม่ต้องดูว่าเชี่ยวชาญหรือไม่เชี่ยวชาญ งานสร้างองค์ความรู้แทบไม่ต้องพูดถึง การเป็นนักวิจัยอาจจะทำงานด้านองค์ความรู้หรือได้ทำอะไรที่เป็นวิชาการมากกว่าอีก เพียงแต่ว่าสถานะของอาจารย์ในสังคมไทยมันเป็นสถานะที่ถูกยอมรับมากกว่า มีคนเคารพนับถือมากกว่า มีตำแหน่งนำหน้าว่าอาจารย์ ไม่ใช่นาย นางสาวหรือนาง ซึ่งมันก็เป็นการแบ่งชนชั้นทางสังคมอย่างหนึ่ง แต่เรามักจะไม่คิดว่ามันมีประเด็นเหล่านี้อยู่ ซึ่งอันนี้เป็นข้อจำกัดสำคัญที่เป็นอยู่ในขณะนี้ที่ทำให้มหาวิทยาลัยไม่ได้มีลักษณะเป็นชุมชนวิชาการอย่างแท้จริง นอกจากขาดความรู้แล้วยังทำให้ขาดความเป็นอิสระและความเป็นตัวของตัวเองของนักวิชาการ หรือไม่มีความเท่าเทียมมีเสรีภาพทางการแสวงหาความรู้หรือความคิดเห็นอย่างแท้จริง เป็นเพียงการสืบทอดอำนาจขากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่งเท่านั้น เป็นเพียงการแบ่งก๊กเป็นเหล่าของกลุ่มอาจารย์ของแกของข้า และใครจะแตะต้องอาจารย์ข้าไม่ได้ ลูกศิษย์ก็ทำหน้าที่เป็นเพียงลิ่วล้อและเอาคำของอาจารย์มาพูดต่อ พูดง่ายๆว่านักวิชาการไทยถ้าจะโตได้ก็คือต้องมีร่มมีเงาของตัวเอง ไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง
อ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้วเจ๊บจิ๊ด
อ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้วเจ๊บจิ๊ดๆ ยอมรับว่าหลายเรื่องแทงใจดำเหลือเกิน ในฐานะที่เราสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาสามสี่ปแล้ว ขอบอกเลยว่าระบบมหาวิทยาลัยมีปัญหา เราไม่รู้ว่าเกี่ยวกับการออกนอกระบบหรือเปล่า แต่คณะที่เราอยู่เนนหาเงินเข้าคณะมากจนเกินขอบเขต มีโครงการพิเศษสามโครงการ แต่ละโครงการก้เป็นของแต่ละภาควิชา และแต่ละภาคก็มีคนสอนวนกันไปมาไม่กี่คน
ที่น่าอึดอัดคือโครงการพิเศษมันค่าเรียนแพง ค่สนอก็เลยแพงตาม คนเลยอยากสอนเยอะ ขณะที่โครงการภาคปกติ ค่าเรียนถูก ค่าสอนเลยถูกด้วย คนสอนเลยไม่ค่อยมี ต้องขอร้องให้ช่วยกันสอนเพื่อค่าสอนเพียงน้อยนิด ชั่วโมงละ ๔๐๐ บาท นี่ปริญญาโทนะ ส่วนโครงการพิเศษ รับไปเลยชั่วโมงละ ๒๕๐๐
สภาพในคณะเราก็คืออาจารย์ผู้ใหญ่ หรือพูดจริๆ ก็พวกขาใหญ่นั่นแหละ แห่กันไปสอนโครงการพิเศษ ส่วนโครงการปกติ ก็โละให้เด็กสอนไป โดยเขาอ้างว่าไม่อยากสนอ เพราะนักศึกษา ป.โท ไม่มีคุณภาพ แต่ไอ้พวกโครงการพิเศษน่ะ คุณภาพต่ำกว่าเยอะ ลอกงานกันก็มี โกงข้อสอบก็มี ก็เห็นอาจารย์ผู้ใหญทุกท่านสอนกันปกติ ไม่พูดอะไรสักแอะ
อาจารย์บางคนตำแหน่งวิชาการสูงมาก ขึ้นป้ายหน้าห้องว่าไม่รับเป็นที่ปรึกษาธีสิส แตพอกับมหาลัยอื่น แกรับหมดอ่ะ เราก็ไม่เข้าใจว่าถ้าไม่มีเวลาดูธีสสเด็กคณะตัวเอง แล้วมีเวลาดูของคนที่อื่นได้ไง สุดท้ายมันก็เรื่องเงินๆ ทองๆ ทั้งนั้นแหละ
เราเชื่อเลว่ามหาวิทยาลัยจะเลวลง ทกคนพกหลวงพ่อโกยมาสอนทั้งนั้น เสาร์อาทิตย์ ไปดูที่สนามบินเหอะ อาจารย์คณะเราเดินสายไปสอนมหาลัยต่างจังหวัดกันควั่ก ก็สอนโครงการพิเศาอีกแหละ ถ้าโครงการธรรมดา พวกนี้รับรองไม่ไป โละให้เด้กๆ ไปแทน แล้วแต่ละท่าน ขอบอกว่าต้องบินการบินไทยเท่านั้น บินอย่างอื่นไม่ได้ เพราะไม่ได้ไมล์ ทั้งที่โลว์คอสท์ถูกกว่าตั้งเยอะ ก็อ้างไปว่านั่งโลว์คอสท์เหมือนไม่ได้รับเกียรติ จะบ้าหรือเปล่า
เรื่องการกินนอนก็เหมือนกัน ไปต่างจังหวัดทีไร แทบใหเขาเอาเสลี่ยงรับจากเครื่องบิน ต้องมีรถรับส่ง มีคนขับ มีคนพาไปกินร้านอาหาีดีๆ นอนโรงแรมแพงๆ บางคนระบุเลยว่าต้องโรงแรมนี้เท่านั้น สามดาวอย่างต่ำ ทำยังกะตัวเองเป็นเทวดา ไปไหนมาไหนก็เป้นหลือบเกาะกินนักศึกษา บางคนตกดึกไปกินข้าวกินเหล้า ก็ให้นักศึกษาโครงการพิเศษจ่ายให้ ปีใหม่ วันเกิด วันบ้าบอะไร ก็อ่อยให้เขาเอาของขวัญมาให้เป้นกระบุง
ท่อจาย์ศิโรจน์พูดน่ะถูกแล้ว เราสอนมาสักพัก แทบไม่ได้อ่านหนังสือเลย แค่สอนวิชาประจำก็หมดไปเทอมนึงแล้ว เตรียมสอน ตรวจการบ้าน พบนักศึกษา แล้วยังมีงานคณะ งานประชุม งานกรรมการ งานกีฬา งานบ้าบอคอแตกอะไรไม่รู้ งานที่พวกผู้ใหญ่รับแล้วมาโละต่อ
มีเทอมนึงเราโดนคณะให้สอนเรื่องที่เราเคยเรียนจริงๆ แค่หนเดียวตอนป.ตรี ความรู้เรามีแค่ตรงนั้น จะเอาอะไรไปสอนล่ะ ก็อ่านๆ แล้วจำไปพูดให้เด็กฟัง
ืถ้าไม่ติดใช้ทนุ เราเผ่นแน่ ไม่อยูห่รอก เพื่อนเราคนนึงได้ทุนไปเรียนต่อ ใช้ทุนปุ๊บ เผ่นปั๊บ ไปทำงานเอกชนเลย เขาก็เืบื่อแบบนี้เหมือนกัน เราก็เบื่อ ถามเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนก็เบื่อเหมือนกัน โดนคณะใช้แต่งานเบ๊ทั้งปี
ชื่นชม คนเขียนมานาน
ชื่นชม คนเขียนมานาน แต่ขอแย้งหน่อย คุณมันไม่แน่จริง ไม่พูดเรื่อง ๑๑๒ ไม่พูดเรื่องคดีหมิ่น พูดได้แค่นี้อย่าพูดดีกว่า พูดแค่นี้ ก็แค่ปัีญญาชนรับจ้างเขียนทำมาหากินไปวันๆ ไปเป็นไกด์นำเที่ยวดีกว่า ไร้สาระ นอกประเด็น ไม่ได้ความ
ถ้าปัญยาชนจริงๆ ต้องพูดแบบกระผม กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง
อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก
อ่านแล้วผิดหวังจริงๆ ไม่มีอะไรใหม่ อยากรู้ว่าพูดใหม่ทำไง กลีบไปอ่านกระผมย่อหน้าที่แล้ว ไ่ม่งั้นจะด่าซ้ำๆ ซากๆ อีกที
ด่าซ้ำไปซ้ำมาแต่ไม่หนำใจ ขอจัดให้อีก ไอ้คนไม่มีกระดูกสันหลัง ย้ำคิดย้ำทำ สมองฟันเฟือน เวิ่นเว้อยืดยาด ไอ้พวกของปลอม ไม่ใช่ของจริงอย่ากระผม หุยฮาๆๆๆ
มึงไปสรุปมาสามบรรทัด สาด
มึงไปสรุปมาสามบรรทัด สาด
WgGhcy jUukXVOS
WgGhcy jUukXVOS
ABJMuIR Cheap Phentermine Buy
ABJMuIR Cheap Phentermine Buy Cialis Online Buy Ambien Ativan Cheap Valium Xanax
lSEHYgN Buy Ambien Cheap
lSEHYgN Buy Ambien Cheap Phentermine Xanax Buy Ativan Cialis Valium
OTWAVB Xanax Cheap viagra
OTWAVB Xanax Cheap viagra Cheap Ativan Buy Phentermine Buy Ambien Cheap Valium
fHAVDgjY Cheap viagra Buy
fHAVDgjY Cheap viagra Buy Phentermine Cheapest Cialis Viagra Cialis Cialis
kOhtVc Cheap viagra Klonopin
kOhtVc Cheap viagra Klonopin Phentermine Buy Cialis Online Valium