รัฐบาลส่ง “เรื่องเล่าริมรั้ว” ตีแผ่ผลงาน 6 เดือน

วันนี้ (5 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นของวันที่ 5 ส.ค.เจ้าหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำเอกสาร และหนังสือ “6 เดือน กว่า 100 มาตรการหลายล้านความสุข” ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2552 โดยมีความหนา 41 หน้า โดยปกหลังของหนังสือเป็นสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำพรรคประชาธิปัตย์ มีตัวหนังสือสีขาวกลางหน้าเขียนไว้ว่า “ความสุขของคนไทย คือเป้าหมายของรัฐบาล”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือดังกล่าวประกอบด้วยภาพ 4 สี แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 1.การแก้ไขและบรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจที่มีต่อประชาชน 2.การสร้างความเชื่อมั่น และการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย 3.การวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต 4.การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า 5.การดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชนและองค์กรภาคประชาชน

ส่วนแรก การแก้ไขและบรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจที่มีต่อประชาชน ประกอบด้วย การสร้างรายได้ เป็นการสร้างรายได้และศักยภาพเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง การช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้แก่ผู้สูง อายุ โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.เชิงรุก) และการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร สำหรับการลดค่าใช้จ่ายและการลงทุนทางสังคมเชิงรุก ประกอบด้วย โครงการเรียนฟรี 15 ปี มาตรการการลดและช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน

ทั้งนี้ ยังมีการบรรเทาการว่างงาน และเตรียมคนสำหรับการพัฒนาในอนาคต ประกอบด้วยโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสังคม ในชุมชน (ต้นกล้าอาชีพ) และการแก้ไขปัญหาการว่างงานและการชะลอการเลิกจ้างงาน นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม( SMEs) โดยมีมาตรการด้านการเงิน มาตรการด้านภาษี และมาตรการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ 2 การสร้างความเชื่อมั่น และการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย ประกอบด้วย การเร่งสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทย และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย สำหรับการดำเนินงานของรัฐบาลในส่วนที่ 3 การวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ และการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของรัฐบาล ในส่วนที่ 4 การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้านั้น รัฐบาลได้มีมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 และผลการดำเนินงานของรัฐบาลในส่วนที่ 5 การดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชนและองค์กรภาคประชาชน ได้แก่ การดำเนินการเรียกร้องของ เครือข่ายสมัชชาคนจน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง

สำหรับเนื้อหาช่วงท้ายของหนังสือยังได้สรุปผลการดำเนินงานของรัฐบาล ที่สำคัญในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาวะเร่งด่วน ซึ่งมีที่มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ นับได้ว่าผลการดำเนินงานของรัฐบาลในระยะที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จในการแก้ไข ปัญหาทั้งในระยะสั้นและเร่งด่วน ทั้งในการแก้ไขบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มาจากภาวะวิกฤติที่ได้มุ่งเน้น การสร้างรายได้ การลดค่าใช้จ่ายและการลงทุนทางสังคมในเชิงรุก การบรรเทาการว่างงาน การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม (SMEs)

เอกสารระบุด้วยว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศให้ดีขึ้นในสายตา ของประชาคมโลก รวมทั้งการสร้างความตระหนักในกลุ่มประชาชนชาวไทยให้สร้างความสมานฉันท์ให้ เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกด้วย ขณะเดียวกันเมื่อเกิดการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนได้บรรเทาเบาบางลงแล้ว รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป โดยปัจจุบันได้เริ่มดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 หรือไทยเข้มแข็ง2555 ซึ่งมีองค์ประกอบการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาว เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในสาขาสำคัญที่จะมีส่วนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งวางรากฐานในสังคมเพื่อสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในวง กว้างอย่างยั่งยืนตลอดไป

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมเอกสารเพื่อแจกจ่ายประชาชน ชื่อ “เรื่องเล่าริมรั้ว” เป็นหนังสือชี้แจงผลการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่เดือน มกราคม+มิถุนายน 2552 โดยจัดพิมพ์ทั้งสิ้น 200,000 เล่ม และจะเริ่มแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทันที สำหรับเนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้มีการเปิดใจนายกฯ ถึงวันแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ ความแตกต่างหลังจากบริหารงานครบ 6 เดือน ความคาดหวัง และผลงานในอนาคต รวมทั้งยังมีเนื้อหาส่วนที่เน้นย้ำถึงนโยบายที่ได้ดำเนินไปอย่างบรรลุผล อาทิ นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยมีบทสัมภาษณ์วิธีการใช้เบี้ยยังชีพอย่างมีความสุขภายใต้คอนเซ็ปต์ “500 บาท 500 อย่าง” ของผู้สูงวัย

ด้านนโยบายเงินตอบแทน อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ซึ่งจะชี้แจงถึงบทบาทหน้าที่ว่าเหตุใดจึงต้องจ่ายเงินตอบแทนให้ นโยบายเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร เช่น การเปิดจุดรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 745 จุด การรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง การแทรกแซงราคาตลาดมันสำปะหลัง การแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การแก้ไขปัญหานมดิบล้นตลาด และการตรึงราคาปุ๋ยให้อยู่ในราคาเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านไร่ไชโย”

ด้านนโยบายเรียนฟรีที่รัฐช่วยอุดหนุนค่าเล่าเรียน ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน นโยบาย 5 มาตรการ ซูเปอร์เซฟ ประกอบด้วย รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี น้ำประปะฟรี ไฟฟ้าฟรี และใช้แก๊สแอลพีจีมีแต่คุ้ม นโยบายต้นกล้าอาชีพ ที่อธิบายถึงจุดประสงค์หลักสำหรับให้ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการได้พัฒนา ทักษะและฝีมือแรงงาน เพื่อสามารถยังชีพได้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยรายละเอียดของปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งเป็นภารกิจล่าสุดที่ รัฐบาลทำ โดยนโยบายดังกล่าวได้ครอบคลุมถึง 7 สาขา ได้แก่ 1.แผนปรับปรุงการกระจายน้ำพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม 2.แผนพัฒนาบริการสาธารณะและยกระดับคุณภาพชีวิต 3.แผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว 4.แผนงานพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 5.แผนยกระดับการศึกษา 6.แผนปฏิรูปสาธารณสุข 7.แผนยกระดับรายได้และพัฒนาชีวิตให้พี่น้องจังหวัดชายแดนใต้

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ อาทิ นโยบายเร่งสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติให้เกิดขึ้น ในคอลัมน์ “เสียงจากใต้” นโยบายด้านต่างประเทศ ในคอลัมน์ “โลกจ้องมองไทย” โครงการพัฒนาชุมชนของตัวเอง ในคอลัมน์ “เที่ยวไปในชุมชนพอเพียง” ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไข้หวัด 2009 ในคอลัมน์ “เกาะติดไข้หวัด 2009” และภาพถ่ายของคณะรัฐมนตรีในการทำภารกิจต่างๆ ในคอลัมน์ “ช็อตเด็ดปาปาราสซี”

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

ผลงานเดือน กู้ กู้ กู้

ผลงานเดือน กู้ กู้ กู้ โกงกินปลาป๋องเครื่องทำน้ำแสงอาทิตย์แต่ใช้ไฟฟ้า หวัดมาร์ค2009 ฆ่าคนเสื้อแดง สั่งฆ่าไอ้เจ็กลิ้ม ริดรอนพระราชอำนาจ ฯลฯ สรุปผลงานสอบตกทุกวิชาดีแต่ปฏิมากรรมน้ำลาย รัฐบาลนกนางแอ่น

คงอับอายชาวบ้านเลยมานั่งเล่าร

คงอับอายชาวบ้านเลยมานั่งเล่าริมรั้ว

6 เดือนกับกว่า 100 มาตราการหลาย ล้านความทุกข์

หึหึหึ เวรกรรมประเทศ

ขอชำแระสักนิด โดยปกหลังของหนั

ขอชำแระสักนิด

โดยปกหลังของหนังสือเป็นสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำพรรคประชาธิปัตย์ มีตัวหนังสือสีขาวกลางหน้าเขียนไว้ว่า “ความสุขของคนไทย คือเป้าหมายของรัฐบาล”

- เอาตั้งแต่ปก ตัวหนังสือเอาออกเถิดครับ ผมอายแทน ความสุขของคนไทยคนไหนบ้าง

ส่วนแรก

- การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร // เอาออกเถิดครับ การแก้ปัญหาเสรษฐกิจภาคเกษตร รัฐบาลนี้ล้มเหลว สินค้าขายไม่ออก เผาทิ้ง ฝังกลบ ถามจริงๆในขณะที่อีกฝากโลกหนึ่งกำลังเผชิญความขาดแคลนอาหาร แต่ประเทศเรากับเผาหรือทำลาย เพราะขายไม่ออก มันแสดงถึงอะไรหรือครับ
- โครงการเรียนฟรี 15 ปี // เปลี่ยนคำและความหมายนิดนึง เพื่อความจริงได้ไหม โครงการช่วยเหลือก็พอ มันไม่ฟรีจริงหรอกครับ
- มาตรการการลดและช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน // กับเงิน 2000 บาทหรือ
- และโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน // ผลงานของใครกันแน่ มันสมัยนายกสมัครไม่ใช่หรือ โดยนายกทักษิณเป็นคนคิดไอเดียนี้ รัฐบาลอายไหม

ส่วนที่สอง

- การสร้างความเชื่อมั่น และการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย // ขอที่เป็นรูปธรรมหน่อยสิครับ แดง เหลือง 2 สีก็ยังแย่พออยู่ นี่มี น้ำเงินอีก มันยิ่งแตกแยกหนักกว่าเดิมนะครับ

ส่วนที่สาม

- การวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ // Mega Project ทั้งหลายที่ว่าคือ การสร้างรถไฟฟ้าให้คนกรุงเทพด้วยเงินกู้ของประชาชนทั้งประเทศหรือเปล่า ผลตอบแทนมันคุ้มไหม กว่าจะสร้างเสร็จเก็บเงิน ดอกเบี้ยมันคงวิ่งไปไกลแล้ว

นี่แค่ยกตัวอย่างนะครับ ยังไม่รวมไอ้ที่โกงกิน โก่งราคากินงบประมาณ

ในส่วนที่ 4
- การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้านั้น รัฐบาลได้มีมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 // โดยการปกปิดข้อมูลที่แท้จริง แล้วโทษประชาชนเหมือนที่ รมต สาธารณสุข พูดเมื่อวานหรือเปล่า

คิดถึงคำพูด ... ถ้ามีใครตายจะให้ศพละล้าน .... จังเลย

ส่วนที่ 5
- การดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชนและองค์กรภาคประชาชน ได้แก่ การดำเนินการเรียกร้องของ เครือข่ายสมัชชาคนจน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง // พวกเสื้อแดงนี่ประชาชนหรือเปล่า ใครที่เคยบอกว่า ถ้าประชาชนออกมาเรือนแสนขนาดนี้ เป็นผม ผมจะลาออก .... หรือว่ามันเกินแสนเลย พลิกลิ้น

อีกนิด..กับ
ภาพถ่ายของคณะรัฐมนตรีในการทำภารกิจต่างๆ ในคอลัมน์ “ช็อตเด็ดปาปาราสซี” // ตั้งชื่อซะ อยากเป็นดารา เล่นละคร เล่นหนัง ก็ไปเล่นเถอะครับ อย่ามาเล่นการเมืองเลย

สรุปแล้วพวกที่สนับสนุนพรรคเพื

สรุปแล้วพวกที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ต่างพากันออกมาบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่ดี เหตุที่ว่าเค้าไม่ดีเพราะพวกตนเองไม่ได้ครองอำนาจไง แท้จริงแล้วคือต้องการอำนาจในการบริหาร และมันก็จะโยงไปถึงผลประโยชน์ต่างๆที่จะได้จากการกุมอำนาจบริหาร จะเขียนนโยบาย และโครงการอย่างไรก็ได้ ที่มันสอดคล้องกับธุรกิจของกลุ่มทุนที่สนับสนุนตน ทุกอย่างมีส่วนได้เสียมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนทั้งสิ้น ไม่ว่าฝ่ายใหน ประชาชนที่ไม่ติดตามข่าวสารก็โง่งมโข่ง ถูกเป่าหู ชักจูง โน้มน้าวใจ ด้วยกลวิธีต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและหันมาสนับสนุนกลุ่มตนเอง กลุ่มใหนก็ตามถ้าดึงคนเป็นแนวร่วมได้มาก รางวัลสิ่งตอบแทนคืออำนาจและผลประโยชน์ทั้งสิ้น สิ่งที่ประชาชนจะได้รับคือเงินงบประมาณที่เจียดมาให้ เพื่อหวังผลการเลือกตั้งในคราวต่อไป ประชาชนยากจนคือพระเอกเนื้อหอมเมื่อถึงคราวใกล้เลือกตั้ง เมื่อการเลื่อกตั้งแล้วเสร็จรู้ผลแพ้ชนะ และจัดตั้งรัฐบาลประชาชนก็เหมือนหมา นายทุนพรรคหันกลับมาเป็นพระเอกแทน สส ทั้งหลายต่างวิ่งไปสอพลอเอาอกเอาใจนายทุน ที่จะเจียดตำแหน่งและหน้าที่ให้กระทำ ถ้าไม่วิ่งไปเลียแข้งเลียขา ก็จะไม่ได้กระทรวงใหญ่ ได้แต่กระทรวงเล็กก้างมาก เพราะถูกข้าราชการใหญ่และนักการเมือง ช่วยกันรุมแดกงบประมาณไปเกือบหมดจนเหลือแต่ก้าง กระทรวงไหนที่ใหญ่หน่อย ต่างก็วิ่งกรูกันไปหาเพื่อแย่งกันแดกให้เหลือแต่ก้าง นี่คือวงจรชีวิตของนักการเมืองไทย สรุปเมื่อรุมแดกกันจนเหลือแต่ก้างแล้ว ก็ไปรีดภาษีกันกับคนจนต่อไป ส่วนคนรวยก็ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนทักษิณไง เพราะมีเงินฟาดหัวเจ้าหน้าที่สรรพากร มองง่ายๆ ประเทศไทยจะเป็นแบบนี้แหละและเชื่อว่ายังอีกนาน ตราปใดถ้าคนไทยยังไม่มีจิตสำนึกในการร่วมคัดสรร สส ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภา ไปเลื่อกแต่ สส ซ่งติง ที่มุ่งแต่รับใช้นายทุนเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่ได้รับ ก็แสดงความเห็นกันแบบนี้แหละใครจะว่าสถุน หยาบคาย ก็เชิญด่ากันตามสบาย เพราะความจริงผมไม่ได้สร้างภาพเป็นผู้ดีแต่อย่างไร ไม่ได้ใส่สูท และหาแดกกับคนจน เพราะผมแค่คนชั้นต่ำลูกชาวนายากจนเท่านั้นเอง มิใช่ลูกผู้ดีจอมปลอมที่ไหนเลย ด่าพวกมันงี้แหละด่าให้แสป

คุณว่า สส ประชาธิปัตย์

คุณว่า สส ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และ สส ร่วมรัฐบาล ได้เยี่ยมครับ นับถือ

ออกทีวีไม่มีใครดู

ออกทีวีไม่มีใครดู แล้วมาเขียนหนังสือใครจะอ่านล่ะ? วันนี้จะ แถ-ลง ผลงานที่ว่างเปล่าว่ามีผลงานเป็นรูปธรรมใครจะเชื่อ? ถ้ามาร์คมีผลงานจริงออกทีวีมันต้องมีคนดูซิ...จริงม่ะ?

เงินชุมชนพอเพียง(SML)

เงินชุมชนพอเพียง(SML) จังหวัดขอนแก่น ยังไม่ได้สักหมู่บ้านเลย ไอ้มาร์ค ม.7 มาโม้เลย อายชาวบ้านเขา ถุยๆๆๆ

เอาครับ 6 เดือนได้ขนาดนี้

เอาครับ 6 เดือนได้ขนาดนี้ ก็ถือว่า “ดี” ครับ

เพราะ มีปัญหารุมเร้ามามาก เช่น

ปัญหาหวัด 2009 ระบาดทั่วโลก ขนาด WHO ก็ยังยอมแพ้

ปัญหาพิษเศรษฐกิจทั่วโลก ขนาด USA ยังแย่เลย

ปัญหาพวกป่วนเมือง คอยปัดแข้งปัดขา

ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ตาม, ภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

ก็ยังให้คะแนนรัฐบาล “ผ่าน” เกินครึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็บอกว่า รัฐบาลมา “ถูกทาง” แล้วครับ

ให้กำลังใจ ครับ

อีกไม่นาน บ้านเมืองก็จะสงบแล้ว ครับ

ผมด่ารวมไปทั้งหมดเลย

ผมด่ารวมไปทั้งหมดเลย ทุกพรรคแหละครับรวมทั้งเพื่อไทยด้วย รับรองไม่มีการด่าแบบเลือกปฏิบัติแน่นอน นี่จะบอกให้ คนที่จะวิ่งเต้นเป็นอธิบดี กรมเล็กหน่อยอย่างต่ำก็ สิบล้าน ใหญ่หน่อยมีผลประโยชน์มาก ก็เล่นซะ สามสิบล้านขึ้น ให้ใคร ให้นักการเมือง เอาเงินมาจากใหน ข้าราชการระดับหัวหน้าศูนย์ฯ สำนักฯ ลงขันกันจ่าย ผมรู้หมดแหละ ข้าราชการคุยกันให้แซ่ด ไม่ต้องบอกหรอกนะว่ากระทรวงไหน เมื่อนักลงทุนจ่ายไปแล้วต้องเอาคืนหรือไม่ ไม่ต้องบอกหรอกนะรู้ๆกันอยู่ เฉพาะที่ผมรู้มานี่ เท่าที่เห็นนะมีหลายโครงการที่นักการเมืองสมัยรัฐบาลหมัก สมชวย มีหลายโครงการนับได้คือ 10,40,47 ล้าน ที่ไม่รู้เห็นว่ามีอีกหลาย อีกหน่อยประเทศไทยจะไม่มีคนจนอีกแล้ว เพราะคนจนอดตายห่ากันหมดไง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

เงินชุมชนพอเพียง(SML)

เงินชุมชนพอเพียง(SML) จังหวัดขอนแก่น ยังไม่ได้สักหมู่บ้านเลย ไอ้มาร์ค ม.7 เอลอย่ามาโม้เลยอายชาวบ้านเขา ถุยๆๆ

เรื่องเล่าริมรั้วค่ายทหาร!!!!

เรื่องเล่าริมรั้วค่ายทหาร!!!!????

ห่วยแตก ผลัดกันเลียผลัดกันดม

ห่วยแตก ผลัดกันเลียผลัดกันดม แล้วเอามาขึ้นแท่นชม

ทำเอางาน ไม่ใช้ทำเอาภาพ

ทำเอางาน ไม่ใช้ทำเอาภาพ เรื่องเล่าริมรั่วทหาร ขอทราบรายละเอียดสักหน่อยว่าทำโครงการ ที่ไหนอย่างไร (ตู้น้ำดื่มสบายดีไหม) (ทั่วทั้งประเทศมีที่ไหนเรียนฟรีบ้าง)

ก่อนหน้านี้ 6

ก่อนหน้านี้ 6 เดือนมีการการวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจของไทยจะวิกฤตอย่าหนัก
จะมีการตกงานหลายล้านคน ธุรกิจเอกชนจะล้มเป็นจำนวนมาก
จะเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า
ถึงวันนี้วิกฤตแม้จะมีอยู่ แต่ก็ไม่รุนแรงอย่างที่คาด
หลายมาตรการณ์ที่ถูกหยามหยันพิสูจน์แล้วว่าได้ผล
ตลาดหุ้นที่เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจคึกคักมาได้พักใหญ่แล้ว
และจะชัดเจนมากขึ้นเมื่องบประมาณก้อนโตจะถูกปล่อยในเดือนตุลา

ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลย่อมรู้ดีจึงเตรียมการที่จะล้มรัฐบาลให้ได้
ก่อนตุลาคม โดยอาศัยเรื่องถวายฎีกาเป็นเหตุ (อันนี้ไม่ได้ว่าเอง วิเคราะห์จากคำให้สัมภาษณ์ของ จตุพร กับณัฐวุฒิที่กระเหี้นกระหือมาก)
จับพลัดจับผลูได้เป็นเป็นรัฐบาลขึ้นมาจะได้ขโมยซีน
อิ๊บเอาผลงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นของตัวเองคนเดียว
เหมือนอย่างที่เคยมีไครบางคนตู่เอาการแก้วิกฤต ปี2540
เป็นผลงานของตนเองอย่างหน้าเฉยมาแล้ว

เท่าที่เห็นนะมีหลายโครงการที่

เท่าที่เห็นนะมีหลายโครงการที่นักการเมืองสมัยรัฐบาลหมัก สมชวย มีหลายโครงการนับได้คือ 10,40,47 ล้าน ที่ไม่รู้เห็นว่ามีอีกหลาย

- ผมเองก็เข้าใจนะครับว่า รัฐบาลนี้ก็ได้อานิสงฆ์จากพรรคร่วมรัฐบาลของนายสมัคร กับสมชายไปด้วยนะครับ แถมยัง สส พลังประชาชนกลุ่มเนวิน ไปอุ้มไว้

น่ายินดีนะครับที่ประชาชนเขาไม่ได้เลือกนายอภิสิทธิ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับได้เป็น นับว่า เป็นโชคชะตาร้ายของประเทศไทยจริงๆ (แต่ขอบอก กลุ่มเนวิน พรรคร่วม..นี่ ร้ายๆทั้งนั้น เกาะผลประโยชน์กันเห็นๆ ใครเป็นนายก ข้าไม่สน ข้าขอเป็นรัฐบาล เพราะผลประโยชน์นะจ๊ะ)

555 กร๊ากกกกกกก เอิ๊ก เอิ๊ก

555 กร๊ากกกกกกก เอิ๊ก เอิ๊ก ตลกสิ้นดี

ข่าวดีเพิ่มเติม

ข่าวดีเพิ่มเติม ครับ

สอท.ให้คะแนนรัฐ 8.5

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552 17:23

ประธาน ส.อ.ท.เชื่อ เศรษฐกิจไทย ปีหน้าฟื้นชัด หลังมีเม็ดเงินกระตุ้น 1.4 ล้านล้านบาท

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ภาครัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ปีหน้า รัฐบาลจะได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่

กับการเดินหน้าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่มีเป้าหมายใช้เงิน 3 ปี รวม 1.4 ล้านล้านบาท

นายสันติ กล่าวว่า ในปี 2553 จะเป็นปีที่มีการใช้เงินของภาครัฐสูงถึง 1 ล้านล้านบาทของโครงการไทยเข้มแข็ง

ซึ่งเป็นระดับมากพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยเป็นการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจหลายภาคส่วนทั้งระบบชลประทาน

การศึกษา ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ บวกกับงบประมาณปี 2553 ที่ควรจะเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ

และเงินกู้จากการออก พ.ร.ก.ซึ่งเหลือจากการชดเชยงบประมาณกว่า 200,000 ล้านบาท

หากรัฐบาลใช้จ่ายเงินได้ถูกทางและตรงเวลา โอกาสที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นก็เป็นไปได้สูง

“ความจริง เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากดัชนีความเชื่อมั่นหลายตัวเริ่มปรับดีขึ้น

ทั้งดัชนียอดขาย การว่างงานลดลง อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น หากรัฐบาลกระตุ้นการใช้จ่าย

ประกอบกับเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยเริ่มดีขึ้น ทั้งจีนและอาเซียน จะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

ได้เร็วขึ้น”ประธาน ส.อ.ท.กล่าว

นายสันติ ให้ความเห็นถึงผลงานของรัฐบาล 6 เดือนว่า มองได้เป็น 2 ส่วนคือ ด้านความตั้งใจในการทำงาน

ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี มีความตั้งใจสูง ให้คะแนน 8.5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

แต่รัฐบาลก็มีปัญหาและข้อจำกัดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจโลก ทำให้มีข้อจำกัดใน

การเร่งฟื้นเศรษฐกิจ ขณะที่การส่งออกและความเชื่อมั่นการลงทุนล้วนได้รับผลกระทบ

คำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและ

ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น จึงทำให้ส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจ

ซึ่งปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากเศรษฐกิจในภูมิภาคยังดีอยู่ เงินจึงไหลเข้า

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งควบคุมได้ยาก

ขณะที่การเมืองไม่นิ่งพอ การแก้ปัญหาการเมืองยิ่งยากกว่าปัญหาอื่น อีกทั้งผลพวงจาก

การปิดสนามบินมีผลกระทบต่อเนื่อง การทำงานของรัฐบาล 6 เดือน จึงมีข้อจำกัดในการทำงานมาก

ผลงานที่ออกมาจึงค่อนข้างลำบาก ประกอบกับงบประมาณมีไม่มากพอ

จึงให้คะแนนผลงานรัฐบาลที่ 6.5-7 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

คุณสุมาอี้

คุณสุมาอี้ ผมอยากให้คุณเก็บไปคิดหน่อยนะ คุณจะด่าว่า พรรค ปชป เลวอย่างไรผมก็ไม่ตำหนิคุณหรอกนะ เพราะผมก็เห็นด้วยว่ามันมิได้แตกต่างกันเลย ปชป เป็นพรรคการเมืองสายอนุรักษ์ฯ นิยมเจ้า การได้พรรค ปชป มาบริหารประเทศ ก็คือ ได้กลุ่มข้าราชการมามีบทบาทชี้นำดีๆนี่เอง เพราะคนเหล่านี้คิดเองไม่เป็น ต้องอาศัยข้าราชการชงเรื่องให้ทั้งนั้น เปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย ก็มิได้มีความแตกต่างกันมากนัก แตกต่างตรงที่เพื่อไทยเป็นพรรคนายทุน เป็นกลุ่มทุนใหม่ ที่เข้ามาแข่งกับกลุ่มทุนเก่าที่ครอบงำประเทศมาอย่างช้านาน แง่ที่ต้องไปขบคิดคือต้องเปรียบเทียบดูเองตามสติปัญญาว่า ถ้ากลุ่มทุนเก่าล่มสลายไป แล้วกลุ่มทุนใหม่เข้ามาแทนที่ ลองเปรียบเทียบดูว่าจะแตกต่างกันหรือไม่ โดยส่วนตัวผมมองว่า มิได้แตกต่างกันเลยเป็นเพียงเปลี่ยนถ่ายจากของเก่า มาเป็นของใหม่เท่านั้นเอง ประชาชนในภาพรวมก็เหมือนเดิม จนเหมือนเดิม ถูกดูดทรัพยากรท้องถิ่นไปสร้างความร่ำรวยให้กลุ่มทุนเหมือนเดิม จากเจ้าเก่าที่เป็นโครงการตามแนวคิด ประชาชนผลิด แล้วเค้าก็เอาไปขายทำกำไล ( นายทุนคนไหนว่ะ ) เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในฐานะพ่อค้าคนกลาง ถ้าเปลี่ยนมาเป็นยุคทักษิณต่างกันไหม ก็เหมือนเดิม ถูกดูดกลืนทรัพยากรจากเครือข่ายทักษิณเช่นกัน ผมไม่นิยมทั้งทุนเก่าและทุนใหม่ แต่ผมอยากเห็นภาคประชาชนเข็มแข็งก่อตัวเป็นแนวร่วมอย่างมั่นคง ไม่จำเป็นที่จะไปอาศัยกลุ่มทุนใดๆเข้ามาแสวงหาประโยชน์ ในท้องถิ่นของตนเองอีกต่อไปเท่านั้นเอง แต่ผมก็ว่ายากมากที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น เพราะสติปัญญาของคนมันไม่เท่ากันไงครับ มันถูกปลุกระดมง่ายเกินไป

เห็นเก่งอยู่คนเดียว นายก พูดเ

เห็นเก่งอยู่คนเดียว

นายก

พูดเก่ง

ออกทีวี ดูดี

พูดภาษาอังกฤษเข้าท่า

ใครเชิญไปพูดไปทุกงาน

ทั้งหมดนี่ให้ผ่าน

แต่ผลงานที่ผ่านมา

กู้เงินแปดแสนล้าน ผ่านแล้ว

แจกเงิน 2000 หมดแล้ว

แจกห้าร้อย ผู้ที่อายุเกิน 60

กล้าชนกับ ทหารตำรวจแบบแตกหัก

นี่ก็ให้ผ่านครับ

ความเก่งอย่างอื่นที่ไม่เข้าท่าเลย

จับตัวทักษิณ ไม่ได้สักที

เริ่มต้นด้วยแจก ต่อมาก็กู้

เริ่มต้นด้วยแจก ต่อมาก็กู้ สุดท้ายก็รีด (ภาษี)

ก็เลือกไอ้ที่เลวน้อยที่สุด

ก็เลือกไอ้ที่เลวน้อยที่สุด หรือเลวแต่ทำประโยชน์ให้ประชาชนส่วนรวมได้มาก ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
คุณเองก็คงเหมือนกันใช่ไหมว่า เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง จะได้ใช้ปัญญาในการคิดพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลในการเลือก
ไอ้แบบประเภทที่เคยประกาศว่า ส่งเสาไฟฟ้่าลงรับสมัครยังได้รับเลือกตั้ง ปัจจุบันอาจยังมีมีอยู่บ้าง
แต่มันก็จะค่อย ๆ หมดไปในไม่ช้า หรือไม่ก็จะกลายเป็นเสียงข้างน้อยเข้าไปทุกที

เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณนะ