'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: "มาบตาพิษ"ชัยชนะ(?)ของ"การเมืองใหม่"

ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่จัดอันดับ 10 ก้าวหน้า 10 ถดถอย แล้วยกให้กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับ 65 โครงการมาบตาพุด เป็นอันดับหนึ่งของความก้าวหน้าทางสิทธิมนุษยชนในปี 2552

กรณีนี้จะมองเป็น “ชัยชนะของประชาชน” ชาวมาบตาพุดเพียงด้านเดียวไม่ได้ เพราะมันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อผู้ประกอบการ ต่อแรงงาน และต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งก็มี “ประชาชน” ได้รับผลอีกด้านหนึ่งเช่นกัน และอาจจะกว้างขวางใหญ่โตกว่าด้วยซ้ำ

ผลกระทบนี้ยังอาจจะเป็นผลลบด้านกลับต่อการต่อสู้ของภาคประชาชน ถ้ามีสายตายาวไกลพอ

นอกจากนี้ คำสั่งศาลดังกล่าวยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย ซึ่ง-แม้ใจหนึ่งจะชื่นชมยกย่องว่าตุลาการท่านกล้าหาญอย่างยิ่งในการออกคำสั่งดังกล่าว โดยไม่กริ่งเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อเครือธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. (และปูนซีเมนต์ไทย) แต่ผมก็มีความรู้สึกตะหงิดๆ กังขาคาใจ จนต้องอุตสาหะไปสัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์ (ทั้งที่อยู่ในสภาพไร้ทรัพยากรและทีมงาน ต้องแกะเทปเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี)

ซึ่งก็ได้คำตอบที่ชัดเจนในประเด็นกฎหมาย ได้ความเห็นอย่างที่อยากได้ นี่ไม่ได้แปลว่าวรเจตน์พูดอะไรผมต้องเห็นเป็นนกเป็นไม้ แต่บอกแล้วว่าสามัญสำนึกทำให้เกิดความรู้สึกตะหงิดๆ ตั้งแต่แรก เพียงอธิบายเองไม่ถูก ต้องหาผู้รู้มาอธิบาย

วรเจตน์พูดถึงดุลยภาพของสิทธิทั้งสองด้าน สิทธิชุมชน สิทธิของผู้ประกอบการ และแย้งว่าไม่ควรจะ extreme ไปด้านใดด้านหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่นักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาชนควรคำนึงถึง กฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรม คุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพียงแต่กฎหมายไม่ได้บอกว่าคุ้มครองเพียงความเป็นธรรมของชาวบ้าน สิทธิของคนจน สิทธิของม็อบ กฎหมายต้องคุ้มครองสิทธิของ “นายทุน” ด้วยเช่นกัน

เมื่อเคลียร์ประเด็นทางกฎหมายแล้ว สิ่งที่ผมอยากพูดต่อไปก็คือ ทัศนะต่อการต่อสู้ของภาคประชาชน รวมทั้งคำถามว่านี่คือ “ชัยชนะของประชาชน” จริงหรือไม่

ทั้งนี้ไม่ใช่ผมไม่เข้าใจมุมมองของภาคประชาชน ไม่ใช่ไม่เข้าใจความทุกข์ทรมานของชาวมาบตาพุด ที่ต้องทนรับพิษร้ายตกทอดไปชั่วลูกชั่วหลาน เพราะผมเคยไปมาบตาพุด ไปสัมภาษณ์สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก และตัวแทนชาวบ้าน แค่ลงจากรถก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศที่หายใจเข้าไปแย่มาก เราอยู่แป๊บเดียวยังอึดอัด แล้วชาวบ้านที่เขาต้องทนอยู่ทั้งชีวิตล่ะ ปัญหาคุณภาพน้ำ อาหารการกิน ปลา เคย ที่มาจากทะเล ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ และสภาพแวดล้อมอื่นๆ อีกล่ะ มันเป็นความทุกข์ทรมานร้ายแรงเร่งด่วนที่ทำอะไรได้ก็ต้องรีบทำ เพื่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนบริสุทธิ์ผู้ได้รับเคราะห์กรรมจากการลงทุนที่ไม่รับผิดชอบ

ที่พูดนี่ไม่ใช่ออกตัวตามสูตร เพราะหลายปีที่ผ่านมา ผมก็เป็นปากเสียงให้การต่อสู้ของภาคประชาชนมาตลอด สัมภาษณ์ NGO มานับไม่ถ้วน ขอให้บอกเหอะ รสนา สารี วิทูรย์ นิมิตร์ หาญณรงค์ หมอวิชัย หมอชนบท ฯลฯ ไอ้มด วนิดา หมอหงวน สุวิทย์ วัดหนู สัมภาษณ์ตั้งแต่มีชีวิตยันงานศพ จะเรื่องยา เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องต่อต้าน FTA เรื่องต่อต้านอะไรที่ไหน ขอให้บอก บ่อนอก บ้านกรูด บางสะพาน ผมไปเองไม่ได้มีใครสั่ง (ไม่เคยได้สปอนเซอร์จาก สสส.-ฮา)

เพียงแต่ยังไม่เคยจัดฉากให้นักอนุรักษ์กอดต้นไม้ถ่ายภาพ เท่านั้นเอง

ฉะนั้นแม้ไม่อาจบอกว่าผมเข้าใจภาคประชาชนดี (เพราะไม่เคยเป็น NGO และชาตินี้ไม่คิดจะเป็น) แต่ผมก็เป็น “ผู้สังเกตการณ์” ที่ใกล้ชิดภาคประชาชนตลอดมา

หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ผมไปนั่งคุยกับเพื่อน (อดีตสหาย) ที่สนับสนุนพันธมิตรสายภาคประชาชน เขาเชียร์พันธมิตร แม้ไม่เอาทั้ง “ทุนสามานย์” และ “ศักดินาล้าหลัง”

คุยกันเรื่องมาบตาพุดแล้วผมก็แสดงความเห็นแย้งทางกฎหมาย และบอกว่าเราควรคิดถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจ แน่นอนผมไม่แยแสไอ้พวกที่โวยวายว่านักลงทุนจะหนีไปประเทศที่เข้มงวดน้อยกว่า อย่างจีน (ที่ใช้เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ! พัฒนาทุนนิยมโดยไร้ความรับผิดชอบ มลพิษท่วมเมือง) แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เพราะผู้ลงทุนต้องการกฎเกณฑ์ที่มั่นคง แน่นอน มั่นใจได้ จะเข้มงวดอย่างไรก็ขอให้มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่เขาเข้าใจว่าทำได้ ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับมาหงายหลังตึง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ว่าทั้ง 65 โครงการจะตั้งหน้าตั้งตาเจตนามาปล่อยสารพิษฆ่าคนมาบตาพุดให้สูญพันธุ์ โครงการส่วนใหญ่อาจจะทำถูกต้องด้วยซ้ำ เพียงแต่ยังไม่ได้ทำตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแค่ “กระบวนการ” เท่านั้น แต่เนื้อหาจริงๆ เขาอาจจะสอบผ่านหมด ฉะนั้นผมอยากเห็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แยกแยะไปทีละโครงการ จัดการกับพวกที่ทำให้เกิดมลพิษ แล้วให้คนที่เขาทำถูกต้องดำเนินต่อไปโดยสะดวกไม่มีปัญหา

เพื่อนผมเห็นด้วย แต่เขามองอีกมุม

“คุณจะเอาอะไรกับไอ้ประเทศเฮงซวยนี่ ที่มีแต่การคอรัปชั่น อำนาจทุกขั้ว นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร อำมาตย์ ไม่มีดีทั้งนั้น เราจะเอาระบบอะไรกับมัน ไม่มีทางเป็นไปได้”

ในทัศนะของเขา ถ้ารอแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทำทุกอย่างถูกต้อง ชาวมาบตาพุดตายก่อน เพราะที่ผ่านมาหลายแห่งก็ทำถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการพิจารณาเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ผ่านปัญหาคอรัปชั่นที่เน่าเฟะ คนมาบตาพุดจึงมีสิทธิที่จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อปกป้องตนเองและลูกหลาน

เพื่อนผมจึงเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นต้องใช้ “ยาแรง” คำสั่งศาลเป็นการ “ช็อต” ระบบ ทำให้สังคมไทยตื่น แน่นอนว่าอาจจะมีผู้ลงทุนหลายรายใน 65 โครงการ ที่ไม่ได้คิดจะก่อมลพิษ แต่ก็จำเป็นต้องถูกบูชายัญ เพื่อทำให้เกิดความตื่นตัวขนานใหญ่ในเรื่องมลภาวะ ปลุกประชาชนให้ตื่นขึ้นมาปกป้องคุ้มครองสิทธิของตัวเอง เพราะเขาไม่หวังอีกแล้วว่าการแก้ปัญหาตามระบบจะเป็นไปได้ ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนเรื่องใหญ่ การคอรัปชั่นฝังรากลึก ลงมาถึงสถานีตำรวจ เขต เทศกิจ จราจร แก้ไขไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องทำให้ประชาชน ชุมชน ลุกขึ้นมาจัดการปัญหา

ผมฟังแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน และยอมรับข้อหนึ่งว่า เออ ถ้าเราเป็นคนมาบตาพุด เราก็จะไม่คำนึงถึงหลักการ ไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางวิธีการ ไม่คำนึงถึงข้อโต้แย้งทางกฎหมาย ไม่คำนึงถึง “สิทธิของนายทุน” เพราะเราจะตายอยู่แล้ว (นี่หว่า)

คนมาบตาพุดมีสิทธิต่อสู้ ทุกวิถีทาง สุทธิมีสิทธิต่อสู้ ทุกวิถีทาง เพื่อมวลชนของเขา เพื่อไล่อุตสาหกรรมปล่อยมลพิษ ใช่เลย เพียงแต่ถ้าบอกว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีสิทธิต่อสู้ทุกวิถีทาง กระทั่งไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย เพื่อไล่ระบอบทักษิณ มันไม่ใช่ (ฮา)

อย่าว่าผมมั่ว เอาเรื่องไม่เกี่ยวกันมาพัวพัน เพราะความจริงมันเกี่ยว

ทัศนะของเพื่อนผมสะท้อนทัศนะของพันธมิตรสายภาคประชาชน ที่ความจริงไม่ได้นิยมชมชื่นศักดินาอำมาตย์ที่ไหน แต่พวกเขามองว่าอำมาตยาธิปไตยน่ะเป็นเหมือนอาทิตย์อัสดง ขณะที่ทุนสามานย์รวมศูนย์อำนาจเข้มแข็ง พวกเขาหมดความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานจากการเลือกตั้ง หมดความเชื่อมั่นระบอบการปกครองที่เน่าเฟะ คอรัปชั่นตั้งแต่บนสุดถึงล่างสุด พวกเขาจึงเชื่อว่า “การเมืองใหม่” เท่านั้นที่จะเป็นทางออก “การเมืองใหม่” ที่ไม่ใช่ 70-30 ดังปากพูด แต่ “การเมืองใหม่” จริงๆ ที่พวกเขาต้องการคือให้ภาคประชาชนสามารถแทรกตัวเข้าไปมีอำนาจ ท่ามกลางความย่อยยับของระบอบทักษิณ และความอ่อนล้าของอำมาตยาธิปไตย (Chaos = อนาธิปไตย)

นี่...คือการมองพันธมิตรภาคประชาชนในแง่ดีมากนะครับ คือเข้าใจในเจตนาดี แต่ไม่เห็นด้วยทั้งหลักการและวิธีการ

ถ้าเราย้อนมองการต่อสู้ของชาวมาบตาพุด เราจะเห็นมิติใหม่ของการต่อสู้ของภาคประชาชน เพราะชาวมาบตาพุดน่ะต่อสู้มานับสิบปีแล้ว เป็นข่าวครึกโครมมาหลายปีดีดัก แต่เพิ่งจะมามีพลังการต่อสู้และประสบความสำเร็จเอาใน 2-3 ปีนี้เอง เมื่อมีผู้นำอย่าง สุทธิ อัชฌาศัย ผู้สวมหมวก 2 ใบ คือผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชนภาคตะวันออก และแกนนำพันธมิตรภาคตะวันออก กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่

หมวก 2 ใบนี้แยกกันไม่ออก เป็นเหมือนเงื่อนไข “ต่างตอบแทน” ในขณะที่มวลชนภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพันธมิตร (สุวรรณภูมิใกล้แค่นี้เอง) เรื่องราวของชาวมาบตาพุดก็ได้รับการถ่ายทอดทาง ASTV ได้แรงหนุนจากสื่อกระแสหลัก นักวิชาการ นักกฎหมาย ที่เป็นพันธมิตรของพันธมิตร สุทธิและชาวมาบตาพุดเข้าถึงช่องทางการต่อสู้หลากหลายรูปแบบ เข้าถึงชนชั้นนำ ได้เสียงชนชั้นกลาง มีอำนาจต่อรองมากขึ้น สร้างกระแสสังคมสนับสนุนมากขึ้น ตัวสุทธิเองก็เข้าไปเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่หมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ (ณ พันธมิตร) ผลักดันให้อานันท์ ปันยารชุน (แบ็กพันธมิตร) มาเป็นประธานกรรมการแก้ไขปัญหา

ถามว่าถ้าสุทธิไม่โดดมาเป็นพันธมิตร พวกเขาจะประสบผลสำเร็จเช่นนี้หรือไม่

มาบตาพุดจึงเป็นภาพสะท้อนมิติใหม่ของการต่อสู้ภาคประชาชน ที่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น และเริ่มเข้าไปมีส่วนแบ่งอำนาจ ไม่ใช่ภาพการต่อสู้ของภาคประชาชนในอดีต ที่สู้แล้วแพ้ ได้แค่ความเห็นใจ ลงท้ายผู้นำถูกยิงตาย ถามว่าผมอยากเห็นแบบนั้นซ้ำซากหรือ ก็ไม่ใช่ แต่การมีอำนาจและใช้อำนาจ ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม

ที่บอกว่าภาคประชาชนเริ่มมีอำนาจ ไม่ได้พูดเว่อร์นะครับ มีจริงๆ กองทัพภาคประชาชน (ณ พันธมิตร) มีท่อน้ำเลี้ยงจากเครือข่ายลัทธิประเวศ ทั้ง พอช. สสส. มีสื่อให้ใช้ ทั้ง ASTV และสื่อกระแสหลักทั้งหลาย มีมือกฎหมายเจ๋งๆ (อย่างเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ม.7) มีนักวิชาการทุกมหาลัยพร้อมลงชื่อเป็นหางว่าวออกแถลงการณ์สนับสนุน มีคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ในสภา ในวุฒิสภา มีแนวร่วมในหมู่ขุนนางอำมาตย์ (และมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองแร้วด้วยยย...)

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะภาคประชาชน (ณ พันธมิตร) มีบทบาทสำคัญในการไล่ระบอบทักษิณ แล้วเกิดสภาวะที่รัฐอำมาตยาธิปไตยอุปถัมภ์อ่อนแอ จึงทำให้ภาคประชาชนมีอำนาจต่อรองสูง (จะสูงยิ่งขึ้นถ้าช่วยกันเลือกพรรคการเมืองใหม่ ฮิฮิ)

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี ถ้าเชียร์สิทธิชุมชน ชาวมาบตาพุด บ้านกรูด บ่อนอก บางสะพาน ฯลฯ ก็เหมือนไม่มีอะไรต้องค้าน และต้องยอมรับคุณูปการด้วยว่าคุณสามารถแปร Chaos มาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ไม่น้อย

จะเปรียบไปก็คล้ายกับหลังรัฐประหาร ที่หมอมงคลเป็น รมว.สาธารณสุข นำแพทย์ฝ่ายก้าวหน้าประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ ดัดหลังบรรษัทยาข้ามชาติที่ขายยาราคาแพงมหาโหด เป็นคุณูปการที่ผมยกย่อง สดุดี แม้จะต้องทนผะอืดผะอมที่เห็นแพทย์ฝ่ายก้าวหน้าสนับสนุนและปกป้องรัฐประหารเป็นวรรคเป็นเวร

แต่ครั้งนั้นยังรับได้กว่าครั้งนี้ เพราะอย่างน้อยก็ยังไม่ได้บังคับใช้สิทธิยารวดเดียว 65 ตัว มันเป็นเรื่องระหว่าง extreme กับความเหมาะสม

ฉะนั้นในขณะที่ภาคประชาชนไชโยโห่ร้องว่า คดีมาบตาพุดคือ “ชัยชนะของประชาชน” ผมมองในมุมกลับก็พบว่าครั้งนี้ภาคประชาชน NGO เจอปฏิกิริยาด้านลบ ถูกเหม็นขี้หน้าอย่างกว้างขวางเช่นกัน

ไม่คิดบ้างหรือว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ครั้งต่อๆ ไป

ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ภาคประชาชน ที่หวังว่าคงไม่ถูกมองเป็น “พวกนายทุน” ขอย้ำว่าผมยอมรับว่าชาวมาบตาพุดมีสิทธิต่อสู้ทุกรูปแบบวิธีการ เพื่อชีวิตตัวเองและลูกหลาน (เหมือนแม่ศิวรักษ์มีสิทธิทำทุกอย่างไม่ให้ลูกติดคุก) แต่คุณก็ต้องยอมรับสิทธิของคนอื่นที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นต่าง โดยไม่ใช่ว่าเป็นพวกนายทุนเสียหมด เหมือนใครไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรคือพวกทักษิณ

ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ผมขอตั้งข้อสังเกตตรงๆ ว่า ทัศนะของนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน “มีปัญหา” มีมานานแล้วด้วย

คือไอ้ความเป็นนักเคลื่อนไหวน่ะมันไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่ยาก ขอแค่เกลียดอำนาจรัฐ เกลียดนายทุน ต่อต้านกลไกรัฐ ต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์ ฯลฯ ไปยาลน้อยไปยาลใหญ่ ใช้อุดมการณ์แรงกล้าเดินขบวน นำม็อบชาวบ้านลุยตำรวจ เวลายื่นข้อเรียกร้องจะเอาคืบต้องยื่นศอก จะเอาศอกต้องยื่นวา เพื่อมาต่อรองกับนักการเมืองชั่วววข้าราชการเลววว... บอกแล้วว่าคุณต่อสู้แทนชาวบ้าน ทำอะไรก็ไม่ผิด

แต่เวลาที่คุณจะก้าวขึ้นมามองภาพรวมของสังคม ที่มันมีทั้งกระแสหลักกระแสรอง ต้องคำนึงถึงทั้งการพัฒนาทุนนิยม และคำนึงถึงผู้บริโภค คำนึงถึงคุณภาพชีวิต ให้มันสมดุลและไปด้วยกัน คุณต้องมองอะไรกว้างกว่านั้น ไม่ใช่ยึดแค่ทัศนะเดิมสูตรสำเร็จ

ทัศนะของ NGO ที่อยู่กับการต่อสู้เพื่อผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ นานๆ เข้าก็กลับจากขอบเข้ามาอยู่ตรงจุดศูนย์กลางไม่ได้เหมือนกันนะครับ NGO ส่วนใหญ่จึงถลำเข้าไปใน “ลัทธิประเวศ” ปฏิเสธทุนนิยม ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ แต่ก็หาคำตอบให้สังคมไม่ได้

ที่ผ่านมา NGO ยังเป็นกระแสรองของสังคม บอกแล้วว่าแพ้ตลอด ได้แค่ความเห็นใจ มันก็มีความอัดอั้น เก็บกด แต่เวลาที่คุณจะก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้แพ้ตลอดศกอีกแล้ว คุณต้องรู้จักมองภาพกว้าง หัดทำความเข้าใจทุนนิยม หัดเรียนรู้เศรษฐศาสตร์มหภาค ดัชนีตลาดหุ้น ค่าเงินบาท ฯลฯ เสียมั่ง เพราะมันส่งผลไปถึงปากท้องของคนยากคนจนอีกมากมายเช่นกัน (หรือถ้าจะไม่เอาระบอบทุนนิยมก็โปรดดีไซน์ระบอบสังคมใหม่ให้ดู)

คุณต้องรู้จักคิดถึงอกเขาอกเรา แม้คุณจะคิดว่าไอ้พวกนายทุนเชี่ยๆ มันไม่เคยคิดถึงหัวอกเรา แต่มันก็คือตัวแทนของกระแสหลักในสังคม มันจ้างงาน มันจ่ายภาษี มันกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ (รวมทั้งทำให้เกิดการกินเหล้า สูบบุหรี่ แล้ว สสส.จะได้มีเงินมาหนุน NGO-ฮิฮิ)

ผมชื่นชมนักต่อสู้อย่างสุทธิ อัชฌาศัย, บรรจง นะแส, ภินันทน์ โชติรสเศรณี ฯลฯ ประเทศไทยต้องมีคนอย่างนี้เยอะๆ เพื่อสร้างอำนาจชุมชน ต่อรองถ่วงดุลอำนาจรัฐ ต่อต้านการพัฒนาทุนนิยมที่ไม่รับผิดชอบ

ผมยกย่องพวกเขา เพราะคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่สามารถต่อสู้อย่างพวกเขาได้ ไม่สามารถเสียสละ ทุ่มเท อุทิศตัว ยังเห็นแก่ความสุขสบายส่วนตัว เกินกว่าจะพลีทุกอย่างได้

อย่างไรก็ดี บทเรียนของเหมาเจ๋อตงที่เสียสละทุกอย่างเพื่อการปฏิวัติ แล้วนำประเทศไปจ่อปากเหวแห่งหายนะ ก็สอนเราว่าการเป็น “นักต่อสู้” ไม่สามารถอาศัยแค่จิตใจ ไม่สามารถอาศัยแค่อุดมการณ์

คือถ้าคุณจะชูป้ายเย้วๆ นำมวลชนมาลุยตำรวจหน้าทำเนียบ คุณอยากสุดขั้วสุดโต่งแค่ไหนก็เชิญตามสบายครับ แต่ถ้าคุณอยากเข้ามามีอำนาจ มีสิทธิเสียงต่อรองในสังคม หรืออยากมีฐานะทางการเมือง มีส่วนกำหนดนโยบายของประเทศ

คุณก็ต้องเข้าใจว่าการเป็นสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักอนาธิปไตยผู้อุทิศชีวิตเพื่อคนยากคนจน มันยังแตกต่างห่างไกลกับการเป็นลูลา ดา ซิลวา อยู่หลายขุมเด้อ! อาจต้องใช้เวลาเดินทางอีกหลายปีแสง ถ้าจะก้าวไปบริหารประเทศ พัฒนาการเมืองภาคประชาชนให้เป็นปึกแผ่น เป็นพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง

ฉะนั้น ถ้าสมมติว่าเกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว พรรคการเมืองใหม่เหินหาว ชนะถล่มทลาย สนธิเป็นนายกฯ สุทธิเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม บรรจงเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ภินันทน์เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์

อันดับแรกผมจะชูจั๊กกะแร้แสดงความยินดีกับพวกคุณ ผู้มีจุดยืนต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างแน่วแน่ แต่อันดับสอง ผมก็จะบอกว่านับถอยหลังได้แล้วประเทศไทย เพราะความฉิบหายทางเศรษฐกิจกำลังมาเยือน!

นี่อาจสมมติอะไรเว่อร์ไป แต่เมื่อวกกลับมาที่ “ชัยชนะของภาคประชาชน” ในกรณีมาบตาพุด ผมก็อยากบอกด้วยความหวังดีว่า ชัยชนะแบบ extreme ในขณะที่ภาคประชาชนเพิ่งจะได้อำนาจต่อรองมาแค่หยิบมือ มันก็อาจเป็นเหมือน “ชัยชนะ” ที่พันธมิตรประกาศหลังยึดสนามบิน แล้วศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคพลังประชาชน

คือเป็นชัยชนะที่จะมีผลกระทบมีปฏิกิริยาด้านลบกลับมาสู่การต่อสู้ของพวกคุณเอง และไม่เฉพาะพวกคุณ แต่รวมถึงภาคประชาชนทั้งหมดด้วย NGO ทั้งหมดด้วย ที่จะถูกตั้งแง่จากสังคม

ครับเห็นด้วยเป็นอย่าง.มันเหมื

ครับเห็นด้วยเป็นอย่าง.มันเหมือนกับคนที่คิดทำธุรกิจครั้งแรก(แต่ไม่เคยศึกษาบริบทของการทำธุรกิจเลยรู้แต่เพียงซื้อมาขายไปได้กำไรขาดทุนแค่นั้น)..แล้วริอ่านการทำการใหญ่ทุ่มทุนลงไปหมดหน้าตักด้วยคิดว่าซื้อ 100 ขาย 120 โอ้กำไรตั้ง20 เปอร์เซนต์ เอาวะถ้าลงทุนซักล้านหนึ่งกำไร 20 ล้านรวยแล้วเรา..แต่ไม่มีเงินละก็ต้องกู้ต้องจำนองสุดท้ายไอ้ที่ได้กำไร 20 ล้านอาจไม่พอจ่ายค่าดอกเบี้ยที่กู้มา..ตรรกะง่ายๆลองเปรียบเทียบดูว่าที่ว่าเป็นชัยชนะนั้นประเทศชาติต้องจ่ายแพงสักเพียงใด..อ้ออย่าลืมดูผลงาน 56 ไฟแนนช์สมัยต้มยำกุ้งด้วยว่าโครงการดีๆและอยู่ได้ก็พลอยตายไปด้วยเพราะดันไปใช้บริการของไฟแนนช์เหล่านั้นด้วย..

อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะ

อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะ ชาวบ้านส่วนใหญ่ ต้องการอุตสาหกรรม

ดูทั้งหมดที่นี่ http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm

7 ธันวาคม 2552

เรื่อง ประชาชนมาบตาพุดต้องการอุตสาหกรรมต่อไป และโปรดพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

กราบเรียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

ตามที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนรัฐาลด้วยการส่งคณะนักวิจัยลงพื้นที่มาบตาพุดเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่เมื่อวันที่ 14, 15 และ 22 พฤศจิกายน ศกนี้ และได้สรุปผลการศึกษามานำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อการใช้ประโยชน์ต่อไป

โดยสรุปแล้ว การศึกษานี้พบว่า ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนในการตัดสินอนาคตของตนเองโดยให้เข้าเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด สำหรับทางออกที่ควรดำเนินการสำหรับรัฐบาลก็คือ

1. ควรดำเนินคดีกับการปล่อยมลพิษของโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายและละเมิดต่อชุมชนโดยเคร่งครัด

2. ควรจัดทำประชามติเพื่อแสดงฉันทามติและเป็นการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

3. ซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงการจ่ายค่าทดแทนให้เหมาะสม ซึ่งอาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาด

4. และรัฐบาลควรพิจารณาเสนอรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 67) ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่รับฟังเสียงของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ แต่ถือเอาความเห็นขององค์การและสถาบันบางแห่ง

อนึ่งการสำรวจวิจัยนี้ มูลนิธิขอยืนยันว่าได้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีอคติ และไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ
(ดร.โสภณ พรโชคชัย)
ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

ผลสรุปการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุดได้กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง จนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในคดีเกี่ยวกับโครงการอุตสาหกรรม 76 โครงการ <1> ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จึงส่งอาสาสมัครนักวิจัยออกสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อสะท้อนภาพของปัญหาจากประชาชนเจ้าของพื้นที่จริง ..........................

เป็นสภาพทที่น่าอึดอัดทั้งชาวบ

เป็นสภาพทที่น่าอึดอัดทั้งชาวบ้านและนายทุนและคนทำงานนับแสนคนกระทั่งคนเกี่ยวข้องนับล้านคน

ปราถนาที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ปราถนาที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็ต้องเริ่มที่นี่ ทำธุรกิจแบบไร้ความรับผิดชอบไม่มีระบบป้องกันที่ดีก็อย่าทำดีกว่า

ถ้าปล่อยสารพิษลงในทะเลหรือในอากาศ ปชช.อมโรค ค่าใช้จ่ายในการเยียวยาจะมากมายเท่าไรก็คงรักษาไม่ได้

65โรงงานหากสามารถทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจะมีระบบป้องกันและบำบัดที่ดีพอ ก็สามารถสร้างต่อไปได้ มาบตาพุด

มีขีดจำกัดที่จะสามารถรับอุตสาหกรรม แต่ในขณะนี้โรงงานอุตสาหกรรมมีมากกว่าที่กำหนดไว้ถึง3เท่าตัว

และถ้าไม่เอาจริงตอนนี้ ต่อไปคงมีอีกมาก ถ้าเห็นคนทั้งครอบครัวเป็นมะเร็งกันทุกคนคงจะเข้าใจได้ดีขึ้น

นี่เป็นความขัดแย้งกันระหว่างระบบทุนนิยมกับคุณภาพชีวิตของปชช.

จะมีประโยชน์อะไรถ้าเรามีเงินมากมายแต่ใกล้ตายเพราะเป็รคนอมโรค

ได้ค่าจ้างเขียนเท่าไหร่ครับ

ได้ค่าจ้างเขียนเท่าไหร่ครับ คนจ้างคงอัดเงินให้เพียบซินะ จากขาวกลายเป็นดำ และจากดำกลายเป็นขาว อายตัวเองบ้างไหมใบตองแห้ง ดูข่าวทีวีมั่งหรือไม่ ที่ชาวบ้านบริเวณนั้นได้รับผลกระทบจากมลภาวะ รวมทั้งเด็กนักเรียนด้วย ช่างรักษาประโยชน์ของนายทุนเต็มที่เลยนะ ชาวบ้านบริเวณนั้นไม่มีค่าเหมือนหมาหรือไง

อิอิ.. อิอิ

อิอิ.. อิอิ ..เมื่อเช้ารับประทานอะไรมา?
ตื่นเช้าเป็น..กะเค้าด้วยเหรอจ๊ะ?

มีเพลงมาฝาก.....เข้าไปฟังเพลงในนี้น๊าาาาา

The Chipmunk Adventure Lyrics-Gettin' Lucky Lyrics

click ลำดับแรก www.stlyrics.com

.....have a good morning greetings & join to the World :)

ฝากเพลงให้ p_n_

ฝากเพลงให้ p_n_

ได้อ่านตัวบทความรึเปล่าว่ะเนี

ได้อ่านตัวบทความรึเปล่าว่ะเนี่ยยย หรืออ่านแต่หัวข้อแล้วง้างมาแต่ไกล

ถ้าใช้ตรรกะนี้ กรณีนี้จะมองเป

ถ้าใช้ตรรกะนี้

กรณีนี้จะมองเป็น “ชัยชนะของประชาชน” ชาวมาบตาพุดเพียงด้านเดียวไม่ได้ เพราะมันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อผู้ประกอบการ ต่อแรงงาน และต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งก็มี “ประชาชน” ได้รับผลอีกด้านหนึ่งเช่นกัน และอาจจะกว้างขวางใหญ่โตกว่าด้วยซ้ำ

เราก็คงจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรไม่ได้ ใครจะสร้างมลภาวะอย่างไรก็ทำไป เพราะมีคนตายไม่กี่คนเมื่อเทีบยกับเศรษฐกิจทั้งประเทศ และคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ถ้าเราติดตามข่าวจะเห็นว่า ชาวบ้านเป็นฝ่ายเสนอคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อให้มีตัวแทนนายทุนมาหาทางออกร่วมกัน(ใบตองแห้งไม่น่าตกข่าวนี้เพื่อบิดเบือนประเด็น)ววึ่งแอสดงว่า ชาวบ้านเขาก็เข้าใจว่า ประเทศต้องการการลงทุน แต่จะหาทางออกร่วมกันอย่างไร

ปัญหาก็ขึ้นใบตองแห้งเกลียดพันธมิตรจนตรรกะสับสน และหาเรื่อง

ใบตองแห้งเขียนได้ถูกในประเด็น

ใบตองแห้งเขียนได้ถูกในประเด็นที่ว่า ชาวบ้านไม่เชื่อมั่นในระบบการเมืองปัจจุบัน เพราะพวกเขาถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกฉกฉวยโอกาสจากนายทุน อย่างหน้าด้านๆ มานานแล้ว ดังนั้น ใครก็ตามที่มาหยิบยื่นประโยชน์ (ระงับชั่วคราวก็ยังดี เพราะที่ผ่านมาทำอะไรไม่ได้เลย) ให้พวกเขา เขาก็ต้องรับ ไม่ว่าจะมาด้วยวิธีอะไรก็ตาม จากฝ่ายไหนก็ตาม

เรื่องมาบตาพุตเป็นตัวอย่างรูปธรรมถึงความไร้ระบบ ความล้มเหลวของระบบ ความฉ้อฉลของระบบ สะท้อนถึงรากลึกของระบบอุปถัมภ์ ที่ฝังรากลึกในสังคม ทำให้คนไม่พยายามแก้ไขด้วยการปรับระบบ แต่แก้ด้วยการหวังพึ่ง"ตัวปัจเจกบุคคล"

ถ้าจะโทษว่าศาลปกครอง ทำ"เกิน"ไป แรงเกินไป ก็ต้องย้อนไปมองด้วยว่า ทำไมฝ่ายบริหาร ไม่ยอมออกกฏหมายลูกเสียที ผ่านมาตั้งสองปีแล้ว หรือมัวแต่ "ยืนตรงเคารพ ธงชาติ"

ทำไม กฤษฎีกาจึงตัดสินแบบนั้น แถมกรรมการบางคนยังสวมหมวก ใบที่สองเป็นที่ปรึกษาให้กับกิจการที่มาลงทุนในมาบตาพุดด้วย ถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนได้มั๊ย?

ทำไม่หน่วยงานรัฐ จึงเร่งรีบอนุมัติโครงการจำนวนมาก ทั้งๆที่รู้ว่าอยู่ในระหว่างเปลี่ยนกฏใหม่ หรือรีบๆออก เพื่อช่วยนายทุน ประหยัดต้นทุน ไม่ต้องเสียเงิน ที่ไม่ทำกำไร

ประเทศไทย ถามตัวเองหรือเปล่าวา ยังจะคบค้ากับอุตสาหกรรมสกปรกแบบนี้ต่อไป? อุตสาหกรรมพิษยังมีอนาคตในเมืองไทยได้? ไทยจะสู้กับจีนได้หรือ? ในเมือค่าแรงของเขาเกือบจะเป็นศูนย์ และเขาก็ไม่แคร์ชีวิตชาวบ้านเลยสักนิด เรา"เหี้ยม"ได้เท่ากับจีนหรือเปล่า?

ถ้าเราจะทำตามกฏหมายใหม่ นายทุนหันหน้าหนีแน่นอน ถึงเวลาหรือยังที่จะทบทวนทิศทางการลงทุนของประเทศ การเอาโรงงานนรกมาตั้ง โดยแทบไม่ได้ใช้วัตถุดิบในประเทศ ได้แค่ค่าแรงน้อยนิด กับภาษีจากส่วนต่างมูลค่าสินค้านิดหน่อย แลกกับมลพิษที่ต้องใช้เงินมหาศาลในการกำจัด มันคุ้มกันจริงหรือเปล่า?

คุณใบตองแห้ง คิดง่ายๆแค่ว่า ถ้านิคมฯตั้งอยู่หลังบ้านคุณ คุณต้องการอะไร ถ้าคุณตอบผมได้ว่าอย่างไร คนมาบตาพุดก็ต้องการสิ่งเดียวกัน

สรุปแล้ว มันเป็นแค่ปัญหาทางเทคนิคอย่างที่วรเจตน์สรุป หรือว่ามันเป็นจิตใต้สำนิก ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงกันแน่ ก็คนที่ตายไม่ใช่ญาติกู ก็ช่างมันหรือเปล่า? ไม่ต้องตอบผมก็ได้ แต่อย่าโกหกตัวเองก็พอ

เป็นคำเตือนอย่างดีถึง NGO

เป็นคำเตือนอย่างดีถึง NGO สหายร่วมทาง

แต่อย่าลืมว่า ยังมีพวกที่น่ากลัวกว่านั้น คือ ศาลปกครอง
กรณีนี้ NGO และผู้เสียหายทำดีแล้ว ใช้สิทธิ์เต็มที่...
แต่ศาลต่างหากที่พิศดารไป

ความ Extream เกิดเพราะศาล
แต่เครือข่าย NGO คอยเชียร์ ทำเป็นกระบวนการจริงๆ

ยังไม่ชนะซักกะหน่อย

ยังไม่ชนะซักกะหน่อย คดียังไม่พิพากษาเลยนะ ศาลคงไม่ใช้เวลานานมากหรอก (เดี๋ยวจะกระทบนายทุนมากเกินไป) ดูแค่ประเด็นฟ้องก็รู้คำตอบแล้ว ความพ่ายแพ้อีกครั้งของภาคประชาชน.... ผลพวงจากการต่อสู้แบบหาทางลัด

ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ ชนะเยอะ

ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ ชนะเยอะ มีอำนาจเยอะ หลงได้ง่ายๆ ความจริงกับหลักการ ของ คน อำนาจ

เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังนานแล้ว.

เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังนานแล้ว..ว่า

กรณีมาบตาพุด มีบริษัทหล่อเหล็กยักษ์ใหญ่ของสหรัฐจะเข้ามาลงทุน
และสนบับสนุนเอ็นจีโอ ให้ต่อต้านเรื่องนี้เต็มที่
ซึ่งเขารู้ดีว่า ถ้าไทยมีมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมเข้มงวด หรือลักษณะทางกฏหมายทำนองนี้เกิดขึ้น
และการต่อสู้ของชาวมาบตาพุดสำเร็จมีชัยชนะเมื่อไหร่
บริษัทดังกล่าวก็จะไม่มีคู่แข่ง
แล้วโรงงานหล่อเหล็ก อุตสาหกรรมปริโตรเคมีต่างๆก็จะตามมาอย่างถูกต้อง

เพื่อนผมคนนี้มันไม่ใช่เอ็นจีโอหรอก แต่มันก็ค่อนข้างจะไม่เอาทุนนิยม
ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จอย่างไร และการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ชายฝั่งภาคใต้ก็จะถูกกินรวบ
การลงทุนถูกต้องเกิดขึ้น แต่ประเด็นก็คือเราจะเอาโรงงานหล่อเย็นเหล็กอะไรต่างๆกันบ้าง หรือเปล่า

กิรติได้ยินได้ฟังมาก็ดังนี้ แล...

อ่อ เห็นด้วยกับคุณใบตองฯ (อีกแล้วครับท่าน)

ไม่ชอบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนน

ไม่ชอบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่ไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับบทความนี้

คิดแค่ว่าเป็นบทความที่ดีมากๆ ชิ้นหนึ่งในแง่ของการนำเสนอทรรศนะสวนกระแส ขอชื่นชมคนเขียนครับ

ไม่ชอบการพัฒนาแบบทุนนิยม

ไม่ชอบการพัฒนาแบบทุนนิยม ไม่เห็นประโยชน์ แต่ไม่ขอเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับบทความนี้

เพียงแค่ขอชื่นชมว่าเป็นบทความที่ดีมีในแง่ของการแสดงทรรศนะสวนกระแสครับ

กูไม่สน คู่กับ กูไม่กลัวมึง

กูไม่สน คู่กับ กูไม่กลัวมึง

ใบตองแห้งไปที่อ.หนองแซง

ใบตองแห้งไปที่อ.หนองแซง บ้านหนองกบ จ.สระบุรี ซิ ไปช่วยเขียนให้ชาวบ้านที่คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้ากีาซ
หนองแซงหน่อย ไปดูว่าศาลที่สระบุรี เขาเป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่ศาลด่าชาวบ้านยังกับหมูหมา ชาวบ้านนั่งกับพื้นก้ไม่ได้
เพราะห้องพิจารณาคดีมันเล็ก มีเก้าอี้แค่แถวเดียว โดนไล่ออกจากห้องหมด โรงไฟฟ้าก๊าซจะสร้างในพื้นที่เตรียมการประกาศผังเมืองเป็นเขตอนุรักษ์ชนบทเกษตรกรรม แต่นายทุนเร็วกว่าไปซื้อที่ไว้ แล้วส่งประมูล ประมูลได้ ค่อยมาทำ อีไอเอ
ชาวนาซื่อบี้อ รู้จักแต่ทำนา ต้องมาอ่านอีไอเอ ต้องมา กระทรวงพรัพ ฯ นั่งรถมากรุงเทพ อ๊วกแตก อีวกแตน บังอาจมาต่อกรกับนายทุนใหญ่ไทย รวมกับญี่ปุ่้น ใบตองแห้ง มาขุดคุ้ย เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของพวกข้าราชการประจำระดับสูงในกระทรวงพลังงานที่มีอำมาตย์ใหญ่ ๆ อย่างนายปิยสวัสดิ์ เป็นหัวหน้า มาพร้อม คมช. ถ้าคมช. ไม่ยึดอำนาจ นายคนนี้ก็ไม่ได้เป้น รมต.กระทรวงพลังงาน วางแผนยัดโรงไฟฟ้าเยอะแยะในแผรระดับชาติ แล้วเปิดประมูล โดยไม่กำหนดว่าต้องดูพื้นที่ด้วย
ว่าเหมาะสมไหม ปล่อยให้นายทุนไปหาพื้นที่เอง นายทุนมันไม่มีสัญชาติ ผสมพันธุ์ได้ทั้งเหลืองและแดง ขอให้ได้กำไรก็พอ
ใบตองแห้งมาช่วยรักษาพื้นที่กันหน่อยได้ไหม สงสารพวกป้า ลุง บ้าง

ลุงว่ามาบตาพุดยังไม่ชนะหรอก เพียงแค่สะดุด วันนี้ดูข่าว คณะรัฐมนตรี ก็เสนอให้ 17 โครงการอุทธรณืคำสังสาร ชี้แจง และขอดำเนินการต่อแล้วล่ะ แหมรัฐบาลอำมาตย์ เขาไม่มองคนมาบนาพุดหรอก นายทุนบริจากให้เขาปีละเท่าไร

ลุงเหลิม

ชอบบทความนี้ของคุณใบตองแห้งนะ

ชอบบทความนี้ของคุณใบตองแห้งนะ

ขอบคุณ

ขอบคุณ

มาบตาพุดเกิดสมัยเปรมเป็นนายก

มาบตาพุดเกิดสมัยเปรมเป็นนายก คิดว่านี่เป็นแค่การชลอไว้แต่คิดว่าอีกไม่นานคงจะมีการตั้งโรงงานเพิ่มอีก อย่าลืมว่า ปตท.ขาใหญ่ของใคร?ยังงัยก็ต้องมีโครงการเพิ่มอีก(ผมเคยไปทำสารคดีให้เมื่อประมาณ 3ปีมาแล้ว อยากให้ชาวบ้านสู้ต่อแบบมีทิศทางที่ชัดเจน อย่าไปหวังแค่คำสั่งศาล บางทีอาจจะถึงเวลาที่ชาวบ้าน จับอาวุธลุกขึ้นมาต่อสู้ ดีกว่าตายด้วยโรคมะเร็ง ถ้าจะพังก็ให้พวกนักลงทุนชั่วๆตายไปด้วย

คุณใบตองแห้งเขียนอะไรก็มีคนต่

คุณใบตองแห้งเขียนอะไรก็มีคนต่อว่า หาว่ารับเงิน หาว่าเป็นเสื้อแดง หาว่าอคติ เนี่ยขนาดบอกแล้วนะว่าเข้าใจชาวบ้าน เข้าใจกลุ่มที่เรียกร้อง- เพียงแต่บอกให้มองให้กว้างหน่อย -เพียงตั้งขอสงสัย โธ้โธ่....เขียนอะไรก็โดน...เอาน่าคุณใบตองแห้งอย่าเครียดก็พอ ขอให้เขียนสนุกแบบนี้...แบบว่าชอบอ่ะ

ทัศนะของเพื่อนผมสะท้อนทัศนะขอ

ทัศนะของเพื่อนผมสะท้อนทัศนะของพันธมิตรสายภาคประชาชน ที่ความจริงไม่ได้นิยมชมชื่นศักดินาอำมาตย์ที่ไหน แต่พวกเขามองว่าอำมาตยาธิปไตยน่ะเป็นเหมือนอาทิตย์อัสดง ขณะที่ทุนสามานย์รวมศูนย์อำนาจเข้มแข็ง พวกเขาหมดความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานจากการเลือกตั้ง หมดความเชื่อมั่นระบอบการปกครองที่เน่าเฟะ คอรัปชั่นตั้งแต่บนสุดถึงล่างสุด พวกเขาจึงเชื่อว่า “การเมืองใหม่” เท่านั้นที่จะเป็นทางออก “การเมืองใหม่” ที่ไม่ใช่ 70-30 ดังปากพูด แต่ “การเมืองใหม่” จริงๆ ที่พวกเขาต้องการคือให้ภาคประชาชนสามารถแทรกตัวเข้าไปมีอำนาจ ท่ามกลางความย่อยยับของระบอบทักษิณ และความอ่อนล้าของอำมาตยาธิปไตย (Chaos = อนาธิปไตย)
.........................................................................

ฟังดูฉลาดจัง แต่แบบเด็กอวดฉลาดที่อวดรู้ทางออกของมนุษย์ โธ่เอ๋ย หาก'เฉลียว'คิดให้มันลึกซะหน่อยก็จะเห็นว่าความพยายามสร้างการเมืองใหม่มันมีมายาวนานตั้งแต่โบราณนั่นแหละ การล้มศักดินา-สมบูรณาแล้วเอาประชาธิปไตยเข้ามาก็คือการเมืองใหม่ แล้วพอมีลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็มีการคิดฝันถึงการเมืองใหม่ที่ไม่มีนายทุน ไม่มีการกดขี่ขูดรีด

เด็กอวดฉลาดจึงไม่ได้เฉลียวว่า การเมืองใหม่ไม่ได้มีเจ้าเดียว แต่มีหลายเจ้า ที่บอกว่าอวดฉลาดก็คือว่าในบรรดาแนวคิดการเมืองใหม่ มีเด็กมาอวดฉลาดว่าตนคิดวิธีสร้างการเมืองใหม่ได้ แล้วการเมืองใหม่นี่จะทำให้คนมีความสุข ที่คนอิ่นคิดนั้น ยังไม่ถูก ต้องของข้าสิถึงจะถูก...นี่ไงอวดฉลาด

นี่เรายังไม่พูดกันว่า การเมืองใหม่มีจริงหรือ? ก็คือว่าการเมืองใหม่ เป็นความว่างเปล่าที่ปั้นขึ้นมาเป็นประเด็น สังคมประชาธิปไตยอาจต้องการเพียงพัฒนาการที่ต้องใช้ความอดทนเพราะมันเป็นสังคมที่สานผลประโยชน์ของคนหมู่มากอย่างมาก มันจึงยากที่จะเอาให้ได้ดั่งใจชั่วเวลาสั้นๆ

รณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม-ดี รณรงค์รักษาสุขภาพของคนในสังคม-ดี แต่'มนุษย์'นะ'มนุษย์' มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ใช่สมองกลที่ไปตามหลักเหตุผล มันไปตามอารมรณ์ ไปตามความรู้สึก ไปตามอะไรที่เราเองก็ไม่รู้
ต่อให้ออกกฎห้ามคนสูบบุหรี่มากแค่ไหน ต่อให้อธิบายพูดปากเปียกปากแฉะ ก็ยังมีคนสูบบุหรี่
ต่อให้บัญญัติว่าฆ่าตัวตายผิดหลักต่างๆ มีโทรให้ปรึกษา มีจิตแพทย์ ก็มีคนฆ่าตัวตายมาตลอด
มนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่จะจับให้อยู่ในกรอบกันง่ายๆ มันเป็นแบบนี้มาตลอด

พวกที่อยากเปลี่ยนแปลงโลก คุณคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกที่ประกอบด้วยมนุษย์แบบนี้เหรอ

พวกคุณมันไร้เดียงสาต่อโลก...ถึงบอกว่าเป็นเด็ก(ไร้เดียงสา)อวดฉลาด

ผู้มีอำนาจมันคอรัปชั่นมาตลอด ระบบราชการก็คอรัปชั่นมาตลอด ไม่ใช่ว่าทุนนิยมเท่านั้นที่คอรัปชั่น จีนแดงตอนนี้ก็คอรัปชั่นมาก เกาะกลุ่ม 7-8 แต้มใกล้ๆกับไทย ซ้ำยังคอรัปชั่นคล้ายแก๊งมาเฟีย เพราะพรรคคอมฯมีอำนาจผูกขาดหนึ่งเดียว ไม่มีพรรคอื่นให้คนเลือกใช้เส้นสาย(ฮา) แล้วจีนแดงตอนนี้มีผู้ประมาณแง่ร้ายว่า หญิงจีนแดงเป็นโสเภณีราว10% หึหึ สังคมใหม่แบบจีน การเมืองใหม่แบบจีน แย่กว่าประเทศประชาธิปไตยแล้วหรือนี่

'เด็ก(ไม่รู้จักโต)อวดฉลาด'จะสร้างสังคมใหม่การเมืองใหม่ รู้ไหมว่า ความคิดทำนองนี้ทำคนทุกข์ทรมานและล้มตายไป ม ห า ศ า ล ยังทะลึ่งมาพูดจาแบบนี้อีก

น่าจะไปศึกษาประเทศที่พัฒนาแล้วว่า เอ็นจีโอทำงานกันอย่างไร เค้าใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญแบบเอ็นจีโอไทยไหม เค้าใช้วิธีการนอกเหนือวิถีประชาธิปไตยไหม ประเภทดีใจเนื้อเต้นที่ได้เป็นสนช.จะได้ร่างกฎหมาย บั ง คั บ ป ร ะ ช า ช น ผ่านกลไกเผด็จการทหาร เค้าทำแบบพวกมรึงเหรอ

พวกมรึงทำงานของพวกมรึงได้ คนจะเคารพพวกมรึงได้ ถ้าพวกมรึงทำงานอย่างมีอารยะ วิธีทำงานอย่างมีอารยะก็คือ พวกมรึงต้องเคารพหลักการประชาธิปไตย วิถีประชาธิปไตย พวกมรึงจะร่างกฎหมายก็ด้วยวิถีประชาธิปไตย ต่อรองกับนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รณรงค์ต่างๆ ที่ไม่ใช่การ บั ง คั บ พูดให้หรูก็คือ พวกมรึงต้องต่อสู้ทางความคิดเอาชนะทางความคิด ทำให้คนจำนวนมากเห็นด้วยกับพวกมรึง ให้ประชาชนสนับสนุนการออกกฎหมายควบคุมตัวประชาชนเอง โดยพวกมรึงอดทนได้เป็นปีๆ เป็นสิบปี เป็นร้อยปี ถ้าพวกมรึงทำได้แบบนี้ แม้ไม่สำเร็จในช่วงชีวิตมรึงที่แก่ตาย คนถึงเคารพพวกมรึง ถ้าพวกมรึงพึ่งอำนาจ บั ง คั บ แ บ บ เ ผ ด็ จ ก า ร เมือไหร่ พวกมรึงคือหมาเฮงซวย สุนัขฟาสซิสต์ใจเผด็จการ คนจะสาปแช่งพวกมรึง จงจำคำเทศนานี้เอาไว้

ผมอยากให้เปลี่ยน คำภาคประชาชน

ผมอยากให้เปลี่ยน คำภาคประชาชน เป็นภาค ngo ดูรายชื่อคนทีคุณใบตองแห้งไปสัมภาษณ์ ก้เป็น ngo ชื่อซ้ำๆ ไม่กี่คน จะอ้าง ว่าเป็นตัวแทนภาคประชาชนได้อย่างไร หลายคนบ้านไม่ได้อยู่ที่มาบตาพุด แต่ก็พูดแทนคิดแทนคนมาบตาพูด การเคลื่อนไหวของngo อาจดูดี ต่าก็มีลักษณะเป็นงานเป็นอาชีพ มีชาวบ้านอีกมากที่มีความคิดเห็นทางการเมือง แต่ต้องทำมาหากินพร้อมกันไปด้วย ไม่มีเวลาที่จะแสดงความเห็นต่อสาธารณะ และก็ไม่มีสื่อสนใจมาคุยด้วย

คำว่าผลประโยชน์ประชาชน ก็ไม่ได้มีเฉพาะ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่อง รายได้ โอกาสในการมีงานทำ มีบ้านอยู่ ชุมชนมีสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ไปถามชาวมาบตาพุด ชาวระยองกลุ่มทีสูญเสียสิ่งเหล่านี้หรือยัง ชี้แจงให้เขาฟังหรือยังว่าหากไม่มีมาบตาพุด สิ่งแวดล้อมเขาจะดีขี้น แต่เขาต้องสูญเสียอะไร

กลับไปวิจารณ์หนังโป๊ดีกว่า

กลับไปวิจารณ์หนังโป๊ดีกว่า โตโต้

. ปัญหามาบตาพุดมันเป็นนิยายเร

.

ปัญหามาบตาพุดมันเป็นนิยายเรื่องยาวครับ
ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มเรื่อง...อีกนานกว่าหางจะโผล่
เมื่อหางโผล่ CPI ของไทยน่าจะอยู่ประมาณ 1.x

เขาเล่นกันเป็นทีมครับ ยิ่งบอกผลเสียหายเป็นวงเงินสูงเท่าไหร่
ก็จะทำให้ CPI ต่ำลงไปเป็นปฏิภาคผกผันกับมูลค่าความเสียหาย

.

ชัยชนะ ก็แค่วาทกรรม

ชัยชนะ ก็แค่วาทกรรม แต่คณภาพชีวิตที่ดี เมื่อไหร่มีไม่รู้

เชื่อว่าทุนดีๆ มี

แต่ทุนดีๆ มีโครงสร้างดีทั้งระบบหรือเปล่า

ปวดหัว

แบ่งๆ กันไป

บทเรียนบทนี้

ไม่ได้กวนนะ แต่ขอถามกลับว่า

ไม่ได้กวนนะ แต่ขอถามกลับว่า ตอนมี มาบตาพุด ชุมชน ชาวบ้านเสียอะไรบ้าง

ชนะแป๊บเดียวตอนเค้าเริ่มปล่อย

ชนะแป๊บเดียวตอนเค้าเริ่มปล่อยไปทีล่ะรายแล้ว ให้ชนะบ้างเหมือน เรดการ์ด ในจีน

ขอถามแบบตรงๆนะ

ขอถามแบบตรงๆนะ หากใครมีความคิดจะคิดได้
หากไม่มีมาปตราพุต จะทำให้มลพิษไม่มี อากาศดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
หากสามารถย้ายมาปตราพุต ไปอยู่จังหวัดอื่นได้ละ
ผมพูดคร่าวๆนะ หากย้ายนิคมมาปตราพุดไปอยู่จังหวัดอื่น ชาวบ้านมาปตราพุตก็จะไม่มีงานทำ ต้องย้ายไปอยู่ใกล้ๆ
แหล่งงานนิคมอุตสาหกรรมแหล่งใหม่ พอผู้คนไปอยู่ย่านนิคมแห่งใหม่เยอะได้ที่แล้ว ngo ก็จะมาบอกว่า นิคมผิดปล่อยมลพิษ ถามหน่อยสิว่า ตอนแรกที่นิคมตั้งใหม่ๆ มีแต่ทุ่งนา มีแต่ที่ว่างสีเขียว แต่พอนิคมตั้งได้ไม่นาน พวกประชาชนก็เข้าไปซื้อที่ สร้างหอพัก สร้างร้านขายของ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ซื้อที่ สร้างบ้าน จะได้อยู่ใกล้ๆที่ทำงาน หากเป็นอย่างนี้ก็ล้มมันทุกนิคม เอาใจ ngo มันหน่อย จะได้รู้ว่าคนตกงานจะมีกี่ล้านคน มันจะได้สะใจ
แต่อย่างลืมนะว่า แรงงานอุตสาหกรรมมีเยอะมาก มีซักกี่คนที่ทำงานราชการ

ขอถามแบบตรงๆนะ

ขอถามแบบตรงๆนะ หากใครมีความคิดจะคิดได้
หากไม่มีมาปตราพุต จะทำให้มลพิษไม่มี อากาศดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
หากสามารถย้ายมาปตราพุต ไปอยู่จังหวัดอื่นได้ละ
ผมพูดคร่าวๆนะ หากย้ายนิคมมาปตราพุดไปอยู่จังหวัดอื่น ชาวบ้านมาปตราพุตก็จะไม่มีงานทำ ต้องย้ายไปอยู่ใกล้ๆ
แหล่งงานนิคมอุตสาหกรรมแหล่งใหม่ พอผู้คนไปอยู่ย่านนิคมแห่งใหม่เยอะได้ที่แล้ว ngo ก็จะมาบอกว่า นิคมผิดปล่อยมลพิษ ถามหน่อยสิว่า ตอนแรกที่นิคมตั้งใหม่ๆ มีแต่ทุ่งนา มีแต่ที่ว่างสีเขียว แต่พอนิคมตั้งได้ไม่นาน พวกประชาชนก็เข้าไปซื้อที่ สร้างหอพัก สร้างร้านขายของ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ซื้อที่ สร้างบ้าน จะได้อยู่ใกล้ๆที่ทำงาน หากเป็นอย่างนี้ก็ล้มมันทุกนิคม เอาใจ ngo มันหน่อย จะได้รู้ว่าคนตกงานจะมีกี่ล้านคน มันจะได้สะใจ
แต่อย่างลืมนะว่า แรงงานอุตสาหกรรมมีเยอะมาก มีซักกี่คนที่ทำงานราชการ

ชัยชนะของประชาชน

ชัยชนะของประชาชน หรือความพ่ายแพ้ของประเทศกันแน่ อีกไม่นานจะเห็นเขมรล้ำไทยแน่นอน

หวัดดีครับ ตามพี่เจอแล้ว และจ

หวัดดีครับ
ตามพี่เจอแล้ว
และจะติดตามต่อไป
กรุณาส่ง อีเมล์ให้ผม เผื่อแลกข้อมูลในประเด็นอื่น

กรณีมาบตะพิษ
ผมว่าเอาสุขภาวะของชาวบ้านเป็นหลัก
เอาเรื่อง เศรษฐกิจ ลงทุน อุตสาหกรรมรองลงไป
ประเทศเราก็ไม่ได้รีบร้อน หรืออยากจะเจริญก้าวหน้าอะไรมากมาย (ตามลักษณะผู้นำและผู้บงการ)
คล้ายรถเต่าเกียร์ธรรมดา ใส่เกียร์ว่าง เหยียบคันเร่งจนมิด ก็คงไม่วิ่งไปไหน
มีแต่จะทำให้เครื่องพัง
เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ

ประชดน่ะ