นายกฯ แถลงผลงาน 6 เดือน ระบุพ้นจุดวิกฤติ เตรียมขยายประกันสังคม

วานนี้ (6 ส.ค.) เวลา 10.15 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลงานต่างๆ ของรัฐบาลในโอกาสบริหารงานมาครบ 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2552) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกกระทรวง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ทั้งจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังการแถลงในครั้งนี้

"สวัสดีครับพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้ผมขอใช้เวลาไม่มากนักในการพูดถึงการทำงานในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากที่เข้ามารับหน้าที่และบริหารราชการแผ่นดิน และในช่วงท้ายจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สอบถามซักถามเกี่ยวกับงานที่เราได้ทำมา และที่กำลังจะเดินหน้าต่อไป

ผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า อยากให้ทุกคนได้นึกย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้วเดือนธันวาคม 2551 เป็นช่วงเวลาที่ผมเชื่อว่าทุกคนในสังคมมีความทุกข์ มีความทุกข์ มีความวิตกกังวล ทั้งในเรื่องของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งได้ลุกลามมาจากต่างประเทศอย่างชัดเจนตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และตัวเลขทางเศรษฐกิจซึ่งเคยเติบโตมาโดยตลอด ก็เริ่มเห็นเป็นตัวเลขที่ติดลบมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และที่สำคัญคือว่าวิกฤตทางการเมืองและความขัดแย้งของผู้คนในสังคมทวีความรุนแรง และเป็นวิกฤตที่ต่อเนื่องยาวนานมาเป็นระยะเวลาหลายปี แต่ผมคิดว่าที่แย่ที่สุดในขณะนั้นคือว่านอกเหนือจากที่พี่น้องประชาชนมีความทุกข์กับวิกฤต 2 วิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว เรามองไม่เห็นทางออกในวันนั้น ไม่มีใครกล้าแม้ที่จะตั้งความหวังว่าเศรษฐกิจไทย การเมืองไทย ประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร ผมและรัฐบาลเข้ามารับภาระหน้าที่ในสถานการณ์อย่างนั้น และผมรู้ตั้งแต่วันแรกว่าวิกฤตที่จะต้องคลี่คลายที่จะต้องแก้ไขไม่ง่าย ความรุนแรงทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ต้องถือว่ารุนแรงมาก เมื่อเทียบกับวิกฤตครั้งอื่น ๆ ที่เราเคยประสบมาในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาตั้งแต่วันแรกก็คือ ผมและรัฐบาลจะทุ่มเททำงานอย่างหนัก และไม่มีอะไรดีไปกว่าการยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ ตั้งในการทำงาน และถ้าจะสรุปต้องบอกว่าเป้าหมายของรัฐบาลคือความสุขของพี่น้องประชาชนคนไทย

ในการทำงานในการกำหนดนโยบายนั้น ผมได้ยึดถือเอานโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งกลั่นกรองมาจากนโยบายของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทุกพรรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเคยมีเรื่องของแผน ปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันอยู่ด้วย ก็ได้ถือเอาตรงนั้นมาเป็นหลักในการกำหนดทิศทางนโยบาย พร้อม ๆ ไปกับการทำความเข้าใจกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากวันที่พรรคการเมืองทั้งหลายได้เคยกำหนดนโยบายไว้ใน ช่วงของการเลือกตั้ง 6 เดือนแรกหรือครึ่งปีแรกผ่านไป นโยบายเหล่านั้นถูกแปรสภาพมาเป็นกว่า 100 มาตรการ และผมมั่นใจว่าได้นำไปสู่อีกหลายล้านความสุขที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ

ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ที่พวกเราเข้ามาทำงานนั้น ผมเปรียบเทียบอยู่เสมอว่าเสมือนกับเข้ามาแก้ไขปัญหาอาคารที่กำลังถูกไฟไหม้ งานแรกที่เราต้องทำคือต้องช่วยเหลือคนที่อยู่ในอาคาร นั่นหมายถึงคนที่อ่อนแอที่สุด คนที่มีความเสี่ยงที่สุด ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้น งานที่ 2 คือ ดับไฟ นั่นคือต้องหามาตรการในการที่จะมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดกับวิกฤตเศรษฐกิจและ การเมืองที่เกิดขึ้น และแน่นอนที่สุด งานที่ 3 ไม่ได้มีความสำคัญยิ่งหย่อนไปกว่า 2 งานแรกคือการสร้างความแข็งแกร่งออกแบบอาคารใหม่ ให้สามารถที่จะเป็นที่อยู่อาศัยที่ทุกคนมีความสุข มีความมั่นคง และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในการที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคต ทุกนโยบายทุกมาตรการ ผมได้จัดลำดับและทำให้เกิดความสม่ำเสมอต่อเนื่อง ก็คือว่าทำข้อที่ 1 ก็เล็งเอาไว้เลยว่าข้อที่ 2 จะต้องเกิดขึ้นด้วย ทำข้อที่ 2 ก็จะต้องแก้ข้อที่ 3 ไปพร้อม ๆกันด้วย ไม่มีลักษณะของการทำงานที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว หรือหรือแก้ปัญหาว่าวันนี้เป็นอย่างไร ขอให้ปัญหาพ้นไป ไม่ใช่แนวทางที่รัฐบาลได้ทำงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการสรุปงานสำคัญที่รัฐบาลได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จแล้วใน 6 เดือนแรก หลายเรื่องผมถือเป็นคำมั่นสัญญา จะเป็นจากการหาเสียง จะเป็นจากการกำหนดนโยบายของพรรค ของรัฐบาล หรือการแสดงวิสัยทัศน์ในที่ต่าง ๆ ผมอยากจะยืนยันว่าคำมั่นสัญญาหลายอย่าง ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพิ่งมาเป็นจริง และเราได้ทำแล้วในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมเริ่มต้นจากการช่วยเหลือคน กลุ่มคนกลุ่มแรกที่เราได้ช่วยเหลือชัดเจนที่สุดคือเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง เป็นการบรรเทาภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในเรื่องของค่าใช้จ่าย พร้อมๆ ไปกับการวางรากฐานที่สำคัญที่สุดที่ผมยืนยันมาตลอดก็คือเรื่องของการลงทุนใน ด้านการศึกษา ต้องขอขอบคุณว่านโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่เด็กของเราได้รับประโยชน์ 12 ล้านคน คือนโยบายที่สามารถผลักดันออกมาได้เป็นรูปธรรม โดยมีการส่งเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของเครื่องแบบ ในเรื่องของอุปกรณ์การเรียน และสนับสนุนเรื่องของตำราเรียนให้กับผู้ปกครองทั้งหมด พร้อมๆ กับการลดรายการที่มีการเรียกเก็บ โดยไม่ให้เก็บในรายการที่เป็นเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ถือเป็นบริการ พื้นฐานที่เป็นสิทธิที่ลูกหลานเราจะต้องได้รับ งานนี้เป็นงานซึ่งควรจะทำมาตั้งนานแล้ว กฎหมายบังคับมาให้ทำตั้งแต่ปี 2545 แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ผมต้องขอบคุณทางกระทรวงศึกษาธิการ ที่การกำหนดนโยบายอาจจะคิดง่ายครับ ประโยคสั้น ๆ เรียนฟรี แต่ในแง่ของการปฏิบัติผมรู้ว่ามีเรื่องที่เป็นรายละเอียดยุ่งยากมากมาย แต่ก็ได้ทำสำเร็จภายในการเริ่มต้นของปีการศึกษาคือเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

กลุ่มคนกลุ่มที่ 2 คือ ผู้สูงอายุ เช่นเดียวกันในขณะที่เราบอกว่าผู้สูงอายุของเราควรจะได้รับการตอบแทนจากสังคมนี้ แต่นโยบายเพียงแค่จะมีเบี้ยยังชีพไม่ได้มากมายอะไรเลยครับ 500 บาทต่อเดือน เราก็ยังมีผู้สูงอายุหลายล้านคน ซึ่งไม่เคยได้รับโอกาสตรงนี้ ภายใน 6 เดือนเช่นเดียวกันครับ เราได้จัดระบบให้มีการขึ้นทะเบียนสำหรับผู้สูงอายุ อายุเกิน 60 ปีทุกคน ยกเว้นผู้ที่มีบำนาญอยู่แล้ว ที่สุดก็มีคนที่มาใช้สิทธิ 3,500,000 คน เพิ่มเติมจากที่รับอยู่ในปัจจุบัน เงินเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุบัดนี้ก็จ่ายเป็นรายเดือน และจะมีการเดินหน้าตลอดไป รวมทั้งจะมีการขึ้นทะเบียนรอบใหม่ในเดือนกันยายนสำหรับคนที่มีอายุถึง 60 หลังจากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ถัดมาเราต้องดูแล พี่น้องประชาชนที่ยากจนที่สุด คือ กลุ่มเกษตรกร จริงอยู่นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น เราไม่สามารถที่จะเริ่มต้นใหม่ได้ เพราะว่าคาบเกี่ยวกับฤดูกาลการเพาะปลูก แต่เราเจอกับปัญหาที่ว่าโครงการการแทรกแซงราคาพืชผลนั้น โควตาที่กำหนดไว้ไม่พอเพียง และมีปัญหาอีกหลายปัญหา แต่ได้มีการดำเนินการแก้ไขทั้งในส่วนที่เป็นพืชหลัก ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์ม ยาง ไปจนถึงเรื่องของผลไม้ที่ออกมาตามฤดูกาลต่าง ๆ จนในที่สุดเกษตรกรกว่า 1,500,000 ครัวเรือนหรือครอบครัวได้ประโยชน์จากตรงนี้ ถัดจากเกษตรกร เราต้องไปช่วยคนว่างงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายวิตกกังวลและเป็นห่วงที่สุดที่จะเป็นผลกระทบจากวิกฤต เศรษฐกิจ โครงการที่รัฐบาลได้ดำเนินการคือ ต้นกล้าอาชีพ ซึ่งจนถึงขณะนี้ปรากฏว่ามีผู้ผ่านการอบรมแล้วกว่า 200,000 คนทั่วประเทศ และได้สร้างงานกว่า 140,000 คน รวมทั้งอีก 20,000 คนที่เป็นโครงการที่เป็นการชะลอการเลิกจ้าง อันนี้คือในส่วนของต้นกล้าอาชีพ และถ้ารวมกับที่กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ก็มีการสร้างงานอยู่หลายแสนอัตรา รวมไปถึงการชะลอการจ้างงานในส่วนของโครงการของกระทรวงแรงงานอีกจำนวนหนึ่ง เช่นเดียวกัน และสำหรับพี่น้องประชาชนทั่วไป ก็ได้มีการดำเนินการมาตรการลดภาระค่าครองชีพช่วยเหลือประชาชน 5 มาตรการด้วยกัน เรื่องของก๊าซหุงต้ม ซึ่งมีการตรึงราคาไว้ เพราะเรารู้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกือบทุกครัวเรือน ก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เรื่องของการลดและให้ใช้น้ำ ไฟ ฟรี สำหรับคนที่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนน้อย ได้ช่วยเหลือในการลดภาระพี่น้องประชาชนไปประมาณ 8 ล้านครัวเรือน กว่า 8 ล้านสำหรับไฟ และต่ำกว่า 8 ล้านสำหรับน้ำ แต่ก็ถือว่าครอบคลุมคนจำนวนมากในบ้านเมืองของเรา

ขณะเดียวกันในส่วนของรถเมล์ รถไฟ กระทรวงคมนาคมก็เดินหน้าในการสานต่อในเรื่องของโครงการที่ให้บริการฟรี สำหรับผู้มีรายได้น้อย ก็มีการประมาณการกันว่า มีผู้ได้มาใช้ประโยชน์จากตรงนี้ รถเมล์อาจจะเดือนละ 13 ล้านเที่ยว รถไฟอาจจะ 3 ล้านเที่ยวต่อเดือน ก็เป็นการลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ส่วนคนที่มีรายได้อยู่ แต่เป็นรายได้น้อยนั้น เราได้มีการแบ่งเบาภาระโดยการเพิ่มรายได้ในโครงการ เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท และมีคนได้รับเช็คตรงนี้ไปแล้วอีก 9 ล้านคน และเสริมด้วยโครงการที่เข้าไปดูแลเศรษฐกิจของชุมชน ก็คือในส่วนของชุมชนพอเพียง ซึ่งขณะนี้มีโครงการลงไปประมาณ 30,000 โครงการแล้ว

นี่คือกลุ่มคนต่าง ๆ ที่เราช่วยเหลือ แต่ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชนในภาพรวม ผมจะไม่ขอใช้เวลามาเล่าถึงมาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว จะเป็นภาคการค้า การลงทุน ซึ่งกระทรวงทางเศรษฐกิจทั้งหลายได้ร่วมกันทำงานอย่างเป็นทีม และมีการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดอยู่ทุกสัปดาห์ใน ครม.เศรษฐกิจ แต่ว่าผมยกเพียงตัวอย่างเดียวว่าในส่วนของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งมีปัญหาในเรื่องสืนเชื่อ เราก็ต้องใช้หลายมาตรการ และสามารถทำให้มีการปล่อยสินเชื่อรวมไปได้ในช่วงแรก 22,800 กว่าล้านบาท และในปัจจุบันหลังจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยในโครงการต่าง ๆ เหล่านี้มีการเร่งในอัตราที่สูงขึ้นทุกเดือน ๆ

นอกจากโครงการเหล่านี้ กลุ่มคนเหล่านี้แล้ว ยังมีนโยบายบางเรื่องซึ่งเราเคยพูดเราเคยสัญญากันมา และวันนี้เราก็ได้ทำจริงแล้ว ก็คือกรณีของ อสม. ทั่วประเทศเกือบ 1 ล้านคนที่ได้ค่าตอบแทนคนละ 600 บาทต่อเดือน ดังนั้น จะเห็นว่ามาตรการในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงที่ยากลำบากนั้น เราได้ทำเพื่อคนไทยทุกภาคทุกคน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 60-80 ปี และอีกสักครู่ผมจะชี้ให้เห็นว่าแม้ว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถ ทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ ซึ่งเราก็คาดการณ์ตั้งแต่แรกว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกจะต้องเป็นในช่วงปลาย ปี แต่ได้ส่งผลอย่างไรต่อภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ ตรงนี้อย่างที่ผมบอกครับคือการช่วยเหลือคนพร้อม ๆ ไปกับการบรรเทาและมีส่วนในการแก้ปัญหาส่วนหนึ่ง เพราะว่ามาตรการเหล่านี้ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เราไม่ได้หยุดเท่านั้น เราเดินหน้าต่อทันทีว่าเราจะต้องแก้และกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมๆ ไปกับเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยของเรา ลงทุนเพื่อคนไทยทั้งประเทศ และในช่วงระยะเวลา 6 เดือนเช่นเดียวกัน เราก็ได้จัดทำแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แล้วก็ได้มีการจัดแผนในเรื่องของการระดมทุนเข้ามา ซึ่งก็คือเงินที่เป็นเงินฝากของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในระบบธนาคารส่วนหนึ่ง และขณะนี้ก็ได้มาซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งไปแล้ว ที่เหลือจะเป็นการกู้เงินจากภายในประเทศ เพราะว่าเงินในระบบธนาคาร สภาพคล่องของเรายังมีมาก ไม่ได้เป็นเรื่องของการไปก่อหนี้โดยการไปกู้เงินจากต่างประเทศแต่อย่างใด ในปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้น สิ่งที่เรากำลังทำคือเรากำลังวางรากฐานสำหรับประเทศไทย หลังจากที่เราต้องยอมรับครับว่าหลายปีที่ผ่านมานั้น โครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้นเสื่อมโทรมลงไปมาก ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไทยเข้มแข็งก็ครอบคลุม 7 ด้านนะครับ ด้านแรกก็คือในส่วนของการดูแลภาคการเกษตรของเรา ที่จะมีการสร้างและปรับปรุงแหล่งน้ำทั่วประเทศ เกือบ 1,500 แห่งครับ และจะมีประมาณ 1,000,000 ครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากระบบชลประทานและการกระจายน้ำที่จะเกิดขึ้นจากการ ลงทุนครั้งใหญ่ครั้งนี้

ด้านที่ 2 คือเรื่องของการขนส่ง คมนาคม โลจิสติกส์ ซึ่งอันนี้ก็มีตั้งแต่ระบบราง ที่จะมีการดำเนินการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในส่วนของรถไฟ ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็เดินหน้าเต็มที่ ทั้งในภูมิภาค และในกรุงเทพมหานคร ในภูมิภาคนั้นก็จะเป็นการปรับปรุงรางเดิม วางระบบรางคู่ มีเป้าหมายในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและเชื่อมโยงกับประเทศจีนที่จะ เกิดขึ้นต่อไป เป็นการอำนวยความสะดวกให้คนไปมาหาสู่ และเป็นการเปิดเส้นทางเพื่อเอาสินค้าออกมาจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เคยอยู่ห่างไกล สามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น ส่วนระบบถนนนั้นก็จะมีถนนไร้ฝุ่น ถนนปลอดภัย ทุกชุมชนนะครับในส่วนของกรม ในส่วนของกระทรวงคมนาคมนั้นก็จะดำเนินการให้เสร็จภายใต้ปฏิบัติการไทยเข้ม แข็ง นี่คือด้านที่ 2

ด้านที่ 3 เดินหน้าในส่วนของการศึกษา ว่านอกจากเรื่องเรียนฟรีที่ได้ทำไปแล้ว เราก็กำลังจะยกระดับคุณภาพของโรงเรียนอีกกว่า 8,000 แห่ง มีการปรับปรุงห้องสมุดกว่า 1,700 แห่ง แล้วก็จะไปเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมีรายละเอียดอีกมากที่เราจะทำ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการยกเครื่องระบบการสอบคัดเลือกหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้คุณภาพการศึกษาเราดีขึ้น

ด้านที่ 4 เป็นเรื่องของการสาธารณสุข ซึ่งจะมีการยกระดับสถานีอนามัย มาเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบลทั่วประเทศ ที่จริงเริ่มต้นก่อนไทยเข้มแข็งไป 1,000 แห่งครับ จะเสร็จในปีนี้ แล้วก็จะดำเนินการที่เหลือในโครงการไทยเข้มแข็งนี้พร้อม ๆ กับการลงทุนในโรงพยาบาลระดับอำเภอ ระดับจังหวัดกว่า 800 แห่ง และก็มีเรื่องของการพัฒนาสถานพยาบาล รักษาโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคอื่น ๆ ซึ่งเป็นโรคสำคัญที่ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยต้องเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยอยู่ มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับทางด้านของการวิจัย ที่จะเชื่อมโยงกับทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข ก็คือห้องแล็ปแห่งชาติเพื่อคนไทย อันนี้ทั้งสร้างงานและลดการนำเข้า เช่นเดียวกัน อันนี้ก็เป็นอีกด้านหนึ่ง นอกนั้นก็เป็นเรื่องของการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งผมจะได้พูดต่อไป

และด้านสุดท้ายที่สำคัญในปฏิบัติการไทยเข้ม แข็งก็คือ เป็นส่วนหนึ่ง ความจริงก็ถือเป็นหัวใจก็ได้ของการที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกือบ 400 โครงการซึ่งต่อไปนี้ประชาชนในพื้นที่จะสัมผัสได้ เพราะมีเรื่องของการสนับสนุนอุตสาหกรรมฮาลาลครบวงจร มีการส่งเสริมในเรื่องของการปลูกปาล์มน้ำมัน และที่สำคัญคือว่ามีเป้าหมายว่าจะมีการเพิ่มรายได้ต่อหัว สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ให้ได้ประมาณ 60,000 บาทต่อคน ในช่วงของการเดินหน้าปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนี้

ผมเลยถือโอกาสเรียนนะครับว่าในส่วนของปัญหาภาคใต้ 6 เดือนแรกได้มีการปรับทิศทางปรับนโยบายอย่างชัดเจน เอาเรื่องของความยุติธรรมและการพัฒนารวมไปถึงการเมือง มานำในเรื่องของการทหาร แล้วก็เรื่องเดียวที่ผมได้พูดตั้งแต่ต้นว่าจะไม่สามารถทำได้ภายใน 99 วันก็คือเรื่องของกฎหมายในการตั้งสำนักงาน เราก็ได้ใช้วิธีการตั้งคณะรัฐมนตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ และจะผลักดันกฎหมายในสมัยประชุมที่จะเริ่มต้นขึ้น ที่จริงเริ่มต้นขึ้นในเดือนนี้ เพื่อที่จะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป

เพราะฉะนั้น 6 เดือนอย่างที่ผมบอกครับว่า เราทั้งช่วยคน เราดับไฟ และเราก็ได้วางรากฐานสำหรับอนาคตที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น ผมได้ให้เห็นภาพว่าแต่ละกลุ่มคนนั้น ได้รับประโยชน์อย่างไรจากการทำงาน 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ว่าผมอยากจะให้เห็นด้วยว่า ในภาพรวมวันนี้ หลังจากที่ทำงานไปแล้ว 6 เดือน ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นครับผมอยากจะบอกว่าการรายงานตัวเลขทาง เศรษฐกิจในอดีตเรามักจะดูตัวเลขเปรียบเทียบปีต่อปี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ปกติ เข้าใจได้ แต่ในภาวะวิกฤตที่มีความเปลี่ยนแปลงความผันผวนมากนี้ การจะดูแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร จะต้องดูตัวเลขไตรมาสต่อไตรมาส และเดือนต่อเดือน

พอเรามาดูตัวเลขตรงนี้ผมคิดว่าเราจะเห็นภาพ ชัดเจนขึ้นครับว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลก กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไร นี่คืออัตราการเติบโตของ GDP เทียบไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่นิตยสารทางด้านเศรษฐกิจธุรกิจได้ใช้คำนวณกับประเทศ อื่น ๆ มาบ้างแล้ว ผมก็เลยให้ทำดูกับประเทศในเอเชียที่สำคัญอย่างเช่น จีน เวียดนาม เกาหลี และของไทยคือเส้นสีเขียวครับ อยากจะชี้ให้เห็นว่าถ้าดูจากตัวเลขอย่างนี้น่าจะบ่งบอกชัดเจนว่าเราได้ผ่าน จุดต่ำสุดไปแล้วจริง ๆ แล้วขณะนี้กำลังมีแนวโน้มของการขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างเร่งตัวขึ้นมาพอ สมควร ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาก็จะพูดว่าเป็นการฟื้นฟูแบบตัววี คือลงเร็วแล้วก็ขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่ไม่ใช่เฉพาะตัวเลขตัวนี้ครับ ถ้าเราไล่ดูตัวเลขอื่น ๆ ที่ตามมา มันจะบ่งบอกสัญญาณในลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น เช่น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ถ้าเทียบในลักษณะของไตรมาสต่อไตรมาสก็จะเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ตัวอื่น ๆ ก็เหมือนกันครับ อัตราการใช้กำลังการผลิตก็กำลังผงกหัวขึ้นมา และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งอันนี้คือเป้าหมายหลักของบรรดามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกนะครับ ว่าจะสามารถหยุดยั้งการทรุดลงของสถานการณ์และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่ม ขึ้น ขณะนี้ก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีเช่นเดียวกัน

รายได้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะสัมพันธ์กับเรื่องการบริโภค ก็เป็นภาพเหมือนกันหมดครับ ว่าขณะนี้การฟื้นตัวกำลังเริ่มขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องของการส่งออก ถ้าดูตัวเลขไตรมาสต่อไตรมาส เดือนต่อเดือน รวมไปถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม นอกจากนั้นครับในรายอุตสาหกรรมเอง ดูอัตราการเติบโตของยอดขายรถยนต์ จักรยานยนต์ ก็เป็นแนวโน้มเดียวกันหมด และขณะเดียวกันการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสมาคมบริษัทจดทะเบียน ถ้าถามถึงว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวภาคการลงทุน มองไปข้างหน้า แล้วก็มองผลงานของรัฐบาลกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการยืนยันครับว่า 6 เดือนที่ผ่านมาผมทราบดีว่าเป็นช่วงที่ทุกคนยากลำบากที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจ ครั้งนี้ แต่ผมมั่นใจว่าจุดเลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว แล้วขณะนี้จากการวางแผนที่ต่อเนื่องในเรื่องมาตรการของเศรษฐกิจนั้น จะทำให้การฟื้นตัวเกิดขึ้น และเราได้เตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจหลังการฟื้นตัวแล้วด้วย นี่คือภาพรวมเศรษฐกิจครับ

สำหรับภาพรวมของประเทศในด้านอื่น ๆ ผมก็อยากจะเรียนว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ผมก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการไปสื่อสารกับต่างประเทศ ที่เห็นแต่ข่าวร้ายจากประเทศไทยมาโดยตลอดระยะเวลาหลายปี และก็สามารถดำเนินการหลายเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะประธานของอาเซียน ที่จะมีบทบาทในภูมิภาค ที่จะมีบทบาทในฐานะตัวแทนของภูมิภาคในเวทีโลกด้วย แน่นอนครับมีช่วงเหตุการณ์เดือนเมษายน ที่ยังคงเป็นปัญหา แล้วก็ในส่วนของปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาในกว่า 100 ประเทศในขณะนี้ ก็ยังเป็นจุดที่เราจะต้องเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ในส่วนนี้ต่อไป

แต่อยากจะสรุปให้เห็นว่าภาพที่ได้ฉายออกมา 6 เดือน คือการทำงานที่มุ่งไปสู่ประชาชนด้วย และทำงานให้กับภาพรวมของประเทศ ของสังคม อย่างมีแผน อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ผมมั่นใจว่าจะทำให้เรามองเห็นว่าในอนาคตข้างหน้านั้น เราได้ก้าวผ่านพ้นช่วงที่เลวร้ายที่สุด และกำลังกลับเข้าสู่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง แต่ผมอยากจะเรียนต่อไปครับว่า สิ่งที่สัญญาแล้ว ทำได้แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราสัญญาและจะสัญญาจะทำ แล้วก็จะทำให้เห็นให้เป็นผลอีก จะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

เรื่องแรกคือระบบสวัสดิการของประชาชนครับ เราได้เริ่มต้นแล้วในเรื่องของการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน เรากำลังจะขยายระบบประกันสังคม เพื่อให้คนไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส บุตร ได้สิทธิมากขึ้น ขยายไปสู่แรงงานนอกระบบ เรากำลังจะทำระบบการออมสำหรับชราภาพ เพื่อให้คนไทยทุกคนเหมือนกับมีสิทธิที่จะมีประกันสังคมของตัวเองบ้าง 3 - 4 เรื่องนี้จะถูกนำมารวมกันเป็นระบบสวัสดิการของชาติอย่างชัดเจน และจะเกิดขึ้นภายใต้การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ต่อไปนี้เราจะได้พูดได้เต็มปากคำครับว่าไม่ใช่เฉพาะข้าราชการ ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ในประกันสังคมเท่านั้นที่มีหลักประกันในชีวิต ที่จะมีบำนาญต่อไปในอนาคต ประชาชนคนไทยทุกคนจะได้สิทธินี้ ในช่วงระยะเวลาอันใกล้ที่รัฐบาลกำลังจะเร่งรัดจัดทำกฎหมาย และวางระบบตรงนี้ทั้งหมด และไม่เพียงแต่สวัสดิการเท่านั้นนะครับ ปัญหาที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ในเชิงพื้นฐาน ในเชิงความไม่เป็นธรรม ที่มีอยู่ในสังคมไทย ที่เป็นปัญหาเรื้อรังนั้นก็จะได้รับการสะสางด้วย เช่น ปัญหาที่ทำกิน ที่ขณะนี้จากการทำงานกับภาคประชาชน เราก็กำลังจะเอาระบบโฉนดชุมชนมาใช้เป็นทางแก้ ทางเลือกอีกทางหนึ่ง เช่นเดียวกับที่เราจะขยายเรื่องของบ้านมั่นคงในระบบของที่อยู่อาศัย"

รับประเมินเหตุการณ์เดือนเมษาพลาด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาการเมืองว่า ตนพยายามใช้แนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่ก็มีความผิดพลาดอย่างเหตุการณ์ในเดือนเมษายนนั้นยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด เพราะไปคิดว่าตบมือข้างเดียวจะไม่ดัง นึกว่าถ้ารัฐบาลไม่ทะเลาะ แล้วเดินหน้าในแนวทางของสมานฉันท์ จะไม่มีการใช้ความรุนแรง หรือไปทำความเสียหายให้กับประเทศชาติถึงขั้นที่เสียหายไปถึงต่างประเทศ ยังยึดมั่นแนวทางเดิม แต่ต้องปรับปรุงระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวหลายอย่างยังมีในสังคม

"ผมไม่สบายใจ เพียงแต่ว่าคนที่ไม่สบายใจ ไม่เห็นด้วย อาจมองต่างเท่านั้นเองว่าวิธีการที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับปัญหาคืออะไร แต่ยืนยันครับว่าไม่ละเลยเรื่องเหล่านี้ แต่ถามว่าพอใจในสภาพหลายอย่างที่เป็นอยู่ไหม ก็ไม่พอใจ เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องปรับปรุง" นายอภิสิทธ์กล่าว

เมื่อถามถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาดำเนินคดี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องของอดีตนายกฯ เป็นเรื่องปกติที่หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเสมอภาค แต่หากย้อนประวัติไปดูจะพบว่า เวลาคนทำผิดและหลบหนีไปต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องยากที่จะเอากลับมา ต้องดูข้อกฎหมายและประสานงานกับองค์กรระดับสากล ระยะหลังบุคคลดังกล่าวมักจะเดินทางไปในที่ที่ไม่มีสนธิสัญญา และเริ่มเดินทางไปประเทศที่เราไม่มีสถานทูตมากขึ้นๆ เราก็จะทำบนความพอดีที่จะรักษากฎหมายให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์

ยันให้สภาเป็นเจ้าภาพแก้ รธน.
เมื่อถามว่า มีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีรายงานของคณะกรรมการที่สภาตั้งขึ้นเสนอเบื้องต้น 6 ประเด็น ตนได้หารือกับประธานสภา ระบุว่าจะรอรายงานของอีกชุดหนึ่งก่อนแล้วจะเอาทั้ง 2 ชุด เสนอที่ประชุมสภา เพื่อหาคำตอบว่าจะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรรมนูญอย่างไร เบื้องต้นได้คุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว อยากให้เป็นกระบวนการของพรรคการเมืองและสภา มากกว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ซึ่งตนจะขอให้ประธานสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา ส่วนรายละเอียดคงต้องดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์นี้ต้องมาจากกระบวนการที่ไม่สร้างความขัดแย้ง ถ้าฝ่ายหนึ่งเห็นว่าฉบับนี้สมานฉันท์ แต่มีบางฝ่ายไม่เห็นด้วย มันก็ไม่สมานฉันท์อย่างแท้จริง ตนจึงกำลังประเมินจากเสียงที่ได้ฟังในสภา อีกรอบว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร โดยจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเพื่อสร้างการยอมรับ

"เพื่อไทย" สวนรัฐบาล ไร้ผลงาน แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้
วันเดียวกัน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ที่นายกฯ แถลงผลงานรอบ 6 เดือนว่า เท่าที่ดูแล้วไม่ได้มีผลงานหรือมีอะไรดีขึ้น เพราะไม่ได้แก้ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของประชาชนยังมีอยู่ แม้รัฐบาลจัดทำรูปเล่มผลงานให้ดูดีแค่ไหน ก็เหมือนเอาแป้งมาประแต่งใบหน้าให้ดูดี และนายกฯ ยอมรับว่าแก้เรื่องความสมานฉันท์ไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเสนออะไร รัฐบาลก็มักออกมาคัดค้านทุกเรื่อง แล้วความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ด้านนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรค พท. กล่าวว่า จากการประเมินผลงานของรัฐบาล 6 เดือนแล้วบอกว่ามีล้านความสุข แต่ลืมไปว่า 60 ล้านคนไทยมีความทุกข์จากการขึ้นภาษีน้ำมัน อยากบอกว่า 6 เดือนของรัฐบาลได้ ขออนุมัติสองอย่างสำคัญคือ 1.ขอกู้เงินเพิ่มกลางปีงบประมาณ 1.1 แสนล้านบาท อยากทราบว่ามีผลสัมฤทธิ์อย่างไรบ้าง 2.การขอกู้เงิน 8 แสนล้านบาทจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้อย่างไร และเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร รวมทั้งโครงการชุมชนพอเพียง ที่ยังมีความคลางแคลงใจอยู่
 

เปิดเว็บประจำตำแหน่ง www.pm.go.th
วันเดียวกัน มีการเปิดตัว www.pm.go.th เว็บไซต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเว็บไซต์นี้จะเป็นช่องทางหนึ่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งประชาชนสามารถส่งคำถามเพื่อสอบถามนายกรัฐมนตรีได้ จากนั้นก็จะมีการโหวตว่าคำถามไหนยอดฮิต แล้วจะเลือก 3 คำถามยอดนิยม โดยนายกรัฐมนตรีจะตอบคำถามโดยทำมาเป็นคลิปวิดีโอ และออกอากาศหลังที่รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” จบ ก็จะเป็นการตอบคำถามของนายกรัฐมนตรี และจะนำคำตอบดังกล่าวลงไว้ในเว็บไซต์ด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คำถามที่ไม่ได้รับคำตอบจะทำอย่างไร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความจริงมีช่องทางในการสื่อมาก ในส่วนของนายกรัฐมนตรีอีเมล์ มีเว็บไซต์นี้เป็นการเพิ่มช่องทาง มีวัตถุประสงค์คือ 1. ประเทศไทยไม่เคยมีเว็บไซต์เฉพาะของนายกรัฐมนตรี 2. เว็บไซต์นี้จะเป็นลักษณะที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนและ 3.เว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาลมีจำนวนมาก เว็บไซต์ใหม่นี้จะเป็นการรวมและสามารถเข้าสู่เว็บไซต์อื่นได้ทุกตัว ส่วนเว็บไซต์ www.thaigov.go.th นั้น จะทำหน้าที่เป็นเว็บให้ข้อมูลข่าวสารภาคราชการอย่างเดียว อนาคตหากต้องการดูข้อมูลของนายกรัฐมนตรีก็จะดูที่เว็บไซต์ใหม่นี้อย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันดังกล่าว account twitter ในชื่อ PM_abhisit ก็ได้รับการยืนยันตัวตน (verified) จากเว็บไซต์ทวิตเตอร์แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อความต่างๆ ที่ส่งไปยังเว็บไซต์ดังกล่าว ระบุว่าดำเนินการโดยทีมงาน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กล่าวภายหลังการแถลงผลงาน 6 เดือนของรัฐบาล ว่า การแถลงผลงานเกือบไม่ได้ใช้งบประมาณเลย เพราะส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ของทางราชการ ยกเว้นการจัดพิมพ์หนังสือใช้งบประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ส่วนของการประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลนั้นทำต่างหาก อย่างไรก็ตาม สปอร์ตโฆษณาจะเริ่มออกอากาศในวันที่ 13 สิงหาคม ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท โดยขอความร่วมมือจากสถานีช่วยเพิ่มความถี่ในการเผยแพร่ ระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม-30 กันยายนนี้ ส่วนของบิลบอร์ดต่างๆ ที่ขึ้นทั่วประเทศก็เสียค่าใช้จ่ายไม่มากในลักษณะที่รัฐบาลขอความร่วมมือ

 

 

ที่มา: บางส่วนจากไทยรัฐออนไลน์ (1,2), มติชนออนไลน์

ขอเพิ่มวงเงินคนชรา จากเดือนละ

ขอเพิ่มวงเงินคนชรา

จากเดือนละ 500

เป็น 2000

แถลงนโยบาย

แถลงนโยบาย ในการติดตามตัวทักษิณด้วยในข่าว......นี่มันเป็นผลงานของรัฐบาลด้วยหรือครับ?.....(ลวงลูกอีกแล้ว)
แถลงไปมีแต่จะสร้างความแตกแยกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น....สำหรับคนในประเทศ
ผลงานเด่นชัดไม่มีไม่รู้จะแถลงอะไร แค่นี้ก็....จบ ( ดูรูปภาพข่าวหัวเขียวเช้าวันนี้ซิครับ ไอ้เทพมันชี้นิ้วตาพองสั่งให้นายกทำอย่างงี้ แถลงอย่างงี้ 555)

คุณบอกว่าสร้างความสุข

คุณบอกว่าสร้างความสุข แล้วคนงานไทรอัมพ์ยืนตากแดดตากฝนทั้งวันหน้าทำเนียบเพียงเพื่อมายื้นหนังสือให้คุณ

คุณกลับนั่งสบายในห้องแอร์เย็นเฉียบ ที่มาจากภาษีของประชาชน แน่นอนรวมถึงภาษีของคนงานเหล่านั้นด้วย

นี่ยังไม่รวมความระกำลำบากที่เขาจะเผชิญหลังถูกเลิกจ้างราว 2 พันคนอีก รวมถึงแรงงานที่ถูกเลิกจ้างอีกเป็นแสนหนังการบริหารของนายกคนนี้ ภายใต้มาตราการเร่งด้วยที่จะชลอการเลิกจ้าง ซึ้งแถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อปีใหม่

ไม่แปลกที่เขาจะปล่อให้ประชาชนต้องมาก่อน แต่ตนเองไม่ใยดี เพราะเขาไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงไม่แปลกที่จะไม่เห็นหัวคนเหล่านี้

สรุปทุกอย่างคุณมีแต่ราคาคุย ขอให้พิจารณาตัวได้แล้ว ทั้งที่มา และการบริหารงาน คุณไม่มีความชอบธรรมสักเรื่อง

ใครเชื่อพวกมัน

ใครเชื่อพวกมัน ก็ปัญญาอ่อนเต็มที

เวลาเห็นอภิสิทธิ์ทีไร

เวลาเห็นอภิสิทธิ์ทีไร นึกถึงพริตตี้ตามมอเตอร์โชว์ทุกที เพราะแต่ละค่ายเขามักจะหาคนสวยๆมายืนโชว์หน้ารถ ซึ่งมันก็ได้ผลนะ บางคนดูเพลินจนไม่สนเครื่องยนต์เลย ไม่เช็คเสียด้วยซ้ำว่ารถยังวิ่งได้หรือเปล่า เทคโนโลยี่มันล้าสมัยหรือไม่ ติดใจพริตตี้จนไม่ยอมไปดูยี่ห้ออื่นเลย

พริตตี้อย่างอภิสิทธิ์มีอะไรดี - หนุ่ม หล่อ คารมดี พูดภาษาอังกฤษเก่ง(เอาไว้ทำงานโฆษณา เหมาะมาก)

แล้วค่ายรถอย่างประชาธิปัตย์ล่ะ - แบรนด์เก่าแก่ โครงเหมือนจะดูดี แต่เอาเข้าจริงเครื่องรวน เทคโนโลยี่ล้าสมัย ควรแก่การโละทิ้งเท่านั้น ถ้าใครซื้อก็เสียเงินซ่อมทั้งปี ช่างที่ให้บริการก็ล้วนใส่สูท จบจากโรงเรียนฝึกพูด น้ำลายแตกฟองกันทั้งวัน แต่ซ่อมไม่เป็น รถค่ายนี้เหมาะเอาไว้จอดดูเล่นในเมือง อย่าได้คิดใช้งาน เพราะมันใช้ไม่ได้ ยิ่งถ้าจะเอาไปลุยชนบท ซื้อกระบะ / อีแต๋น จะได้ประโยชน์กว่า

BBB BBB BBB เห็งล่วย

BBB
BBB
BBB

เห็งล่วย !
เห็งล่วย !
กะเฮียแนวร่วมเสื้อแดง.....................

ว่าแต่ว่า
"พริตตี้อภิสิทธิ์" แกเต้นโคโยตี้ประกอบการขายด้วยรึเปล่า ?

----------------
ประชาธิปัตย์นั้น
เขาถนัด "บริหารขากรรไกร" มากกว่า "บริหารประเทศ" มานาน60ปีน่ะเฮีย
ดังนั้น
คุณภาพขากรรไกรจึงเชื่อถือได้ !
ไม่งั้นป๋าเปรมของผมคงไม่มาเชียร์เฮียมาร์คม.7ให้พวกคนเสื้อแดงถอนหงอกเล่นแก้เซ็งหรอก-คอนเฟิร์ม !..........

คิกคัก คิกคัก
----------------

:)
BBB
BBB
BBB

วันนี้รัฐประกาศ คนอายุเกิน 60

วันนี้รัฐประกาศ คนอายุเกิน 60 ตาย!! รัฐแจกเงินทำช่วยศพ 2,000-. บาท อย่าลืมไปรับล่ะ!

หน้าด้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

หน้าด้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พ้นวิกิดเตี่ยมึงตายไอ้นายยกกาโปกแตก

แถลงความสำเร็จที่มีชีวิตอยู่ห

แถลงความสำเร็จที่มีชีวิตอยู่หายใจได้ถึง 6 เดือน

6 เดือนที่ผ่านมา มีคนยินดีเอาดอกไม้มาให้ มีอำมาตย์สนับสนุน

มีทหารช่วยจัดการ มีตำรวจช่วยพิทักษ์

มีไอ้ลิ้มเป็นโล่ห์ให้

มันอบอุ่นสบายดี

หลังจาก 6 เดือนไปแล้ว

เหมือนเด็กไม่รู้บุญคุณคน

ระรานผู้มีบุญคุณไปหมด

ไม่ยำเกรงแม้แต่ทหารผู้เป็นทั้งผู้ป้องกันและอุ้มชู

ต้องการแต่งตั้งตำรวจ ไม่ได้ทันใจ

คอยไม่ไหวต้องล้มมัน

รถเมล์ 4000 คัน ของไอ้เนรคุณก็ไม่ให้มัน

ไอ้ห้อยร้อยยี่มันขอให้พ้นบ่วงกรรมกล้ายางก่อน

เมื่อมันพ้นแล้ว มันก็จะกลายร่างเป็นไวรัสกาฬโรค

เข้าล้มไอ้ ปชป.

มันเองมีสิทธิเป็นนายก ใครล่ะไม่อยากเป็น

ไอ้เด็กปากเปราะ วอลล์เปเปอร์ ออกมาบอกหน่อย

ว่าไอ้หน้าไหนมันรับเงินไป

อย่านิ่งเงียบ

หลอกกินประชาชน

ต่อไปก็ถึงเวลาวิกฤตของผู้เสีย

ต่อไปก็ถึงเวลาวิกฤตของผู้เสียภาษีแล้ว

สรุปผลงานรัฐบาลในรอบ 6

สรุปผลงานรัฐบาลในรอบ 6 เดือน
- จ่าย........
- จ่าย........
- จ่าย........
- จ่าย........
- จ่าย........
- จ่าย........
- จ่าย........
- จ่าย........
แล้วก็จ่ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ประชาชนชื่นชอบ หลากสมาคมชื่นใจ

สังเกตจากแถลงผลงาน มันมีแต่จ่ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

สรุแล้วมันจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายกันเนี่ย แล้วที่บอกว่าจ่ายนั้น เงินกระจายถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงหรือยัง

ไม่มีผลงานชิ้นไหนเลย ที่จะบ่งชี้ได้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะหารายได้ตรงไหนเข้ามาเพื่อเป็นรายจ่ายที่ว่าจะจ่าย เสริจแล้วรัฐบาลชุดนี้ก็อยู่ไม่ได้ยุบสภา สร้างภาระให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องเข้ามาหาเงินใช้หนี้ แล้ว พรรค ปชป. ก็จะกลับมาอ้างทวงบุญคุณในภายหลังว่าที่ประชาชนได้รับค่าโน้นค่านี่ต่างๆ เป็นผลงานสมัย ปชป.เป็นรัฐบาล ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ใช่เป็นผู้หาเงินมาจ่ายให้ประชาชน แต่เป็นรัฐบาลชุดอื่น
ปชป. ถ้าแน่จริงที่บอกว่าจ่าย ก็ต้องหาเงินมาจ่ายเองด้วยความสามารถไม่ใช่กู้เขามา
มุขเก่าๆ

อายแทน ช่างกล้านะ

อายแทน ช่างกล้านะ

วันนี้ขอสวมเสื้อกั๊กสักวัน

วันนี้ขอสวมเสื้อกั๊กสักวัน ช่วงหลังไม่ค่อยได้โผล่ เพราะหาที่ยืนเหมาะ ๆ ไม่ได้เดี๋ยวเอียงอีกจะไม่มีที่อยู่ครับ
.....รัฐบาลนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลไร้นำยา วาจาขม คือ 6 เดือนที่ผ่านมาไม่มีอะไรใหม่เลยจริง ๆ ลอกเลียนของพรรคก่อน ๆ เขาหมด แจกเงิน 2000 บาทนึกว่าจะได้คะแนนเสียงกลับได้เสียงก่นด่าและฮาตรึม ทั้งพระเถร เณร ชี ดอกเตอร์เศรษฐศาสตร์เมืองนอกคิดได้แค่นี้.......การบริหารก็ผ่านวาจา 2 มาตรฐานตัวนายกพูดจาไพเราะมีแม่ยกคอยเชียร์ดีไม่ดีน่าจะเป็นรัฐบาลยี่เกเข้าไปนั่น คอยปั่นกระแสให้พวกแดงเป็นควาย โฆษกนายกพูดจาไม่เป็นสัปปะรดทั้งนั้น ดูหมิ่น ทิ่มแทง มีกระแสไม่เป็นคุณรัฐบาล คิดอะไรไม่ออก ก็โยนให้คนเมืองรับผิดชอบคนเดียว
.....เศรษฐกิจส่งสัญญานดีขึ้น คือคำปลอบประโลมทุกค่ำเช้า...ไม่สมานฉันท์ไม่มีวันสำเร็จ ความพอใจในหลักการพื้นฐานของคนในชาติต้องมาก่อน ความเป็นธรรมที่ควรหยิบยื่นก็เมิน เฉยความเกลียดชังจึงเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ส.ส.บ้านนอกที่ทำการตลาดให้เจ้านายดูนั่นของปลอมทั้งนั้น ถึงวันเลือกตั้งประชาชนจะเป็นผู้พิพากษา ถูกเกณฑ์เชิงบังคับ ข้าวห่อ 1 กล่อง ได้เงิน 200 แต่จิตใจบอกได้เดลยว่านี่คือความไม่เป็นธรรม

เอาครับ 6 เดือนได้ขนาดนี้

เอาครับ 6 เดือนได้ขนาดนี้ ก็ถือว่า “ดี” ครับ

เพราะ มีปัญหารุมเร้ามามาก เช่น

ปัญหาหวัด 2009 ระบาดทั่วโลก ขนาด WHO ก็ยังยอมแพ้

ปัญหาพิษเศรษฐกิจทั่วโลก ขนาด USA ยังแย่เลย

ปัญหาพวกป่วนเมือง คอยปัดแข้งปัดขา

แต่อย่างไรก็ตาม, ภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

ก็ยังให้คะแนนรัฐบาล “ผ่าน” เกินครึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็บอกว่า รัฐบาลมา “ถูกทาง” แล้วครับ

ล่าสุด สภาอุตสาหกรรม ก็ให้คะแนนรัฐบาลตั้ง 8.5 ครับ

อย่างนี้ถือว่า เยี่ยมครับ…

กระตุ้นเศรษฐกิจรอบหน้า “โครงการไทยเข้มแข็ง”

ที่ประชาชนแห่กันซื้อพันธบัตร อย่างถล่มทะลาย

รับรองว่า เศรษฐกิจไทย ไปโลดแน่…

ปัญหาป่วนเมือง…ก็คงจะซาไปเรื่อยๆ

คงจะเหลือแค่พวก รถหมู รถไม้ วิ่งโยกเยกไปเรื่อยเปื่อย

ประชาชนเขาไม่เอาด้วย ครับ

ได้อ่านบทความของ “เปลว สีเงิน” Thai Post

http://www.thaipost.net/news/060809/8840

ทราบว่า ท่านที่อยู่ “ดูไบ” ป่วยหนัก…

ประเทศเยอรมันไม่ให้เข้าประเทศ ต้อง Import หมอจากไทยไป

ก็น่าเห็นใจ นะครับ ท่านน่าจะเพลาๆ ลงน้อย จิตใจจะได้สงบลง ครับ

เมื่อไหร่จะสั่งทหารออกมายิงปื

เมื่อไหร่จะสั่งทหารออกมายิงปืนไล่ฆ่าคนอีก
ไอ้ทรราช ระยำ
ไอ้หน้าด้าน โกหก
ไอ้ชาติชั่ว มั่วทุกเรื่อง
ไอ้หน้าหมีแพนด้า กู้กู้ หนี้บาน