กป.อพช. โต้นโยบายประธาน กก.สิทธิฯ "ทัศนะอันตราย"

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ทำจดหมายเปิดผนึกถึง  ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงวันที่ วันที่ 23 กรกฎาคม 2552 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 
 
 0 0 0
 
จดหมายเปิดผนึก
ถึง
ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
         
ตามที่นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ว่าได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่กสม. ความว่า “ ............นอกจากนี้ยังต้องปรับวิธีทำงาน โดยจะไม่ให้กสม.เป็นเอ็นจีโอระดับชาติหรือเป็นสำนักงานทนายความ อีกทั้งจะไม่แก้ปัญหาหรือส่งฟ้องเป็นรายๆ แต่ต้องไปให้ไกลกว่านั้น...........” และยังกล่าวอีกว่า “ ..........รวมทั้งยังต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงานใหม่ด้วย เพื่อให้ กสม.เป็นองค์กรอิสระที่แท้จริงไม่ใช่เอ็นจีโอ และจะได้ไม่ถูกมองว่าทำหน้าที่เหมือนเป็นฝ่ายค้านอย่างที่ผ่านมา” ดังเป็นที่ทราบโดยทั่วไปนั้น
 
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอทั่วประเทศ มีความเห็นว่า การมอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่กสม.ดังกล่าวเป็นทัศนะที่อาจเป็นอันตรายต่อการทำงานสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย ด้วยเหตุผล ดังนี้
           
ประการแรก  เป็นการโน้มนำ เหมารวมให้สาธารณชนหรือผู้คนในสังคมหลงคิดและหลงเชื่อว่า “การเป็นเอ็นจีโอ” เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งๆที่ไม่อาจอธิบายได้ว่า “การเป็นเอ็นจีโอ” มีนิยามความหมายเช่นไร หรือการทำงานของเอ็นจีโอมีความเป็นปฏิปักษ์กับการปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างไร เพียงใด  ทั้งที่โดยแท้จริงแล้ว เอ็นจีโอส่วนใหญ่กำลังทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในหลากหลายมิติ ทั้งการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  การให้ความรู้ สร้างจิตสำนึก หรือการรณรงค์ผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งประเด็นที่ไม่ควรหลงลืมหรือตัดตอนความทรงจำทางประวัติศาสตร์เป็นอันขาดก็คือ การเกิดขึ้นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผลิตผลหนึ่งของการต่อสู้ผลักดันขององค์กรสิทธิมนุษยชนนั่นเอง
 
ประการที่สอง  เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ที่ไปเข้าใจว่าการตรวจสอบรัฐบาลในการละเมิด สิทธิมนุษยชนเป็นการ “ทำหน้าที่เหมือนฝ่ายค้าน” เพราะถือเป็นภารกิจขั้นพื้นฐานของรัฐที่ต้องเคารพ ปกป้องคุ้มครอง และการดำเนินการให้เกิดสิทธิที่เป็นจริง เพื่อให้สิทธิของประชาชนได้รับการประกันอย่างแท้จริง อันเป็นความรู้ปฐมบทเกี่ยวกับหลักการสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ด้วยเหตุนี้ เมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องทำหน้าที่สำคัญประการหนึ่งในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงจำต้องเชื่อมโยงการละเมิดสิทธิเข้ากับภาระความรับผิดชอบของรัฐต่อสิทธิมนุษยชนอย่างไม่อาจเลี่ยงพ้น หรืออาจกล่าวได้ว่ารัฐไม่สามารถหลีกเลี่ยงพันธกรณีใดๆเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนั้น ความไม่รู้หรือไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่ของรัฐกับสิทธิมนุษยชน นอกจากจะเป็นการละเลยเพิกเฉย หรือไม่ตระหนักต่อหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างเพียงพอแล้ว ยังอาจมีความโน้มเอียงที่จะทำหน้าที่ปกป้องหรือเข้าข้างเพื่อแก้ต่างให้รัฐมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
 
ประการที่สาม เป็นความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความเป็นองค์กรอิสระของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เชื่อว่า “ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงานใหม่ด้วย เพื่อให้ กสม.เป็นองค์กรอิสระที่แท้จริงไม่ใช่เอ็นจีโอ” เนื่องด้วยความเป็นองค์กรอิสระของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความหมายสองระดับ คือ ความหมายในระดับความคิดและจิตวิญญาณที่ต้องปลอดจากการครอบงำทางความคิด ความเชื่อและทัศนคติแบบอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ที่ดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่นในหมู่บุคคล หน่วยงาน สถาบันหรือองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย รวมทั้งในวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมไทย  
 
สำหรับความหมายในอีกระดับ คือ การปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ต้องมีความเป็นอิสระ ปลอดจากการครอบงำแทรกแซงจากบุคคล หน่วยงาน หรือสถาบันที่มักจะละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอๆ แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องไม่มีความเป็นอิสระจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน และผู้คนที่ถูกละเมิดอย่างเด็ดขาด
 
ดังนั้น ความหมายของความเป็นองค์กรอิสระโดยแท้จริง จึงหาได้หมายความถึงความใช่หรือไม่ใช่เอ็นจีโอแต่อย่างใด เพราะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเอ็นจีโออาจเป็นหรือไม่เป็นองค์กรอิสระโดยแท้จริงตามความหมายที่กล่าวมาก็ได้ และหากทั้งสององค์กรไม่เป็นองค์กรอิสระโดยแท้จริงเสียแล้ว ถึงจะมีการดำรงอยู่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเอ็นจีโอก็จะไม่มีความหมายและไม่ยังประโยชน์ในการรังสรรค์และพัฒนาสิทธิมนุษยชนให้มั่นคงในสังคมไทยแต่ประการใด
                                                                            
                                                           
                                                           คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
                                                                              วันที่ 23 กรกฎาคม 2552

กรรมการสิทธ์

กรรมการสิทธ์ บางยุคนำองค์กรเข้าเป็นสุนัขรับใช้ผู้มีอำนาจที่กดขี่ข่มเหงประชาชน และ เอ็นจีโอ บางคนอาศัยความขัดแย้งวุ่นวายของคนในสังคม เพื่อ เข้าไปแสวงหาอำนาจทางการเมือง และทำตัวเป็นสุนัขรับใช้นักการเมือง

กรรมการสิทธิ์

กรรมการสิทธิ์ ได้รับแต่งตั้งจาก ศาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
จะมีปัญหาอีกมา นอกจากปัญหาด้านความคิดที่รับใช้ชนชั้นสูง

กรรมการสิทธิมีหน้าที่ป้องกันแ

กรรมการสิทธิมีหน้าที่ป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิที่เกิดกับประชาชนผู้ด้อยกว่านายทุนและรัฐ
จึงจำเป็นที่กรรมการสิทธิต้องเลือกข้าง

การกล่าวว่าจะไม่เป็น "เอ็นจีโอ หรือ สภาทนายความ" เป็นการพยายามแสดงความเป็นกลาง
แต่แท้จริงแล้วไม่น่าจะเป็ฯความคิดที่ถูกต้อง เพราะเอ็นจีโอทำงานเลือกข้าง โดยอยุ่ข้างประชาชนที่ด้อยโอกาส
สภาทนายความทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
หากกรรมการสิทธิไม่เป็นทั้งเอ็นจีโอและสภาทนายความ
แล้วกรรมการสิทธิจะทำอะไร?

การกล่าวว่าจะไม่เป็น "เอ็นจีโอ หรือ สภาทนายความ" เป็นการแสดงทัศนคติที่มีลักษณะกล่าวโทษองค์กรดังกล่าว
อ.อมราต้องชี้แจงให้ได้ว่า องค์กรทั้งสองไม่ดีอย่างไร จึงจะไม่เป็นแบบนั้น

อ.อมราเองก็เคยทำงานและมีผลงานมาจากการทำงานกับเอ็นจีโอนและสภาทนายความไม่ใช่หรือ
แล้ว 2 องค์กรไม่ดีอย่างไร จึงจะไม่ทำงานแบบนั้น

กรรมการสิทธิชุดนี้ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า การถูกเลือกมาจากระบอบที่ให้อำนาจศาลเป็นผู้เลือกเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
อย่าให้ได้ชื่อว่า เป็นเพราะไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเพราะกระบวนการเลือกตั้งที่กระชั้นชิดและเร่งรัด
ทำให้กรรมการสิทธที่ได้รับเลือกตั้งชุดนี้มีทัศนคติที่ไม่เห็นหรือไม่เลือกที่จะอยู่เคียงข้างประชาชนผู้ด้อยโอกาส

การให้สัมภาษณ์ถึงวิธีการทำงานโดยการแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน คือ ด้าน ICCPR ด้าน ICESCR และด้านอื่น
โดยการมอบหมายให้ นายปริญญา รับผิดชอบการทำงานในประเด็น ICESCR ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
ซึ่งปัญหาด้านทรัพยากรก็เป็นส่วนหนึ่งในประเด็น ICESCR ก็เป็นสิ่งที่แสดงชัดเจนว่า กรรมการสิทธิไม่ได้รับฟังข้อโต้แย้ง
ของประชาชนที่มีต่อปัญหาการร้องเรียนกรณีนายปริญญามีชื่อในรายงานกรรมการสิทธิชุดก่อน ว่าเป็นเจ้าของกิจการ
ผู้ละเมิดสิทธิประชาชนและชุนเกี่ยวกับโรงต้มเกลือในนครราชสีมา

เพียงเริ่มต้น กรรมการสิทธิก็กลายเป็ฯองค์กรที่ต้องถูกตรวจสอบ มิใช่องค์กรที่มาตรวจสอบ เสียแล้ว

ที่ผ่านมาทำหน้าที่คณะกรรมการส

ที่ผ่านมาทำหน้าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยโจร ร่วมมือกับโง่ ทนายควาย ค้ำประกันให้เผด็จการและโจรปล้นประชาธิปไตย และให้สานโจรได้ต่ออายุทำงานมาไล่บี้คน ปชต.

ใจเย็นๆ

ใจเย็นๆ จ้า

จริงๆแล้วยังไม่ได้ไม่เห็นว่าสิ่งที่อาจารย์อมราพูดทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ยกขึ้นมาเป็นประเด็นคือ

“ ............นอกจากนี้ยังต้องปรับวิธีทำงาน โดยจะไม่ให้กสม.เป็นเอ็นจีโอระดับชาติหรือเป็นสำนักงานทนายความ อีกทั้งจะไม่แก้ปัญหาหรือส่งฟ้องเป็นรายๆ แต่ต้องไปให้ไกลกว่านั้น...........”

“ ..........รวมทั้งยังต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงานใหม่ด้วย เพื่อให้กสม.เป็นองค์กรอิสระที่แท้จริงไม่ใช่เอ็นจีโอ และจะได้ไม่ถูกมองว่าทำหน้าที่เหมือนเป็นฝ่ายค้านอย่างที่ผ่านมา...........”

ถ้าอ่านตามตัวหนังสือเท่านี้ ไม่คิดว่าอาจารย์ตั้งใจจะโจมตีเอ็นจีโอ หรือกล่าวหาการทำงานของเอ็นจีโอแต่อย่างใด อาจารย์อาจจะเลือกใช้คำที่ไม่เหมาะนัก (ทำนองเดียวกับที่โอบามาเลือกใช้อย่างไม่เหมาะสมนักเมื่ออกความเห็นเรื่องอาจารย์ชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟริกัน ซึ่งโอบามาก็ได้ออกมายอมรับแล้ว) ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเข้าใจผิด

ตอนที่อ่าน โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าอาจารย์ตั้งใจจะบอกแค่ว่า กรรมการสิทธิฯจะทำงานแบบเดียวกับเอ็นจีโอไม่ได้ เพราะบทบาทหน้าที่ของกรรมการสิทธิฯนั้นน่าจะต่างจากเอ็นจีโออยู่ บทบาทหน้าที่ต่าง แล้วจะให้ทำงานเหมือนกันได้อย่างไร

อาจารย์อมราทำงานกับเอ็นจีโอมานานกับหลายกลุ่มและหลายงาน ไม่มีเหตุผลอะไรที่อาจารย์จะต้องไปโจมตี "เพื่อนเก่า" ที่ก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่

ใจเย็นๆ โลกเราทุกวันนี้มีอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจกันเยอะแยะมากมาย เรามาพยายามเข้าใจกันในทางที่ดีที่สร้างสรรค์จะดีไหม อะไรที่พอจะเข้าใจกันได้ ก็เข้าใจกันเถอะ อะไรที่พอจะว่ากล่าวตักเตือนก็อย่าให้ถึงขั้นประณาม อะไรที่พอจะขออภัยกันได้ก็ควรทำ และอะไรที่พอจะอภัยกันได้ก็ควรทำ