"เราอยากกลับบ้านใจจะขาด แต่เรากลัว": เสียงจากผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง
*ชื่อรายงานเดิม: เราอยากกลับบ้านใจจะขาด แต่เรากลัว เสียงจากผู้ลี้ภัยหนองบัวผู้กำลังจะถูกตัดสินชะตากรรมในวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2553 (ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดนฉบับที่ 53 / 24 มกราคม 2553)
นับแต่มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ชีวิตของชาวบ้านเล่อป่อเฮอและหมู่บ้านรายรอบในรัฐกะเหรี่ยงก็ต้องเปลี่ยนไป พวกเขากลายเป็นผู้ลี้ภัยในแผ่นดินไทย อาศัยอยู่ในค่ายพักยิ่งกว่าชั่วคราวที่บ้านหนองบัวและอุสุทะ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
ค่ายพักหนองบัว คือพื้นที่ว่างหลังสุสานวัดพุทธของหมู่บ้านกะเหรี่ยงไทย ที่อยู่ตรงข้ามหมู่บ้านเล่อป่อเฮอ หลังจากที่พ้นภาวะฉุกเฉินและความกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐที่จะบังคับส่งกลับและสร้างอุปสรรคแก่ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในเดือนแรก ผู้ลี้ภัยก็ได้รับอนุญาตให้สร้างกระท่อมพักด้วยไม้ไผ่และหลังคาพลาสติก (เพื่อไม่ให้ดูเป็นการ "ถาวร" จนเกินไป)
ผ่านไปเจ็ดเดือน พวกเขากำลังจะถูกผลักดันกลับอีกครั้ง หลังจากที่ทหารไทยในพื้นที่พยายามมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในวันจันทร์ที่ 25 มกราคม มีกำหนดการประชุมระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ทั้งทหารไทย ทหารกะเหรี่ยงพุทธ (ดีเคบีเอ) ทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู องค์กรเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านข้าวปลาอาหาร ยูเอ็น
แต่แน่นอน ย่อมไม่มีผู้ลี้ภัยอยู่ในนั้น พวกเขาไม่เคยได้รับการยอมรับให้ได้ส่งเสียงให้ใครฟัง
“พวกเราอยากกลับบ้านตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินไทยแล้ว แต่เรากลับไม่ได้"
ผู้ลี้ภัยกว่าสามพันคนนี้ไม่ได้อยากเข้ามาพักในค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองไทย บางคนกลัวด้วยซ้ำที่จะถูกส่งเข้าค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ เพราะทราบดีถึงชีวิตที่ถูกกักขังไร้เสรีภาพ พวกเขาคือมนุษย์ที่ต้องการทำมาหากินเลี้ยงตัวเองอย่างอิสระ ไม่ใช่คนที่อยากงอมืองอเท้ารอ "ของฟรี" อย่างที่ใครบางคนป้ายสี
แต่ถ้าต้องเทียบกับการกลับไปสู่การประหัตประหาร พวกเขาก็ยินยอมที่รัฐไทยจะพาเขาไปที่ใดก็ได้ หลายคนเริ่มมองว่า หากการอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละที่ตั้งมา (ชั่วคราว – ตามนิยามรัฐไทย) นานกว่า 20 ปี จะทำให้ลูกหลานได้เรียนหนังสืออย่างเป็นเรื่องเป็นราวกว่าโรงเรียนชั่วคราวที่นี่ พวกเขาก็ยินดี
ผู้ลี้ภัยหนองบัวได้รับอนุญาตให้สร้างโรงเรียนชั่วคราวขึ้นได้ในเดือนสิงหาคม ด้วยเงินบริจาคจากเพื่อนพ้องและผู้เห็นใจ ทั้งที่เป็นกะเหรี่ยง คนไทย และต่างชาติ ครูที่นี่ก็คือครูที่เคยสอนเมื่อก่อนที่พวกเขาจะลี้ภัยมา บางคนเคยเข้ามาเรียนหนังสือชั้นมัธยมในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ และบางคนก็เป็นคนจากค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ หากยินดีอุทิศตัวเป็นครูในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ทั้ง ๆ ที่การเป็นครูในค่ายแม่หละ ได้ค่าตอบแทนสูงและอยู่สบายกว่ากันมาก
แต่ผู้ลี้ภัยอุสุทะก็ยังดูเหมือนจะอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่า พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในไร่ข้าวโพดและห่างไกลจากถนน และถูกควบคุมเข้มงวดกว่า ในขณะที่ค่ายหนองบัวมีโรงเรียนแล้ว คนที่อุสุทะยังอยู่ในระหว่างเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ทหารที่คุมพื้นที่
ในหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าสถานการณ์หลบลี้ภัยจะฉุกเฉินชั่วคราวเพียงใด เด็ก ๆ จะต้องมีสิทธิเรียนหนังสือ การเรียนหนังสือไม่เป็นเพียงการเรียนรู้ แต่เป็นการเยียวยาจิตใจให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ คำสั่งห้ามของรัฐไทยแต่แรก จึงถือว่าขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและกฎหมายระหว่างประเทศที่เราตัดสินใจให้สัตยาบันไปแล้วอย่างชัดเจน
โรงเรียนไม้ไผ่ที่หนองบัว คือสัญลักษณ์แห่งความหวัง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยู่อย่างแห้งเหี่ยวมาสองเดือนกลับมาสดใส และหวังว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปได้ราบรื่นขึ้น
ผ่านไปไม่ถึงเดือน สัญญาณเลวร้ายก็เริ่มเกิดขึ้น และทวีความรุนแรงต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนเป็นที่ชัดเจนแก่ผู้ลี้ภัยว่า พวกเขาจะไม่ได้รับการต้อนรับ (จากเจ้าหน้าที่รัฐไทย) ที่นี่ และเมื่อมาถึงคำสั่งส่งกลับในมกราคม แม้จะอกสั่นขวัญแขวนแค่ไหน ก็แทบไม่มีใครแปลกใจ
ต้นเดือนกันยายน ขณะที่เสียงปืนและกับระเบิดจากฝั่งพม่ายังได้ยินมาถึงหนองบัวและอุสุทะสม่ำเสมอ นายหม่องจีวินและปูลู ผู้นำผู้ลี้ภัยค่ายอุสุทะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเพื่อจะส่งกลับประเทศพม่า ด้วยข้อหา "เข้าเมืองผิดกฎหมาย" แม้ในที่สุดจะมีหลายหน่วยงานพยายามช่วยเหลือให้คนทั้งสองไม่ต้องถูกส่งตัวให้แก่กองทัพพม่าหรือกองทัพดีเคบีเอ เหตุการณ์นี้ก็เขย่าขวัญผู้ลี้ภัยให้ทราบว่า พวกเขาจะไม่มีทางได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้ความหวาดกลัวแน่นอน
ตุลาคม สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ผู้ลี้ภัยถูกจำกัดการเข้าออกค่ายอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าค่ายแม่หละ ทำให้คนที่เคยกลัวชีวิตในกรงอย่างแม่หละต้องเปลี่ยนใจ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อฝนตกหนักลงมาจนหลังคา"ชั่วคราว"ที่ทำด้วยผ้าพลาสติกเปิด พวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ซ่อมแซมโรงเรียนอีกต่อไป
พวกเขาเพียรถาม ครูหลายคนหมดกำลังใจ แต่ทหารก็ไม่อนุญาต อย่างไม่ทราบเหตุผล
การกีดกันไม่ให้เด็กได้รับการศึกษา ไม่ว่าเด็กนั้นจะมีสถานะใดในประเทศไทย หรือไร้สถานะ ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิต่อการศึกษา ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่รัฐไทยได้ให้สัตยาบันไว้เช่นกัน
พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ทหารตรวจค้นค่ายหนองบัว ยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและกล้องถ่ายรูป และเรียกบรรดาครูมาข่มขู่ไม่ให้ส่งข่าวใด ๆ ออกนอกพื้นที่และไม่ให้ถือโทรศัพท์ ทั้งที่อันที่จริงแล้ว อุปกรณ์ดังกล่าว เป็นเพียงเครื่องมือทำบัญชีอาหารและของบริจาคในค่าย ผู้นำค่ายหนองบัวถูกค้นตัวอย่างละเอียด โดยอ้างว่าเป็นการตรวจค้น "ยาเสพติด"
คำถามง่าย ๆ ก็คือ หากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ลี้ภัย เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมจริงแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องกลัวอะไร
ผลต่อมา ก็คือ ผู้นำหนองบัวคนเดิมต้องยุติบทบาท เปลี่ยนมือเป็นคนอื่น ครูทั้งหลายที่มาจากค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละไม่สามารถกลับไปเป็นครูที่โรงเรียนหนองบัวได้อีก เมื่อเหลือแต่ครูที่ไม่มีไม่มีโอกาสทางการศึกษาสูงมากนัก เด็ก ๆ จึงเรียนหนังสือได้แค่ถึงชั้น ป.2 และแบ่งกลุ่มกันเรียนตามบ้าน เพราะโรงเรียนไม่มีหลังคา
ต้นมกราคม 2553 ผู้ลี้ภัยได้รับอนุญาตให้ซ่อมแซมหลังคาโรงเรียนได้ หลาย ๆ คนอาจแปลกใจ ว่าท่ามกลางบรรยากาศที่แสนกดดันให้กลับบ้าน และผ่านทั้งฝนทั้งหนาวมาแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งได้ซ่อมหลังคาโรงเรียน แต่บางคนก็คงอดสงสัยไม่ได้ว่า คำอนุญาตนี้จะนี้เกี่ยวข้องกับการมาเยือนของเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรม ที่มาถึงพื้นที่ไม่กี่วันหลังจากนั้นหรือไม่
กลางมกราคม เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเดินทางเข้ามาตรวจสอบรายชื่อผู้ลี้ภัย พร้อมถามความสมัครใจให้เลือกที่จะกลับบ้านหรือเข้าค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ แปดครอบครัวสมัครใจกลับฝั่งหมู่บ้านเล่อป่อเฮอ เพราะไม่อยากเข้าไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย อันที่จริงในเดือนธันวาคม สองครอบครัวก็ตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่ส่งกลับ เพื่อจะย้อนกลับมาและหนีไปอยู่ที่อื่น จำนวนผู้ลี้ภัยกว่าพันลดลงเหลือกว่าเก้าร้อย เพราะการกดดันของทหารไทยได้ผล
ทว่าคนเหล่านี้มิได้หายตัวไปไหน พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เมื่อกลับบ้านไม่ได้ ก็แฝงตัวอยู่ ณ ชายแดนนั้นเอง
การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติหยุดชะงัก เมื่อทหารไทยประกาศว่า จะไม่มีทางรับผู้ลี้ภัยเข้าค่ายแม่หละเด็ดขาด เนื่องจาก "ค่ายแออัดเกินไป" ทั้งที่ผู้ลี้ภัยแม่หละนับหมื่นเดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามแล้ว และปัจจุบันก็มีผู้ลี้ภัยหรือคนย้ายถิ่นจากพม่าที่มิใช่ชนชาวกะเหรี่ยงก็ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในค่ายมากมาย
19 มกราคม สี่วันถัดมา มีการประชุมที่หนองบัว ผู้ลี้ภัยไม่กล้าหวังอะไรมากไปกว่าขอหลบภัยอยู่บนแผ่นดินไทย หากไม่ต้องการให้เขาอยู่ที่ปัจจุบันและไม่ยอมให้เข้าค่ายแม่หละ ขอเพียงอยู่ติดริมน้ำเมยอันเป็นพรมแดนไทย-พม่าก็พอแล้ว
แต่เสียงของเขาไม่มีใครรับฟัง คำยืนยันจากทางการไทยคือ พวกเขาจะต้องกลับฝั่งพม่า
“เราอยากกลับบ้านใจจะขาด แต่เรากลัว"
"หากจะต้องตกอยู่ในความควบคุมของดีเคบีเอจริง ก็อาจจะดีกว่าอยู่ในความควบคุมของทหารไทยอย่างตอนนี้" เสียงหนึ่งบอก บางคนเชื่อว่า หากการเจรจาระหว่างเคเอ็นยูกับดีเคบีเอเป็นผล ฝ่ายดีเคบีเอก็คงจะไม่ทำร้ายประหัตประหารตน "แต่ก็อาจจะสั่งให้เราทำงานให้เขา ใช้แรงงานเรา ก็ต้องอดทน"
ความหวาดกลัวของพวกเขา คือภัย "กับระเบิด" ในการสู้รบที่ผ่านมา กับระเบิดถูกวางไปแล้วทุกที่ ในไร่ในนา บนเส้นทางเดิน และแม้กระทั่งในสนามฟุตบอลของโรงเรียน ผู้ลี้ภัยจากหมู่บ้านไกลออกไป ไม่แน่ใจว่าจะเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยจากกับระเบิด
"เราจะทำไร่ทำนาได้อย่างไร หากกับระเบิดอยู่ในผืนดิน แล้วเราจะเอาอะไรกิน รอบเล่อป่อเฮอก็เป็นกับระเบิด จะมีคนเสียแขนเสียขา เสียชีวิตอีกเท่าไหร่"
หากความพยายามจะลบผู้ลี้ภัยกว่าสามพันออกจากแผนที่ประเทศไทยเพียงเพราะมองว่า "เป็นภาระ" จะหมายถึงชีวิตที่ต้องสูญเสียอีกกี่สิบกี่ร้อย
เราจะยังจะกล้าเอ่ยอ้าง "มนุษยธรรม" อีกหรือไม่
ผู้ลี้ภัยไม่ได้ร้องถามหา"มนุษยธรรม" มีแต่คนไทยด้วยกันเองที่จะระลึกให้ได้ว่า มนุษยธรรม ก็คือสิ่งที่เตือนให้เรายังรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ในตัวเองได้ ท่ามกลางโลกที่พิกลพิการนี้
ผู้ลี้ภัยไม่ได้ถามว่าใครจะรับผิดชอบกับกี่ชีวิตที่จะถูกทำลาย หากพวกเขาต้องกลับไปฝั่งพม่าก่อนเวลาอันควร มีแต่คนไทยด้วยกันเองที่อาจจะมองหน้ากันแล้วถามว่า
เราจะยังนอนหลับสบายได้อยู่หรือไม่












อ่าแล้ว
อ่าแล้ว ก็รู้สึกเจ็บใจนะ...ไอ๋ที่เจ็บใจนี่คือ เรื่องที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับทหารพม่าเลยสักนิด แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี่ เป็นเรื่องระหว่างกะเหรี่ยงดี เค บี เอ กับ กะเหรี่ยง เค เอ ยู แท้ๆ ประชุมกันที่แล้วสองกลุ่มนี้น่าจะคุยกันได้นะ แต่ ตกลงกันไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่อง หลังๆมานี่ไม่ค่อยได้ยินชื่อของรัฐบาลทหารพม่าทำผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่าเราได้ยินชื่อกะเหรี่ยง ดี เค บี เอ ทำผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้น ถี่ขึ้น บ่อยขึ้น เยอะขึ้น แยะขึ้น เรื่อยขึ้น มากขึ้น โถ่....พวกนี้กะเหรี่ยงพันไหนเนี่ย เวร
รัฐบาลพม่านั้นหนุนกระเหรี่ยงด
รัฐบาลพม่านั้นหนุนกระเหรี่ยงดี เค บี เอ ให้ทำหน้าที่คล้ายยามชายแดน และปราบปรามเค เอ็น ยูซึ่งเป็นกระเหรียงคริสต์เป็นส่วนใหญ่ พม่ายุชนส่วนน้อยรบกันเองได้ผลมากก็ที่รัฐกระเหรี่ยงนี่แหละครับ
กรณีผู้ลี้ภัยด้านพม่านี้ ควรพิจารณาด้วยมนุษยธรรมแตกต่างจากด้านลาว ประเด็นสำคัญ ในความเห็นของผมคือ หากแผ่นดินพม่ายังไม่สงบมีการรบราฆ่าฟันกันเป็นสงครามย่อยๆอยู่ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้อพยพหลบภัยสงคราม ที่รัฐบาลไทยจะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องเห็นแก่มนุษยธรรมรับไว้ดูแลร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง การผลักดันให้กลับไปหาทางเอาชีวิตรอดกันเองนั้นไม่ถูกต้องทั้งทางโลกทางธรรม
ส่วนด้านม้งกับลาวนั้นแตกต่างกัน เพราะลาวกับม้งเลิกรบกันแบบดุเดือดเปิดเผย มานานแล้วและรัฐบาลลาวก็เตรียมหาสถานที่อยู่อาศัย ทำกินไว้รองรับผู้อพยพที่ไทยส่งกลับดีพอสมควร ลองไปหาดูในกูเกิ้ลก็ได้ ผมว่าสภาพการดำรงชีพของผู้ลี้ภัยชาวม้ง หลังกลับประเทศน่าจะดีกว่าชาวกระเหรี่ยงมากนัก ไทยผลักดันม้งกลับลาว มีเหตุรับรองพอเพียง
ใครจะว่า ความห็นผมสองมาตรฐาน ก็ยอมครับ......
เห็นด้วยที่ว่า
เห็นด้วยที่ว่า แม้เราจะรู้สึกว่าดีเคบีเอและเคเอ็นยูไม่น่าทะเลาะกัน (ไปทำไม) มันก็ไม่เกี่ยวกับชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ต้องรับผลกระทบ แม้ว่าจะไม่อยากรับผู้ลี้ภัย แต่ถ้าส่งกลับไปแล้วเขาถูกกับระเบิดตาย เราจะทำไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนว่า ไม่ใ่ช่เรื่องของกรู มันจะถูกไหมครับ
ได้ข่าวล่าว่า เขาจะเลื่อนประชุมกันแล้ว รอดูครับ ส่งข่าวกันต่อต่อไปด้วย
...ประเทศทวย -(ไม่เคยเห็น)-
...ประเทศทวย -(ไม่เคยเห็น)- หัวใคร
วันนี้
วันนี้ ทหารไทยเข้ามาที่หนองบัว และประกาศว่า
1 คุณจะต้องกลับไป
2ให้คนเช็คว่ามีบ้านที่เล่อป่อเฮอเหลืออยู่กี่หลัง และจะรับคนที่นั่นได้กี่คน
ด่วนค่ะ เพราะเมื่อวานบอกว่าจะให้สมัครใจ แต่เอาเข้าจริง ในพื้นที่ ไปบังคับชาวบ้านให้กลับ เราต้องการให้มีการตรวจสอบจากรัฐหรือหน่วยงานอื่น ๆ
เราเกรงว่า เมื่อใครเข้าไป เขาจะไม่ให้ได้คุยกับคนอย่างอิสระ และคนจะกลัวมากที่จะพูดความจริง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://gotoknow.org/file/ngaochan/CBNA_54.pdf
เห็นพาดหัวข่าว
เห็นพาดหัวข่าว ก็อยากจะบอกว่า ไม่ใช่แต่กะเหรี่ยงหรอกที่รู้สึก
คนไทยใน ตปท.หลายคนก็รู้สึกอย่างนี้ ตั้งแต่มี รปห. ยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน และศาลสั่งได้
fkECVy XYKUUV
fkECVy XYKUUV
hHLtro Ambien Valium Xanax
hHLtro Ambien Valium Xanax Phentermine Cialis Cheap Ativan
JFMrNPb Buy Phentermine Buy
JFMrNPb Buy Phentermine Buy Cialis Online Buy Xanax Buy Ambien Buy Valium Ativan
ต่างชาติกว้านซื้อที่ดินจากชาว
ต่างชาติกว้านซื้อที่ดินจากชาวนาไทยเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่สะเทือนความรู้สึกของคนไทยผู้หวงแหนแผ่นดินไม่น้อย
เป็นข่าวต่อเนื่อง หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้พาแขกวีไอพีมหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย ชมสาธิตการทำนาที่ จ.สุพรรณบุรี อ้างเหตุผลต้องการดึงเงินลงทุนจากชาติเศรษฐีน้ำมันเข้าประเทศ ให้มาลงทุนทำนาปลูกข้าวส่งขายต่างประเทศ
ทั้งที่เป็นข่าวช็อกความรู้สึกของคนทั่วไป แต่กระบวนการขับเคลื่อนตรวจสอบและหยุดยั้งของหน่วยราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง...กลับไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
สิ่งที่คนไทยได้รับคำตอบจากหน่วยราชการ มีเพียง...การเข้ามายึดครองที่ดินของต่างชาติเป็นแค่ข่าวลือ ไม่ใช่เรื่องจริง
ต่างชาติไม่สามารถเข้าถือครองที่ดินทำกินไปจากคนไทยได้ เพราะเรามีกฎหมายบังคับไม่ให้ต่างชาติถือครองที่ดิน ทำนา ทำการเกษตรได้
ในขณะที่หน่วยงานไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่มีความสำนึกหวงแหนแผ่นดินเกิด กลับพบความจริงที่ตรงข้ามกับหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงชี้แจง
สำนักคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ซึ่งมี พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ เป็นประธาน พบว่า มีต่างชาติเข้ามากว้านซื้อที่นา ที่ดินทำกินไปจากเกษตรกรไทยจริง
พบมากในพื้นที่จังหวัดภาคกลางที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย เช่น สุพรรณบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อุทัยธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว
และมีหลายรายที่ทำผิดกฎหมายชัดเจน แต่ยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปหยุดยั้งปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าง อ.โคกตูม จ.ลพบุรี มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากชาวอินเดีย
อ.บางเลน จ.นครปฐม มีการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรกรรม 500 ไร่ เป็นเวลา 10 ปี ในราคาค่าเช่าไร่ละ 4,000 บาท ทั้งที่ค่าเช่าปกติอยู่ที่ไร่ละ 2,000 บาท
อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี มีชาวไต้หวันมาทำนาข้าวและแปรรูปเป็นข้าวสาร
จ.นครนายก มีนักการเมืองเป็นนายหน้าและนายทุนต่างชาติเป็นผู้ลงทุนทำสัญญาเช่านา เพื่อทำนามากถึง 1,600 ไร่
นี่เป็นเรื่องจริงหรือ??
ไหนว่าบ้านเรามีกฎหมายบังคับสารพัดห้ามต่างชาติถือครองที่ดิน ห้ามทำนา ทำการเกษตร แต่คนต่างชาติเข้ามาทำอย่างนี้ได้อย่างไร?
มองจากตัวบทกฎหมาย ต้องยอมรับ บ้านเรามีกฎหมายห้ามไว้จริง ต่างชาติทำไม่ได้ ไม่มีสิทธิมากว้านซื้อที่ดิน ทำนา
แต่ถ้ามองจากภาคปฏิบัติ...คนไทยรู้กันดี เห็นกันทุกวัน บ้านเรากฎหมายมีไปก็เท่านั้น ใช้บังคับไม่ได้
กฎหมายบ้านเรามีไว้ให้ข้าราชการใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ เท่านั้นเอง...อะไรที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านเราไม่เพียงให้ต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินแบบผิดกฎหมายได้อย่างเปิดเผย มีแต่ข้าราชการเท่านั้นที่ไม่รู้
บ้านเรายังมีช่องทางให้ต่างชาติครอบครองที่ดินได้อย่างถูกกฎหมาย โดยที่กฎหมายห้ามใดๆก็ไม่มีผลที่จะไปห้ามได้
คนไทยครอบครองที่ดินได้เท่าไร...ต่างชาติมีสิทธิครอบครองได้ เท่านั้น
คนไทยทำอะไรในที่ดินได้ทุกอย่าง...ต่างชาติก็มีสิทธิทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนกัน...ทำไร่ ทำนา ทำสวน ต่างชาติมีสิทธิทำได้โดยถูกกฎหมายทุกประการ แม้จะมีกฎหมายห้ามไว้ก็ตาม
ด้วยข้อมูลที่ สำนักงานคลังสมอง วปอ. ได้จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม พบว่า การถือครองที่ดินของต่างชาติในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายได้สิทธิเหมือนเป็นคนไทย สามารถทำได้ในรูปการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล หรือบริษัท
ตั้งเป็นบริษัทมีต่างชาติถือหุ้นในบริษัท 49% มีคนไทยถือหุ้น 51%...ถูกกฎหมายทุกประการ ถือเป็นบริษัทของคนไทย
แต่คนไทยที่ถือหุ้นมากกว่านั้น ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายให้ต่างชาติ ที่พบว่า มีคนไทยหลายคน รับจ้างถือหุ้นมากถึง 600 บริษัท
แต่นั่นไม่สำคัญเท่า การจัดทะเบียนผู้ถือหุ้นที่ระบุว่า คนไทยถือหุ้นมากกว่านั้น...กฎหมายไทยอนุญาตให้จัดฉากได้อย่างเปิดเผย
เพราะ สามารถระบุไปในข้อบังคับของบริษัทได้ว่า ต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่ามีสิทธิ มีอำนาจออกเสียงลงคะแนนในการดำเนินกิจการต่างๆ ของบริษัทได้มากกว่าคนไทยที่ถือหุ้นมากกว่า
ต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า แต่มีอำนาจมากกว่าได้
นั่นเท่ากับว่า บริษัทที่มีเปลือกนอกเป็นของคนไทย...เนื้อในแท้จริงแล้วเป็นของต่างชาติเต็มร้อย
เมื่อกฎหมายบ้านเราเปิดช่องไว้เช่นนี้...ต่างชาติเลยมีสิทธิทำได้ทุก อย่างเหมือนเป็นคนไทยทุกประการ กฎหมายห้ามใดๆ เลยมีอันเป็นหมัน...ห้ามไม่ได้
และด้วยเหตุนี้การตรวจสอบของหน่วย ราชการเลยไม่พบว่า มีบริษัทต่างชาติมากว้านซื้อที่ดินทำนา เพราะมัวแต่มะงุมมะงาหราจับหาแต่บริษัทนอมินีอยู่นั่นแหละ
ยุคนี้ต่างชาติก้าวไปอีกขั้น เลิกใช้นอมินี...ใช้วิธีนี้ดีกว่า ถูกทั้งเงินถูกทั้งกฎหมาย ได้สิทธิเท่าเจ้าของประเทศ
การศึกษาของสำนักงานคลังสมอง วปอ. ยังพบอีกว่า ปัญหาการเข้ามายึดครองที่ดินทำกินของต่างชาติในลักษณะนี้ ไม่ได้เกิดกับบ้านเราประเทศเดียวเท่านั้น
ปัญหานี้ได้กลายเป็นกระแสใหม่ของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มชาติที่ร่ำรวย มีเงินสดเหลือจากการค้าขายน้ำมัน สินค้าอุตสาหกรรม ได้ออกล่าหาผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไว้ทำการเกษตร
โดยมีสาเหตุมาจากความหวั่นวิตกในเรื่องความมั่นคงของอาหาร...อนาคตอาหารจะขาดแคลน จาก 3 สาเหตุสำคัญ
1. ภาวะโลกร้อน พื้นที่หลายแห่งประสบภัยธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย
2. น้ำมันแพง ต้องการที่ดินปลูกพืชพลังงานทดแทนมากขึ้น พืชพลังงานแย่งพื้นที่พืชอาหาร
3. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของพลเมืองโลก ที่ผันตัวเองเป็นผู้มีรายได้ ระดับกลางมากขึ้น ผู้คนทิ้งอาชีพเกษตรเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น...คนผลิตอาหารน้อยลง คนบริโภคอาหารเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้จึงได้ก่อให้เกิดกระแสการล่าหา ดินแดนเพาะปลูกเพื่อผลิตอาหารของชาติร่ำรวย จนเมื่อปีที่แล้ว มีรายงานจากสหประชาชาติ ระบุว่า ขณะนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมทางการเกษตร (Agro-Colonization)
แม้แต่ นิตยสารไทม์ส ฉบับต้นปี 2552 ยังได้กล่าวถึงธุรกิจที่ดีที่สุดของโลกอนาคต 10 ประเภท...ธุรกิจการทำเกษตรแบบ Contract Farmming ในประเทศที่มีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของธุรกิจที่ดีที่สุดในอนาคต
ในละแวกภูมิภาคอาเซียน ประเทศไหนมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ อยู่ในชัยภูมิได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติน้อย...ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา เสี่ยงต่อพายุถล่มทุกปี ปีละหลายครั้ง
บ้านเราอยู่ในชัยภูมิ มีประเทศเพื่อนบ้านเป็นเกราะกำบัง ลดแรงพายุโดยธรรมชาติ...เลยเป็นที่หมายตามากกว่าที่อื่น
และเป็นที่น่าสังเกตการเข้ามากว้านหาที่ดินของต่างชาติในบ้านเรา จะมุ่งเน้นไปที่ภาคกลาง...เขตพื้นที่ชลประทาน
ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตร 130.29 ล้านไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 32.7 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางที่ต่างชาติเข้ามากว้านยึดครอง
คน ไทยเสียภาษี ให้รัฐบาลลงทุนระบบชลประทานไปไม่รู้กี่แสนล้าน หน่วยราชการไทยจะยอมให้ต่างชาติมาชุบมือเปิบ...แล้วปล่อยให้คนไทยคอยฟ้าคอย ฝนไปตามยถากรรมกระนั้นหรือ
ทำงานกันได้แค่นี้...เราจะเสียภาษีไปเพื่ออะไร.
Gldfev Ambien Valium
Gldfev Ambien Valium Phentermine Cheap viagra Buy Xanax Buy Ativan
cXxWqc Viagra Cheap
cXxWqc Viagra Cheap Phentermine Cialis Cheapest Cialis Cheap viagra Cialis
YSYTyes Buy Valium Cheapest
YSYTyes Buy Valium Cheapest Cialis Tramadol Ativan Cheap Klonopin