“ทางเลือกพลังงาน” คู่ “มาตรการลดโลกร้อน” ความเป็นธรรมที่ประชาชนถามหา

ในขณะที่ “ปรากฏการณ์โลกร้อน” ถูกผลักดันให้เห็นเป็นปัญหาร่วมกันของชุมชนโลก ประเทศไทยเองก็ได้เขาไปเกี่ยวข้องปัญหาดังกล่าว แม้จะยังไม่พันธกิจต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็มีแนวโน้มในการร่วมปล่อยมลพิษเพิ่มมากขึ้นจากการพัฒนา โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ซึ่งการศึกษาที่ผ่านมาถือว่าเป็นภาคการผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของไทย

ดังนั้น ทางเลือกด้านพลังงานจึงถูกถูกจับตามองเพื่อใช้เป็นมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปัญหาโลกร้อน ด้วยนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานทดแทน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทางเลือก รวมทั้งพลังงานหมุนเวียน และลดการใช้พลังงานฟอสซิล หนุนการใช้พลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม กลไกเพื่อตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกดังกล่าว ยังถูกตั้งคำถามในเรื่อง “ความเป็นธรรม” เมื่อโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ยังต้องเกิด โรงงานขนาดอุตสาหกรรมที่ก่อปัญหามลพิษยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐ อีกทั้งปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดกับชุมชนในพื้นที่ตั้งโครงการก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย 

 

ความจริงของ “นิวเคลียร์” พลังงานสะอาด? ลดปัญหาโลกร้อน?

สันติ โชคชัยชำนาญกิจ เครือข่ายจับตานิวเคลียร์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาของ “พลังงานนิวเคลียร์” ในการเสวนา “ความไม่เป็นธรรมของการลดโลกร้อนภาคพลังงานและอุตสาหกรรมไทย” เมื่อวันที่ 3 ต.ค.52 ในเวที “ลดโลกร้อน ต้องทำอย่างเป็นธรรม” ซึ่งเป็นเวทีสาธารณะโลกร้อนภาคประชาชน คู่ขนานกับการเจรจาโลกร้อน กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอความเดือดร้อน แลกเปลี่ยนความเห็น และจัดทำเป็นข้อเสนอภาคประชาชนให้แก่ทั้งภาครัฐไทยและเวทีเจรจาฯ ที่โดยคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม (TCJ) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรประชาชนไทย

เขากล่าวว่า พลังงานนิวเคลียร์ไม่ไช่พลังงานหมุนเวียนเพราะแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีวัตถุดิบมาจากสินแร่ยูเรเนียมซึ่งมีอยู่น้อยมากในธรรมชาติ และการทำเหมืองแร่ยูเรเนียมใช้เชื่อเพลิงฟอสซิลเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหากสินแร่คุณภาพดีหมดไปต้องใช้สินแร่เกรดต่ำที่กระบวนการได้มามีการลงทุนที่แพงมาก ใช้พลังงานมากและต้องมีการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีเตาปฏิกรณ์อยู่แล้วประมาณ 440 เครื่องทั่วโลก ใช้สินแร่ยูเรเนียมเกรดดี (ที่คุ้มค่าในการลงทุน) ไปได้อีก 40-60 ปี ยิ่งถ้าเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากขึ้นจะยิ่งหมดเร็วขึ้น และราคาแร่จะแพงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้นในกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่นับตั้งแต่การทำเหมืองแร่ยูเรเนียม มีการผ่านกระบวนการต่างๆ จนมาสู่โรงงานประกอบแท่งเชื้อเพลิงเพื่อเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ไปจนถึงกระบวนการจัดการกับเชื้อเพลิงใช้แล้วและกากนิวเคลียร์ที่เป็นอันตรายนั้นไม่ได้ปลอดคาร์บอน โดยเมื่อคำนวนปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คิดเป็นกรัม/กิโลวัตต์ชั่วโมง จะเท่ากับ 1 ใน 3 ของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และจะใกล้เคียงกันถ้าใช้แร่เกรดต่ำ อีกทั้งกระบวนการในโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อทำแท่งเชื่อเพลิงยังปล่อยสารซีเอฟซีเป็นจำนวนมากด้วย
 

 
ปริมาณการปล่อย
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
 
 
กรัม/กิโลวัตต์ชั่วโมง
 
พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังน้ำ
10 - 40
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
90 - 140
CHP in private houses
220 - 250
โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ
330 - 360
โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทันสมัย
1,000 – 1,100
เท่ากับ 1 ใน 3 ของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ
(และจะใกล้เคียงกันถ้าใช้แร่เกรดต่ำ)
ที่มา : http://timeforchange.org/co2-emission-nuclear-power-stations-electricity

ตัวแทนเครือข่ายจับตานิวเคลียร์กล่าวด้วยว่า การใช้พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่การลงทุนราคาถูกเลย เพราะการจัดการกัมมัตภาพรังสีต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีบุคลากรที่ชำนาญการและเงินลงทุนมหาศาล อีกทั้งต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เขาได้ยกตัวอย่างถึง โรงไฟฟ้า Olkiluoto-3 ของประเทศฟินินแลนด์์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่สร้างในยุโรปตะวันตกหลังเหตุเชอร์โนบิล (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในรัสเซีย เกิดโศกนาฎกรรมเตาปฏิกรณ์ระเบิด เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2529 ทำให้มีพื้นที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีแผ่ขยายไปทั่วยุโรปกว่า 3.9 ล้านตารางกิโลเมตร)

โดยมีข้ออ้างว่าเป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ก่อสร้างได้รวดเร็วขึ้น ปลอดภัยกว่า และต้นทุนถูกกว่าเดิม แต่ข้อเท็จจริงคือ เริ่มก่อสร้างปี 2548 มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในเดือนมีนาคม 2552 เพื่อเป้าหมายการลด CO2 ขณะนี้คาดว่าจะล่าช้ากว่ากำหนดไปอีกไม่น้อยกว่า 3 ปี และงบประมาณบานปลายไปเกือบ 2 เท่า จาก 3,200 ล้านยูโร เป็น 5,500 ล้านยูโร อีกทั้งยังตรวจพบข้อบกพร่องกว่า 1,500 จุด

ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ขอมูลจากการสำรวจของหน่วนงานรัฐสภาสหรัฐฯ มีโรงงานนิวเคลียร์กว่า 134 เครื่อง จากการสำรวจ 75 เครื่อง พบว่าต้นทุนโดยเฉลี่ยแพงกว่าที่ประมาณการถึง 3 เท่า ส่วนที่อินเดีย จากข้อมูลของกรีนพีส โรงงานนิวเคลียร์ 10 เครื่องที่สร้างเสร็จหลังสุดนี้มีต้นทุนแพงกว่าที่ประมาณการราว 3 เท่า เช่นเดียวกัน

ในส่วนพลังงานนิวเคลียร์กับแก้ปัญหาโลกร้อน นายสันติกล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานของ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (U.N. Intergovern mental Panel on Climate Change: IPCC) ปี 2007 ระบุว่าการบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนให้ได้ผลจริงโลกต้องลดก๊าซให้ได้ 80เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2050 ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดให้ได้ 40 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2020 ขณะที่รายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (Energy Technologies Agency: IEA) ปี 2008 ระบุว่าภายในปี 2050 หากเพิ่มการใช้นิวเคลียร์ขึ้นประมาณเกือบ 4 เท่าของปัจจุบัน จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานได้ 6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 4 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมด โดยคำนวณจากการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าในอนาคต และการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อให้โลกร้อนขึ้นไม่เกิน 2 องศา

ทั้งนี้ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนด้วยการหันมาใช้พลังงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นสิ่งที่จะต้องทำก็คือ การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ราว 1,400 เครื่อง ในช่วงปี 2010-2050 โดยใช้เงินเกือบ 10 ล้านล้านเหรียญ และใช้เวลาก่อสร้างเฉลี่ยเครื่องละ 10 ปี ดังนั้น จะเริ่มลดการปล่อยก๊าซได้ประมาณหลังปี 2020 เป็นต้นไป ซึ่งถึงตอนนั้นประเทศพัฒนาแล้วควรจะลดให้ได้ถึง 40% แล้ว

นอกจากนั้น สิ่งที่จะตามมาจากการก่อสร้างดังกล่าว คือ เชื้อเพลิงใช้แล้ว 35,000 ตัน/ปี โดยในจำนวนนี้มีพลูโตเนียมอยู่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ (350 ตัน/ปี) และพลูโตเนียม 10 กิโลกรัมสามารถใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ 1 ลูก (35,000 ลูก/ปี) ทำให้ต้องหาที่จัดเก็บถาวรขนาดเท่าภูเขาทุกๆ 3-4 ปี พร้อมการนำมาซึ่งความเสี่ยงจากการก่อการร้าย

ปัญหาสำคัญคือมีผลกระทบที่อันตรายเกินไปอันเกิดจากกัมมันตภาพรังสี ยิ่งในสถานการ์โลกร้อน “นิวเคลียร์” ยิ่งน่ากลัว เพราะความเสี่ยงของอุบัติเหตุที่มากขึ้น เพราะภัยธรรมชาติเกิดรุนแรงและถี่ขึ้น
 

 
โลกร้อน... เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยิ่งอันตราย
 
 
ตัวอย่าง
คลื่นความร้อน (Heat Wave)
ปี 2003
- ฝรั่งเศส เตาปฏิกรณ์ 1 ใน 4 ต้องปิดเครื่องในฤดูร้อน ส่วนที่เหลือต้องลดกำลังผลิตเพื่อป้องกันอันตราย (ต้องซื้อไฟจากประเทศเพื่อนบ้าน)
- เยอรมัน ลดกำลังการผลิตของ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายโรง
ปี 2006
- สเปน ปิดเตาปฏิกรณ์ 4 เครื่องฉุกเฉิน (เกือบเกิดอุบัติเหตุ)
 
 
ภัยแล้ง
ปี 2006
- เตาปฏิกรณ์ในรัฐมิชิแกน สหรัฐฯ ถูกสั่งปิดฉุกเฉิน เพราะน้ำในทะเลสาบมิชิแกนร้อนกว่าปกติ
- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในรัฐเพนซิลวาเนียตัดการจ่ายไฟครัวเรือน 12,000 หลัง เพื่อลดการทำงานของเตาปฏิกรณ์
- เตาปฏิกรณ์อีกหลายรัฐต้องลดกำลังการผลิต เพราะแหล่งน้ำหล่อเย็นร้อนกว่าปกติ
 
 
น้ำท่วม
ปี 1999
- ฝรั่งเศส โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Blayais site เกิดเหตุฉุกเฉินเพราะน้ำท่วม (เกือบต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่)
ปี 2004
- อินเดีย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Kalpakkam เกิดน้ำท่วมจากเหตุการณ์สึนามิ มีรังสีรั่วไหล ต้องอพยพประชาชน
15,000 ครอบครัว
 
 
หมายเหตุ: เตาปฏิกรณ์ส่วนใหญ่อยู่ที่ชายทะเล ปัญหาใหญ่ในอนาคตก็คือ น้ำท่วม
 

“อ้างปล่อยก๊าซทำให้โลกร้อน แต่ปล่อยกัมมันตภาพรังสี อันตรายเร็วกว่าความโลกร้อนเสียอีก” สันติแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้ เขาได้เสนอทางเลือก อาทิ การใช้พลังงานหมุนเวียนลดก๊าซคาร์บอนได้ 21 เปอร์เซ็นต์ การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าและการใช้เชื้อเพลิงลดก๊าซคาร์บอนได้ 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าลดก๊าซคาร์บอนได้ 12 เปอร์เซ็นต์ ฯลฯ ซึ่งโลกมีศักยภาพมากกว่านี้หลายเท่าตัว อีกทั้งยังตัวอย่างของประเทศยอรมัน ที่ใช้เวลา 1 ปี เพิ่มพลังงานลมได้ 13 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ซึ่งเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนเครือข่ายจับตานิวเคลียร์ตั้งข้อสังเกตุในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ รัฐบาลบอกว่ายังไม่มีการตัดสินใจ การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นแค่การศึกษา แต่การที่โครการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกบรรจุในแผนพีดีพี 2007 (แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007) ทั้งในฉบับแรกและฉบับปรับปรุง โดยลดจาก 4 แห่งเป็น 2 แห่ง อีกทั้งมีการลงงบประมาณไปกับการเตรียมการเพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนในระดับพื้นที่แล้วใน 14 พื้นที่ที่คาดว่าจะมีการก่อสร้าง และยังดูพื้นที่เพิ่มเติมอีก 2 จุด ใน จ.นครสวรรค์ และ จ.ตาก ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลมีความต้องการดำเนินโครงการนี้

แผนพีดีพี 2007 ไฟฟ้านี้เพื่อใคร ?

ตัวแทนเครือข่ายจับตานิวเคลียร์กล่าวด้วยว่า แผนพีดีพี 2007 ฉบับปรับปรุงครั้งที่2 คำนวณกำลังไฟฟ้าทั้งหมดไว้ที่ 30,155 เมกะวัตต์ แต่แบ่งสัดส่วนการผลิตให้โรงไฟฟ้าขนาดกลางและขนาดเล็กที่เป็นโคเจเนอเรชัน CHP และพลังงานหมุนเวียนเพียง 2,549 เมกะวัตต์ ทั้งที่ที่มีตัวเลขแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าสะอาดของประเทศมีสูงถึง 56,040 เมกะวัตต์ ซึ่งเรามีทางเลือกแต่ไม่เลือก นอกจากนั้นแม้จะมีการปรับปรุงแผนพีดีพีหลังจากที่พบว่าในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาการใช้ไฟฟ้าต่ำลงมาก โดยปีแรกต่ำลง 1,400 เมกะวัตต์ และต่ำลงอีกในปีต่อมา ทำให้ขณะนี้มีการคำนวณกำลังไฟฟ้าสำรองในช่วงปี 2552-2564 ไว้ถึง 32-41เปอร์เซ็นต์ จากปกติที่จะอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีไฟฟ้าเกินความจำเป็นอย่างน้อย 7,581 เมกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้สามารถปรับลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิเคลียร์ 2,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 2,800 เมกะวัตต์ ฯลฯ ออกไปได้

การจัดทำแผนพีดีพีโดยเริ่มจากคาดการณ์ว่าในอนาคตจะใช้ไฟฟ้าเท่าไหร่ ทำให้คาดการณ์เกินจริง ขั้นตอนต่อไปก็จัดหากำลังผลิต ตามมาด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นที่จะใช้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหา และที่มากไปกว่านั้นคือคำถามที่ว่าไฟฟ้าจำนวนมหาศาลนี้ผลิตให้ใคร เมื่อตัวเลขการใช้ไฟฟ้าปี 2550ของสำนักนโยบายและแผนพลังงานระบุว่า คนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวบ้านทั่วไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ ใช้ไฟเพียงแค่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ไฟทั้งหมด ในขณะที่ภาคอุตสาหรรม และธุรกิจซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย กลับใช้ไฟฟ้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม การพูดว่าจะเลือกผลิตไฟฟ้าจากอะไรนั่นคือปลายเหตุ เพราะตัวต้นของเรื่องนี้คือคำถามที่ว่าจำเป็นไหมที่จะต้องสร้าง หากต้องสร้างเพิ่มขึ้นอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อมีการเร่งพัฒนามากขึ้น ความจำเป็นต้องใช้พลังงานก็เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งในส่วนนี้คงต้องย้อนมาตั้งคำถามถึงแนวทางการพัฒนาประเทศที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าเหมาะสม และมีความยั่งยืนมากแค่ไหน

“บริโภคมาก ใช้ทรัพยากรมาก ต่อให้ใช้ทั้งยูเรเนียม น้ำ ลม หมุนเวียน ชีวมวล เอามาใช้ให้หมดยังไม่พอ”
สันติกล่าว พร้อมเสนอใช้ทิศทางพลังงานใหม่ที่เป็นธรรมมากขึ้น ไม่ใช่ใช้แบบก่ออาชญากรรม เช่นทุกวันนี้ที่คนที่ต้องการใช้พลังงานมากคือคนส่วนน้อยที่อยู่ในกรุงเทพฯ คนที่เป็นเจ้าของโรงงานขนาดใหญ่ แต่เมื่อจะต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้ากลับโยนไปให้คนต่างจังหวัดต้องเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนความสูญเสียต่างๆ ที่จะตามมา ขณะที่สิ่งที่ถูกทำลายโดยอุตสาหกรรมนั้นก็ไม่สามารถที่จะเรียกคืนกลับมาได้ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน และไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้เครือข่ายภาคประชาชนและชาวบ้านพากันตั้งคำถามอย่างมากมายกับการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ไว้ใจในความมีธรรมาภิบาลในการดำเนินโครงการ รวมทั้งการแก้ไขความเดือดร้อนที่จะตามมากจากโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวของ

“โรงไฟฟ้าเขื่อน” ปัญหาที่ทับถมของชาวบ้าน อีกหนึ่งทางเลือกพลังงานสะอาดลดโลกร้อน

เขื่อนปากมูล เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของกรณีปัญหา ที่ในหลายปีที่ผ่านมารายงานทางวิชาการหลายชิ้น ระบุว่า เขื่อนปากมูลไม่ได้มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า เหมือนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เคยโฆษณาไว้เมื่อครั้งก่อสร้างในปี 2535 อีกทั้งไม่ได้มีศักยภาพในด้านการชลประทานและด้านอื่นๆ ดังที่ได้พยายามบอกกล่าวต่อสาธารณะชนเรื่อยมา

แต่ภาพจริง คือ เขื่อนใหญ่ 8 บานประตู ได้ทำลายพื้นที่ทำอยู่ทำกินและวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ และจากประสบการณ์ที่พวกเขาได้เรียนรู้จากการต่อสู้มานานนับทศวรรต ไม่ว่าจะผ่านมาสักกี่รัฐบาล ปัญหาของพวกเขาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

แม่สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนสมัชชาคน จากกรณีปัญหาเขื่อนปากมูล กล่าวถึงปัญหาในพื้นที่อันเกิดจากการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าว่า ในกรณีของเขื่อนปากมูลชาวบ้านหลายพันคน ต้องประสบความเดือดร้อนมานานหลายสิบปี และแม้ที่ผ่านมาจะมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องกันมา แต่ขณะนี้การแก้ไขปัญหาชาวบ้านต้องรอคอยผู้มีอำนาจมาตัดสินใจให้เป็นรายปีด้วยการสั่งปิดเขื่อนเปิดเขื่อนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านต้องการ

ยิ่งในขณะนี้มีการพูดกันถึงพลังงานจากน้ำ และสนับสนุนให้มีการสร้างเขื่อน ด้วยเหตุผลว่าเป็นพลังงานทางเลือกลดโลกร้อย แม่สมปองแสดงความไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าการสร้างเขื่อนทำลายป่าไม้ ทำลายแหล่งน้ำธรรมชาติ และวิถีชีวตของคนที่อยู่กับน้ำ ป่า และปลามาแต่อดีต

“ไม่เห็นด้วยกับการที่บอกว่าสร้างเขื่อนลดโลกที่เขายัดเยียดให้เรา” ไทบ้านปากมูลกล่าว

นอกจากนี้แม่สมปองยังกล่าวด้วยว่า ชาวบ้านรู้ว่าพลังงานจำเป็น แต่การจะสร้างต้องคุมทุน โดยทุนที่ว่าหมายถึงไม่เป็นพิษกับคนรอบข้าง ชุมชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้พลังงานทางเลือกเป็นไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้บริหารประเทศที่จะมองลงมา

พื้นที่ชุมน้ำแหล่งกักเก็บคาร์บอน 2 เท่า ที่กำลังถูกรุกไล่ด้วยนโยบายพัฒนามุ่งการบริโภค

ส่วนสุพจน์ ส่งเสียง แกนนำชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ซึ่งคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กสหวิริยา ในพื้นที่ ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า โครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด (การพัฒนาตามแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้) และอีสเทิร์นซีบอร์ด (แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก) ที่มุ่งส่งสริมการก่อสร้างโครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ โรงไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรม เกิดเป็นวิกฤติจากการบริโภคเกินความเป็นจริง ทั้งที่โครงการเหล่านี้เขมือบพลังงานมากมายแต่ก็ไม่มีการตรวจสอบ เพราะรัฐเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในเรื่องการจ้างงาน ทำให้การพัฒนาที่เกิดขึ้นมุ่งการผลิตเพื่อส่งออก เพื่อ GDP (ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) แต่ไม่เคยมีการถามคนในประเทศเลยว่าสิ่งที่ผลิตนั้นต้องการจริงหรือไม่

สุพจน์ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเหล็กว่า ตัวเลขเมื่อปี 2546 ประเทศไทยมีการใช้เหล็ก 6 ล้านตัน ในจำนวนนี้ส่งออก 40 เปอร์เซ็นต์ และเหล็กจำนวนนี้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตในอุตสหกรรมอุปกรณ์ก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ และอุตสหกรรมยานยนต์ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีการผลิตเพื่อส่งออก ในส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 20 บริษัท ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นต่างชาติ และการผลิตกว่า 24 โรงงาน มีการจ้างงานเพียง 2 หมื่นคน เพราะส่วนใหญ่เป็นการใช้เทคโนโลยีสูง

การที่รัฐบาลลดภาษีนำเข้าเหล็กเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อส่งออก และมีการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่ใช้ทั้งพื้นที่ น้ำ และไฟฟ้าจำนวนมหาศาล แต่บริษัทเหล่านั้นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ทำให้มองได้ว่าเป็นการส่งเสริมของรัฐเพื่อส่งผลผลิตให้คนต่างชาติและกำไรก็อยู่ที่คนต่างชาติ ในขณะที่การจ้างงานไม่ได้มากอย่างที่คิด อีกทั้งยังส่งผลต่อการแย่งชิงทรัพยากรและการทำลายพื้นที่

เขากล่าวด้วยว่า ในเรื่องโลกร้อน พื้นที่ป่าพรุแม่รำพึง อ.บางสะพาน อันเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโครงการโรงถลุงเหล็กของบริษัทในเครือสหวิทยาได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับชาติแล้ว โดยพื้นที่ชุมน้ำนั้นถือว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ 2 เท่าของป่าอื่น ในขณะที่โรงถลุงเหล็ก ตามมาด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ได้รับการส่งเสริมให้ก่อสร้างในพื้นที่นั้นเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ปล่อยก๊าซโลกร้อนออกสู่สิ่งแวดล้อมในปริมาณมากอันดับต้นๆ

หลายประเทศในโลกมีมาตรการคุ้มครองพื้นที่ชุมน้ำยกตัวอย่าง ประเทศในสหภาพยุโรป ที่มีมาตราการเข้มข้นในเรื่องโลกร้อน โดยไม่รับซื้อพืชพลังงานที่มีการถมพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อทำการเพาะปลูก แต่ประเทศไทยกลับมีการส่งเสริม อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลตระหนักเรื่องโลกร้อนอย่างตรงไปตรงมา ก็ควรให้ยกเลิกโครงการพัฒนาดังกล่าวในพื้นที่

“พื้นที่ชุมน้ำที่เก็บกักคาร์บอนได้ 2 เท่า กำลังจะถูกแทนที่ด้วยแหล่งผลิตคาร์บอนอันดับหนึ่งและอันดับสอง” แกนนำชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงกล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่

 

หมายเหตุ: ภาพจากข้อมูลนำเสนอของเครือข่ายจับตานิวเคลียร์ และเว็บไซต์ประชาไท
 

 

โปรดอ่าน http://www.arayachon

โปรดอ่าน
http://www.arayachon.org/rethink/20081121/837

รู้ให้จริง - อย่าให้ใครมาลวงเราเรื่องโลกร้อน
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย {1}
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย {2}

โลกร้อนขึ้นคงไม่มีใครสงสัย การรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การรณรงค์เรื่องโลกร้อนทำให้ใครได้ ใครเสียประโยชน์ ประเด็นนี้เป็นกรณีศึกษาของการโฆษณาชวนเชื่อ ในการทำให้ประชาชนมืดบอดหรือไม่ และถือเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” สำหรับใครบางคนหรือไม่

ทุกวันนี้ แทบทุกคนคงได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และเชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟัง คงชักห่วงใยต่อโลกในประเด็นนี้เช่นกัน แต่เมื่อนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากการรณรงค์เรื่องโลกร้อน {3} ผมกลับเริ่มสงสัยว่า สันติภาพไม่น่าจะเกี่ยวกับโลกร้อนโดยตรง

ที่ผ่านมาคนอื่นที่โด่งดังเช่น ท่านติช นัท ฮันห์ {4} ผู้นำพระสงฆ์ในสมัยสงครามเวียดนาม ก็ยังพลาดรางวัลนี้มาแล้ว ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ ผู้คนมักเชื่อไปในแนวทางเดียวกัน โดยไม่มีโอกาสไตร่ตรองด้วยเหตุผล ผมจึงขอเสนอบทความนี้ เพื่อต่อกรกับการครอบงำและการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง

An Inconvenient Truth: เท็จหลายเรื่อง

ท่านที่อ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth (AIT) {5} “คงรู้สึกตรงกันอย่างหนึ่งว่า อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน . . . คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปนัก หากจะเรียกขบวนการดังกล่าวว่า เป็นภารกิจกู้โลก เพราะวิกฤตการณ์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนนั้น เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และกำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลเกินจินตนาการ” {6}

วลีที่อ้างถึงนี้ สะท้อน “อารมณ์” ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม AIT เป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จหลายเรื่อง {7} ซึ่งสังคมมักไม่มีโอกาสรับรู้ เช่น:

1. การมองด้านเดียว : AIT ไม่เคยมองถึงบทบาทที่จำเป็นของน้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน (Hydrocarbon) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจน ช่วยเพิ่มอายุขัยของประชากร ฯลฯ AIT ละเลยอัตราการตายที่สูงขึ้น ในยามที่โลกเย็นลงในอดีตที่ผ่านมา

2. ความเข้าใจผิด : สาเหตุหลักของการตายของมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นเพราะภัยธรรมชาติ คล้ายกับการตื่นกลัวไข้หวัดนกจนเกินเหตุ ทั้งที่โรคปอดบวมทำคนไทยตายมากมาย โดยในปี 2550 ไม่พบคนป่วยและตายด้วยไข้หวัดนกในประเทศไทย แต่คนไทยป่วยด้วยโรคปอดบวม จนต้องนอนโรงพยาบาลถึง 88,841 ราย และตาย 765 รายในปี 2549 {8} นอกจากนี้ AIT ยังอ้างทำนองว่า นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกับตน แต่ความจริงเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงข้ามกับ AIT

3. การพูด “ใส่ไข่” จับเอาปรากฏการณ์ครั้งคราวมาเป็นสรณะ : การอ้างว่าหมีขั้วโลกจมน้ำตาย เพราะน้ำแข็งละลายทั้งที่เป็นเพราะพายุ การกล่าวถึงฝนตกหนักถึง 37 นิ้วในนครมุมไบในปี 2548 ทั้งที่ตลอด 45 ปี ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นเลย การโยงเรื่องโลกร้อนกับอุทกภัยในจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งที่ใน 1-2 ศตวรรษก่อน มีอุทกภัยที่รุนแรงยิ่งกว่านี้มากมาย การโทษว่าโลกร้อนทำให้แนวปะการังเสียหาย ทั้งที่เป็นเพราะปัจจัยทางเฉพาะภูมิภาค ปัจจัยทางสังคมและอื่น ๆ การกล่าวว่าธารน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์ จะเลื่อนลงสู่ทะเล ทั้งที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่ไม่มีทางออก

4. การพูดผิดความจริง เช่น การอ้างว่าโลกร้อนในอดีตเป็นเพียงระยะสั้น ทั้งที่มีระยะเวลานับร้อยปีในอดีตที่เคยร้อนกว่าปัจจุบัน จนทำให้ครั้งหนึ่ง ชาวไวกิ้งสามารถไปตั้งถิ่นฐานในเกาะกรีนแลนด์ที่หนาวเย็นในขณะนี้ได้ การอ้างว่าโลกร้อนขึ้นมาก ทั้งที่เพิ่มเพียง 0.17 องศาเซลเซียสในรอบ 30 ปีล่าสุด และร้อนขึ้น 0.5 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปี และที่ผ่านมาก็มีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ การอ้างว่าคลื่นร้อนยุโรป ที่ทำให้คนตายมากมาย เป็นผลจากโลกร้อน ทั้งที่เป็นเพราะสาเหตุอื่น

ในประเทศอังกฤษ มีการฟ้องศาลให้ห้ามฉาย AIT ในโรงเรียนมัธยม ศาลเห็นว่า AIT มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดไปถึง 9 ประการ แต่ให้ฉายได้ โดยต้องเพิ่มเติมข้อมูลที่ถูกต้อง และให้ครูที่จัดฉาย ต้องชี้ให้นักเรียนเข้าใจถึงข้อผิดพลาดของ AIT ด้วย {9} แต่ในประเทศไทย เรากลับปล่อยให้ฉายหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าตาเฉย

ตัวอย่างความผิดพลาดสำคัญ ได้แก่ การกล่าวว่าหิมะบนยอดเขาคิลิมันจาโรซึ่งสูงถึง 6 กิโลเมตร ละลายเพราะภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง สาเหตุการละลายคงเป็นเพราะแสงอาทิตย์ การใช้ที่ดินโดยรอบตลอดจนความร้อนใต้พิภพหรืออื่น ๆ เพราะหากแม้ผิวโลกจะร้อนขึ้น อุณหภูมิบนยอดเขา ก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 19,000 คนได้ร่วมกันลงชื่อใน The Petition Project {10} ว่า จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า การใช้ Hydrocarbon เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด แม้โลกได้ร้อนขึ้นเล็กน้อย ก็ไม่ได้มีผลเสียหายร้ายแรง (อาจมีไวรัสบางชนิดเกิดขึ้น แต่ในช่วงโลกเย็น ก็อาจเกิดโรคอื่น) แต่กลับเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในเขตอบอุ่น

การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นผลดีต่อชีวิตสัตว์และทำให้การเพาะปลูกพืชผลได้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จึงหนุนให้สหรัฐอเมริกาไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต {11} ซึ่งได้กำหนดข้อผูกพันทางกฎหมาย ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศภาคี

บทวิพากษ์ของ The Petition Project ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า

1. การกลับหนาว-ร้อนของโลก มีลักษณะที่เป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีแต่ร้อนขึ้นอย่างเดียว ที่ผ่านมามียุคน้ำท่วมโลก และยุคน้ำแข็งสลับกันมาหลายครั้งแล้ว

2. ธารน้ำแข็งเริ่มละลายมานาน ก่อนการใช้ Hydrocarbon เสียอีก และละลายเร็วในอัตราเดียวกันมาตลอด 150 ปีแล้ว

3. อากาศที่ร้อนขึ้น เกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ภาวะเรือนกระจก อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีสาเหตุอื่นอีกมาก เช่น แสงแดด เมฆ ความชื้น การเปลี่ยนแปลงของผิวน้ำในมหาสมุทร ความร้อนใต้พิภพ ฯลฯ

4. พายุทอร์นาโดมีแนวโน้มลดลง ส่วนพายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติก ก็มีแนวโน้มคงที่ พายุขนาดใหญ่ เช่น Katrina {12} ในปี 2548 อาจเกิดได้เป็นครั้งคราว เราจึงไม่ควรถือเอาปรากฏการณ์ชั่วคราว มาทึกทัก ปะติดปะต่อกับภาวะโลกร้อน

5. ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 7 นิ้วในรอบศตวรรษ แต่เพิ่มมาก่อนยุคที่ใช้ Hydrocarbon ด้วยซ้ำไป

6. ป่าไม้ (ไม่ใช่สวนป่า) ในสหรัฐอเมริกาได้รับการปลูกเพิ่มขึ้น 40% ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การปลูกป่าก็อาจไม่ได้ช่วยแก้ไขโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญนัก {13}

อย่าให้ใครลวงให้ตื่นตูม

มีอยู่ภาพหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพทะเลสาบ Aral Sea ในคาซัคสถาน {14} ซึ่งแต่เดิมมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับแห้งไป มีเรือจอดอยู่บนพื้นคล้ายทะเลทราย ภาพดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ห่วงใยโลกเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นภาพแห่งการโกหกอย่างร้ายกาจ เพราะการเหือดหายไปของทะเลสาบนี้ เป็นผลมาจากการสูบน้ำและเป็นที่คาดหมายมานานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนแม้แต่น้อย

ถ้าวันนี้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ระดับเดียวกับ “กรากะตัว” ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2426 เราคงลืมเรื่องโรคร้อนในบัดดล และนึกว่าโลกต้องแตกแน่แล้ว เพราะ “แรงระเบิดนั้นคร่าชีวิตทุกคนที่ยังอยู่บนเกาะ พื้นที่ร้อยละ 65.52 ของเกาะกลายเป็นเถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร ในรัศมี 240 กิโลเมตร เถ้าธุลีบดบังแสงอาทิตย์ จนมืดมิดคล้ายตอนกลางคืน . . . อยู่ห่างถึง 4,776 กิโลเมตร ก็ได้ยิน (เสียงระเบิด) . . . เกิดคลื่นสึนามิ สูงกว่า 30 เมตร . . . แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นตรวจจับได้แม้แต่ที่สหราชอาณาจักร (อากาศยังเย็นลง 1.2 องศาทั่วโลกเป็นเวลาถึง 5 ปี)” {15}

ท่านทราบหรือไม่ว่า แรงระเบิดของภูเขาไฟที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ภูเขาไฟ Tambora ในอินโดนีเซีย เมื่อปี 2358 ในครั้งนั้นประมาณกันว่า มีขนาดเท่ากับระเบิดปรมาณู 60,000 ลูกรวมกัน ทำให้ท้องฟ้ามืดมิด ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถึงอังกฤษ {16} แต่โลกเราก็รอดมาแล้ว และกลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนส่วนใหญ่ลืมไปหมดแล้วในเวลาอันสั้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรปริวิตกกับปรากฏการณ์ชั่วคราวจนเกินเหตุ

กรณีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในไทย

หลายคนเน้นใช้ความรู้สึกมาบอกว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ รุนแรงขึ้น แต่ความจริงก็คือ พายุหมุนเขตร้อนที่เข้ามาในประเทศไทย มีปริมาณลดลงตลอดในช่วงปี 2494-2549 รวมทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง พ.ศ.2539-2549 ก็ไม่แตกต่างกันเลย {17} ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย กลับลดลงนับแต่ปี 2483 ที่สำรวจ {18} ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล มักทำให้คิดตรงข้ามกับความจริง และมักจะรีบเชื่อเมื่อมีผู้ทำให้ตกใจ

ส่วนที่เห็นน้ำท่วมโบสถ์วัดขุนสมุทร {19} นั้น คงเป็นเพราะการทรุดตัวของดินจากผลของการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด การทำลายป่าชายเลน การพังทลายของตลิ่งและอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด เป็นธรรมชาติรอบอ่าวไทย ที่บางส่วนของพื้นที่อาจถูกกัดเซาะ บางบริเวณก็กำลังเกิดที่งอก

ในสมัยโบราณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นทะเลทั้งหมด ทุกวันนี้ใต้ท้องนาในจังหวัดอยุธยา ยังขุดทรายมาขายกันได้เป็นล่ำเป็นสัน วัดเจดีย์หอยที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ก็ยังพบเปลือกหอยทะเลมากมาย แค่น้ำทะเลกัดเซาะวัดขุนสมุทรและบริเวณใกล้เคียงเพียงเท่านี้ ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการเกิดภาคกลางของประเทศไทยแต่อย่างใด

ในประเทศไทยของเรา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยังเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และเอ็นโซ ตามกระแสน้ำอุ่น <20> แต่กลับมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ

สิ่งที่ต้องคิดทบทวน

โปรดอย่าไพล่เข้าใจผิดว่า เราไม่ควรใส่ใจกับเรื่องโลกร้อนและพาลเข้าใจว่า เราละเลยการรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน บทความนี้เพียงมุ่งตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อที่ขาดจรรยาบรรณ ทำให้สังคมขาดความรอบรู้และเกิดการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เราควรมีเวทีการถกเถียงเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่สักแต่เชื่อกันด้วยศรัทธาอย่างมืดบอด อันถือเป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและปัญญา-ความรู้ของประชาชนในระยะ ยาว

การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัว ถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือ การป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจน ตามหลักธรรมกาลมสูตร {21} ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ

ผู้ที่กล้าพูดความจริงบางส่วน เพื่อเอาประโยชน์ใส่ตน นับเป็นผู้ที่น่ากลัว สังคมพึงทราบว่าบ้านของนายอัล กอร์เองกลับใช้ไฟฟ้ามากกว่าคนอเมริกันทั่วไปถึง 20 เท่า ใช้เงินค่าไฟฟ้าและแก๊สรวมกันปีละเกินกว่า 1 ล้านบาท {22} คนทำดีพูดดีเรื่องโลกร้อน อาจสั่งสมบารมี จนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา บางคนได้อาชีพเป็นนักอนุรักษ์ นักประท้วง นักแบกป้ายเพื่อ “กู้โลก” หาเลี้ยงชีพไปได้ชั่วชีวิต เป็นต้น

การบิดเบือนความจริงเคยส่งผลเสียหายมากมายมาแล้ว เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 {23} จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคม มักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยวข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป

ทางออกสุดเท่ห์ของการแก้โลกร้อนก็คือการปลูกป่า (ซึ่งถือเป็นรูปแบบการทำดีที่นำสมัยและมีระดับ ไม่ใช่พื้น ๆ แบบการบริจาคให้มูลนิธิการกุศล) โดยไม่นำพาว่าจะรณรงค์ปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง ปีหนึ่ง ๆ ป่าไม้ไทยถูกทำลายไปมหาศาลหลายแสนไร่ กว่าป่าที่ปลูกใหม่เพียงหนึ่งหมื่นไร่ ต้นไม้ที่ปลูกอย่างลูบหน้าปะจมูกนี้ก็คงตายไปมากกว่าจะอยู่รอดได้ บาปของแฟชั่นการปลูกป่านี้ก็คือการช่วยบิดเบือน ปกปิดไม่ให้อาชญากรรมทำลายป่าได้รับการตระหนักโดยสังคมส่วนรวม

การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ยังอาจถือเป็นการเบี่ยงประเด็นสาระสำคัญของปัญหาในโลกนี้ อันได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ทุกวัน การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้ด้อยโอกาส สงครามและการก่อการร้าย อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการปล้นสดมภ์ของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น บางทีถ้าเราเอาเงินรณรงค์เรื่องโลกร้อนไปช่วยคนทุกข์ยากทางอื่น ยังอาจได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้

บางที “นักบุญ” ที่พูดกับท่านถึงภาวะโลกร้อนนั้น แท้จริงอาจเป็น “ซาตาน” ผู้ก่ออาชญากรรม ตักตวงประโยชน์ทางการเมือง ฉกฉวยหาประโยชน์เฉพาะตน คนที่กล้า “แหกตา” พวกเราถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นบุคคลอันตราย เราควรรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน แต่เราก็ควรส่งเสริมการระดมความคิด ถกเถียงค้นคว้าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และมีสติ และต่อต้านความงมงายอย่างมืดบอดในทุกรูปแบบ ประเทศชาติจึงจะเจริญด้วยสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริง

ที่มา :

{1} ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรส เพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org

{2} มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานา ชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org

{3} ข่าว “'อัล กอร์'-ไอพีซีซี โนเบลสันติภาพ” ไทยรัฐ 13 ต.ค. 50 http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=64404

{4} รายละเอียดเกี่ยวกับพระติช นัท ฮันห์ http://en.wikipedia.org/wiki/Nhat_Hanh ซึ่งเป็นหนึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก

{5} เว็บไซต์เกี่ยวกับภาพยนต์นี้ดูได้ที่ http://www.climatecrisis.net และ http://www.an-inconvenient-truth.com

{6} เพชร มโนปวิตร บทความ “รายงานโลกใบใหญ่ / สิ่งแวดล้อม : An Inconvenient Truth กับภารกิจกู้โลก” ในนิตยสารสารคดี พฤศจิกายน 2549: http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&ar...

{7} โปรดอ่านบทวิพากษ์ภาพยนต์เรื่อง An Inconvenient Truth ได้ที่ Marlo Lewis “A Skeptic's Guide to An Inconvenient Truth”: http://www.cei.org/pages/ait_response-book.cfm และ Mary Ellen Tiffany Gilder “Diagnosing Al Gore: Truth in the Balance” http://sitewave.net/news/MaryEllenGilder.htm

{8} ฝ่ายวิเคราะห์และประมวลข่าวสาร สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข 11 ตุลาคม 2550: “ในปี พ.ศ. 2549 . . . ผู้ป่วยโรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 88,841 ราย/ ตาย 765 ราย ซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นต้นเหตุ สำหรับในปี พ.ศ. 2550 จนถึงสัปดาห์ที่ 39 . . . มีรายงานผู้ป่วย. . . โรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 60,188 ราย ตาย 619 ราย . . . อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของกรมควบคุมโรคในปี 2550 นี้ยังไม่พบผู้ป่วยจากโรคไข้หวัดนก หรือผู้เสียชีวิต” ที่ http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=9516

{9} โปรดอ่านข่าว “Gore climate film's nine 'errors'” BBC News, October 11, 2007: http://news.bbc.co.uk/1/hi/education/7037671.stm

{10} โปรดดูรายละเอียดของโครงการนี้ได้ที่ Petition Project http://www.oism.org/pproject/s33p1845.htm

{11} พิธีสารเกียวโต Kyoto ดูรายละเอียดภาค ภาษาอังกฤษฉบับเต็มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Kyoto_Protocol หรือภาคภาษาไทยได้ที่ http://www.jgsee.kmutt.ac.th/greenhouse/unfccc/unfccc.php#unfccc

{12} ดูรายละเอียดพายุ Katrina ถล่มนครนิวออลีนส์ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Hurricane_Katrina

{13} ผลการศึกษาของ Lawrence Livermore National Laboratory เรื่อง “Plant a tree and save the Earth?” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2006/NR-06-12-02.html และเรื่อง “Models show growing more forests in temperate regions could contribute to global warming” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2005/NR-05-12-04.html

{14} อ่านรายละเอียด Aral Sea ได้ที่ http://unimaps.com/aral-sea/print.html

{15} อ่านรายละเอียดภูเขาไฟกรากะตัวได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%...

{16} ราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง “ภัยภูเขาไฟ” http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?Search=1&ID=154

{17} ข้อมูลพายุจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ www.tmd.go.th/programs/uploads/cyclones/track-56y.pdf และข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือนจาก http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/table/files/1100400/2549...

{18} ข่าว “อัล กอร์ มั่ว น้ำทะเลอ่าวไทยลดลงทุกปี” ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2550 http://www.thairath.com/news.php?section=society03&content=64807 และข่าว “อย่าตระหนก โลกร้อนไม่ทำให้กรุงเทพจมบาดาล” http://www.tei.or.th/hotnews/071116-globalwarming1-manager.htm

{19} โปรดดูได้ที่เว็บไซต์วัดขุนสมุทร สมุทรปราการ http://www.khunsamut.com

{20} ปรากฎการณ์เอลนีโญและลานีญา โปรดศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=17

{21} กาลามสูตร 10 คือ อย่าปลงใจเชื่อ 1.ด้วยการฟังตามกันมา 2.ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา 3.ด้วยการเล่าลือ 4.ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5.ด้วยตรรก 6.ด้วยการอนุมาน 7.ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8.เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน 9.เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ และ 10.เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เราจะเชื่อก็ต่อเมื่อพิจารณาเห็นด้วยปัญญา (ที่มาคือ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/002684.htm)

{22} ข่าว “เมื่อกระแสโลกร้อนย้อนมาเล่นงานอัล กอร์” สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 7-15 มีนาคม 2550 โปรดอ่านข่าวภาษาอังกฤษที่ http://www.guardian.co.uk/international/story/0,,2022869,00.html (The Guardian) และ http://www.usatoday.com/news/washington/2007-02-27-gore-house_x.htm (USA Today)

{23} โปรดอ่านข่าวดังกล่าวได้ที่ http://www.prospect-magazine.co.uk/article_details.php?id=6889

ไอ้โน่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ดี

ไอ้โน่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ดี ก็ต้องชี้ทางออกให้ด้วย

ขอบคุณสำหรับบทความครับ ขออนุญ

ขอบคุณสำหรับบทความครับ

ขออนุญาติแนะนำบทความเกี่ยวกับ พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก สำหรับชุมชนครับ

http://www.energybase.net

ขอบคุณครับ