ว่าด้วย เอ็นจีโอ-อำมาตยาธิปไตย ในข้อเขียนของ ‘สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์’

 
 
ข้อเขียนของ สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ ชื่อ “ขุนนาง เอ็นจีโอ กป.อพช. และวิธีคิดอำมาตยาธิปไตย” ที่เผยแพร่ทาง “ประชาไท”เมื่อ 22 ธันวาคม 2552 นั้น ได้กล่าววิพากษ์ขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ โดยพาดพิงถึงเหตุการณ์การร้องเรียนเรื่องการพิจารณางบประมาณของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)โดยองค์กรประชาชนอีสาน ๑๗ องค์กร นั้นเป็นความที่ 1.คนเอ็นจีโอควรรับฟังเป็นข้อคิดเพื่อการตรวจสอบภายใน 2.พอช.และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน(กป.อพช.อีสาน) สองภาคีที่ร่วมรับผิดชอบงบประมาณดังกล่าวควรได้ชี้แจงรายละเอียดของการดำเนินการให้เกิดความจะแจ้ง
 
ในที่นี้ ผู้เขียนใคร่ขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงหลักคิดกับสุรีย์แต่พองาม และคิดว่าวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนที่เคารพซึ่งกันและกันในความหลากหลายจะนำมาสู่การเรียนรู้ร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมสังคมที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี
 
ประการแรก เกี่ยวกับลักษณะขุนนาง-อำมาตยาธิปไตย ที่สุรีย์กล่าวว่าเป็นลักษณะลัทธิพรรคพวก ไม่นิยมหลักการ แต่เน้นหลักกู ใช้ระบบอาวุโส เด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ เน้นศรัทธามากกว่าคิดเองเป็นเอง กลัวเสียหน้าหากมีการวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดทั้งชอบรวมศูนย์อำนาจไม่กระจายอำนาจ และชอบลำดับขั้นสูงต่ำกว่าความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ นั้น ผู้เขียนคิดว่าลักษณะดังกล่าวมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เช่นเดียวกับการคอรัปชั่นที่มีอยู่ในทุกสังคม เพียงแต่เราจะจัดการกับมันอย่างไรที่จะต้องมีกลไกถ่วงดุล ตรวจสอบ ลงโทษ ที่มีประสิทธิภาพ ในสังคมไทยเรา-ลองทบทวนกันอย่างมีสติเถิด ใช่หรือไม่ที่ผู้มีอำนาจปกครองไม่ว่าจะเป็นพวกที่คุณสุรีย์เรียกพวกอำมาตย์หรือแม้แต่พวกที่ถูกเรียกว่า “ทุนสามานย์”เมื่อมีอำนาจแล้วมักต้องการอำนาจมากขึ้นไปอีกเสมอๆ (ตามกฎของอำนาจ) ความโน้มเอียงของผู้อยู่ในอำนาจนั้น จะควบคุมไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทำลายและครอบงำกลไกการตรวจสอบ อาศัยความไม่รู้เท่าทันของประชาชนเป็นเงื่อนไขกอบโกยผลประโยชน์ ใช้กันแต่หลักกูทั้งนั้น หลักประชาธิปไตยที่ว่าคนเราเท่าเทียมกัน มีความยุติธรรม และแบ่งปันกัน ซึ่งคุณสุรีย์อยากเห็นอยากให้เป็นนั้นดูเหมือนห่างไกลความจริงเสียเหลือเกิน และดูเหมือนว่าคุณสุรีย์ก็ไม่เคยเสนอว่าในทางปฏิบัติจริงขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่นี้ จะพอทำกันอย่างไรได้บ้าง นอกจากมีคำตอบสำเร็จรูปว่าต้องโค่นล้มพวกอำมาตย์เสียก่อน
 
ประการที่สอง ข้อที่ว่าสังคมเราต้องมีกลไกถ่วงดุล ตรวจสอบและลงโทษที่เข้มแข็งนั้น มีผู้กล่าวและทำการพิสูจน์กันพอควรแล้วว่าภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง ประสบการณ์ของผู้เขียนเองนั้นบอกว่าประชาชนจะเข้มแข็งได้ไม่เคยมีเลยที่จะมาจากการหยิบยื่นให้จากผู้ปกครอง(ทุกประเภท) และไม่เชื่อด้วยอีกเช่นกันว่าโคนอำมาตย์เสร็จแล้ว กลุ่มอำนาจใหม่จะยอมให้ประชาชนเติบโตเข้มแข็ง มีแต่ประชาชนแต่ละหมู่เหล่าต้องจัดตั้งตัวเองขึ้นมา กระบวนการนี้ท่านว่าต้องใช้เวลาและถ้าเราอยากให้เป็นจริงต้องเริ่มลงมือทำกันทันที ต้องเปลี่ยนที่วัฒนธรรมทางการเมืองผ่านการเรียนรู้ยกระดับทางจิตสำนึกของผู้คนที่เติบโตเปลี่ยนแปลงจากความเป็นราษฎรเป็นพสกนิกรสู่ความเป็นพลเมืองที่สำนึกในสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียม ว่าเถอะ คุณสุรีย์อาจบอกว่าการต่อสู้อันดุเดือดที่พลพรรคสีแดงกำลังลุกขึ้นต่อสู้โค่นล้มอำมาตย์อยู่นั่นไง คือการเรียนรู้อันยิ่งใหญ่ของมวลชนหรืออาจเลยไปถึงว่านั่นคือการต่อสู้ทางชนชั้นที่แหลมคม จะยกระดับจิตสำนึกของมวลชนครั้งใหญ่ นั่นก็ไม่ว่ากัน แต่สิ่งที่เราสัมผัสอยู่ขณะนี้ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าระหว่างสำนึกชนชั้นกับการบ่มเพาะความเกลียดชังและอคติ อะไรจะเป็นจุดหลัก
 
ถ้าสายตาเราไม่พร่าและไม่ละเลยจนเกิน ใคร่เชิญชวนคุณสุรีย์เยี่ยมมองให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของคนเล็กคนน้อยอันหลากหลายในสังคมแห่งนี้ ผู้เขียนเห็นว่าในสองสามทศวรรษมานี้เรามีคนชั้นกลางมากขึ้นในสังคมไทย ก็ถ้าคนชั้นกลางเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยตามที่ชาวตะวันตก(พ่อฝรั่ง)สอนเรามาซึ่งอาจจะมีส่วนจริงไม่น้อย เราก็มีต้นทุนนี้มากขึ้น-คนที่สำนึกในสิทธิเสรีภาพอันเป็นกุญแจสำคัญของประชาธิปไตย แต่มันก็มาพร้อมกับความสับสนเพราะพวกเขามักเก่งในทางบริโภคอย่างไม่บันยะบันยังและทำตัวเป็นคนไม่มีบุพการีเสียมาก
 
ความเคลื่อนไหวของประชาชนตามชุมชนเล็กๆ ด้วยประเด็นเฉพาะ(เล็กๆ)ซึ่งอาจถูกมองจากคนชั้นกลางและนักคิดบางสำนักว่าพวกเขาเคลื่อนไหวเพียงประเด็นเฉพาะหน้าเฉพาะกิจ นักคิดตะวันตกบางคนถึงกับกล่าวว่าพวกเขาละโมบและไร้วิสัยทัศน์ เราอย่าดูดาย การเคลื่อนไหวเหล่านี้สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้คืบไปสู่ความก้าวหน้าอยู่ทุกวัน พวกเขากำลังก่อสำนึกแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยกระดับสำนึกเรื่องสิทธิเสรีภาพ ใช่หรือไม่ 
การเติบโตทุกวันของกลุ่มออมทรัพย์ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่สามารถสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐและทุนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ จากที่รัฐเคยมองว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มเถื่อน แล้วในปัจจุบัน ที่สุดรัฐก็ต้องมีนโยบายรับรอง อุดหนุน และแก้กฎหมายเช่นกฎหมายสหกรณ์ให้มีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเป็นสหกรณ์ประเภทที่ 7  
 
การใช้กระบวนการทางกฎหมายในการสู้กับความเห็นแก่ได้ของนายทุนของชาวชุมชนมาบตาพุดจนสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการใช้รัฐธรรมนูญ
 
การลุกขึ้นมาสร้างระบบสวัสดิการของชาวบ้านที่ประยุกต์เรื่องบุญมานำการสร้างการประกันสังคมของชาวชุมชนที่อยู่นอกกองทุนประกันสังคม(ที่ในที่สุดรัฐก็ยอมจ่ายเบี้ยสมทบเท่ากันกับที่ชาวบ้านออมวันละบาท และนายกอภิสิทธิ์ได้ทำพิธีมอบให้กับองค์กรชุมชน 500 องค์กรแรกไปเมื่อ 11 มกราคมที่ผ่านมา)
 
การต่อสู้ต้านเขื่อน เหมืองแร่ โรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมฯลฯ ของประชาชนตามชุมชนต่างๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านธรรมดาได้เรียนรู้ที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการทางวิชาการและกระบวนการต่อสู้แบบสันติวิธีอย่างเข้มข้น หลายกรณีได้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและนโยบายรัฐที่จะต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วม มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ฯลฯ
 
ความเปลี่ยนแปลงเฉพาะกรณีเฉพาะพื้นที่เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับกฎหมายและนโยบายที่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งสังคมในเวลาต่อมาทั้งสิ้น ถ้าเราหันกลับไปมองชุดนโยบายดีๆ ที่นายกทักษิณริเริ่มทำในยุคของเขานั้น มองกันอย่างไม่ตัดตอนก็คือ นโยบายเหล่านั้นถูกสังเคราะห์มาจากการคิดค้นของชุมชนและการสนับสนุนของเอ็นจีโอต่างๆ กับราชการที่ก้าวหน้า มาอย่างยาวนานจนได้รับการยอมรับยกระดับมาเป็นนโยบาย ใช่หรือไม่
 
เราเคยมองเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ แต่ถ้าสายตาของคุณสุรีย์เอาแต่จ้องเล็งที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องเปลี่ยนโครงสร้างกันเสียก่อน(หรือจริงๆอาจเปลี่ยนเฉพาะ “คณะ”)จนมองไม่เห็นการเติบโตทาง “ปริมาณ” ที่เกิดจากการ “ต่อสู้และต่อรอง”ของประชาชนแล้วละก็ ต้องแสดงความเสียใจจริงๆ
 
ประการที่สาม เรื่อง เอ็นจีโอ ดูเหมือนการแสดงความคิดเห็นต่อท้ายบทความของคุณสุรีย์จะมีความดุเดือดเป็นพิเศษและต่อเนื่องจนเชื่อว่าเป็นขบวนการบางอย่าง บางบท ขอโทษนะครับ ถึงขั้นอยากเรียกว่า “กักขฬะของคนกำพร้า” ทีเดียว แต่เอาเถอะ นี่คือเสรีภาพที่คุณสุรีย์(รวมทั้งประชาไท)ต้องการหรือเปล่า เท่าที่พิจารณาในข้อเขียนเหล่านั้น เอ็นจีโอ เป็นพวกที่ไม่ควรมีตัวมีตนมีชีวิตอยู่ในประเทศนี้เลย ในทางหลักการ(ที่จับได้ในข้อเขียนเหล่านั้น)คือเอ็นจีโอทั้งหลายเป็นพวกอำมาตยาธิปไตย เป็นพลังตรงข้ามกับฝ่ายประชาธิปไตย ตามที่ติดตามอ่านข้อเขียนของคุณสุรีย์มาหลายเรื่อง ในสังคมแห่งนี้ถูกคุณสุรีย์มองว่ามีเพียงสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ถ้าไม่ไปด้วยกันกับฝ่ายสีแดงก็จะถูกยัดเยียดให้เป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตยไปในทันที แบ่งฝ่ายเลือกข้างกันชัด ทำอย่างนี้ ด้านหนึ่งคุณอาจเสียเพื่อนเสียแนวร่วม อีกด้านหนึ่งทัศนะเช่นนี้ไม่น่าจะดีในระยาว ถ้าคุณเกิดมีอำนาจปกครองคุณจะเป็นคนขี้ระแวงและคุณจะปราบปรามประชาชนกระทำตนเป็นทรราชเสียเอง
 
ในอดีต เอ็นจีโอ เคยถูกกล่าวหาจากนักสังคมนิยมว่าเป็นพวกถ่วงรั้งความเปลี่ยนแปลง มองตามหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ก็คือ ฉุดรั้งมิให้สังคมเกษตรกรรมวิวัฒนาการไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม สังคมเกษตรเป็นวิถีการผลิตแบบศักดินา เป็นภาคการผลิตที่ล้าหลังต้องปลดปล่อยแรงงานเกษตรไปเป็นกรรมกรในภาคทุนนิยม แล้วกรรมกรจะเป็นพลังหลักที่จะโค่นล้มทุนนิยมสถาปนาระบบสังคมนิยมขึ้นมา ถึงวันนี้ ทัศนะต่อ เอ็นจีโอ ของสำนักคิดฝ่ายซ้ายที่กำลังสามัคคีนายทุนก็คงคิดไม่ต่างกันใช่หรือไม่ เอ็นจีโอ ก็คงหลีกไม่พ้นที่จะได้ชื่อว่าเป็นซากเดนของศักดินา-อำมาตยาธิปไตย
 
เราคงไม่พูดกันในบทความนี้ว่าเมื่อไหร่ ใช้เวลาเท่าไหร่ที่ฝ่ายซ้ายจะแกะตัวเองหลุดจากนายทุนที่กำลัง “ทำแนวร่วม” กันอยู่ แล้วเมื่อไหร่กรรมกรจะได้ทำการปฏิวัติ เรารู้เพียงว่าบนการต่อสู้ของคนเล็กคนน้อยท่ามกลางเวลาที่ผ่านไปโดยเราไม่ยอมปล่อยเวลาผ่านไปเพียงเฝ้าดูสังเกตการณ์ นั้น เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าขึ้นในสังคมแห่งนี้ตลอดเวลา สิทธิเสรีภาพของคนก็เติบโตโดยที่เรายังไม่ได้โค่นล้มฝ่ายไหนไปให้สิ้นซาก แล้วที่มองเห็นอยู่ เอ็นจีโอ และองค์กรชุมชน กลุ่มทางสังคมที่หลากหลายก็ทำงานเหล่านี้ไปไม่มีหยุด แม้จะดูเชยๆ บ้างที่ไม่สามารถอภิปรายเกี่ยวกับอำนาจรัฐหรือการพูดคุยทางวิชาการด้วยถ้อยคำโตๆ
 
แต่ถ้าจะถามกันว่า เขาเอาด้วยกับพวกอำมาตยาธิปไตยมั้ย ก็น่าจะได้รับคำตอบว่า “ไม่” เอาด้วยกับทุนสามานย์มั้ย ก็ไม่เช่นกัน เพราะเห็นกันมาแล้วว่าแย่พอกัน
 
หรือคุณจะว่าประวัติศาสตร์กำหนดแล้วว่าคนที่เหมาะจะเป็นชนชั้นปกครองในขั้นนี้มีให้เลือกอยู่แค่นั้น?

 

"แต่ถ้าจะถามกันว่า

"แต่ถ้าจะถามกันว่า เขาเอาด้วยกับพวกอำมาตยาธิปไตยมั้ย ก็น่าจะได้รับคำตอบว่า “ไม่” เอาด้วยกับทุนสามานย์มั้ย ก็ไม่เช่นกัน เพราะเห็นกันมาแล้วว่าแย่พอกัน

หรือคุณจะว่าประวัติศาสตร์กำหนดแล้วว่าคนที่เหมาะจะเป็นชนชั้นปกครองในขั้นนี้มีให้เลือกอยู่แค่นั้น?"

ประโยคสุดท้าย ไม่ได้ถามผม และเป็นประโยคที่มีลักษณะ impute (จับใส่) ความเห็นถามคุณสุรีย์ (คิดว่า ประวัติศาสตร์กำหนด...") แต่ผมสงสัยว่า ผู้เขียนเองก็อาจจะมองในลักษณะคล้ายกัน แต่ตรงข้าม คือ สำหรับผู้เขียน "ประวัติศาสตร์ไม่ได้กำหนด..." แต่ผมไม่คิด่วา "ประวัติศาตร์" เป็นคน มีตัวตน ประโยคสุดท้ายนี่ จึงออกจะตลกสำหรับผม คือ ประวัติศาสตร์ ไม่ได้กำหนด หรือ กำหนดอะไรทั้งสิ้น เพราะ "ประวัติศาสตร์" ไม่มีชีวิตนะครับ "กำหนด" หรือ "ไม่กำหนด" ไม่ได้

แต่ขอถามอย่างซีเรียส (คือท้าให้ตอบน่ะครับ ถ้าตอบไม่ได้ ผมถือว่า คนเขียนชอบใช้แต่โวหาร ใช้เหตุผล และข้อมูลไม่เป็น) คือ

มี ใครอีกนะครับ? นอกจากที่ list มาว่าเป็น "อำมาตย์" กับ "ทุนสามานต์" น่ะ?

(อนึ่ง ผมไม่เห็นว่า มีสิ่งที่เรียกว่า "ทุนสามานต์" หรือ "อำมาตย์" อยู่จริง พูดในเชิงวิเคคราะห์นะ แต่นั่นเป็นเรื่องยาว ไม่ขออภิปรายในที่นี้ ยิ่ง "ทุนสามานต์ "นี่ผมว่า ใครพูด จะแสดงความโง่ของคนพูดมากกว่า)

คือ คุณผู้เขียน "ไม่เอา ทั้งสอง นี้" มีใครให้ "เอา" นะครับ? เท่าที่ผมเห็น เอ็นจีโอเอง ก็ไม่ได้ตั้งพรรคการเมือง จะไปแข่งเป็น "ชนฃั้นปกครอง" ไม่ใช่หรือครับ?

คือผมรำคาญ พวก เอ็นจีโอ (รำคาญโคตรๆ) ที่ชอบใช้คำแบบนี้ "ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วหรือ?" เพราะมันเป็นโวหารที่ แหม เท่ห์น่ะครับ ประเภท ไม่ยอม "จำนน" กับสิ่งที่มี

แต่ถามแบบจริงๆเลยครับ อย่าใช้โวหาร ว่า ที่ว่า มี นี่ มีอะไรบ้างนะคัรบ "ทางเลือกที่ 3 ที่ 4 ที่ 5..." ที่จะมาเป็นผู้ปกครองน่ะ

อนึ่ง ถ้าประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนสมมุติ "คนเล็กๆ" ที่คุณพูดถึง เขาเลือก "ทุนสามานต์" เป็นผู้ปกครอง นี่ คุณ ก็จะเปลี่ยนตัวเองจาก "คนเล็กๆ" เป็นเทวดา บอกพวกเขาว่า "กูเทวดา เห็นว่า ที่พวกมึงเลือก มันไม่เหมาะสม.." หรือครับ?

อ้อ อีกนิด ขออ้วก กับสำนวน "พ่อฝรั่ง" หรือ "คนเล็กๆ" ได้ไหมครับ แม่งโคตรหลงตัวเองเลยว่ะคุณผู้เขียน

เพราะเอ็นจีโอ มีสมองเท่านี้กันส่วนใหญ่ บ้านเมืองถึงมีคนทีเป็นใหญ่เป็นโต อย่างที่ไม่ควรเจะเป็นได้เป็นสิบๆปี แต่เอ็นจีโอ แบบนี้ ก็มองไม่เห็ฯหรอกครับ เขามองเห็ฯแต่ "ทุนสามานต์" ฯลฯ

ปล. ผมไม่ได้แชร์ความเห็นของคนที่คุณโต้ทั้งหมด ที่จริง มีที่ไม่เห็นด้วยอยู่

30 กว่าปีมาแล้ว ที่ เอ็นจีโอ

30 กว่าปีมาแล้ว ที่ เอ็นจีโอ หากินกับ"ประชาชน" ด้วยคำขวัญที่สวยหรู 555
ไม่ว่าจะเป็น "การพัฒนาที่ยั่งยืน"
"ชุมชนแข้มแข็ง" การพัฒนาแบบบูรณาการ(ฮา) "คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน"

ก็เห็นม่ แต่ เอ็นจีโอเข้มแข็ง เอ็นจีโอยั่งยืนขึ้นทุกวัน 555

30 กว่าปีที่ผ่านมา "รูปการณ์จิตสำนึก" ของ กลุ่มประชาชน
ขอย้ำนะครับ "กลุ่มประชาชน"ที่เอ็นจีโอ หยิบยกมาเป็น"กลุ่มเป้าหมาย" ยังคงหล้าหลัง
ยังคงเปนจติสำนึก(ผิดพลาด)

ครป. กป.อพช. และ กป.พอช. องค์กรสิทธิ ฯ นักวิชาการ ราษฎรโกโรโกโส
เปรตสยาม ขี้ข้ารัตนโกสินท์ร ล้วน ยืนอยู่ฝ่ายอำมาตย์ครับ ฟันธง !!!

กรณีเขายายเที่ยง เขาสอยดาว ไม่เห็น องค์กรเหล่านี้ ออกมากดดัน เรียกร้องคุณธรรม-จริยธรรมเลย
เงียบกริบ ถุย !!!

หยุดแถ เถอะครับ คุณสมคิด ฯ คุณอยู่ฝ่ายอำมาตย์ ก็เป็นเรื่องของคุณ ขอแต่เพียง "ยอมรับ" ในส่งที่พวกคุณได้เลือกแล้ว
กล้า ๆ หน่อยครับ

บทความของคุณสมคิดเกือบจะดีทีเ

บทความของคุณสมคิดเกือบจะดีทีเดียว ถ้าไม่สะดุดตอนจบเสียก่อน

ที่คุณสมคิดอ้างว่า" แต่ถ้าจะถามกันว่า เขาเอาด้วยกับพวกอำมาตยาธิปไตยมั้ย ก็น่าจะได้รับคำตอบว่า “ไม่” เอาด้วยกับทุนสามานย์มั้ย ก็ไม่เช่นกัน เพราะเห็นกันมาแล้วว่าแย่พอกัน

ตรงนี้ขอแย้งว่า พฤติกรรมของNGO หลายคนหลายกลุ่ม มันขัดแย้งกับสิ่งที่คุณพูด ยกตัวอย่างเช่น พวกHRCที่เพิกเฉยต่อการละเมิดฯของฝ่ายอำมาตย์อย่างที่เด็กอมมือยังดูออก แต่ว่าactiveในการวิจารณ์ฝ่าย"ทุนสามานย์"(อยากให้รางวัลคนติดต้นตำนี้ ดัดจริต ได้อย่างถึงที่สุดจริงๆ อีกฝ่ายมันไม่สามานย์เลยว่างั้นเถอะ)ไม่เคยยั้ง

แม้โดยหลักการแล้ว ผมเห็นด้วยกับคุณสมคิด ว่าทั้งNGOและประชาชน ไม่ว่าคุณจะเลือกฝ่ายไหน ใคร มาเป็นผู้บริหารประเทศ(ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ไช่เกาะล้อรถถัง) ก็ต้องจับจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาcritical ต่อสู้ภายใต้กติกาของประชาธิปไตย

ทุกวันนี้ คุณสมคิด คิดว่า ทนุสามานย์(ชอบอิบอายเลยคำนี้)กับอำมาตย์คนดีที่หนึ่ง ใครมันกดหัว(ปิดปาก)ประชาชนมากกว่ากัน ใคร"โคตรโกง"มากกว่ากัน โกงรถเมล์หกพันล้าน โกงงบฯหมอร้อยล้าน ตัวเลขอาจน้อยกว่า76000ล้าน(ยังไม่ได้พิสูจน์สักทีว่าโกงยังไง) แต่มันก็"พยายามโกง" เพียงแต่มันโง่กว่าทุนสามานย์ ไม่ได้แปลว่า"เหี้ย"น้อยกว่าเลย ถ้ามองในแง่เจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการโกง มันก็"โกง"เหมือนกัน

ดังนั้น เลิกงมงายได้แล้ว หันมามองการสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โปร่งใสขึ้น จะไม่ดีกว่าหรือ?

ถ้าถามผม ผมว่าโจทย์(ร่วม)ของทุกยุคทุกสมัย คือผู้ใช้อำนาจตุลาการ(ทั้งระบบ)ต่างหาก ที่เป็นผู้ต้องสงสัยที่ไม่มีใครพูดถึงมากที่สุด ทำตัวเป็นอีแอบเกาะผู้มีอำนาจทุกยุคทุกสมัย ไร้หลักการ ทำงานไม่โปร่งใส ที่สำคัญ ตรวจสอบไม่ได้เสียด้วย ตรงนี้เป็นweakest link ในโครงสร้างอำนาจของสังคมไทยเลยที่เดียว

โจทย์ที่ยังไม่มีคำตอบคือ ทำยังไง กระบวนการยุติธรรมจึงจะโปร่งใส อธิบายคำตัดสินของตนได้ทุกคำ จนปราศจากข้อกังขาต่อสังคม และทำอย่างไร อำนาจนี้จึงจะมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนให้เห็นได้ชัดเจนกว่านี้?

ลองย้อนเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา แล้วจะเข้าใจว่าที่ผมพูดมา จริงหรือไม่

"...อนึ่ง ถ้าประชาชนจริงๆ

"...อนึ่ง ถ้าประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนสมมุติ "คนเล็กๆ" ที่คุณพูดถึง เขาเลือก "ทุนสามานต์" เป็นผู้ปกครอง นี่ คุณ ก็จะเปลี่ยนตัวเองจาก "คนเล็กๆ" เป็นเทวดา บอกพวกเขาว่า "กูเทวดา เห็นว่า ที่พวกมึงเลือก มันไม่เหมาะสม.." หรือครับ?"

คารวะ อ.สมศักดิ์ สำหรับคำถามนี้ ครับ

5555555555555555555555555

5555555555555555555555555

นักวิชาเกิน

นักวิชาเกิน ต่างโพสถกเถียงกันเรืองอำมาตย์ ผมละงงเลย อำมาตย์คนสุดท้างเพิ่งตายไปคือ ขุนพันธ์ แล้วขณะนี้ ยังมีขุน ยังมีคุณหลวง เหลืออยู่อีกเรอะ ประสาทแดก ช่างสรรหาถ้อยคำมาโจมตีกันจริงๆเลยนะ กูละงงจริงๆเลย อภิสิทธิ์เป็นนอมินีของเผด็จการหรือไงว่ะ แม่งปัญญาอ่อน บางคนก็เป็นถึงครูบาอาจารย์ แล้วอย่างนี้จะไปสอนให้เด็กฉลาดได้ไง ปีหน้าลูกผมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย คงไม่ให้ไปสมัครแล้วธรรมศาสตร์ กลัวเจอครูสมศักดิ์มาสอน เดี๋ยวแม่งมอมเมาปั่นหัวลูกผมโง่ตายห่า

ผมคิดว่า เนื้อหา ในบทความ

ผมคิดว่า เนื้อหา ในบทความ "ว่าด้วย เอ็นจีโอ-อำมาตยาธิปไตย ในข้อเขียนของ ‘สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์’ น่าสนใจสำหรับผม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในประเด็นไหนก็ว่ากันไป..อย่างน้อยในความคิดเห็นของผมก็ไม่ได้เลวร้ายไปกว่า บทความที่เขียนด่ากราดโจมตี "อำมาตย์" ,หรือโจมตี "ทุนนิยมสามานต์" ,"สองมาตรฐาน" ฯลฯ ที่เขียนๆกันออกมาเลย
แม้ว่าอาจารย์สมศักดิ์ จะเห็นว่ามันเป็นเพียงการเล่นสำนวนโวหาร ถ้าคิดแบบอาจารย์สมศักดิ์ ผมว่าบทความวิพากษ์วิจารณ์ที่เขียนๆกันออกมา ก็เอา "โวหาร" มาเล่นกันทั้งนั้นก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน อาจารย์สมศักดิ์โปรดขยายความต่อหน่อยได้ไหมครับ
ส่วนที่อาจารย์บอกว่า"ผมไม่เห็นว่า มีสิ่งที่เรียกว่า "ทุนสามานต์" หรือ "อำมาตย์" อยู่จริง" ..ผมคงโง่เกินกว่าที่จะเข้าใจ อาจารย์หมายถึง มันมีแต่ชนช้นปกครองหรือครับ ???

เปิดประตูมองโลกออกไปให้ใกลกว่

เปิดประตูมองโลกออกไปให้ใกลกว่านี้หน่อยครับ โลกก้าวไปถึงไหนกันแลัว วิธีคิดและมุมมองสุดล้าหลังโคตรๆ มองอะไรให้รอบด้านด้วยสายตาที่เป็นจริงบ้าง มิใช่จมปลักดักดานขังตัวเองอยู่ในคอกความคิดเก่าๆ ทั้งๆที่ปัจจัยของสภาพแวดล้อมทั้งภายในประเทศและภายนอกต่างประเทศล้วนแต่ขับเคลื่อนมีผลกระทบต่อเราอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง หากเราไม่ปรับตัวให้เข้ากับปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลมหาศาลเพื่อความอยู่รอดเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างชาญฉลาด เราต้องพากันใส่กางเกงตูดขาดในอนาคตอย่างแน่นอน ถ้าเรา(เอ็นจีโอประเทศไทย)ยังบูชาลัทธิไม่เอา แต่กูจะสร้างของกูเอง ผมไม่คาดหวังว่าปัญญาความคิดของเอ็นจีโอจะมีทางออกให้กับสังคมไทยในชนบทได้มากกว่านี้ เพราะความคิดยังติดอยู่ในกรอบของความเป็นเอกชนวีรชนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งที่โลกปัจจุบันก้าวไปไกลสุดกู่ที่มีการจัดการ การบริหารอย่างเป็นระบบทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้ ถ้าเราไม่ติดกับอยู่กับลัทธิบูชาตัวบุคคลอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนกลายเป็นวัฒนธรรมจำแลงที่อยู่กันแบบหลอกๆ จนกลายเป็นสังคมเทวดาที่ลอกเลื่อนแบบกันตามลงมาทุกลำดับชั้นจนยึดติดเป็นนิสัยว่าข้าคือศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาบ้านเมือง เราน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ ถ้าเรายึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมที่จะระดมความคิดจากทุกฝ่ายเข้าร่วมแก้ไข แต่นี่ มันอะไร?ประเทศไทย ใครจะขยับทำอะไรเพื่อส่วนร่วมเหยียบไปทางไหนก็ล้วนแต่ไปเหยียบตาปลามีปัญหาเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนไปหมด แม้แต่ขุนนาง(เอ็นจีโอ)ชนบทปฏิเสธได้มั้ยว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นกัน?ที่เสนอความคิดออกมาไม่่คับแคบไปหน่อยหรือ? หรือยังสับสนว่าจะเลือกเดินทางไหนระหว่างอำมาตรย์กับทุน จึงขอกั้กเอาไว้ก่อน เอาไว้ตัดเชือกฝ่ายไหนอยู่หรือฝ่ายไหนไป ขอเลือกฝ่ายชนะแลัวช่วยกระทืบซ้ำฝ่ายแพ้ ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆ

เอ็นจีโอที่มาเขียนบทความนี่เน

เอ็นจีโอที่มาเขียนบทความนี่เน่าทุกราย ภาษาดูดีพอประมาณตามประสาคนเรียนมหาลัย แต่ตรรกะกลับห่วยแถมโชว์สันดานต่ำๆแบบพยายามเก็บกดแล้วแต่เก็บไม่อยู่ เห็นต้องบอกว่า'ต่ำชั้นในกะลา'นะ หึหึหึ

เอาสันดานก่อน

"ก็ถ้าคนชั้นกลางเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยตามที่ชาวตะวันตก(พ่อฝรั่ง)สอนเรามาซึ่งอาจจะมีส่วนจริงไม่น้อย เราก็มีต้นทุนนี้มากขึ้น-คนที่สำนึกในสิทธิเสรีภาพอันเป็นกุญแจสำคัญของประชาธิปไตย แต่มันก็มาพร้อมกับความสับสนเพราะพวกเขามักเก่งในทางบริโภคอย่างไม่บันยะบันยังและทำตัวเป็นคนไม่มีบุพการีเสียมาก"

พ่อฝรั่ง?
คนไม่มีบุพการี?
พ่อแม่ประสบเคราะห์ร้ายเสียชีวิต?
ลูกที่พ่อแม่ไม่ได้สั่งสอน?
ลูกที่ไม่มีพ่อแล้วแม่เอาไปทิ้งข้างถนน?

รู้ดีเรื่อง'คนไม่มีบุพการี' สงสัยเพราะชีวิตผ่านมาแล้ว?

อย่างนี้เรียกว่าสันดานมั้ย?
ในข้อเขียนหน้าเว็บประชาไทเนี่ยนะ!

"ดูเหมือนการแสดงความคิดเห็นต่อท้ายบทความของคุณสุรีย์จะมีความดุเดือดเป็นพิเศษและต่อเนื่องจนเชื่อว่าเป็นขบวนการบางอย่าง บางบท ขอโทษนะครับ ถึงขั้นอยากเรียกว่า “กักขฬะของคนกำพร้า” ทีเดียว"

“กักขฬะของคนกำพร้า”?

มาอีกแระ'คนกำพร้า'ย้ำจัง ฝังใจจัง ผู้เขียนนี่กำพร้าเหรอ?

กรูจะบอกให้นะ กรูไม่เคยเล่นถึงบุพการีของพวกมรึง!

มรึงจะบอกว่ากรูกักขฬะกรูเฉยๆ เพราะกรูเอียนเวลานึกถึงสมัยทำกิจกรรมการเมืองในมหาลัย พูดกันสุภาพแบบนี้แหละ รู้ดีไปหมด รู้ปัญหากะรู้คำตอบสังคมมนุษย์ มาแล้วเว้ย นักบุญผู้มาโปรดประชาชนผู้ทุกข์ยากผู้ถูกกดขี่ มาแลวเว้ยผู้รับใช้มวลฃน

แมร่งเอ๊ย! นับชีวิตคนที่สังเวยให้กับ'คำตอบ'ของฝ่ายซ้ายฝ่ายก้าวหน้า มรึงรู้มั้ย เ ป็ น ร้ อ ย ล้ า น ค น
คำว่า'เ ฮี่ ย'มันถึงออกมาจากปากกรูงัยเวลาเจอคนสุภาพแต่สันดานอำมหิต

สมัยทำกิจกรรมการเมืองในมหาลัย พอป่าแตกพวกกรูเลิกกันหมดเพราะรุ่นพี่กรูมันเลิกหมดงัยกรูก็เลิกตาม พวกชมรมค่าย เด็ก สลัม มันก็ยังทำงานของมัน กรูก็ไม่ได้ว่าอะไร เห็นไปทำงานชนบท ไปนำชาวบ้านเคลื่อนไหวกรูก็ไม่ได้ว่าอะไร พวกมรึงไปทำงานชนบทแล้วคิดว่าทำให้ประชาชนรู้จักต่อสู้ กรูก็ไม่ได้ว่าอะไร วันนี้กรูเห็น'ป ร ะ ช า ช น ค น ร า ก ห ญ้ า'ตื่นตัวต้องการอำนาจอธิปไตยที่กำหนดรัฐบาลได้จริงๆ ไม่ใช่ไอ้อีหน้าไหนเข้ามาเจือก เข้ามาไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของรากหญ้า พวกมรึงกลับออกมาสนับสนุน ไอภพ ไอไส ไอบ้าไอบอทั้งหลาย

พวกมรึงไปทำงานเอ็นจีโอ กรูก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผ่านมา30ปีกลับไปยุ่งสิ่งไม่ควรยุ่งคือไปยุ่งการเมืองตรงๆ ด้วยวิธีคิดดักดานของเมื่อ30ปีก่อน แล้วแมร่งก็เริ่มมีคนตายในการเมืองท้องถนน ไอเฮี่ยเอ้ย สงครามกลางเมืองมันกำลังจะระเบิด นี่มันก็เริ่มไปหลายสิบศพละ กรูก็จะพูดอย่างนี้แหละเวลาพูดถึงเรื่องพวกนี้

ไอ้พวกที่มันเรียกว่าทุนว่าสมา

ไอ้พวกที่มันเรียกว่าทุนว่าสมานย์ พวกนี้มันเป็นพวกที่อิจฉาริษยาและอาฆาต กล่าวหาใส่ความให้คนรู้สึกเกลียดกลัวทุน ถามจริงเหอะในโลกนี้และในเวลานี้ทุกคนดำรงชีพกันด้วยอะไร และไอ้พวกคนชั้นสูงที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งหลายพวกมันก็ดำรงชีพกันด้วยอะไร ทั้งคนรวยคนจนก็ล้วนดำรงชีพกันด้วยเงินทุนมิใช่หรือ ใครที่ไม่มีเงินเขาเรียกกันว่าไอ้คนไร้ค่ามิใช่หรือ มีชีวิตแทบไม่แตกแต่งกับสิ่งมีชีวิตอื่นในโลก

แล้วใยไอ้พวกต่อแหลที่พวกมันเรียกทุนว่าทุนสมานย์ การพัฒนาสิ่งต่างๆในโลกและในประเทศไทย ไม่ว่าจะด้านไหนๆก็มาจะทุนทั้งนั้น การศึกษาก็เพื่ออะไรกัน ความเจริญในด้านต่างๆก็เพื่ออะไร เพราะฉะนั้นใครผู้ใดที่มันกล่าวหาทุนว่าสมานย์ไอ้คนพวกนี้มันเป็นไอ้พวกนรกจัญไรโลก เกลียดไอ้พวกต่อแหลและขี้อิจฉาตาร้อน พวกเอ็งไปลงนรกกันทั้งหมดเลย

ทุนว่าสมานย์ 76000ล้าน

ทุนว่าสมานย์ 76000ล้าน อย่าปล่อยให้ไปเลี้ยงเหี้ย

หาอ่านบทวิพากษืรากเหง่าNGoได้

หาอ่านบทวิพากษืรากเหง่าNGoได้ที่
thaienews.blogspot.com
6 ตอน แล้ว
รอตอนต่อไป

ENBsHe jMymVgiQ

ENBsHe jMymVgiQ

uzaOBwl Phentermine Cialis

ENxtayK Cheap Valium