สุรชาติ บำรุงสุข: สร้างเอกภาพด้วยสงคราม!

               “ในประเทศของเรา คนชนชั้นหนึ่งสร้างสงคราม
                  และก็ปล่อยให้คนอีกชนชั้นหนึ่งต่อสู้เอาเอง”


                              จดหมายจาก Gen. Sherman ถึง Gen. O.O. Howard
                                                  ในสงครามกลางเมืองอเมริกัน
                                                        17 พฤษภาคม 1865

ในสถานการณ์ปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับกัมพูชา มีแนวโน้มทรุดต่ำลง จนหลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า สถานการณ์เช่นนี้อาจจะต้องจบลงด้วย “สงคราม” เพราะมองไม่เห็นปัจจัยเชิงบวกที่จะทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดเช่นนี้ ลดระดับของความรุนแรงลงแต่อย่างใด

ว่าที่จริงแนวโน้มเช่นนี้ไม่ใช่ทิศทางใหม่แต่อย่างใด ถ้าเราถอยกลับไปมองปัญหาที่ค่อยๆ เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่กัมพูชาต้องการจดทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกในช่วงต้นปี 2550 ก็จะพอคาดเดาได้ว่า เรื่องดังกล่าวย่อมจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองอย่างแน่นอน และเมื่อล่วงเข้าปี 2551 เราก็ได้เห็นสถานการณ์ในลักษณะเช่นว่านั้น จนอาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในปัญหาวิกฤตของไทยในปี 2551 ก็คือ “วิกฤตการณ์ปราสาทพระวิหาร”

แต่ถ้าจะบอกว่าวิกฤตการณ์ปราสาทพระวิหาร เป็นปัญหาในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว คงจะไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาทับซ้อนอยู่กับเรื่องเช่นนี้ก็คือ วิกฤตการณ์ของการเมืองไทยเอง ซึ่งการก่อตัวระลอกแรกขึ้นด้วยการจัด “ขบวนล้มรัฐบาลทักษิณ” และการเคลื่อนตัวของกระแสเช่นนี้จบลงด้วยวิธีการที่ง่ายของการเมืองไทยก็คือ การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549

แต่หลังจากรัฐประหารดังกล่าวแล้ว ปัญหากลับไม่ได้จบลงเป็นปกติแต่อย่างใด ขบวนล้มรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นการสร้างแนวร่วมของกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยตั้งแต่ระดับสูงลงมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่อาจจะต้องกล่าวว่าไม่ใช่แต่เพียงการล้มรัฐบาลทักษิณเท่านั้น หากแต่ยังมีนัยถึงการล้มระบอบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมกับการสถาปนา “ประชาธิปไตยชี้นำ” (หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “Guided Democracy”) ที่การเมืองจะต้องถูกควบคุมโดยชนชั้นนำ หรือเป็นไปในทิศทางที่ชนชั้นนำเป็นผู้ได้ประโยชน์ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ได้ถูกกำหนดโดยตรงจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยมองว่าการเมืองก่อนรัฐประหาร 2549 ที่มาพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้น ก่อให้เกิด “ความฟุ้งเฟ้อของประชาธิปไตย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ระบบทุนนิยมส่วนหนึ่ง และชนชั้นล่างอีกส่วนหนึ่งเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น ก่อให้เกิดพันธมิตรระหว่างทุนกับชนชั้นล่างโดยผ่านนโยบายแบบประชานิยม ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในเมือง

และ “คำตอบสุดท้าย” สำหรับการต่อสู้กับปัญหาเช่นนี้ก็คือ การใช้การรัฐประหารเป็นเครื่องมือในการจัดการทั้งควบคุมและทำลายคู่ปฏิปักษ์เดิม และหวังว่ารัฐประหารจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการถอยการเมืองไทยกลับสู่สภาวะเดิมที่ทุกอย่างต้องถูกควบคุมโดยชนชั้นสูง ที่มีฐานะเป็นชนชั้นนำในการเมืองไทย พร้อมๆ กับการอาศัยการขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนจุดยืนของพลังบางส่วนไม่ว่าจะเป็นสื่อ ปัญญาชน ชนชั้นกลางในเมือง และบรรดาผู้นำเอ็นจีโอที่มีอดีตเป็นนักเคลื่อนไหว ตลอดรวมถึงบรรดาผู้ที่เคยมีฐานะเป็น “ฝ่ายซ้าย” ที่ใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งล้วนแต่ชูคำขวัญในลักษณะของการ “ต่อต้านทุนนิยม” และไม่ยอมรับต่อทิศทางในความเป็นพันธมิตรระหว่างทุนนิยมกับชนชั้นล่างในรูปของประชานิยม

แต่ในกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองเช่นนี้กลับพบว่า เครื่องมือเดิมด้วยวิธีการรัฐประหารนั้น ควบคุมระบบการเมืองไทยไม่ได้จริง ระบอบทหารภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มในข้างต้นกลายเป็นเพียง “จำอวดการเมือง” ที่พวกเขาบริหารประเทศไม่ได้และบริหารไม่เป็น แต่ก็อาศัยสื่อกระแสหลักและการสนับสนุนของชนชั้นนำเป็นเครื่องค้ำประกันความอยู่รอด พร้อมๆ กับการโหมทำลายและโจมตีทางการเมืองต่อกลุ่มที่หมดอำนาจจากการรัฐประหารอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณธรรม ปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาความไม่จงรักภักดี ตลอดรวมถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในประเด็นหลังนี้ได้ถูกนำมาใช้เคลื่อนไหวเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นำรัฐบาลไทยที่ถูกล้มด้วยการรัฐประหารมีผลประโยชน์ร่วมกับผู้นำรัฐบาลกัมพูชา จนถูกสร้างให้เป็นเรื่องถึงขั้นมีการแลกปราสาทพระวิหารกัน ซึ่งการนำประเด็นเช่นนี้มาจุดกระแส เห็นชัดเจนว่าต้องการสร้างกระแสชาตินิยมให้เกิดขึ้นให้ได้

ดังนั้นหากมองการสร้างกระแสชาตินิยมในปี 2551 ในบริบทของการเมืองไทยแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าชาตินิยมถูกจุดขึ้นเพื่อรองรับต่อการหวนคืนของกระแสขวาจัด ที่ก่อรูปอย่างชัดเจนจากความสำเร็จของการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณด้วยการรัฐประหาร แต่ดังที่รับรู้กันโดยทั่วไปก็คือ รัฐประหารประสบความสำเร็จเพียงการโค่นรัฐบาลพลเรือน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมระบบการเมืองหลังจากนั้น ประจักษ์พยานที่ชัดเจนก็คือ เสียงสนับสนุนในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่น และพรรคไทยรักไทยที่แม้จะต้องถูกทำลายลง ก็ไม่ได้หมดสภาพไปแต่อย่างใด กลับมีการสืบทอดทิศทางและนโยบายจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งในอีกด้านหนึ่งของปัญหาจากความสำเร็จในการล้มรัฐบาลทักษิณ ก็นำไปสู่การก่อตัวของการต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของทหารที่มีการยึดอำนาจเป็นแกนกลาง พร้อมๆ กับการก่อตัวของการต่อต้านระบอบการเมืองเก่าที่ถูกมองว่าตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชนชั้นนำและชนชั้นสูง

ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีปราสาทพระวิหารขึ้น ซึ่งแม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นประเด็นมาตั้งแต่ปี 2550 อันเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลรัฐประหารยังคงอยู่ในอำนาจ แต่ก็ไม่เป็นประเด็นในเวทีสาธารณะเท่าใดนัก และน่าสนใจว่า ถ้ารัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังคงดำรงอำนาจอยู่จนถึงปี 2551 แล้ว รัฐบาลดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรในกรณีปราสาทพระวิหาร และกระแส “ชาตินิยมขวาจัด” ที่มีฐานการสนับสนุนรวมศูนย์อยู่กับชนชั้นนำที่เป็นชนชั้นสูง ชนชั้นกลางในเมือง สื่อกระแสหลัก ปัญญาชน ผู้นำเอ็นจีโอและอดีตนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย จะกดดันรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างไร

คำถามดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะผลจากการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2550 นั้น ส่งผลให้พรรคการเมืองของฝ่ายที่ถูกโค่นล้มอำนาจด้วยการรัฐประหารนั้น กลับเข้ามามีอำนาจอีก รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช มีท่าทีประนีประนอมในกรณีปัญหาปราสาทพระวิหาร เพราะตระหนักถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ การเมือง และข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว ซึ่งท่าทีเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนจากแถลงการณ์ไทย-กัมพูชา-ยูเนสโก หรือที่เรียกกันภายในว่า “แถลงการณ์นพดล”

แต่ท่าทีเช่นนี้ได้กลายเป็นโอกาสอันดียิ่งให้แก่กลุ่มขวาจัดที่ด้านหนึ่งจะสามารถใช้กระแสชาตินิยมในการเป็น “ธงนำ” ของการเคลื่อนไหว เพราะในขณะที่กลุ่มชนชั้นล่างและคนในชนบทยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มทักษิณโดยผ่านความชื่นชมในนโยบายประชานิยมนั้น สิ่งที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธในการทลายพลังอำนาจของประชานิยมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็น่าจะเป็น “ลัทธิชาตินิยม” และกรณีปราสาทพระวิหารก็เป็นรูปธรรมอันดียิ่งที่ถูกนำมาเป็นประเด็นของการสร้างกระแสเช่นนี้

ในด้านหนึ่งผู้คนในสังคมไทยไม่มีความทรงจำในประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่เท่าใดนัก ความทรงจำที่ตกหล่นหายไปกับกาลเวลาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนเป็นจำนวนมากไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในการกำเนิดของ “สยามรัฐ” ที่ถูกกำกับด้วย “พรมแดนวิทยาศาสตร์” (scientific frontier) หรือเส้นเขตแดนเช่นในปัจจุบัน อันเป็นผลจากข้อตกลงที่พระมหากษัตริย์สยามกระทำกับเจ้าอาณานิคมในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1893 1904 และ 1907 (พ.ศ. 2447 และ พ.ศ. 2450 ตามลำดับ) และการต้องคืนดินแดนที่สยามยึดมาในปี 2484 ให้แก่เจ้าของเดิมในปี 2489

ขณะเดียวกันก็ไม่รับรู้ผลที่เกิดจากคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศในปี 2505 และความไม่รับรู้เช่นนี้ ยังรวมไปถึงการไม่ตระหนักถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกิดขึ้น ดังประสบการณ์ในปี 2489 หรือในปี 2505 ที่เป็นผลลบแก่รัฐบาลไทยมาแล้ว หรือบางทีเราก็ไม่อยากได้ยินว่าในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ก็ได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ที่การปักปันเขตแดนจะถือเอาสนธิสัญญา 1893 อนุสัญญา 1904 สนธิสัญญา 1907 และพิธีสารแนบท้าย และแผนที่ปักปัน 1904 และ 1907 เป็นเอกสารหลัก

ความไม่รับรู้อดีตการกำเนิดของสยามรัฐและปัญหาเส้นเขตแดนสยามเป็นช่องว่างให้กระแสชาตินิยมก่อตัวได้ง่าย อีกทั้งการปลุกระดมที่เกิดขึ้นยังเป็นผลจากทัศนะ (perception) ของผู้คนในสังคมไทยในการมองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว หรือกัมพูชา ด้วยความเชื่อว่า ไทยเป็นใหญ่เหนือชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะในกรณีลาวและกัมพูชาแล้ว เราชอบถือว่าไทยเป็น “พี่ใหญ่” ที่เคยปกครองพวกเขามาแล้ว ประกอบกับก็มีประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างให้เกิดความหมองใจและความหวาดระแวงต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสงคราม และการยึดครองที่เกิดขึ้น และด้วยเงื่อนไขทางจิตวิทยาเช่นนี้ เราก็สร้างความทรงจำในประวัติศาสตร์จนถึงขนาดพระมหากษัตริย์อยุธยาจับเจ้าผู้ครองกัมพูชาตัดศีรษะเอา “เลือดล้างเท้า” มาแล้ว (บางทีก็น่าฉุกคิดว่า กษัตริย์อยุธยากระทำการเช่นที่เราสร้างเรื่องราวให้ภูมิใจและใช้ข่มประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้จริงหรือ อดคิดไม่ได้ว่า พระมหากษัตริย์ของเราอาจจะไม่คิดและกระทำอะไรหยาบเช่นนั้นเลยก็ได้ แต่เราก็เชื่อเอาเองมาโดยตลอด!)

ผลของการปลุกกระแสชาตินิยมแบบสุดขั้วในปี 2551 เกือบจะนำพาไทยเข้าสู่สงครามกับกัมพูชาในกรณีปราสาทพระวิหารมาแล้ว แต่สำคัญกว่านั้นก็คือ กระแสเช่นนี้มีส่วนโดยตรงต่อการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลสมัคร และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมืออย่างดีในการต่อสู้กับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มผู้สนับสนุน ตลอดรวมถึงกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้สนับสนุนทักษิณโดยตรง แต่มีความเห็นต่างจากรัฐบาลในกรณีความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และกรณีปราสาทพระวิหาร ก็จะถูกทวงถามด้วยวาทกรรมชาตินิยมว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?” หรือถูกประณามด้วยวลีเก่าๆ ว่า “ขายชาติ” หรือ “คนไทยใจเขมร” เป็นต้น

ฉะนั้นเมื่อผู้นำรัฐบาลกัมพูชาให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนถึงกรณีการแต่งตั้งให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลกัมพูชาแล้ว ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า จะยิ่งทำให้กระแสชาตินิยมขวาจัดในไทยอยู่ในภาวะ “แทบจะอกแตกตาย” และจะต้องยิ่งใช้แนวทางตอบโต้แบบ “สะใจ” เพราะตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่างก็มาจากกลุ่มเรียกร้องเอาปราสาทพระวิหารคืน และทั้งยังมีท่าทีต่อต้านกัมพูชาด้วย ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลนี้กำเนิดขึ้น อันเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการเล่นการเมืองและการสนับสนุนของกลุ่มชนชั้นนำที่เป็นชนชั้นสูงและทหาร และอีกส่วนก็มาจากกลุ่ม “เสื้อเหลือง” ที่มีลักษณะ “สุดขั้ว” ในปัญหาพระวิหาร จนดูเหมือนว่าทิศทางนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลก็คือ นโยบายต่างประเทศของกลุ่มเสื้อเหลือง ซึ่งก็คือนโยบายที่ถูกขับเคลื่อนด้วยลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว และการ “ไล่ล่าทักษิณ” โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น

การดำเนินนโยบายแบบ “สะใจ” ที่เรียกทูตกลับ (การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต) และเตรียมยกเลิกบันทึกช่วยจำฉบับต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 17 ฉบับ (การยกเลิกเรื่องที่ทำความตกลงไว้แล้วในอดีต) อาจจะช่วยในการสร้างกระแสตอบรับรัฐบาล อย่างน้อยอาจจะทำให้รัฐบาลกัมพูชาและ พ.ต.ท.ทักษิณ กลายเป็น “แพะ” สำหรับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชั่นในโครงการไทยเข้มแข็ง ปัญหาการแต่งตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอื่นๆ

การดำเนินนโยบายที่ใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ อาจจะทำให้คนไทยเป็นเอกภาพได้บ้าง แต่ก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เว้นแต่ผู้นำรัฐบาลจะเชื่อผลโพลล์ และเชื่อว่า “รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว” แต่ก็คงจะต้องระมัดระวังว่า ถ้าดำเนินนโยบายในลักษณะเช่นนี้แบบไม่มีข้อจำกัดแล้ว กระแสชาตินิยมก็อาจจะเกิดขึ้นในอีกฝั่งหนึ่งของเส้นพรมแดนได้เช่นกัน

ถ้ากระแสชาตินิยมชนกับกระแสชาตินิยมในแต่ละฟากฝั่งของเส้นเขตแดนแล้ว คำตอบสุดท้ายมีแต่เพียงประการเดียวก็คือ “สงคราม” และถ้าเช่นนั้นสงครามจะกลายเป็นเครื่องมืออย่างดีในการต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และส่งเสริมให้ฐานะของรัฐบาลที่มีวิกฤตต่างรุมเร้าอย่างมากนั้นดีขึ้นมาก อย่างน้อยสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านมักจะทำให้ผู้คนในประเทศลืมเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ และที่สำคัญก็คือ ลืมความล้มเหลวของรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ อีกทั้งยังอาจจะทำให้ “เด็กน้อย” บางคนกลายเป็น “ผู้ใหญ่” ที่ทรงอำนาจ (ถ้าเขาอยู่รอดได้ !)
 


หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม: สร้างเอกภาพด้วยสงคราม! ปัญหาวิกฤตไทย-กัมพูชา

-----------------------------

--------------------------------------------------

ทักษิณ สร้างสงครามการเมือง เพื่อตัวเอง

-------------------------------------------------

วาทกรรมที่ประกาศปิดบัญชีรัฐบาลก่อนสิ้นปี หากล้มไม่ได้ก็ไม่เลิก เอาแน่นอนอันใดมิได้แล้วจึงต้องมาดูสถานการณ์ที่แท้จริงกันว่าน่าจะเป็นไปใน ทางใด และผลจะเป็นประการใด

ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวอ้างถึงสิ่งที่พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ช่ำชองโชกโชนด้านการข่าว ได้นำมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ เพราะเป็นนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นไปในบ้านเมืองในห้วงเวลานี้ นั่นคือการแฉแผน 4 ประสานเพื่อล้มรัฐบาลที่เป็นข่าวตามสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ได้เปิดเผยว่ามีการทำแผน 4 ประสานเพื่อล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมี 4 กระบวนคือ

กระบวนแรก เป็นกระบวนเรื่องรัฐปัตตานี ยุยงผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ให้วางระเบิดคาร์บอมบ์เพื่อให้ เกิดความระส่ำระสาย

กระบวนที่สอง เป็นกระบวนชักศึกเข้าบ้าน สร้างสถานการณ์ปะทะกันทางการทหาร ที่ชายแดนไทย-เขมร ในระดับใกล้กองพล เพื่อดึงกำลังทหารไทยจากกองทัพภาคที่ 1 และภาคที่ 2 ไปรับศึกที่ชายแดน เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เกิดช่องว่างทางกำลังขึ้น

กระบวนที่สาม เป็นกระบวนมวลชนจัดชุมนุมก่อความรุนแรงเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการ กองทัพ ประกาศปฏิวัติประชาชนแล้วใช้สื่อมวลชนทำปฏิบัติการจิตวิทยา

กระบวนที่สี่ เป็นกระบวนลักไก่ยึดอำนาจ โดยใช้กำลังทหารรับจ้าง ทหารนอกแถว และทหารต่างด้าว

พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ระบุว่าแผน 4 ประสานล้มเหลวลงก่อนหน้านี้ เพราะผู้เกี่ยวข้องล้วนทำเพื่อเงิน และไร้ฝีมือ ทั้งไม่ประสานกันจริงๆ รวมทั้งมีความผิดพลาดทางการเมืองเกิดขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้มิได้หมายความว่าความล้มเหลวที่ผ่านมาจะทำให้แผนดัง กล่าวนี้ถูกทำลายไปด้วย เพราะหากมีแผนเช่นนี้แล้วโครงสร้างและการปฏิบัติงานตามแผนก็ย่อมยังมีอยู่ คงเหลือว่าจะนำมาใช้เมื่อใด และพลิกแพลงแต่งเติมเสริมต่อประการใดบ้างเท่านั้น แต่โดยนัยสำคัญก็น่าจะอยู่ภายในกรอบ 4 ประสานดังกล่าวนั่นเอง

ทว่า 4 กระบวนอันเป็น 4 ประสานตามแผนนี้ ใช่ว่าจะนั่งนึกเอาเองหรือเดินหมากเอาแต่ข้างเดียวได้ รัฐบาลย่อมมีหูตา ย่อมมีการข่าว และย่อมมีกำลังที่รู้เท่าทันและมีขีดความสามารถที่จะหยุดยั้งสถานการณ์หรือ แม้แต่การกำราบปราบปรามได้

เพราะความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และอำนาจรัฐที่ได้รับพระราชทานมานั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สามารถกำจัดอริราชศัตรูและหมู่ชนผู้ก่อกบฏได้เสมอ

ดังนั้นจึงค่อนข้างจะแน่นอนว่ารัฐบาลคงไม่หูหนวกตาบอดและคงไม่นั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ หากคงคิดอ่านป้องกันแก้ไขไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อใดที่มีการเดินแผน 4 ประสานเพื่อปิดบัญชีรัฐบาล เมื่อนั้นรัฐบาลก็มีความชอบธรรมที่จะปิดบัญชีของผู้ก่อการได้เช่นเดียวกัน

และ เป็นความชอบธรรมที่จะปิดบัญชีในลักษณะกบฏในราชอาณาจักรได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกด้วย ดังนั้นใครจะปิดบัญชีใคร จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด

นั่นเป็นเรื่องของกระบวนการและวิธีการในการปิดบัญชีล้มรัฐบาล ซึ่งแม้อาจมีข้อปลีกย่อยเพิ่มเติม ก็คงไม่เกินนัยสำคัญของ 4 กระบวน 4 ประสานดังที่ว่านั้น แต่จะมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เพราะราชอาณาจักรนี้มีอาณาประชาราษฎรอยู่ถึง 64 ล้านคน

เป็น 64 ล้านคนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เป็นผู้มีภารกิจหน้าที่ในการปกปักรักษาบ้านเมือง ตลอดจนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่ด้วย จึงมองข้ามปัจจัยประชาชนไม่ได้

จึงต้องมาดูว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้ประชาชนยืนข้างไหน ยืนข้างสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือว่ายืนข้างระบอบทักษิณ ซึ่งถึงวันนี้สามารถกล่าวได้ชัดเจนแล้วว่าได้เปิดหน้าประกาศศึกกันอย่างไม่ เกรงอกเกรงใจอะไรกันอีกแล้ว

เพราะถึงขนาดเตรียมการและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศที่มีชื่อ ว่าไทมส์ออนไลน์กันถึงขนาดนั้น และมีการประกาศข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความเป็นธรรมกันก็จะต้องล้มครืนลงแบบเดียว กับราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซีย ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังกันอีกต่อไปแล้ว

ปัญหา ว่าประชาชนจะยืนข้างไหน? หรือถ้าพูดโดยนัยสิ่งที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศก็คือเลือกยืนข้างสิ่งที่ ประหนึ่งเป็นพระเจ้า หรือยืนกับผู้ที่อวดอ้างตนเองว่าสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ยากและความยากจน ของประชาชนคือระบอบทักษิณ

ในประการนี้คำตอบกระจ่างชัดอยู่ในตัวว่า มวลมหาประชาชนชาวไทยล้วนมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พร้อมพลีชีวิตเพื่อปกปักรักษาสถาบันอันเป็นที่เคารพเทิดทูนและหวงแหนไว้ทุก เมื่อ

คนเสื้อแดงจำนวนมากในบัดนี้ได้ถอนตัวออกจากการร่วมหัวจมท้ายกับระบอบ ทักษิณ เพราะรับไม่ได้กับปรากฏการณ์หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น

รับไม่ได้กับการที่อดีตนายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรไทยไปยอมเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาของกษัตริย์เขมรเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

รับไม่ได้กับการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ทำลายเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศชาติ เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตน

รับไม่ได้กับการยอมสยบอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการของจอมเผด็จการทรราช ที่เป็นแบบอย่างการขายชาติตนเองให้แก่ต่างชาติคือนายฮวยเซ็ง ซึ่งเป็นที่ชิงชังรังเกียจของประชาชาติไทยทั้งมวล

รับไม่ได้กับการแบ่งแยกราชอาณาจักรไทยออกเป็นรัฐใหม่ ที่มีจังหวะก้าวแรกคือนครรัฐปัตตานี

รับไม่ได้กับการจาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ และยังกลับกลอกตีสองหน้ากล้าทำแต่ไม่กล้ารับ หรือยอมรับแต่แสดงอากัปกิริยาขอพระราชทานอภัยโทษทีทำประหนึ่งเป็นเพื่อนเล่น

รับไม่ได้กับการประพฤติตนเป็นข้าทาสเขมรของนักการเมือง ที่ไปค้อมหัวสวามิภักดิ์เขมรในยามที่มีความขัดแย้งระหว่างสองชาติ ตลอดจนการพูดจาสามหาวย่ำเหยียบมาตุภูมิของตน

เหล่านี้คือพลังจักรวาลชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่าโลกนิติ ที่มีพลังทำลายล้างอันยิ่งใหญ่ ที่กำลังโถมทับทำลายอธรรมและอริราชศัตรูให้พังพินาศไปจากจิตใจของประชาชนชาวไทย แล้วจะมีพลังอำนาจใดไปล้มรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อนสิ้นปีเล่า?

*ก่อสงคราม เพื่อความ

*ก่อสงคราม เพื่อความ เป็นเอกภาพ
เพื่อคนบาป อภิสิทธิ์ แลมิตรสหาย
จะได้ครอง อำนาจ ปราศอันตราย
โดยการใช้ ชาตินิยม กำบังตน

*ปลุกกระแส ชาตินิยม โหมสุดฤทธิ์
เพื่อเรตติ้ง อภิสิทธิ์ พิชิตผล
ไม่ได้ทำ เพื่อชาติ ประชาชน
เพียงเพื่อคน อันธพาล เพียงกลุ่มเดียว

*ส่วนทักษิณ ฮุนเซ็น เล่นสันติภาพ
ไม่คิดบาป สงครามใหญ่ ให้ซ่านเสียว
กัมพูชา กับไทย ใฝ่กลมเกลียว
ไม่เปล่าเปลี่ยว สังคมโลก ไม่โศกตรม

*เลี่ยงสงคราม ตามหา มิตรภาพ
ไม่หยามหยาบ จริงใจ ไร้ขื่นขม
รู้แบ่งสรรค์ ประโยชน์ได้ ให้ชื่นชม
พาสังคม ก้าวหน้า พาจำเริญ

การทำลายล้างคู่แข่งทางการเมือ

การทำลายล้างคู่แข่งทางการเมือง ปชป. มืออาชีพอยู่แล้ว แต่ทำอะไรไม่เป็น กู้ตะพึด ห่วยจริงๆ

รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอ

รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว?

เอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่ารัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัว? แล้วรัฐบาลอื่นๆที่ผ่านมาไม่ไช่หรือ? แบบนี้เรียกว่าแอบอ้างหรือเปล่า? ดึงฟ้าต่ำหรือเปล่า? หมิ่นฯหรือเปล่า?

เรื่องท้กษิณหมิ่นฯ คิดล้มเจ้า ผมเห็นตรงกันข้ามมากกว่า ไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนในประวัติศาสตร์ที่จะ"อุปถัมภ์"มากเท่ากับนายคนนี้แล้ว แต่คนที่มีปัญหากับทักษิณคือพวกอำมาตย์แก่ๆ ที่เกรงว่าจะสูญเสียความสำคัญของตัวเองไป ถ้าทักษิณเป็นที่โปรดปราน ไว้วางใจมากกว่าตน ซึ่งหมายความว่าผลประโยชน์ที่พวกเขาเคยได้จากการเป็นอำมาตย์ หรือแอบอ้างตำแหน่งไปทำมาหากิน หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ก็ย่อมจะหมดไปด้วย อำมาตย์จึงต้องสมคบกับพวกที่ถูกทักษิณขัดผลประโยชน์ทำการล้มเขาเสีย ข้อหาclassicตลอดกาลของประเทศนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าข้อหา "ล้มเจ้า"

สำหรับผม ข้อกล่าวทั้งหมดที่ทักษิณถูกกล่าวหา ข้อนี้เป็นข้อที่อ่อนที่สุด และเหลวไหลที่สุด

เรื่องรัฐปัตตานี

เรื่องรัฐปัตตานี หรือขบวนการแยกดินแดน ก็เป็นอีกเรื่องที่ปัญญาอ่อนอย่างเหลือเชื่อ

คุณลองหาโอกาสไปศึกษาข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯชุดที่มีอดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน แล้วคุณจะไม่กล้าด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเรื่องการปกครองตนเองที่คุณเชาวลิตเสนอ มันเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณเด่นเสนอมานานหลายสิบปีแล้ว ก่อนที่จะถูกอ้มหายไป

มีแต่พวกสติปัญญาคับแคบ ใจแคบ หว่าดระแวง เท่านั้นที่ไม่ยอมรับความจริง ถึงปัจจัยที่เป็นปัญหาพื้นฐานของชายแดนใต้ การปกครองตนเองไม่ไช่การแยกดินแดน หรือแยกประเทศ การมีวัฒนธรรมที่แตกต่าง มีภาษาที่แตกต่าง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนละรัฐ การมีผู้นำท้องถิ่นที่ตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้ง่าย เป็นความตัองการของทุกคนอยู่แล้วมิใช่? ไม่ไช่แค่สามจังหวัดชายแดนเท่านั้น เพียงแต่มหาดไทยเองต่างหากที่ไม่พร้อมจะปล่อยอำนาจนี้จากมือ

โดยรูปแบบ

โดยรูปแบบ รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลถือได้ว่าเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทั้งสิ้น ถ้าผ่านกระบวนการเข้าสู่อำนาจทางการบริหารอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมาหลายๆ ฉบับ ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของ (บางฉบับว่า มาจาก) ประชาชน และพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยนั้นออกผ่านสามทาง คืออำนาจบริหาร ทรงใช้ (หรือประชาชนใช้โดยผ่านสัญลักษณ์คือพระมหากษัตริย์) ผ่านทางรัฐบาล อำนาจนิติบัญญัติ ทรงใช้ผ่านทางสภา และอำนาจตุลาการผ่านทางศาล

เพราะฉะนั้น รัฐบาลแม้วก้เรียกตัวเองว่า "รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ได้ ถ้าอยากจะใช้สำนวนแบบอังกฤษที่ติดกลิ่นประเพณีโบราณนิดๆ ขลังดีอย่างนั้น รัฐบาลสมัครก็ใช่ รัฐบาลสมชายก็ใช่ ... ที่น่าพิจารณาคือ การยึดอำนาจโดยทหารที่เรียกตนเองว่า คมช. ต่อรัฐบาลทักษิณนั้น ถ้าว่าโดยรูปแบบอย่างเคร่งครัดแล้ว ถือได้หรือไม่ว่าเป็นการแข็งข้อต่อ "รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ในขณะนั้น? ผิด ป. อาญา มาตรา 113 ไหม?

และ รัฐบาลสุรยุทธ์ ซึ่งไม่ได้มาตามกระบวนการ รธน. นั้น แม้ว่าจะมีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก็คงจะเรียกได้ว่าเป็น "รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ได้เหมือนกันแหละนะ เพียงแต่กล้อมแกล้มกว่า เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับกระบวนการแต่งตั้งในขณะนั้น

ที่น่าคิดอีกข้อ คือ ในฐานะที่สถาบันเป็นสัญลักษณ์สำคัญในสังคมไทยมายาวนานตามประวัติศาสตร์และประเพณีวัฒนธรรมไทย จึงมีการกำหนดรูปแบบของผู้มีอำนาจหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ให้ไปเกี่ยวเนื่องกับสถาบันอยู่บ้าง เพื่อ - จะเรียกว่าสร้างความชอบธรรมเชิงพิธีการหรือรูปแบบก็คงได้กระมัง - อำนาจบริหารก็ใช้โดย "รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศาลทั้งหลายก็พิพากษาอรรถคดีไปตามกฎหมายในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ รัฐสภาอาจจะพูดถึงหรือโยงกับสถาบันในทางรูปแบบน้อยหน่อย แต่ก็มีกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ กระทั่ง สส. ที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา ระบบอังกฤษที่เราไปเรียนจากเขามาเขาก็ยกย่องตั้งให้เป็น "ผู้นำฝ่ายค้านในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว/สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (รัชกาลนี้อังกฤษมีควีน)" เท่ากันกับรัฐบาล ไม่แน่ใจว่าไทยมีอะไรทำนองนี้ไหม อย่างไรก็ดี นั่นเป็นรูปแบบ

แต่ตามรูปแบบพิธีการแท้ๆ ของไทย ตามกฎหมายตามระเบียบ ตามรัฐธรรมนูญ หรือตามอะไรก็แล้วแต่เท่าที่พยายามคิดนึกหาดูตอนนี้ ยังนึกไม่ออกว่า มีการยอมรับรับรอง ม็อบหลวง ไหม เข้าใจว่าไม่มี น่าจะเป็นการแอบอ้างกันเองของม็อบนั้นๆ แค่นั้น

ที่น่าอภิปรายได้อีกข้อคือ

ที่น่าอภิปรายได้อีกข้อคือ ถ้าเรายึดหลักการว่าบทบาทสถาบันเป็นเพียงสัญลักษณ์ รูปแบบ พิธีการ สถาบันควรจะต้องทรงไว้ซึ่งพระคุณถ่ายเดียวในเชิงให้เกิดความรู้สึกดีๆ เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีแก่ผู้เกี่ยวข้อง ระบบไม่ควรจะอนุญาตให้สถาบันมีอำนาจทางพระเดช หรือมีใครอ้างสถาบันไปมีอำนาจที่เป็นพระเดชได้ - แล้ว ก็ต้องตั้งคำถามกับวาทกรรมหลายๆ ประการที่มีการอ้างกันว่า ถึงแม้ใชเชิงสัญลักษณ์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย ทหารต้องสาบานว่าจักปกป้องพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ อะไรก้แล้วแต่ นั่นเป็นรูปแบบพิธีการ (สวนสนามที่กำลังจะมีถวายก็เหมือนกัน) แต่แท้จริงแล้วในหลักการ ถ้าเราจะเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ (และทุกคน) อยู่ใต้รัฐธรรมนูญกันจริง จะต้องถือว่าข้าราชการทหารเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในทางบริหารของรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร ตามที่ได้รับมาจากประชาชนตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ จะเรียกว่า "รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ก็ได้ เพราะได้กำหนดตกลงกันเอาไว้ว่าสถาบันทรงใช้อำนาจนี้แทนประชาชนผ่านทางรัฐบาล แล้วทหารเป็นลูกน้องรัฐบาลอีกที ทหารจะทำตัวเป็นรัฐในรัฐเองไม่ได้ สอดคล้องกับหลัก civilian supremacy ของฝรั่ง

ดังนั้นวาทกรรมของนายพลคนหนึ่ง ก่อน 19 กันยา ว่าด้วยม้า จ้อกกี้ และเจ้าของคอก นั้นจึงไม่ถูกต้อง ถ้าทหารเป็นม้า รัฐบาลจะเป็นเพียงจ๊อกกี้เท่านั้นหรือ ไม่เชิง แต่จะให้เป็นก็ได้ ถ้าทำให้ได้อำนาจการขี่ม้า ข้อสำคัญคือใครเป็นเจ้าของคอกม้าหรือเจ้าของตัวม้าด้วย ที่อยู่เหนือจ๊อกกี้ขึ้นไปอีกทีและอนุญาตให้อำนาจจ๊อกกี้มาขี่ม้า ไม่ว่านายพลคนนั้นจะว่ายังไง ตามกฏระเบียบสูงสุดของคอกม้า บอกไว้แล้วว่า *ประชาชน* ต่างหากที่เป็นเจ้าของม้า เป็นเจ้าของคอก และเป็นเจ้านายจ๊อกกี้ด้วย ไม่ใช่พระพุทธรูปที่อยู่บนหิ้งพระในห้องสำนักงานของคอกม้า พระพุทธรูปไม่ควรมีบทบาทเป็นเจ้าของคอกหรือสั่งม้าให้วิ่งได้ ใครเห็นว่าม้าในคอกแท้จริงแล้วเป็นของพระพุทธรูป หรืออ้างว่าอย่างนั้นเพื่อยุม้าให้พยศใส่จ๊อกกี้ น่าจะละอายใจบ้างที่ไปลากพระท่านลงมาจากหิ้งมาแปดเปื้อนขี้ม้าอย่างนั้น ไหนว่าเคารพพระพุทธรูปไง?

รอดูว่า เปรม จะอยู่ค้ำฟ้าไหม

รอดูว่า เปรม จะอยู่ค้ำฟ้าไหม

บทความไหน ถ้าพะยี่ห้อ

บทความไหน ถ้าพะยี่ห้อ "สุรชาติ บำรุงสุข"

สำหรับผมแล้ว...."น่ า เ บื่ อ" ครับ

[ขออภัย]

ขอบคุณอาจารย์

ขอบคุณอาจารย์ ไม่อ้อมค้อมมากและตีตรงประเด็น

ยิ่งอ่านบทความของ The Other

ยิ่งอ่านบทความของ The Other มากเท่าไร ก็ทำให้รู้เห็นความ "คดในข้อ งอในกระดูกของ The Other และ เจ้าพวกเสื้อเหลืองมากยิ่งขึ้น เจ้าคนพวกนี้มี มาตรฐานเดียว คือ "มาตรฐานของกู" เท่านั้น

ในวันที่ "พวกมัน" ทำการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้รับพระบรมราชโองการฯ นายกฯกำลังปฏิบัติหน้าที่ที่สหประชาชาติ แต่ "พวกมัน" ทำการ รัฐประหาร จะถือว่าเป็นการทรยศต่อทั้งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน เสียด้วยซ้ำ

วันที่ "พวกมัน" ยีด ทำเนียบ ยึด NBT ยึดสนามบิน เด็กอมมือก็รู้ว่าเป็นการกระทำเยี่ยงโจร เจ้า The Other น่าจะ "อมหัวแม่เท้า" เผื่อหัวสมองจะได้นึกออก

รัฐบาลนี้ เริ่มต้นด้วยการสมรู้ร่วมคิดกับโจรกบฏเมื่อชนะก็เรียกว่าคณะรัฐประหาร จากการสอบถามประชาชนโดยการเลือกตั้งนั้น พรรคไทยรักไทยชนะได้ ท่านนายกฯสมัครเป็นนายก ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประชาชนคิดอย่างไร นายกฯสมัครและ นายกฯสมชาย ถูกวิชามาร แต่ท่านเป็นคนดีก็ไม่ตอบโต้

อยากถามว่าประชาชนของประเทศมีความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลนี้อย่างไร ก็ดูผลเลือกตั้ง ท้องถิ่นใน หลายๆพื้นที่ "สีแดง" ชนะ "สีเหลือง"

รัฐบาลนี้ ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว และ หยุดอ้างประชาชนได้
รัฐบาลชุดนี้ ไม่ต้องรีบร้อนออกไปหรอก ให้อยู่แสดงความไม่มี "น้ำยา" ต่อไปเถอะ ผลงานของ พรรคประชาธิปัตย์ ยังสู่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เลย

แม้แต่งบประมาณ "ใครเข้มแข็ง" ก็เป็นผลงานโดยตรงของ พรรคภูมิใจไทย เสียเป็นส่วนใหญ่ อภิสิทธิ์ ความรู้ความสามารถความเก่งกาจยังสู้ "เนวิน" ไม่ได้เลย แล้วยังคิดจะเผยอ หรือ ผยองไปแข่งกับ ท่านทักษิณ

สำหรับ อำมาตย์เฒ่าเจ้าเลห์นั้น ก็ขอให้ใช้ชีวิตไปตามปกติ และ ตายไปตามธรรมชาติเถอะ จะได้ไม่ต้องมีการผูกเวร หรือ จองเวรกับใครอีกเลย เพียงแค่นี้ ประเทศชาติก็ล่มจมมากพอแล้ว

สำหรับ The Other นั้น คุณมันพลาดไปเองที่ไปอยู่ข้างสีเหลือง จะกลับข้างเปลี่ยนสีก็ไม่ได้ ไม่ได้เก่งเหมือน คุณเนวินนี่นา แต่ไม่เป็นไร เข้าใจ คนเราถ้าตกอยู่ใน "บ่ออุจาระ"แล้ว ขึ้นจากบ่อไม่ได้ ก็อยากให้คนสีเหลืองมาอยู่เป็นเพื่อนให้มากๆหน่อยเท่านั้นเอง และ บางทีก็อยากจะบอกคนอื่นๆว่า อยู่ที่นี้ก็สบายดี เพราะเคยชินแล้ว

ฮา ๆๆๆๆ ฮิๆๆๆๆๆ

เป็นวาทะกรรมของนายกหนีทหารอย่

เป็นวาทะกรรมของนายกหนีทหารอย่างอภิสิทธิื ประเทศมีรัฐบาลตาขาวอย่างนี้จะไปก่อสงครามกับใครเขาได้ ผมไม่เคยเชื่อว่ารัฐบาลพรรค ปชป.จะเก่งกล้าสามารถขนาดนั้น อย่างมากก็แค่คำคุยโตโอ้อวด ขู่รายวัน มันไร้สาระ ....ช่างมันเถอะ ก็แค่คำคุยโว ...เรื่องขำๆ รัฐบาลสภาโจ้ก ไว้เล่าให้ลูกหลานฟังเท่านั้น

*ยี่สิบแปด พฤศจิกา

*ยี่สิบแปด พฤศจิกา มาพร้อมพรั่ง
ด้วยจิตตั้ง พร้อมใจ ให้ผ่องใส
ร่วมกันไล่ รัฐบาล มาร์คออกไป
มาร้องเพลง ปลุกใจ ให้เต็มพลัง

*จะปลุกขึ้นหรือไม่ จะได้รู้
จะสู้หรือไม่สู้ รู้ความหวัง
มาเถิดคนเสื้อแดง แรงไม่ยั้ง
มาด้วยพลัง รักษ์ประชาธิปไตย

*นี่คือการ ยุยง และส่งเสริม
ให้ฮึกเหิม ต่อสู้ ผู้ยิ่งใหญ่
สู้อำมาตยามหาภัย
สู้เพื่ออธิปไตย ประชาชน

ดึงฟ้าต่ำ จาบจ๊วง

ดึงฟ้าต่ำ จาบจ๊วง เปิดประเด็น

ความเห็นไหน ถ้าพะย๊ห้อ แช่ม

ความเห็นไหน ถ้าพะย๊ห้อ แช่ม แล้ว
คนอ่านทั้งหลายเห็นว่ายังไงครับ?

แอ้วแต่จะคิดเห็นนะ ต่างคนต่างใจ แต่ผมชอบบทความอจารย์สุรชาติว่ะ