บล็อกเกอร์ดังชี้สื่อเก่าต้องปรับตัว ในยุคท้าทายคนเฝ้าประตู-มืออาชีพ

วงเสวนา "สื่อเก่า-สื่อใหม่กับการพัฒนาประชาธิปไตย" บล็อกเกอร์คนชายขอบเสนอสื่อเก่าต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะโลกอินเทอร์เน็ตไม่ต้องกลั่นกรองเนื้อหาก่อนนำเสนอ และไม่ต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพ ด้าน ผอ.เว็บ SIU เชื่อถึงยุค 3G ของไทยเมื่อไหร่ สื่อใหม่จะมีอิทธิพลมากขึ้น

เครือข่ายพลเมืองเน็ตจัดเสวนาหัวข้อ "สื่อเก่า สื่อใหม่ กับพัฒนาการประชาธิปไตย" ในโครงการนักศึกษาแกนนำเพื่อพัฒนาสื่อและสังคม ณ ห้อง GM Hall ศศนิเวศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา 

กานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการ Siam Intelligence Unit www.siamintelligenceunit.com กล่าวว่า ขณะนี้สื่อใหม่ยังไม่ใช่พลังหลักที่จะขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสื่อใหม่มีพื้นฐานอยู่บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงอยู่ไม่เกิน 20% ของประชากรทั้งหมด นั่นคือ เราอาจสร้างเว็บบล็อก รณรงค์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แต่จะมีคนที่เข้าถึงได้เพียง 20% และส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก
 
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า สื่อใหม่อาจเป็นพลังรองให้สื่อหลักนำไปเล่นต่อ โดยยกตัวอย่างกรณีมีข้อความจากทวิตเตอร์ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีโต้กับทักษิณ ชินวัตร ประชาชนจะรู้เรื่องนี้เมื่อสื่อหลักรายงานข่าวซ้ำอีกที ดังนั้น หากจะขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม เขาจะไม่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นหลัก แต่จะขับเคลื่อนทางสื่อหลักอื่นๆ ไปพร้อมกัน
 
กานต์ กล่าวถึงสถานการณ์ของสื่อกระแสหลักในประเทศที่พัฒนาแล้วว่า มีสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มปิดตัวลง อาทิ Far Eastern Economic Review, Business Week เพราะเงินโฆษณาเทไปที่สื่อทางเลือกมากขึ้น และด้วยความที่สื่อทางเลือกมีต้นทุนต่ำ และมีการทำงานแบบนักข่าวพลเมือง ทำให้ต้นทุนยิ่งลดลง ขณะที่รายได้ก็เข้ามามากขึ้น ทำให้สื่อหลักเองอยู่ยากขึ้นทุกวัน
 
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า หากในประเทศไทย มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง 3G ประสบความสำเร็จ จะทำให้เข้าถึงสื่อใหม่ได้ดีขึ้น อีกทั้งโทรศัพท์มือถือก็เข้าถึงผู้ใช้สูงกว่าคอมพิวเตอร์ ถึงตอนนั้น อิทธิพลของสื่อใหม่จะมีสูงมากขึ้น และสถานการณ์แบบในต่างประเทศก็จะเกิดในประเทศไทยเช่นกัน
 
ขณะที่ สฤณี อาชวานันทกุล บล็อกเกอร์คนชายขอบ fringer.org และคอลัมนิสต์ มองว่า แม้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะน้อย แต่ข้อเท็จจริงคือ อัตราการเข้าถึงไม่ลดลงแน่นอน นอกจากนี้ จะเห็นว่า ปัจจุบันสื่อหนังสือพิมพ์เริ่มกังวลกับการเติบโตของสื่อทางเลือก แม้ว่าสื่อทางเลือกจะยังไม่โตนัก และเราก็จะเห็นได้ด้วยว่า ขณะนี้การทำข่าวของสื่อหลักปัจจุบันก็ทำข่าวโดยอาศัยข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
 
สฤณี กล่าวว่า ในอนาคต เราจะเห็นระบบนิเวศน์แบบใหม่ ซึ่งฟังก์ชั่นของสื่อหลักในอดีตอาจเหมือนเดิม แต่วิธีทำงานและรูปแบบต้องเปลี่ยนไป โดยมีสองเรื่องหลักคือ หนึ่ง การทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตู หรือ gatekeeping ของสื่อหลักจะล้าสมัย สื่อหลักมีมายาคติว่า สื่อจะต้องมีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำเสนอ ว่าอะไรเป็นข่าวไม่เป็นข่าว ไม่เช่นนั้นจะไม่น่าเชื่อถือ แต่ในอินเทอร์เน็ต เวลาที่เราส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ เราไม่ได้คิดแบบนั้น ความหมายของอินเทอร์เน็ตไม่ใช่การถ่ายทอดสด หรือ boardcasting ที่เป็นการสนทนาด้านเดียว แต่เป็นการสื่อสารแบบ private-mass ที่เราไม่ได้พูดให้มวลชนฟัง เราพูดให้กลุ่มเราฟัง แต่ก็มีคนอื่นได้ยินด้วย
 
บล็อกเกอร์คนชายขอบ เล่าว่า จุดนี้เองสื่อหลักก็พยายามปรับตัว เช่น สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ที่มีกล่องซึ่งลิ้งค์ไปยังเว็บบล็อกที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข่าวนั้นๆ โดยเลือกจากบล็อกที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูง นั่นแปลว่า สื่อหลักก็ยอมรับว่า การเลือกอ่านบล็อกใดๆ ของคนเล่นเน็ต มีสติปัญญา มีความหมายระดับหนึ่ง แม้จะเสี่ยงว่า ข้อมูลในบล็อกนั้นอาจผิด แต่การที่ซีเอ็นเอ็นยอมรับก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี
 
สอง คือเรื่องของความเป็นมืออาชีพ สมัยก่อน สื่อหลักบอกว่า ตัวเองมีทักษะในการอ่าน-เขียน-ทำข่าว และกรอง ดังนั้นแล้วต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองสื่อ เพราะสังคมให้คุณค่ากับหน้าที่นี้
 
ขณะที่สื่อใหม่นั้นเป็นการคุยกันเอง เช่น ถ้าเขียนบล็อกเรื่องโดราเอมอนลดราคาที่เดอะมอลล์ ถือว่าเป็นข่าวหรือไม่ สำหรับคนที่สนใจ การลดราคานี้ถือว่าเป็นข่าว ถามว่า หากมีคนอ่านสิบคน เป็นข่าวหรือไม่ คำตอบก็คือเป็น แต่แน่นอนเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นข่าวสำหรับสื่อหลัก ดังนั้นจะเห็นว่า ความเป็นมืออาชีพถึงจุดหนึ่งมันผูกโยงกับพื้นที่ที่จำกัดและความไม่กระจายของสื่อ รวมถึงความน่าเชื่อที่สะสมผ่านกาลเวลา ขณะที่สื่อใหม่ไม่มีเจตนาเป็นมืออาชีพ แต่เป็น private-mass communication ไม่ได้เขียนเพื่อคนทั่วโลก แต่เขียนให้เพื่อนอ่าน เป็นบทสนทนาส่วนตัว ซึ่งปรากฎในโลกที่คนหกร้อยล้านคนเข้าถึงได้
 
สฤณียกตัวอย่างของบล็อกเกอร์คนไทยที่ใช้ชื่อว่า "gnarlykitty" ซึ่งโดยปกติเขียนเรื่องเกี่ยวกับแฟชั่นลงในบล็อกของเธอที่ blogspot แต่ในวันที่เกิดรัฐประหาร เธอได้เขียนบล็อกเรื่องรัฐประหาร ประกอบกับที่เธอเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้สื่อหลักของต่างประเทศมาเจอเร็วขึ้นและนำไปเผยแพร่ ทั้งยังเป็นช่องทางให้สื่อต่างประเทศเหล่านั้นไปเจอรูปถ่ายรถถังในบล็อกอื่นๆ ด้วย และหลังจากนั้น เธอก็กลับไปเขียนเรื่ื่องแฟชั่นตามเดิม นี่คือธรรมชาติ นั่นคือในเวลาปกติ อาจจะมีคนสนใจแฟชั่นอ่านบล็อกของเธอร้อยคน แต่เมื่อเขียนเรื่องรัฐประหารที่มีคนสนใจมากกว่า คนก็จะหาเรื่องนั้นเจอ ได้รับการเผยแพร่และสื่อหลักเอาไปใช้
 
อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า ส่วนตัวไม่ได้เชื่อว่าอนาคตจะมีแต่สื่อใหม่ แต่จะมีการจัดความสัมพันธ์กันใหม่ จากป่าดงดิบอาจจะเป็นป่าร้อนชื้นที่อากาศดีขึ้นมีต้นไม้หลากหลายกว่าเดิม ต้นไม้ใหญ่อาจจะต้องปรับตัวที่จะอยู่กับต้นไม้เล็กๆ ไม่เช่นนั้นก็จะเน่าไป
 
สฤณี เสนอให้สื่อหลักปรับตัว โดยเมื่อมีคนทำได้ดีกว่า เร็วกว่า อาจต้องปรับตัวไปเป็นบรรณาธิการ หันไปทำข่าวเจาะ ซึ่งไม่ง่ายสำหรับคนธรรมดา เพราะต้องใช้ทักษะ ความสามารถ และการมีเครือข่ายของสื่อกระแสหลัก โดยอาจใช้โมเดลของ propublica.org ซึ่งเป็นสื่อที่มารวมตัวกัน ขอเงินทุนจากแหล่งทุนใหญ่ เพื่อทำข่าวเจาะที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
 

 

example on gnarlkitty has

example on gnarlkitty has been well documented in a book "here comes everybody" by clay shirky

ขอบคุณบทความดีๆแบบนี้ โดยส่วน

ขอบคุณบทความดีๆแบบนี้

โดยส่วนตัว มองเห็นแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดของTwitterในระยะสั้น เพราะรองรับโดยเทคโนโลยีSMSของcellphone แต่ข้อจำกัดเรื่องขนาดของmessageจะทำให้โตได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ในระดับglobal trend แล้วคิดว่าinternetยังน่าจะเดินหน้าไปเรื่อยๆด้วยsteadypaceมากกว่า เพราะการแข่งขันจะทำให้accessibilityของประชากรโลกมากขึ้น ง่ายขึ้น สื่อสิ่งพิมพ์คงไม่สูญพันธุ์เร็วนัก แต่จะไม่ทรงอิทธิพลเท่าเดิมแน่นอน

ในประเทศตอแหลคือวัฒนธรรมแห่งชาติ(ไม่ได้ระบุนะ คิดเอง) แม้technologyจะก้าวหน้าแค่ไหน ภาครัฐก็คงไม่มีนโยบายจะส่งเสริมให้มีการเข้าถึงinternetมากกว่านี้ เพราะยังเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม ดังนั้นการมีfree internetเป็นได้แค่ความฝัน ในสังคมที่ปิดกั้นเสรีภาพ internetก็จะกลายเป็นที่ปล่อยสารพัดข่าวลือ ที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มา หรือความน่าเชื่อถือได้ ก็จะเป็นสนามของสงครามข่าวลือไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าสังคมจะคิดได้ว่า วิธีเดียวที่จะสยบข่าวลือได้ คือการเปิดเสรีทางการแสดงออก เมือนั้นการverifyข่าวลือจึงจะเป็นจริง สงครามข่าวลือจึงจะจบ

สงสารแต่ไดโนเสาร์รุนสุดท้ายในประเทศนี้ ทั้งหวาดผวากลัวความจริงที่ไม่อยากให้คนส่วนใหญ่รู้จะเปิดออก ก็เลยต้องปิดกั้น แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นการเพาะเชื้อสงครามข่าวลือไปในตัว หารู้ไม่ว่า ในสังคมด้วยพัฒนา ด้อยปัญญา ด้อยวิจารณญาณแบบนี้ สงครามข่าวลือน่ากลัวกว่าความจริงเป็นรัอยเป็นพันเท่า

When will they ever learn, 'cause some fools never learn.

รับซ่อมInverter ขายINVERTER

รับซ่อมInverter ขายINVERTER HITACHI SIEMENS VACON ABB MITSUBISHI OMRON YASKAWA TOSHIBA FUJI Telemecanique COMMISIONNING PLC รับซ่อมPLC
รับซ่อมInverter ขายINVERTER HITACHI SIEMENS VACON ABB MITSUBISHI OMRON YASKAWA TOSHIBA FUJI Telemecanique COMMISIONNING PLC รับซ่อมPLC
รับซ่อมInverter ขายINVERTER HITACHI SIEMENS VACON ABB MITSUBISHI OMRON YASKAWA TOSHIBA FUJI Telemecanique COMMISIONNING PLC รับซ่อมPLC
รับซ่อมInverter ขายINVERTER HITACHI SIEMENS VACON ABB MITSUBISHI OMRON YASKAWA TOSHIBA FUJI Telemecanique COMMISIONNING PLC รับซ่อมPLC
www.vccontrolmatic.com
E-mail: vccontrolmatic@gmail.com
Tel2-6814414,02-2124353,02-6749991

รับซ่อมInverter ขายINVERTER

รับซ่อมInverter ขายINVERTER HITACHI SIEMENS VACON ABB MITSUBISHI OMRON YASKAWA TOSHIBA FUJI Telemecanique COMMISIONNING PLC รับซ่อมPLC
รับซ่อมInverter ขายINVERTER HITACHI SIEMENS VACON ABB MITSUBISHI OMRON YASKAWA TOSHIBA FUJI Telemecanique COMMISIONNING PLC รับซ่อมPLC
รับซ่อมInverter ขายINVERTER HITACHI SIEMENS VACON ABB MITSUBISHI OMRON YASKAWA TOSHIBA FUJI Telemecanique COMMISIONNING PLC รับซ่อมPLC
รับซ่อมInverter ขายINVERTER HITACHI SIEMENS VACON ABB MITSUBISHI OMRON YASKAWA TOSHIBA FUJI Telemecanique COMMISIONNING PLC รับซ่อมPLC
www.vccontrolmatic.com
E-mail: vccontrolmatic@gmail.com
Tel2-6814414,02-2124353,02-6749991

กระผมไม่เห็นด้วย

กระผมไม่เห็นด้วย กับการสื่อสารที่ก้าวกระโดดในโลกปัจจุบันนี้ ผมเห็นเป็นการไวเกินไปกระผมตามไม่ทัน เพราะกระผมเป็นคนรุ่นใกล้จะเอาไปเผาแล้ว ดังนั้นเราควรจะย้อนยุค ไปใช้ระบบการติดต่อสื่อสารโดยใช้นกพิราบสื่อสารกันแทนดีกว่า ทั้งนี้ก็จะเป็นการร่วมส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมการสื่อสารแบบเก่าๆด้วย

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยเพราะ

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยเพราะสื่อหลักเดี๋ยวนี้มันเป็นทาสรับใช้อำมาตย์ไปหมดแล้วโดยฉะเพาะมันตั้งตัวเป็นศัตรูกับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยเราต้องสร้างฐานสื่อทางอิเลคโทรนิคให้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต หรือทีวีดาวเทียม ข่าวsmsผ่านทางมือถือ เพราะทุกวันนี้ผมไม่เคยอ่านหนัสือพิมพ์หัวสีต่างๆเลย และไม่เคยดูทีวีช่องฟรีทีวีทั่วไปเลยเพราะรับไม่ได้กับการที่พวกมันเสนอข่าวด้านเดียวเพื่อเลียแต่ฝ่ายสมุนอำมาตย์อย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมและความถูกต้องเลยมันสมควรที่จะต้องถึงคราวเจ้งในอนาคตแน่ๆหากพวกมันยังไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับความจริงของโลกที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง