ใบตองแห้ง สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์: “Extreme” ทัศนะต่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุดกรณีมาบตาพุด

 
“มาตรา 67 สิทธิที่เกิดขึ้นมันเป็นสิทธิเรียกร้องในเรื่องของกระบวนการ
มันไม่ได้เป็นสิทธิที่เป็นเรื่องในทางสารบัญญัติ
พอมันเป็นเรื่องของกระบวนการ คำถามมีอยู่อย่างเดียว
ถ้าคุณตีความ 67 วรรคสองเคร่งครัดเป๊ะมาก
คุณจะมีปัญหาทันทีว่ามันอาจจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย
ถ้าโครงการหรือกิจกรรมนั้นมีใครคนนึงยกขึ้นมา
ผู้คนที่เคลื่อนไหวพิทักษ์สิ่งแวดล้อมบอกว่า
โครงการหรือกิจกรรมนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน
แล้วยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดว่าด้วยการรับฟังก่อนดำเนินโครงการ
เพราะฉะนั้นทำไม่ได้ อนุมัติไม่ได้ ทุกอย่างก็ชะงักหมด
นั่นคือวิธีการตีความที่ extreme มากๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง ในความเห็นผม”
 
 
ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้หน่วยงานของรัฐสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรม 65 โครงการ จาก 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุด ที่ถูกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวก ฟ้องว่าหน่วยงานของรัฐอนุมัติโดยไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้สั่งระงับทั้ง 76 โครงการ
 
กรณีดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่นสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงของการเมืองไทย แต่ยังไม่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ในแง่กฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายต่อหลายคนอยากฟังความเห็นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชนที่เป็นตัวของตัวเองมาตลอด
 
 
 
ดุลยภาพแห่งสิทธิ
 
วรเจตน์บอกว่า เขามีความเห็นแย้งกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุดในบางประเด็น ซึ่งก็เป็นความเห็นคล้ายกับอาจารย์อัครวิทย์ อุมาวงศ์ รองประธานศาลปกครองสูงสุด ที่เป็นเสียงข้างน้อย
 
ขอย้อนถามก่อนว่าคำสั่งศาลปกครองกลางกับศาลสูงต่างกันตรงไหน
“ไม่ต่างกัน โดยเนื้อหาตรงกัน เพียงแต่ศาลสูงเขากำหนดข้อยกเว้นไว้ชัดเจนกว่าศาลชั้นต้น แต่โดยเนื้อหาตรงกัน ต้องอ่านตรงที่เขาเขียนว่าศาลสูงเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นบางส่วน”
 
“คือเรื่องของเรื่อง คนฟ้องฟ้องให้เพิกถอนใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง รวมทั้งให้เพิกถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยอ้างว่าการอนุมัติโครงการก่อสร้างเหล่านั้นไม่เป็นไปมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ และในระหว่างนี้ก็ขอให้ศาลสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมที่กำลังดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่มาบตาพุดจำนวน 76 โครงการไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา ศาลปกครองชั้นต้นก็สั่งระงับโครงการเหล่านั้นไว้ตามคำขอ ยกเว้นบางโครงการที่ได้รับในอนุญาตก่อนรัฐธรรมนูญ 50 ใช้บังคับ รวมทั้งโครงการที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่รวมถึงการดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ส่วนของศาลปกครองสูงสุดหลักคือระงับหมดเหมือนกัน แต่ศาลสูงเขียนข้อยกเว้นชัดเจนกว่า คือ ระบุเป็นรายโครงการไปเลย รวมแล้วก็เหลือระงับโครงการทั้งสิ้น 65 โครงการ
 
“ถ้าดูรายละเอียด ศาลชั้นต้นกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 คือหน่วยงานของรัฐ ระงับโครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารหมายเลข 7 ท้ายคำฟ้องไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 50 โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดประเภทให้เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่สั่งซ้อนอีกทีหนึ่งว่า ไม่นับการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง”
 
“ศาลชั้นต้นเขียนซับซ้อนมากเลยคือ 76 โครงการบอกให้ระงับหมด ยกเว้นโครงการที่ไม่ระงับคือ ได้ใบอนุญาตก่อนวันบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 50 และโครงการที่ไม่ได้กำหนดประเภทให้ทำรายงานวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม แต่ว่าถ้าโครงการที่ยกเว้นให้ทำไปก่อนได้เป็นโครงการที่ต้องดำเนินตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสองก็ต้องไปดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองอีก คือ ผมอ่านแล้วก็งงว่าตกลงจะระงับโครงการอันไหนบ้าง ศาลสูงแก้คำสั่งศาลชั้นต้นบางส่วนคือให้ระงับโครงการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว และยกเว้นโครงการที่ทำได้ กำหนดลงไปเป็นหมายเลข 11 โครงการ
 
เหตุผลชัดกว่าไหม
“เหตผลผมไม่คิดว่าชัดกว่า เขียนเนื้อหาสาระมากกว่า แต่ไม่คิดว่าเหตุผลชัดกว่า คือเรื่องนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องดูความเป็นมาว่ามาบตาพุดมีมานานแล้วตั้งแต่รัฐบาลชาติชาย มาถึงปี 50 มีบทบัญญัติมาตรา 67 ขึ้นมา ที่เอามาสู้กันและพูดกันมาก”
 
“มาตรา 67 วรรคสอง เขียนไว้ว่า การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว”
 
“พูดง่ายๆ รัฐธรรมนูญไปเขียนลึกลงไป มากกว่ารัฐธรรมนูญทั่วไปที่ใช้กันเป็นสากล คือเรื่องอย่างนี้ความจริงไม่ควรอยู่ในชั้นรัฐธรรมนูญ ควรอยู่ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแต่บ้านเรา เวลาเขียนก็เขียนยาวทั้งนั้น ก็เอาไปใส่รัฐธรรมนูญ บอกว่าโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนรุนแรงด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทำไม่ได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น 3 ประการ คือมีการศึกษาผลกระทบ มีการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย แล้วก็ฟังความเห็นขององค์การอิสระ”
 
“ปัญหาก็คือตัวบทมันไม่ชัดเจนว่าอย่างไร องค์การอิสระที่ประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มันคือใครบ้าง เพราะฉะนั้นตัวข้อยกเว้นนี้จำเป็นต้องมีตัวกฎหมายกำหนดรายละเอียด มันถึงจะทำถูก ว่าโอเคก่อนจะอนุมัติต้องฟังหน่วยงานหรือองค์การอิสระองค์การนี้ ต้องมีกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ฟังอย่างไร  ขั้นตอนเป็นอย่างไร ประชาพิจารณ์อย่างไร ต้องมีการทำรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รูปแบบแบบไหน มันต้องการกฎหมายกำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติ ซึ่งยังไม่มี กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พระราชบัญญัติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบางฉบับก็กำหนดกระบวนการขั้นตอนไว้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สิ่งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ต้องการ ก็ต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา 303 (1) ก็กำหนดให้คณะรัฐมนตรีไปดำเนินการ แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถตรากฎหมายเรื่องดังกล่าวออกมาได้”
 
“ทีนี้คนฟ้องเขาฟ้องว่า 76 โครงการมันทำให้เกิดความเดือดร้อนกับชุมชน มีคนได้รับมลพิษ สารพิษ มีการเจ็บป่วย แล้วก็ไม่ได้ทำตามรัฐธรรมนูญ 67 วรรคสอง แล้วเขาบอกว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้มีผลใช้บังคับทันที ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย หมายความว่าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตาม 67 วรรคสองทันที นี่คือประเด็น ซึ่งศาลก็เห็นพ้องด้วย ศาลเลยบอกว่าการออกใบอนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรม จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วศาลก็เห็นว่าก่อเกิดมลพิษความเสียหายตามคำฟ้อง ศาลจึงสั่งให้ระงับเอาไว้”
 
“เรื่องนี้ความจริงมีปัญหาทางเทคนิคด้วย ในเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ว่ามันเป็นเรื่องการทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครอง วิธีการที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ในการทุเลาการบังคับ ไม่ถูกตามวิธีพิจารณา ซึ่ง อ.อัครวิทย์ได้เขียนความเห็นแย้งไว้ชัดเจน ไปอ่านดูได้ แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นเทคนิค เป็นประเด็นทางวิธีพิจารณา คนทั่วไปจะเข้าใจยาก ผมอาจไม่ต้องพูดก็ได้”
 
“ผมมีความเห็นเหมือน อ.อัครวิทย์ว่าเรื่องนี้ศาลชั้นต้นกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวไม่ตรงตามเงื่อนไขกฎหมายกำหนด ถ้าอธิบายความคือ การสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีอยู่ 2 แบบ อันหนึ่งคือการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อีกอันก็คือการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งเงื่อนไขไม่เหมือนกัน”
 
“คดีนี้คนฟ้องฟ้องขอให้เพิกถอนตัวการอนุญาต ส่วนที่มีการอนุญาตไปแล้ว มันก็เป็นคำสั่งทางปกครอง การฟ้องเพิกถอนและขอคุ้มครองชั่วคราว คือการขอให้ระงับการดำเนินการตามคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเวลาศาลจะพิจารณา ศาลพิจารณาเงื่อนไขเรื่องการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง แต่ศาลไม่ได้ใช้อันนี้ ศาลไปเอาอีกอันหนึ่ง เรียกว่าการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งมันไม่ตรง ศาลเอาอีกอันหนึ่งมาใช้ซึ่งมันไม่ตรงในทางหลักกฎหมาย ศาลมองว่าโอเคมันเกิดมลพิษขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ strict ก็มองว่าเอาการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวคือสั่งให้ระงับไปก่อน ซึ่งในทางวิธีพิจารณา ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่บัญญัติไว้”
 
อธิบายง่ายๆ ได้ไหมว่า สมมติมันพ่นควันพิษอยู่ทุกวันนี้แล้วมันคือการบรรเทาทุกข์ แต่นี่มันยังไม่ได้สร้าง
“อันนี้คือประเด็นที่ผมจะพูดต่อ แต่เวลาพูดเรื่องนี้เราต้องพูดให้ชัด เดี๋ยวนักอนุรักษ๋จะด่าเละเทะว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดได้ยังไง เขาอุตส่าห์มาพิทักษ์เรื่องสิทธิชุมชน เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เราต้องคิดอย่างนี้ก่อนว่า concept ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม มันไม่ได้อยู่ที่การห้ามแตะต้องทรัพยากรธรรมชาตินะ เพราะเป็นไปไม่ได้ เราต้องมีชีวิตอยู่ มนุษย์เพิ่มมากขึ้นทุกวัน มันอยู่ตรงที่ว่าทำอย่างไรทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมกับตัวสิ่งแวดล้อมมันไปด้วยกัน ให้มันได้ดุลกัน ดุลยภาพเป็นของสำคัญ คุณค่าที่มันไปด้วยกันทั้งสองส่วน แล้วในทางรัฐธรรมนูญมีสิทธิสองตัวในเรื่องนี้ คือเรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์สามเส้า ด้านหนึ่งคือฝ่ายรัฐซึ่งเป็นคนกุมอำนาจรัฐ ด้านหนึ่งคือฝ่ายเอกชนผู้ประกอบการซึ่งเป็นคนได้รับใบอนุญาต อีกด้านหนึ่งคือชาวบ้านซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินกิจกรรม ก็เป็นความสัมพันธ์ 3 เส้า”
 
“สิทธิที่เกี่ยวพันมันไม่ได้มีแต่ตัวสิทธิชุมชน หรือสิทธิของบุคคลในเรื่องการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว สิทธิอันนี้อยู่ในมาตรา 66-67 แต่ผู้ประกอบการก็มีสิทธิเหมือนกัน เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอีกสิทธิหนึ่ง คือ สิทธิในเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพตามมาตรา 43 ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็เป็นสิทธิซึ่งได้รับประกันอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นน้ำหนักทั้งสองอันนี้ต้องชั่งกันเวลาจะทำอะไร ให้มันไปด้วยกัน จะเอาสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญมีคุณค่าตรงนี้ กฎหมายมหาชนมีคุณค่าสองด้านนี้อยู่ด้วยกัน”
 
“ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้มีการพูดอย่างละเอียด คือ ประเด็นเรื่องผู้มีอำนาจฟ้องคดี ศาลไม่ได้ชี้ให้ชัดว่าผู้ฟ้องคดีอย่างสมาคมต่อต้านภาวะโรคร้อน หรือสมาคมสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการตุ้มครองสิ่งแวดล้อมฯ เอาอำนาจฟ้องมาจากไหน แล้วผู้ฟ้องคดีที่เป็นปัจเจกบุคคลนั้นถือว่าเป็นบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนแล้วหรือไม่ จะถือว่าผู้ฟ้องคดีเหล่านี้เป็นชุมชนอันจะนับว่าเป็นผู้ทรงสิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างไร”
 
“เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ระงับโครงการทั้งหมดเลย ทั้งๆที่บางโครงการยังไม่เริ่มเดินเครื่องจักร คือบางโครงการกำลังก่อสร้างอยู่ บางโครงการเป็นส่วนขยายมาจากของเดิม แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการหรือเดินเครื่องจักร แต่เวลาฟ้องเขาฟ้องว่ามันมีมลพิษอะไรต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว แล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีอันใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ก็เกรงว่าจะเป็นปัญหาหมักหมมสะสมต่อไปอีก เพราะฉะนั้นควรจะระงับ นี่คือประเด็นที่เขาฟ้อง
 
 
“แต่ในทางกฎหมายเวลาจะระงับต้องดูแบบนี้ครับว่า เรื่องมันต้องสัมพันธ์กัน หมายความว่าการจะฟ้องขอให้ระงับกิจกรรมนี้ คุณต้องเห็นว่ามันต้องเป็นกิจกรรมที่มีผลโดยตรงทำให้เกิดมลพิษขึ้นมา ซึ่งเมื่อยังไม่เริ่มเดินเครื่องจักร มันก็เป็นไปไม่ได้ แปลว่ามลพิษที่มีการฟ้องเป็นของเดิม ถ้าจะให้ถูกก็คือคุณต้องระงับอันเดิม หมายถึงคุณต้องพิสูจน์ว่าของเดิมไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มาตรฐานทางกฎหมายอะไร แล้วขอให้สั่งคุ้มครองชั่วคราวอันนั้น“
 
“ประเด็นตรงนี้เคลียร์ใช่ไหมครับว่า โครงการพวกนี้เป็นโครงการซึ่งกำลังเริ่มก่อสร้างเริ่มปรับปรุงเริ่มมีส่วนขยาย มันยังไม่ได้มีการเดินเครื่องจักร ถ้าอันไหนมีการเดินเครื่องจักรไปแล้ว โอเคอันนั้นอาจจะมีประเด็นก็ต้องพิสูจน์ต่อไปว่ามีความสัมพันธ์กันไหมระหว่างการประกอบอุตสาหกรรมอันนี้กับตัวมลพิษที่เกิดขึ้นและทำให้เกิดการเจ็บป่วยตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง อันนี้คือประเด็น ซึ่งข้อเท็จจริงอันนี้ไม่ปรากฏ ทั้งในคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงอันนี้ คือความเกี่ยวพันระหว่างโครงการแต่ละโครงการกับผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะมันเป็นไปได้ที่โรงงานบางโรงงานก่อให้เกิดมลพิษ แต่อีกโรงไม่ได้ก่อ เพราะฉะนั้นเวลาคุณจะระงับ คุณไประงับแบบเหมารวมไม่ได้ คุณต้องแยกว่าอันไหนเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน นี่คือประเด็น ข้อเท็จจริงอันนี้ไม่พอ เพียงแต่โอเค เห็นว่ามีการเจ็บป่วยอยู่ การเจ็บป่วยเป็นมะเร็งมีอยู่จริง มีการฟ้องด้วยว่ามันลักลอบเอาขยะไปทิ้ง ซึ่งถ้ามีอยู่จริงคำถามก็คือแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ 76 โครงการนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ไปจัดการไปจับกุมคนลักลอบ แต่ส่วนนี้มันเป็นคนละส่วนกัน ไม่เกี่ยวกัน”
 
“เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ในแง่นี้คือไม่ได้มีการแยกระหว่างการก่อสร้างกับการดำเนินกิจการ แล้วก็ไประงับ คือให้หยุด ความจริงถ้าศาลจะสั่งอาจทำได้ในแง่ที่ว่า โอเค คุณก็ก่อสร้างไป แต่เมื่อคุณจะดำเนินกิจการก็ต้องไปทำตามหลักเกณฑ์นะ อย่างต้องรับฟังความเห็นต้องฟังองค์การอิสระ ในชั้นที่จะเริ่มเดินเครื่องจักร อย่างนั้นโอเค มันจะได้สัดส่วนกัน แต่นี่ไปตัดตั้งแต่ตอนต้น”
 
“คิดง่ายๆ เหมือนกับเราใช้คอมพิวเตอร์ มันก็อาจมีโปรแกรมหลายโปรแกรม โปรแกรมบางตัวเป็นปัญหา เราก็ไม่ปิดคอมพิวเตอร์ทั้งหมดใช่ไหม เราก็ไม่ใช้โปรแกรมอันนั้น ซึ่งต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างสองส่วนนี้”
 
เขาอาจจะมองว่าถ้าปล่อยให้สร้างไปถึงที่สุดก็ต้องปล่อยให้ดำเนินการ เพราะลงทุนไปแล้ว ให้หยุดตั้งแต่ตอนนี้ รอทั้งหมดเลยดีกว่า แต่ในแง่กฎหมายคือการไปจำกัดสิทธิทั้งที่เขายังไม่ทำความผิด ใช่หรือเปล่า
“อาจจะมองแบบนั้นก็พอมองได้ แต่ประเด็นเป็นแบบนี้ ปัญหาอันหนึ่งที่มีการเถียงกันแล้วไม่เคลียร์คือมาตรา 67 วรรคสอง มันพูดถึงโครงการหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ คำถามก็คือ 76 โครงการอยู่ในความหมายนี้หรือเปล่า”
 
“ซึ่งเขาสู้ไงว่ามันไม่เข้า บางอันเป็นโครงการบรรเทามลพิษ บางอันเป็นโครงการที่ไม่ได้ก่อมลพิษ หรือบางอันเป็นโครงการที่เขาเห็นว่ามลพิษอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เขาเห็นว่าไม่เข้าในความหมายอันนี้ไง ซึ่งมันเถียงกัน”
 
“อันแรกสุดเลยคือต้องมาดูด้วยว่ามันเข้าความหมายนี้หรือไม่ก่อน ถึงเข้าแล้วก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะ ไม่ต้องพูดถึงไม่เข้าเลย ซึ่งก็มีบางอันที่ศาลยอมรับว่าไม่เข้าเลย ศาลถึงตัดออกไป อันที่ศาลสั่งให้ระงับก็ไม่ชัดนะ แต่ที่ศาลตัดออก 11 โครงการไม่เข้าแน่นอน มันเป็นเรื่องที่มุ่งควบคุมหรือบำบัดมลพิษหรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ไม่มีทางเข้า แต่ที่เหลือ 65 เขาก็เถียงว่าไม่เข้า มันไม่ใช่ ซึ่งอันนี้ต้องดูข้อเท็จจริง”
 
ถ้าเข้า เราบอกว่าหยุดก่อนได้ไหม หยุดก่อสร้างไว้ก่อนได้ไหม
“ถ้าเข้าเป็นไปได้ แต่จะถึงขนาดหยุดก่อสร้างเลยเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเรื่องดุลพินิจแล้วละครับ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้ามเด็ดขาด เขาเขียนว่าทำไม่ได้เว้นแต่.....  แปลว่าโครงการที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนนี่ ทำได้นะ ถ้าศึกษาผลกระทบ มีการรับฟังความเห็น แล้วก็มีองค์การอิสระให้ความเห็น มันยังทำได้เลย ไม่ได้หมายถึงห้ามเด็ดขาด นึกออกไหม เพราะฉะนั้นมันมีที่ไม่เข้าเลยตั้งแต่แรก กับเข้า และเข้าก็ไม่ได้หมายถึงทำไม่ได้ เข้าแล้วมาทำตามกระบวนการนี้ก็อาจจะทำได้ นี่คือประเด็น”
 
“เพราะฉะนั้นจะบอกว่าสั่งให้เขาระงับโครงการเลยหรือเปล่ามันก็อาจเป็นปัญหา เพราะสมมติโครงการนี้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง แต่เขามีกระบวนการที่จะบำบัดกำจัดมลพิษ มันก็ทำได้”
 
ย้อนมามองมาตรา 67 อันดับแรกคือต้องตีความว่าเข้าตามความหมายนี้ไหม ซึ่งตัวนี้ศาลทั้งสองศาลไม่ได้ชี้?
“ศาลไม่ได้ชี้ เพราะศาลอาจมองว่ายังเป็นชั้นของการคุ้มครองชั่วคราวอยู่ ไม่ใช่ชั้นของการตัดสินคดีแต่ประเด็นคือในอีกด้านหนึ่งมันไปกระทบสิทธิของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วว่าให้เขาประกอบการ มันจะต้องชี้ในระดับหนึ่ง หมายความว่าศาลสั่งระงับสิทธิของบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสั่งระงับแบบนี้ก้าวล่วงสิทธิที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว เมื่อการสั่งระงับส่งผลต่อผู้ได้รับสิทธิ ศาลจึงต้องดูข้อเท็จจริงให้ชัด จะใช้คำฟ้องที่คลุมๆรวมๆของผู้ฟ้องคดีมาเป็นฐานในการสั่งระงับไม่ได้”
 
“ในส่วนของมาตรา 67 วรรคสอง เราต้องเข้าใจว่ามาตรานี้ต้องมีตัวกฎหมายออกมากำหนด ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด ศาลก็อาจต้องให้ความหมายในเบื้องต้นว่ามันคืออะไร แต่เรื่องนี้ ผมบอกคุณอย่างหนึ่งว่ามันเป็นเรื่องในทางบริหาร เพราะมันเป็นปัญหาเทคนิค คือการบอกว่ากิจกรรมนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงเนี่ย แค่ไหน? เราสองคนซึ่งไม่ได้เป็นนักสิ่งแวดล้อมหรือนักวิทยาศาสตร์ เราตอบยาก เราไม่รู้ว่าปริมาณมลพิษแค่ไหนกระทบถึงขนาดรุนแรง มันต้องมีกฎเกณฑ์กำหนดขึ้นมา แล้วมันเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะ แต่แน่นอนที่ผมพูดนี้ไม่ได้หมายความเลยเถิดถึงขนาดว่าเห็นมลพิษอยู่ต่อหน้าชัดๆ ไม่มีการควบคุมอะไรเลย ยังจะต้องถามผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น
 
ตุลาการก็ไม่รู้ 3 คน 7 คน ก็ไม่รู้?
“ไม่รู้หรอก เว้นแต่ว่ามันผิดพลาดชัดแจ้ง คนทั่วๆ ไปได้เห็น ถ้าอย่างนั้นโอเค แต่ถ้าเป็นเรื่องทางเทคนิค เช่นปริมาณสารที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศมีแค่ไหนอย่างไร ตัวนี้ต้องใช้คนที่เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมาประเมิน มันเป็นเรื่องเทคนิคอยู่มาก”
 
 
ไม่สมควรแก่เหตุ
 
“มาตรา 67 จะต้องมีการไปทำกฎหมายออกมา ทีนี้บังเอิญเขาก็บอกว่ารัฐธรรมนูญมีผลบังคับทันที อันนี้เป็นข้อถกเถียงกันมากเลย เป็นเหมือนกับอริยสัจตอนนี้สำหรับหมู่นักเคลื่อนไหว ท่องกันเป็นสรณะว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใช้ได้ทันทีไม่ต้องรอกฎหมายมากำหนดรายละเอียด พูดอย่างนี้พวกนักเคลื่อนไหวเหม็นหน้าผมมากเลย คือกลายเป็นอริยสัจไป รัฐธรรมนูญนั้นเมื่อประกันสิทธิปุ๊บมีผลบังคับใช้ได้โดยตรงทันที”
 
“ผมอยากจะสะกิดให้เราคิดให้มากนิดนึงว่า ที่บอกว่ามีผลบังคับทันทีมันคืออะไร เวลาเราพูดถึงตัวสิทธิ เวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิขึ้นมา สิทธิบางสิทธิมันเป็นสิทธิซึ่งจะบังคับไม่ได้จนกว่าจะมีตัวกฎหมายกำหนดรายละเอียดวิธีการ อย่างเช่นรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คนชรามีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ แปลว่าคนมีสิทธิเรียกร้อง คนชรา คนอายุ 60 ได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ แต่ปัญหาว่ากระบวนการขั้นตอนคุณจะทำอย่างไร คุณต้องไปลงทะเบียนไหม คุณต้องมีองค์กรมาตรวจสอบไหม มีเหตุอันใดที่ทำให้คุณไม่อ้างอาจสิทธิดังกล่าวได้หรือไม่ ที่มันเป็นเรื่องรายละเอียดเพื่อบังคับการตามสิทธิ พวกนี้ต้องมี พรบ. บัญญัติรายละเอียดขึ้นมา ไม่งั้นบังคับการตามสิทธิไม่ได้”
 
วรเจตน์บอกว่าพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่า 3 ปี 5 ปี กฎหมายไม่ออก ก็ไม่ต้องได้สิทธิเลย
 
“ในต่างประเทศบางประเทศ เวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดตัวสิทธิขึ้นมา แล้วฝ่ายนิติบัญญัติไม่ไปออกกฎหมายสักที นานช้าไม่ออกกฎหมายสักที ไม่กำหนดรายละเอียดสักที แล้วพอมีคนมาเรียกร้องสิทธิอันนี้รัฐบาลก็บอกว่ายังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียด เพราะฉะนั้นคุณก็ยังไม่ได้สิทธิอันนี้ เขาก็บอกว่าตีความอย่างนี้ก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้นในบางกรณี ศาลก็จะเป็นคนวางหลักชั่วคราวไว้ก่อน ว่าโอเคในช่วงระหว่างที่ยังไม่มีตัวกฎหมายนี้ หลักการทั่วไปที่จะก่อให้เกิดสิทธิตัวนี้ฝ่ายบริหารควรจะต้องทำอะไร เพื่อทำให้สิทธิที่เรียกร้องในทางมหาชนมันเกิดผลขึ้นจริง มันก็คือตัวสิทธิในทางสารบัญญัติ”
 
“แต่ทีนี้ มาตรา 67 วรรคสองสิทธิที่เกิดขึ้นมันเป็นสิทธิเรียกร้องในเรื่องของกระบวนการมันไม่ได้เป็นสิทธิที่เป็นเรื่องในทางสารบัญญัติ พอมันเป็นเรื่องของกระบวนการ คำถามมีอยู่อย่างเดียว ถ้าคุณตีความ 67 วรรคสองเคร่งครัดเป๊ะมาก คุณจะมีปัญหาทันทีว่ามันอาจจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย ถ้าโครงการหรือกิจกรรมนั้นมีใครคน หนึ่งยกขึ้นมา ผู้คนที่เคลื่อนไหวพิทักษ์สิ่งแวดล้อมบอกว่า โครงการหรือกิจกรรมนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน แล้วยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดว่าด้วยการรับฟังก่อนดำเนินโครงการ เพราะฉะนั้นทำไม่ได้ อนุมัติไม่ได้ ทุกอย่างก็ชะงักหมด นั่นคือวิธีการตีความที่ extreme มากๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง ในความเห็นผม”
 
“อันที่สองก็คือคุณก็ต้องมองในแง่ที่ว่า หนึ่งมันต้องมีประเด็นว่า โครงการหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน มันหมายความว่าอะไร ในเบื้องต้น พอหมายความแบบนั้นแล้วก็มาดูต่อไปว่า แล้วกรณีแบบนี้มันจะทำได้หรือไม่ได้ ถ้ามีปัญหาเรื่องข้อยกเว้น ถามว่าตราบเท่าที่ฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่ได้ทำตัวกฎหมายออกมา ฝ่ายบริหารจะออกใบอนุญาตไม่ได้เลยหรือเปล่า หรือต้องรอ นี่คือประเด็น”
 
“มันก็มีสองทาง ทางหนึ่งก็บอกว่าถ้ารอกฎหมายแบบนั้นจากฝ่ายนิติบัญญัติเลยมันจะช้า มันคงไม่ได้ มันอาจจะต้องให้มีการทำชั่วคราวไปให้ครบตามเงื่อนไขตรงนี้ไปก่อน ทำไปก่อนมีผลเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สิทธิอีกสิทธิหนึ่ง คือ สิทธิในเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพได้รับการคุ้มครองด้วย ส่วนทำถูกหรือทำไม่ถูก ที่สุดองคืกรตุลาการอาจจะต้องเข้าชี้ภายใต้ขอบเขตอำนาจในการวินิจฉัยคดีของตน เพราะจริงๆ ในรายละเอียดมันมีปัญหาเรื่ององค์การอิสระ เช่น ประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม คือใคร มีกี่คน คำถามคือถ้าไม่มีพวกนี้อนุมัติอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม นี่คือประเด็น ฝ่ายหนึ่งบอกอนุมัติอะไรไม่ได้เลย แต่ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น”
 
อาจารย์หมายความว่าเมื่อกฎหมายยังไม่ออกควรจะมีการวางหลักการคร่าวๆ แล้วทำไปก่อน
“ใช่ ถ้าถามผมนะ ผมเห็นอย่างนั้น ให้มันสอดรับกับตัวรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนอันนี้มีส่วนหนึ่งที่ตัวฝ่ายบริหารยังไม่ได้ทำ คือมันอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็น กำลังจะทำกฎหมาย เสร็จแล้วก็ออกกฎหมายไม่ได้เพราะว่าสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาเราก็เห็น มันเปลี่ยนรัฐบาลไปมา ก็เลยออกไม่ได้ มันก็เลยกลายเป็นปัญหาว่าไม่ได้ทำตามขั้นตอนตัวนี้”
 
“แต่คำถามก็คือว่ามันทำไม่ได้เลยหรือเปล่า มันตอบคำถามแบบนั้นไหมว่าถ้าไม่มีกฎหมายอันนี้คุณทำไม่ได้เลย กฤษฎีกาเขาก็พยายามตีความว่า มันก็อนุโลมปรับใช้โดยเทียบเคียง วางแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้มันเป็นไปได้ในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมาย”
 
นักเคลื่อนไหวเขามองว่าไม่ควรออกเลย ที่ออกไปทั้ง 76 โครงการควรต้องหยุดหมด จนกว่ากฎหมายจะออก โดยไม่ต้องแยกแยะว่าเป็นโครงการอะไร
“ใช่ จำนวนหนึ่งมองอย่างนั้น และผมจะบอกให้ว่าการออกกฎหมายนี่เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัตินะ มันไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารที่จะตัดสินใจ ฝ่ายบริหารเสนอกฎหมายได้ แต่บางทีมันก็ไปตกมันก็เถียงกันในทางกฎหมาย คำถามคือถ้าออกกฎหมายไม่ได้ล่ะ มันตก มันอะไรประมาณนี้ แล้วจะทำยังไง ก็คือดำเนินโครงการไม่ได้เลยหรือ”
 
“สมมติว่าเอาละผมออกใบอนุญาตโดยที่ผมพยายามตีความรัฐธรรมนูญ ทำตามรัฐธรรมนูญตัวนี้ แบบที่เป็นตัวระเบียบเป็นอะไรไปก่อนให้มันสอดรับกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนอาจจะมีคนเถียงว่าไม่ใช่ตัวกฎหมาย แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นชั่วคราว เพราะจริงๆ มีบทเฉพาะกาลอยู่ในมาตรา 303  (1) กำหนดให้คณะรัฐมนตรีทำกฎหมายให้เสร็จ เพียงแต่ว่าตอนเขียนรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนตรงนี้ว่าช่วงที่กฎหมายยังไม่เสร็จจะทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้ มันก็เลยเถียงกัน”
 
“แต่จริงๆ ผมมองแบบนี้ว่า 76 โครงการหรืออาจจะเหลือ 65 โครงการตามคำสั่งศาลสูง ปัญหาอันแรกเลยก็คือว่า ที่ทำอยู่นี่มันยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอาจก่อผลกระทบรุนแรงไหม ศาลจะต้องดูในทางข้อเท็จจริงให้ชัดก่อนสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งอันนี้ไม่ปรากฏ ศาลดูรวมไป โดยเอาข้อเท็จจริงเรื่องมลพิษต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่ไปบังคับ ส่วนหนึ่งเอามาเชื่อมโยงกับตัวนี้ โดยศาลอาจจะมองว่าให้ก่อสร้างต่อไปอาจจะยิ่งแก้ปัญหาได้ยากขึ้น ศาลมองตัวนั้น แต่ไม่ได้มองผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนซึ่งเป็นผู้ประกอบการ หรืออาจจะมองแล้วแต่เห็นว่ามีน้ำหนักน้อย อย่างเช่น ระงับปุ๊บสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือจำนวนคนที่ทำงาน ที่เป็นแรงงาน ต้องว่างงานลง”
 
“ประเด็นของผมอยู่ตรงนี้ คือผมมีความเห็นว่า ระงับนี่อาจจะระงับได้ถ้าเห็นว่ามันทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคน แล้วมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งต้องพิสูจน์กัน”
 
พูดอย่างนี้ได้ไหมว่าถ้าเข้าความหมายตามมาตรา 67 ก็ระงับไปก่อนได้ แต่ให้มีการแยกแยะอันแรกก่อนว่าเข้าไม่เข้า
“แล้วถ้าเข้าต้องมาดูต่อไปอีก สมมติมันเข้าแล้ว เขาอาจจะไปทำให้มันเข้าข้อยกเว้นก็ได้นะ”
 
ศาลก็ต้องลงมาดูรายละเอียด
“ถูกต้อง ในด้านหนึ่งศาลจะต้องพิจารณาจะต้องวาง ฉะนั้นประเด็นอยู่ตรงนี้ว่าในชั้นนี้ในชั้นคุ้มครองชั่วคราว การสั่งระงับการก่อสร้างเลย ในความเห็นของผมมันเป็นมาตรการที่ไม่ได้สัดส่วน คือไม่พอสมควรแก่เหตุ ถ้าถามผมนะ เพราะว่าตัวโครงการมันอยู่ระหว่างก่อสร้างและยังไม่เดินเครื่องจักร พอไม่เดินเครื่องจักรมันกระทบกับชุมชนยังไง มันก่อให้เกิดมลพิษยังไง เว้นแต่จะบอกว่าเกิดมลพิษตอนก่อสร้าง นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่กล่าวถึงเลย”
 
ศาลดูจากลักษณะโครงการหรือเปล่า เช่นที่แยกออกไปเป็นโครงการกำจัดมลพิษ
“อันนั้นแยกไป ที่เขาแยกไปมันชัดว่าไม่เข้าแน่นอน แต่ 65 ยังไม่ได้แยก เท่าที่ผมอ่านดูไม่มีการแยกเลย ไม่มีข้อเท็จจริงเลย”
 
65 นี้อาจจะแยกอีกก็ได้ว่ามีบางโครงการเสี่ยงมาก เสี่ยงปานกลาง หรือเสี่ยงน้อย
“ถ้าถามผม ผมรับได้มากก็คือตัวที่มันค่อนข้างชัด อันนี้ระงับได้ ถ้าไม่ปรากฏ สร้างได้ แต่พอจะเดินเครื่องจักรจะทำงาน เงื่อนไขต้องครบถ้วน คือต้องมีการฟังความเห็นอะไรเรียบร้อย แล้วก็เริ่มเดินเครื่องจักร แล้วคนที่เป็นผู้ประกอบการก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าตัวเองจะต้องทำให้อยู่ในมาตรฐานการคุมสิ่งแวดล้อมที่มีเหตุมีผลอธิบายได้ จะทำได้ไหม แต่ไประงับปัง ผมไม่เห็นด้วย”
 
“พูดง่ายๆ คือในแง่หนึ่งถ้าดูจากข้อเท็จจริง เวลาที่เราต้องตัดสินใจเราก็ต้องดูจากข้อเท็จจริง ซึ่งมันไม่พอ การกล่าวอ้างก็เป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเรื่องโครงการอันเก่า คุณเอาไปฟ้องบรรเทาทุกข์อันเก่าได้ แล้วที่สำคัญก็ยังมีความพยายามที่จะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษด้วย แปลว่ามีมาตรการที่จะกันอยู่ในระดับหนึ่งแล้วในทางกฎหมาย”
 
“มันอาจจะมีคนมองแบบนี้ว่า คำสั่งศาลปกครองอาจจะมีผลดีเป็นการส่งสัญญาณอย่างแรงต่อฝ่ายบริหารต่อผู้ประกอบการ ว่าจะต้องเป็นแบบนี้นะ ต้องทำให้เคร่งครัดแต่เราต้องเข้าใจว่าในเชิงของการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ สิทธิไม่ได้ดูตัวเดียว โดยเฉพาะกรณีนี้สิทธิเป็นความสัมพันธ์ 3 เส้าและมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ใบอนุญาตที่ออกไป ผมจึงเรียกในทางวิชาการว่า คำสั่งทางปกครองที่มีผลสองทาง คือ อาจจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ แต่กระทบกับอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องมาชั่งน้ำหนักให้ได้ดุล นี่พูดถึงเฉพาะรัฐ ผู้ประกอบการ ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณนั้นเท่านั้นนะ ยังไม่พูดถึงแรงงานที่ต้องตกงานจากการระงับการก่อสร้าง”
 
ถ้าอ่านตามคำสั่งศาล 65 โครงการที่เหลือ จะไปขอศาลเป็นรายๆ ได้ไหม สมมติเราเป็น 1 ใน 65 โครงการเราถือเอกสารไปขออุทธรณ์คำสั่ง ว่าไม่เข้าข่ายความหมายนี้ จะไม่มีสิทธิเลยหรือ จะต้องรอไปถึงไหน รอจนกฎหมายออกหรือ
“ผมเข้าใจว่าศาลก็ไม่ได้พูดชัดเรื่องรอกฎหมายเพราะศาลเองก็อาจคิดว่ากฎหมายไม่รู้จะออกเมื่อไหร่”
 
“มีคนบอกว่าศาลพยายามจะแยกแล้ว ว่าเข้าลักษณะโครงการที่ก่อผลกระทบรุนแรง โดยศาลพยายามจะดูเรื่องคาร์บอน แต่มันไม่ convince ผม เขาบอกว่าศาลพยายามจะแยกแล้วบอกว่าเข้า ซึ่งในแง่นี้เหมือนกับศาลบอกว่า 65 โครงการนี้เข้าตาม 67 วรรคสอง พอเขาตีว่าอย่างนี้ เขาก็บอกว่าเมื่อไม่มีการทำตามข้อยกเว้น มันก็น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็เบรกหมดทั้ง 65 ที่เหลือ 11 ปล่อย”
 
“ปัญหาคือ 65 มันมีลักษณะเป็นการประเมินเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องความเชี่ยวชาญในทางเทคนิคเฉพาะเรื่อง และมันต้องมีข้อเท็จจริง ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างตัวโครงการกับตัวผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ศาลพยายามให้เหตุผลว่าอันนี้เป็นมาตรการป้องกัน ไม่ใช่มาตรการเยียวยา เพราะฉะนั้นทำไม่ได้เลย แต่ในทางกฎหมายต้องดูว่าอันนี้มันยังไม่เกิดผลขึ้นมา ก็น่าจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวอย่างที่บอกว่ามันยังไม่เดินเครื่องจักร ฉะนั้นคุณไปเบรกเอาตอนนั้นก็ได้ เพราะถึงตอนนั้นก็จะมีการทำกฎหมายรองรับพอดี พอมีกฎหมายรองรับก็ทำให้เข้าข้อยกเว้นไป แล้วก็อาจจะเข้าตามเกณฑ์ในทางกฎหมายเลย”
 
“ฉะนั้นตอนนี้ถ้าถามว่า บริษัทที่ประกอบกิจการ โรงงานพวกนี้ ไปขอศาลได้ไหม ก็คือไปยื่นคำร้องเข้าไปที่ศาลปกครองชั้นต้นได้ แต่ยื่นเข้าไปก็จะไม่ชนะ เพราะข้อเท็จจริง ยังไม่เปลี่ยน เขาจะต้องรอตัวกฎหมายกำหนดรายละเอียดของข้อยกเว้นตาม 67 วรรคสอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะออก”
 
เขาไม่ได้หมดสิทธิฟ้อง แต่ทำยังไงคำสั่งศาลก็มัดอยู่แล้ว
“คือมันไม่มีกฎหมายที่สภาออก เพราะศาลบอกว่าต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น มีองค์การอิสระให้ความเห็นประกอบ เมื่อมันยังไม่มีกฎหมายตรงนี้ ยื่นเข้าไปก็ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงก็เหมือนเดิม”
 
ถึงแม้เขาจะไปแย้งข้อเท็จจริงว่าคาร์บอนต่ำกว่า
“ก็ศาลชี้ไปแล้วว่าของเขาอาจก่อให้เกิดผลกระทบ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาในแง่ของการประเมินด้วยส่วนหนึ่ง คือมันเป็นประเด็นในทางเทคนิคความเชี่ยวชาญที่ศาลอาจจะเข้ามาดูไม่ได้ทั้งหมด 100% หรอก”
 
เรื่องเทคนิคความเชี่ยวชาญต้องมีการไต่สวนใช่ไหม มีผู้เชี่ยวชาญมาแย้งกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องคุ้มครองชั่วคราวแล้ว
“ก็ต้องเป็นเรื่องในเนื้อหาของคดี ความจริงอันนี้ในชั้นตัดสินในเนื้อหาของคดี มันก็ต้องว่ากันอีกอย่างว่าเป็นอย่างไร แต่ปัญหาคือในชั้นคุ้มครองชั่วคราวนี่ มันมีประเด็นว่าถ้าปล่อยต่อไปจะเสียหายจนยากแก่การเยียวยาหรือเปล่า ซึ่งในแง่นี้ผมเห็นว่ามันยังไม่เดินเครื่องจักร”
 
พูดอย่างนี้ได้ไหมว่าในกรณีที่ไม่ได้เป็นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและเป็นคำสั่งถึงที่สุด ศาลจะต้องมานั่งพิจารณาแต่ละโครงการ
“เข้าใจว่าน่าจะต้องดู ถ้าถึงอันนั้น มันต้องมีข้อเท็จจริง คือถ้าเถียงกันว่าเป็นโครงการที่เข้า 67 วรรคสองหรือไม่ ศาลจะต้องดู ว่าโครงการกิจกรรมอันไหนบ้างเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน มันไปรวมไม่ได้ ก็ต้องดูเป็นรายโครงการไป เพราะบางโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบ แต่ไม่รุนแรง บางโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงแต่เขาทำตามข้อยกเว้น”
 
“ปัญหาของเราตอนนี้มีอยู่ว่ามันไม่มีกฎหมายไง ถ้าถามความเห็นผม ผมเห็นว่าดูจากตัวบทเฉพาะกาล เพื่อให้การบังคับใช้สิทธิเป็นไปได้ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพและในส่วนสิทธิของบุคคลทั้งสองส่วน รัฐก็อาจต้องออกกำหนดระเบียบใช้ไปพลางก่อน หรือไม่อย่างนั้นศาลจะต้องทำ ต้องกำหนดเป็นเรื่องชั่วคราวว่าโอเค ฝ่ายบริหารจะต้องทำอะไร เช่นคุณต้องไปรับฟังความเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย คุณต้องประเมินผลกระทบสภาพแวดล้อม แล้วกำหนดว่าขนาดไหน ที่ศาลเห็นว่าได้เกณฑ์มาตรฐาน ที่ศาลจะพอใจ ไปก่อน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมาย”
 
ระหว่างนี้ก็ให้ก่อสร้างไป ถ้าใครเข้ากฎเกณฑ์ชั่วคราวนี้ก็ทำไปก่อน แต่ถ้ากฎหมายออกมาละเอียดกว่าล่ะ
“ก็ต้องทำตามนั้นภายใต้เงื่อนไขอันนี้”
 
“คืออย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่าในต่างประเทศเวลาที่บังคับตามสิทธิ ถ้ายังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ถูก ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการฟ้องเขาก็อาจจะอ้างว่าไม่มีกฎหมาย ศาลก็อาจบอกว่าโอเคถึงไม่มีกฎหมายแต่สิทธิเกิดแล้ว คุณก็ต้องปฏิบัติตามแนวทางแบบนี้ชั่วคราวไปก่อน แล้วก็ไปรอกฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติที่จะออกมา”
 
“ของเราในเรื่องนี้ศาลเหมือนกับบอกว่าต้องรอฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นประเด็นที่เราคิดกันเวลานี้ที่มันเกิดความเสียหาย กี่แสนล้าน? คือรัฐบาลจะออกพระราชกำหนดไหม”
 
ออกพระราชกำหนดก็โดนค้านอีก
“ก็จะเป็นปัญหาแต่นี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลซึ่งมีตัวเลขทางเศรษฐกิจ มีข้อมูลต่างๆในมือ จะต้องพิจารณา และประเมินว่านี่ฉุกเฉินเร่งด่วน กระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงแล้ว มีเหตุเพียงพอที่จะออกพระราชกำหนดหรือไม่ แต่ถ้าออกมารัฐบาลก็จะโดนว่า…”
 
...ช่วยนายทุน
“ใช่ คือตอนนี้ก็มีประเด็นว่าจะเข้ามาตรา 184 หรือเปล่า ที่บอกว่าเป็นกรณีที่รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นเรื่องฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเสียหายมาก คนจะตกงานมาก เศรษฐกิจประเทศจะกระทบมาก”
 
นักอนุรักษ์เขาไม่กลัวคนตกงาน เขาบอกว่าโรงงานพวกนี้ใช้คนน้อย ใช้คนต่างถิ่น ไม่ใช่คนพื้นที่ มาแล้วก็ป่วย แล้วก็ปล่อยกลับต่างถิ่น
“ก็อาจจะจริง ด้านหนึ่งก็ต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ผมเห็นด้วยนะ เรื่องสุขอนามัยของคนต้องถือเป็นเรื่องสำคัญ กลไกการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมจึงต้องให้มีประสิทธิภาพ แต่ก็อย่า extreme อย่าให้มันสุดขั้ว เพราะเรื่องมันมีอยู่สองด้าน”
 
 
Process ไม่ใช่เนื้อหา
 
ย้อนไปเรื่องหลักคุ้มครองชั่วคราว 2 อย่างอยากให้อาจารย์อธิบายอีกที
“คุ้มครองชั่วคราว 2 อย่าง ดูความเห็นแย้งของ อ.อัครวิทย์ รองประธานศาลปกครองสูงสุดก็ได้ คือการร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราว บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 66 แล้วก็มีระเบียบของศาล แยกลักษณะของการคุ้มครองชั่วคราวออกเป็น 2 ประเภท มีระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดกำหนดไว้ เป็นกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการพิจารณาคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา”
 
“ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาความปกครอง พ.ศ.2543 กำหนดเอาไว้ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อันนี้คือข้อ 69 ถึงข้อ 74 ส่วนที่สองเป็นเรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ข้อ 75-77”
 
“ปัญหาคือเวลาที่จะขอคุ้มครองชั่วคราว มันต้องดูว่าการฟ้องคดีนี่ ประเภทคำฟ้องฟ้องแบบไหน ถ้าฟ้องขอให้เพิกถอนกฎ เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง อย่างนี้เวลาขอคุ้มครองชั่วคราวก็ต้องขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อย่างเช่นมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ จะขอคุ้มครองชั่วคราวว่ายังไม่ให้ออก ให้ทำงานไปก่อน ก็ต้องขอตามเรื่องทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ถ้าเป็นการฟ้องคดีประเภทอื่น ฟ้องเรื่องละเมิด เจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิด ฟ้องเรื่องสัญญา ก็จะเป็นการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เงื่อนไขของ 2 อันนี้ต่างกัน มันไม่เหมือนกัน”
 
“ปัญหาคือคดีนี้ลักษณะของคดีมันฟ้องอะไร แล้วการขอมันเข้าอันไหน เรื่องนี้ลักษณะของคดีคือเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนใบอนุญาตที่หน่วยงานของรัฐได้ออกไป มันก็มีลักษณะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนตัวคำสั่งทางปกครอง ว่าการออกใบอนุญาตนี้ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราว ก็คือขอทุเลา เหมือนกับว่าเมื่อออกใบอนุญาตไปแล้ว ไอ้ดำเนินการก่อสร้างก็อย่าให้ดำเนินการก่อสร้าง อย่างนี้เรียกว่าทุเลาการบังคับ หน่วงผลตัวคำสั่ง เพราะคำสั่งเวลาออกไปให้ก่อสร้างก็ก่อสร้างได้ คนที่ไปฟ้องก็ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง แต่ระหว่างที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าคำสั่งชอบไม่ชอบ ในช่วงนี้ขอให้เบรกผลของคำสั่งไปก่อนเพราะคำสั่งน่าจะไม่ชอบ”
 
“เวลาที่ขอมันก็คือการขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ซึ่งก็จะมีเงื่อนไขอยู่ 3 ประการในการขอ เงื่อนไขอันแรกก็คือตัวคำสั่งทางปกครอง คือใบอนุญาตอันนี้ น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย น่าจะนะครับ ยังไม่ถึงชั้นไม่ชอบ เพราะเป็นชั้นคุ้มครองชั่วคราวยังไม่ใช่ขั้นตัดสิน อันที่สองคือ การทำให้คำสั่งทางปกครองใช้บังคับต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง อันที่สามก็คือการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ต้องไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่การบริการสาธารณะ ถึงจะทุเลาได้ นี่คือเงื่อนไขการทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครอง ซึ่งตรงกับคดีนี้”
 
“ส่วนอีกอันเป็นเรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งใช้ในคดีอื่นๆที่ไม่ใช่เรื่องของการฟ้องเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง เรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก็เอาเกณฑ์ในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ หลักใหญ่ๆ ก็คือคำฟ้องต้องมีมูล ตัวจำเลยคือผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องตั้งใจกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดการผิดสัญญา ที่ทำให้ถูกฟ้องร้อง หรือว่าโจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย นั่นหมายความว่า ก็ต้องมีเหตุเพียงพอที่จะนำเอามาตรการหรือวิธีการคุ้มครองมาใช้ แล้วก็มาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ต้องไม่เป็นปัญหาอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ”
 
“ทีนี้กรณีนี้ถ้าจะสั่งโดยเหตุที่เขาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง มันก็ต้องไปดู 3 ข้อกรณีของการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย, การให้คำสั่งใช้ต่อไปเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง แล้วก็การทุเลาต้องไม่เป็นอุปสรรค ....ซึ่งมันอาจจะไม่เข้า”
 
เพราะยังไม่ได้พิสูจน์เรื่องความเสียหายร้ายแรง?
“เพราะมันยังไม่ได้เดินเครื่องจักรไง”
 
แต่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า
“ที่บอกว่าน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายนี่อาจจะพอฟังได้ เพราะเขาอาจจะอ้างว่ายังไม่มีกฎหมายกำหนดข้อยกเว้นเอาไว้ แล้วคุณไปออกใบอนุญาต คุณไม่ทำตามข้อยกเว้นในรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง อันนี้อาจจะพอมองได้ แต่ปัญหาว่าทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง หรือว่าจะไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ อันนี้ดูจะเป็นปัญหา ในส่วนของการทุเลา”
 
“ข้อแรกมันก้ำกึ่ง คือจะว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่เชิงเพราะยังไม่มีกฎหมาย ถ้ามีแล้วน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สั่งได้ แต่นี่มันเหมือนกฎหมายยังไม่มี เขาถึงเชื่อมโยงไปยังรัฐธรรมนูญไง”
 
“คือเขาก็บอกว่ามันเกิดหน้าที่แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาว่าฝ่ายบริหารจะทำอย่างไรในเมื่อยังไม่มีกฎหมาย
 
เหมือนที่เราเคยถกเรื่องรัฐธรรมนูญ 40 เขียนว่า ทั้งนี้ให้เป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วรัฐธรรมนูญ 50 ก็มาตัดออกหมด
 
“มันเป็นปัญหาอย่างที่ผมบอกไงว่า เวลาที่คุณมีสิทธิแล้วคุณบังคับการตามสิทธิ ในทางหลักการคือบางเรื่องต้องมีกฎหมายกำหนดรายละเอียดคุณถึงจะบังคับได้ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดให้บังคับ ศาลอาจจะต้องทำหน้าที่กำหนดคร่าวๆ เพื่อให้การใช้สิทธิของคนเป็นไปได้”
 
“แต่เรื่องนี้ 67 นี่มันเป็นเรื่องกระบวนการ มันเป็นเรื่อง process คือมันเป็นไปได้เลยว่าในที่สุดแล้วในทางเนื้อหามันไม่มีอะไรบกพร่องเลยนะ มันแค่ไม่ได้ทำตามแบบ มันเป็น formality ว่าคุณต้องฟังประชาชนต้องทำรายงาน ศึกษา แล้วฟังความเห็น สมมติโครงการพวกนี้มันทำแบบนี้ในที่สุด มันก็อาจจะเป็นไปได้ มันเป็นเรื่องในทางรูปแบบ”
 
“เอ้า ศึกษาประเมินผลกระทบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โอเค ผมไปศึกษาประเมินผลกระทบ  แล้วบอกว่ามันไม่กระทบหรือไม่กระทบอย่างรุนแรง จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มันก็ต้องมีคนคัดค้านคนเห็นด้วย เอ้า ฟังแล้ว ให้องค์การอิสระประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนให้ความเห็นประกอบ เอ้า ฟังความเห็นประกอบ”
 
“มันเป็นเรื่องในทางรูปแบบ มันไม่ได้เป็นประเด็นในทางเนื้อหา”
 
มันไม่ได้บอกว่าให้กรรมการองค์การอิสระตัดสิน
“ใช่ บอกให้ความเห็นประกอบก่อน”
 
ถ้าเป็นให้กรรมการองค์การอิสระตัดสินมันเป็นเรื่องเนื้อหา
“มันก็ยังเป็นเรื่องกระบวนการ แต่เป็นกระบวนการที่ให้อำนาจตัดสินใจไปที่กรรมการหรือองค์การอิสระ อันนี้ก็เป็นเรื่องรูปแบบในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของผู้อนุมัติหรือขั้นตอนการให้ความเห็นชอบ จะบอกว่าไม่สำคัญเลยก็ไม่ได้ แต่โดยเนื้อหาของมาตรา 67 วรรคสองก็ยังให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้อนุมัติ องค์กรอิสระเพียงให้ความเห็น
 
ให้ความเห็นแล้วไม่ฟังก็ได้
“ถ้าหมายถึงว่าไม่ต้องเห็นตามความเห็นดังกล่าวก็คือใช่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าให้ความเห็นชอบ เขาบอกว่าให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการ องค์การนี้ก็ให้ความเห็นไป จะไม่เห็นด้วยก็ให้ความเห็นไป แต่ที่สุดตัวหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้นเป็นผู้พิจารณา มันเป็นขั้นตอนที่ต้องทำก่อนออกใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งตัวนี้ยังไม่มีกฎหมายเขียนไง ผมถึงบอกว่าไม่มีกฎหมายเขียนจะทำอย่างไร”
 
“เรื่องในทางขั้นตอนหรือกระบวนการนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาว่าเป็นสาระสำคัญหรือไม่แล้ว บางทีแม้ทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ก็อาจจะแก้ไขเยียวยาความบกพร่องในภายหลังได้ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าการที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้อย่างใดก่อนมีคำสั่ง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ผมกำลังจะบอกว่า การทำผิดขั้นตอนที่ไม่กระทบกับเนื้อหา บางครั้งระบบกฎหมายก็ยอมให้แก้ไขเยียวยาในภายหลังได้ หลักกฎหมายที่ผมพูดถึงนี้ก็ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 ว่าด้วยการเยียวยาความบกพร่องของคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอาจจะยาวไปถ้าจะอธิบายในบริบทของการสัมภาษณ์นี้”
 
ถ้ายกตัวอย่างกฎหมายที่ไม่ใช่กระบวนการ เช่น คนพิการต้องได้รับการเลี้ยงดู เป็นเรื่องเนื้อหา
“ใช่เป็นเรื่องเนื้อหา แต่ถึงที่สุดรัฐอาจจะไปกำหนดว่าได้รับการเลี้ยงดูคุณต้องไปดำเนินการติดต่อที่หน่วยงานไหน มีหลักฐานอะไรมาบ้าง มีบัตรประชาชนอะไรอย่างนี้ เป็นเรื่องที่กฎหมายต้องกำหนดรายละเอียด”
 
แต่สิทธิอันนั้นมันเกิดทันที
“สิทธิเกิดได้ แต่ปัญหาคือจะได้เท่าไหร่ รัฐจะให้เท่าไหร่ ต้องมีกฎหมายกำหนด ซึ่งรัฐธรรมนูญจะไม่เขียนหรอก มันต้องมีกฎหมายมากำหนดว่าเท่าไหร่ ซี่งถ้าฝ่ายนิติบัญญัติไม่กำหนดซักทีหนึ่ง เวลาไปฟ้องศาล ศาลอาจจะกำหนดให้ได้ สมมติให้หนึ่งพันบาทไปก่อน แล้วเวลามีกฎหมายกำหนดก็ว่าไปตามกฎหมาย ใน case แบบนั้นศาลก็จะเป็นผู้ทำหน้าที่ชั่วคราวไปก่อน เพื่อทำให้ตัวสิทธิบังคับไปได้”
 
ไม่เรียกว่ากระบวนการ
“ไม่ใช่ เป็นรายละเอียดของการบังคับตามสิทธิ แต่อันนี้เป็นเรื่องขั้นตอนการขอออกใบอนุญาต เป็นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งถ้าไม่ทำก็คือผิดขั้นตอน ซึ่งส่งผลให้การอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ แต่ว่าฟังแล้วหน่วยงานของรัฐอาจจะตัดสินใจอย่างเดิมก็ได้ กฎหมายบอกให้ฟัง ผมก็ฟัง แต่ฟังแล้วความเห็นไม่มีน้ำหนัก คนอนุญาตก็อนุญาตไป ใครจะมาฟ้องว่าผมอนุญาตไม่ชอบเพราะไม่ฟังไม่ได้ ก็ต้องไปฟ้องว่าผมอนุญาตไม่ชอบเพราะโครงการนี้มันกระทบรุนแรง เจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาตใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบหรือไม่สุจริต ไปประเด็นพวกนั้น ก็ต้องไปตีความเอา ซึ่งก็เป็นเรื่องการประเมินเรื่องเทคนิคสิ่งแวดล้อม แต่จะมาฟ้องว่าผมอนุญาตโดยไม่ได้ฟังคุณไม่ได้ เพราะผมฟังแล้ว แต่ฟังแล้วผมอนุมัติแบบนี้”
 
“อีกประการหนึ่งต้องไม่ลืมว่า การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นพวกใบอนุญาตต่างๆ ถ้าผู้รับคำสั่งเขาสุจริต ไปเพิกถอนคำสั่ง เขาเสียหาย เขาฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ รัฐจะจ่ายไหวไหม”
 
“เพราะฉะนั้นที่กำหนดเอาไว้พวกนี้มันเป็นเรื่องขั้นตอน ซึ่งอย่างที่ผมบอก ถ้าถามความเห็นผม ฝ่ายบริหารสามารถทำระเบียบใช้บังคับไปพลางก่อนในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายได้ ซึ่งผู้ฟ้องคดีในเรื่องนี้ก็เรียกร้องให้ออกระเบียบพวกนี้ แล้วก็ให้ไปทำตามระเบียบก่อน แต่เขาขอว่าตอนนี้ให้ระงับโครงการเลย แต่ผมเห็นว่าดำเนินการก่อสร้างไปได้ แล้วก็ทำตามขั้นตอนการรับฟังไปพร้อมกันตามระเบียบชั่วคราวที่อาจจะกำหนดขึ้นตามนัยมาตรา 67 วรรคสอง ก่อนเดินเครื่องจักร
 
แต่ถ้ามัน extreme ถึงขั้นที่กฎหมายบอกว่าคุณต้องเอาประชาชนมาลงประชามติ อันนั้นอาจจะไม่ได้เลยใช่ไหม
“ถ้าอย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองไม่ได้เรียกร้องแบบนั้น แต่ทีนี้มันก็มีปัญหาไงว่า รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ว่าผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ใครบ้าง มันต้องไปเขียนในพระราชบัญญัติ องค์กรเอกชนจะเอากี่คน ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาจะเอากี่คน เอาของรัฐหรือของเอกชนด้วย อันนี้ต้องเป็นกฎหมายกำหนด แต่ถ้ายังไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการรับฟังแล้วเราจะบอกว่า เฮ้ย ดำเนินโครงการไม่ได้เลย คุณลองนึกดู

 

 

AttachmentSize
คำสั่งศาลปกครอง กรณีคำร้องอุทธรณ์คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา 2 ธันวาคม 25521.86 MB
คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวหรือคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา 29 กันยายน 2552312.14 KB
76 โครงการที่ถูกระงับตามคำสั่งศาลปกครอง.pdf209.68 KB

คิดว่าเงินภาษีรัฐ

คิดว่าเงินภาษีรัฐ ส่วนใหญ่มาจากที่นั่น ทีนี้จะเอางบประมาณที่ไหนมาจ่ายท่านตุลาการล่ะ

อ่านความเห็นอาจารย์วรเจตน์เรื

อ่านความเห็นอาจารย์วรเจตน์เรื่องคดีมาบตาพุดแล้ว
ทำให้เข้าใจประเด็นที่เป็นเทคนิคทางกฎหมายชัดเจนขึ้นมากเลย
ตอนอ่านคำสั่งศาลและอ่านข่าวก็ยังงๆ
แต่พออ่านความเห็นอาจารย์ก็เคลียร์เลย
ขอบคุณมากๆนะคะ

ในที่สุดคุณใบตองแห้งก็อดใจสัม

ในที่สุดคุณใบตองแห้งก็อดใจสัมภาษณ์ไม่ได้ซะแล้ว เป็นกำลังใจให้นะ ....ขอขอบคุณความรู้จากอ.วรเจตน์ด้วย

ที่จริงยังไม่ค่อยเข้าใจ

ที่จริงยังไม่ค่อยเข้าใจ เรื่อง ทุเลา บรรเทา เยียวยา อะไรเนี่ยแหละ

แต่รู้สึกว่า ศาล แปลกๆ อีกแล้ว
โครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ ถูกระงับชั่วคราวข้อหาก่อมลพิษ
คนฟ้องร้อง ก็ไม่ใช่คนเดือดร้อน ศาลก็ดันรับฟ้องอีก

มลพิษคืออะไร สารเคมีอะไรก็ไม่บอก ไม่รู้พิสูจน์หลักฐานตอนไหน
แต่ตัดสินได้รวดเร็วกว่าคดีเช็คเด้ง...ให้ระงับ 65 โครงการ
ตัดสินแบบนี้ ดูแล้วประเทศชาติหมดอนาคตแน่นอน

มันก็ผิดมาตั้งแต่ออกใบอนุญาตใ

มันก็ผิดมาตั้งแต่ออกใบอนุญาตให้แล้ว
ทั้งๆที่รู้ว่ามันจะต้องถูกต่อต้าน
ก็ยังเข็นใบอนุญาตออกมาให้เป็นปัญหาวัวพันหลัก.....

จริงอยู่ถ้าจะตีความบางโครงการว่ายังไม่เดินเครื่องจักรมันจะผิดได้ยังไง
มันจะไม่ผิดยังไง ถ้าโรงงานของคุณมันเข้าข่ายที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญข้างต้น

คุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันมีปัญหากับชาวบ้าน รออยู่ข้างหน้าแน่นอน
แต่คุณก็ยังดันทุรัง ติดนิสัยนายทุนใหญ่ยุคเก่า..
.....มีเงินซะอย่าง จะทำอะไรก็ได้ในประเทศนี้...

เจ้าหน้าที่รัฐเองก็ผิดที่ออกใบอนุญาตไป
ทั้งๆที่ยังไม่มีกฏหมายรองรับรัฐธรรมนูญ(อย่างที่ท่านผู้รู้ท่านกล่าวข้างบน)

ถ้าโรงงานเดินไม่ได้ ก็รัฐบาลน่ะซิ ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายของผู้ลงทุนเขา
เพราะถ้าไม่ออกใบอนุญาตให้ ใครเขาจะกล้าเอาเงินมาลงทุนล่ะครับ

อย่าไปมองที่ชาวบ้าน และอย่าพูดว่าเครื่องจักรยังไม่เดิน ความผิดจึงยังไม่เกิด

ถ้าผมเอาโรงโม่หิน หรือเอาโรงชุบสังกะสีไปตั้งในหมู่บ้านของคุณ
โดยที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานราชการมาเรียบร้อยแล้ว(โดยวิธีใหนก็ได้ของประเทศนี้)
คุณจะเอาชาวบ้านมาหยุดการก่อสร้างโรงงานผม....
และผมแย้งว่าความผิดยังไม่เกิด ผมยังไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครสักคนเลย....
คุณว่าตัวคุณเองและชาวบ้านจะยอมให้ผมดำเนินการต่อใหม..?????
และคุณคิดว่าโรงงานประเภทนี้ มันสมควรจะอยู่ร่วมกับชาวบ้านโดยวิธีหนึ่งวิธีใดได้ใหม

โดยไม่ก่อเกิดปัญหาให้กับชุมชน.....

โรงงานเหล้าเบียร์

โรงงานเหล้าเบียร์ โรงงานยาสูบว่าไง ความเสียหายใหญ่หลวง คนไทยทุกคนล้วนแต่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการประกอบการโรงงานเหล่านี้ รวมทั้งคนมาบตาพุดด้วย เป็นการก่อปัญหามลพิษแบบเคลื่อนที่ แบบต่อเนื่องไปทุกหย่อมหญ้า ทุหัวละแหง ไม่จำกัดพื้นที่แค่ที่ตั้งโรงงาน อย่างมาบตาพุด ทำใมไม่มีใครพูดถึง

หยุดอุตสาหกรรมทั้งหมดดีไหม..ก

หยุดอุตสาหกรรมทั้งหมดดีไหม..กลับไปทำไร่ไถนาเหมือนบรรพบุรุษตั้งแต่เริ่มกรุงดีไหมหากเห็นว่าอะไรๆก็เป็นเรื่องทุนสามานย์..อะไรๆ ก็กล่าวหารัฐบาลก่อนๆ..ว่าทิ้งปัญหาไว้..พอกันทีเรื่องหยิบยกเอาปัญหาที่แก้ได้มาขยายเป็นเรื่องใหญ่โตเพื่อสร้างกระแสสร้างชื่อให้กับตัวเองแบบสส. สว.บางคน รวมทั้งตัวรัฐบาลด้วยพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้จริงจังต่อความเดือดร้อนของประชาชนสักเท่าไหร่หรอกนอกจากตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จไปวันๆ......วังเวงเต็มทีกับนักวิชาการการเมืองและศาลที่กลัวแต่กระแสสังคมโดยไม่คำนึงถึงหลักการ

ผลประโยชน์ของชาติคืออะไร

ผลประโยชน์ของชาติคืออะไร ฟังวรเจตน์แล้ว น่าให้เป็นนายก เพราะมุมมองรอบคอบ กว้างกว่าไอ้หน้าหล่อแต่ไม่มีน้ำยา ไฉนพวกผู้ดีสีม่ว..เชียร์อย่ได้ฮฺ??

โลกร้อนขึ้น ประเทศก็ร้อน

โลกร้อนขึ้น ประเทศก็ร้อน เราจึงมีฝนตกมาก มากจน "ฝนตกขี้หมูไหล...คนจัญไรมารวมกัน"
ทั้งขี้หมู ทั้งคนจัญไร เป็นมลภาวะทั้งคู่

"เกิดเรื่องทีไร พบคนจัญไร ที่นั่น" คนจัญไรเดินกันชวักไขว่ แทบชนกัน ทักษิณบินไป คนจัญไรบินตาม

"เงินทองสพัดไป คนจัญไร บ่ห่อนตาย" เรื่องยุบพรรค จ้างพยานเท็จ เขาก็จับได้, ตะหานหานใหญ่ขัดคำสั่งนายก จึงหาเรื่อง กับตะหานน้อย......ดูไป ดูไป คนจัญไรก็เต็มเมือง ยุค"ฝนตกขี้หมูไหล...คนจัญไรมารวมกัน" แม่นแท้

เรื่องนี้ อ.ชำนาญ จาก

เรื่องนี้ อ.ชำนาญ จาก ม.เที่ยงคืน ก็ได้เคยวิพากษ์ไว้แล้วตอนที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งฯออกมาใหม่ๆแล้วเช่นกัน แต่ก็พากันมองข้ามไปเสีย

.
"Friday, October 09, 2009

วิพากษ์คำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวฯ กรณีระงับ ๗๖ โครงการ ที่มาบตาพุด

โดย โดย ชำนาญ จันทร์เรือง www.pub-law.net
จาการที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและประชาชนชาวมาบตาพุด กับพวก รวม ๔๓ รายได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ๙๐๘/๒๕๕๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน วิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ตลอดจนละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
โดยเฉพาะตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่กำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน และให้องค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเสียก่อน
แต่ภายหลังรัฐธรรมนูญ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดยังคงรับเรื่องพิจารณา หรือให้ความเห็นชอบ อนุมัติ อนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพในพื้นที่จังหวัดระยองตามปกติเหมือนที่เคยทำมา มีจำนวนถึงกว่า ๗๖ โครงการ โดยไม่สนใจว่าจะต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายมาไปปฏิบัติในทันที ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีให้ระงับ ๗๖ โครงการ เพื่อคุ้มครองชุมชนมาบตาพุดไปเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ไปแล้วนั้น ทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย ผู้เขียนจึงจะนำประเด็นต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อความเจริญงอกงามในเชิงวิชาการด้านกฎหมายมหาชนที่จะต้องคำนึงถึงความสมดุลย์ของประโยชน์รัฐกับเอกชน
จากคำสั่งของศาลปกครองกลางที่สำนักงานศาลปกครองได้จัดทำเป็นเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์สรุปได้ว่า
ในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกับพวก ได้ยื่นคำขอมาพร้อมกับคำฟ้องโดยขอให้ศาลกำหนด
มาตรการหรือวิธีการคุ้มครองใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยขอให้ศาลมีคำสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรม จำนวน ๗๖ โครงการ ที่กำลังดำเนินการในพื้นที่ตำบลมาบตาพุด อำเภอบ้านฉาง และใกล้เคียงจังหวัดระยอง ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งศาลมีคำสั่งให้คู่กรณีมาฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ และมีคำสั่งให้คู่กรณีจัดส่งเอกสารและข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา และได้นัดไต่สวนเพื่อฟังคำชี้แจงของคู่กรณีและฟังถ้อยคำของผู้มีส่วนได้เสียเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๒ เพื่อรับฟังคำชี้แจงและการให้ถ้อยคำด้วยวาจาประกอบเอกสารที่ได้ยื่นต่อศาลไว้แล้ว
กรณีความเดือดร้อนเสียหายของผู้ขอที่ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราว
ศาลพิเคราะห์คำชี้แจงของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๔๓ ประกอบรายงานการประชุมของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ รวมทั้งการประกาศเขตควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ แล้ว
ข้อเท็จจริงรับกันและรับฟังได้ว่า ในเวลาที่ผ่านมาและในปัจจุบันปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณชุมชนมาบตาพุดมีอยู่จริงและมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และสถานการณ์ของปัญหามลพิษมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น จึงต้องประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ จึงเห็นว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีตามที่ขอมาใช้ได้ และผู้ขอจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปหากมีการอนุญาตให้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
กรณีความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นบทบัญญัติที่ได้รับการกำหนดไว้ใน หมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และเป็นสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยที่สำคัญประการหนึ่งที่บัญญัติรับรองไว้ตั้งแต่ประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เพื่อรับรองและคุ้มครองให้ชนชาวไทยสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน โดยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ซึ่งตามหลักสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญทำให้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายอนุวัตรการให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวเสียก่อน และศาลปกครองต้องผูกพันในการใช้บังคับและการตีความกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ๒๕๕๐ ที่บัญญัติว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง
บทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มีสาระสำคัญว่า สิทธิในการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน เพื่อเป็นเจตจำนงให้การบริหารราชการแผ่นดินต้องตระหนักถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ดี และเพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของการคุ้มครองสิทธิดังกล่าว ได้บัญญัติรับรองสิทธิที่เป็นกระบวนการเพื่อสนับสนุนการ
คุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ในมาตราเดียวกัน ได้แก่ สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
โดยความในมาตรา ๖๗ วรรคสอง ได้ยืนยันหลักในการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวไว้ว่าห้ามดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ และกำหนดเป็นบทยกเว้นไว้ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ การศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย และการให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากร ธรรมชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว
แต่หลักเกณฑ์ที่กล่าวมาเป็นเพียงข้อยกเว้น จึงต้องได้รับการปฏิบัติโดยเคร่งครัด คือ เมื่อจะออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคสอง ให้ครบถ้วนเสียก่อน นอกจากนี้ มาตรา ๖๗วรรคสาม ได้บัญญัติมาตรการซึ่งเป็นสภาพบังคับเพื่อให้มีการปฏิบัติให้เป็นบทบัญญัติมาตรา ๖๗ คือการรับรองสิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้
เมื่อบทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ให้มีการ
กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อแต่ละโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวจะได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ไว้ตามหลักการป้องกันล่วงหน้า มิใช่มีเจตนารมณ์ให้ออกใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงก่อน แล้วใช้หลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยาหากเกิดความเสียหายขึ้นในภายหลัง เนื่องจากหลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยาไม่ใช่หลักประกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ในการคุ้มครองสิทธิการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขในภายหลังหลายประการ
ดังนั้น จึงกำหนดหลักการป้องกันล่วงหน้า ทั้งที่เป็นกระบวนการไว้ในบทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง คือ การมีส่วนร่วม การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและจากองค์กรต่างๆ เป็นต้น และกำหนดหลักการซึ่งเป็นสภาพบังคับทางกฎหมายไว้ในบทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคสาม ว่า การฟ้องคดีเพื่อบังคับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรานี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้ว
เห็นได้ว่า คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐต้องผูกพันในการใช้อำนาจเพื่อกำหนดว่าประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ธรรมชาติและสุขภาพ ในทันทีที่บทบัญญัติมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ครบถ้วนก่อนที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพิจารณาออกใบอนุญาตตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ศาลได้พิเคราะห์คำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ภายหลังจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับเมื่อ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ แล้ว มีการออกใบอนุญาตให้แก่
โครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารคำท้ายฟ้อง โดยยังไม่ได้มีการกำหนดว่าโครงการหรือกิจกรรมใดเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ รวมทั้ง ยังไม่ได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐
ศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่มีปัญหาความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปัญหาว่า การกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี อาจเกิดปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น และอาจจะเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐตามคำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดและถ้อยคำของผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารท้ายคำฟ้องหรือไม่ นั้น
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวสามารถป้องกันแก้ไขและบรรเทาให้ลดน้อยลงได้ด้วยการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ และการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน
นอกจากนั้น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐ ซึ่งปรากฏในมาตรา ๓ วรรคสอง ให้รัฐดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมตามหลักนิติธรรม และมาตรา ๓/๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้กำหนดหลักการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไว้ด้วย
ศาลเห็นว่า เมื่อมีกรณีปัญหาความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับความ
รับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพที่เป็นเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ การกระทำทางการปกครองใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องตระหนัก
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการของโรงงาน
อุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษสูงซึ่งรวมกันอยู่ในพื้นที่มาบตาพุดอันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของประเทศมีอยู่จริงและส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ของปัญหามลพิษมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น จึงมีเหตุจำเป็นและเป็นการยุติธรรมและสมควรตามหลักนิติธรรม หลักการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และหลักการบริหารงานของรัฐอย่างยั่งยืนเพื่อการ
พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี จึงมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารหมายเลข ๗ ท้ายคำฟ้อง ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่าง
อื่น ยกเว้น โครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับใบอนุญาตก่อนวันประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นประเภทโครงการ
หรือกิจกรรมที่ต้องจัดทำ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้อง
จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทาง
การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการ
ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐
จากคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าว ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า
มาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองบัญญัติว่าในกรณีที่ศาลปกครองเห็นสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วก่อนการพิพากษาคดี ไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวและออกคำสั่งไปยังหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วย
จะเห็นได้ว่าในการกำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆเพื่อบรรเทาทุกข์แก่คู่กรณีนั้น กฎหมายบัญญัติให้คำนึงปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วย แต่ศาลได้ให้เหตุผลว่าปัญหาดังกล่าวสามารถป้องกันแก้ไขและบรรเทาให้ลดน้อยลงได้ด้วยการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ และการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่น่าจะถูกต้องเพราะนอกจากผลกระทบที่ตามมามากมายจากคำสั่งดังกล่าวตามที่ปรากฎตามสื่อสารมวลชนแล้ว ผู้เขียนยังเห็นว่าน่าจะเป็นก้าวล่วงข้ามแดนของการใช้อำนาจอธิปไตยของฝ่ายบริหารในการใช้อำนาจบริหาร ซึ่งศาลจะสามารถตรวจสอบได้เพียงในแง่ของความชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิใช่ในแง่ของความเหมาะสมหรือเป็นการกำหนดนโยบายให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้ฝ่ายตุลาการมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารที่ขัดต่อหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลการใช้อำนาจอธิปไตยตามหลักนิติรัฐซึ่งมีสาระสำคัญ ๓ ประการ คือ
(๑) บรรดาการกระทำทั้งหลายขององค์กรของรัฐฝ่ายบริหารจะต้องชอบด้วยกฎหมายที่ตราขึ้นโดยองค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติ
(๒) บรรดากฎหมายทั้งหลายที่องค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราขึ้นจะต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
(๓) การควบคุมไม่ให้การกระทำขององค์กรของรัฐฝ่ายบริหารขัดต่อกฎหมายก็ดี การควบคุมไม่ให้กฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ดี จะต้องเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรขอรัฐฝ่ายตุลาการซึ่งมีความเป็นอิสระจากองค์กรของรัฐฝ่ายบริหารและองค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติ
ฉะนั้น การควบคุมหรือตรวจสอบฝ่ายบริหารของฝ่ายตุลาการจึงสามารถทำได้ในแง่ของความชอบด้วยกฎหมาย มิใช่การควบคุมในแง่ของความเหมาะสม
อนึ่ง กรณีของมาบตาพุดนี้แตกต่างจากกรณีของการขายหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมิให้ขายหุ้นเพราะหากมีการเปิดขายหุ้นไปแล้วย่อมที่จะยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง แต่กรณีกลับกันในกรณีมาบตาพุดนี้เมื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้วกลับทำให้เกิดความยากลำบากในการบริหาราชการแผ่นดิน และหากมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องย่อมยากที่แก้ไขเยียวยาให้การบริหารหรือภาวะเศรษฐกิจการลงทุนกลับสู่สภาพเดิม
อย่างไรก็ตามแม้ว่ากรณีมาบตาพุดนี้ศาลเห็นว่าการกระทำทางการปกครองใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จนเป็นเหตุให้ศาลกำหนดมาตรการชั่วคราวฯขึ้น แต่ก็มิได้หมายความว่าเป็นการวินิจฉัยว่าฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะยังต้องมีการพิจารณาพิพากษาจนถึงที่สุดเสียก่อน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงเป็นการชอบแล้วที่ฝ่ายรัฐและผู้มีประโยชน์ได้เสียจะได้อุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดเพื่อวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานต่อไป"

--------------------------

๑. อำนาจบริหาร.....ของรัฐบาล

๑. อำนาจบริหาร.....ของรัฐบาล ถูกล้มไปแล้ว ๓ รัฐบาล(ทักษิณ สมัคร สมชาย)

๒. อำนาจนิติบัญญัติ.....ผู้แทนราษฎรย้ายพรรครับค่าจ้างกันหลายคน สภาไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีอุดมการณ์ใดๆ..ได้รัฐบาลปัจจุบัน หน้าเนื้อใจเสือ,ใช้กฏโจร๕๐ บริหาร,บริหารประเทศแบบกู้เงินมาใช้ เกิดทุจริตในทุกโครงการ ประชาชนเดือดร้อนตกงานไม่มีอาชีพ

๓. อำนาจตุลาการ, ตุลาการศาล ชั้นหัวหน้าหลายคน ไปร่วมประชุม หารือกับทหาร ล้มรัฐบาล ที่บ้านไอ้หัวเถิก..ประชาชนไม่เชื่อถือ และกลายเป็นศาลพระภูมิ ไปแล้ว

ระบบอำมาตย์.ได้ทำให้ประชาธิปไตยไทยย่อยยับ ประเทศจึงย่อยยับดังช่นวันนี้ ....คนอะไร อัปรีย์ได้ถึงเพียงนี้

๑. อำนาจบริหาร.....ของรัฐบาล

๑. อำนาจบริหาร.....ของรัฐบาล ถูกล้มไปแล้ว ๓ รัฐบาล(ทักษิณ สมัคร สมชาย)

๒. อำนาจนิติบัญญัติ.....ผู้แทนราษฎรย้ายพรรครับค่าจ้างกันหลายคน สภาไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีอุดมการณ์ใดๆ..ได้รัฐบาลปัจจุบัน หน้าเนื้อใจเสือ,บริหารประเทศแบบกู้เงินมาใช้ เกิดทุจริตในทุกโครงการ ประชาชนเดือดร้อนตกงานไม่มีอาชีพ

๓. อำนาจตุลาการ....องคมนตรีสายทหาร และตุลาการศาลชั้นหัวหน้า หลายคน ไปร่วมประชุมหารือกัน ล้มรัฐบาล ที่บ้านไอ้หัวเถิก ประชาชนไม่เชื่อถือ มันได้กลายเป็นศาลพระภูมิไปแล้ว

ระบบอำมาตย์ได้ทำลายอำนาจทั้ง๓ของประชาธิปไตยไทยเสียย่อยยับ ประเทศชาติย่อยยับในวันนี้ เพราะอำมาตย์.....คนอะไร อัปรีย์ได้ถึงเพียงนี้

คิดว่าใบตองแห้งโดดเด่นจริงๆเร

คิดว่าใบตองแห้งโดดเด่นจริงๆเรื่องการสัมภาษณ์ จับประเด็นต่างๆได้ดี

ประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยเห็นใคร

ประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยเห็นใครพูดถึง

ก็คือในบรรดาCouncil of Stateที่ให้ความเห็นไปว่า ยังไม่มีกฏหมายลูกให้ดำเนินการอนุมัติไปอย่างเดิมได้ หลายคนมีตำแหน่งหน้าที่ หรือรับjobเป็นที่ปรึกษาให้กับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มาลงทุนในมาบตาพุต อย่างนี้จะมองว่าเป็นการมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้หรือเปล่า? แล้วสิ่งที่ให้ความเห็นออกไปก็ได้สร้างตราบาปให้สังคมอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ทราบว่าสมควรจะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยหรือไม่?

และหน่วยงานที่อนุมัติโครงการ ก็เลยรีบอนุมัติไปเหมือนพยายามปล่อยผี ก่อนที่กฏหมายใหม่จะออกมา กลัวนายทุนจะเสียผลประโยชน์? แต่ไม่กลัวชาวบ้านจะต้องตาย ห่ า เพราะผลกระทบจากมลพิษ?

รัฐบาลก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะอ้างว่ายุ่งเรื่อง"เคารพธงชาติ ทั้งหมดตรง" เลยไม่มีเวลาเสนอร่างพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

สรุปว่าไม่ไช่ความผิดของใครทั้งนั้น ผิดที่"เสือก"เกิดมาในประเทศไทยว่างั้นเถอะ

ทั้งหมด-ทั้งมวล

ทั้งหมด-ทั้งมวล ที่มาบตาพุดเผชิญปัญหาอยู่ปัจจุบัน เป็นความไร้เดียงสาของคนไทยตั้งแต่สมัยอดีตมาจวบจนปัจจุบัน

ต้องกล่าวหาว่า พวกเขารู้ไม่เท่าทันโลกแห่งสายรุ้ง "ปิโตรเคมี" ที่พวกเขาชักนำมาโดยเหล่านักเล่นแร่-แปรธาติ ต่างชาติที่เข้ามาลงทุน คือการแปรรูปสิ่งที่นำมาจากธรรมชาติในชั้นเปลือกโลกเช่นก๊าซและน้ำมันดิบ ..ให้เป็นเงิน-เป็นทอง .

เกิดการการขน-ย้าย และก่อสร้างโรงงานในพื้นที่แห่งภาคตะวันออก"อิสเทิร์ซีบอร์ด" ทำให้เศษฐกิจรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ชาวไทยก็ตื่นเต้นกับนวตกรรมสิ่งใหม่ๆที่แปรรูปมานั้น และชื่นชมกับชื่อใหม่ว่า "โชติช่วงชัชวาลย์" ประเทศนิคจึงเจริญรุ่งเรืองได้อย่างเหลือเชื่อ... ด้วยอุตสาหกรรม "ปิโตรเคมี" ที่อยู่รวมกันกับชาวเมืองได้อย่างใกล้ชิด คือ: อยู่ห่างกันไม่เกิน 3กิโลเมตร"

เมื่อต่างคน-ต่างอยากร่ำรวย ย่อมไร้การกีดกั้น อิสระในการทำมาหากินในอาชีพของตน ...จึงเกิดมีธุรกิจต่างๆอยู่รายล้อมอุตสาหกรรม"ปิโตรเคมี" ให้บริการผู้คนที่เข้ามาทำมาหากินในถิ่นนี้อย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ แม้แต่น้อย

องค์กรใหญ่ๆแข่งขันกันอย่างครึกครื่น ...TPI - PTT- SCG และอีกนับไม่ถ้วน...รายเล็กๆ ย่อยๆ ต่างเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งนี้

เมื่ออยู่รวมกันมากขึ้นย่อมเกิดการแย่งชิง การอุปโภค-บริโภค ทั้ง น้ำ-ไฟฟ้า มีการลักลอบถ่ายเทของเสียลง แม่น้ำ-ลำคลอง และในอากาศ

แต่ผู้บริหารประเทศไทยยุคนั้นๆ หาได้สร้างบท-บัญญัติ หรือขีดวงล้อมให้อยู่ระหว่างชุนชนและโรงงาน... ไม่มีกฎหมายใดๆที่ควบคุมได้อย่างเที่ยงตรง - แน่นอน เพราะมัวแต่ "แย่งชิงเอาผลประโยชน์และความอุดมสมบูรณ์ให้กับตนเองและพวกพ้อง...

ผ่านมากี่ยุค-กี่สมัย ของเหลือจากขบวนการแปรรูปเป็นอันตรายที่สุดสำหรับชีวิตมนุษย์,ทั้งพืชและสัตว์ ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ จนเกิดปัญหา"มลพิษในน้ำและอากาศ"มากขึ้นและมากขึ้น เรื่อยๆ

(ต่อ) ตำนานที่น่ากลัว

(ต่อ) ตำนานที่น่ากลัว เพราะคร่าชีวิตผู้คน ใน "ระยอง-มาบตาพุด-บ้านฉาง" ผ่านมา10ปี ถึงปัจจุบัน คือ"โรคเอดส์" หาใช่โรคอื่นใด...ใครเป็นอะไรตาย ...โยนให้ "โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง" ชาวบ้านกลัว คือ "เอดส์" ไม่กลัวมาบตาพุดหรอก ....เพราะหากกลัว ต้องย้ายหนีไปแล้ว...มีแต่เขยิบเข้าใกล้ ...

ปัญหาวันนี้ ปีนี้ ....ไม่ใช่ "มลพิษ" แต่เป็นรัฐธรรมนูนปี พ.ศ.2550 ต่างหาก....การพิจารณาให้ธุรกิจ อุตสาหกรรมที่"ระยอง-มาบตาพุด-บ้านฉาง" ต่างถูกวิพาก-วิจาญอย่างหนัก ...จนเรื่องราวใหญ่โต อาจทำให้ระบบเศษฐกิจ ท้องถิ่นล้มจมได้ และอาจกระเทือนถึงรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะ การไม่สอดคล้องของนโยบายลงทุนของต่างชาติ ในอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด กับการปฎิบัติให้ได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูน 67วรรค2 นั้น ช่างยากเย็นเหลือเกิน...ในวันนี้..

น่าเห็นใจผู้บริหารประเทศในยามนี้ แต่ทำไมที่ "ไทยออย์" หรือที่อื่นๆไม่มีปัญหา..การก่อสร้าง....ดันมีแต่ที่ "มาบตาพุด"

ระวังละเมิดอำนาจศาลนะขอรับท่า

ระวังละเมิดอำนาจศาลนะขอรับท่าน

ถ้าวิเคราะห์วิจารณ์ อยู่บนหลักการทางวิชาการ ได้ขอรับศาลท่านให้วิจารณ์ได้

ด้วยความเคารพยิ่ง

การแสดงความเห็นของประชาชนทุกคนเป็นสิ่งที่ดี เป็นการสะท้อนให้เห็นความรู้สึก ความต้องการของประชาชน

แต่มันติดตรงที่ว่าเราๆ ท่านๆ เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ เวลาจะเตะต้องศาลท่าน ท่านมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ครับ

น่าสนใจ น่าศึกษา

น่าสนใจ น่าศึกษา เยอะไปหน่อยก็น่าอ่าน น่าศึกษา มีเหตุผล และกฎหมายประกอบ

อ่าน ๆ กันหน่อย สนับสนุน คนไทยอ่านหนังสือเยอะ ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แต่ที่ข้าผู้น้อยสงสัย คือ การศึกษาผลกระทบสุขภาพอนามัย

เราจะให้คำนิยามนี้ อย่างไร มีขอบเขตเท่าใด ครอบคลุมถึง สุขภาพทางจิตใจด้วยหรือไม่ขอรับ

แม้การดำเนินโครงการทั้งหมด ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องทั้งหมดแล้ว ก็คือ หมายความว่า โครงการทุกโครงการดำเนินการได้ คือ สร้างโรงงานและเดินเครื่องได้

แต่มันกระทบต่อสุขภาพทางจิตใจของประชาชนล่ะ ขอรับอยู่โดยไม่มีความสุข อยู่อย่างหวาดผวา ทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกค่ำคืนที่ต้องข่มตาหลับ แต่ไม่รู้ว่าจะมีแก๊ซพิษรั่วไหลปนเปื้อนออกมาสู่บรรยากาศ วันไหน หรือเกิดอุบัติเหตุโรงงานระเบิด ฯลฯ อุ้ยไม่อยากจะคิด เพราะความหวั่นวิตก สุขภาพทางใจคงบอบช้ำ

555+++

ดูทั้งหมดที่นี่

ดูทั้งหมดที่นี่ http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm

7 ธันวาคม 2552

เรื่อง ประชาชนมาบตาพุดต้องการอุตสาหกรรมต่อไป และโปรดพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

กราบเรียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

ตามที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนรัฐาลด้วยการส่งคณะนักวิจัยลงพื้นที่มาบตาพุดเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่เมื่อวันที่ 14, 15 และ 22 พฤศจิกายน ศกนี้ และได้สรุปผลการศึกษามานำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อการใช้ประโยชน์ต่อไป

โดยสรุปแล้ว การศึกษานี้พบว่า ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนในการตัดสินอนาคตของตนเองโดยให้เข้าเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด สำหรับทางออกที่ควรดำเนินการสำหรับรัฐบาลก็คือ

1. ควรดำเนินคดีกับการปล่อยมลพิษของโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายและละเมิดต่อชุมชนโดยเคร่งครัด

2. ควรจัดทำประชามติเพื่อแสดงฉันทามติและเป็นการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

3. ซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงการจ่ายค่าทดแทนให้เหมาะสม ซึ่งอาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาด

4. และรัฐบาลควรพิจารณาเสนอรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 67) ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่รับฟังเสียงของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ แต่ถือเอาความเห็นขององค์การและสถาบันบางแห่ง

อนึ่งการสำรวจวิจัยนี้ มูลนิธิขอยืนยันว่าได้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีอคติ และไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ
(ดร.โสภณ พรโชคชัย)
ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

ผลสรุปการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุดได้กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง จนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในคดีเกี่ยวกับโครงการอุตสาหกรรม 76 โครงการ <1> ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จึงส่งอาสาสมัครนักวิจัยออกสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อสะท้อนภาพของปัญหาจากประชาชนเจ้าของพื้นที่จริง ..........................

เอาไงดีละ

เอาไงดีละ ฟังใครดีละ..มีแต่คนดีคนถูกทั้งนั้นสังสัยแก๊สโซฮอลแหละผิด

อ่านความเห็นของอ.วรเจตน์แล้ว

อ่านความเห็นของอ.วรเจตน์แล้ว ดูท่าในที่สุดของคดี ชาวมาบตาพุดอาจจะแพ้ได้นะ คุณใบตองแห้งหาโอกาสได้ดีในการสัมภาษณ์อ.นะ

ครับเรื่องนี้ปัญหาต้นน้ำคือกา

ครับเรื่องนี้ปัญหาต้นน้ำคือการให้ใบอนุญาติ นั้นถูกต้องหรือไม่? แต่เราไปอนุโลมเรื่องนี้ให้ตกไปที่ความเสียหายมหาศาลต่อการบริหารและกระทบมากมายมหาศาลถ้าเล่นกันตรงนี้(ซึ่งมิติความรับผิดชอบคือคนให้ใบอนุญาติ) และเรื่องนี้การมองการเคารพสิทธิก็ต้องมองให้ครบทุกมิติด้วย

ไม่ใช่แค่มิติเดียวคือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ แต่สิทธิของผู้ลงทุนด้วย?ปัญหาคือเขาทำผิดอะไร?(เด้กยังไม่ได้เกิดโดนข้อหาตดเหม็นไว้ก่อนแล้วจึงห้ามเกิด)ก่อนที่จะได้รับผลกระทบไปเต็มๆแบบนี้(เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องกระบวนการในผลเชิงประจักษ์เขายังไม่ได้ทำอะไรผิด? โรงงานยังไม่ได้สร้างแต่ไปออกแบบความผิดให้เขาแล้ว) ที่สำคัญประชาชนยังไม่ได้รับผลจากการกระทำต่อการกระทำที่จะกำหนดฐานความผิดของเขาตรงนี้(เป็นการคาดการณ์ที่ต้องใช้เหตุผลทางเทคนิคที่ข้อจำกัดของหน้าที่ศาลไปฟันธงความผิดแบบนี้ไม่ได้)

แต่สิ่งที่อ.วรเจตน์แมสเซสที่สำคัญคือปัญหาการใช้กฎหมายเชิงแอคทีฟเซฟฯ(จะถูกต้องตามภาษาทางกฎหมายหรือไม่และที่องใช้คำว่าextremeหรือสุดขั่วนั้น)จะนิยามเดียวกับผมหรือไม่? เพราะผมใช้ภาษากลางๆไม่ใช่ศัพย์เฉพาะทางกฎหมาย นั้นคือรูปแบบการใช้กฎหมายเชิงแอคทีฟเซฟฯ(ป้องกันก่อนวัวหาย) หรือแพสซีฟเซฟฯ(วัวหายค่อยล้อมคอก)

ที่จริงๆภาษานี้เป็นภาษาทางวงการรถยนต์มากกว่า? แต่ผมเห็นว่ามันตรงกว่าคำว่าextreme ของอ.สำหรับผม

ที่ผมเคยวิจารณ์กรณีเรื่องการระงับแถลงการณ์ร่วมไทยเขมร เรื่องขึ้นทะเบียนมรดกโลกเขาพระวิหาร ซึ่งตอนนั้นผมเห็นแย้งอ.เรื่องการใช้กฎหมายเชิงแอคทีฟเซฟฯ ชึ่งเรื่องนั้นผมเห็นด้วยว่าต้องใช้แบบแอคทีฟเซฟฯมันเป็นเรื่องของเนื้อหา(คือเห็นผลความเสียหายเชิงประจักษ์แล้ว) และผมก็ได้ชี้ไปว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ควรจะมีในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ(ม.190) แต่ควรมีในกำหมายประกอบฯคือร.50มันคือรัฐธรรมนูญฉบับ"รัดซ่ะทำมันนูน"คือเขียนให้มันมัดจนทำอะไรไม่ได้มันจะพันแข้งพันขากับงานบริหารหรืองานอื่นไปหมด

แต่กรณีนี้(มาบตะพุด) มันเป็นเรื่องของกระบวนการที่ยังไม่เห็นความเสียหายเชิงประจักษ์ของผลการกระทำที่ได้รับผลการตัดสินนั้น

แต่ศาลให้เหตุผลอย่างกว้าง ในมิติเชิงแอคทีฟฯ(ล้อมก่อนวัวหาย) แต่ปัญหานี้คือใครทำวัวหายล่ะ?ใช่ผู้ลงทุนทุกคนตรงนี้ที่ได้รับผลจากกฎหมายนี้หรือยัง? ควรเหมาเข่งไหม?การสร้างบรรทัดฐานที่ดีขึ้น มันต้องสังเวยเหยื่อยบริสุทธิแบบนี้ไหม? มันสะท้อนกระบวนการยุติธรรมเราแบบไหน?

แม้ผมจะเคยเห็นค้านองวรเจตน์เรื่องแถลงการณ์ร่วมฯกับการใช้กกหมายเชิงแอคทีฟเซฟฯในทำนองสนับสนุนฝ่ายที่ใช้แย้งความเห็นอ. แต่เรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับอ.เพราะเงื่อนไขต่างจากเรื่องแถลงการณ์ร่วมฯนั้นคือ มันเป็นเรื่องกระบวนการ ฐานความผิดเชิงประจักษ์ยังไม่เกิด?

จึงไปใช้กฎหมายเชิงแอคทีฟฯ(ล้อมคอกก่อนวัวหาย)แบบที่ว่าไม่ค่อยเห็นด้วยนัก และเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่กรณีใช้กฎหมายเชิงแอคทีฟฯ แต่เป็นการใช้แบบเคร่งครัดหรือextremeเพื่อเจตนาสร้างบรรทัดฐานใหม่(แต่จะข้ามความยุติธรรมโดยสังเวยใครแบบนี้ไม่ได้) มากกว่าจน มันทำให้ งานด้านตุลาการไปขัดขางานบริหารหรือมิติอื่นๆเช่นการค้าการลงทุนมิติความเชื่อมั่น(มหาศาลความเสียหายสังเวยการพันแข้งพันขาของโครงสร้างสัดส่วนอำนาจในร.50ที่มั่วตอนนี้) อย่างทำงานใครทำงานมัน แม้ทุกคนจะอ้างหน้าที่ แต่ เพราะการออกแบบสัดส่วนอำนาจสามอำนาจหลักไม่ดีไม่ได้สมดุล แต่มันมีแต่ออกแบบในทางดันกัน

และที่ผมชี้ไปว่าร.50 ไปให้อำนาจศาลผ่านหลายๆอย่างจนอำนาจศาลมั่วทุกสนามได้จนทำให้สัดส่วนโครงสร้างอำนาจสามอำนาจหลักมันเบี้ยว แทนที่มันควรจะดุลกันหรืออิสระในงานศาล แต่มันไม่ใช่? กลายเป็นอำนาจซ้อนอำนาจมั่วแบบขัดขากันแบบนี้???

แม้กรณีนี้จะไม่ชัดมาก ศาลยังไม่ได้มั่วเพราะอำนาจศาลทำงานตามหน้าที่ในม.67 แต่โครงสร้างอำนาจในการกำหนดบทบาทหน้าที่ในร.50ต่างหากทำให้เกิดปัญหา เช่นม.190 และเรื่องแบบนี้ผมเคยชี้ไว้ว่า มันควรเป็นรายละเอียดในกฎหมายลูกฯที่ว่าไว้ในรายละเอียดของกระบวนการฯ(เขาจะเข้าใจงานตกแต่งภายในดีกว่างานโครงสร้างอย่างกกหมายแม่หรือกฎหมายร.แบบปี50)

ที่ มันไม่ควรเขียนให้มัดด้วยร.ปี50ให้ขาดความยืดหยุ่นในการบังคับใช้กฎหมายเพราะกฎหมายแม่มั่วทุกสนามแบบหลงจู้เกินไปมันจึงขาดสภาพความยืดหยุ่นต่อการบังคับใช้ เพราะความละเอียดอ่อน เข้าใจในรายละเอียดเชิงโครงสร้าง(กฏหมายแม่) กับงานตกแต่งภายใน(กฎหมายลูก)ไม่เหมือนกัน?

เรื่องนี้ถ้าจะให้คลี่คลาย ผมเห็นว่าทางที่ควรคือให้ผู้เสียหาย และผู้ถูกกล่าวหา หาทางเจรจา และหาทางออกร่วมกันทำเรื่องให้มันแคบลงเป็นไมรโครฯไม่ใช้แมคโครฯถึงขนาดเอากฏหมายแม่มาขี้ช้างไล่จับตั๊กแตนแบบนี้(แต่สร้างผลเสียหายมหาศาลแบบหญ้าแพรกแหลกราน เพื่อจับตั๊กแตนตัวเดียว)

แล้วให้คลี่คลายเพื่อลดความขัดแย้ง อย่างมีคนกลาง ให้ยุติที่คู่กรณี โดยที่หน้าที่ศาลอย่าขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน หรือไปออกแอ็คชั่นเกินเหตุ ใช้กฎหมายเชิงแอคทีฟฯต่อกรณีแบบนี้?

ไม่ควรไปใช้กฎหมายเคร่งครัด แม้เจตนาดีในการเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีต่อไปแม้เจตนานี้ผมเห็นด้วย? แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีการแบบนี้จะถูกต้อง?หรือจะเห็นด้วย เพราะสร้างผลกระทบมากมายมหาศาลและผิดหลักงานการยุติธรรมหรือหน้าที่ตุลาการ

เพราะเป็นการใช้การคาดกาณ์ไปกำหนดฐานความผิดต่อกรณีที่เป็นกระบวนการที่ยังไม่แสดงฐานความผิดเชิงประจักษ์?(ตรงนี้สำคัญมากต่อหลักยุติธรรม) ที่มันยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ฐานความผิด(ที่สำคัญคนตัดสินตรงนี้เป็นทางเทคนิคไม่ใช่ศาลด้วย) มันจึงผูกขาดการตัดสินทั้งระบบไว้ที่หน้าที่ศาลอย่างเดียวแบบนี้ไม่ได้ และให้โอกาสในการปรับแก้สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในกระบวนการ

เรื่องแบบนี้จึงต้องลดตัวเองลงมา ให้คู่กรณี หาความเข้าใจให้ตรงกันจนสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันได้ ทำให้มันเป้นเรื่องนิดเดียว อย่าให้มันบานปลายด้วยการไสช้างมาไล่จับตั๊กแตน ออกแอ็คชั่นแบบนี้ นั้นคือต้องผ่านขั้นตอนของกระบวนการ แต่อย่าไปมัดด้วยกระบวนการของศาลจนทุกฝ่ายทำอะไรไม่ได้?ทั้งที่เรื่องนี้หน้าที่ศาลควรเป็นส่วนหนึ่งในการคลี่คลาย ไม่ใช่ผู้ผุกขาดกำหนดทิศทาง

และถ้าออกแอ็คชั่นแบบหลุดๆอย่างนี้? ศาลเองก็อาจจะบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมเช่นกัน? ต่อฐานความผิดที่เกิดขึ้น(รง.ยังไม่ได้เปิดหรือเด็กยังไม่ได้เกิดก็โดนข้อหาตดเหม็นแล้วแถมต้องคดีข้อหาตดเหม็นจนต้องโดนบังคับสิทธิการเกิดให้เขา)

มันตลกไปไหมล่ะเรื่องเล้กๆแค่นี้ เด้กจะตายคนจะเกิดแค่นี้เองทำเป้นเรื่องใหญ่ขี่ช้างไล่จับตั๊กแตนจนหญ้าแพรกแหลกรานไปได้ โถ่!ประเทศชาติ???

อ้อครับเพิ่มเติมกรณีข้อแย้งขอ

อ้อครับเพิ่มเติมกรณีข้อแย้งของคุณสุทธิ(บังเอิญเห็นแว๊ปๆที่คุยในรายการคุยนอกทำเนียบของคุณวีระ) แม้ผมจะไม่ได้ดูทั้งรายการวันนั้นเพราะสลับดูรายการอื่น

แต่ค่อนข้างสนใจคำแย้งของคุณสุทธิ ต้องยอมรับตรงๆว่าผมชื่มชมบทบาทคุณสุทธิในการเลือกยืนข้างปชช. ซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ม.67 และของผม เพราะเห็นว่าความเดือดร้อนของชุมชนเป็นเรื่องใหญ่เพราะเงินลงทุนหรือนักลงทุน ถ้ามาไม่ดีก็คล้ายๆการค้าบริการทางเพศจนเกินแหล่งเสื่อมโทรมในพื้นที่ได้(นั้นคือถ้ามองอีกมิติหนึ่ง)

แต่ในอีกหลายมิติในเชิงการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตชุมชน(ที่ผมพยายามต่อสู้พื้นที่ตรงนี้เพื่อปชช.จนเคยเสนอสภาคู่ขนานของการเมืองภาคปชชนั้นคือสภาผู้นำชุมชนคล้ายๆบทบาทสภาพัฒนฯ เพื่อเพิ่มพื้นที่การเมืองภาคปชชและลดการถูกปกครองจากนักปกครองปชต.

ที่เป็นปชตแบบไทยๆในโครงสร้างทางอำนาจแบบปลากระป๋องแห่งชาติแพคเกตเดียวรวมศุนย์ที่เขวี้ยงอะไรไม่รู้มาจากส่วนกลางคือคิดเบล็ดเสร็จเด็ดขาดจากข้างบนแล้วก็โยนโคลมลงมาข้างล่าง(รูปธรรมของปัญหาที่ชัดที่สุดคือ3จว.ใต้)

เรื่องนี้คล้ายๆกัน เบื้องต้นผมจึงเห็นด้วยกับคุณสุทธิและชื่นชมบทบาทนั้น แต่ ต้องดูเนื้อรายละเอียดให้ครบทุกมิตินั้นคือมิติการให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และไม่ควรละเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามหลักยุติธรรม เช่นที่เป็นสิทธิของนักลงทุน

และกรณีที่คุณสุทธิแย้งผมว่าปัญหามันเกิดเชิงประจักษ์แล้วนั้นคือพื้นที่ตรงนั้นถูกประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษพิเศษ และมีรายงานผลกระทบ จนเกิดมีกรณีป่วยหลายกรณีที่โยงกับเรื่องนิคมฯนี้

แต่คุณสุทธิพูดถึงนั้นคือข้อกฎหมายเดิมของเฟสแรก ซึ่งมันจะไปใช้มาเป็นเงื่อนไขทางข้อกฎหมายต่อเฟสที่กำลังก่อสร้างแบบกรณีมติศาลปกครองต่อกรณีแบบนี้มาโยงกันแม้มันคนล่ะเรื่องเดียวกัน แต่ เนื้อหาของข้อกฎหมายที่เปลี่ยนไปตามวาระ และเหตุการณ์จึงต้องแยกแยะเป็นสองเหตุการณ์ในข้อกฎหมายที่จะบังคับใช้ก่อน

เพราะเฟสแรกตอนสร้างยังไม่มีกติกาแบบนี้ แม้แน่นอนปัญหาเกิดเราจะละเลยนิ่งเฉยไม่ได้ ในแง่ของการระงับเหตุปัญหาเดิม ถ้ารัฐจะต้องดูแลเพิ่มเติมในแง่กฏหมายเข้าไปดูแลเพิ่ม แต่มีเงื่อนไขข้อกฎหมายในเฟสสองที่ต่างกัน

ดังนั้นที่แย้งว่าปัญหาเชิงประจักษ์มันมีแล้ว(แย้งผมเรื่องเด็กยังไม่ได้เกิดก็ให้ข้อหาตดเหม็นแล้วที่ผมหมายถึงเฟสที่กำลังสร้างและคือปัญหาการระงับฯนี้)คือถ้าไม่แยกสองกรณีจะงง มาก? และจะเห็นคล้อยตามคุณสุทธิทั้งหมด แม้สองเรื่องเป็นเรื่องต่อเนื่องกันและเกี่ยวเนื่องกัน

เหมือนเด็กที่กำลังจะเกิดมีสายพันธุ์ที่เป็นพิษและไม่เป็นพิษแต่อยู่ในบ้านเดียวกัน ดังนั้นการมองปัญหาด้วยการคาดการณ์ว่า พ่อเคยพิษลูกก็ต้องเป็นพิษ จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมคือห้ามมันเกิด?

แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่ตรงนั้นมันบังเอิญปฎิสนธิไปแล้ว จนท้องเตรียมคลอดแล้ว แล้วการทำให้เกิด(การอนุญาติของรัฐต่อเอกชนนักลงทุนก็สู่ขอแต่งงานกันอย่างไม่มีปัญหาคนที่กำลังท้องโตทำตามขั้นตอนขณะนั้นจนได้ใบอนุญาติอย่างถูกต้อง)

พอมามีปัญหาว่าเด็กที่จะเกิดมานี้ด้วยสายพันธุ์แบบนี้ เกิดมาต้องสร้างปัญหาแน่ๆ(แต่ยังไม่เกิดที่ผมแย้งเรื่องเป็นเรื่องกระบวนการ การเลี้ยงดูที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้) แม้สายพันธุ์เดิมจะพยากรณ์ได้จากเฟสแรกว่ามีปัญหา

แต่ปัญหาที่แท้จริงนั้นเกิดจากกระบวนการการเลี้ยงดูไม่ใช่เนื้อหาความผิดเชิงประจักษ์คือเกิดมาก็เอี๊ยเลย? นั้นคือเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการ ไม่ใช่ เนื้อหาเชิงประจักษ์ที่ฟันธงได้เลยออกมาร้อง อุแว้ๆมาที่นอกจากปากแหว่งเพดานโหว่ ยังตดเหม็นเลยใครดมถึงเป็นพิษล้มตายเลย นี่คือความผิดเชิงประจักษ์?

ซึ่งเรื่องนี้กรณีนี้มันไม่ใช่แบบนั้นขนาดนั้น มันเป็นกระบวนการการดูแลเลี้ยงดูบริหารจัดการ ควบคุม ด้วยกติกาด้วยมาตรการ นั้นคือมันเป็นกระบวนการดังนั้นหน้าที่ศาลจึงต้องให้ความเป็นธรรมเชิงกระบวนการ ไม่ใช่ไปใช้วิธีการคาดการณ์แล้วไปพยากรณ์ชี้ความผิดเชิงประจักษ์ก่อนเลย

การระงับจึงต้องระงับเหตุเชิงกระบวนการ(นั้นคือให้เขาทำมาให้ถูกต้องแบบไหนอย่างไรเชิงกระบวนการ) ไม่ใช่สั่งประหารด้วยความผิดเชิงประจักษ์เลย เช่นระงับหมดห้ามก่อสร้างห้ามให้เกิดมาก่อนเลย? แต่พัฒนาการเชิงกระบวนการมันต้องเดินหน้าเด็กมีพัฒนาการเป็นแขนเป็นขาชัดขึ้นทุกวัน

นั้นคือกระบวนการศาลขณะนี้ไปใช้คำสั่งระงับการเกิดตามกระบวนการแบบนี้ด้วยโทษเชิงประจักษ์ให้เด็กที่ยังไม่เกิด มันจึงผิดหลักยุติธรรม???

ผมจึงเห็นว่าหน้าที่ศาลต่อกรณีนี้ ควรมีบทบาทการระงับเหตุเชิงกระบวนการ ไม่ใช่ไประงับเหตุแบบสั่งประหารความผิดเชิงประจักษ์เลย ด้วยอ้างการผิดขั้นตอนโดยไม่ได้ให้โอกาสเชิงกระบวนการในที่มาของการผิดขั้นตอนและถ้าจะอ้างว่าการผิดขั้นตอนนั้นล่ะคือความผิดเชิงประจักษ์จึงชี้เปรี้ยงลงมาให้ระงับหมด?

มันจึงเป็นการออกแบบโทษล่วงหน้าไว้อย่างเหมาเข่งทำให้การตัดสินแบบนี้ขัดหลักยุติธรรม? หรือไม่เป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย(แม้มีฝ่ายหนึ่งที่ได้หรือชุมชนตรงนั้นได้ผมดีใจด้วยซ้ำ) แต่เนื้อหาคำตัดสินที่ขาดความเป็นธรรมต่ออีกฝ่ายและความเสียหายมหาศาลกว่านั้นมากเชิงเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น(ตรงความเชื่อมั่นนี่หนักสุดกว่าจะเยียวยาได้หลายสิบปีหรือทิ้งโอกาสไปเลย)

ตรงนี้ล่ะครับคือปัญหาในการใช้กฎหมายเชิงเคร่งครัด(extreme)หรือเชิงแอคทีฟฯด้วยเจตนาเพื่อแก้ไขปัญหาแบบป้องกันก่อนวัวหาย แต่เงื่อนไขที่มันเอาไปใช้ไม่ได้คือเงื่อนไขของโจทย์ที่เป็นกระบวนการ มันไม่ใช่โจทย์ที่มีเนื้อหาเชิงประจักษ์ มันจึงทำให้เกิดการไปออกแบบความผิดล่วงหน้าให้สิ่งที่ยังไม่เกิด?

ซึ่งสิ่งที่กำลังจะเกิดนั้นมันเป็นในทางที่อาจจะไม่สร้างความผิดเลย? หรือสร้างอย่างมหาศาลเลย?(และถึงตรงนั้นควบคุมยากก้วัวหายแล้วมาล้อมคอกใช้กกหมายเชิงแพสซีฟเซฟฯ) แต่เรื่องนี้ที่ขึ้นอยู่กับกระบวนการหรือการเลี้ยงดู,ควบคุมที่ดีในกติกาที่เข้าถึงบริหารจัดการทุกมิติทั่วถึง นั้นคือการปรับพฤติกรรมในส่วนของกระบวนการ

ศาลจึงไม่มีหน้าที่ไปชี้ความผิดก่อนเกิดจึงต้องให้โอกาสเชิงกระบวนการ นั้นคือศาลต้องให้โอกาสฝ่ายเสียหายจากการตัดสินได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการอย่างถูกต้อง แต่เท่าที่ทราบ สิ่งที่คุณสุทธิชี้ไว้ล่าสุดว่ากระบวนการทางศาลน่าจะยุติแล้ว ไปในขั้นตอนการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลชี้แล้ว นั้นคือผู้เสียหายหมดสิทธิทำอะไรแล้ว

ต้องเป็นไปตามความผิดเชิงประจักษ์แล้ว? นี่ไงครับคือความผิดพลาดที่ผมเห็นว่าจะสร้างผลเสียหายมหาศาลในด้านความเชื่อมั่น แม้แต่กระบวนการยุติธรรมหรือกระบวนการทางศาลของเราด้วย? กับการตัดสินที่ผลสัมฤทธิออกมามันขัดหลักนิติธรรม(คือไปพยากรณ์ความผิดคนอื่นล่วงหน้าแบบเหมาเข่งด้วย) แล้วให้มีผลบังคับโจทย์ที่เป็นกระบวนการออกมาแบบโจทย์ที่เป็นความผิดในเนื้อหาเชิงประจักษ์แบบกรณีนี้???