ปฏิวัติประชาธิปไตยในกระแสโลกาภิวัตน์

1. ความท้าทายจากโลกาภิวัตน์

 
กระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังดำเนินไปทั่วโลกในปัจจุบัน คือการเชื่อมต่อกันเข้าของระบบเศรษฐกิจสังคมนานาประเทศผ่านโครงข่ายตลาดการค้าและการลงทุนข้ามชาติ โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพลังหลัก ลดต้นทุนธุรกรรม การสื่อสารและการขนส่ง กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของสินค้า บริการ เงินทุน ผู้คน และทรัพยากรระหว่างประเทศในจำนวนมหาศาลต่อวัน การขยายการแข่งขันทางธุรกิจที่ข้ามกำแพงรัฐชาติ การแพร่หลายของการผลิตแบบห่วงโซ่ข้ามชาติ การไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลและวัฒนธรรมที่รวดเร็ว รวมทั้งการแพร่ขยายของระบอบประชาธิปไตยไปในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่ซึ่งอดีตเคยเป็นระบอบเผด็จการในรูปแบบต่าง ๆ
 
โลกาภิวัตน์ในขั้นตอนปัจจุบันมีรากฐานมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 2520-30 ก่อนหน้านั้น รัฐบาลประเทศเหล่านี้ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเคนส์เสียนที่รัฐเข้าแทรกแซงควบคุมระบบเศรษฐกิจทุนนิยม จำกัดการทำงานของกลไกตลาดด้วยกฎระเบียบและข้อห้ามมากมาย จัดตั้งรัฐวิสาหกิจผูกขาดในอุตสาหกรรมหลัก ส่งเสริมสหภาพแรงงาน และอัดฉีดงบประมาณของรัฐเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะล้นพ้นตัว เงินเฟ้อสูงเรื้อรัง วิกฤตการณ์ค่าเงินตกต่ำ และการว่างงานเชิงโครงสร้าง เป็นผลให้พรรคการเมืองที่เดินนโยบายลัทธิเคนส์เสียนพากันพ่ายแพ้เลือกตั้ง แทนที่ด้วยรัฐบาลฝ่ายเสรีนิยมที่ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (privatization) ลดการแทรกแซงควบคุมของรัฐ (deregulation) และเปิดเสรีการแข่งขันภายในประเทศและการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ (liberalization)
 
โลกาภิวัตน์กลายเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากเมื่อเกิดการล่มสลายของระบบสังคมนิยมทั่วโลกในช่วงปี 2532-34 ระบอบการเมืองแบบเผด็จการด้วยพรรคการเมืองพรรคเดียวที่รัฐเข้าแทรกแซงกิจกรรมทุกแง่มุมในชีวิตส่วนตนของประชาชนได้พังทลายลงพร้อมกับระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่รัฐเข้าวางแผนและควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกชนิดอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพและสูญเปล่า ความเป็นอยู่ของประชาชนเสื่อมทรุด อัตคัดขาดแคลน การล่มสลายของสังคมนิยมทำให้ประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลกซึ่งเคยอยู่นอกระบบตลาดได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ระบบตลาดของทุนนิยมในชั่วข้ามคืน กลายเป็นแหล่งแรงงาน ทรัพยากร ทุน และตลาดผู้บริโภคแห่งใหม่ให้กับการขยายตัวของทุนนิยมโลกในทศวรรษ 2530-50
 
ความเสื่อมของนโยบายเศรษฐกิจเคนส์เสียนในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา กับการล่มสลายของระบบสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก เป็นข้อพิสูจน์ถึงความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลทั่วโลกในการแทรกแซงควบคุมระบบเศรษฐกิจ ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อหรือมั่นใจใน “ภูมิปัญญาของรัฐบาล” อีกต่อไป
 
การมาถึงของโลกาภิวัตน์เป็นความท้าทายต่อรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจของตนให้สอดรับและแสวงหาประโยชน์จากการแข่งขัน การไหลเวียนอย่างรวดเร็วของสินค้า เงินทุน ทรัพยากร มนุษย์ และข่าวสารข้อมูลในปริมาณมหาศาล เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจให้สามารถเผชิญกับการแข่งขันข้ามชาติ และดำเนินมาตรการลดผลกระทบทางลบของโลกาภิวัตน์ โดยทั้งหมดเป็นการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดการแทรกแซงของรัฐ เสริมสร้างระบบตลาดและการแข่งขัน และการปฏิรูประบบสวัสดิการประกันสังคมให้กะทัดรัดและมีประสิทธิภาพ
 
ระบบเศรษฐกิจโลกยุคโลกาภิวัตน์กลายเป็นเวทีแข่งขันระหว่างประเทศที่ดุเดือดเข้มข้น ทั้งแข่งขันกันปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้ก้าวหน้า ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แล้วยังแข่งกันรวมตัวสร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนระดับภูมิภาคขึ้นทั่วโลก โดยต่างหวังจะนำเอาจุดแข็งของประเทศคู่ค้ามาเสริมกับจุดแข็งของประเทศตน เช่น
          การก่อตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement --- NAFTA) ที่รวมตลาดการค้าและการลงทุนของแคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก
          การปรับโครงสร้างการเงินและอุตสาหกรรมในเกาหลีหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 1997
          การเปิดประตูเศรษฐกิจรับเงินทุนและเทคโนโลยีตะวันตกของจีนและอินเดีย
          การปฏิรูปเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยนายกรัฐมนตรีโคอิซูมิ (การปฏิรูปการเงิน การแปรรูปไปรษณีย์)
          การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางเสรีนิยมในหลายประเทศของละตินอเมริกาและคาริบเบียน
          การก่อตั้งสหภาพยุโรป (EU) เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาและ NAFTA
          การผลักดันโดยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิกในกลุ่มเอเปก (Free Trade Area of the Asia and Pacific --- FTAAP)
          สหรัฐอเมริกาเดินนโยบายเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในเอเชีย ตั้งแต่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลี โดยมีญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นรายต่อไป
          มาเลเซียเดินยุทธศาสตร์มุ่งพัฒนาฐานอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียน
          สิงคโปร์ประกาศวาระแห่งชาติเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในปี 2544 มุ่งยกระดับโครงสร้างจากระบบเศรษฐกิจแบบเทคโนโลยีเข้มข้น ไปเป็นสังคมความรู้เข้มข้น
          เวียดนามเปิดประเทศด้วยมาตรการปฏิรูปพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วด้าน เช่น แผนการเชิงพาณิชย์ท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวคัมราห์น ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนครบวงจรเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ รถไฟหัวกระสุนฮานอย-โฮจิมินห์ซิตี้ โครงการผลิตและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปด้วยโรงกลั่นน้ำมันสามโรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สองแห่งเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เป็นต้น
 
 
2. พัฒนาการเศรษฐกิจไทย
 
ประเทศไทยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ปี 2501 เรื่อยมา โดยระยะเริ่มแรกเป็นการเน้นอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ด้วยการส่งออกสินค้าเกษตรและสินแร่ไปแลกกับการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบขั้นกลางเข้ามาสร้างเป็นฐานอุตสาหกรรม ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสนองตลาดภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้าสินค้าบริโภคจากต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมการลงทุนของเอกชนและการร่วมทุนกับต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีน ทั้งให้มีรัฐวิสาหกิจในกิจการสาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทาง “ยุทธศาสตร์” ทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนฐานของระบบสถาบันการเงินไทยแบบปิด ที่ผูกขาดอยู่ในกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีนเพียงไม่กี่ตระกูล ภายใต้การควบคุมและคุ้มครองของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปลอดพ้นจากการแข่งขันกันเองและการแข่งขันจากทุนต่างชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา “อุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น” (Labor-intensive industries) เนื่องจากมีแรงงานล้นเกินจากภาคเกษตร ค่าจ้างแรงงานและค่าครองชีพอยู่ในระดับต่ำ เทคโนโลยีการผลิตไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะความชำนาญสูง เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า สิ่งอุปโภคประจำวัน และเกษตรแปรรูป เป็นต้น
 
แนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าภายใต้ทุนนิยมขุนนางอุปถัมภ์ดังกล่าวประสบภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน เผชิญวิกฤตราคาน้ำมันในช่วงปี 2515-2522 และความไม่สงบทางการเมือง (14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519) จนถึงยุคหลัง 2520 จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ซึ่งยังคงดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า แต่ได้เพิ่มแนวทางอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกโดยร่วมลงทุนกับต่างชาติ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต การพัฒนาเศรษฐกิจได้ยกระดับไปสู่ “อุตสาหกรรมทักษะเข้มข้น” (Skill-intensive industries) เนื่องจากในตลาดส่งออก สินค้าต้องมีคุณภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ เครื่องจักรและเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น ต้องใช้แรงงานที่มีความรู้และทักษะสูงขึ้น
 
ในช่วงเดียวกัน ก็เริ่มมีการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมที่สำคัญขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งคือ “อุตสาหกรรมทุนเข้มข้น” (Capital-intensive industries) เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินทุนมหาศาล ใช้เทคโนโลยีและพลังงานมาก แต่จ้างแรงงานน้อย ทั้งหมดยังคงเป็นการร่วมทุนของทุนขุนนางจารีตนิยม ทุนใหญ่เชื้อสายจีน กับทุนต่างชาติ เป็นอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี พลาสติก ยางสังเคราะห์ และอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและเหล็กกล้า ประกอบรถยนต์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลเกษตร เป็นต้น
 
ช่วงหลังปี 2530 กลุ่มทุนญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันได้ย้ายฐานการผลิตสินค้าเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหลบเลี่ยงการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกาและยุโรป เกิดเป็นกลุ่ม “อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้น” (Technology-intensive industries) ซึ่งจ้างแรงงานทักษะสูง ค่าจ้างแรงงานสูง ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน เน้นการส่งออก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน วงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องจักรกลเกษตร เป็นต้น การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงปี 2530-40 ยังทำให้เกิดการเติบโตของกลุ่มทุนใหม่ ซึ่งอยู่ในภาคเศรษฐกิจส่งออกและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับสูง มีผลประโยชน์ผูกติดกับการค้าการลงทุนและแนวโน้มของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกอย่างแนบแน่น
 
การพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปจากประเทศเกษตรกรรมในอดีต กลายเป็น “ประเทศอุตสาหกรรมระดับกลาง” คือ ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจาก ร้อยละ 23 ในปี 2523 เหลือเพียงร้อยละ 11 ในปัจจุบัน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 36 และเมื่อพิจารณาสาขาเศรษฐกิจสมัยใหม่ (อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ขนส่งและคมนาคม บริการทางการเงิน ค้าส่งค้าปลีก) จะมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 66 ของจีดีพี
 
ประเทศไทยจึงมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าและอุตสาหกรรมส่งออก ตั้งแต่อุตสาหกรรมที่ยังใช้แรงงานและทักษะเข้มข้น ไปจนถึงอุตสาหกรรมทุนเข้มข้นและเทคโนโลยีเข้มข้นที่เติบโตเร็ว ในด้านการค้าต่างประเทศของไทยนับแต่ปี 2538 ถึงปัจจุบัน สินค้าส่งออกประกอบด้วยสินค้าอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 80 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทักษะเข้มข้นและเทคโนโลยีเข้มข้น เช่น เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เคมีภัณฑ์ พลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รถยนต์และชิ้นส่วน ในขณะที่ด้านสินค้านำเข้า ประกอบด้วยเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และสินค้าอุตสาหกรรม รวมกันสูงถึงร้อยละ 68 โดยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากถึงร้อยละ 20
 
 
3. ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมไทย
 
ระบบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็นทุนนิยมขุนนางอุปถัมภ์ ถูกครอบงำด้วย “กลุ่มทุนเก่า” ที่ประกอบด้วยทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีน เต็มไปด้วยการผูกขาดตัดตอน ใช้อำนาจทั้งในและนอกระบบราชการแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจผ่านสิทธิพิเศษทางกฎหมาย การส่งเสริมการลงทุนโดยรัฐ โครงการต่าง ๆ ของรัฐ สัมปทาน และรัฐวิสาหกิจ ในด้านต่างประเทศ ก็ดำเนินนโยบายจำกัดการแข่งขันจากต่างประเทศด้วยมาตรการกีดกันการค้า กำแพงภาษี ปกป้องคุ้มครองธุรกิจใหญ่ของกลุ่มทุนขุนนางภายในประเทศให้ปลอดพ้นจากการแข่งขันในระดับสากล ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการแข่งขันยุคโลกาภิวัตน์ เห็นได้จากความผิดพลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน การกำกับดูแลสถาบันการเงิน นโยบายเศรษฐกิจมหภาค และนโยบายวิเทศธนกิจในช่วงปี 2532-2536 ซึ่งเป็นการ “เปิดเสรีให้กู้เงินจากต่างประเทศ” กระแสเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าสู่เศรษฐกิจไทยที่ยังเต็มไปด้วยระบบผูกขาด วิสาหกิจล้าสมัยขาดประสิทธิภาพ เป็นผลให้แทนที่เงินทุนจะถูกใช้ไปในการปรับโครงสร้าง วางรากฐานเศรษฐกิจ ยกระดับเทคโนโลยีและความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ เงินทุนเหล่านั้นกลับถูกใช้ไปในการเก็งกำไรหุ้นและอสังหาริมทรัพย์และการทุจริตในภาคธุรกิจ นำมาซึ่งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งที่รุนแรงที่สุด
 
จุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจไทยในการแข่งขันของโลกาภิวัตน์ก็คือ ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งที่เป็นของตนเองและที่ใช้ประโยชน์ต่อยอดจากเทคโนโลยีต่างชาติ ทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีในระดับสูงมาก ดังจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีการขาดดุลค่าใบอนุญาตใช้เทคโนโลยีระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากหนึ่งหมื่นล้านบาทในปี 2536 เป็นสูงถึงราว 8 หมื่นล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน หรือเพิ่มจากร้อยละ 0.34 เป็นร้อยละ 0.94 ของจีดีพีในช่วงดังกล่าว
 
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันในโลกาภิวัตน์อย่างรุนแรง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานและทักษะเข้มข้นมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีแรงงานราคาถูก ไม่มีสินแร่และทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เหมือนช่วงปี 2500-2520 ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปัจจุบันมีปริมาณสำรองจำกัด และยังต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในปริมาณมาก การพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูงมากทำให้เสี่ยงต่อการที่ทุนต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้นออกไปประเทศอื่นเมื่อเงื่อนไขภายในและภายนอกเกิดเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการแข่งขันจากจีนและอินเดียที่ผลิตสินค้าได้หลากหลายทุกระดับ ความท้าท้ายของระบบเศรษฐกิจไทยคือ ต้องยกระดับฐานอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นสู่ “อุตสาหกรรมความรู้เข้มข้น” (Knowledge-intensive industries) พัฒนาความรู้เทคโนโลยีของตนเองและต่อยอดจากของต่างชาติ เน้นพัฒนาและผลิต “ทรัพย์สินทางปัญญา” นำมาประยุกต์กับสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีของตนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น
 
แต่ประเทศไทยปัจจุบันกลับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาฐานความรู้ที่ต่ำที่สุดในเอเชีย เห็นได้จากระดับ “ดัชนีชี้วัดสมรรถนะการผลิตทรัพย์สินทางปัญญา” ที่ต่ำมาก เช่น ประเทศไทยมีการลงทุนใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพียงร้อยละ 0.25 ของจีดีพีในปี 2547 เกือบจะต่ำที่สุดในเอเชีย ดัชนีอื่น ๆ เช่น อัตราคำขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของคนไทยในสหรัฐอเมริกาต่อประชากรไทยล้านคนอยู่ที่เพียง 1.08 คำขอ อัตราคำขอสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ในประเทศไทยต่อประชากรไทยล้านคนอยู่ที่ 12.86 คำขอ ซึ่งล้วนอยู่ในระดับเกือบต่ำสุดของเอเชีย คือสูงกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เท่านั้น ในขณะที่อัตราการจ่ายค่าใบอนุญาตเพื่อใช้เทคโนโลยีต่างประเทศต่อจีดีพีกลับมีระดับเกือบสูงที่สุดในเอเชีย
 
วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และความอ่อนแอด้อยพัฒนาในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจไทยยังคงล้าหลังและอ่อนแออย่างยิ่งในการเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์ เผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบอบอำมาตยาธิปไตยของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมในการปกครองบริหารประเทศ เป็นสัญญาณชี้ว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย ระบบราชการ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเมืองของพวกเขาตั้งแต่ยุค 2500 มาบัดนี้ได้ถึงทางตันแล้ว และมิอาจปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัตน์
 
 
4. การต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้สองแนวทาง
 
ระบอบการเมืองไทยนับแต่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500 เป็นต้นมามีเนื้อในที่เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมซึ่งผูกขาดอำนาจรัฐผ่านกองทัพและระบบราชการ แต่มีเปลือกนอกที่สลับกันไปมาระหว่างระบอบเผด็จการทหารแบบโจ่งแจ้งกับระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและรัฐบาลที่อ่อนแอ มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดของพวกเขา
 
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกลุ่มทุนเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารพาณิชย์ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่กลุ่มทุนใหม่ได้รับความเสียหายน้อยมาก เปิดโอกาสให้มีการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีวินัย รัฐสภามีเสถียรภาพ และรัฐบาลมีความมั่นคง กลุ่มทุนใหม่ซึ่งมีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนนั้น มีความเข้าใจถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยและเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างเพื่อให้ทันกับยุคโลกาภิวัตน์ พวกเขาอาศัยรัฐธรรมนูญ 2540 สามารถชนะการเลือกตั้งในปี 2544 และเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการผลิตที่เน้นแรงงาน ไปสู่การผลิตที่เน้นฝีมือและความรู้ แปรเศรษฐกิจสังคมไทยให้ทันสมัย เช่น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เปิดเสรีการค้าและการลงทุน จัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ทยอยลดอัตราภาษีศุลกากร ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา และลงทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งระบบ เป็นต้น ให้เศรษฐกิจไทยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้ในกระแสโลกาภิวัตน์
 
แต่นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้กลุ่มทุนเก่าซึ่งบอบช้ำอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ต้องสูญเสียประโยชน์และถูกบั่นทอนอำนาจผูกขาดที่ครอบงำเศรษฐกิจการเมืองไทยมายาวนาน ในที่สุด กลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมจึงก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ฉีกเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้ง และเผยให้เห็นเนื้อในที่เป็นระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอีกครั้ง รัฐประหาร 19 กันยายนจึงเป็นปฏิกิริยาของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ และได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากบรรดาพลังปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์ในสังคมไทยที่เกาะกินแสวงหาประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกลุ่มทุนจารีตนิยม-ราชการ ได้แก่ ทุนใหญ่ผูกขาดเชื้อสายจีน ปัญญาชนขวาจัดและราษฎรอาวุโส ปัญญาชน “อีแอบ” ตีสองหน้า ครูอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน นักคิดและปัญญาชนชาตินิยมและชุมชนนิยม เป็นต้น
 
ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากรัฐธรรมนูญ 2540 และจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย  พวกเขาเกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เข้าใจได้เป็นครั้งแรกว่า “ประชาธิปไตยนั้นกินได้และเห็นหัวคนจน” พวกเขากลายเป็นฐานพลังอันเข้มแข็งที่สนับสนุนผู้นำพรรคไทยรักไทย และเป็นมวลชนพื้นฐานที่ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายนและระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 จากการต่อสู้กับเผด็จการตลอดกว่าสามปีมานี้ พวกเขาได้ยกระดับจิตสำนึกทางการเมืองและความรับรู้สูงถึงขั้นรู้แจ้งว่า แท้จริงแล้ว อะไรคือปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตย ความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง และการกินดีอยู่ดีของประชาชน ตลอดจนเป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายสิบปีมานี้
 
ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยม ทุนเก่าและปัญญาชนขวาจัดด้านหนึ่ง กับกลุ่มทุนใหม่ ปัญญาชนประชาธิปไตยและชนชั้นล่างในเมืองและชนบทในอีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็เป็นการต่อสู้สองแนวทางระหว่างระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยและระบบทุนนิยมขุนนางอันล้าหลังของพวกจารีตนิยม-ทุนเก่าด้านหนึ่ง กับระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนและแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง การต่อสู้นี้ยืดเยื้อยาวนาน ยากลำบาก และอันตราย ถึงปัจจุบัน ยังคงอยู่ในขั้นตอน “สงครามกลางเมืองที่ไม่หลั่งเลือด” และอาจจะพัฒนายกระดับไปเป็นสงครามชนชั้นที่เปิดเผยได้หากฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยยังคงดื้อดึงฉุดรั้งสังคมไทยให้ถดถอยต่อไป ผลลัพธ์จะตัดสินว่า ประเทศไทยจะเดินไปทางไหนระหว่างการเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่เป็นเผด็จการ เศรษฐกิจหยุดนิ่ง และวัฒนธรรมล้าหลังเสื่อมโทรม กับการเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า สังคมวัฒนธรรมทันสมัยและหลากหลาย
 
 
5. ชูธงสามผืน ปฏิวัติประชาธิปไตย ปลดปล่อยประเทศไทยสู่ “สังคมความรู้”
 
ฝ่ายประชาธิปไตยต้องชูธงชาติไทยสามผืนให้สูงเด่นคือ ธงประชาธิปไตย ธงโลกาภิวัตน์ และธงความเป็นธรรมทางสังคม ธงสามผืนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เกื้อกูลสนับสนุนและเป็นเงื่อนไขให้แก่กัน เพราะไม่อาจมีประชาธิปไตยถ้าไม่มีโลกาภิวัตน์ และไม่อาจมีโลกาภิวัตน์ถ้าไม่มีประชาธิปไตย แต่ทว่า ทั้งประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและก่อเป็นดอกผลแห่งการพัฒนาก้าวหน้าที่ยั่งยืนได้นั้น จะต้องสามารถสนองตอบความต้องการทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจของประชาชนได้ สามารถแจกจ่ายประโยชน์ของโลกาภิวัตน์ไปในหมู่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมได้
 
ธงประชาธิปไตยหมายถึง การต่อสู้ขจัดอำนาจอำมาตยาธิปไตยที่เป็นรากเหง้าของรัฐประหารและเผด็จการ เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน บนหลักการ
          อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
          หลักสิทธิและโอกาสอันเท่าเทียมของพลเมือง
          หลักเสรีภาพนิยมและปัจเจกชนนิยมของพลเมือง
          หลักนิติรัฐ-นิติธรรมที่คงไว้ซึ่งความยุติธรรมและเท่าเทียมกันของพลเมืองทุกคนภายใต้กฎหมาย
 
ธงโลกาภิวัตน์คือ การดำเนินนโยบายและมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจไทย สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพและก่อประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและแสวงผลประโยชน์ของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลก
          ยกระดับและขยายโครงสร้างพื้นฐานทางขนส่ง พลังงาน และโทรคมนาคม ให้เป็นระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยและทั่วด้าน
          การเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุน และทางการเงินอย่างเป็นขั้นตอน
          ส่งเสริมการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เพิ่มผลิตภาพให้สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีของไทยและต่างประเทศ
          การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างโปร่งใสและมีขั้นตอน
          มีมาตรการและกองทุนสนับสนุนช่วยเหลือผู้ที่ถูกผลกระทบจากมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ
          วินัยทางการคลังและหนี้สาธารณะในระดับต่ำ
          เน้นสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคมเพื่อเสริมสร้าง “ทุนมนุษย์” ในสังคมไทย
          ปฏิรูประบบภาษีให้ง่าย โปร่งใส เป็นธรรม รวมภาษีทรัพย์สิน
          ยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีเข้มข้นและความรู้เข้มข้น
          เพิ่มการใช้จ่ายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาครัฐ ส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
 
ธงความเป็นธรรมทางสังคม การแก้ปัญหาความยากจน ส่งเสริมการกระจายรายได้เพื่อให้ดอกผลของประชาธิปไตย โลกาภิวัตน์ และการพัฒนาเศรษฐกิจได้กระจายไปสู่ประชาชนส่วนข้างมากของประเทศ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์มีความชอบธรรม มั่นคงและยั่งยืน
 
          สร้างและขยายระบบประกันสังคมแก่ลูกจ้างพนักงาน คนว่างงาน คนพิการและคนชรา เสริมสร้างการประกันสุขภาพถ้วนหน้า
          ขยายและยกระดับมาตรการแก้ไขความยากจนต่อเนื่อง เช่น กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินชุมชน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ แปลงทรัพย์สินเป็นทุน ธนาคารประชาชน เป็นต้น
          เพิ่มและพัฒนามาตรการภาษีเพื่อกระจายรายได้ เช่น ภาษีที่ดินว่างเปล่า และภาษีมรดก
          บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ยกระดับมาตรฐานกฎหมายแรงงานและสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้นตามมาตรฐานสากลเพื่อปรับปรุงยกระดับคุณภาพชีวิตในที่ทำงานและในชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงาน

 

ปฎิวัติ

ปฎิวัติ อะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าที่ใหนในโลก ก็จะไม่มีพลังอำนาจเท่ากับการปฎิว้ติของประชาชนของประเทศนั้นๆ ว่าเขาต้องการให้ประเทศของตนเองปกครองในลักษณะเช่นไร???.....เพียงแต่ว่ากลุ่มผู้มีอำนาจและกำลังอาวุธ จะมีพลังกดหัวประชาชนไว้ได้นานแค่ใหนเท่านั้น!!!!

*แผ่นดินนี้ มีเจ้าของ

*แผ่นดินนี้ มีเจ้าของ คือปวงชน
ถ้วนทุกคน หาใช่เพียง ผู้อาศัย
ต่างมีสิทธิ์ มีเสรี ที่เป็นไท
ยุคทาสไพร่ หมดสิ้นไป ไม่กลับคืน

*แต่ยังมี พวกพาไทย ให้ย้อนยุค
คอยเที่ยวปลุก เร้าระดม เข้าข่มขืน
ยึดอำนาจ จากปวงชน ทนกล้ำกลืน
หวังพลิกฟื้น สู่ยุคเก่า เข้าครอบงำ

*พวกรุกราน ประชาธิปไตย
อ้างสร้างการเมืองใหม่ แต่ใจต่ำ
ไม่ยอมรับ ความเท่าเทียม เตรียมรุกล้ำ
การกระทำ ดูหมิ่นค่า ประชาชน

*ด้วยเหตุนี้ สีแดง จึงต้องสู้
เพื่อเชิดชู สิทธิ์เสรี ให้มีผล
มีประชาธิปไตย ไร้เล่ห์กล
ประชาชน เป็นใหญ่ ในแผ่นดิน

*ไม่เร่งรีบค่อยปลุกค่อยรุกเร้า
ค่อยค่อยเป่าขยายไฟให้ลามสิ้น
ส่องสว่างกระจ่างแจ้งสมใจจินต์
แดงทั่วทั้งแผ่นดินประเทศไทย

แข็งแรงแต่ไม่ดูแลผู้อ่อนแอ

แข็งแรงแต่ไม่ดูแลผู้อ่อนแอ "แข็งแรงทำไม"
เรียนสูงแต่ดูถูกผู้ด้อยโอกาส "เรียนสูงทำไม"

*ประชาธิปไตย นำให้

*ประชาธิปไตย นำให้ โลกาภิวัตน์
เป็นสิ่งจัด ความจำเริญ เพลินสุขี
โลกทั้งโลก ไร้พรมแดน แสนยินดี
โลกเสรี ประชาธิปไตย

*อำมาตยาธิปไตย ใฝ่ย้อนยุค
เพราะความสุข ถูกแบ่งไป ให้หวั่นไหว
เคยอยู่เหนือ ประชาชน คนทั่วไป
ไม่อยากให้ ประชาธิปไตย เกิดงอกงาม

*จึงเกิดการ ต่อต้าน ทานกระแส
พาลรังแก เสรีชน ก่นหยาบหยาม
รัฐประหาร มารร้าย ใฝ่คุกคาม
พยายาม กดหัว ประชาชน

*มารคิดแทน ทำแทน แสนยิ่งใหญ่
ทั้งที่ไร้ ความสามารถ ขาดเหตุผล
พาเสื่อมถอย ด้อยค่า พาทุรน
ประชาชน ต้องสู้ ชูยุติธรรม

เห็นด้วยคับ

เห็นด้วยคับ

ความเห็นของดร.พิชิต

ความเห็นของดร.พิชิต ถูกใจนักประชาธิปไตยมากๆ คาดว่าฝ่ายทุนนิยมเผด็จการคงไม่ชอบแน่ๆ

เห็นด้วยอย่างมาก

เห็นด้วยอย่างมาก

วิเคราะห์เศรษฐกิจได้น่าสนใจ

วิเคราะห์เศรษฐกิจได้น่าสนใจ

*การเมืองเก่า การเมืองใหม่

*การเมืองเก่า การเมืองใหม่ ให้แตกต่าง
สู่ปลายทาง คนละทาง ต่างเงื่อนไข
การเมืองเก่า สู่ประชาธิปไตย
การเมืองใหม่ ประชาธิปไตย แบบควบคุม

*การเมืองเก่า ของปวงชน ชาวไทย
การเมืองใหม่ พันธมิตร ลิขิตกลุ่ม
พาฝูงชน ตั้งหน้า มาชุมนุม
เพื่อโอบอุ้ม รัฐประหาร พาลบีฑา

*กลุ่มทุนเก่า อมาตยาธิปไตย
กลุ่มทุนใหม่ ประชาธิปไตยก้าวหน้า
กลุ่มทุนเก่า เบียดเบียน บีฑา
กลุ่มทุนใหม่ เสาะหา ความเจริญ

*กลุ่มทุนเก่า เน่าหนอน ชอนไช
กลุ่มทุนใหม่ มีค่า น่าสรรเสริญ
กลุ่มทุนเก่า เหมือนบ่วง ขวางทางเดิน
กลุ่มทุนใหม่ หกเหิน เดินหน้าไป

*การเมืองเก่า ของทุนใหม่ ไม่ยากไร้
การเมืองใหม่ ของทุนเก่า เน่าไม่ไหว
การเมืองเก่า เป็นประชาธิปไตย
การเมืองใหม่ ฝันใฝ่ เผด็จการ

*การเมืองเก่าสร้างสังคมที่เป็นธรรม
การเมืองใหม่สร้างกรรมทำลายผลาญ
การเมืองเก่าประชาธิปไตยยั่งยืนนาน
การเมืองใหม่อันธพาลครองเมือง

บทความนี้เจ๋งมากครับ

บทความนี้เจ๋งมากครับ เป็นบทความด้านเศรษฐศาสตร์-การเมืองที่อ่านเข้าใจง่าย ไม่ค่อยมีคนเขียนในแนววิเคราะห์โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานแบบนี้สักเท่าไหร่

แต่อย่าหาว่าผมจุกจิกเล็กๆน้อย

แต่อย่าหาว่าผมจุกจิกเล็กๆน้อยๆ เลยนะครับ ตรงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ถ้าตามแบบแผนแล้วก็เริ่มปี พ.ศ. 2504 นะครับ เข้าใจว่าข้างบนอาจจะประมาณหรือไม่ก็เผลอไปหน่อยนึง

"รศ.ดร.พิชิต

"รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์"

คนนี้หรือเปล่าที่เป็น "นักวิชาการ" แนวร่วมฝ่าย "ทักษิณ"

คนนี้ มาทุกงาน

คนนี้ มาทุกงาน

ขอปรบมือให้

ขอปรบมือให้ นับเป็นนักวิชาการที่แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าสนับสนุนทั้งระบบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
ส่วนหนึ่งของความวุ่นวายทางการเมืองก็เพราะมีนักวิชาการที่หากินกับอำมาตย์ ทำมาหากินอย่างอื่นไม่เป็น มองระบบทุนนิยมเลวร้าย แล้วก็เลยให้ร้ายนักการเมืองทีมีพื้นฐานหรือมีประสบการณ์ทางธุรกิจว่าเลว

"รศ.ดร.พิชิต

"รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์"

คนนี้หรือเปล่าที่เป็นพ่อกู

คำตอบ

"ใช่" (ส่วนหนึ่ง)

คิดเรื่อยเปื่อย

คิดเรื่อยเปื่อย ไปเรื่อย
การขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องการเมืองและตัวบุคคลล้วนๆ

ไม่ไช่การต่อสู้ทางชนชั้น
คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายเป็นการผสมผสานของคนที่หลากหลายเหมือนๆกัน
ภาพของการชุมนุมของแต่ละฝ่ายจะบอกได้อย่างชัดเจน
ที่โดดเด่นในการชุมนุมของทั้งคู่ก็คือภาพของคนชั้นกลาง นักวิชาการ
ตลอดจนกลุ่มคนที่มีภาพเป็นนักประชาธิปไตยที่รวมอยู่ในทั้งสองฝ่าย

ไม่ไช่การต่อสู้ของกลุ่มทุนเก่าและใหม่อะไรทั้งนั้น
ข้อพิสูจน์ง่ายๆ กลุ่มทุนที่เคยแอบอิงกับรัฐบาลทักษิณ
อย่างคิงส์เพาเวอร์ ซีพี เนสกาแฟ ธุรกิจในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ และอีกมาก
ไม่ว่าก่อนหรือหลังรัฐประหาร พวกนี้ยังคงปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เสมอ
ธูรกิจก็ยังคงเป็นธุรกิจ มีเพียงธุรกิจในส่วนของตระกูลชินวัตรเท่านั้นที่น่าจะมีปัญหา
ถ้าจะเป็นมันก็เป็นการต่อสู้ของกลุ่มทุนที่ทำมาหากินกันตามปกติ
กับกลุ่มทุนที่พยายามเอารัดเอาเปรียบคู่แข่งหรือขอหุ้นฟรีกันอย่างน่าด้านๆ
โดยใช้อำนาจทีมีอยู่คับประเทศ

และหากจะบอกว่าเป็นการต่อสู้ของเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตย
แล้วตกลงไครเป็นเผด็จการแล้วไครเป็นประชาธิปไตย
มันน่าจะมีไครกำลังยกหางตัวเองอยู่

ทั้งหมดนี้เพียงอยากจะบอกว่าที่มันเป็นเรื่องขึ้นมา
มันไม่ไช่เรื่องที่จะต้องวิเคราะห์ให้ดูซับซ้อน เรื่อยเปื่อย บานปลาย
มันเริ่มจากแค่เป็นเรื่องของนักการเมืองคนหนึ่งที่ชาญฉลาด แต่ไม่รู้จักพอ
มันก็แค่นั้น

ต้องนับว่า พิชิต คือ

ต้องนับว่า พิชิต คือ ปัญญาชนของจริง ที่กล้าเสนอความจริง และได้ร่ายยาว ในเรื่องที่มันได้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้จริงๆอย่างย่นย่อได้ใจความและเห็นภาพชัดเจน ที่ตรงไปตรงมา
และพิชิตนี่ต้องถือว่าเป็นเสรีชนที่เป็นประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริงที่สำคัญมากคนหนึ่งของประเทศนี้ ที่ความเห็นของเขาสามารถที่จะเอาไปต่อกร กับพวกpseudo intellectual ที่ออกตามจอตู้เน่า และตามเศษกระดาษเปื้อนหมึกเน่า ของตอแหลแลนด์

พิชิตไม่แค่เพียงวิพากษ์ทว่า ยังได้เสนอแนวทางที่สามารถเป็นไปได้ถ้าหากนำไปปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไข ประเทศที่มันกำลังเน่า
จนถึงขั้นสิ้นหวังอยู่ในขณะนี้

ขอยืนข้างผ่ายที่อยู่ข้างคนจน

ขอยืนข้างผ่ายที่อยู่ข้างคนจน ใครก็ได้ที่หยิบยื่นโอกาศให้กับคนจน ผู้ขาดโอกาศในสังคมและมักโดนประณามว่าโง่เหมือนควาย

เอาเถิดคุณผู้ใช้นามว่า

เอาเถิดคุณผู้ใช้นามว่า "งานกร่อย" อยากให้ช่วย อธิบายอยู่ 2 ประเด็นตามความเข้าใจของคุณ คือ

1.ชนชั้น ตามความเห็นคุณ มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร
2.ทุนเก่า-ทุนใหม่ หน้าตาแต่ละทุนมันเป็นยังไง
3.ทำไมบุคคลจึงไม่ใช่ชนชั้น

เพราะคุณสรุปตอนท้ายโครมลงไปว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้เรื่องชนชั้น แต่เป็นการต่อสู้ของบุคคล

คุณแช่มครับ "พ่อกู"

คุณแช่มครับ "พ่อกู" ของคุณหมายถึงอะไรน่ะ ผมมันงงไม่ค่อยเข้าใจ

สาเหตุที่ธงสามผืนของพิชิตไม่ไ

สาเหตุที่ธงสามผืนของพิชิตไม่ได้ชูสักที ก็เป็นเพราะรัฐบาลทุนสามานย์ที่ครองอำนาจอยู่ในช่วงที่ไทยควรจะอยู่ในสภาวะที่พร้อมที่สุดต่การพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม ช่วงปี๔๔ถึง๕๑ โอกาสและความมั่งคั่งจากจังหวะของภาคเศรษฐกิจโลกที่ควรตกเป็นของมวลมหาชนชาวไทย ได้ถูกผ่องถ่ายไปเป็นของคนครอบครัวเดียว อย่างที่นักวิชาการอย่างพิชิตได้แต่นั่งแหกปากเชียร์แบบไม่ลืมหูลืมตาดูสภาพความเป็นจริง ถ้าร่ำเรียนมาขนาดนี้ไม่รู้จริงๆว่าใครได้อะไรเสียอะไรกันในช่วงนั้น ก็เอาปริญญาคืนสถาบันเขาไปเถิดครับ......สถิติปี๔๗ที่ยกมาในบทความนั้นมันช่วงรัฐบาลไหนใครเป็นนายกเป็นมากี่ปีแล้วจำได้ไหมครับ...

คำถาม1-2 ในบทความของ คุณพิชิต

คำถาม1-2 ในบทความของ คุณพิชิต อธิบายอยู่แล้ว
และเป็นคำตอบของข้อ 3

**ชะตากรรม เซลายา

**ชะตากรรม เซลายา กับทักษิณ
มารทมิฬ ทำรันทด หมดสมัย
ต้องหันเห พเนจร ร่อนเร่ไป
แต่หัวใจ ยังบรรเจิด เชิดชูธรรม

**ดูซิใคร หนอใคร ถึงชัยก่อน
ใครถูกตอน ใครถูกตี ขยี้ขยำ
ใครจะได้ ไปฉลอง ตีกลองนำ
ใครจะกำ ชัยชนะ จะเห็นกัน

**กุลยุทธ์ แตกต่าง ตามแต่คิด
ล้วนมีสิทธิ์ ิ เลือกใช้ ได้ตามฝัน
แต่การชิง คว้าชัย ทั้งหลายนั้น
สิ่งสำคัญ คือมวลชน คนเห็นพ้อง

**เมื่อมวลชน เข้าช่วย ด้วยปัญญา
ต่างมุ่งมา รวมเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง
รู้วิธี มีวินัย ไม่เป็นรอง
มีสมอง มีสองมือ ก็ลือฤทธิ์

**อย่าเพียงเฝ้า เร้าอารมณ์ โหมโทสะ
อย่าเพียงจะ เอาแต่พูด ให้หงุดหงิด
หวังมวลชน เป็นผู้ตาม ไปชิดชิด
ไม่เคยคิด จัดอบรม บ่มปัญญา

**ดั่งเสื้อแดง เริ่มดุ่มดุ่ม รุมจัดตั้ง
3 ปีเคลื่อน เหมือนเสื้อแดง แสวงหา
จ้องชุมนุม รุมด่ากราด อำมาตยา
สร้างดารา ให้ดังเด่น เป็นขวัญใจ

**จะขุดราก ถอนโคน ต้องรู้ลึก
จะทำศึก ต้องฝึกฝน คนใช้ไหม?
อย่ามัวมอง จ้องเด็ดยอด ตลอดไป
คนรากหญ้า ไม่ใช่ “รอใครจูง”

**มีแต่พวก ที่เดินกร่าง วางตัวโก้
มีแต่พวก ชอบโชว์ เป็นฝูงๆ
หวังนายใหญ่ กวาดสายตา หันมามุง
เตรียมกระบุง ใส่ตำแหน่ง แบ่งเงินทอง

**คนรากหญ้า ต้องกล้าทัก นักเลือกตั้ง
เพราะเขาหวัง เพียงคนชอบ ตอบสนอง
เขาสู้ๆ เพื่อซูเอี๋ย เหี้ยหางทอง
เขาปกป้อง เขากับเหี้ย เกี้ยเซี้ยกัน

*ทักษิณโฟนอิน สู้

*ทักษิณโฟนอิน สู้ ..ชูสองนิ้ว
ประชาชน โห่ฮิ้ว ลิ่วรวมมั่น
สู้ร่วมกัน มั่นใจ ไม่หวาดหวั่น
สู้ไม่พรั่นเพื่อประชาธิปไตย

*ประชาชนสู้เข้าไป..อย่าได้ท้อ
ให้เป็นต่อ ด้วยมวลชน คนส่วนใหญ่
สู้ให้รู้ ให้ได้ยิน ถิ่นใกล้ไกล
สู้เพื่อไล่ รัฐประหาร อันโสมม

*ประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตย
สู้เข้าไป สู้เข้าไป ไม่ขื่นขม
ประชาชน คอยวันจัด นัดถล่ม
ช่วยกันล้ม รัฐประหาร พวกมารร้าย

*ขอให้สู้ กล้าหาญ และชาญชัย
ขอให้รอด ปลอดภัย ได้ดังหมาย
ประชาชน ร่วมสู้ อยู่มิคลาย
ศัตรูร้าย จงแพ้พ่าย สลายลง

*แผ่นดินนี้ คือโลกกว้าง

*แผ่นดินนี้ คือโลกกว้าง ของหมู่สัตว์
อย่าผูกมัด ว่าผู้ใด คือเจ้าของ
สัตว์ทุกตัว ต่างเคลื่อนไหว ดั่งใจปอง
อันเจ้าของ ที่แท้จริง จึงไม่มี

*เกิดมาแล้ว ตายห่า ก็ถมทับ
คือวัฏจักร เวียนไป เพื่อนทั้งผอง
ใครผู้หนึ่ง ผู้ใด มาจับจอง
ไม่ถูกต้อง แท้จริง เห็นแก่ตัว

*เกิดเป็นคน มิใช่ว่า เหนือกว่าสัตว์
แต่เห็นชัด ฉลาดกว่าสัตว์ ทั่วทั้งผอง
มาผูกเหตุ แอบอ้าง แล้วจับจอง
สัตว์ทั้งผอง ต้องประท้วง เพราะห่วงตัว

*แผ่นดินนี้ คือที่ สาธารณะ
อย่าเหมาดะ ว่าของตน ทำจองหอง
แย่งหมาอยู่ มาโวยวาย แล้วเรียกร้อง
จิตบกพร่อง เหมาดะ ว่าของกู

*คนก็สัตว์ หมาก็สัตว์ โปรดเปรียบเทียบ
อย่าเอาเปรียบ แย่งหมา ว่าเจ้าของ
ความเป็นธรรม อย่าเอาเปรียบ มุ่งปรองดอง
หมาและคน คือเจ้าของ แผ่นดินเอย

-----------------------------

-------------------------------------------------------------------------

แต่งได้เฉียบขาด มากกว่า ว ณ ทักษิณ มากนัก ข้าพเจ้า ขอซูฮกให้อย่างศิโรราบ

-------------------------------------------------------------------------

บทความนี้อ่านแล้วเข้าใจมากเลย

บทความนี้อ่านแล้วเข้าใจมากเลยค่ะ นำเสนอบทความมีมิติดี
ขอบคุณสำหรับบทความนี้ จะเก็บบทความนี้ไว้ค่ะ

ในทางพุทธศาสนา

ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า มมุษย์มีความต้องการปัจจัยพื้นฐานเพียง 4 ประการ

ถล่าวคือ 1 อาหาร 2 เครื่องนุ่งห่ม 3 ทีอยู่อาศัย 4 ยารักษาโรค

พูดในภาพรวม รัฐบาล เปรียบเหมือนพ่อแม่ ราษฎรเปรียบเหมือนลูก

รัฐบาลต้องทำให้ปัจจัย 4 กระจายไปสู่ราษฎรอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่มีกลุ่มใดมีอภิสิทธิ์ผูกขาดความมั่งคั่งในปัจจัยสี่ไว้เฉพาะกลุ่มของตน รัฐบาลมาจากฝ่ายการเมือง การเมืองระบอบอะไร ก็ช่างเถอะ แต่ระบอบที่ยอมรับว่าเป็นระบอบที่ให้สิทธิเสรีภาพ ในร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สิน ความคิดเห็นโดยอิสระ และความคิดเห็นทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของราษฎรมากที่สุดคือระบอบประชาธิปไตย ระบอบคณาธิปไตย เป็นใหญ่อยู่ในเฉพาะผู้มีอำนาจ มีอาวุธนั่นเป็นระบอบการเมืองที่เลวร้าย เล่นพวก เล่นญาติ เล่นรุ่น กันมากที่สุด และไม่เป็นที่นิยมของผู้มีปัญญาเสรี อย่างเช่นการอภิวัฒน์เมื่อ 2475 ต้องล้มอำนาจคณาธิปไตย ที่มีคนกลุ่มหนึ่งครองอยู่ให้ล่มสลายไป แต่ก็มีกลุ่มกองทัพเข้ามาแทนในปัจจุบัน

รัฐบาลที่ทำให้ชีวิตราษฎรเป็นอยู่ดีขึ้นในปัจจัยสี่ ย่อมเป็นที่รักของประชาชน เมื่อประชาชนได้สัมผัสรัฐบาลเช่นนั้นแล้ว ก็เป็นเรื่องที่เขาจะต้องเรียกร้องรัฐบาลเช่นนั้นให้เกิดมีขึ้นอีก เมื่อรัฐบาลใหม่ไม่ดี ไม่เป็นที่ไว้วางใจ เป็นรัฐบาลที่ปล้นรัฐบาลทีเขารัก ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องขัดแย้งกกัน และก็จะเห็นชัดขึ้นทุกวัน ถ้าพวกกลุ่มอำนาจเก่ายังหลงยึดมั่นด้วยโมหะว่า การปฏิวัติ ครอบงำความคิดราษฎร เป็นเรื่องง่ายๆ อีกต่อไป ก็จะต้องเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่รุนแรงขึ้นทุกเมื่อ และวันที่ถึงจุดแตกหักก็จะมาถึง หากมีเชื้อเพลิงสุมกองใหญ่ขึ้นทุกวัน

เชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นทุกวันคือ ฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้ามความคิดประชาธิปไตย รักษาอำนาจเก่าของตน และปิดกั้นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ทุกช่องทาง ในอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ฝ่ายอำมาตย์หรือขุนศึก ก็จะต้องเดือดร้อนทุรนทุรายเพราะเชื้อไฟนั้นเช่นกัน แต่ถ้ามีประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนุญที่ชอบธรรม มันจะเป็นตรงข้าม เหมือนมีน้ำมาดับไฟ ขอให้สำนึกตระหนัก ว่าการอยู่ดีมีสุขในเรื่องการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ การมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมแก่อัตภาพ การไร้หนี้สินเพื่อบริโภคอาหารและเครื่องนุ่งห่ม รัฐบาลประชาธิปไตยทำได้ดีที่สุด ถ้าเป็นรัฐบาลคณาธิปไตย พวกนอกคอกจะได้รับบริการที่ต่ำต้อย พวกเดียวกันจะได้รับบริการชั้นเลิศ จะเห็นแตกต่างกันชัดเจนเมื่อสังคมมีความซับซ้อนขึ้น และจะแบ่งแยกชนชั้น รังเกียจกันเอง เหมือนกับไม่ใช่ไทยด้วยก้น

ขอให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงคืนมาโดยไว้ เพื่อเราจะไม่ได้เป็นระบบชั้นวรรณ แบ่งแยกกันจนสังคมพิการ ผมอาจวิตกวิจารณ์เกินกว่าเหตุ แต่ถ้าเป็นจริง ผมมีแต่จะรังเกียจพวกปฏิวัติอย่างไม่ให้อภัยทีเดียว

*อำมาตยาธิปไตยใฝ่ยุคเก่า เป้น

*อำมาตยาธิปไตยใฝ่ยุคเก่า
เป้นรากเหง้าภัยวิบัติรัฐประหาร
เป็นตัวสร้างกลเม็ดเผด็จการ
เป็นตัวรานประชาธิปไตย

ชอบการวิเคราะห์ในบทความนี้ ขอ

ชอบการวิเคราะห์ในบทความนี้
ขอบคุณ อจ.พิชิต

คุณ Homo erectus

คุณ Homo erectus เข้าใจถูกแล้วครับ พิชิต เขียนข้อมูลคลาดเคลื่อนจริงๆ ผมมองในแง่ดี คิดว่าพิชิต คงไม่เจตนา คงเพราะสายตายาวมองเห็นเลข 1 เป็นเลข 4 มากกว่า กระนั้นก็ไม่ได้เสียประเด็นหลักที่จะอธิบายเท่าใดนัก

การอธิบายปีเริ่มต้นแผน 1 หลายคนยังใช้ต่างกัน

ถ้าจะใช้แบบคลุมเครือ คือ การใช้คำว่า "ดำเนินการในทศวรรษ 2500" ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ปี 2501-2509 (ไม่รู้ปีไหนกันแน่แต่อยู่ในช่วงนี้แหละ)

บางคน อธิบายว่าแผน 1 เริ่มในปี 2503 ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะ ตามเงื่อนไขเวลา แผนนี้เริ่มดำเนินการจริง ในเดือนตุลาคมปี 2503 แต่ในห้วงเวลานั้น ในระบบราชการ มันคือช่วงเริ่มต้นปีบัญชีงบประมาณในปี 2504

ถ้าเขียนให้ถูกตามหลักการใช้ภาษาไทย กับแผนต่างๆ ของรัฐ ต้องใช้คำเต็มคือ "ปีบัญชีงบประมาณ" แต่เท่าที่ผมเจอมาส่วนใหญ่แม้กระทั่ง สภาพัฒน์เอง ก็ไม่ค่อยใช้คำเต็ม

ในความเป็นจริงของความจริง แผนฯทุกแผน ไม่ได้อยู่ๆก็เกิดขึ้นมาทันทีหรอก เพราะก่อนจะบังคับใช้ มันมีกระบวนการ "เตรียมการ" ต่างๆ พอสมควร ทั้งด้านแนวคิดและทิศทาง แนวทางปฏิบัติ (ร่างแผน) งบประมาณ บุคลากร องค์กร และกฎหมายรองรับ ทำให้ใน"ปฏิบัติการ" ต้องเตรียมตั้งแต่ ก่อนนั้น

ไม่เคลียร์ครับคุณแช่ม

ไม่เคลียร์ครับคุณแช่ม ก็คุณไม่เห็นพ้องเรื่องความขัดแย้ง แบบชนชั้นของพิชิต ผมเลยอยากรู้ว่า คุณให้ความหมาย "ชนชั้น" กับ "ทุนเก่า-ทุนใหม่" ของคุณมันเป็นยังไง และความขัดแย้งแบบชนชั้น หน้าตามันจะเป็นยังไง

ศัพย์คำว่า "ทุนสามานย์" ของ

ศัพย์คำว่า "ทุนสามานย์" ของ "คุณบางกอก" มันเป็นยังไง? หน้าตาทุนสามานย์มันเป็นยังไง? ลองว่ามาฟังกันดู ว่าทุนสามานย์ของคุณกับของผม มันเหมือนและต่างกันยังไง เพราะตอนนี้ ผมเห็นมันมีแต่ทุนสามานย์กันทั้งโลกเลยนะ

*ตลอดช่วง สามปี

*ตลอดช่วง สามปี ที่ผ่านมา
อำมาตย์บ้า ยิ่งใหญ่ ไร้ผ่องใส
ประเทศชาติ เสื่อมถอย ด้อยลงไป
เพราะพวกพาล เป็นใหญ่ ในแผ่นดิน

*การต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย
ย่อมไม่ใช่ อาชญากร ร้อนโหดหิน
เป็นการสู้ เพื่อชีวิต คิดอยู่กิน
สู้ให้สิ้นผู้กดขี่ ชีวิตเรา

ขอเห็นต่างกับพิชิต - พิชิตว่า

ขอเห็นต่างกับพิชิต
- พิชิตว่า "วิกฤติปี 40 กลุ่มทุนใหม่เสียหายน้อยมาก กลุ่มทุนเก่าเสียหายมาก" ต้องถามว่าในที่ประชุมก่อน 2 ก.ค.40 สิบเอ็ดวันมี บิ๊กจิ๋ว ทนง โภคิน ที่เป็นการประชุมเพื่อลดค่าเงินจากระบบตะกร้า 25 บาทต่อดอลล่าร์ เป็นแบบลอยตัว 40 บาท/ดอลล่าร์ ไม่รู้ใครคาบข่าวไปบอกคนคนหนึ่งเพื่อให้เทขายบาททิ้งแล้วถือดอลล่าร์ไว้ ว่ากันว่าขนเงินกันเป็นกระสอบ ๆ ต่อมาทั้ง 3 คนข้างต้นก็มาเป็นรัฐมนตรีทั้งหมด แล้วทิ้งความฉิบหายให้คนอีก 60 ล้านคน ว่ากันว่าทุกบริษัทเจ๊งหมดมีบริษัทเดียวที่รอด
- นี่หรือคือความก้าวหน้าของกลุ่มทุนใหม่ ต้องยอมรับว่าก้าวหน้าจริง ๆ กลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยม ทุนเก่าและปัญญาชนขวาจัดต้องเจ๊งไม่เป็นท่าเพราะไม่รู้ข้อมูลอย่างทุนใหม่รู้ แต่งานนี้บอกได้ถึงจริยธรรม บอกถึงความเป็นอธรรม การเป็นซาตานในคราบทุนใหม่ได้อย่างแจ่มชัด

สามานย์ แปลว่าชั่วช้านะสิ

สามานย์ แปลว่าชั่วช้านะสิ แม้แต่อังกฤษยังรับรู้ได้ เงิน 140,000 ลบ. ที่อังกฤษอายัดไว้แล้วบอกให้ไปเคลียร์ไปชี้แจง ถ้าไม่สามานย์อังกฤษก็จะให้ไปเอาคืนได้ แต่ทิ้งเงินก้อนนี้เฉยเลย ถ้าไม่สามานย์จริงทำไมไม่ไปเอาคืนล่ะ หรือว่ากลัวไส้เน่า 18 ขด ที่ทางการอังกฤษจะสาวออกมาให้คนทั้งโลกรู้ เงิน 1.4 แสนล้านบาทเนี่ยมากขนาดไหนจะคำนวณให้ดู แบ๊งค์พันมีขนาด กว้าง x ยาว = 7.3 x 16.3 ซม. แบ๊งค์พันปึ๊งละ 1 แสนบาทสูง 1.5 ซม.(แบบอัดแน่น ๆ นะ) เพราะฉะนั้นเงิน 1 ล้านบาทจะมีปริมาตร = 7.3 x 16.3 x 1.5 x 10 = 1,784.85 ลบ.ซม. 1.4 แสนล้านจึงมีปริมาตร = 1,784.85 x 140,000 = 249,879,000 ลบ.ซม. แต่ปริมาตรขนาด 1 ตัน เทียบได้กับแท้งค์น้ำสี่เหลี่ยม ก x ย x ส ด้านละ 1 เมตร หรือเรียกว่าแท้งค์น้ำ 1 คิว มีปริมาตร = 1,000,000 ลบ.ซม. สรุปสุดท้ายเงิน 1.4 แสนล้านบาท จะเท่ากับแท้งค์น้ำสี่เหลี่ยมขนาด 1 คิว จำนวนประมาณ 250 ลูก ถ้าใช้รถปิ๊กอัพขนาด 1 ตันขนเงินนี้ ต้องใช้ถึง 250 คัน รถปิ๊กอัพยาวเฉลี่ยคันละ 4 เมตร รถขนเงิน 1.4 แสนล้านต้องต่อกันยาวถึง 1 กม. ไปหลับตานึกกันเองว่าความชั่วของทุนสามานย์มันอำมหิตมากขนาดไหน

สังคมชนชั้นชอบคิดแทนว่าเป็นผู

สังคมชนชั้นชอบคิดแทนว่าเป็นผู้ต่ำต้อยไม่ยอมให้เขาคิดเองเรียกเอาเองเลยไม่ยอมปล่อยให้เขาเรียกเองกลัวว่าจะเติลดแล้วลำพองอีกหน่อยจะฉุดไม่อยู่จึงต้องคอยปรามคอยดึงจนเดี๋ยวนี้ดึงไม่ค่อยไหวแล้วจะดึงไว้อย่างนี้แหละซื้อเวลาไปเรื่อยๆอย่างนี้แหละไม่ได้นั่งอยู่บนหลังเสือสักหน่อยไม่รู้กลัวอะไรกันนักกันหนาปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเถิดอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเถิดคิดได้แล้วปล่อยเขาเถิดอย่างฝืนธรรมเลยฯ

คุณ "เปรต" ขอส่วนบุญครับ

คุณ "เปรต" ขอส่วนบุญครับ ผมความหมายคำว่า "ทุนสามานย์" จากอีกคน คุณก็มาตอบแทน แต่ให้ความหมายแค่ "สามานย์" แปลว่า "ชั่วช้า" แล้วคำว่า "ทุน" ของคุณละมัน มีความหมายว่ายังไง?

อ่านรายละเอียดผมอ่านแล้วสนุกดีครับ เรื่องด่าทักษิณ ถูกอังกฤษยึดเงิน 1.4 แสนล้าน คุณเพิ่มรายละเอียดซะยืดยาว นึกว่าอะไรที่แท้แค่เล่นกับข้อมูล เท่านั้นเหรอที่คุณตาโต ผมไม่เห็นจะมีสาระอะไร เพราะเรื่องนี้ ก็ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สเตทไทม์ของสิงคโปโตก แต่คำถามคือ ถ้ามันจริง ทำไมต้องเป็น "รายงานข่าวอ้างแหล่งข่าว" ไม่ได้ "อ้างเอกสาร" หรือชื่อตัวบุคคลผู้ให้ข่าว แถมรายงานแค่วันเดียว ไม่ได้มีการแฉเอกสารตาม (ถ้ามีคุณช่วยเอาเอกสาร ที่อังกฤษแจ้งว่ายึดทรัพย์ทักษิณมาดูหน่อยสิ ไม่ยังงั้นจะถือว่าคุณเป็นแค่พวกหูเบา มั่วนิ่มไปเรื่อย) ผมจึงสรุปว่าข่าวนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ ถ้าคุณอยากเชื่อก็เชื่อไปนะ

จากความหมายกับรายละเอียดของคุณที่เอามาขยายความหมาย ผมเข้าใจว่า ทุนของคุณคงหมายถึงเงิน

ถ้างั้น คุณก็มีเงิน แบบนี้คุณก็เป็นคนชั่วช้าแล้วสิ
หรือถ้าใครมีเงิน ถูก "สื่ออ้าง" ว่าประเทศนั้นประเทศนี้ยึดเงิน แปลว่าคนนั้นชั่วช้าแล้วเหรอเนี่ย
ข้อมูลที่คุณอ้างมานั่นน่ะ แค่รายงานอ้างแหล่งข่าว ไม่ได้อ้างเอกสารใดๆ เลย เอามาวิเคราะห์กันเป็นตุเป็นตะ เพ้อเจ้อครับ

หาก

หาก ขบวนการสู่ความเป็นประชาธิปไตยแบบอารยะประเทศ...ดำเนินตามหลักธรรมาภิบาลGood Governmence ที่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระเป็นอิสระเต็มที่ สามารถกำจัด"นักการเมืองชั่วสามานย์"ที่โกงกินให้ได้รับผลกรรมตามกระทงความผิด ..แล้วนำประเทศสุ๋ประชาธิปไตยที่แท้จริง หนุนการศึกษา -สุขภาพ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึง เท่าเทียม ขจัดนักล็อบบี้ยีสต์ -ขจัดผลประโยชน์ทับซ้อน- สกัดกั้นทุจริตเชิงนโยบายเหมือนไอ้สารเลวบางตัว บางกลุ่ม บางพรรคที่ย่ำยีประเทศชาติและคนไทยมาในอดีต -นำนักการเมืองชั่วมารับกรรมได้อย่างเกาหลีใต้-ไต้หวัน..แล้วละก้อ!..บทความของ"พิชิต"จะมีคุณูปการแก่ชาติบ้านเมือง เพราะคนสารเลวอาจไม่ใช่แค่ "อำมาตย์/ศักดินา"เท่านั้น..ไอ้อุบาทว์แห่ง"ธนกิจการเมือง"ในอดีต..อยู่ในความหมายแห่งบทความนี้ด้วยหรือเปล่า!...ถ้าใช่..ก็เห็นด้วย...ต้องล้างบางให้หมด...อย่าเป็นดุลพ่าห์ที่เอียงกะเท่เร่...ที่ตกหล่ม พร่ำบ่นแห่ง วาทกรรมเก่าคร่ำครึอยู่กับที่...ต้องออกมายืนแถวหน้า นำการต่อสู้บนถนนประชาธิปไตย..กรุณาอย่าสร้างวาทกรรมชี้นำบนหอคอยงาช้าง เพ้อเจ้อ ลมๆแล้งๆอีกต่อไป....ตุ๊ด!

ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธ

ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พระองค์ให้อะไรเราหลายอย่างเราควรที่จะกตัญูต่อพระองค์โดยการมีความจงรักภักดีต่อพระองค์มิใช่
ที่จะมาล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และนำสัตว์นรกที่โกงกินบ้านเมืองมาเป็นประมุขแทน
ทักษิณ ไม่เคยที่จะจริงใจกับชาวไทยคนใดแม้แต่คนเดียวสิ่งที่มันทำไปเพื่อผลประโยชน์และเพื่อความ
ร่ำรวยของวงษ์ตระกูลของมันเองมันไม่เคยที่จะแลเหลียวคนไทย คนไทยบางคนที่บอกว่าทักษิณดี
ขอให้คุณคิดไตร่ตรองดีดีเสียก่อนทีจะเชื่ออะไรคุณลองเปิดใจสักครั้งก่อนที่จะเชื่อทักษิณอีกต่อไป
ถ้าเขาอยากให้ประเทศไทยเจริญเขามีอีกหลายทางเลือกที่ทำให้ประเทศไทยเจริญขึ้นกว่านี้
นี่เขาเพียงแค่พูดว่าเขารักประเทศไทยจูบพื้นดินของประเทศไทยทักษิณไม่เคยแม้กระทั้งจะมาร่วม
อุดมการณ์ของพวกคุณ

ต่อไปประเทศไทยจะเป็นอย่างไรก็เหลือแต่ความแตกแยกที่ทักษิณสร้างไว้
คุณนับถือว่าทักษิณเป็นพ่อของพวกคุณเขามีเงินมากมายเขาเอาจากไหน?????
นโยบายแต่ละนโยบายที่ทักษิณคิดขึ้นมานั้นส่อแววช่อโกงไหม??

มีบางคนที่ได้เงินจากทักษิณมาและไปชุมนุมอาจไม่ใช่พวกคุณแต่เป็นคนที่ขาดความรู้คุรบอกว่าคุณมาด้วยใจ
แต่ไม่มีใครที่จะรู้ได้ดีกว่าพวกคุณ
การกระทำที่คุณมาทำนั้นมันคุ้มแล้วเหรอกับที่คุณต้องเสียไปคุณเคยคิดไหม???
ชนบรรพบุรุษของชาติไทยนั้นกู้ชาติเสียเลือดเสือเนื้อเพื่ออะไรกัน?เพื่อให้ทักษิณมาขายเหรอ
เลือกเนื้อของปู่ย่าตายายของพวกคุณมีมูลค่าเพียงไม่กี่ร้อยเหรอ

สุดท้ายผมก็ม่สามารถที่จะทำให้ทุกคนเชื่อได้??
แต่ขอให้คุณไตร่ตรองให้ดีก่อนที่พวกคุณจะมาทำเพื่อทักษิน

และที่คุณไล่องคมนตรีนั้นสมควรแล้วหเหรอ
องคมนตรีคืออะไร??คุณรู้ความหมายไหม
คือที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดินที่พระองค์ทรงแต่งตั้งได้ตามพระราชอัธยาสัย
องคมนตรีบางทีนั้นเป้นผู้แทนพระองค์
สมควรแล้วเหรอที่คุณจะมาไล่องค์มนตรี

ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธ

ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พระองค์ให้อะไรเราหลายอย่างเราควรที่จะกตัญูต่อพระองค์โดยการมีความจงรักภักดีต่อพระองค์มิใช่
ที่จะมาล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และนำสัตว์นรกที่โกงกินบ้านเมืองมาเป็นประมุขแทน
ทักษิณ ไม่เคยที่จะจริงใจกับชาวไทยคนใดแม้แต่คนเดียวสิ่งที่มันทำไปเพื่อผลประโยชน์และเพื่อความ
ร่ำรวยของวงษ์ตระกูลของมันเองมันไม่เคยที่จะแลเหลียวคนไทย คนไทยบางคนที่บอกว่าทักษิณดี
ขอให้คุณคิดไตร่ตรองดีดีเสียก่อนทีจะเชื่ออะไรคุณลองเปิดใจสักครั้งก่อนที่จะเชื่อทักษิณอีกต่อไป
ถ้าเขาอยากให้ประเทศไทยเจริญเขามีอีกหลายทางเลือกที่ทำให้ประเทศไทยเจริญขึ้นกว่านี้
นี่เขาเพียงแค่พูดว่าเขารักประเทศไทยจูบพื้นดินของประเทศไทยทักษิณไม่เคยแม้กระทั้งจะมาร่วม
อุดมการณ์ของพวกคุณ

จะอ้างว่า...คนแต่งตั้ง

จะอ้างว่า...คนแต่งตั้ง กับคนถูกตั้ง เป็นพวกเดียวกัน??

อ่านแล้วเจอแต่น้ำไม่มีเนื้อเล

อ่านแล้วเจอแต่น้ำไม่มีเนื้อเลยคุณ qwerewr ที่พูดมาน่ะ เป็นข้อมูลลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป แม้กระทั่งเหตุผลรองรับยังอ่อน ยังกลายเป็นข้อกล่าวหาคนได้ร้ายแรง

ผมยังไม่มีข้อมูลหรือมีหลักฐานอะไร เรื่องใครจะล้มใคร จะตั้งราชวงศ์ใหม่ นั่นมันเป็นข้อพิจารณาจาก ตรรกการเปลี่ยนแปลงสังคมของ คาร์ล มาร์ก ที่พูดอดีตพวกฉวยโอกาสซ้าย เก็บเอามาวิเคราะห์สร้างตรรกหลอก ว่า "สังคมจะเปลี่ยนจากศักดินาไปสู่สังคมทุนนิยม" ในสังคมนี้นายทุนจะขึ้นครอง และดันเจ้าลงกระป๋อง

แต่ในความเป็นจริงในสังคมอังกฤษต้นแบบสังคมทุนนิยม ที่เริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อนใคร แถมปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมีกษัตริย์เป็นประมุขก่อนใคร เขาเป็นมานานแล้ว ก็ยังไม่เห็นเจ้าจะเดือดร้อน แถมไม่มีทีท่าว่านายทุนจะดันเจ้าลง

คุณกลายเป็นพวกคลั่งแค้นทักษิณ โดยไม่ได้มีเหตุผลหรือหลักฐานอะไร เอาเป็นว่ามองรัฐบาลทุกรัฐบาล ตั้งแต่ 2500 เป็นต้นมา ตั้งคำถามด้วยคำถามเดียวกัน 2 คำถามที่สงสัย คือ 1)การเหลียวแลชาวบ้าน 2)การร่วมทุกข์ร่วมสุข ตอบไปคำตอบก็ไม่ได้เห็นว่า ก่อนทักษิณ จะมีใครดีเยี่ยม หรือหลังทักษิณ รัฐบาลคมช.ยิ่งแล้วใหญ่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ดีไปกว่านั้น
- รัฐบาลอานันท์ ปล่อยให้เกิดวาณิชธนกิจโดยไม่เตรียมระเบียบรองรับ
- รัฐบาลชวน.ปล่อยหมากัดม็อบ เอาข้าราชการ ไม่เอาคนจน เศรษฐกิจไม่ฟื้น
- รัฐบาลบรรหาร ถูกนักการเมือง ปชป.ถล่มด้วยเอกสารปลอม เดี้ยงคาสภา
- รัฐบาลจิ๋วปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ถูกถล่มซ้ำด้วยควันตั้มฟันด์ กิจการไฟแนนซ์เจ๊ง
- รัฐบาลชวน เอาใจคนรวยไม่เอาคนจน ออกกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับเปิดทางต่างชาติฮุบกิจการคนไทย
- รัฐบาลทักษิณ ปล่อยม็อบเหลืองเหิม ปิดถนน ปิดทางเข้าทำเนียบ ปล่อย ASTV เกิด เศรษฐกิจฟื้น ในหลวงยิ่งใหญ่ สุวรรณภูมิเกิดได้ นโยบายประชานิยม 30 บาทรักษาทุกโรค OTOP กองทุนหมู่บ้าน
- รัฐบาลสุรยุทธ์ มาเพราะรัฐประหาร พาข้าราชการขิงแก่หมดเชิงมาบริหาร ทำเงินแข็งค่าปล่อยนักลงทุนเจ๊งระนาว พยายามทำลาย OTOP แต่ก็ไม่สำเร็จ แต่ดีหน่อยตรงปล่อย นปก.แจ้งเกิด แต่กลับปล่อยตำรวจตีกบาลตอน เดือนกรกฎา 50
- รัฐบาลสมัคร-สมชาย ปล่อย ASTV กำเริบ ม็อบเหลืองเหิมยึดถนน ยึดทำเนียบ ยึดสนามบินในประเทศ และนานาชาติ ปิดการเดินรถไฟ ยึดสถานีเอ็นบีที
- รัฐบาลอภิสิทธิ์สลายม็อบแดง ใช่ประชานิยมแจกเงินคนทำงาน ไม่เหลียวแลคนตกงาน กู้เงิน 8 แสนล้าน แย่งเงินนักลงทุน เอามาทำประชานิยมแจกงบให้พวกตัวเองเหมือนกัน
เรื่องทักษิณทำเพื่อตัวเองและครอบครัวน่ะ มันตรงไหนบ้าง ช่วยอธิบายรายละเอียดและบอกแหล่งที่มาของข้อมูล เอากันชัดๆ มีเอกสารอะไรที่บ่งชี้ว่าเป็นแบบนั้น

* เชิงเศรษฐกิจ รัฐบาลทักษิณ ก็ยังดีกว่า
* เชิงการเมือง รัฐบาลทักษิณ ความเป็นประชาธิปไตย จะเป็นรองก็แต่รัฐบาลจิ๋วที่พอถูกคนต่อต้านท่านก็ลาออก และ รัฐบาลบรรหาร ที่ยอมปล่อยให้คนใช้เอกสารเท็จอภิปรายตัวเองเดี้ยงคาสภาลอยนวล / เรื่องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้านน่ะ อย่ามาพูดตลก ไม่มีรัฐบาลไหนเห็นหัวชาวบ้าน เหมือนบรรหาร จิ๋ว และทักษิณ หรอก
* เชิงวัฒนธรรม ในหลวงมีพระเกียรติยิ่งใหญ่ไพศาลก็ยุคนี้

เรื่องความรวยของทักษิณน่ะ เขาก็รวยมาก่อนจะเล่นการเมืองอยู่แล้ว การเติบโตของชินคอร์ป ก็เห็นๆ ด้านหนึ่งก็จากการจับกระแสสินค้า เช่น ผ้าไหม คอมพิวเตอร์ มือถือ แต่ที่ทำให้รวยคือ สัมปทานปั้นลมให้เป็นตัว แล้วขายมันไป เล่นหุ้น เล่นกับสิ่งขายได้ แล้วไงล่ะ โกงเชิงนโยบาย สำนวนนี้มามองรัฐบาลเดียวสรุปคนเดียว มันก็พูดหมาๆ แบบไม่รับผิดชอบนะ เพราะพิจารณาแล้วโดยนโยบายเห็นมันโกงกันเหมือนกันทุกรัฐบาล

ประการสำคัญเงิน 7.6 หมื่นล้านบาทน่ะ ก็ได้มาเพราะการขายหุ้น ถ้าจะเก็บภาษีต้องเก็บทุกบริษัท ที่มีพฤติการณ์การขายหุ้นแบบเดียวกันให้หมดทุกบริษัท (แต่ก็ไม่กล้าทำเพราะแค่หาแพะเซ่นคมช.) แต่คนมันจะหาเรื่องกันเพื่อให้ชอบธรรมเลยหาแพะ โดยไปลงที่การปลด อธิบดีกรมสรรพากร แล้วเป็นไงข้าราชการกรมสรรพากร ลงขันให้ลูกพี่สู้สิ ส่วนเรื่องซื้อที่ดินก็คดีประหลาด "เมียซื้อที่ดินที่ราชการประกาศขายสุดท้ายผัวติดคุก"

เรื่องไล่องคมนตรีน่ะ คุณพูดแบบนั้นมันก็เว่อร์ พวกรัฐมนตรีน่ะในหลวงก็ทรงแต่งตั้งเหมือนกันนะ

มีคุณกับขบวนการเสื้อเหลืองเท่านั้นแหละ ที่พากันคลั่งทักษิณ ทั้งที่ไม่รู้แค้นทั้งที่ข้อมูลแต่ละอย่างที่รับจากสื่อขยะมันลอยทั้งนั้น เหมือนกับ พากันแค้นบิ๊กจิ๋วทั้งที่ไม่รู้ว่าแกทำผิดคิดร้ายอะไร นั่นก็เพราะไม่เคยอ่านข่าวอ่านหนังสืออย่างใช้สติตรึกตรอง เลยจับแกเป็นแพะซะ ทั้งที่นโยบายการเงินยุค นั้นอยู่ในความดูแลของแบงก์ชาติ รัฐบาลเขาดูนโยบายการคลัง

เรื่องพวกนี้ คุณฟังแล้วต้องไตร่ตรองให้มากๆ จำหลัก "กาลามสูตร 10 ข้อ" ได้มั้ย พระพุทธเจ้า สอนว่าอย่าเชื่อเรื่องต่างๆ ด้วยเหตุผลต่างๆ ทั้งเรื่องเห็น เรื่องฟัง เรื่องครูสอน เรื่องคนเล่า สารพัด แต่ควรเชื่อเพราะตัวเองได้ศึกษาพิจารณาข้อมูลดูอย่างถี่ถ้วนและถูกถ้วนแล้ว

คนสองกลุ่ม

คนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งยกประเทศให้คนอื่นเป็นเจ้าของ
อีกกลุ่มหนึ่งทวงความเป็นเจ้าของประเทศ
น่าจะอยู่คนละประเทศ
แต่นี่อยู่ประเทศเดียวกัน
เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
เศรษฐกิจจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
เกิดมาไม่นานเดี๋ยวก็ตายกันหมดแล้ว
ต่างคนต่างอยู่เถิด
ใครใคร่เป็นทาสเป็นไป
ใครใคร่เป็นไท (ออกแรงกันหน่อย)

*รัฐไทยใหม่ ไม่คิดไกล

*รัฐไทยใหม่ ไม่คิดไกล ถึงสาธารณรัฐ
อย่าได้จัด ใส่ร้าย และป้ายสี
รัฐไทยใหม่ ไร้ประธานาธิบดี
ยังคงมี พระมหากษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ

*รัฐไทยใหม่ เป็นประชาธิปไตย
ไม่มีภัย รัฐประหาร พาลเสียศูนย์
คนมีสิทธิ์ คิด พูด เขียน เพียรเพิ่มพูน
เจิดจำรูญ ด้วยความจริง ทุกสิ่งอัน

*รัฐไทยใหม่ในกระแสโลกาภิวัตน์
ไม่ข้องขัดความจำเริญเพลินสร้างสรรค์
ยอมรับสิ่งใหม่ใหม่ได้เท่าทัน
ไม่ขวางกั้นการรับรู้ชูความจริง

*รัฐไทยใหม่ใฝ่เป็นธรรมนำเท่าเทียม
และล้นเปี่ยมสวัสดิการอันดียิ่ง
ชนรากหญ้าชูเชิดได้ไม่ทอดทิ้ง
สุขสันต์จริงมิตรภาพภราดร