140 ประเทศพร้อมใจยกปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระของโลก

“140 ประเทศทั่วโลก” ประกาศยกระดับความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระระดับโลก  หลัง องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานปี 52 ว่าคนทั่วโลกตายจากอุบัติเหตุ 1.3 ล้านคน ตั้งเป้าลดการตายลงครึ่งหนึ่งใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ไทยยังอ่อนการบังคับใช้กฎหมาย

ผศ.ดร. ทวีศักดิ์ แตะกระโทก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นักวิชาการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า  รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี 2552 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนไปแล้วกว่า 1.3 ล้านคน ร้อยละ 90 เกิดในประเทศยากจน องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในอีก 10 ข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านคน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสูญเสียที่คนทั้งโลกกำลังเผชิญและจะทวีความรุนแรงมากขึ้นหากยังไม่เร่งหาทางป้องกัน 

ดังนั้นในการประชุมผู้บริหารระดับสูงขององค์การสหประชาชาติด้านความปลอดภัยทางถนน (UN Ministerial Conference on Road Safety) ณ กรุงมอสโคว ประเทศรัสเซีย โดยมีรัฐมนตรี ตัวแทนผู้บริหารระดับสูงจาก 140 ประเทศ เมื่อช่วงกลางเดือน พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา  ได้มีการประกาศร่วมกันว่าจะยกระดับความปลอดภัยทางถนนให้เป็นวาระที่สำคัญระดับโลกไม่แพ้ปัญหาโลกร้อน ปัญหาพลังงาน ปัญหาไข้หวัด 2009 และโรคอุบัติใหม่ โดยมีเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลงครึ่งหนึ่งใน 10 ปีข้างหน้า

ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวไทยได้เสนอรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุในประเทศว่า การบังคับใช้กฎหมายด้านการจราจรของไทยยังไม่ได้ผล เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ดำเนินการมีจำกัดเพียง 300 ล้านบาทต่อปี แต่เจ้าหน้าที่มีน้อย ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ดูแลภารกิจทั้งในด้านการจัดการจราจร และความปลอดภัยทางถนนทั้งประเทศ  ขณะที่การเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพการจราจรและพื้นที่สองข้างทางของถนนอย่างรวดเร็ว ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก  ทำให้การขับขี่ยากมากขึ้น ขณะที่ตัวถนนเองพบว่ายังมีหลายแห่ง ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที  เพราะการแก้ปัญหาบริเวณจุดเสี่ยงสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตได้

ผศ. ดร. ทวีศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาจะต้องให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ  ด้วยการรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อสร้าง วัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) จิตสำนึกความปลอดภัย (Safety Conscious) และสังคมแห่งความห่วงใย (Caring Society) ผลักดันให้เข้าไปสู่ระดับโรงเรียน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และที่รัฐบาลจะต้องหาเจ้าภาพที่รับผิดชอบเรื่องนี้และสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่องอย่างจริงจังและชัดเจน

ด้านท่านลอร์ดโรเบิร์ตสัน (Lord Robertson) ประธานโครงการรณรงค์เพื่อถนนที่ปลอดภัย (Make Road Safe Campaign)  กล่าวว่า  ในประเทศที่ยากจนมีการตัดถนนขนาดใหญ่ผ่านเข้าไปในชุมชนทำให้ในแต่ละปีมีคนในชุมชนเสียชีวิตจากการถูกรถชนเป็นจำนวนมาก โดยบอกให้ลองคิดถึงเด็กอายุ 7 ขวบที่ต้องเดินข้ามถนนหกช่องจราจรทุกวันเพื่อไปโรงเรียนโดยไม่ทราบชะตากรรมของตนเองในแต่ละวัน  ดังนั้นทุกประเทศจำเป็นต้องกำหนดทิศทางใหม่ในการพัฒนาถนนที่ปลอดภัย  ด้วยการออกแบบถนนที่ดีขึ้น ควบคุมความเร็วที่เหมาะสม  และรณรงค์ให้คนหันมาสนใจการป้องกันตนเองด้วยการสวมหมวกนิรภัย คาดเข็มขัดนิรภัยขึ้น  ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ต้องบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

"ขณะที่การเติบโตอย่างรวดเร็วท

"ขณะที่การเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพการ

จราจรและพื้นที่สองข้างทางของถนนอย่างรวดเร็ว ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก

ทำให้การขับขี่ยากมากขึ้น ขณะที่ตัวถนนเองพบว่ายังมีหลายแห่ง ไม่ได้มาตรฐาน

เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

เพราะการแก้ปัญหาบริเวณจุดเสี่ยงสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตได้"

นี่เป็นถ้อยคำข้อความที่ ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก

นักวิชาการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยในทางถนน จากคณะวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำเสนอต่อที่ประชุม

***********************

กรมทางหลวง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

รวมทั้งผู้รับเหมาในการก่อสร้างทางทั้งหลายครับ

ท่านทั้งหลายนั่นแหละได้ทำบาป ทำร้าย และคร่าชีวิตคนเดินทาง

บนถนนหลวงที่ขาดความมีมาตรฐาน ขาดความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะ ปล่อยปละละเลยให้ถนนทางหลวงเป็นหลุมเป็นบ่อ

ไม่ซ่อมแซมให้ใช้ได้อย่างปกติทันที ทำให้ช่องจราจรที่วิ่งได้ลดลงไป

และต้องเสียเงินงบประมาณมากขึ้นในการซ่อมบำรุง เมื่อความเสียหายบนถนนนั้น

ถูกกระแทกจากการใช้ถนนของผู้ใช้ทางเพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้ใช้รถทั้งหลาย

ต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของรถโดยไม่จำเป็น

เครื่องหมายจราจร สีแบ่งช่องจราจร ทั้งเส้นขาวและเส้นเหลืองไม่มีมาตรฐาน

ใช้สีคุณภาพต่ำ ไม่สะท้อนแสงในเวลากลางคืน

ในยามค่ำคืน มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ยิ่งถ้ามีฝนตกด้วยแล้ว มองไม่เห็นเส้นเลย

โอกาสที่รถจะตกถนนมีมาก และถ้าช่วงไหนที่มีการซ่อมบำรุงทาง และกรมทางหลวง

ไม่ได้เคร่งครัดในการกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ทาง

ผู้รับเหมาที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการซ่อมบำรุงทาง ก็ไม่ได้แสดงสัญญาณเตือน

และไม่ได้ทำเครื่องหมายให้เกิดความปลอดภัย เป็นการละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบ

ทั้งกรมทางหลวง และผู้รับเหมา รอให้เหตุเกิด จึงค่อยออกมารณรงค์

ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ

อีกนานเท่าใดต่อมสำนึกรับผิดชอบของรัฐบาล

ในการมีหน้าที่กำกับดูแลให้เกิดความปลอดภัย เกิดความสุขกับประชาชน

จะทำงานสักที อยากเห็นจัง