วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 22 นาที ที่ผ่านมา
ดึงศัตรูมาเป็นมิตร ร่วมแก้ 'ปัญหาประชาชาติ' ล้มกระแส 'คลั่งชาติ'
Fri, 2009-11-13 21:14
“ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของชาติของพรรคการเมืองมีสาเหตุมาจากระบอบเผด็จการ ความผิดจึงมิใช่อยู่ที่รัฐบาล แต่อยู่ที่ระบอบเผด็จการรัฐสภา อันเป็นเหตุให้เกิดความจนของประเทศ และย่อมเป็นเหตุแห่งความจนของประชาชน
“ความจนของประชาชนเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ความชั่ว และความล้าหลัง ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นอุปสรรคต่อบทบาทอันพึงมีของประเทศไทยในเวทีสากล
“ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมไม่ว่าประเทศใดก็ตาม เมื่อความล้มเหลวทางเศรษฐกิจทรุดลงมาคู่ขนานกับความล้มเหลวทางการเมือง ปรากฏการณ์เช่นนี้คือสัญญาณเปิดประตูนรกแห่งมิคสัญญีกลียุค”
ดิฉันขอยกข้อความที่ตัดตอนมาจากแถลงการณ์คณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อผลักดันการสร้างประชาธิปไตยของขบวนการกรรมกรไทยเมื่อปี พ.ศ.2535 เปิดนำบทความของคนอยากเขียนหนังสือ (ซึ่งขอออกตัวว่าไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพอย่างที่ใครๆ คาดหวังหรือดูถูกไปเมื่อบทความล่าสุด)
แถลงการณ์ของสภากรรมกรดังกล่าวแม้ว่าจะผ่านมาร่วมสิบปีแล้วก่อนที่ดิฉันจะเริ่มศึกษาการเมืองไทยอย่างจริงจังด้วยการปฏิบัติจริงคือการประกอบอาชีพผู้สื่อข่าวส่วน “สารคดีโลกสีฟ้า” หนังสือพิมพ์สยามโพสต์ ซึ่งถูกปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2541 ด้วยพิษเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” และด้วยเหตุผลวงในอีกประการซึ่งสำคัญกว่า ทั้งนี้คุณปีย์ (คีย์แมนสำคัญที่มีกระแสข่าวเปิดเซฟเฮาส์วางแผนการรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ) คงตอบได้ดีที่สุด และถ้าคุณยังจำได้ว่ามีนักข่าวของสยามโพสต์ร่วมร้อยต้องตกอยู่ในสภาพตกงานภายหลังการฉลองปีใหม่ด้วยใจหวั่น ในขณะที่นักข่าวของ จส.100 ยังคงมีงานทำอยู่ (ซึ่งเข้ามากินเงินเดือนร่วมกับพวกเราก่อนหน้านี้ไม่นานนัก) นี่คือสาส์นถึงท่านโดยตรง
จากวันนั้นถึงวันนี้แม้สถานภาพที่เปลี่ยนจากคนเขียนสารคดีมาเป็นการประกอบธุรกิจส่วนตัวในปัจจุบัน แม้อาชีพเปลี่ยน แต่จุดยืนด้านชาติจุดยืนที่เขียนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประชาชนส่วนรวมไม่เคยเปลี่ยน
บุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้เปรียบทางสังคมอยู่แล้วดิฉันไม่จำเป็นต้องเสนอถึง
ดิฉันยังคงอยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่โครงสร้างที่เป็นธรรมเป็นโครงสร้างที่เอื้อประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งอยู่ตามต่างจังหวัด และประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก(ปัจจุบันดิฉันและครอบครัวอยู่ที่แถบชนบทของโคราช) ไม่เฉพาะคนในกรุงเทพฯ หรือผู้บริหารประเทศที่กุมอำนาจรัฐไว้ในมือมาทุกยุคทุกสมัย เป็นกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องโอกาสในการศึกษา โอกาสในการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น โอกาสที่จะมีสิทธิมีเสียงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองให้ได้ดังๆ พอๆ กับคนในกรุงเทพฯ หรือหวังให้สูงสักหน่อยก็ขอแค่ให้ผู้กุมอำนาจรัฐในมือขณะนี้ชายตามามองและแก้ปัญหาต่างๆ ของคนบ้านนอกประสบอยู่ ในขณะที่รัฐบาลโดยเฉพาะท่านนายกฯอภิสิทธิ์กำลังสนใจแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องแสดงท่าทีและกำหนดมาตรการกับกรณีบาดหมางระหว่างไทยกับกัมพูชา
ดิฉันอยากบอกว่าขณะนี้ชาวบ้านที่เป็นลูกค้าโดยมากของร้านดิฉันกำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตซึ่งส่วนใหญ่ก็คือข้าวนั่นเอง พวกเขายังหวังไม่ได้เลยว่าราคาข้าวจะเป็นเช่นไร ผลสรุปการประกันราคาข้าวของรัฐบาลหาข้อยุติที่ตันละเท่าไหร่
หรือแม้กระทั่งเงินเดือนผู้สูงอายุที่ตกลงว่าจะได้ทุกเดือน เดือนละ 500 บาทที่ต้องชะลอไปเมื่อไหร่จะได้ เงินเบี้ยเลี้ยงของ อสม. ของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทำไมยังถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด
“เงินเดือนผู้ใหญ่บ้านผมก็ยังไม่ได้เลย ผลัดมาตั้งแต่เดือนตุลาฯแล้ว นี่พวกผมพาลูกน้องเข้าไปรับเงินเดือนที่อำเภอโดยไม่เอาเงินติดตัวไปเลย แต่สุดท้ายก็คือแห้วครับ ทางอำเภอบอกว่าเงินยังไม่มี เงินค่ารถยังต้องขอกับปลัดฯเลย” ผู้ใหญ่บัวไหล แห่งบ้านเก่าตาดำ ต.สาหร่าย อ.ชุมพวง ได้บ่นอุบกับดิฉันในช่วงต้นเดือนที่แวะเวียนมาเยี่ยมทางร้าน
นี่คือปัญหาปากท้องขั้นพื้นฐานที่ชาวบ้านลูกค้าและเป็นมิตรที่ดีเสมอมาของดิฉันประสบ ยังไม่รวมถึงโครงการซ่อมถนนที่หมดสภาพ ตลอดจนโครงการต่างๆ ที่จะมีเข้ามาพัฒนาก็หายเข้ากลีบเมฆไป
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าดิฉันจะโทษว่าเป็นความผิดของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกฯคนปัจจุบันของไทยหรือแม้กระทั่งรัฐบาลชุดนี้หรือชุดไหนๆในอดีตก็ตามที เพราะทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นปัญหาระดับโครงสร้างการเมืองที่ไม่เป็นธรรมที่ที่สืบทอดมานานหลายทศวรรษ
ดิฉันกำลังมองถึงปัญหาชาติในขณะนี้ว่าไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวหรือระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ตลอดจนคู่ขัดแย้งของเราเวลานี้ก็ไม่ใช่นายกฯอภิสิทธิ์และพวกกับอดีตนายกๆ ทักษิณที่เป็นประเด็นฮ็อตไม่เลิกในทันทีที่เหยียบประเทศกับพูชาโดยคำเชิญของเพื่อนที่ชื่อฮุนเซ็นเพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ
ณ เวลานี้ปัญหาของประเทศจึงอยู่ที่การประกาศท่าทีแข็งกร้าวของนายกฯอภิสิทธิที่หมายจะเอาตัวอดีตนายกๆ ทักษิณมาลงโทษให้ได้ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งไทยทำกับประเทศกัมพูชา แต่ยกเว้นคดีการเมืองซึ่งทำไม่ได้
ทั้งนี้ท่านนายกฯฮุนเซ็นเองก็ประกาศกร้าวกลับคืนมาว่าจะไม่ส่งตัวอดีตนายกฯทักษิณให้ประเทศไทยเช่นกัน
ณ เวลานี้ปัญหาของประเทศไทยมันใหญ่ยิ่งกว่าเรื่องการช่วงชิงการนำของฝ่ายการเมืองที่มองฝ่ายตรงกันข้ามว่าเป็นศัตรู การนำตัวทักษิณมาดำเนินคดีไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลควรปลุกระแสชาตินิยมมาโจมตี
เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำควรขณะนี้มันไม่ใช่การปลุกกระแสชาตินิยมแต่รัฐบาลจะต้องแก้ “ปัญหาประชาชาติ” ให้สำเร็จเพราะมันหมายรวมถึงทุกส่วนทุกองคาพยพของสังคมไทยที่จะได้รับประโยชน์อย่างถ้วนหน้ากัน
ยิ่งรัฐบาลแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชามากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะอันตรายและหวาดระแวงจากประเทศเพื่อนบ้านไม่จะเป็นลาว พม่า เวียดนาม มาเลเซียและเป็นการเสียเชิงทางเศรษฐกิจอย่างมากเพราะอย่าลืมว่ามหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจซึ่งก็คือ “จีน”กำลังเล็งเป้าหมายมาที่ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศในภูมิอาเซียนหรือประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่รัฐบาลกำลังทำให้เป็นปัญหาระยะยาวและอาจเกิดภาวะสงครามตามตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชาได้ง่ายๆ ถ้ายังมีท่าทียอมหักแต่ไม่อยากงอ
เวลานี้รัฐบาลไทยกำลังนำประเทศไทยมาเดิมพันเพื่อแลกกับการจับตัวคนเพียงคนเดียว ดิฉันไม่คิดว่าคุณทักษิณจะมีความสำคัญมากพอที่จะทำให้ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ต้องนำมาเป็นปัญหารีบด่วนที่ต้องแก้ไข แต่เป็น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาคนตกงาน ปัญหาน้ำมันโลกขึ้นราคาไปพร้อมที่ราคาทองคำที่ถีบตัวเองสูงขึ้นถึง 18,000 บาทซึ่งมีแนวโน้มที่จะขึ้นไปอีกจนฉุดไม่อยู่ต่างหากเป็นเรื่องเร่งรีบที่จะต้องจัดการจัดสรรอย่างเป็นธรรม
คุณทักษิณอยากทำอะไรก็ทำไปปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมไทยที่ต้องดำเนินเรื่องไปตามสเต็บ บทบาทของผู้นำประเทศเวลานี้ดูเหมือนจะสับสนวกวนจนลืมเรื่องสำคัญๆ ที่ควรแก้ไขภายหลังที่ได้แถลงนโยบายออกมาก็ไม่เห็นว่าจะมีโครงการใดๆ คืบหน้า
ซ้ำร้ายยังกล่าวโจมตีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธในกรณีเดินทางไปพบสมเด็จฮุนเซนนายกฯของประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ท่านทั้งสองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมาตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ตลอดจนเมื่อครั้งเป็นนายกๆ รัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เป็นเจตนาอันดีที่จะสานสัมพันธ์กับความขัดแย้งดังกล่าว การสร้างมิตรภาพกับประเทศเพื่อนบ้านถูกตีความไปในด้านลบ
สื่อของรัฐฯ และรัฐบาลปัจจุบันกำลังโยนบาปให้อดีตนายกฯท่านนี้เพียงเพราะว่าท่านชวลิตอยู่ฝ่ายตรงข้าม คือเข้าไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย
ดังนั้นบิ๊กจิ๋วเปรียบเสมือนศัตรูทางการเมืองคนสำคัญและถูกมองว่าเป็นนอมินีของทักษิณ(อีกแล้ว)ซึ่งรัฐบาลจะต้องกำจัดและดิสเครดิตให้สิ้นซากไปจากเส้นทางการเมือง
“ชักศึกเข้าบ้าน” คือข้อกล่าวหาที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธถูกรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรพรรคประชาธิปัตย์เล่นงาน
ทั้งๆ ที่ถ้าได้ศึกษาความเป็นมาเป็นไปบนเส้นทางทางการทหารและการเมืองของท่านชวลิตโดยปราศจากอคติแล้วละก็จะทราบว่าอดีตนายกฯชวลิต ท่านนี้แหละคือกุนซือคนสำคัญที่เป็นผู้ประสานนโยบาย66/23 ดึงมวลชนและนักศึกษาที่ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารปราบปราบโดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นคอมมิวนิสต์จนต้องหนีเข้าป่าไปตั้งแต่เหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 จนถึง 6 ตุลาคม 2519
ซึ่งเมื่อประกาศนโยบาย66/23 ไม่นานนักนักศึกษาที่หนีเข้าป่าเพราะการปราบปราบของรัฐบาลเผด็จการทหารมองว่าเข้าค่าย “ลัทธิคอมมิวนิสต์” ต่างพากันกลับเข้ามาเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยจนบางท่านจบถึงด็อกเตอร์และเป็นนักคิดนักเขียนคนสำคัญในเวลาต่อมา
นักศึกษาหลายๆคน ณ วันนี้ก็ได้ผันตัวเข้ามาเป็นนักการเมืองบ้างเช่น คุณอดิสร เพียงเกษ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง คุณสุธรรม แสงประทุม และอีกหลายๆ ท่าน
นอกจากนี้เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นนักคิดนักเขียนก็มาก หนึ่งในใจของดิฉันคนหนึ่งก็คืออาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักไฮปาร์คตัวยงสมัยนั้น
บุคคลเหล่านี้เคยผ่านชีวิตในป่าพวกเขาร่วมกับกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมาถึงวันนี้พวกเขาเหล่านั้นต่างก็ยอมออกมาเล่าความเป็นไปตลอดจนปฏิเสธวิธีแห่งคอมมิวนิสต์
ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะไม่มีทางได้นักคิดนักเขียนสำคัญๆ กลับจากป่าได้เลยถ้าพลเอกชวลิตไม่ได้เป็นผู้ประสานนโยบายดังกล่าว
“นโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ที่ 66/23 ก็คือการยุติสงครามกลางเมืองด้วยการขยายเสรีภาพของบุคคล แก้ปัญหาความไม่มั่นคงของรัฐด้วยการขยายอำนาจอธิปไตยของปวงชน เพราะอำนาจอธิปไตยของคนส่วนน้อยหรือระบอบเผด็จการรัฐสภาเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงของรัฐซึ่งมีเงื่อนไขให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ทำสงครามกลางเมืองเพื่อเข้าทำลายอำนาจรัฐ (ทำลายกองทัพแห่งชาติ)
“นโยบาย 66/23 เป็นการส่งเสริมการต่อสู้อย่างสันติเพื่อประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย มิได้ขัดขวางประชาชนดังเช่นเรียกผู้ละทิ้งการต่อสู้แนวรุนแรงด้วยอาวุธมาต่อสู้สันติว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” การร่วมมือพัฒนาชาติไทยคือการพัฒนาทางการเมืองที่สามารถทำได้แล้ว เพราะยุติสงครามกลางเมืองแล้ว รูปธรรมคือร่วมกันสร้างสรรค์ประชาธิปไตยด้วยการทำให้เสรีภาพบุคคลบริบูรณ์ และทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนอันเป็นภารกิจสูงสุดของกองทัพตามรัฐธรรมนูญ “มาตรา60 ที่ว่ารัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อการรักษาความมั่นคงของรัฐและเพื่อพัฒนาประเทศ”
“การแก้ปัญหาชาติจะต้องดำเนินอย่างถูกต้อง คือ ถ้าประเทศมี-สงครามจะต้องแก้ปัญหาสงครามให้ตกไปก่อนจึงจะเริ่มพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเป็นลำดับ”(จำลอง บุญสอง สารคดีโลกสีฟ้า หนังสือพิมพ์สยามโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2538)
นั่นก็คือพลเอกชวลิตได้ใช้การเมืองนำการทหาร ดึงมวลชนที่คิดต่างจากอำนาจรัฐกลับเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาชาติ ไม่ใช่นำการทหารมานำการเมืองอย่างเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อ19กันยายน 2549 ที่ผ่านมาแล้วถึง3ปี แต่บ้านเมืองกลับแตกแยกมากขึ้น ขัดแย้งกันทางความคิดอย่างรุนแรง เข้าขั้นสงครามกลางเมืองทีละน้อยๆ
สภาวการณ์ในปัจจุบันซึ่งรัฐบาลกำลังประสบเวลานี้เทียบเคียงได้ดีกับเหตุการณ์ในอดีต(ยุค14ตุลาฯ16 และ6 ตุลาฯ19) อย่างมาก
ประเทศไทยเวลานี้เข้าใกล้สถานการณ์ของสงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที คนไทยเวลานี้แตกแยกทางความคิดอย่างถึงที่สุด แบ่งเป็นสีเหลือง สีแดง สีขาว สีน้ำเงินฯลฯ ต่างกลุ่มต่างอุดมการณ์ต่างเป้าหมาย
แต่...ท้ายสุดแล้วเดาได้ไม่อยากเลยว่าจะเกิดอะไรต่อขั้นจากนี้....
รัฐบาลจะสร้างสมานฉันท์ได้อย่างไร้ถ้าไม่สามารถดึงศัตรูมาเป็นมิตรได้แล้วร่วมแก้ปัญหาประชาชาติร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เลิกตามล่าคนเพียงคนเดียวแล้วเอาประเทศเป็นเดิมพันตัดความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเพียงเพราะต้องการช่วงชิงการนำทางการเมืองเพียงประการเดียว อย่าอ้างถึงชาตินิยมเลยมันฟังแล้วล้าหลังสิ้นดี
...สิ่งซึ่งที่รัฐบาลควรกระทำ ณ เวลาวิกฤติในวันนี้ก็คือการจับมือแล้วสานความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคของเรา (อาเซียน) เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาหรือร่วมใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมายในภูมิภาคของเราเองให้ได้ประโยชน์สูงสุด บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านที่ต้องทำมาหากินตามแนวตะเข็บชายแดน ลองคิดดูซิว่าหากด่านไทย-กัมพูชาต้องปิดไปโดยไม่มีกำหนด อะไรจะเกิดขึ้น ใครคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เศรษฐกิจไทยจะแย่ลงอีกเท่าทวีคูณ ผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างสองประเทศจะเป็นเช่นไรมีกับตายกับตายอย่างเดียว
ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกนำอิทธิพลของมหาอำนาจตลอดจนสื่อต่างชาติมากดดันหวังเพียงกำจัดศัตรูทางการเมืองเพื่อประโยชน์แห่งพรรคตนและพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อรักษาเก้าอี้ของตนไว้ให้นานที่สุด
สำหรับดิฉันแล้ว คุณทักษิณมิได้ยิ่งใหญ่หรือสำคัญพอที่รัฐบาลจะต้องเอาความสัมพันธ์อันดีระหว่างภูมิภาคมาวางเดิมพัน ถึงขั้นร้ายแรงที่จะทำสงครามกับเพื่อนบ้านเลย เรามาจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านของเรากันไว้ให้เหมือนประเทศกลุ่มยุโรปไม่ดีกว่าหรือ อย่างน้อยก็เป็นการผนึกกำลังและสร้างอำนาจในการต่อรองไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเมืองหรือเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงรายได้ประชาชาติของเราเอง
ความรักชาติมันต่างกับการคลั่งชาติคะ รัฐบาลกรุณาอย่าพยายามปลุกกระแสชาตินิยมกดดันประเทศกัมพูชาเช่นนี้เลย
ความรักชาติของดิฉันไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำตามความต้องการของผู้นำโดยดุษฎี ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ดิฉันเองก็รักสงบตามคำที่ท่านนายกฯ บอกแต่ก็ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ยืนตรงเคารพธงชาติร้องปาวๆ แต่หาได้เข้าใจอย่างท่องแท้ในสาระของความเป็นชาติที่เราทุกคนจะต้องรักและหวงแหน มันคนเรื่องกัน
รักสงบในความหมายของดิฉันก็ไม่ใช่การสงบปากสงบคำก้มหน้าก้มตามทำอะไรๆ ตามใจ ตามความต้องการของรัฐบาล ดิฉันเป็นเด็กดื้อคะ(คล้ายใครสักคนที่ดิฉันและทุกคนในประเทศรู้จักดี) ดิฉันเป็นเพียงคนเดินดินที่ประกอบอาชีพสุจริตคนหนึ่งที่อยากคิดวิเคราะห์ตามข้อมูลที่ศึกษาและสังเคราะห์จากหลายๆ ส่วน ดิฉันเพียงแค่ต้องการเสนอทางเลือกหนึ่งเพื่อชี้นำสังคมในมุมที่ต่างออกไป
เหนืออื่นใดดิฉันก็ขอยืนยันว่าข้อเขียนของตัวเองทุกครั้งมีจุดยืนเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนรวม คนซึ่งกำลังประสบปัญหาความยากจน คนเดือดร้อนจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้นำประเทศ ดิฉันจะเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้ไร้เสียงในสังคมเท่าที่จะทำได้ มิได้มีเจตนาหรืออคติเข้าข้างฝ่ายขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น
ต่อกรณีปัญหาระหว่างไทยกับกับพูชาที่รุนแรงถึงกับเรียกทูตไทยกลับประเทศนี่ซิเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและน่าหนักใจมาก น่าหวาดหวั่นว่าจะเกิดสงครามในที่สุดหากรัฐบาลใช้แต่จุดยืนส่วนตัวโดยปลุกกระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ แล้วอ้างว่ามันคือการทวงศักดิ์ศรีของประเทศไทย
ดิฉันอยากขออ้อนวอนให้รัฐบาลพิจารณาท่าทีกับประเทศเพื่อนบ้านเสียใหม่ โดยหันมามองประโยชน์ของประชาชาติอันหมายถึงประชาชนทั้งหมดกว่า 63 ล้านคนเป็นสำคัญ อย่าหวังแต่เพียงการต้องการเป็นรัฐบาลให้นานที่สุด หรือหวังแต่เอาชนะฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
เพราะการกระทำเช่นนั้นมันจะทำลายล้างประชาชน ทำลายเจตนารมณ์ประชาธิปไตยของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีชาติและส่วนรวมเป็นจุดยืน
รักชาติใครก็พูดได้คะ แต่อย่ารักจนคลั่งจนหลงลืมความทุกข์ร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีสำนึกประชาธิปไตยที่แน่นแฟ้นและเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยมากกว่าท่านผู้นำมากนัก
ทั้งนี้ทั้งนั้นท่าทีที่แข็งข้อไม่ประนีประนอมกันไม่เฉพาะฝ่ายคุณอภิสิทธิ์เท่านั้น คุณทักษิณเองก็ควรจะมองถึงสิ่งที่จะเกิดตามมากับประชาชนตาดำๆ ไม่ใช่พากันใช้ยุทธวิธีห้ำหั่นทำลายล้างกันให้ตายไปข้างหนึ่ง
แล้วประเทศจะได้อะไร.... นอกจากการเห็นภาพสงครามกลางเมืองอยู่รำไรๆ ซึ่งตอนนี้ได้ขยายผลไปสู่ท่าทีของสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเสียแล้ว
ฉันเชื่อมั่นว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์มิคสัญญีเกิดขึ้นเป็นแน่ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น “ชาติ” และ “ความรักชาติ” ในจินตภาพของประชาชนก็จะแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นความคลั่งในชาติ คลั่งในสายพันธุ์ของตัวเองว่าดีเลิศซึ่งก็เคยมีบทเรียนให้เห็นแล้วในสมัยฮิตเลอร์ผู้นำฝ่ายเยอรมันที่ทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวจนสิ้นชาติ อันเป็นชนวนแห่งสงครามโลกครั้งที่1
หรือ….ท่านอยากเห็นสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแส”คลั่งชาติ” จนขาดสติ
ดังคำกล่าวของ นายพลชาลเดอร์โกลล์ ที่ว่า
“ความรักบ้านเกิดเมืองนอนคือความรักต่อประชาชนมาก่อน ชาตินิยมคือความเกลียดต่อประชาชนของเรามาก่อน” (อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์, มติชนสุดสัปดาห์ 2-8 ตุลาคม 2552)
ด้วยความเคารพในเสรีภาพทางความคิดเห็น(ต่างๆ)












เราอยู่บนสองมารตฐาน
เราอยู่บนสองมารตฐาน ชาวโลกดูอยู่ คือ ของเขา-ของเรา
ข้าถูก-มึงผิด
แบบกูถูก-คนอื่นไม่ถูก
กูสะใจ-มึคิดอะไรกูไม่สน
ผมว่ามันสายไปเสียแล้วที่จะไปเ
ผมว่ามันสายไปเสียแล้วที่จะไปเตือนรัฐบาลตอนนี้
รัฐบาลชุดนี้คิดเพียงอย่างเดียว ทำอย่างไรถึงจะกำจัดทักษิณออกไปได้ (งานการไม่สน)
ด้วยความกลัว กลัวว่าถ้าทักษิณกลับเข้ามาบริหารงานได้อีก
พรรคและฝ่ายที่สนับสนุนการโค่นทักษิณโดยการปฏิวัติจะถูกทำลายล้างแบบเดียวกับที่ทักษิณโดน
ผมเองในฐานะประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง และติดตามการเมืองมานาน
ผมคิดว่าปัญหาตอนนี้ มันเลยจุดที่จะประนีประนอม หรือสร้างความสมานฉันท์กันได้แล้ว
มันไม่ใช่แค่เรื่องเอาไม่เอาทักษิณอีกต่อไป ถึงทักษิณตายเรื่องก็ไม่หยุด
หากแต่การต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
มันจะมาจากจุดมุ่งหมายเดียว คือ เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในสังคม
และเพื่อขจัดความอยุติธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
ทุกอย่างมันเป็นผลมาจากการไม่เคารพในเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
จากการบังคับให้คนที่คิดต่างจากกลุ่มของตน (ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ)
เข้ามาอยู่ในกฎ กติกา ที่จัดตั้งมาโดยคนเพียงกลุ่มหนึ่งของประเทศ
และโดยมีการเลือกปฏิบัติในกฎ กติกา โดยคนกลุ่มที่คิดเหมือนตนไม่ถูกลงโทษ แต่คนที่คิดต่างกลับโดน
โดยคนกลุ่มนี้คิดว่า คนที่คิดต่างจากตนเอง เป็นคนโง่ ไร้การศึกษา หรือมีการศึกษาต่ำ และซื้อได้ด้วยเงิน
คนที่คิดต่างจากกลุ่มของตนไม่ควรมีสิทธิ เสรีภาพ ในการคิดการแสดงออก เพราะเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
และเพื่อกำจัดคนที่คิดต่าง จึงใช้สถาบันเป็นเครืองมือในการโจมตีคนที่คิดต่างจากกลุ่มของตน
โดยป้ายข้อหาว่าเป็นการทรยศชาติ ขายชาติ โกงชาติ และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการเล่นงาน
องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ สื่อถูกเข้าไปแทรกแซง บิดเบือน เพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มของตน
และใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายตรงข้าม
ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ จะไม่ให้บ้านเมืองเกิดกลียุคได้อย่างไรครับ
เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยครับ
แยกไม่ออกระหว่างรักชาติ
แยกไม่ออกระหว่างรักชาติ คลั่งชาติ ขายชาติ.......เวนกำของแผ่นดินสยามจริงๆ.....
ฟฟฟฟฟ
"ฮุนเซน" หลอกใช้ 2 อดีตนายกฯไทย "เสียมราบคาบ แขมร์ชนะตลอดกาล"
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 14 พฤศจิกายน 2552 00:04 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วง 2-3 สัปดาห์มานี้ ในความพยายามมทำให้ภาพของตัวเองโดดเด่น พลิกขึ้นเป็นฝ่ายชนะเหนือประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอดีตนายกรัฐมนตรีถึงสองคน ยินยอมพร้อมใจสนองและรับใช้ยุทธศาสตร์กับนโยบาย ทำให้ "เสียมราบคาบ ขะแมร์ชนะตลอดกาล" ของเขา ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
หลังเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนด้านภูมะเขือ วันที่ 3 เม.ย.2552 ซึ่งทหารไทยเสียชีวิตทันทีจำนวน 3 นายกับอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ หนังสือพิมพ์ภาษาเขมรในกรุงพนมเปญหลายฉบับพากันพาดหัวข่าวใหญ่ "ทหารสยามพ่ายยับ" หรือไม่ก็ "ทหารกัมพูชาตีพวกสยามแตกพ่าย"
ก่อนหน้านั้น หลังการปะทะครั้งแรกในวันที่ 15 ต.ค.2551 ที่มีทหารกัมพูชาเสียชีวิตทันที 3 นาย ฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บ 7 คน หนังสือพิมพ์หลายฉบับในพนมเปญก็ยังพาดหัวข่าว ในทำนอง "สนามแตกบ่ายตายเจ็บกว่า 30"
ในเหตุการณ์วันที่ 10 พ.ย.2552 เมื่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน นำนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร เดินทางเข้าประเทศไม่มีการพาดหัวข่าวตัวไม้ด้วยข้อความโลดโผนเหมือนเมื่อก่อน
แต่มีการแพร่ภาพการจัดพิธีต้อนรับอันใหญ่โต และ ภาพกิจกรรมต่างๆ ออกทางโทรทัศน์อย่างแพร่หลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ประกาศจะรักษาจรรยาบรรณอย่างรัดกุม รายงานเหตุการณ์อย่างรอบด้านและราบเรียบ ไม่สุมไฟสถานการณ์นี้
แต่ภาพของ นช.ทักษิณ ที่สงบเสงี่ยมอยู่บนจอโทรทัศน์ ในบ้านพักเมืองตาขะเมา จ.กันดาล ไม่ต่างกับภาพของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีท่าทางพินอบพิเทา ซึ่งปรากฏบนจอโทรทัศน์ในวันที่พบกับฮุนเซน สัปดาห์ปลายเดือน ก่อนหน้านั้น
นักโทษชายที่หลบหนีโทษจำคุก 2 ปีจากประเทศไทย ถูกบังคับให้ต้องเลือก แม้ต้องจำยอม ขณะที่เกือบจะไม่มีแผ่นดินที่จะอยู่ได้อีกแล้ว และไม่มีที่ใดเป็นยุทธภูมิอันเหมาะเหม็งที่สุด สำหรับเดินทางเข้าออกอย่างเสรี เพื่อพบปะกับบรรดาลูกสมุนเป็นระยะๆ ในยุทธการโค่นศัตรูทางการเมืองในกรุงเทพฯ
การจำนนของทักษิณคือ การประกาศชัยชนะเงียบๆ ของฮุนเซน เหนือ "รัฐบาลสยาม" ในกรุงเทพฯ
และนี่คือภาพ ที่พวก "สยาม (แพ้) ราบคาบ ขะแมร์ชนะตลอดกาล" ที่ฮุนเซนพยายามจะให้ชาวกัมพูชาทั่วไปได้เห็น ได้แน่ใจ และ รู้สึกได้ตลอดหลายปีมานี้
เป้าประสงค์ที่ชัดเจนของยุทธศาสตร์นี้ก็คือ เมื่อฮุนเซน ทำให้ชาวเขมรเป็นผู้ชนะได้ เขากับหมู่คณะที่หลายปีมานี้ได้กลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน ก็จะสามารถอยู่ในอำนาจต่อไปได้จนถึงวันสิ้นลม ตามที่เคยประกาศเอาไว้
แต่สถานการณ์ของกลุ่มปกครองนี้จะย่ำแย่ลงไป ถ้าหากภาพพวกเขามีภาพที่อ่อนแอ ตกเป็นเบี้ยล่างของเพื่อนบ้านนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมามาในประวัติศาสตร์ และ จะเลวร้ายลงไปอีก ถ้าหากในสถานการณ์กลายเป็นว่า ในวันหนึ่งกัมพูชาต้องเสียดินแดนให้แก่ไทย ..
เช่นเดียวกับที่ดินแดนทางตะวันออกซึ่งถูกเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่งฮุบเอาไป และ ผู้คนที่รู้เรื่องนี้ก็มีจำนวนมากขึ้นทุกทีๆ ..
ไม่ต้องทำสงครามก็ชนะได้
มองจากทางฝั่งกัมพูชา การเอาชนะประเทศไทยเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของรัฐบาล เนื่องจากไม่สามารถที่จะเอาชนะเพื่อนบ้านอีกทางทิศหนึ่งได้ และ ไม่มีสาเหตุอันได้ที่จะไปชวนเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ สปป.ลาว ทะเลาะด้วย แม้ว่าสองประเทศจะมีชายแดนติดกันหลายร้อยกิโลเมตร
นับตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกโค่นลงจากอำนาจ หัวหน้าพรรค อดีตนายกรัฐมนตรีกลายเป็นนักโทษหนีคดี ฮุนเซนเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่อบอุ่น ประชาชนไทยได้ลุกฮือขึ้นมาทวงสิทธิความเป็นเจ้าของดินแดนรอบๆ ในเขตสันปันน้ำรอบๆ ปราสาทพระวิหาร พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร
ทหารของฮุนเซนที่สวมรองเท้าแตะออกรบให้ชาวโลกได้เห็นในการปะทะเดือน ต.ค.2551 กำลังเผชิญหน้ากับกองทัพไทยที่มีพลังอำนาจอันเหนือกว่าอย่างไม่สามารถเทียบกันได้ และ ผู้นำเองเริ่มรู้ว่าไม่มีมิตรที่มีอำนาจ เหลืออยู่อีกแล้วในกรุงเทพฯ
เพาะฉะนั้น นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาฮุนเซนจึงต้องแสดงออกความเกรี้ยวกราด แสดงการข่มขู่คุกคามต่อประเทศไทยในทุกๆ เรื่อง สั่งยิงคนไทยทุกคนที่ข้ามแดนเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต และสั่งทหารให้ตอบโต้ฝ่ายไทยในทุกแนวหน้า ฮุนเซนแสดงการก้าวร้าวและข่มขู่ประเทศไทยแม้กระทั่งในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หลายเรื่อง
แต่ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของอารมณ์พาไป หรือ เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ หากเป็นการสนองนโยบายและยุทธศาสตร์อันสำคัญยิ่งยวดของเขา อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
จากหัวหน้าสู่ลูกน้อง นายทหารทุกคนของกองทัพได้รับคำสั่งเดียวกัน และมีพฤติกรรมไม่ต่างกัน พวกเขาพากันหยามกองทัพไทย กับบรรดาแม่ทัพนายกองของไทย ด้วยสงครามทางวาจา ซึ่งได้ทำให้อุณหภูมิตามแนวชายแดนสองประเทศคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่มีการยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียวในช่วงหลายเดือนมานี้
ถึงแม้ทางฝั่งไทยจะไม่มีผู้ใดหวาดกลัวกับการข่มขู่คุกคามด้วยวาจาของฮุนเซน กับขุนทหารลูกสมุน แต่ทางฝั่งกัมพูชานั้น การกระทำของฮุนเซนทำให้ชาวเขมร 14 ล้านคนเชื่อถือและศรัทธาในผู้นำ ที่มีความกล้าหาญ กล้าท้าทายไปเสียทุกเรื่อง
"จิ๋ว-แม้ว" เสริมบารมี "ฮุนเซน"
ไม่เพียงแต่คนไทยส่วนใหญ่จะมอง พล.อ.ชวลิต ประธานพรรคเพื่อไทยเป็นตัวตลกเท่านั้น สื่อในเขมรเองก็มองบุคคลผู้นี้ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าสื่อมวลชนที่ถูกครอบง้ำไม่สามารถจะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้ และ หนังสือพิมพ์หลายฉบับเลือกที่จะ "ไม่พูด" มากกว่าพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง
ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต อดีตนายกรัฐมนตรีคนไทย ได้กลายเป็น "มอเตอร์ไซค์รับจ้าง" ของฮุนเซนส่งให้นำส่งเอกสาร แถมยังไม่ได้รับค่าจ้างอีกด้วย
พล.อ.ชวลิต นำสาสน์ที่ฮุนเซนต้องการประกาศให้คนไทยได้รับรู้ นั่นก็คือ กัมพูชาจะเป็นบ้านอันอบอุ่นของนักโทษหนีคดี และ ฮุนเซนมาประกาศเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งในดินแดนระหว่างประชุมผู้นำอาเซียนที่หัวหิน
สำหรับนักโทษชายทักษิณ ดูเหมือนว่า ฮุนเซนให้ความสำคัญกว่า พล.อ.ชวลิต
นช.ทักษิณ นั่งอยู่เคียงข้างฮุนเซนในการแถลงข่าวในกรุงพนมเปญวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประกาศท้าทายครั้งสำคัญให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดพรมแดนได้ทันทีถ้าหากต้องการ
"การปิดพรมแดนจะทำให้สูญเสียกันทั้งสองฝ่าย แต่ไทยเป็นฝ่ายสูญเสียมากกว่า ด้วยผลประโยชน์ทางการค้า" ฮุนเซนกล่าวย้ำประโยคเดิมที่เคยให้สัมภาษณ์ท้าทายเอาไว้ก่อน ในวันที่เดินทางกลับจากการประชุมผู้นำกลุ่มอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงในญี่ปุ่นร่วมกับนายกรัฐมนตรีของไทย
ฮุนเซนประกาศประโยคนี้ต่อหน้านักโทษชายที่ไร้แผ่นดินซุกหัวนอน จึงทำให้ดูเหมือนว่า ผู้ที่ท้าทายประเทศไทยและ รัฐบาลไทยไม่ใช่ฮุนเซน หากเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มันเป็นความตกต่ำที่ทักษิณเองต้องยอมรับ เพื่อแลกกับฐานที่มั่นอันอบอุ่นในการบัญชาพรรคเพื่อไทยกับพลพรรคเสื้อแดงต่อสู้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้ว่าฝ่ายหลังจะมีอำนาจรัฐอยู่เต็มสองมือก็ตาม
กลุ่มทุนสยาม- อาวุธลับ "ฮุนเซน"
การปิดพรมแดนเพื่อตอบโต้กัมพูชานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดมาแล้วหลายครั้ง ชายแดนเคยถูกปิดยาวในช่วงสงครามกลางเมือง และ ครั้งล่าสุดในปี 2546 หลังเหตุการณ์เผาสถานทูตไทย และ เกิดในสมัยรัฐบาลทักษิณ
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในวันนี้แตกต่างออกไป เพราะมีผู้เสียหายมากกว่า 6 ปีก่อน และ ทั้งหมดอยู่ใกล้ตัวรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์
และทันทีที่กระแสข่าวการปิดชายแดนแพร่ออกไป เสียงเอะอะโวยวายก็ดังออกไปจากกลุ่มค้าเสื้อผ้าตลาดโบ๊เบ๊ก่อนผู้อื่น ผู้ค้ากล่าวว่านับแต่เริ่มมีความตึงเครียดสองฝ่าย การสั่งซื้อจากฝั่งกัมพูชาลดวูบลงวันละ 100 ล้านบาท
คนกลุ่มนี้กล่าวโทษสถานการณ์และพยายามขวางกั้นการใช้มาตรการปิดพรมแดนของรัฐบาล โดยไม่ได้ใส่ใจกับสถานการณ์ตลาดที่ในปัจจุบัน พวกเขาเจอคู่แข่งอันแท้จริง นั่นก็คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากเวียดนามที่มีคุณภาพดีและราคาถูกกว่า ได้เข้าสู่ตลาดกัมพูชาแทนที่
ยังมีกลุ่มคนที่ค้าขายข้ามพรมแดนอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเอะอะโวยวายกดดันรัฐบาล หากมีการปิดพรมแดน ฮุนเซนรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี และอยู่ในการคาดการของเขา
ฮุนเซนรู้ดีอีกว่า ทันทีที่มีการปิดพรมแดน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะต้องตกอยู่ใต้การกดดันอย่างหนักจากกลุ่มเบียร์ช้างที่หลายปีมานี้เข้าไปลงทุนปลูกอ้อยผลิตน้ำตาลในกัมพูชา เครือซีเมนต์ไทยเองก็จะออก โวยวาย หลังจากลงไปนับร้อยล้านดอลลาร์กับโรงงานซีเมนต์ใน จ.กัมโป๊ต (Kampot) และ กำลังมีคู่แข่งที่น่ากลัวเข้าสู่ตลาดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปูนซีเมนต์จากจีนหรือเวียดนาม
ไม่ต่างกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เข้าไปมีผลประโยชน์ก่อนใครๆ ในประเทศนี้ อีกไม่ช้าไม่นานหลังการปิดพรมแดนกลุ่มทุนใหญ่นี้จะต้องออกมากดดันรัฐบาลอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ในทางการเมือง ฮุนเซนมีอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยถึงสองคนให้การสนับสนุน และในทางเศรษฐกิจฮุนเซนก็มีกลุ่มทุนใหญ่ในระดับชาติจากกรุงเทพฯ ที่เป็นมิตร
การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็อีก 4 ปีข้างหน้า แต่ในวันนี้รัฐบาลฮุนซนก็เป็นผู้ชนะแล้ว เพราะว่า “เสียมแพ้ราบคาบ แขมร์ชนะตลอดกาล”
และทันทีที่กระแสข่าวการปิดชาย
และทันทีที่กระแสข่าวการปิดชายแดนแพร่ออกไป เสียงเอะอะโวยวายก็ดังออกไปจากกลุ่มค้าเสื้อผ้าตลาดโบ๊เบ๊ก่อนผู้อื่น ผู้ค้ากล่าวว่านับแต่เริ่มมีความตึงเครียดสองฝ่าย การสั่งซื้อจากฝั่งกัมพูชาลดวูบลงวันละ 100 ล้านบาท
คนกลุ่มนี้กล่าวโทษสถานการณ์และพยายามขวางกั้นการใช้มาตรการปิดพรมแดนของรัฐบาล โดยไม่ได้ใส่ใจกับสถานการณ์ตลาดที่ในปัจจุบัน พวกเขาเจอคู่แข่งอันแท้จริง นั่นก็คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากเวียดนามที่มีคุณภาพดีและราคาถูกกว่า ได้เข้าสู่ตลาดกัมพูชาแทนที่
ยังมีกลุ่มคนที่ค้าขายข้ามพรมแดนอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเอะอะโวยวายกดดันรัฐบาล หากมีการปิดพรมแดน ฮุนเซนรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี และอยู่ในการคาดการของเขา
มิตรของไผวะ...มิตรของศรัตรู..
มิตรของไผวะ...มิตรของศรัตรู..อริราชศรัตรู.....
เมื่อไหร่ คนไทย จะคิดใหม่
เมื่อไหร่ คนไทย จะคิดใหม่ คือ คิดให้เป็น อย่ายึดติดกับอะไรเดิมๆ โดยไม่ดูเรื่องอื่นๆ
เริ่มจากตัวเราเถอะ
เริ่มจากตัวเราเถอะ ทำสิ่งที่ควรทำ รับผิดชอบสิ่งที่ควรรับ อย่าเรียกร้องให้คนอื่นทำเพื่อสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าดี แค่นี้ประเทศชาติก็จะสงบสุข รู้จักแพ้กันเสียบ้าง จะได้ไม่ต้องเถียงกัน ไม่ต้องตอบโต้กัน
รอให้ฆ่ากันตายก่อนนะแล้วค่อยม
รอให้ฆ่ากันตายก่อนนะแล้วค่อยมาพูดกันอีกที
@ ต้านศัตรู@ @
@ ต้านศัตรู@
@ นี่ไม่ใช่ลัทธิ “ชาตินิยม”
ไม่ใช่เรื่อง ปลุกระดม ขึ้นเข่นฆ่า
ไม่ใช่เรื่อง คลั่งชาติ ไม่พัฒนา
ไม่ใช่เรื่อง อมาตยา บ้าชนชั้น
หากเป็นเรื่อง เอกราช อธิปไตย
ศักดิ์ศรี ความเป็นไท ใช่ทาษนั่น
ล่วงละเมิด หมิ่นหยาม สิ่งสำคัญ
ไม่เคารพ กันและกัน บั่นไมตรี
ผิดไม่ยอม รับกรรม ที่ทำผิด
กลับตะบิด ตะแบงไป ในทุกที่
ตั้งเข็มผิด ก็ผิดไกล ไปทุกที
เงินชั่วชี้ ชั่วช้า สาริยำ
หนึ่งนายทุน ทรราช ฉกาจกล้า
สองขุนศึก เฒ่าชรา บ้าระห่ำ
สามเจ้าตั้ง ศักดินา ออกหน้านำ
สามศัตรู ขู่ขย้ำ ประเทศไทย
ต้องร่วมมือ กำหมัด ขจัดมาร
ต้องร่วมต้าน ร่วมสู้ ศัตรูใหม่
ต้องเป็นใจ เดียวกัน ประสานชัย
ต้องขับไล่ อันธพาล เผาบ้านเมือง
สามัคคี คนไทย ที่ใจไท
ไม่ยอมให้ ศัตรู มาขู่เขื่อง
ความเป็นธรรม ต้องสำแดง ให้แรงเรือง
ร่วมปลดเปลื้อง อยุติธรรม งำแผ่นดิน!
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พฤ.๑๒/๑๑/๕๒.
บ้านนี้เมืองนี้เละเทะ
บ้านนี้เมืองนี้เละเทะ ตุ้มเป๊ะ เป็นศัตรูกับประเทศรอบบ้านไปทั่วต่างชาติดูหมิ่นดูแคลน ภายในประเทศก็บริหารบ้านเมืองไม่ได้เรื่อง บรรดามือที่มองเห็นและมองไม่เห็น ตลอดจนขุนศึก ยังจะอุ้มเด็กคนนี้ไปถึงไหน เปรียบเหมือน อุ้มเด็กไว้ที่เอว และเด็กขี่เยี่ยวราดเลอะเทอะทำไมไม่เช็ดล้าง ประเทศชาติไม่มีนายกเด็กคนนี้ก็คงอยู่ได้ไม่สิ้นชาติ อย่าอุ้มอย่าปกป้องให้เสื่อมเสียผู้อุ้มหรือสนับสนุนไว้ทำไม ฤามันเป็นยุคกาขาวที่เขากล่าวขานกันจริงๆ สรรพสิ่งทั้งมวลย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง "ไม่มีใครฝืนสัจธรรมเหล่านี้ได้
ขอบใจที่ให้เครดิตคนแต่ง
ขอบใจที่ให้เครดิตคนแต่ง แต่ไอ้ Other แม่งยกเอามาดุ้น ๆ ไม่ให้เครดิตใครเลย เฮียจริง ๆ
อ่อ..นิยม "ฮุนเซนโมเดล" แถม
อ่อ..นิยม "ฮุนเซนโมเดล"
แถม พยายามเชียร์พวก "ตือสยาม" ด้วย
ก็ว่ากันไป....เชิญเถอะ เชิญเถอะ
อยากจะ "เขียน" อะไรก็เขียนไป....
อดีตแก้ไม่ได้
อดีตแก้ไม่ได้ แต่อย่าบิดเบือนอดีต ยอมรับ แล้วหาทางออก ที่เห็นว่าเหมาะสม ให้มีผลกระทบน้อยที่สุด นั่นแหละสังคมของคนเจริญ
คลั่งชาติก็ยังดีกว่าคลั่งคนขา
คลั่งชาติก็ยังดีกว่าคลั่งคนขายชาตินะ
"ขายชาติ"
"ขายชาติ" ไอ้คำนี้ปัจจุบันใช้ไม่ได้ เพราะชาติไทยก็คือชาติไทย ขายไม่ได้ครับ...!!!. มันจึงเป็นคำเพียงที่ใช้กล่าวหา กล่าวร้ายบุคคลอื่น... ฉะนั้นผู้ที่มีการศึกษาแล้วคงเข้าใจดี!!!
แต่ไอ้คำว่า "คลั่งชาติ" เอาไว้ให้คนฉลาดมีความรู้ หลอกให้คนโง่ ปฎิบัติ เพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์ของผู้มีอำนาจในขณะนั้น!!!
....!!!! คำนียามนี้ พี่น้องประชาไท คงได้ข้อคิดบ้างนะครับ !!!!
"ขายชาติ"
"ขายชาติ" ไอ้คำนี้ปัจจุบันใช้ไม่ได้ เพราะชาติไทยก็คือชาติไทย ขายไม่ได้ครับ...!!!. มันจึงเป็นคำเพียงที่ใช้กล่าวหา กล่าวร้ายบุคคลอื่น... ฉะนั้นผู้ที่มีการศึกษาแล้วคงเข้าใจดี!!!
แต่ไอ้คำว่า "คลั่งชาติ" เอาไว้ให้คนฉลาดมีความรู้ หลอกให้คนโง่ ปฎิบัติ เพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์ของผู้มีอำนาจในขณะนั้น!!!
....!!!! คำนียามนี้ พี่น้องประชาไท คงได้ข้อคิดบ้างนะครับ !!!!
ความอิจฉาเต็มสมองของอภิสิทธิ์
ความอิจฉาเต็มสมองของอภิสิทธิ์ทำให้สายตาความคิดหลงในสิ่งที่ผิดมหันต์ ไม่คิดแก้ปัญหาของชาติตามที่โฆษณา ปัญาหภาคใต้กี่ปี่แล้วที่ทหาร ประชาชนตายเป็นเบือ ศพแล้วศพเล่า ยังไม่สนใจไม่เคยเห็นนายกพูดหรือสนใจภาคใต้เลย ขณะที่ฐานเสียงอยู่ภาคใต้ แสดงถึงความอกตัญญูของผู้นำ อย่าคิดทำสงครามกับเพื่อนบ้านเลย ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้วันๆคิดแต่พ่นน้ำลาย จงยุบสภาและลาออกเถอะให้คนที่เก่งกว่ามาบริหารประเทศชาติก่อนที่ชาติจะล่มจม
ปัญหามันเกิดจากความสามารถในกา
ปัญหามันเกิดจากความสามารถในการพูดจาเข้าข้างตนเองอย่างไม่มีความละอายใจของพันธมิตร
ผมติดตามมาตลอดเพราะให้ข้อคิดหลายอย่างในช่วงแรก
แต่ฟังไปฟังมามันไม่ได้เป็นตรรกะซักนิด
ยิ่งพูดยิ่งเข้าข้างตัวเอง มองไม่เห็นความคิดต่าง ตั้งตนเป็นสถาบันแห่งความถูกต้อง
พูดจาให้คนเลือกข้าง แบบนั้นมันใช้ในสงครามเท่านั้น ลองคิดดูนะครับเราเริ่มเลือกข้างกันเพราะอะไร
ฟังไปคิดไปยิ่งฟังยิ่งรู้ว่ามันไม่ใช่เว้ย
ทักษิณก็แค่คนเก่งมากๆคนหนึ่งที่โตจากระบอบทุนนิยม ถ้าไม่มีพันธมิตร
ประเทศอาจจะเสียหายบ้างแต่คงไม่เสียหายนานและมากมายอย่างตอนนี้
ทักษิณจะถูกระบบลบไปเอง เพราะสังคมตอนนี้ไม่มีใครให้คนมาโกงกันได้ขนาดนั้นแล้ว
ถ้าทำได้ก็ต้องดูแล้วละ ว่าระบบตรวจสอบเฮงซวยขนาด รึฝ่ายตรงข้าม (อย่างถูกกฏหมาย) ไร้ความสามารถขนาด
การเคลื่อนไหวของพวกคุณพันธมิตร ทำให้สังคมแตกแยก และเป็นการช่วยทักษิณให้ไม่ตาย
ถ้าประเทศไม่มีคนอย่างพวกคุณซะ ผมเชื่อว่าเราจะไม่ตกต่ำขนาดนี้
เหมือนเอาปืนใหญ่ยิงบ้านเพื่อฆ่าหนูในบ้าน
ฮะๆๆ ไม่รู้ว่าจะมีคนยอมรับควมจริงได้ซํกกี่คน
และอีกอย่างการมีอคติและวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ไงครับ
เป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ยังจัดลำดับความสำคัญของการบริหารไม่ถูกเลย
รึไม่ก็อาจจะเก่งจริงแต่หูเบาไปละมั๊ง
วิจารย์มาเลยครับผมอยากรู้ว่าเหตุผลแย้งผมนิมันเป็นตรรกะ รึว่าแค่อยากเอาชนะ