ประกาศ: เว็บไซต์ประชาไท ได้ทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแสดงความคิดเห็น จากเดิมแสดงแบบขั้นบันได เปลี่ยนเป็นความเห็นต่อท้าย โดยผู้แสดงความเห็นสามารถ "อ้างอิงความเห็น" เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นกับความเห็นก่อนหน้านั้นได้
จึงแจ้งมาเพื่อทราบ -- www.prachatai.com
Comments
ทำไหมต้องถาม
ทำไหมต้องถาม คุณไพบูลย์
ผมว่าท่านนี้มีแนวคิดทัศนคติส่วนตนสูงเกินไป
โดยมิได้ยอมรับความเป็นจริง ในสังคมและวัฒนธรรมไทย แม้จะเคยดำรงตำแหน่ง รมต.ว่าการกระทรวงวัฒนธรรมฯ มาก่อนก็ตาม
แต่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมต. นั่นแหละคือตัวบ่งบอกว่าแนวคิดท่านเลว จริงๆ หากแผนฯ 11 สภาพัฒฯ ไปเชื่อแนวคิดของท่านไพบูลย์ ข้าพเจ้าคิดว่า ผิดพลาดอย่างแน่นอน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินะขอรับ จะไปฟังคนบ้าๆ แบบนี้ได้อย่างไร ขอให้สภาพัฒฯ รับฟังความคิดเห็นหลายๆ ด้าน หลายๆ แนวคิดนะขอรับ อย่าฟังไอ้บ้านี้คนเดียว
แค่มันคิดจะให้ข้าราชการรวมตัวกันเป็นสหภาพได้แบบพนักงานรัฐวิสาหกิจนี้ก็ ควายโครตๆ แล้ว ครับ
ยังไม่รวม พ.ร.บ. ชุมชนอะไรนั่นอีกนะขอรับ ข้าผู้น้อยว่าไอ้นี่มันบ้า ครับ แนวคิดวิบัติ
รู้สึกว่าแผนพัฒนาประเทศที่ผ่า
รู้สึกว่าแผนพัฒนาประเทศที่ผ่านมา จะไม่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก และการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เกือบทุกด้านถือว่าล้มเหลว จนกลายเป็นว่าประเทศไทยต้องก้มหน้าเดินแบบไร้ทิศทาง ยิ่งผนวกการเมืองแบบนอกระบบเข้ามาอีก ยิ่งเป็นการซ้ำเติมประเทศให้พัฒนาแบบถดถอยทางความคิด เอาแน่เอานอนไม่ได้ แล้วแต่ผู้มีอำนาจในช่วงนั้นๆ จะสรรหาคำพูดมาครอบงำสังคมไทยทั้งประเทศ ให้คล้อยตามเพี่ยงเพื่อประครอง ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของกลุ่มตนเอง โดยที่ประเทศและประชาชนไม่ได้อะไรเลย เมื่อความคิดถูกครอบงำถูกชี้นำไปในทางที่ผิด การปฎิบัตตามแผนย่อมบิดเบี้ยว ที่หนักหนากว่านั้นคือการชงักงันหยุดนิ่งไม่ปฎิบัตตามเวลาที่กำหนด ผลกระทบจึงเกิดขึ้นในวงกว้างทั้งระบบ สุดท้ายประชาชนทุกคนต้องหันมาพึ่งพาตนเองตามมีตามเกิด เพื่อรักษาชีวิตและความเป็นอยู่ให้รอดพ้นวิกฤตในแต่ละครั้ง โดยที่พึ่งพาภาครัฐได้น้อยมากในความป็นจริง ผลที่ตามมาคือความไม่แน่นอน ไร้ทิศทางที่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง จึงทำให้การพัฒนาประเทศไม่บรรลุผลที่เป็นรูปธรรมสักเรื่องเดียว
ประเทศไทยทำไมเป็นเช่นนี้
ประเทศไทยทำไมเป็นเช่นนี้ มาถึงก็บอกออกตัวว่าสมัยทักษิณแย่ แสดงว่าไม่ได้ใช้ข้อมูลอะไรมาวิเคราะห์เลย ตอนต้นมีการวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจหลังต้มยำกุ้งทำให้เราได้เรียนรู้ และสร้างเศรษฐกิจมาได้แข็งแรงถึงปัจจุบันนี้ นั่นคือทักษิณได้ทำมาถูกทาง พวกดีแต่หาทางว่าคุณทักษิณ ควรนำสิ่งที่เค้าทำมาพัฒนาต่อ ไม่ต้องมาบอกว่าสิ่งที่ผ่านมา 77 ปีล้มเหลว แต่มันมีการพัฒนาต่อเนื่องต่างหาก ไม่จำเป็นต้องรื้อระบบเพียงแต่วิเคราะห์จุดเด่น ด้อย หาทางปรับปรุงส่วนด้อย หาโอกาสพลิกวิกฤต ทรัพยากรในประเทศมีมากขนาดที่จะพัฒนาอะไรได้สบาย ขาดสมองคนนี่แหละ แล้วก็ขอจะบอกอีกที ไม่ต้องทำทีละอย่าง คนมีความรู้ตั้งมาก พัฒนาได้ทุกด้านพร้อมๆกัน คุณทักษิณเค้าก็ทำมาแล้ว แต่คนพยายามบิดเบือนเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้ผู้อื่น ไม่ต้องไปคิดว่าสังคมไม่ดีหรอก มันดีพอควร ขนาดสื่อชี้นำไปในทางชั่วๆเยอะ คนยังคิดดีได้ คนดีๆมีเยอะ มีแต่กลุ่มคนใหญ่คนโตนั่นแหละนั่งเทียนว่าสังคมมันชั่ วสังคมมันเลว เรา-คุณนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของมายาคติที่ทำให้มันชั่วมันเลวหรือเปล่า กลับไปคิดทบทวนด้วย ว่าคุณหาข้อมูลอะไรมาบ้างที่จะพัฒนาต่อ ไม่ใช่มีแต่ผม.. ผม.. ผม..คิดว่า ..... ขอให้เก็บข้อมูลที่ต้องการวิเคราะห์ที่ดี อย่าเชื่อพวกข้าราชการ และเอาข่าวสารทางสื่อมาใช้วิเคราะห์ให้มากนัก โดยเฉพาะข้อมูลจากพวกสาธารณสุขเอากันจนหวัดมรณะแพร่ เพราะยังไม่มีแผนระงับ หลอกกันอยู่ได้ว่าไม่รุนแรง ดูข้อมูลมา มันตาย 10 เท่าของหวัดธรรมดา ถ้าไม่ใช่ลูกหลานญาติวงศ์คนใหญ่คนโตตายมันคงยังเป็นเรื่องเล็กนะ แค่ตอนนี้ให้หยุดเรียนพิเศษไม่อยากหยุด เพราะรัฐบาลบอกไม่รุนแรง ในที่ระบาดหนักควรปิดให้คนอยู่บ้านสัก 2 สัปดาห์ รณรงค์เรื่องการแพร่จากตนเองไปผู้อื่น คนไปเยี่ยมไข้หรือไปรพ.อย่ายกโขยงไป คนเป็นหวัดอย่าไปเยี่ยมไข้ ให้กักกันตนเองที่บ้าน ระวังอย่าให้ติดคนในบ้านด้วย หายแล้วค่อยไปข้างนอก ทำไมรัฐบาลไม่ทำเฉพาะหน้าก่อน แผน 2 ปีข้างหน้าที่ยังไม่เห็นอะไรจะมีปัญญาไปถูกทางมั๊ย ที่เผชิญอยู่ยังแก้ไขไม่ถูก ขนาดมีตัวอย่างดีๆจากหลายประเทศนะ ยังจะไปแบบไทยๆ(มั่วตามนักวิชาเกิน)
ผมว่าวางแผนไปก็เท่านั้น
ผมว่าวางแผนไปก็เท่านั้น แผนดูแล้วก็ดีครับ แต่ปัญหาอยู่ที่ execution
ไม่เห็นมีใครทำคามแผนหรือแนวสภาพัฒน์สักที
รัฐบาลเองก็เสนอแผนของตัวเองมาเรื่อย ไม่มีใครมองความสอดคล้องกับแผนชาติชองสภาพัฒน์เท่าไหร่
แถมโลกเปลี่ยนเร็ว วางแผนเสร็จ Scenerio ที่ท่านวางแผนเปลี่ยนหมดแล้ว
เท่าที่อ่านหรือฟังความเห็นของ
เท่าที่อ่านหรือฟังความเห็นของผู้อภิปราย ณรงค์ชัยนั้น เข้าท่าที่สุด เพราะอัพเดทตรงกับเหตุการของโลกจริงๆ
นอกนั้นบอกตรงๆว่าไม่เอาอ่าว เสียดายเงินภาษีจริงๆ
คำถามบทวิเคราะห์ของ เอสไอยู ข้อแรกนั้น ตีได้ตรงเป้าที่สุด นั่นคือที่ถามว่า เรายังจำเป็นต้องมีแผนพัฒนา9อยู่หรือไม่
เป็นคำถามที่ต้องสมควรที่จะต้องถามซ้ำถามมันบ่อยๆ
ไม่ใช่อะไร มันไม่ใช่้แค่เรายังจำเป็นต้องมีแผนพัฒนา9อยู่หรือไม่ เพราะจากผลงานที่ผ่านมาๆนับตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ ที่ได้ตั้งสภาพัฒน์ขึ้นมา แทนที่ประเทศนี้มันจะดีขึ้น ทว่ากลับเลวลง ถ้าหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคหรือทั่วโลก
โดยการเอาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเป็นตัวตั้งที่ถูกใส่เข้าไปถูกผลาญเข้าไปจนทรัพยากรของประเทศชาติแทบจะสูญสิ้นสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ทว่า เอาท์คัมหรือผลลัพธิ์ที่ได้ออกมา กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
นั่นคือ การกระจายรายได้ของประชาชาติมันกลับถูกทำให้ห่างกันออกไปอย่างชนิดที่ไม่อาจที่จะยอมรับได้
ที่คนเพียงกลุ่มน้อยนิดบนยอดพิรามิดของประเทศนี้แค่สิบบวกหนึ่งตระกูลที่น่าที่จะมีผู้คนไม่ควรเกินสามร้อยคน
ทว่ากลับเป็นผู้ที่ครอบครองทรัพย์สมบัติหรือความมั่งคั่งแห่งประชาชาติไปถึงราว40%ของจีดีพี
ส่วนประชากรอีกราว65ล้านคน ก็แบ่งกันไปที่เหลือนั่นคือ60% ของจีดีพี ดังนั้นไม่ต้องประหลาดใจที่ประเทศนี้จึงเต็มไปด้วยปัญหาทางด้านสังคม นั่นคือ โจรขโมยชุกชุม ยาเสพย์ติดระบาดไปทุกหัวระแหงไม่เว้นกระทั่งระบาดเข้าไปในโรงเรียนระดับประถมศึกษา คนจรจัดขอทานที่มีทุกประเภทตั้งแต่ขอทานอิสระจนกระทั่งเป็นแก็งค์รวมทั้งพวกขอทานบรรดาศักดิ์ โสเภณี การค้าหวยเถื่อน การค้าของหนีภาษีทุกรูปแบบไม่ว่าจะน้ำมันเถื่อนน้ำตาลเถื่อน ข้าวสารเถื่อนจนกระทั่งไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า9ล9 ซึ่งทำให้เกิดมาเฟียเจ้าพ่อเต็มไปหมด จนกระทั่งแทบจะไม่สามารถแยกโจร และคนในเครื่องแบบ(พวกที่นอกแถว) ออกจากกัน เพราะพฤติกรรมเหมือนกัน ที่เป็นภัยต่อสุจริตชน
ถ้าหากมีการประเมินผลงานของสภาพัฒน์ที่ผ่านๆมาที่มีมาไม่รู้กี่ฉบับต่อกี่ฉบับ ต้องบอกว่าสอบตก และสมควรยุบสภาพัฒน์ทิ้ง และไปทำอะไรที่มันเข้าท่า ที่เห็นเป็นรูปธรรม เอามืออาชีพที่มันเกี่ยวข้องจริงๆ เข้ามารวมหัวกันวางแผนพัฒนาประเทศ มันน่าที่จะดีกว่า
มันเป็นเรื่องที่น่าตลกอย่างยิ่งที่ พนัส ดันบอกว่าสภาพัฒน์ไม่ควรไปก้าวก่ายทางการเมือง
ต้องถามจริงๆเถิดว่า เราสามารถที่จะแยกเศรษฐกิจ(ซึ่งรวมถึงสังคมด้วย) และการเมืองออกจากกันได้หรือถามจริงๆ
ในปีคศ1789 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ Thomas Malthus ได้ทำการวิจัียและคำนวนออกมาเป็นผลทางคณิตศาสตร์ได้ว่า โลกจะถึงกาลหายนะในอนาคตอันใกล้ นั่นเพราะโลกสามารถผลิตอาหารที่เพิ่มขึ้นแค่เป็นเลขบวก
แต่ทว่า จำนวนประชากรพลโลกนั้นกลับเพิ่มทวีขึ้นแบบเลขยกกำลัง และที่สำคัญที่สุดทรัพยากรทางธรรมชาติจะถูกทำลายไปอย่างถึงขั้นหายนะ และนับจากยุคของเขาไปแค่125ปีประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเท่าตัว และถัดต่อไปอีกแค่50ปีเท่านั้นประชากรของโลกก็จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว
สิ่งเหล่านี้มันทำท่าจะจริงตามคำทำนายของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังโทมัสมัลทัส นั่นคือในปี1940ประชากรของโลกไม่ว่าจะที่เม็กซิโก จีน รัสเซีย ยุโรปต่างก็ถึงขั้นขาดแคลนอาหารไม่มีอาหารที่จะเพียงพอที่จะเลี้ยงประชากร
รองประธานาธิบดีเฮ็นรี่ เอ วอลเลสที่อยู่ในยุคของประธานาธิบดีแฟรงคลินดีรูสเวลท์ ผู้ที่มีสายตาที่กว้างไกล มีความเชื่อที่ว่าสิ่งที่มัลธัสกล่าวทำนายไว้ อาจแก้ไขได้โดยการอาศัยเทคโนโลยี่ และเขาได้มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะทำให้โศกนาฏกรรมที่มัลธัสได้ทำนายเอาไว้ ว่าจะเกิดขึ้นแก่ชาวโลกไม่เป็นจริง(นี่นักการเมืองสหรัฐคนหนึ่งที่ไม่ใช่คิดแค่ถึงประเทศแต่คิดมันถึงโลก) ทั้งเขาและแฟรงคลินดีรุสเวลท์ได้เข็นกฏหมายออกมาเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติเขียว ที่ไทยเราก็ได้อานิสงฆ์ไปกับเขาด้วย โดยการให้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยพันธ์เมล็ดข้า่วทุกชนิดในโลกที่เป็นอาหารสำหรับทั้งคนและสัตว์แล้วใช้เทคโนโลยี่พัฒนาพันธ์เมล็ดข้าวชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีข้าวจ้าว9ล9 ให้มีคุณสมบัติที่ดีเด่นทนแล้งให้ผลผลิตสูงใช้น้ำน้อย นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าไปเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำวิจัยและฝึกฝนเหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์อื่นๆนั่นคือ Norman E .Borlaug ได้เข้าไปตั้งสถาบันวิจัยข้าวที่เม็กซิโกโดยที่มูลนิธิรอคกี้เฟลเล่อและองคกรอเมริกันฟินแลนโทรฟิคได้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนและนักวิชาการ เขาเป็นนักพยาธิวิทยาของพืช
ต่อมาก็มีการตั้งสถาบันวิจัยเกี่ยวกับข้าวที่ฟิลิปปินส์(ที่ไทยเราก็ส่งคนของเราไปฝึกอบรมจนสามารถพัฒนาพันธ์ข้าว กขหรืออื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นสาธุชนควรที่จะทราบความจริงข้อนี้ ก่อนที่จะถูกการบิดเบือนแหกตาประชาราษฎร์โดยการโฆษณาชวนเชื่อ) ยังผลให้โลกสามารถที่จะผลิตข้าวได้อย่างจำนวนมหาศาล(ก็ขนาดในรายงานเรื่องเอิรธที่คนฝรั่งเศสที่เคยมาแสดงภาพถ่ายทางอากาศในไทยยังบอกเลยว่า ชาวนาอเมริกันแค่จำนวนราวสามล้านคนสามารถที่จะผลิตข้าวเลี้ยงพลโลกได้ถึงราว2พันล้านคน) และNorman E Borlog ต่อมาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
จะเห็นได้ว่า การเมืองนั้นมาเกี่ยวข้องกับทางสังคมโดยตรงการเมืองนั้นเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งซะด้วยซ้ำ
ถ้าหากสภาพัฒน์ ไม่กล้าที่จะวิจัยหรือไม่กล้าที่จะวิพากษ์การเมือง มันก็ป่วยการเปล่า เพราะไม่ว่าจะคิดอะไรแต่ทว่าการเมืองไม่เอาด้วยมันก็จบเห่ มันก็แค่กลายเป็นรายการเล่นปาหี่แหกตาประชาราษฎร รายงานมันทุกปีที่ไร้ค่า นั่นเพราะไม่กล้าที่จะวิพากษ์หรือเสนอแนะข้อแก้ไขต่อการเมืองที่มันเส็งเคร็ง
และต้องกล้าที่จะวิจัยหรือวิพากษ์มันทุกฝ่ายไม่ว่าสากดินาอำมาตยาเน่านักการเมืองกินเมือง โดยที่ต้องมีตัวเลขมาโชว์มันชัดๆจะๆ ว่าพวกนี้ได้ทำความพินาศกับประเทศชาติอย่างไรบ้าง รวมทั้งต้องเสนอแนะวิธีแก้ไขด้วย ว่าจะแก้ไขอย่างไร นี่ถึงจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าสภาพัฒน์ของจริง
ไม่งั้น ควรยุบ แล้วก็ให้ใส่รองเท้าคอนเวิรส ทางใครทางมันแยกกันไปคนละทิศละทางน่าจะดีกว่าประเทศชาติจะได้ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณ
แผนพัฒนาชาติต้องไปด้วยกันกับแ
แผนพัฒนาชาติต้องไปด้วยกันกับแรงผลักทางการเมือง นั่นหมายความว่านักการเมืองต้องมีกื๋นในด้านการวางแผนเพื่อพัฒนาประเทศ ไม่ใช่พัฒนาพรรค พัฒนาฐานเสียง พัฒนาบริษัทในเครือญาติ แผนที่มีไม่ใช่เอาไว้บูชาบนหิ้งแต่ต้องเอามาใช้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในบางที่ก็คือเมื่อเปลี่ยนนายก/ประธานาธิบดี แผนชาติ/ทิศทางก็จะเปลี่ยน ถ้าเมื่อฝ่ายบริหารไม่แคร์ที่จะใช้แผนพัฒนาฯในการบริหารก็ไม่รู้จะต้องทำไปทำไม หรือถ้าเอาไว้ให้ข้าราชการใช้ก็ไม่ต้องมีฝ่ายบริหารก็ได้ แต่ว่าสำหรับรัฐบาลระยะสั้นที่ผ่านมาของไทยก็อาจจะจำเป็นต้องมี กว่าจะเลือกตั้งเข้ามาได้ กว่าจะคิดออกว่าจะทำอะไร ก็ถึงเวลาต้องไปซะแล้ว
ขอบคุณคุณคนไทยคนที่ 2
ขอบคุณคุณคนไทยคนที่ 2 ที่มาแลกเปลี่ยนความเห็นมากครับ
ของดีๆ
ของดีๆ มีอยู่แล้วไม่เอา
เศรษฐกิจพอเพียงดีที่สุด
.................
จีนจะต้องหันมาใช้เศรษฐกิจพอเพียงบ้าง จีนจะดีกว่านี้
ยูเอ็น สหประชาชาติยังให้ความสำคัญเศรษฐกิจพอเพียง
..................
จะคิดอะไรมากมาย พวกสภาพัฒน์นี่แหละ เป็นคนตามก้นอเมริกา ตามก้นเศรษฐกิจโลก
มีแต่พวกหน้าไหว้หลังหลอก ปากบอกว่าเอาเศรษฐกิจพอเพียง แต่มีแต่ปากดากไม่ไป
......
แผน 11 นี่ต้องเอาแบบอภิสิทธิ์ ที่สนับสนุนเศรษบกิจพอเพียงเต็มที่
1.ให้กอรมน.ส่งเสริมเศรษบกิจพอเพียงแบบทุ่มงบไม่อั้น แบบราชการลับก็มี ส่งคนไปหาข่าวทางลับว่าใครไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียงบ้าง มันเป็นภัยความมั่นคง
2.แจกเงิน 2000บาท และ 500 บาท ให้พอเพียงกับฐานะ ให้มากก็เกินไป ให้น้อยก็ไม่พอเพียง
3.ไล่ด่าทุบตีเสื้อแดง เพื่อสกัดกั้นคนเข้ามาเที่ยวในประเทศ
4.ปล่อยหวัดให้ระบาดมากๆ คนไทยจะได้ไม่มีแรงออกไปเที่ยวต่างประเทศ
5. ฯลฯ
พวกที่ไม่ยอมทำตามเศรษฐกิจพอเพียงคือ
1.ธ.ไทพาณิชย์ที่ส่งเสริมตลาดเก็งกำไร
2.บ.ปูนสิเมนไทย.ที่ผูกขาดและแซกแซงการก่อสร้างและรุกที่ภูเขา พวก บ.สัมมากอน
3.พวกรถไถนาคูโบท้าที่ออกขายแข่งกับควายไถนา
4.พวกศูนย์การค้าพาราท่อน เวิิลเปรต ฯลฯ ที่ฟุ้งเฟ้อขายของนอกและไฮโซ
5.พวกเทเปรตประกันไพ ที่มีสิทธิพิเศษเหมาเงินประกันชีวิตทหาร
6. ฯลฯ
พวกนี่น่าจะให้พันธมิตรจับตรวจสอบดูผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วช่วยกันไปยื่นฎีกาขอร้องให้ใช้เศรษฐกิจแบบพอเพียงบ้าง