ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้าน

 

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาพอสรุปได้ว่า ประเทศไทยนั้นใหญ่กว่า มีประชากรมากกว่า กองทัพก็มีศักยภาพสูงกว่า รวมทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจก็มากกว่ากัมพูชา ประเทศไทยจึงเป็นเสมือนผู้ใหญ่ ส่วนกัมพูชาก็เหมือนเด็ก ดังนั้น เราต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อย่าไปท้าตี จะถูกมองว่าไปรังแกเด็ก อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอย่าไปหลงกลเด็ก เพราะบางครั้งเด็กก็หลอกผู้ใหญ่ และอาจทำให้ผู้ใหญ่เพลี่ยงพล้ำได้เหมือนกัน โดยอยากให้เชื่อมั่นว่าความชอบธรรมจะอยู่ในสายตาของคนทั้งโลก ซึ่งพวกเขารู้ดีว่า ใครมีความชอบธรรมมากกว่ากัน ดังนั้น ไทยต้องมองกัมพูชาด้วยความเมตาและอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล (1)

แนวคิดเรื่อง “ภราดรภาพ” หรือการอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง เป็นอีกประเด็นที่ปรีดี พนมยงค์ ย้ำเสมอ ไม่ว่าในขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง หรือในขณะที่ทำงานทางการเมือง รวมทั้งที่สะท้อนผ่านนวนิยายและภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก(2) ที่รบกับพม่า ก็ยืนยันถึงแนวคิดเรื่องภราดรภาพ สันติภาพ ก่อนเกิดรัฐชาติไทยที่มีอาณาเขตที่แน่นอน(3) โดยปฏิเสธอาการคลั่งชาติอย่างชัดเจน อีกทั้งในหนังสือเรื่อง ‘กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ จากกรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก’(4) อ้างถึง ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ซึ่งเล่าว่า ในขณะที่ท่านเรียนกฏหมายอยู่กับอาจารย์ปรีดีนั้น สิ่งที่อาจารย์ย้ำอยู่เสมอคือ เรื่องของภราดรภาพ หรือการอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง(5)

ความคิดของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ จึงแตกต่างจากประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่า ความแตกต่างนี้มีที่มาจากสังคมที่แตกต่างคนละยุคสมัยของทั้งสองคน

อันที่จริง ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เคยเขียนหนังสือเรื่อง “วิถีสังคมไท ชุดที่ ๑ ภูมิปัญญา กระบวนทัศน์ใหม่ และจินตนาการใหม่" หนังสือเล่มนี้ คือ สรรนิพนธ์ทางวิชาการ เนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์ อีกทั้งปรีดีและประเวศ ก็อยู่ภายใต้กระแสชาตินิยม และคลั่งชาติเหมือนกัน

ปรีดีนั้น เรียนจบกฎหมายเป็นผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศ เคยดำรงตำแหน่ง รมต.การต่างประเทศ-รมต.การคลังฯลฯ สภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น มีสถานการณ์การเรียกร้องดินแดนคืน ผ่านร้อนผ่านหนาว และได้รับการยกย่องให้เป็น ‘รัฐบุรุษอาวุโส’

ขณะที่ปี 2552 ก็สืบเนื่องกรณีดินแดนใต้ปราสาทเขาพระวิหารเหมือนกัน แต่เป็นยุคสมัยของกระแสคลั่งชาตินิยมที่ปั่นขึ้นจากกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ (ไม่มีกลุ่มพันธมิตรฯในสมัยปรีดี) และมีรัฐบาลที่ชูนโยบาย ‘ไทยเข้มแข็ง’

ประเวศ เรียนจบด้านการแพทย์ และทำงานด้านช่วยเหลือสังคมแนววัฒนธรรมชุมชน และได้รับการยกให้เป็น ‘ราษฎรอาวุโส’

ระหว่าง ‘ไทยเป็นผู้ใหญ่ กัมพูชาเป็นเด็ก’ ของประเวศ กับแนวคิดเรื่อง ‘ภราดรภาพ’ ของปรีดี
ระหว่าง ‘ราษฎรอาวุโส’ กับ ‘รัฐบุรุษอาวุโส’ จึงน่าสนใจ

แม้คำศัพท์ที่แสดงทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้านของปรีดี กับประเวศ จะแตกต่าง และคำยกย่องที่มีต่อคนทั้งสองก็แตกต่าง และมีนัยสำคัญ แต่บทความนี้ไม่ต้องการวิเคราะห์ ตีความตัวบท และมุ่งโจมตีใคร รวมทั้งประเวศ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า คำสะท้อนข้อเท็จจริงของทั้งสองคนนี้ แสดงความหมายแตกต่างกันชัดเจนอย่างแท้จริง

เพราะในขณะที่ แนวคิดภราดรภาพ คือ ‘ฉันท์พี่น้องอยู่ร่วมกัน’ และช่วยเหลือกันทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของชุมชนจินตกรรม (6) ที่เกี่ยวข้องชาติไทย

กรณีศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ที่ถูกกล่าวหาว่า จัดฉากเหมือนภาพยนตร์นั้น ทว่ารัฐบาลไทยกลับไม่คิดแก้ไขปัญหาประเทศความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง มีแต่การวางตัวให้ระวังเด็กรังแก ทำให้คิดว่า แล้วใครจะเป็นเหยื่อคนต่อไป บนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่เคยแก้ไขให้เกิดภราดรภาพระหว่างกัน

 

เชิงอรรถ
1."หมอประเวศ"เตือน"มาร์ค"ทำตัวเป็นผู้ใหญ่อย่าไปตีเด็กระวังหลงกลเขมร
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258101768&catid=01
วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:42:16 น. มติชนออนไลน์
2.สุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก : 215
3.อรรคพล สาตุ้ม ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’ สงคราม สันติภาพ ชาตินิยม
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?p=4079&sid=eb4e0fbe0b29b0644eac9ba584845353
4.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก เพิ่งอ้าง และแน่นอนเรายังมีหนังสือ ที่น่าสนใจของปรีดี เช่น วิธีพิจารณาทางรอดของสังคมไทย โดย ปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น
5.สุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก : 216 เพิ่งอ้าง
6.ธงชัย วินิจจะกูล “อ่่าน Imagined Communities ของ Benedict Anderson หรือ IC ของ “ครูเบ็น” วารสาร“อ่าน” ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เมษายน-กันยายน 2552
 

แนวคิดคือจิตสะท้อนตัวตน

แนวคิดคือจิตสะท้อนตัวตน จากคำกล่าวเปรียบเทียบที่ว่า "ประเทศไทยจึงเป็นเสมือนผู้ใหญ่ ส่วนกัมพูชาก็เหมือนเด็ก" และ "ไทยต้องมองกัมพูชาด้วยความเมตตา" แสดงให้เห็นทรรศนะของผู้กล่าวในทำนองฉันมีอำนาจเหนือเธอนะ ถ้าไม่มีฉันอุปถัมภ์ เธอก็จะไม่สามารถช่วยตัวเองได้เพราะเธอยังเป็นเด็ก แต่ถ้าท่านผู้กล่าวใช้คำพูดว่า " แม้ไทยจะเป็นประเทศใหญ่ (ไม่ใช้ผู้ใหญ่) แต่ต้องมองประเทศกัมพูชาด้วยความเสมอภาค และให้เกียรติกันในฐานนะมิตรประเทศที่มีศักดิ์ศรี" แสดงถึงความคิด และจะได้ผลที่กลับมาดีกว่ามิใช่หรือ

ถ้าเปรียบเป็นมวย บอดฝ่ายแดง

ถ้าเปรียบเป็นมวย บอดฝ่ายแดง กับ บอดฝ่ายน้ำเงิน แม่ง มันจะชกกันถูกไหมนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

ผมมองว่า คุณประเวศน์

ผมมองว่า คุณประเวศน์ ติดนิสัยเจ้าขุนมูลนาย เข้าไปจนซึมซับในสายเลือดแล้ว

*ภราดรภาพ แห่งพี่น้อง

*ภราดรภาพ แห่งพี่น้อง ต้องเท่าเทียม
และล้นเปี่ยม จริงใจ ให้เลื่อมใส
ผลประโยชน์ แบ่งปัน กันเข้าใจ
ไม่มีใคร ได้เปรียบ เสียเปรียบกัน

*ภราดรภาพ แห่งไทย - กัมภูชา
ต้องพึ่งพา คนเข้าใจ ใฝ่สร้างสรรค์
มีจิตใจ อยู่ในโลก ปัจจุบัน
มาร่วมกัน สร้างไมตรี ที่เป็นมิตร

*มิตรภาพ แห่งไทย กับเพื่อนบ้าน
มิอาจคิด สร้างสาน โดยอภิสิทธิ์
คิดว่าตน เป็นเทวา วาจาฤทธิ์
ทูตกษิต มิตรเสื่อมถอย ด้อยราคา

*ไม่มีประเทศใด ยอมเป็นเด็ก
ยอมตัวเล็ก ตัวน้อย ยอมด้อยกว่า
ภราดรภาพ อาบมิตร จิตวาจา
พวกอำมาตยาธิปไตย ทำไม่เป็น

อายตัวเองว่ะ

อายตัวเองว่ะ หลายปีก่อนมีคนถามว่าเค้าเป็นราษฎรอาวุโสได้ยังไง มองทะลุก็ปกป้องราษฎรอาวุโสสุดลิ่ม แต่ตอนนี้อยากเอาคำถามนั้นมาถามเองว่า เออใครตั้งมันเป็นราษฎรอาวุโสวะ ตั้งมาทำไม ตั้งไว้ให้คนเห็นว่าสำคัญจะได้ฟังความคิดของเขาหรือ หลายปีที่ผ่านมา ไม่เห็นจะพูดอะไรที่ป้องกันความขัดแย้งรุนแรงแตกแยกเลย มีแต่ฟังแล้วสุมความหมั่นไส้และความความเคืองให้คนเสื้อแดง ก็รู้ไว้ซะว่ากรูไม่เอาเมิงแล้วล่ะ คนเสื้อแดงจำนวนมากก็ไม่เอาเมิงเหมือนกัน คนอะไรสำคัญในตัวเองและยึดติดจนความคิดอนุรักษ์ดักดานเหลือเกิน

ปรีดี

ปรีดี มีความดีผู้คนยกย่องยอมรับนับถือว่าเป็น "รัฐบุรุษอาวุโส" อย่างไม่มีกังขาเคลือบแคลง
แต่.....สำหรับอีกคน คือ เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เห็นวิญญูชนคนไหนให้การยอมรับ
และสำหรับ ประเวศ วะสี ก็คือปัญญาชนจอมตลบแตลงตะแบงไปตามประสา ที่ผู้รู้เช่นเห็นชาติว่าเขาผู้นี้ก็คือเจ้าทฤษฎีชี้นำ "ชงเองกินเอง" ของพวกนายหน้าค้าความจน นั่นแหละ

ปัญหาคือ

ปัญหาคือ รมว.ต่างประเทศเคยด่าเขาไว้ที่สุวรรณภมิ (คนถูกด่า 10 ปี ก็ไม่ลืม) แล้วจะไปโทษใครที่ไหน แถมยังมีนายก

เป็นหางเครื่องอีก เปรียบเสมือนคนข้างบ้านทะเลาะ แต่บ้านก็ย้งเป็นบ้าน ถ้าเผาบ้านกันเมื่อไร มันก็ไหม้ก้นทั้งสองหลัง

เรื่องนี้อธิบายได้จากภูมิหลัง

เรื่องนี้อธิบายได้จากภูมิหลัง

ปรีดีจบมาทาง สาย สังคมศาสตร์ social science กฎหมาย ร่ำเรียน และซึมซัมแนวคิดมา
จากประเทศที่เป็นต้นตำรับของแนวคิด เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และยิ่งอยู่ในยุคที่ ทั้งโลกกำลังตื่นตัว เรื่องการเปลี่ยนแปลง สังคมและการปกครอง
ทัศนคติแบบนี้ ผมคิดว่าใครดูจากคำพูดคำจาและวิธีคิด ถ้าใครไปเจอปรีดี เค้าคงคิดเป็น เพื่อนพี่น้อง แบบภราดรภาพ เพราะ
ปรีดีเชื่อแบบนั้นจริงๆ
สิ่งที่ปรีดีทำ เป็นการปูรากฐานสำคัญหลายอย่างให้แก่ประเทศ และยังช่วยให้ไทยรอดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม
ซ่งถือเป็นคุณอันใหญ่หลวง

ส่วน ประเวศ
จบทางหมอ เป็นนักวิจัยโลหิตวิทยา แกนหลักแนวคิด ที่เป็นแก่นความคิดจริง ๆ วนเวียน กับพุทธ + พรามหม์
โมเดล ผู้วิเศษ นักบุญ คนดี จึงเข้ากันได้ดีกับความเป็นหมอ ที่มีสถานะทางพิเศษในสังคม และยิ่งเป็น อาจารย์ ซึ่งเมือง
ไทยเคารพกันแบบงมงาย มากกว่าแบบมีเหตุผล
ด้วยความที่เรียนเก่ง และเรียนจบขั้นสูง แกจึงมักนึกว่าแกรู้จริงไปหมด และคนแบบนี้มักมองอะไรแบบ absolute
ประเวศจึงอาจเรียกได้ว่า มีความรู้ด้านประชาธิปไตยเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้มีความเชื่อในประชาธิปไตย
ใครไปเจอประเวศ ประเวศคงไม่ใช้แนวคิดภราดรภาพ แต่เค้าจะคิดว่าตัวเองเป็น ผู้อาวุโส อาจารย์ ผู้รู้ ผู้สูงส่ง
เค้าคงจะคิดแฝงในตัวแบบนั้น ภายใต้ความสุภาพอ่อนน้อม มีเมตตา แต่มองว่าคนอื่นคิดได้ไม่เท่าทันและลึกซึ้งเท่าเค้าได้
คงรับฟังเรื่องต่าง ๆ แ่ต่ฟังด้วยหู ไม่ได้เข้าไปพยายามการไปสู่การหาคำตอบอย่างแท้จริง
ประเวศเริ่มมีชื่อเสียง ในยุคที่ไทยกำลังพัฒนา ความเป็นตัวตนเทียม ๆ ที่อิงบน สัญลักษณ์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น เพื่อสร้าง
อัตลักษณ์ ชาตินิยม แกน เทวดา พุทธ พรามหณ์ ปรัชญาความดีความเลว ยุคที่ผ่านมา เป็นยุคของ ภาพพจน์นิยม
คนอย่าง ชวน ประเวศ ไพบูลย์ อานันท์ จึงมีลักษณะ บางอย่างคล้ายกัน ในลักษณะสัญลักษณ์ของ "คนดีพิมพ์นิยม"

อืม...เห็นด้วยนะ.....น่าแปลกท

อืม...เห็นด้วยนะ.....น่าแปลกที่แพทย์เหล่านี้เรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ แต่กลับไม่นิยมหรือสนับสนุน การคิดที่แตกต่างซึ่งเป็นหนทางของการค้นคว้าพัฒนาเพื่อหาตอบจากข้อสงสัยที่รอการพิศูจน์ซึ่งเป็นแก่นของหลักวิชาสายนี้ อย่างเช่นที่กาลิเลโอคิดต่างและค้นคว้าหาคำตอบ
จะมีการพิจารณ์หลักแนวคิดและผลงานของกลุ่มชนชั้นนำเหล่านี้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับชนรุ่นต่อไปจะได้มีมุมมองที่แตกต่างไม่งมงายว่าเขาพูดปุ้บถูกปั๊บ

อย่าเอาตาแก่ใจเผด็จการอำมาตย์

อย่าเอาตาแก่ใจเผด็จการอำมาตย์คนนี้มาเชิดชูกันนักเลย ยิ่งมาเปรียบเทียบกับบุคคลที่สร้างคุนูปการแก่ประเทศอย่างท่านปรีดี ยิ่งน่าเกลียด
คนอะไร้ ทำเสียงอ่อนเสียงหวาน เสนอไอเดียออกมาแต่ละอย่าง.....นี่ถ้าไม่มีคำว่านายแพทย์นำหน้านะ เราคิดว่า เป็นเด็กนักเรียนไร้สมองด้วยซ้ำไป
สรุปว่า เป็นคนแก่ที่เกรียนมาก ยิ่งแก่ยิ่งเลอะ ยิ่งแก่ยิ่งเห็นแก่ตัว......

เรากะเพื่อนๆเรียนอยู่แค่ปี1 ยังทำเพื่อสังคมมากกว่าตานี่เยอะ

ผมเคยทำงานกับคนที่เรามักจะเรี

ผมเคยทำงานกับคนที่เรามักจะเรียกกันว่า คนมีความสามารถพิเศษ (Genius) คือ เป็นผู้เรียนเก่ง มีความคิดเป็นเลิศ โดย Genius จะมอง จะคิดอะไรแบบที่ เราคาดไม่ถึง ผลงานจึงออกมาดีมาก ๆ แต่พอมี Genius เพิ่มเข้ามาเป็น 2 คนในทีมเท่านั้นละเป็นเรื่อง งานที่ออกมากลับเป็นงานที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มตามที่คิด แต่กลับเป็นผลงานแบบไม่ที่น่าพอใจเลย ปัญหามันก็อยู่ตรงที่ Genius เป็นบุคลที่เขามักจะมีความเป็นตัวตน (Ego) สูงมาก ๆ เขาเชื่อแบบฝังหัวว่า แนวคิดฉันเท่านั้นที่ถูกต้อง ไม่มีใคร่เก่งกว่าอีกแล้ว พอคนแบบนี้มาเจอกันแล้ว พวกเขาก็คิดกันคนละแบบ แม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็ยอมกันไม่ได้ เรื่องก็เลยเป็นเรื่อง งานนั้นก็ไม่สนุกเอาเลย เหมือนกรรมการห้ามมวยในเวที ที่ไม่มีเวลาหมดยก โดยนักมวยก็ไม่ยอมเลิกชกซะอีก แม้กรรมการจะห้ามแล้ว ห้ามอีก ผลที่ได้ก็คือ งานไม่ออก มีแต่ความขัดแย้ง คำถามก็คือ ปัญหามันอยู่ตรงไหน

ปัญหาของคนพวกนี้ก็คือ เชื่อว่าตัวเองเก่ง และการที่คนทั่ว ๆ ไป ยกย่องก็เป็นตัวเสริมให้บุคคลเหล่านี้ ยิ่งหลงตัวเองมากขึ้นไปอีก จนเขาเข้าใจผิดว่า เขาเป็นผู้วิเศษเหนือกว่าผู้อื่น มีผลให้อัตตาที่มีอยู่สูงแล้ว กลับสูงขึ้นไปอีก

สำหรับท่านที่นับถือพุทธศาสนา เรายอมรับกันว่า พระพุทธเจ้า และอัครสาวกของพระองค์ เป็นคนมีความสามารถพิเศษ (Genius) เช่นกัน แต่ทำไมทำงานร่วมกันได้ อยู่ร่วมกันได้

คำตอบ คือ เพราะท่านเหล่านั้นไม่มี Ego ฉะนั้น ใคร่ก็ตาม ที่มีความสามารถในการเรียนรู้ หรือ แม้แต่ว่า จำคำภีร์ได้ทุกคำ ในพระไตรปิฎก แล้วออกมาอ้างว่า ตัวเป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้เชียวชาญในทางทุทธศาสนา แต่ไม่เคยนำความรู้ง่าย ๆ ที่เณรเด็ก ๆ เขาเรียนกันอย่าง กาลามสูตร มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้ เมื่อใดไปประกาศตัวที่ไหนว่าเป็นผู้รู้ ผู้เชียวชาญ หรือเป็นผู้มีพระพุทธเจ้าติดตัวอยู่ตลอดเวลา ก็น่าจะพิจารณาคำพูด ซะใหม่นะครับ

you are comparing the old

you are comparing the old mule to the legendary DRAGON, No comparison.

แค่คนแก่เลอะเทอะเท่านั้นพี่น้

แค่คนแก่เลอะเทอะเท่านั้นพี่น้อง

ไม่อยากเขียนอะไรหยาบคาย

ไม่อยากเขียนอะไรหยาบคาย แต่หมอประเวศ แกไปไกลเกิน พูดจาดี ๆ ด้วย .....

ไม่รู้อะไรดลใจให้แกเป็นได้ขนาดนี้ ...เหี้ยเห็น ๆ

น่าจะเข้าใจผิด อ่านดีๆ

น่าจะเข้าใจผิด

อ่านดีๆ ฟังดีๆ

เหมือนนิทานอีสปเรื่อง

หมาป่ากับลูกแกะ

ผู้เขียนสามารถยกเอาแนวคิด"แก่

ผู้เขียนสามารถยกเอาแนวคิด"แก่นกลาง"ของหมอประเวศออกมาแสดงให้ประจักษ์ได้ชัดเจนที่สุด

แนวคิดเรื่องผู้ใหญ่กับเด็ก ไม่ได้ใช้เฉพาะบริบทระหว่างประเทศดังคุณอรรคพลเขียนเท่านั้น แต่ถูกนำมาใช้กับทุกบริบทที่แกมอง รวมทั้งการเมืองภายในประเทศด้วย ผมและคนอื่นๆในสายตาแกก็คือ เด็ก นั่นเอง เป็นพวกไม่มีความรู้ความเข้าใจ ช่วยตัวเองก็ไม่ได้ จึงตกเป็นเครื่องมือของทุนสามานย์ ต้องให้ผู้ใหญ่แสนดีแสนเก่งอย่างหมอประเวศ ช่วยชี้นำทาง คอยguideให้ว่า ต้องซ้ายหัน ขวาหัน ซิ(ยะ?) ถ้าไม่หันไปตามทิศที่ผู้ใหญ่ชี้นำ ก็เป็นเครื่องมือของคนชั่ว ของทุนสามานย์ เพราะไม่เชื่อถือ ผู้ใหญ่ ที่"ชี้นิ้ว"ด้วยความกรุณา อยากโปรดสัตว์ตาดำๆ อย่างผม

ดังนั้น ประชาธิปไตยในสายตาแก ก็คือ guided democracy จะเลือกตั้ง จะปกครองตนเอง จะกระจายอำนาจ ยังไงก็ช่าง ต้องอยู่ภายใต้การดูแล และชี้นิ้ว ชี้นำ โดย ผู้ใหญ่ที่แสนดี แสนกรุณา อย่างหมอประเวศ และเจ้านายแก ถ้าเด็กคนใหนดื้อ หัวรั้น หันซ้ายหันขวาเอง ก็อาจถูกโบย หรือไม่ก็ถูกลิ่มตอกหน้าอก แขวนคอใต้ต้นมะขาม ด้วยข้อหาต่างๆนาๆ เพราะว่า"ดื้อ"

ช่างสอดคล้องกับแนวคิดของใครก็ไม่รู้ ที่บอกว่า คนไทยโง่ ไม่พร้อมจะปกครองตนเอง ต้องมีการุณยเทพคอยปกป้องชี้นำ แต่ผมมองยังไงก็ไม่เห็นการุณยเทพสักที เห็นแต่นกกระสา ที่คอยจับพวกผมกิน ทีละตัว ทีละตัว (เป็นค่าปกป้องคุ้มครองมั้ง?)

เปลือกนอกใครจะ "ปั้นแต่ง"ตัวเองให้"สวย"แค่ไหนก็ได้ ตามแต่ความสามารถจะ"propaganda" แต่เนื้อในมันปิดกันไม่มิดหรอก เพราะกลิ่นเน่าๆมันโชยออกมา

ท่านผู้เขียนบทความเขียนนำให้ผ

ท่านผู้เขียนบทความเขียนนำให้ผู้คนเพ้อเจ้อตามกันไปได้สนุกดีครับ กรณีของปรีดีและประเวศมีความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์กับประเทสเพื่อนบ้านนั้น เอามาวิพากษ์เปรียบเทียบกันไม่ได้เลยครับ

ยุคปรีดีนั้นประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดยังเป็นอาณานิคมอยู่ใต้ฝรั่งเศสและอังกฤษ ภราดรภาพที่ปรีดีหมายถึง มองในแง่นิติศาสตร์ย่อมหมายถึงภราดรภาพระหว่างไทยกับผู้ครองอาณานิคม ส่วนแม้ว่าในแง่พฤติกรรมแล้วปรีดีแอบหนุนนักสู้กู้ชาติในประเทศเพื่อนบ้านอยู่ แต่กลุ่มเหล่านั้นก็ยังไม่ได้อำนาจรัฐ และเป็นการสนับสนุนแบบสหายร่วมอุดมการณ์เท่านั้น

ที่ประเวศพูดนั้นมันสถานะการณ์ปัจจุบัน เอามาวิพากษ์ผู้พูดเปรียบเทียบกันอย่างในบทความ และในหลายความเห็นท้ายบทความได้อย่างไรครับ.....

เขียนเอามันเอาขำก็พอได้ แต่สาระมันไม่ค่อยจะมีนะครับ...

เหอๆ บ่าฮ่า "บางกอก"

เหอๆ บ่าฮ่า "บางกอก" ยังคงง่าวเหมือนเก่า

ความสัมพันธ์แบบภราดรภาพ กับแบบ "ผู้ใหญ่กับผู้น้อย" นี่มันแตกต่างกันมาก
"บางกอก" ถ้าไม่ชัดเรื่องนี้อย่าโชว์ง่าว
สาระเขามีเยอะ ถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ก็เงียบซะ
อย่ามาทำตีสำนวนกลบเกลื่อนตวามง่าวนะ "บางกอก" จะบอกให้ หุหุหุ

เปรียบเทียบได้ดีมาก

เปรียบเทียบได้ดีมาก

แนวคิดคือจิตสะท้อนตัวตน

แนวคิดคือจิตสะท้อนตัวตน

ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน

ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ใครก็ตามที่มีอำนาจในการบริหารประเทศ หากมีที่มา การอบรมเลี้ยงดู ในวัยเด็ก เป็นอย่างไร วิถีคิด และตัดสินใจ จะถูกดิทธิพลของวัฒนธรรมวัยเด็ก โน้มนำ ความคิดไปในแนวทางของวิถีวัฒนธรรมในวัยเด็กนั้นเอง...โอ...น่ากลัวจริงๆ

ความคิดเห็นของ ไส้เดือน

ความคิดเห็นของ ไส้เดือน (visitor) (127.0.0.1 125.25.247.108) .. Fri, 2009-12-25 23:41
อืม...เห็นด้วยนะ.....น่าแปลกท
อืม...เห็นด้วยนะ.....น่าแปลกที่แพทย์เหล่านี้เรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ แต่กลับไม่นิยมหรือสนับสนุน การคิดที่แตกต่างซึ่งเป็นหนทางของการค้นคว้าพัฒนาเพื่อหาตอบจากข้อสงสัยที่รอการพิศูจน์ซึ่งเป็นแก่นของหลักวิชาสายนี้ อย่างเช่นที่กาลิเลโอคิดต่างและค้นคว้าหาคำตอบ
จะมีการพิจารณ์หลักแนวคิดและผลงานของกลุ่มชนชั้นนำเหล่านี้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับชนรุ่นต่อไปจะได้มีมุมมองที่แตกต่างไม่งมงายว่าเขาพูดปุ้บถูกปั๊บ
............................................................

ครือว่าแพทย์นี่ก็'สายช่าง'ไงฮะ เหมือน'สายช่างวิศวะ' เจอหมอฟันแล้วจะเห็นว่าเป็นช่างมากๆ ช่างฟันนี่แหละ อุดซ่อมปะขัดขูด เหมือนช่างยนต์ แพทย์นี่มองทะลุเรียกว่า สายช่าง'กลไกชีวภาพ' เป็นกลไกเคมีชีวะ มีสูตรสมการอยู่บ้างเหมือนกัน การเรียนแพทย์ต้องท่องจำเป็นหลักนะฮะ แล้วเวลาตรวจหรือรักษาก็เทียบกับตำราช่างแพทย์ทีท่องมา

เพราะฉะนั้นแพทย์หัวคิดสี่เหลี่ยมก็มีนะฮะ แพทย์ซ่อมรักษาร่างกายหรือรักษา'ชีวิต' ก็จึงมีความสำคัญอยู่ตรงนี้

สายศิลป-มนุษย์จะเรียนเกี่ยวกับมนุษย์โดยตรง ไม่ค่อยพูดถึงกลไกเคมีชีวภาพ แต่พูดถึงความนึกคิดจิตใจ พฤติกรรมการกระทำต่างๆ ซึ่งมนุษย์จะมีความซับซ้อนไม่แน่นอนผันแปรสูงมาก มีความรู้สึก มีความหลัง มีระบบคุณค่า มีประสบการณ์เฉพาะตัว เป็นต้น ซึ่งสายศิลป์จะจัดการตรงนี้ได้ดีกว่า แต่กระนั้นสายศิลป์เข้าใจมนุษย์มากกว่าจึงปลงได้มากกว่า แล้วบางทีมันก็ปล่อยไปให้มันเป็นตามธรรมชาติ สายวิทย์จะเข้ามาอุดตรงนี้ สายวิทย์เคยชินกับกฎ เรียนกฎสสาร-เคมีมาตลอด แล้วมีเครื่องมือที่เรียกว่า 'คณิตศาสตร์-ปริมาณ' ซึ่งทำให้สายวิทย์แปลงทุกอย่างเป็นตัวเลขได้หมด อะไรที่เป็น'เชิงคุณภาพ'สายวิทย์แปลงเป็นตัวเลขมาเปรียบเทียบกันได้หมด สายวิทย์เค้า'เทพ'ในเรื่องนี้จินๆ แต่สายวิทย์ก็มีจุดอ่อนในความเข้าใจมนุษย์ เพราะเรียนแต่สสาร-เคมีมาตลอด เรียนพฤติกรรม-จิตใจมนุษย์มาน้อยกว่า จึงต้องร่วมมือกับสายศิลป์-มนุษย์ทำให้กฎต่างๆที่ตราออกมา เหมาะที่จะใช้กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนหรือมนุษย์ ไม่ใช่กฎแบบวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ หรือกฎที่คิดแบบ1+1=2 มันอาจไม่เหมาะที่จะใช้กับมนุษย์เสมอไป

ฉะนั้นสายวิทย์งี่เง่าอย่าง สมเกียรติทีดีอาร์ไอ เอ็งเลิกเหอะ เห็นความงี่เง่าแบบหัวสี่เหลี่ยมสายช่างของเอ็งมาตั้งแต่ปี 2544แล้ว วิศวะอยางยุทธ์เสื้อกั๊กที่น่าสงสาร เมื่อเจ็บป่วยเฉียดตายคงเห็นสัจธรรมของชีวิตแล้วมั้ง โคทม โชคร้ายที่เรียนสายศิลป์น้อยไป เพราะดูท่าทางจะโอเคอยู่บ้าง ประเวศน่าจะเป็น'นักคิด'ได้ บทความที่เขียนออกมาดีๆชั่วๆก็เห็นสติปัญญาอยู่นะ แต่นักคิดต้องมีความคิดอิสระไม่ยึดติคความคิดความเชื่อใดก็ตาม แล้วเป็นนักตั้งคำถามกับตัวเองแล้วพยายามคิดหาคำตอบแก่ตัวเอง ประเวศเป็นชาล้นถ้วยไปแล้ว แล้วโชคร้ายที่ในฐานะ'ผู้นำความคิด'ที่ประเวศอยากจะเป็นซึ่งต้องเสนอความคิดความเชื่ออันหนึ่งเป็นธงนำ ประเวศเลือกธงผิด ประเวศจะไม่อมตะเมื่อธงของประเวศล้มเลิกไปตามกระสธารประวัติศาสตร์ ธงของปรีดีคือธง 'ป ร ะ ช า ช น' ประชาชนเท่านั้นที่เป็นอมตะตลอดกาล ปรีดีจึงอมตะตลอดกาล

ครับ....น่าสนใจดี เออ...ผมว่า

ครับ....น่าสนใจดี
เออ...ผมว่าพักหลัง Doctor J ใส่ความรู้สึก(Emotion)ในความเห็นด้วยนะ (ผมว่าอ่านมันส์กว่าเพราะดูเป็น "คน" ดีไม่เหมือนเครื่องจักร) ไม่รู้คุณมองทะลุเห็นด้วยมั๊ย
ปล ผมก็เรียนสายวิทย์ง่ะ

เคยอยากไปกราบกรานหมอประเวศสัก

เคยอยากไปกราบกรานหมอประเวศสักครั้ง ในฐานะที่เคยเชื่อถือ
ความเชื่อของหมอเป็นไปได้เพียงนี้เชียวหรือ

หมอครับ...พักอยู่กับบ้านได้แล้วครับ ก่อนที่มันจะเสื่อมไปกว่านี้
อย่าปลุกกระแสคลั่งชาติ ล้าหลังอยู่เลยครับ

ดูเหมือน บากกอก แกอาจ

ดูเหมือน บากกอก แกอาจ ตกวิชาภาษาไทย

หรือแกคงเก่ง ภาษาไทยอยู่คนเดียว คนอื่นตกหมด

ถึงได้แปลไทย เป็นไทยต่างจากคนทั้งปวง

ภาษา ใช้สื่อสารใช่หรือไม่ ไปคิดเอาเองว่าคนสื่อเขาสื่อว่าอย่างไร

เถ้า ติดคุก กับ เยี่ยมในคุก คุณ บางกอก แกคงเชื่อว่าเหมือนกัน 555

ไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ

ไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ ที่จะแบ่งหยาบ ๆ แบบนั้น

จริง ๆ ที่คุณว่า วิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ สายวิทย์เค้าก็มีหมดแหละครับ ทำให้ค่อนข้างเป็น formal
พวก customer behavior, game theory, cognitive science

คนที่เรียนมาเพื่อ ทำกิน วิชาเค้าเอาไว้ ทำมาหากินจริง ๆ ไม่ว่าสายไหน
ถ้าบอกแบบนั้น คนจบรัฐศาสตร์เมืองไทย ที่ corrupt ที่ไปสู่วงราชการ
กันเป็นปกติ มาหลายสิบปีแบบนี้ บอกว่า ดีได้หรือเปล่า
ไม่เห็นตรงกับวิชาที่เรียนตรงไหน

สมเกียรติ เป็นนักอคตินิยม กับ เสืื้อกั๊ก เป็นพวก นักซาบซึ้งนิยมคนนึง เป็นวิทยาศาสตร์เทียมทั้งนั้น

เพราะวิทยาศาสตร์นั่นแหละครับ ที่ทำให้เกิด ยุค enlightenment ไม่ว่านักคิด สายไหน social science คนไหน
ก็ใช้ วิทยาศาสตร์ ไม่ได้ใช้ หลัก ปรัชญา ศาสนา มันแยกกันตรงจุดนั้นเลยทีเดียว ว่าเป็นยุคไหน

ดังนั้นผมสรุปแย้งตรงนี้ ปัญหาอยู่ที่ บรรดาคนจบสายวิทย์เหล่านั้น ถูกสอนให้หาเงินจากวิชาตัวเอง แต่โดนพวกสายศิลป์
ไปสร้างอำนาจครอบงำ ด้านการปกครองและบริหาร ใช้วิชาหากินนอกทางซะมาก สายวิทย์เหล่านั้น ไม่ได้เอา วิทยาศาสตร์
มาอธิบาย สิ่งรอบตัว แต่ไปเชื่อ วิทยาศาสตร์เทียม ที่พวกศิลป ออกแบบมาให้ใช้ในไทย

คนจบสายวิทย์ ไม่ค่อยได้มองสังคม ส่วนใหญ่ก้มหน้า้ก้มตา เมกมันนี่ในสายงานตัวเอง และไม่เคยถูกสอนว่าสังคมที่ก่อ
ตั้งมาและอยู่รอบ ๆ มาเป็นยังไง

ไม่มีประเทศไหนยอมให้ประเทศอื่

ไม่มีประเทศไหนยอมให้ประเทศอื่นมองประเทศตัวเองต้อยต่ำหรอกครับ ทุกประเทศมีศักดิ์ศรีเท่ากันทั้งนั้นแหละครับ จะใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า จนกว่าหรือรวยกว่า อย่ามองประเทศเพื่อนบ้านว่าต้อยต่ำกว่าเราเลยครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เพราะไปมองเขาว่าต้อยต่ำกว่าเรา วิธีคิดเลยผิดหมด ทำให้เรื่องมันเลยเถิดไปกันใหญ่ ขยายวงไปเรื่อยๆ แค่เขาเข้าใจว่าดาราคนหนึ่งพูดดูถูกเขา ยังเกิดจราจลได้เลย วุ่นวายขนาดไหน คงลืมกันหมดแล้ว คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ
เพื่อนบ้านทะเลาะกัน รำคาญนักก็แค่ย้ายบ้าน แต่นี่เป็นเรื่องประเทศนะครับ ย้ายไม่ได้ ไม่ว่าเขาหรือเรา

กำลังว่างๆ พอคุยต่อได้

กำลังว่างๆ พอคุยต่อได้ ฮิฮิ

อาคุงไส้เดือน

มองทะลุก็วิทย์จ๋ามาตลอดแล้วเปลี่ยนมาสายศิลป์ประยุกต์ เรียนวิชาเบื้องต้นวิชาเดียวแทบเอาตำรานั้นขึ้นหิ้งกราบเลย มันเป็นวิชาพฤติกรรมองค์กรหรืออะไรนี่แหละ มันสอนให้เรารู้จักคนอื่นแล้วเราเห็นตัวเราเองด้วย รู้ว่าทำไมเราคิดแบบนี้ ทำไมเราทำอย่างนี้ ทำไมเราจึงเชื่อ ทำไมเรามีอุดมคติ-อุดมการณ์ เรียนแล้วได้รู้จักตัวเอง ซึ้งมากจนอยากกราบตำรา

อาคุง Iterator

ถกเถียงกันก้อดีนะ นี่แหละที่เรียกว่า'แลกเปลี่ยนความคิด' มองทะลุคิดอย่างนี้ คนอื่นคิดยังไงก็มาบอกเล่าสู่กันฟัง ความคิดมองทะลุไม่ตายตัวหรอก เห็นใครมีความคิดดีๆก็ลักจำมาใช้อยู่บ่อยๆ เอิ๊กๆๆ

ตอนเรียนวิศวะแมร่งฟิสิกส์ คณิต วัสดุศาสตร์ มันเรียนอยู่แค่นี้จริงๆ ตัวเลข สูตร การคำนวณเต็มไปหมด มันเป็นเรื่องสสารทั้งหมดเลย สมัยนั้นมีวิชาเลือกต่างคณะก้อไปลงปรัชญามั่ง(ตั้งใจไปเหล่สาวนะ ไม่ได้ตั้งใจไปเรียน ฮิฮิ) การเมืองมั่ง(นี่ก็เหล่สาว ก้อคนกำลังหนุ่มแน่นฮอร์โมนเพศเยอะจัด 555) ปรัชญาไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่บางเรื่องมันสงสัยมากๆ ความดี ความจริงแท้ ความจริงหนึ่งเดียว สงสัยมั่กๆ เพราะมันเกี่ยวกับตัวเองที่เชื่อความจริงหนึ่งเดียว มันเกี่ยวกับอุดมการณ์เอียงซ้ายของตัวเองสมัยนั้น วิทยาศาสตร์นี่มันสอนความจริงหนึ่งเดียวนะ คำตอบที่ถูกต้องคำตอบเดียว ตอนไปเรียนศิลป์ประยุกต์ก็งงเหมือนกัน เพราะมันมีหลักเยอะ แล้วไม่มีคำตอบเดียว เค้าบอกว่าเป็นศิลปะงัย ให้เอาหลักวิชาไปใช้อย่างมีศิลปะ เพราะเอ็งกำลังไปจัดการกับมนุษย์ ตรงนี้เลยเข้าใจเซ้นส์ของพวกเด็กวิทย์ ก็เข้าใจตัวเองนั่นแหละว่า ทำไมตอนเอียงซ้ายถึงเถียงกับพวกไม่เอียงซ้ายได้สุดๆ เพราะเชื่อใน'ความจริงหนึ่งเดียว' เมื่อมีความจริงเดียวก็ย่อม'ถูกต้องหนึ่งเดียว' ในเมื่อเรามีอุดมคติ'เพื่อมวลชน' ซึ่งถูกต้องแน่นอน เวลาเราคิดจากฐานอันนี้ เราก็ย่อมถูกต้องเสมอ วิธีคิดสมัยนั้นของมองทะลุเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้วิธีคิดแบบนี้เลิกหมด เพราะมันมีความผิดพลาดที่เห็นในระดับโลกนะ ไม่ใช่แค่เห็นในเมืองไทยนะ คนที่เคยเอียงซ้ายถ้าไม่เห็นบทเรียนความผิดพลาดในการคิดของตัวเอง มองทะลุเรียก'ดักดานสมองควาย' บอกได้เลยว่าวิธีคิดแบบนักกิจกรรมสมัยก่อนมันเป็นเผด็จการเต็มๆ ฟาสซิสต์ด้วย จีนรัสเซียเขมรฆ่าคนที่ไม่ยอมรับ'ฝ่ายก้าวหน้า'รวมๆกันหลายสิบล้านคน วิธีคิดแบบเอียงซ้ายสมัยก่อนมันเผด็จการฟาสซิสต์อำมหิตนะ มันไม่ได้วิเศษกว่าเผด็จการทหารพม่าเลย

ความหมายของ'สายช่าง'อีกอย่าง มองทะลุเห็นว่าวิชาที่เราเรียนเราเรียนพราะ'ไว้ป้อนตลาดแรงงาน'งัย ไอ้เฮี่ยม้ากคิดว่าฉลาดเรื่องการศึกษา ทุ้ยส์ๆๆๆๆยี่สิบที มันความคิดดักดานแต่อยากปกครอง ไอ้เฮี่ยม้ากและไอ้ห่าอำมาตย์เอ๊ย ถ้าการศึกษาหมายถึง'ป้อนตลาดแรงงาน' ก็อย่าทะลึ่งกระสันต์มาปกครองเลย ป้อนตลาดแรงงานมันก็หมายถึงสอนให้เด็กเข้าไปทำงานในระบบการผลิตสินค้าบริการ พูดหยาบก็คือสอนให้เด็กไปเป็นเฟือง1ตัวในจักรกลการผลิตของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ มันก็ไม่ผิดหรอกนะ แต่มันไม่ได้สิ่งที่เรียกว่า'การศึกษา-สติปัญญา' ทุกคนเป็นเฟืองเกือบทั้งหมด ครูอาจารย์ก็เป็นเป็นช่างเป็นเฟืองมีหน้าที่ป้อนความรู้ช่างให้เด็กอีกที ที่พูดมานี้จะบอกว่า ไอ้พวกเรียนระดับปริญญาอย่าทะนงตัวผิดๆว่ามี'ความคิดอ่าน'และ'สติปัญญา' อย่าคิดว่ามีความคิดอ่านดีกว่ารากหญ้า เพราะเขาจับยัดให้รู้แต่ความรู้ช่างเพื่อไปเป็น1ฟันเฟืองของระบบ เป็นเฟืองที่ดี แต่ถามว่ามีความคิดอ่านที่ดีไหม คิดก่อนตอบก็ดีนะ

แค่เรื่องศาสนาไอ้ห่ารากอำมาตย์มันยังไม่เข้าใจ ดันสะเออะพูดคุณธรรมจริยธรรมเต็มปากเต็มคำ หลักศาสนามีง่ายๆแค่ว่าจงคิดดีพูดดีทำดี แปลว่าแต่ละคนทำตัวเองในสิ่งนี้ให้ได้ แล้วสังคมโดยรวมมันก็จะดี แต่แมร่งไม่เข้าใจ ตัวมันเองทำไม่ได้แล้วไปฆ่าคนอื่นที่ทำไม่ได้ สังคมก็จะฆ่ากันตายเพราะไอ้พวกห่ารากสมองควายพวกนี้ คนที่เข้าใจศาสนาจริงๆเขาไม่ออกมาฆ่าคนที่ทำไม่ได้ มันเลยเช็คง่ายงัย ใครทะลึ่งออกมาฆ่าคนที่ทำไม่ได้เชื่อได้เลยว่าสมองควายเรื่องศาสนา ไอ้พวกทะลึ่งเอ๊ย พระพุทธเจ้าสอนให้คนทำดีมา ส อ ง พั น ก ว่ า ปี ก็ได้อย่างที่เห็น พวกไม่ใช่พระแต่พูดคุณธรรมแบบเอาเป็นเอาตาย เป็น'เทวดา'เหรอถึงจะทำได้มากกว่าพระพุทธเจ้า

มันก็ใช่นะ ที่'กระบวนการทางวิทยาศาสตร์'เป็นกระบวนการที่เจ๋งเป้งสำหรับทุกศาสตร์ กระบวนการทางวิทย์ สำคัญที่การวางใจเป็นกลาง ไม่อคติ ไม่ตั้งธงคำตอบ กระนั้นวิทยาศาสตร์ก็ศึกษา'มนุษย์'ได้ค่อนข้างยาก เพราะตัวแปรเยอะจัด แล้วจะเอากี่ตัวอย่างสำหรับบอกพฤติกรรมมนุษย์6พันล้านคนบนโลกนี้? คุณไปอ่านงานวิจัยที่เป็นข่าวดูเถอะ ข่าววิจัยพฤติกรรมมนุษย์สมัยใหม่จะเอาผู้ชำนาญเฉพาะมาวิจารณ์งานวิจัยด้วย ส่วนมากจะวิจารณ์ถึงกระบวนการวิจัยที่ไม่ค่อยให้ความมั่นใจว่าจะได้ผลสรุปที่โอเคจนเอาไปใช้ได้ เช่นจำนวนตัวอย่าง การควบคุมพวกตัวแปร การตั้งสมมติฐาน อะไรพวกเนี้ย

วิทยาศาสตร์ในฐานะวิชาพื้นฐานที่สอนกันตั้งแต่เด็กจนเข้ามหาวิทยาลัย ก็เป็นอย่างที่พูดไปคือสอนจนชินกับกฎ และคำตอบที่ถูกต้องหนึ่งเดียว ก็ไม่รู้ว่าจะกล้าสอนควอตัมฟิสิกส์ไหมที่แก่นของมันอยู่ที่ว่า ความไม่นอนมีอยู่ทุกที่ แม้แต่กระบวนการหาความจริงก็มีความไม่แน่นอนแฝงอยู่ จึงไม่ต้องพูดถึง'คำตอบ'ที่แฝงความไม่นอนไว้อย่างแน่นอน ฮิฮิฮิ

ยินดีแลกเปลียนครับ คุณ

ยินดีแลกเปลียนครับ
คุณ มองทะลุ อยู่ในยุคนั้นนี่เอง

"เพราะเชื่อใน'ความจริงหนึ่งเดียว' เมื่อมีความจริงเดียวก็ย่อม'ถูกต้องหนึ่งเดียว' ในเมื่อเรามีอุดมคติ'เพื่อมวลชน' ซึ่งถูกต้องแน่นอน เวลาเราคิดจากฐานอันนี้ เราก็ย่อมถูกต้องเสมอ วิธีคิดสมัยนั้นของมองทะลุเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้วิธีคิดแบบนี้เลิกหมด เพราะมันมีความผิดพลาดที่เห็นในระดับโลกนะ ไม่ใช่แค่เห็นในเมืองไทยนะ"

อันนี้ผมก็เข้าใจครับ ในยุคนั้นแนวคิดแบบ ควมคุมจากศูนย์กลางแบบสังคมนิยม ที่เน้นเรื่องอธิบายทุนวัตถุ ต่อมา คอมมิวนิสต์ ล้มเหลวทั่วโลก ในเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง ความคิดเรื่องพวกนี้ก็เปลี่ยนไปด้วย
พอ มันล่มสลาย ไม่เจริญด้านเศรษฐศาสตร์ และวัฒนธรรม คนเหล่านี้ก็หาที่ยึดเกาะความคิดใหม่ๆ ซ้ายไทย ก็เข้าหา คุณธรรม จริยธรรม ศาสนา ปรัชญา อะไรที่ดูดี

แนวคิดทัศนคติของคุณเรื่องสายช่างสมัยนั้นชัดเจนพอสมควร เช่นกรณี นศ วิศว โยนบก จิตร
มันนับเป็นตัวอย่างที่ดี ของ คนสองสาย

จิตวิทยาต่าง ๆ cognitive science ต่าง ๆ หรือแม้แต่การศึกษาเรื่อง กายวิภาค สมอง ได้ตอบปัญหาถึงพฤติกรรมของ
มนุษย์เราได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าง ๆ ลองหาสารคดีใหม่ ๆ ที่ออกมานะครับ ผมว่าน่าสนใจดี

ผมว่าคนเรียนสายศิลป์ สายสังคมเมืองไทย ที่ผ่าน ๆ มา ก็ยังเข้าใจเมืองไทยในแบบที่ ไม่ได้เข้าใจแบบสากลอยู่ดี
ไม่อย่างงั้นระบบราชการของเรา จะมีพวกอำมาตย์มากขนาดนี้ได้ยังไง
ประเด็นคือระบบของเราสอนให้เรามีความรู้ และเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ แต่ไม่ได้สอนให้ีมีความคิด ดังนั้นเค้ายัดอะไร
ให้ก็เชื่อตามนั้นมากกว่า จำนวนมากการใ้ช้ความรู้ ก็เพื่อเอาไปข่มคนอื่น หรือ มีสถานะ เฉย ๆ ก็มาก ที่ไม่ได้ผลิตต่อยอดสร้างสรรค์ก็มีมาก มันเลยไม่ค่อยพัฒนา

ผู้เขียนบทความ"ช่างกล้า"

ผู้เขียนบทความ"ช่างกล้า" เอาคนอย่าง ประเวศ มาเปรียบเทียบกับ นายปรีดี.........

นายปรีดี เป็นรัฐบุรุษอวุโสจากการแต่งตั้ง ประชาชนยอมรับ แต่ประเวศ เป็นราษฏรอาวุโส จากการแต่งตั้งตัวเองไม่รู้ใครแต่งตั้ง(สงสัยสื่อกระแสหลักในเครือข่ายตั้งให้)

นายปรีดี......เป็นผู้นำสายพลเรือน เปลี่ยนแปลงการปกครอง
ประเวศ........เป็นเครือข่ายอำมาตย์เพื่อการคงอยู่ของอำนาจลึกลับ

ภารดรภาพแห่งพี่น้อง = เสมอภาค
เด็ก กับ ผู้ใหญ่ ,ผู้น้อย กับผู้อาวุโส,ไพร่ กับศักดินา = ไม่เสมอภาค

นิยมสังคม กับ นิยม XXXXX

นิยมสังคม กับ นิยม XXXXX แตกต่างชัดเจน..

ถ้าปรีดีฟื้นขึ้นมาคงได้ตกใจจน

ถ้าปรีดีฟื้นขึ้นมาคงได้ตกใจจนสลบแน่นอน ว่าสมบูรณาแลมหาอำมาตร์ที่แกโค่นลงไปทำไมถึงได้กลับคืนมาเป็นเช่นนี้

หากประเทศไทยยังยึดระบอบประชาธ

หากประเทศไทยยังยึดระบอบประชาธิปไตย อย่าเอาอาจารย์ปรีดี ไปเทียบ กับประเวศ หรือเปรม เพราะมันคนละอุดมการณ์กัน เหมือนเอาทอง เทียบกับขี้ อย่างไรทองก็ดีกว่าวันยังคำ

ประเวศคือพวกมารเผด็จการเฒ่าหั

ประเวศคือพวกมารเผด็จการเฒ่าหัวหงอกสีดอกเลานักฆ่าแห่งลุมน้ำเจ้าพระยาท่าเทเวศร์ ไม่ห้ามปรามการกระทำระยำของพวกที่ปิดถนนราชดำเนิน สะพานมัฆวานฯ ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ยึดรัฐสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสถาที่ราชการ หยุดเดินรถไฟ หยุดการขนถ่ายสินค้าท่าเรือ ไม่ออกมาประณามแสดงคามคิดเห็นทำให้บ้านเมืองเสียหาย นี่หรือคือคนที่เรียกว่าราษฎรอาวุโส ยะโสโอหังไม่ต่างไปจากอภิสิทธิ์นายใจดำอำมหิต ที่มีความผิดติดตัว มีที่มาไม่ชอบ ด้านอยู่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย สังคมกำลังคอยดูอยู่ด้วยความระทึใจ ว่าจะจบลงแบบไหน -เผด็จการปี 2549จะพ่ายแพ้แก่ประชาปไตยปี 2553หรือไม่ หลังจากครอบครองอำนาจมานานกว่า 3 ปี .

เรื่องสมมุติแท้ ๆ ก็ยังแย่งกันอยู่ได้ อีกไม่ช้าก็ตาย ลดละเลิก ในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับเสียเถอะจเลอะเทอะกันไปใหญ่ แก่มาจนอายเหยียบร้อย ยังไม่ยอมแทรกแซงก้าวก่ายทางการเมืองกองทัพตุลาการ

ไม่คาดคิด กลัวว่าจะถูกติดบัญชี เช็คบิลล์ ล้างแค้น หน้าด้านสุด ๆ -ด้านที่จะทำรัฐประหาร-ด้านที่จะทำชั่วไม่กลัวบาปกรรม-ด้านที่จะทำผิดกฎหมายแล้วไม่ยอมรับความจริง-ด้านที่กล่าวหาคนอื่นว่าเป็นคนไม่ดี ขายชาติ ทรยศชาติ ขาดความจงรักภักดี -ด้านที่ว่าคนอื่นเป็นควายถูกสนตะพายจูงจมูกถูลู่ถูกัง-ด้านที่ไม่ยอมรับความจริงว่าตุลาการศาลไม่เที่ยงธรรมกระบวนการยุติธรรมบิดเบือน-ด้านที่บังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐาน- ด้านที่ไม่มีฝีมือบริหารบ้านเมือง -ด้านที่แก้ปัญหาประเทศ/ประชาชนไม่ได้-ด้าที่ยกหางตัวเองว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีไม่มีใครเสอเหมือน หลอกลวงปวงชนใส่ความเหยียดหยามล่าวหาด่าว่าคนอื่นเป็นคนเวทุจริตคิดคดทรยศต่อชาติขาดความจงรักภักดี หมิ่นสถาบันชั้นฟ้า เที่ยวไล่ล่าหวังฆ่าล้างโตระปลิดชีดหฤโหดเพื่อประโยชน์ตัวเอง ลืมคิดถึงความอยู่รอดของบ้านเมือง ความเดือดร้อนของราษฎร

สมัยเก่าก่อนชอบอ่านบทความของห

สมัยเก่าก่อนชอบอ่านบทความของหมอประเวศมาก โดยเฉพาะ วารสารหมอชาวบ้าน แต่ระยะหลังมานี้ เข้ามาอ่านทีไร
รู้สึกหงุดหงิด ความคิดที่ตกผลึกความรู้อย่างสมัยก่อนไม่มีแล้ว ออกอาการลูกมั่วแล้ว บางทีคนแก่ก็เพี้ยนได้เหมือนกัน

บทความประเภทนี้... ถ้าจะมองเป

บทความประเภทนี้...

ถ้าจะมองเป็นบทความประเภท "เสี้ยม" ก็น่าจะได้

แต่เอาเถอะ อุตส่าห์เขียนมาแล้ว...

ผมว่าเราน่าจะ "เดินสายกลาง" คือ

ใช้หลัก "ภราดรภาพ" คือ ฉันพี่น้อง

แต่ในขณะเดียวกัน เราในฐานะ "ประเทศที่ใหญ่กว่า" ก็ต้องแสดง

บทบาทเป็น "พี่" ที่ดีได้

ในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ

เราไม่สามารถที่จะ "หลีกหนี" ในการใช้ "อิทธิพล" ในระดับหนึ่งได้

แต่อิทธิพลนั้น จะต้อง "สมเหตุสมผล" (Justified) ครับ

ผมว่าท่านอภิสิทธิ์ สามารถสร้าง "สมดุล" ระหว่างทั้งสองสิ่งนั้นได้ "ดี" ครับ

ขออนุญาตแจมด้วยคน (เนื่องจากใ

ขออนุญาตแจมด้วยคน

(เนื่องจากใกล้เทศกาล ขอลองอภิปรายเรื่องที่เป็นพื้นฐานดูบ้าง)

ส่วนตัว ผมก็เป็นเด็กวิทย์(เหมือนหลายๆคนในนี้) แต่ผมมีมุมมองว่า ทั้งวิทย์และศิลป์ ต่างมีวิธีคิดไม่ต่างกันมาก ซึ่งก็ใกล้เคียงกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน

แม้วิทย์ฯจะอ้างอิงหลักฐาน การทดลอง ก่อนจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเราพูดถึงสิ่งที่เกินความสามารถที่มนุษย์จะสัมผัสได้โดยตรง เช่น subatomic particle, quark etc เราต้องตั้งhypothesisขึ้นมา แล้วทำการทดลองพิสูจน์ ถ้าผลการทดลองอธิบายได้ด้วยสมมติฐานนั้นๆซ้ำๆได้หลายครั้ง เราก็เชื่อในทฤษฎีนั้น จนเมือเรามีเทคโนโลยี่ใหม่ๆ ทำให้เห็นปรากฏการใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และทฤษฎีเก่าๆอธิบายไม่ได้ เราก็ตั้งhypothesisใหม่ และทำการทดลองพิสูจน์ ซ้ำอยู่อย่างนี้ จะเห็นว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ไช่ของตายตัว เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความรับรู้ และเทคโนโลยี จึงไม่ไช่absolute fact

ส่วนสายสังคมฯ แม้ว่าความรู้ทางนี้จะทำการพิสูจน์ในห้องทดลองไม่ได้ แต่ก็เกิดจากการสังเกตพฤติกรรม ปรากฏการณ์ทางสังคม แล้วตั้งทฤษฎีอธิบายเช่นเดียวกัน ทฤษฎีที่อธิบายได้สอดคล้องมากที่สุด ก็เป็นที่ยอมรับเชื่อถือ แต่เมื่อสังคมพัฒนาไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะเกิดความสัมพันธ์ใหม่ๆปรากฏในสังคม ซึ่งทฤษฎีเก่าอาจใช้อธิบายไม่ได้แล้ว ก็ต้องตั้งทฤษฎีใหม่มาอธิบาย

จะเห็นว่าทั้งสองสาย ต่างอาศัยหลักการเดียวกัน ความรู้ทั้งทางวิทย์และสังคม ไม่ได้มีอยู่setเดียว ทฤษฎีเดียว อธิบายได้ทั้งโลก ในเวลาเดียวกันอาจมีคำอธิบายมากกว่าหนึ่งได้ แต่อันที่ใช้ได้ดีกว่าก็จะเป็นที่ยอมรับมากกว่า อันที่ใช้ได้ไม่ดีเท่าก็จะเสื่อมไปเอง

คนเรียนหมอ แม้ไม่เก่งเท่าหมอประเวศ แต่ก็เป็นหมอที่ดี เป็นประโยชน์ต่อสังคมมีเยอะแยะ ส่วนมากซ่อนตัว รับใช้สังคมอยู่ตามบ้านนอก ไม่ออกมาโวยวายเหมือนหมอประเวศ

โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า คนทุกคนมีข้อจำกัดด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ไม่อาจยอมรับความจริง ที่เป็นthreatกับตัวเองได้ อีกอย่างคืออคติหรือ อวิชชา( ignorance ) มันบดบังความคิดที่ถูกต้องได้ แต่ส่วนใหญ่มีผลมากจากประการแรกมากกว่า

หมอประเวศ ผมเองก็ไม่ทราบว่าแกจัดอยู่ในข้อไหน ตัวแกเองเท่านั้นที่รู้ เพียงแต่ว่าใครจะกล้าออกมายอมรับ ว่า เออ กูมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่โว้ย คนเรามันก็ต้องตอแหลให้ตัวเองดูดีไว้ก่อน แฮ่ๆๆ

555 ชอบมากเลย ไอ้คำว่า "

555 ชอบมากเลย ไอ้คำว่า " นายหน้า ค้าความจน " คิดได้ไง โดนมั่กๆ

555 กรูมาอีกแล้ว ใช่แล้ว

555 กรูมาอีกแล้ว ใช่แล้ว ช่วงนี้ ด๊อกเตอร์ เจ ดูเป็นคน ขึ้นมาเยอะเลย สงสัยแอบไปแดร๊กเหล้าขาวมา นี่แหละ เมืองไทยมีดี มันจังซี่ บรั่นดี 40 ไทย อิๆๆ

ชอบบรรทัดสุดท้าย

ชอบบรรทัดสุดท้าย คำสุดท้าย..

เหมือนมีอะไรแอบๆ "___" อยู่กับเขาด้วยงั้นแหล่ะ :)
doctor J จะยอมบอกดีๆ ฤๅจะให้บังคับ?

555 กรูมาอีกแล้ว มองทะลุ

555 กรูมาอีกแล้ว มองทะลุ พักหลังนี้เริ่ม เป็นคนมองทะลุ จริงๆ มีเนื้อหาดี แต่ก่อนผมอ่านความเห็นคุณ ไม่เคยจบนะ มาช่วงนี่ คห คุณ หรือว่า แนวคิดเริ่มจะเข้าท่า แล้ว อิๆๆๆ ฟังแล้วเข้าท่าดี

ผมก็จบสายช่างนะ เมาทุกวัน เกือบไม่จบนะ เรียกว่า เห้ มั่กๆ เลยช่วงเรียน ผลที่ตามมาคือ ผมไม่สามารถเข้าระบบ กับ คนอื่นได้ แต่สัญชาติญาณการเอาตัวรอด มนุษย์มีอยู่ทุกผู้ ทุกวันนี้ผมทำกิจการส่วนตัว

จากวันที่ยังเป็นเด็ก จนเป็นนักศึกษา มาจนบัดนาววววว ผมถึงบางอ้อ ว่า หลักสูตรการศึกษาเมืองไทย สอนให้คนที่จบออกมา เป็นลูกจ้างที่ดี

555 เราก็หา โคลนเอา ปรีดี

555 เราก็หา โคลนเอา ปรีดี เวอร์ 2. ดิ ก็พวกเราทุกคนไง ช่วยกันๆ นะๆ

555 ทั้งปี ไอ้แช่ม

555 ทั้งปี ไอ้แช่ม มรึงเชียร์ แต่ ไอ้มาร์ค ตลอด กรูละเซ็งมรึง

อิๆๆๆ ลืมไป ใกล้ปีไหม่แล้ว

อิๆๆๆ ลืมไป ใกล้ปีไหม่แล้ว ขออวยพรให้พี่น้องชาวประชาไททุกท่าน อยู่ดีมีแฮง มีเงินใช้เยอะๆ ทั้งแดง ทั้ง เหลือง ยังไงเราก็คนไทย ด้วยกัน รวมตลอดทั้ง เวป ประชาไท ที่เปิดโอกาสให้ ปากหอย ปากปู อย่างพวกเรา มีที่ระบาย หรือด้นสด กันออกมาจากใจจริง และขอให้ความจริงปรากฏ ณ เร็ววัน ว่าใครที่คิดทำลายชาติ และ ระบอบกษัตริย์ ใครที่ทำตัวเสมอจ้าว ใครที่อยู่เบื้องหลัง การปฏิวัติ และ ทำร้ายประชาชนตาดำๆ ขอให้มันฉิบหาย อาเมน สาธุ เพี๊ยง!!!!!

:) บรรยากาศดี...จัง

:) บรรยากาศดี...จัง

แปลกจังคนเราชอบคิดว่าฝรั่งมีภ

แปลกจังคนเราชอบคิดว่าฝรั่งมีภารดรภาพ ผมไปอยู่มาไม่เห็นมันจะมีเลย คนจนไทยอยู่สบายกว่าในโลกใบนี้อีกมาก รู้จักสำนึกในพระคุณในหลวงบ้าง พวกที่เถียงกันอยู่นี้ มานั่งพิมพ์ให้มันเหนื่อย ที่แท้ก็ต้องการอำนาจทั้งนั้น

คัมภีร์ สะกดงี้ครับ

คัมภีร์ สะกดงี้ครับ

พิสูจน์ สะกดยังงี้ครับ

พิสูจน์ สะกดยังงี้ครับ

พราหมณ์ จริงๆ สะกดยังงี้ครับ

พราหมณ์ จริงๆ สะกดยังงี้ครับ

แหะๆ และ ภราดรภาพ จริงๆ

แหะๆ และ ภราดรภาพ จริงๆ สะกดให้ถูกต้องยังงี้ครับ

สวัสดีปีใหม่กับคุณชาละวันฯด้ว

สวัสดีปีใหม่กับคุณชาละวันฯด้วยครับ

ขอให้มวนซื่น(เพื่อนคนลาวเขาอวยพรผมแบบนี้ แปลว่าอะไรลืมถามเขาไว้?) สมหวังดังใจปรารถนา ขอให้สนุกสนานกับเทศกาลแห่งความสุขอย่างที่ตั้งใจ (แต่ถ้าเมาแล้วอย่าขับนะครับ จอดรถ หลับมันเลยดีกว่า เป็นห่วงครับ กลัวจะขาดสีสันในปีหน้า : ) )

Happy hlidays to you all.

เพิ่มเติมนิดนึง... ปรีดี

เพิ่มเติมนิดนึง...

ปรีดี พนมยงค์ นอกจากจะเป็นด๊อกเตอร์ทางกฎหมายแล้ว เขายังจบปริญญาชั้นสูง(เทียบเท่า ป.โท) ทางด้าน "เศรษฐกิจการเมือง"(political economy) ที่ฝรั่งเศสอีกด้วย

ดู menifesto ของปรีดี พนมยงค์ ได้ใน "ความเป็นอนิจจังของสังคม"

สวัสดีปีใหม่ทุกคนครับ ปีหน้า ผมขอให้ ประชาชน ล้ม...ได้สำเร็จ แล้วกันนะครับ

(No subject)

NGOs ที่รัก ภาคพิสดาร

ตอนที่ 5 : ราชสีห์ผีบ้า เปี๊ยก แมวเหมียว กับ ลูกกะโปก กป.อพช.อีสานของมันส์ส์ส์!!!

กรูยังไม่ได้หายปายหนายดอก.....พอดีกรูก็ต้องไปทำมาหารับประทานดั่งเช่นชาวบ้านชาวช่องเค้าเหมียลล์กัลล์อะนะ.....กรูเพิ่งกลับมาจากไปรับจ้างตัดอ้อยมาว่ะแมร่งเหนื่อยโคตร ๆ เลยไอ้สัตว์.....อย่างว่าอะนะ กรูมันประเภทปากหมานอะนะ จะให้ไปปากหวานเลียกะโปกเลียดากแหล่งทุนหน้าโง่ทั้งหลาย กรูทำไม่ได้....และทำไม่เป็น ไม่เหมือนพวก “นักล่าโครงการ” ตัวพ่อ!!! อย่างพวก ไอ้เหี้ยเปี๊ยก แมวเหมียว กับ ลูกกะโปก กป.อพช.อีสานของมันส์ส์ส์!!!.....
เกิดมาแมร่งพวกมันไม่เคยทำมาหาแดกอะไรกับเค้าเป็น....แมร่งพวกมันวัน ๆ เอาแต่ปั่นโครงการและเข้า “เน็ตส์” หาข้อมูลแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ.....ใน “ย่าม” ผ้าฝ้ายเนื้อดิบของมันส์อุดมไปด้วย “โปรเจค” มันพกติดย่ามไปร่วมประชุมกับทั้งภาครัฐและเอกชน ปะเหมาะเคราะห์ดีของพวกมัน แต่เป็นประเหมาะเคราะห์ร้ายของ "แหล่งทุนหน้าโง่" พอปิดประชุมสัมมนา พวกแมร่งก็ควัก "โปรเจค" สด ๆ ร้อน ๆ ยัดใส่มือแหล่งทุนทันที....นัยว่า แมร่งพร้อมที่จะจำ MOU บัดเดี๋ยวนั้น....ไม่ต้องห่วงเพรียกมันส์นะฮะเพราะในยามใบเก๋าของมันส์ ไม่ว่าจะเป็นสำเนาทะเบียนบ้านเอย สำเนาบัตรประชาชนเอย ส่วนบัญชีธนาคารอะนะ....แมร่งเปิดมาเรียบร้อยแล้วเปิด 2 ใน 3 ด้วยนะเฟ้ย.....แหมพวกเมริงเนี๊ยะแมร่งมืออาชีพเข้าขั้น "ชั้นเทพ" จริง ๆ นะอ้ายยยสาดดด!!! (แต่ก็มีพลาดบ้างครั้งอะนะ....เนื่องจากแมร่งงานเยอะเลยรีบปริ้นส์ “โปรเจค” กลัวเดี๋ยวไม่ทันเที่ยวบินไฟล์บ่าย.....แมร่งควักโปรเจคที่เตรียมไว้เสนอแหล่งทุนอื่น แต่เสือกลืมเปลี่ยนหัวโครงการและชื่อแหล่งทุนเก่า.....เชี้ยอายเค้ามั๊ยละเมริง.....แสดงว่าพวกมันส์ชั้นเทพจริง ๆ ครือว่า โปรเจคอันเดีนวเนี๊ยะแมร่งเสนอไปหลายแหล่งทุนกะฟลุ๊คอะนะ....จะได้เคลียร์บิลแบบอุไรวรรณ ๆ ๆ งัยสาดดด..ฮา ๆๆๆ)
นี่เห็นว่าไม่กี่วันมาเนี๊ยะนะ...แมร่งพวกมันส์ได้กระทำการ "อัตนิบาตรกรรมรวมหมู่" จัดทำโครงการล๊อตโตเงินแมร่งรวมกันสัก 5- 6 ล้านอะนะ...แล้วไป “กรรโชกทรัพย์” งบประมาณ "ภาคประชาสังคม" ของ "พอช.ภาคอีสาน" จนโดน NGOs อื่น ๆ ต่างรวมกันสหบาทาซะงอมพะราม....และ “สำนักข่าวผ้าปูเตียง” ยังรายงานมาว่า กฐินสามัคคีกองนี้แมร่งมีคนเข้าชื่อจองเยอะว่ะ.....ดี ๆๆๆ สมน้ำหน้าแมร่งพวกมัน ใหญ่กันนัก เก่งเหลือเกินนะอ้ายยสาดดด......
ไอ้เอี้ย กป.อพช.อีสาน เนี๊ยะแมร่งมันส์ชอบชี้หน้าด่าคนอื่น ๆ ทั่วทั้งอีสานว่า เป็น “นักล่าโครงการ” บ้างหละ “มิสเตอร์โปรเจค” บ้างหละ....แท้จริงแล้วเพราะพวกมันต้องการ "สร้างราคา" ให้กับตัวเอง...และข่มทับคนอื่นให้กลายเป็น คนชั่ว คนไม่ดี หากินกับโครงการสาดดด......คนอื่นเมื่อถูกกราดหน้าอย่างนั้นจะไม่กล้าเขียนโครงการขอเงินแหล่งทุนแข่งกับพวกมันส์....ครานี้ก็เข้าทางตีนซิพวกมันส์ซิคร๊าบพี่น้อง พวกแมร่งได้โครงการคนเดียวสบายใจเฉิบ.....สาดดด และไอ้ “พื้นที่ตำบลหมู่บ้าน”ที่มันขอเงินเค้ามาทำเนี๊ยะนะ แมร่งก็ไม่เคยเปลี่ยนไปที่อื่นเลยอะนะ.....พัฒนาพ่อพัฒนาแม่มรึงเหรอตั้ง 20 – 30 ปี ชาวบ้านยังยากจนอยู่อย่างเก่า ส่วนพวกเมริงแข่งกันออกรถใหม่ เปลี่ยนมือถือ มีโน๊ตบุ๊คใช้กันทุกคน...อ้ายฉิบหาย!!!
ตอนก่อน ๆ กรูได้ร่ายยาวเกี่ยวกับการปฏิสนธิของ กป.อพช.ไปแว้ววว.....ทีนี้จะของเช็คหน้าเตียง เอ้ย หน้าตักพวก กป.อพช.อีสาน ดูซักหน่อย....ก็กรูสงสัยมานานว่าพวกแมร่งไม่เห็นมันทำอะไร วัน ๆ เห็นแต่แมร่งโผล่หน้าไปประชุมกับหน่วยงานนั่นหน่วยงานนี่ แล้วแมร่งเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย แล้วแมร่งเอาเงินที่ไหนไปแดกข้าวต้มรอบดึกที่ร้าน “ไอ้ก๊ก 24 น.” ได้ทุกวัน ๆอะนะเชี่ย.......
หากจะว่าไปแว้ววว ..... “ขาใหญ่” ของ กป.อพช.อีสาน ก็ต้องยกให้เค้าหละ เปี๊ยก แมวเหมียว เอ้ยหามิได้เค้าครืออออ...... “ราชสีห์อีสาน” เปี๊ยก บำรุง บุญปัญญา ก็เป็นคนสุรินทร์ ไอ้หมอนี่มันส์เป็นคนเรียนเก่งอะนะ ในราว ๆ ปี 2511 มันส์จบด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะกสิกรรมและสัตวบาล สาขาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.....หลังจากนั้นก็ไปรับราชการที่กรมพัฒนาที่ดินอยู่ 2 ปี พอปี 2513 เปี๊ยก แมวเหมียว ก็ไปเริ่มชีวิตนักพัฒนาอาชีพที่ชัยนาทกับ “มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” ที่ก่อตั้งโดย NGOs โลก ตัวพ่อครือ “ป๋วยปีแปกอ” อันถือเป็นพระราชบิดาของมันส์ทางความคิด มันบอกว่า..... คนอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกฝ่ายซ้ายเค้าจะใช้ทฤษฎีชี้นำครือ “มาร์กซิสต์”กร้อเรื่องของเค้า .....แต่ของตะกรูขอใช้ “ทฤษฎ๊ป๋วย” เป็นเบ้าหลอมสำคัญทางความคิดและการปฏิบัติจนตัวตายอะนะ....
เปี๊ยก แมวเหมียว เนี๊ยถือเป็นหนึ่งในขาใหญ่ไม่กี่คนของ “สำนักวัฒนธรรมชุมชน” อันเป็นแนวคิดกระแสหลัก ที่ถือเป็น “คัมภีร์มรณะ” ของพวก NGOs โลก มากว่า 3 ทศวรรษ มันส์เคยเขียนหนังสือชื่อ “ศรัทธาพลังชุมชน” ในนามปากกา “บุญเพรง บ้านบางพูน” ....ส่วนคนอื่น ๆ หน่าหรือมีใครบ้างหนอ....อ้าว ก็นี่งัย “เสี่ยญัค” อภิชาต ทองอยู่ เจ้าของหนังสือ “จารึกไว้ในยุคสมัยที่ซับซ้อน” และ “สายธารสำนึกและความทรงจำ” ที่เมื่อก่อนไอ้ญัคเนี๊ยะเปล่งคำขวัญ “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” แต่ปัจจุบันเค้าหันมาเปล่งคำขวัญ “คำตอบอยู่ที่รัฐสภา” ตะแกได้สวิงกิ้ง เอ้ย ได้ผันตัวเองมาเป็น “นักการเมือง” เคยเป็นเลขาธิการและโฆษกพรรคมหาชน...แล้วก็สอบตกไปแล้วงายยยสาดดด.....นี่อีกคนเจ้าของหนังสือ “แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนในการพัฒนา” ก็ บาทหลวงนิพจน์ ทียนวิหาร ยังงัยละสาดดด....เอ้อ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แถมให้อีกคนครือ จารย์เสรี พงษ์พิศ อะนะนี่แกก็เขียนหนังสือไว้เยอะแยะคัมภีร์ยุคแรก ๆ ก็นี่เลย “คืนสู่รากเหง้า” อะนะ.....ในสายนักวิชาการก็ “สำนักฉัตรทิพย์” จารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เข้าร่วมผสมปนแจม “ผลิตซ้ำทางความคิด” กันอยู่ตลอดเวลา......
การผลิตซ้ำทางความคิดของไอ้พวกเปรตนรกเพรียกเนี๊ยะนะ....พวกแมร่งกร้อใช้ทุกวิถีทางหน่าแหละ ทั้งอบ ทั้งรมสานุศิษย์อย่าได้คิดนอกคอก....ไม่งั้นกรูไม่ให้เงินเมริงนะเฟ้ย....ฮา ๆๆๆ พวกมันส์ยังฝันหวานถึงอดีตอันหอมหวนลำดวนดง พวกมันส์ยังคิดว่า ในหมู่บ้านยังมีความรักความเอื้ออาทรต่อกัน มีวัฒนธรรมประเพณี “ฮีต 12” “ครอง 14” กันอยู่....แมร่งมันส์ไม่เคยยอมรับความจริงหรอกพวกเชี่ยนี่นะ.....พวกเมิงไปดูเถอะในหมู่บ้านทุกวันนี้ กรูว่า “ฮีต 12” อาจจะเหลือแค่ “ฮีต 1 ฮีต 2” เท่านั้น ส่วน “ครอง 14” กรูรูรูรรร์คิดว่า คงจะเหลือซัก คลอง 16 นครนายก เฮ้ยไม่ใช่ “ครอง 1 ครอง 2” อะนะ.....ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วโว้ยเปี๊ยกโว้ย....แหกตาดูข้อเท็จจริงกันบ้างว่ะ.....แต่อย่าว่าอีกนั่นแหละ ไอ้เปรตนรกเพรียกนี้มันปฏิเสธ “รัฐ” ไม่เอา “รัฐ” อะนะ อยากพึ่งตนเอง “สิทธิชุมชน” เชี่ยอะไรเทือกนี้แหละ...ท่องกันเข้าไปสาดดดด....ครือ ก็ออกแนว “อนาธิปัตย์” หน่าแหละ มันส์เพรียกนี้ชอบระบบอุปถัมภ์ ระบบอาวุโส เวลาชาวบ้านผู้ชายไปหล๋อย “ตอกดาก” ชาวบ้านผู้หญิงหรือลูกเค้าเมียใคร มันส์ก็ชอบให้ “สภาผู้เฒ่าผู้แก่” พวกเขียดตะปาดทั้งหลายอะไรเทือกนี้แหละแก้ไขปัญหา เป็นผู้ไกล่เกลี่ย แมร่งกร้อมุบมิบ ๆ อะนะหยวน ๆ กันไป......
กรูว่ากร้อคงจะเหมียลล์เวลาที่ เปี๊ยก แมวเหมียว ไปหลอก yed เด็กอาสาฝึกงานหรือน้อง ๆ เอ็นโตดีรุ่นใหม่ที่ศรัทธาในตัวราชสีห์อีสานอะนะ.... สภาขุนนางน้อย “กป.อพช.อีสาน” ของพวกมันส์ก็มุบมิบ ๆๆๆ หยวน ๆ กันไปงัยไอ้สัตว์.....ตัวจริงของอีตาเปี๊ยก แมวเหมียว เน๊ยะจริง ๆ แมร่งชอบพอกับ “เชี้ยชูวิทย์” อะนะ.....เอ้า.... ก็ครือชอบ “ลงอ่าง” งัยอ้ายยสาดด..... คนที่ดูแลจัดการเรื่องนี้อย่างดีและมิดชิด “ปิดลับ” ก็ครือ “ไอ้เชี่ยเอ๋” ลูกชายหัวแก้วหัวขวดของ ครูเสียว ลูบต่ำ เอ้ยไม่ใช่ ครูสน รูปสูง ยังงัยหละสาดดดด....จริงไม่จริงไอ้เอ๋ชี้แจงมาเลยมรึง.....
เอ้อ.....เรื่องไอ้เอี้ยเอ๋ ลูบต่ำ เนี้ยะ กรูกร้อมีเรื่องเหลาสักเล็กน้อย ฟามจริงไอ้เอี้ยเอ๋เป็นเด็กดีอะนะ...เรียนหนังสือเก่งจบวิด’วะ มอ.ขอ. อะนะ การงานก็ดีอยู่ แลนด์แอนเห่า
เอ้ยไม่ใช่ แลนด์แอนด์เฮาส์ ขอนแก่นอะนะ เงินทองก็ไม่อดไม่ยากอะนะ.....แต่เวลาเมาที่ไรก็ใกล้เคียงสุนัขอะนะ แมร่งพอตื่นมาวันใหม่แมร่งจะจำอะไรไม่ได้ ดีน๊า...แมร่งยังจำชื่อพ่อแมร่งด้ายยยสาดดด.....เพื่อนรุ่นใกล้ ๆ กันที่เป็นแอ๊กติวิสต์ใน มอ.ขอ. สมัยนั้นก็มี อุทาน ออมอด ทินกร อ่อนประทุม เทือก ๆ นี้แหละ....และที่สำมะคัญไอ้เอี้ยเอ๋เนี้ยะกร้อสนิทสนมกับไอ้เอี้ยยะไส อะนะ....และเอี้ยบวกเอี้ยกร้อเป็นที่มาของ “โคตรเอี้ย” งายยยสาดดด....ช่วงต้นปี 2549 พันธมารฯ เพิ่งรวมตัวใหม่ ๆ มีการระดมพลครั้งใหญ่เพื่อไปชุมนุมใหญ่สนามหลวงอะนะ....เผอิญว่า ส.วา หรือ ครูสน รูปสูง เนี้ยะนะแกเป็นสหายเก่า เขตงาน 196 (หนองบัวแดง ภูเขียว ฯ ล ฯ) ที่ หมอพลเดช ปิ่นประทีป เข้าไปอยู่ในป่าด้วยกัน...สองคนเค้ากร้อรักกัน ผูกพันกันมาอะนะ...
หมอพลเดช เนี๊ยะกร้อครือน้องเล็กของ เสด็จพ่อตุ๊ดเอ็นโตดีประเวส วะสี นั้นงัย...กร้อพวกเหลืองทั้งน้านอะนะ....เรื่องเงินไม่ต้องห่วงมีเยอะแต่กำลังคนของหมอพลเดชไม่มีอะนะ.....จึงประสานงานมายัง ส.วา ให้ระดมพลภาคอีสานครั้งใหญ่ โดยให้เงินมา 1,000,000 บาท (อ่านว่าหนึ่งล้านบาทถ้วน) ครือให้จัดระดมคนไปสัก 100 คันรถบัสอะนะ.....ไอ้เอี้ยเอ๋เนี๊ยะ กร้อได้รับภาระกิจครั้งยิ่งใหญ่ให้ไปรับเงินล้านที่โคราชอะนะ.....โดยจะมีคนของหมอพลเดชจากกรุงเทพฯนำมาส่ง....รู้สึกคุ้น ๆ หน้าอะนะ น่าจะเป็นพวก “สโหย” เอ้ย สหายเก่าอะนะ.....ผมขาว ๆ บาง ๆ หัวเถิก ๆ มีอายุแล้วอะนะ.....พวกเมริงอยากรู้รายละเอียดให้ถามไปยัง Thai YT กร้อแล้วกัน เห่อ เห่อ เห่อ.....
ไอ้เอี้ยเอ๋ นะหรือนัยว่าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ.....นี่นับเป็นครั้งแรกที่กรูได้รับเกียรติเข้าร่วมแบกรับ "ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของประชาชน".....กรูต้องทำเป้าหมายให้บรรลุให้ได้.....ว่าแล้วกร้อตื่นแต่เช้ามืด อาบน้ำ แต่งตัวเรียบร้อย เตรียมเดินทางจากขอนแก่นไปโคราชจุดนัดพบ.....เฮ้ย ไปคนเดียวแมร่งไม่ปลอดภัยแน่ ๆ เดี๋ยวมีเสียวว๊อยยย.....มันส์ จึงโทร.ตามนักดนตรีเพื่อชีวิตเหลืองอ๋อยผู้ตกทุกข์ได้ยากอยู่ขอนแก่นมาหลายปี...กร้อเค้าหละ ไอ้เชี้ยสุทธี ปุราทะกา นั่นงัยสาดดด....
เมื่อรับเงินมาแล้วกร้อประสานงานทั่วภาคอีสานทันใด....อย่างว่าน่าแหละ ส.วา แม้จะเป็น "กระบี่มือหนึ่งของอีสาน" แต่ช่วงหลังเกิดวิกฤติศรัทธาภายในองค์กรของแกมาหลายระลอกจึงไม่มีกำลังมวลชนอยู่ในมือมากนัก.....เห็นไปใหนมาใหนกร้อไม่เคยเกินสองสามคนอะนะ....ส่วน ไอ้เอี้ยเอ๋ เนื่องจากขาดประสบการณ์ทางการเคลื่อนไหว "ใต้ดิน" และ "ในรู" (แมร่งถนัดแต่เคยแย่เอ็นรู.....ฮ่า ล่าสุดเคลื่อนไหวกับ "ไอ้เชี้ยหมอ คณะแพทย์ มอ.ขอ." หัวหน้าแก๊งส์เหลืองอ๋อยจังหวัดขอนแก่น แมร่งกร้อไปหลอก yed เลขาฯสาว ของ ไอ้เชี้ยหมอเหลืองอ๋อย จนเมียที่บ้านต้องหอบผ้าหอบผ่อนหนีไปแว๊วว...แมร่งเลวจริง ๆ...)....ดังนั้น ไอ้เชี้ยเอ๋จึงถูกเค้าหลอกแดกเงินไปหลายพื้นที่ เรื่องนี้ให้ไปถามจำเพรียก หินชนวน อโศกตระกูล รัฐสภา นามเหลา อวยชัย วะทา คำตา แคนบุญจันทร์ จะได้คำตอบเด็ด ๆ อะนะ.....กร้อแมร่งเพรียกนี้ เสือหิวทั้งนั้นและบางคนกร้อไปรับ “จ๊อบ” ทักษิณมาแว๊วว....เพรียกมันส์กร้อให้ไอ้เอี้ยเอ๋โอนเงินไปให้...แต่อนิจจา เมื่อถึงเวลานัดหมาย....แมร่งไม่มีหมาสักตัว.....สาดดดด....รถบัสที่เค้าให้ไปหามาขนาดทำแบบ “อม ๆ เงิน” กันแล้วอะนะ รถบัสก็ยังมีมา 32 คัน แต่โทษทีว่ะคุณหมอพลเดชขา....ในแต่ละคันมีคนอยู่สองสามคน...ว่ากันว่า พวกไอ้เอี้ยสุทธี ทั้งนอนทั้งตีลังกาไปจนถึงสนามหลวงแบบสบายดากอะนะ....งานนี้กรูถูกตุ๋นซะเปื่อยหนอกรูหนอ....ไอ้เอี้ยเอ๋...ได้แต่รำพึงรำพันกับขวดเบียร์....เชี้ย แมร่ง ถูกตุ๋นนะดีแว๊ววว ดีกว่าถูกตุ๋ย ฮา ๆๆๆ (ยังมีนิทานเกี่ยวกับพ่อลูกคู่หูดูโออีกหลายเรื่องแต่ขอเก็บไปเล่าที่หลังอะนะ....กร้อกรูบอกแล้วงัยสาดดด แมร่ง เรื่องมันยาว!!!)
อ้าว...แล้วเรื่องที่รำลือกันว่า “ราชสีห์อีสาน” เปี๊ยก แมวเหมียว เป็น “บ้า” หรือว่า “เพี้ยน” ไปแล้วช่วงหนึ่งมันเป็นยังงัยกันแน่...เป็นแคร่ข่าวลือ การปล่อยข่าวของคู่อริฝ่ายตรงข้ามหรือป่าววว.....เอ้า พวกเมริงอยากรู้นัก นั่งฟังเงียบ ๆ นะฟ้ย ห้ามถามห้ามแย้งเดี๋ยวกรูจะหลงประเด็น...เพราะเรื่องมันนานมาแล้ว...และห้ามกองดากตดใส่กรูด้วยนะสาดดดด...กรูไม่ชอบความเหม็น!!!
ในโจกโหล๋กฟ้ายุทธจักรอีสานเนี๊ยะ ที่ว่า “ขาใหญ่” ฝ่ายประชาชนนี่นะในรอบ 25 ปี หลังป่าแตกมาเนี๊ยะกร้อต้องยกให้ “สามมือกระบี่” ครือ หนึ่ง เปี๊ยก แมวเหมียว สอง เสียว ลูบต่ำ เอ้ย สน รูปสูง สาม “ไอ้เอี้ยเพิก ประชาธิปัติย์” สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ (.....เพรียกเมิงคงสงสัยมัก ๆๆ ใช่อะป่าว ว่าทำมั๊ยแมร่งชื่อ เพิก กร้อยุคสมัยคอมมูนิดกำลังคึกคัก บังเอิญมีหนังไทยเรื่อง "ชุมแพ" โด่งดังในช่วงนั้นพอดี พระเอกกร้อเก่งฉิบหายอะนะ กร้อชื่อ ไอ้เพิก ชุมแพ งาย... เพรียกเมิงจำหนังตอนจบไอ้อะป่าว.....ผมร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมาาาา...เอ้า ฮา ๆๆๆ.....ความจริงไอ้เอี้ยเพิกเหลืองอ๋อยเนี้ยะอะนะ ไม่ได้เข้าป่าเป็นสโหย สหายเชี้ยอะไรกะเค้าหรอก....แมร่งเคยขอเข้า "พรรค" อะนะ...กร้อสาย "ประสานมิตร" ที่มีขาใหญ่ "จารย์ศิลปเสริฐ โพธิ์แก้ว" ดูแลอยู่น่าแหละเค้าไม่เอา พวกเค้าเห็นว่า แมร่งทฤษฎีก็ไม่ชัดเจน เคลื่อนไหวโฉ่งฉางมาตั้งแต่เป็นแอ๊คติวิสต์แว๊ววว.....เผอิญช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 กระแสสังคมนิยมแมร่งพุ่งสูงปริ๊ดส์ มีการจัดตั้ง "พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย" (พสท.) กร้อเห็นหน้าแอ๊คติวิสต์สำมะคัญหลายตัวเข้าร่วมก่อตั้งด้วย อาทิ ธีรยุทธ บุญมี ชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ฯ ล ฯ.....เป็นงัยละแต่ละตัว แมร่งลูกกะโปกไอ้ลิ้มโกเต๊กทั้งน้านเลยสาดดด.....พรรคเพรียก พสท. เนี๊ยะ เมื่อเข้าป่ากร้อไปเป็นแค่ "แนวร่วม" ของ พคท. อะนะ.....แต่เพรียกมันส์กร้อต้องมี "ชื่อจัดตั้ง" ด้วยอะนะ....ความจริงหากใครสนใจประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้ายกร้อจะรู้ดีว่า พวก พสท. เค้าจัดตั้ง "หน่วยพรรค" ของเค้า และมีชื่อจัดตั้งกัลล์ ตั้งแต่ตอนอยู่ในเมืองแว๊ววว......ด้วยเหตุดังนั้น มันส์จึงเป็นที่มาของชื่อจัดตั้ง "ส.เพิก ชุมแพ" ยังงายละอ้ายยยสาดดด.....แมร่ง ดูที่มาของชื่อจัดตั้งแล้ว ช่างโคตรเป็น "วิทยาศาตร์สังคม" เหลือเกินนะอ้ายเอี้ยยยย) ....เอาละ.....ทั้งสามพระหน่อเนี๊ยะ เค้าได้แบ่งบันตำแหน่งแห่งที่ในราชสำนักอีสานกัลล์ไปตั้งนานแว๊ววว....ห้ามใครมาแย่งอะนะ..ไม่งั้นมีเคลือง ฮา ๆๆๆ
ไอ้ตำแหน่ง “ประธานาธิบดีอีสาน” มอบให้ เปี๊ยก แมวเหมียว เนื่องจากอาวุโสมีอายุมากกว่าเพื่อน “รองประธานาธิบดีอีสาน” กร้อต้องเป็น สน รูปสูง เอาไว้คอยเลื่อยขาเก้าอี้เปี๊ยกงัยสาดดด....ส่วน “นายกรัฐมนตรีอีสาน” นี่มันต้องเป็นของ เพิก ชุมแพ แหง๋มอยู่แว๊ววว....
ขอรวบรัดตัดตอนละกัลล์....(เพราะแมร่งเรื่องมันยาวขอเก็บเอาไว้เล่าอย่างละเอียดในตอนที่พูดถึงขบวนการประชาชนอะนะ).....เมื่อตกลงตำแหน่งกัลล์เสร็จสับกร้อเคลื่อนไหวทันที.....เผอิญช่วง 2533-34 มีการต่อสู้เรื่อง "คจก." ซึ่งข้อเท็จจริงเรื่องนี้ มันส์ก่อรูปการเคลื่อนไหวโดย "กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาจาก 5 ค่าย ม.รามคำแหง" ร่วมกับ "กลุ่มครู" (ที่ต่อมาก่อรูปเป็น "สภาองค์การครูเพื่อสังคม"-สคส.) ที่มี ส.วา กับ ส.เพิก ดูแลอยู่ ภายใต้การหนุนช่วยอย่างใกล้ชิดจากทีมงานสลัมคลองเตย “มูลนิธิดวงประทีป” อะนะ...สู้กันยังไม่ทันรู้แพ้รู้ชนะกร้อต้องหยุดพักรบ...เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อช่วยกันขับไล่ “รสช.” อะนะ...หลังชัยชนะของฝ่ายประชาชนในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” การเมืองเปลี่ยนทิศทาง ฝ่ายประชาชนเป็นใหญ่ใครจะต่อสู้เรื่องอะไรกร้อง่ายละทีนี้.....
เปี๊ยก แมวเหมียว ประเมินสถานการณ์แย๊วว....ชนะแน่ ๆๆๆๆ!!!! จึงเรียกระดมไพร่พลขนานใหญ่....อย่างว่าอะนะ พรรคเพรียกของเปี๊ยกเนี๊ยะร้อยวันพันปี แมร่งไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประท้วงเหี้ยอะไรกับเค้ามาก่อน...ก็แมร่งมันทำตัวเป็น “แหล่งทุนชั้น 2” ครือ หาเงินจากแหล่งทุนแล้วมาจัดสรรผลประโยชน์ลงไปให้ชาวบ้านอีกที แล้วจึงส่ง "นักพัฒนา" ลงไปฝังตัวทำงานในพื้นที่ที่ได้เงินตาม “โครงการขนาดเล็ก” ที่ช่วงหลังรู้จักกันดีในนาม PRC. อันโด่งดัวยังงัยละสาดดด....กร้อ PRC. กร้อเป็นคนพิจารณาว่าจะให้เงินกับใคร อันนี้กรูให้คำนิยามว่า แนวทาง “เอาเงินล่อ แล้วตามด้วยกะดอเสียบ” อะนะ ฮา ๆๆๆ..... ครือ ใครไม่เชื่อฟังกรู ต่อไปกรูไม่ให้อะนะ....และแนวทางการทำงานก็คือ งานพัฒนาชุมชนจ๋าอะนะ เค้าเรียกว่าแนวพวก “งานเย็น” กรูเห็นแล้วไม่ใช่เย็นทำมะดาอะนะ...แต่แมร่งเย็นเป็น "น้ำแข็ง" เลยละ.....ที่นี้เมื่อ ราชสีห์อีสาน ส่งเสียงคำรามแล้ว.....บักได๋ถ้าบ่อมาม๊อบ คจก. ช่วยกรู ครั้งต่อไปกรูซิบ่อให้เงินพวกเมริง.....หลังเสร็จศึก คจก. เปี๊ยก แมวเหมียว กร้อถูกรุมวิจารณ์จากหลายส่วนว่า สั่งการบีบบังคับชาวบ้านด้วยเงินอะนะ...แมร่งกร้อเลยเริ่ม เพี้ยน ๆ กลับไปอยู่บ้างบางวันเกิดเฮี้ยนขึ้นมากร้อนึกว่าตัวกรูเป็น "ลี้คิมฮวง" ซ้อม "ซัดมีดสั้น" ใส่ต้นกล้วยหลังบ้านอะนะ.....จนต่อมาเมียแมร่งทนไม่ไหวหอบลูกหนีไปเลยสาดดด....คราวนี้แมร่งจึงเป็น "บ้า" จริง ๆ เลยสาดดด (เพิ่งมาฟื้นคืนชีพกร้อตอนได้เอ๊ะ ๆ มาไม่กี่ปีนี่หรอก).....ดอกผลจากการเคลื่อน คจก. ของเพรียกมันส์ครือได้องค์กรภาคประชาชนมา 1 องค์กรอะนะ คือ สดท. โดยมี เปี๊ยก สวาปามตำแหน่ง ประธาน องค์กรเองแมร่งซะเลย....ส่วนเลขาธิการนะหรือกร้อครือ ไอ้เอี้ยนก ภาคภูมิ นั่นงัย.....(เรื่องนี้จะนำไปเล่าพร้อมกับองค์กรประชาชนภาคอีสานอื่น ๆ ภายภาคหน้าหากมีโอกาส....และยังมีเรื่องเด็ด ๆ ระหว่างม๊อบ คจก. และหลังจากนั้นที่เกี่ยวข้องกับ เปี๊ยก แมวเหมียว และขบวนการ กป.อพช.อีสาน อีกเพรียบ มันส์พะยาค่ะ....)
....เอ้อ.....เนื่องเพราะประชาชนเรียกร้องเรื่องเกี่ยวกับ เปี๊ยก แมวเหมียว กัลล์มามากเหลือคณานับ....กรูขอแถมท้ายเป็นของขวัญปีใหม่พวกเมริงแล้วกัลลล์......กร้อเพราะไอ้เอี้ย เปี๊ยก แมวเหมียว กับ ลูกกะโปก กป.อพช.อีสาน ของมันสส์เนี๊ยะนะชอบเพลงสายัญ สัญญามัก ๆๆ....กร้อ "ไอ้หนุ่มรถไถ" ยังงายละอ้ายยยสาดด....ช่วงที่กระแสการเคลื่อนไหวฝ่ายประชาชนอีสานกระแสสูงเหมือนผีพุ่งไต้ เป็นช่วงหลัง "ม๊อบ 9 ปัญหา ยกที่ 1" ของ "สกย.อ." แล้วเสร็จมา ด ๆ อะนะ.....อยู่มาวันหนึ่งมี "แหล่งทุนฝรั่งหน้าโง่" เข้ามาตามหา "หัวหน้า สกย.อ" อะนะ เพื่อจะให้การสนับสุนนเป็นเงินจำนวนโขอยู่.....แมร่งพอไอ้ฝรั่งตัวแทนเค้ามา ไอ้เอี้ยเปี๊ยก แมวเหมียว ไอ้เอี้ยเดชา ไอ้เอี้ยสมภพ และลูกสมุน กป.อพช.อีสาน ของมันส์ (ตอนนั้นไอ้เอี้ยต๋อม เข้ามากุมหำเดินตามไอ้เอี้ยเดชาแว๊วววอะนะ...).....ไอ้เหี้ยเพรียกนี้กร้อพาไอ้ฝรั่งตัวแทนแหล่งทุนขับรถตะเวนไปทั่วอีสานเกือบทุกจังหวัดอะนะ....แมร่งพาไปดูโน่นดูนี่กะสร้างภาพหลอกแดกจะจะอะนะ....จนในที่สุดไอ้ฝรั่งดังกล่าวกร้อหมดความอดทน.....ยู ยู ยู ไอ อยากเจอกับหัวหน้าม๊อบ สกย.อ. ที่ชื่อ บำรุง บำรุง เมื่อไหร่จะได้เจอซะทีหา......ไอ้เหี้ยฝรั่งกร้อถามบ่อยอะนะ เพรียกพานั่งรถไปไหนแมร่งกร้อถามแต่คำเดิม....อยากเจอ บำรุง อยากเจอบำรุง ไอ จะให้มันนี่ มันนี่ ไออยากกลับบ้านแว๊ววว.....ไอ้เอี้ยเดชา ไอ้เอี้ยสมภพ ไอ้เอี้ยต๋อม พูดและชี้ไปที่ เปี๊ยก แมวเหมียว เกือบจะพร้อมกัลล์ว่า.....ยู ยู กร้อนี่งัย บำรุง กร้อนั่งรถมาด้วยกัลล์ตั้งหลายวันแล้ว เอ้าสัญญามาเซ็นโอนเงินได้เลย.....ไอ้ฝรั่งจากแหล่งทุนหน้าโง่ แต่กรูว่าแมร่งไม่น่าโง่ว่ะ มันส์หันไปถลึงตาพร้อมตะคอกเพรียกแมร่งว่า.....ไอ้เอี้ยยยย ไอ้สาดดด ที่ ไอ ยากเจอและจะให้เงิน ครือ บำรุง คะโยธา ไม่ช่ายอ้ายแก่คนนี้ อ้ายเพรียกสาดดด....เอ้า พวกเมริงช่วยกรู "ฮา" ดัง ๆ หน่อยเถอะว่ะ แมร่ง เชี้ย สาดดด......
กระนั้นก็ดี ในใต้หล้ายุทธจักรบู้ลิ้มอีสาน.....จึงกล่าวได้ว่า พวกแมร่ง กป.อพช.อีสาน ครอบครองความเป็นเจ้ามาเกือบ ๆ 30 ปีอะนะ.....โดยมี “ราชสีห์อีสาน” เปี๊ยก แมวเหมียว เป็นกุนซือตัวพ่อรุ่นไล่ ๆ กันที่ทำตัวป็นเสนาธิการก็อ้ายที่เค้าเรียกมันส์ว่า “ไอ้ป๋า” สมภพ บุนนาก ไอ้เนี๊ยะแมร่งก็อดีตแอ๊คติวิสต์ มศว.บางแสน รุ่น ๆ สุวิทย์ วัดหนู น่าแหละ เข้าดงเข้าป่าไปเป็นสหายกะเค้าเหมียลล์กัลล์รู้สึกจะทางภาคใต้อะนะงัย....พอออกจากป่ามา ก็มาไอ้เหี้ยป๋าเน๊ยะก็มาเป็น “สโหย”อยู่แถวอีสาน ทำงานกับแหล่งทุนครือแพลนแถว ๆ ขอนแก่นนี่แหละ......
ไอ้เชี้ยสมภพหางเหลืองนี่แหละครือตัวเดินเกมส์ในอีสานให้กับพันธมารฯ.....อ้าว ก็แมร่งกรูบอกพวกเมริงแล้วงัยสาดว่า พวกเหี้ยเนี่ยะนะก็ลูกกะโปกไอ้ลิ้มโกเต๊กทั้ง กป.อพช.อีสาน น่าแหละสาดดดดด......ไอ้เหี้ยป๋าเนี๊ยะ สุดชั่วร์ร์ร์เลยนะมึก แมร่งหลังที่มันส์พาตัวเองไปรับใช้ไอ้ลิ้มโกเต๊ก.....ยังไม่พอแมร่งก็ช่วยกันเชียร์ทหารให้ออกมาทำรัฐประหาร พอ คมช. ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549....ข่าวว่าแมร่งฉลอกกันยันสว่างเลยอ้ายยยยสาดดด......แหะ ๆๆๆ เอาละมรึง ถึงทีกรูแล้ว เจ้านายคงตบรางวัลกรู้ชิ้นใหญ่เป็นแน่แท้.....นายลิ้มฯ นายบัง คงไม่ทอดทิ้งกรูแน่ ๆ ก็กรูอุตสาห์เอาเกียรติภูมิของครูที่สั่งสมมาตลอดชีวิตทั้งในแวดวงฝ่ายซ้ายคนเดือนตุลา กับแวดวงเอ็นโตดี จนกรูแมร่งหมอยงอกแล้ว กรูต้องได้ตำแหน่งสำคัญ ๆ ในรัฐบาล คมช.แหง๋ม ๆๆ เลย.....โหยแมร่งไปเสนอตัวเป็น สว.ลากตั้ง แมร่งคิดว่าเค้าจะเลือกสาดดดด....ผลปรากฏว่าไอ้เหี้ยป๋าเนี๊ยะวื้ดอะนะ....ป่านนี้มันยังงงไม่หาย อุตสาห์รับใช้เจ้าจนตัวจะตาย รับใช้นายจนจะหมดแรง....แมร่งทำกรูด้ายยยย ฮา ๆๆๆ อิอิอิ เฮี่ย ๆๆๆ.....อย่ากระนั้นเลย กรูเก็บกระเป๋าเข้ากรุงเทพฯจะได้ไปอยู่ใกล้ ๆ ศูนย์กลางอำนาจ คราวหน้ากรูจะได้ไม่หน้าแตกหมอไม่รับเย็บอีก......แมร่งจึงไปกินตำแหน่ง “ผู้จัดการ” ของ "สมาคม/สหพัน์เกษตรกรเพื่อการพัฒนา" (สกพ.) องค์กรในคาถาของ ส.ชิต กรมการเมืองขี้เหลืองอ๋อยคู่ปรับของ ส.ดิน เลขาธิการใหญ่ พคท. คนนั้นยังงัยละสาดดด.....
นอกเหนือจากคนระดับ “สโหยไอ้ป๋าสมภพ” แล้ว....มือกระปี่รอง ๆ ก็ อาทิ เดชา เปรมฤดีเลิศ ไอ้หมอนี่กำลังศึกษากำลังภายใน เอ้ย หามิได้มันส์กำลังอินกับการค้นหาตัวตน “ด้านใน” ตาม เสี่ยประชา ณ อาศรมวงศ์สนิท กรูว่าหากมันส์ชวน เอ็นโตดีสาว ๆ ไปค้นหาด้านใน มันส์ก็ต้องจับเค้า แก้ผ้าแก้ผ่อน ให้ล่อนจ้อนก่อนศึกษากันตัวต่อตัวหรือเปล่าหนอ....อ้าว อ้ายยยสาดด กร้อหากไส้เสื้อผ้าแล้วมันส์จะศึกษาด้านในด้ายยังงายกัลลล์....สาดดดดหากไล่เรียงไปรายตัวทั้งในอดีตจนวันนี้ โหย แมร่ง กป.อพช.อีสาน เนี๊ยะแมร่งคนเข้า
คนออกยั๊วเยี๊ยะเหมือน ซ่องกระหรี่ซอย 5 หรือ ประตูเหล็ก เลยนะอ้ายยยยสาดดด.....เอ้าดูดู๊....จรินทร์ บุญมัธยะ คนมีเมียเป็นด๊อกเตอร์ทางมานุษยวิทยานี่กร้อแหร่มเลย....เอียด ดีพูน นี่กร้อผสมผสานยั่งยืนพอเพียงมาแมร่งจนหงำเหงือกแล้ว......
....โกวิทย์ กุลสุวรรณ ยังมั่นยืนอยู่ที่ เนท สุรินทร์.....เสธหนั่น สนั่น ชูสกุล นี่เอ็นโตดีคนใต้แต่มาอยู่สุรินทร์ตั้งแต่จบทำมะสาดอะนะ ตอนนี้กำลังงง ๆ กับเงิน 700 ล้านบาทที่เดอะมาร์ค ปชป.โยนมาให้ชาวเขื่อนราศีไศลแย่งกันอีก ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย คอยดูฝีมือพวกเมริงอยู่นะว๊อย.....เสน่ห์ วิชัยวงษ์ ผันตัวเองไปอยู่กองทุนฟื้นฟูฯ วันดีคืนดีก็ลงสมัคร ส.ส. กะเค้าบ้างเผื่อฟลุ๊ค เพราะสมัยทำเอ็นโตดีเนี๊ยะหว่านเงินไว้เยอะในพื้นที่คะแนนน่าจะมาบ้างว่ะ ผิดคลาดสอบตกครือเก่าฮา ๆๆๆๆ.....เจ๊สุนทรี เซ่งกิ่ง เอ็นโตดีตัวแม่ นางนี่อะนะ แมร่งรับใช้อมกะโปกไอ้แป๊ะลิ้มเลยนะมรึง แพล๊บ ๆ ๆ ๆ (เวลาพวกเมริงอ่านให้อ้าปากแล๊ปลิ้นออกมาด้วย เอ้อ อย่างนั้นแหละว่าง่าย ๆ อ้ายยยสาดดดด).....ไอ้โตหัวล้าน พูลสมบัติ นามหล้า นี่แมร่งก็หารับประทานในการวิจัยประเมินผล แมร่งก็ลอกของเก่าหาแดกไปวัน ๆ ไม่มีการพัฒนาความคิดเหี้ยอะไรใหม่ ๆ กะเค้าซะที ถุยสส์.....
.....โอ้ พรเจ้ายร์อช อกนิษฐ์-ปรียานุช ป้องภัย สองคนผัวเมีย โดยเฉพาะเจ๊เตยเอ็นโตดีตัวแม่อีกอนงค์หนึ่งเนี๊ยะ ชอบเจ้ากี้เจ้าการทำตัวเป็นเจ้าของแหล่งเงินอะนะ ทำตัวเป็นคนจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวภายในอะนะ...แน่ละ คุณผรัวของกรูก็ต้องได้มากกว่าเพิ้นแม่นบ่อ...สาดดดด.....ขรรค์ชัย หงส์คำมี นี่ก็คนป่าเก่าแถว ๆ ภูซางอะนะ แมร่งกร้อเหลืองอ๋อยอีกตัว.....จารย์เป๋ง ผสมพันธ์ เอ้ย สมพันธ์ เตชะอธิก ก่อนไปเป็นนักวิจัย RDI. ก็เป็น เอ็นโตดี เวียนว่ายอยู่ในยุทธจักรบู้ลิ้มสังกัดเจ้าสำนักแมวเหมียวเหมียนกัลล์ ทุกวันก็แทงหวยเสื้อเหลืองเหมือนกัลล์งัยอ้ายยยยสาดดดด......
.....ส่วนรุ่นถัดมาหน่อยกร้อมี “จอมยุทธ yed” ไอ้เอี้ยนก ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ คนภาคใต้ทำกิจกรรมนักศึกษาค่ายอาสาพัฒนา ม.รามคำแหงอะนะมาทำงานอีสานในนาม มอส.รุ่นที่ 8 กร้ออยู่ยาว ตอนนี้กลับไปอยู่ปัก์ใต้บ้านเราแว๊ววว.....เห็น เสี่ยเสน่ห์ วิชัยวงษ์ บอกเป็นนัย ๆ ว่า....ไอ้นกแมร่งตัวเชี่ยเลยนะมรึง แมร่งหลอกตอกดากเค้าไปทั่วจนไก่จะหมดวัดแล้ว แมร่งไม่เหลือให้พวกกรูบ้างเลย พวกกรูเลยไล่แมร่งกลับบ้านไปซะอ้ายยยสาดดด......ตามมาติด ๆ กร้อ ไอ้เอี้ยต๋อม จักรพงษ์ ธนวรพงศ์ นี่กร้อ ค่ายชาวเขา ม.รามคำแหง เหมือนไอ้เอี้ยนกหน่าแหละ มาเดินหิ้วกระเป๋าดมกะโปกไอ้เอี้ยเดชา ตั้งแต่สมัยต่อสู้เรื่อง คจก. โน่นจนบัดเดี๋ยวนี้ยังไม่ไปไหนมาไหนบักหลักทำเรื่องป่า เรื่องสิ่งแวดล้อมแถว ๆ สุรินทร์อะนะ.....
.....เอ้อ.....กรูเกือบลืมไป ประธาน กป.อพช.อีสาน คนปัจจุบัน กร้อใครกันว่ะ อ้าว กร้อ เสี่ยวิพัฒนาชัย พิมพ์หิน นี่กร้อทำงานต่อเนื่องแถว ๆ ป่าดงลานอะนะ.....ไอ้หมอนี่แมร่งเหลืองกระทั่งกางเกงในจริง ๆ แมร่งมันส์ไม่ได้มียุทธะสงยุทธะศาดเชี่ยอะไรกะเค้าหรอก.....คิดอไรไม่ออกกร้อเสนอยุทธศาสตร์ “คู่ขนาน” แมร่งตะบัน.....พวกเมริงลองเอาส้นตีนนึกภาพตามกรูกร้อแล้วกัน.....พวกเมริงเห็นนโยบายของรัฐที่ออกมาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาประชาชนอะไรก็แล้วแต่....แมร่งเพรียก กป.อพช.อีสาน เนี้ยะ แมร่งไม่เคยเลยสักครั้งที่พวกมันส์จะเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าจะรัฐบาลหน้าใหน ยกเว้น รัฐบาลเด็กดื้อมร์กค ปชป. กร้อจะให้คัดค้านได้งัยสาดดด กร้อพวกมันส์ร่วมส่วนผลักดันเค้าเข้ามาเอง กร้อต้องทนหวานอมขมกลื่นอะนะ ช่วยแมร่งไม่ได้จริง ฮา ๆๆๆๆ
....พวกเมริงจึงเห็นประเด็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในแนวทาง “คู่ขนาน” บ่อย ๆ ปะเดี๋ยวกร้อมี.... “ร่าง รธน.คู่ขนาน” “เศรษฐกิจคู่ขนาน” “ร่าง พรบ.นั่น พรบ.นี่คู่ขนาน”.....แมร่งอีกหน่อยหาอะไรเล่นไม่ได้กร้อคงจะมีประเด็นการเคลื่อนไหวระดับ...“การ yed คู่ขนาน”แหง๋มเลย.....เฮ้ย เสี่ยวิพัฒนาชัย เมริงอย่าลืมชวนพรรคเพรียกกรู เข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ในประเด็นคู่ขนานนี้ด้วยคนนะเมริง ไม่งั้นกรูไม่ยอมนะเมริง...อิอิอิ ก๊ากก๊ากก๊าก หุหุหุ....
พูดแบบไม่เกรงใจกันอะนะ....กป.อพช.อีสาน ในวันนี้ก็แคร่ “เสือกระดาษ” หรือว่าแคร่แมวเชื่อง ๆ ที่เป็นหางเครื่องให้พวกพันธมารฯตามว่ามาแล้วอะนะ กร้อมันมีแต่หัวไม่มีหางอะนะ.....หรือ จริง ๆ แม้แต่หัวที่เห็น ๆ รายชื่อกร้อมีแคร่นั้นแหละ (กร้อแมร่งเล่นใช้ “เงินล่อ” แล้ว "กะดอเสียบ" เมื่อหมดเงินชาวบ้านที่ใหนเค้าจะอยู่กะเมริง เพราะเมริงไม่เคยยกระดับความคิดให้ชาวบ้านเค้าเข้าใจในปัญหาโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การกดขี่ขูดรีดของชนชั้นปกครองให้กับชาวบ้านเลย แต่ในทางกลับกันเสือกพร่ำบ่น พร่ำสอน แต่เรื่องเพ้อเจ้อ ไสยศาสตร์ที่ไม่สอดคล้องสถานการณ์ มุ่งสร้างลัทธิขุนนางใหม่ในหมู่พวกเมริงกันเอง.....ขาก ถุ้ยส์)
....กรูไปขี้มาอีกแล้ว กร้อนึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง ครืออย่างงี้.....อ้ายเพรียกมีชื่อข้างบนแมร่งสลับกันเป็น “ประธาน” กป.อพช.อีสาน บ้าง สลับกันเป็น “เลขานุการ” บ้าง เลขาธิการบ้าง แล้วแต่แมร่งจะแต่งตั้งตำแหน่งกันเอง บางคนเคยเป็นประธาน เดี๋ยวกลับมาเป็นเลขาฯแมร่งมั่วเหมือนหมาเลย...กร้อมันส์มีคนอยู่แคร่เนี๊ยะจริง ๆ .....ดูดู๊ ไอ้เชี้ยวิพัฒนาชัยเนี๊ยะ กร้อเป็นมาซะ 2 สมัยแว๊ววว...สมัยหน้าเป็นไม่ได้แล้ว.....อ้าว มองไปทางไหนกร้อมีแต่คนเคยเป็นหมดแล้ว คราวหน้าตำแหน่ง “ประธาน” กป.อพช.อีสาน คงจะวนรอบถึงคิว “ราชสีห์อีสาน” เปี๊ยก แมวเหมียว อีกซักรอบกระมัง!!!.....อย่ากระนั้นเลย ให้ เปี๊ยก แมวเหมียว เป็นไม่ได้ ๆ ๆ เดี๋ยวถูกถล่มเละเทะ....ถ้าอย่างนั้น กร้อเอา ไอ้เอี้ยต๋อม หละกัลล์มันส์ส์ไม่มีใครอีกแว๊วจริง ๆ เอ้าช่วยกัลล์ ฮา ๆๆๆ.....หรือ แมร่งเอ้าให้สุด ๆ ไปเลยว่ะ ใหน ๆ เพรียกเมริงกร้อสวามิภักดิ์มหาอำมาตย์ใหญ่อยู่แว๊ววว....กร้อแก้ "กฎมณเฑียรบาล" ของเพรียกเมริงไปให้ "ตำแหน่งประธาน กป.อพช.อีสาน" ให้สามารถสืบสายโลหิตด้าย.....ลูกไอ้เอี้ยยร์อช อีเอี้ยเตย แมร่งได้เป็น "รัชทายาท" ตั้งแต่วัยเยาว์ยังงายละอ้ายยเพรียกเอี้ยยยย....
......แมร่ง.....ไอ้พวกสัตว์นรก กป.อพช.อีสาน ทั้งหลายทั้งปวงที่กรูบรรยายมาเสียยืดยาวเนี๊ยะ แมร่งหาแดกกับแหล่งทุนหน้าโง่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น พอช. สสส. สกว. ปปส. สปสช. สวรส. ฯ ล ฯ ...แมร่ง ถ้าพวกมันส์ หาแดกเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง หรือเพื่อเลี้ยงลูกเมียอย่างเดียว เพรียกกรูไม่ว่าอะไรหรอก !!!
.....แต่แมร่งเป็น “นักล่าโครงการ” ยังไมใพอ แต่ “เสือก” เอาเงินภาษีประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำรับใช้ “เผด็จการ คมช.” กับไปเลียกะโปกเหล่า “เสนามหาอำมาตย์ใหญ่” นี่ซิ.....แมนรับบ่อด้าย ๆๆ...มันบ่อช่าย ๆ ๆ ....คอยดูนะ ไอ้พวกเหี้ยเนี๊ยะเมื่อฟ้าสีทองเมื่อไหร่ พวกเมริงจดจำและตราไว้ หรือ จารไว้ในบัญชีหนังหมาด้วยว่า กรูจะไม่ละเว้นโทษตายพวกมันส์โดยเด็ดขาด !!!!!
มหาอำมาตย์และสมุนของมันส์จงฉิบหาย ประชาชนจงเจริญ......
ปล. โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัย ของ ตอนที่ 6 : “แหล่งทุนหน้าโง่” กับ ขบวนการภาคประชาชนอีสานสายศักดินาสวามิภักดิ์ พลัน !!!

สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน ...

สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน ...

สำหรับ คูณ Doctor J ผมมีหลักภาษาล้านนา กับ ล้านช้างมาฝาก

เสียงอักษร "ช ช้าง" นี่ ไม่มีในภาษาถิ่นทั้งสอง
ถ้าจะเทียบคำศัพท์กับไทยภาคกลาง ผมใช้หลักง่ายๆว่า
ลาวล้านช้างจะใช้เสียง "ซ" แทน "ช"
ในขณะที่ ไทย (ลาว) ล้านนาใช้เสียง "จ" แทน

ดังนั้น "ซื่น" ก็คือ "ชื่น" ในภาษาถิ่นไทยกลาง และตรงกับ "จื้น" ในภาษาถิ่นไทยเหนือ
ม่วนซื่น = ม่วนชื่น = ม่วนจื้น

ขอให้มีผู้ที่มีใจรักประชาธิปไตยทุกท่าน มีความสุขสดชื่นในปีใหม่ครับ

อภืสิทธิ์ทำให้เสียมากกว่าครับ

อภืสิทธิ์ทำให้เสียมากกว่าครับอย่าเอาใจมากเหมือนกับเป็นพวก ปชป.ด้วยกันมันทำให้รู้สึกได้ว่าหลักลอยที่ว่ามันสมเหตุผลพอๆกับหลักเสื่อมของชวนนั่นเอง

ราด-สะ-ดอน-อา-วุ-โส คือ

ราด-สะ-ดอน-อา-วุ-โส
คือ คนที่อยู่นาน

ทำตัวฮว่ายิ่งหยั่ยขว่าราษฎรทั

ทำตัวฮว่ายิ่งหยั่ยขว่าราษฎรทั่วไป

คิดฮว่าตัวเป็นอภิมหาราษฏร

หลงบ้ายอบ้ายุปัยด้วยว่ะ

เศร้าใจรับปีใหม่

เศร้าใจรับปีใหม่ ดันบอกว่าอ่านของกรูไม่จบ ฮึ ไอเวน

อาคุง

อาคุง ดร.J

มองทะลุมั่วเรื่องควอนตั้มฟิสิกส์นะ จับผิดหน่อยน่า มองทะลุอยากรู้ว่าพูดตรงหลักป่าว อิอิอิ

แบบว่าอ่านควอนตั้มฟิสิกส์มาคร่าวๆไม่ปะติดปะต่ออะนะ อ่านโน้นนี้นี่หน่อย จำไม่ได้ว่าใครพูดปามาณว่า เอาอนุภาคองค์ประกอบของอะตอมไปตรวจสอบอะตอม เงี้ย มันจะใช้ได้เหรอ? ครือมันเหมือนเอา'ตัวเองตรวจสอบตัวเอง' อย่างเก่งมันก็จะได้คำตอบแบบ'สัมพัทธ์' สัมพัทธ์กับอนุภาคที่ใช้ตรวจสอบเช่นอิเลคตรอน โปรตอน

มันมาถึงทางตันที่...เราหาความจริงมากกว่านี้ไม่ได้เพราะเรามาสุดทางของโลกวัตถุ มาถึงอะตอม โปรตอน อิเลคตรอน แล้วไม่มี'เครื่องมือภายนอก'ที่จะมาตรวจสอบความจริงของไอ้เวรอนุภาคเหล่านี้อีกแล้ว มันน่าสิ้นหวังนะ การหาความจริงต่างๆจะมีจุดสิ้นสุดลงณ ตรงนี้ ไปไกลกว่านี้ไม่ได้

แต่ก็ใช่ว่าจะสิ้นหวังทีเดียว มันต้องใข้วิธี'ปัญญาญาณ' แบบนิวตันมองลูกแอปเปิ้ลตกพื้น แล้วพูดถึง'สิ่งที่ ทุ ก ๆ ค น มองไม่เห็น' อ่านดีๆนะ 'ทุ ก ๆ ค น ม อ ง ไ ม่ เ ห็ น' ครือไม่มีเหรี้ยอะไรให้มองเห็นเลย มันไม่ใช่สสาร ไม่มีรูป ไม่มีสภาพ ไม่สามารถใช้ประสาททั้ง5สัมผัสรับรู้ได้ นี่เป็นการค้นพบยิ่งใหญ่มากที่เราได้รู้จักสิ่งที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นที่เรียกว่า 'แรงโน้มถ่วง' (แต่ความรู้ก่อนหน้าเรื่องดวงดาวโคจรรอบดวงดาวอีกดวงเป็นวงกลม กับความรู้เรื่องแรงหนีศูนย์กลางเอาก้อนหินผูกเชือกแล้วแก่วงเป็นวงกลม มันทำให้ความรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงอยู่ปลายแค่จมูก รอให้คนกล้าคิดว่า มีแรงคล้ายเชือกดึงระหว่างดวงดาวอยู่ จึงทำให้ดวงดาวโคจรรอบดาวอีกดวงได้โดยไม่หลุดไปไหน)

ทีนี้พระพุทธเจ้าเป็นนัก'ปัญญาญาณ' แสวงหาความจริงโดยใช้'ปัญญาญาณ'กับสิ่งที่ทุกๆคนมองไม่เห็น ควอตั้มฟิสิกส์เลยชอบพระพุทธเจ้าเพราะความรู้ที่ถึงทางตันตอนนี้ต้องใช้'ปัญญาญาณ'แบบที่พระพุทธเจ้าชำนาญตีทะลุทางตันความรู้ออกไปแบบที่นิวตันเคยทำหรือไอสไตน์เคยทำ หรือหลุยส์ปาสเตอร์ พูดถึงสิ่งที่ ทุ ก ค น ม อ ง ไ ม่ เ ห็ น อย่างเชื้อราเชื้อโรค

เอวังควอตั้มฟิสิกส์ด้วยประการะฉะนี้แล