วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 30 นาที ที่ผ่านมา
เมื่อ ‘ดิ อีโคโนมิสต์’ ถูกห้ามจำหน่ายเป็นหนที่ 4 ในรอบ 8 เดือน
Wed, 2009-07-08 01:38
นิตยสารวิเคราะห์การเมือง-เศรษฐกิจดัง “ดิ อีโคโนมิสต์” อีเมลแจ้งสมาชิกในประเทศไทยว่าจะไม่ได้รับนิตยสารฉบับล่าสุด เหตุอาจมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตำรวจสันติบาลสั่งห้ามจำหน่ายแล้ว คาดสาเหตุมาจากบทรายงานที่กล่าวถึงสถานการณ์จำกัดสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย ซึ่งมีบางประเด็นเกี่ยวข้องกับการเมือง

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 4 ก.ค. 2009 ฉบับนี้ไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย
ห้ามจำหน่าย ‘ดิ อีโคโนมิสต์’ หนที่ 4 ในรอบ 8 เดือน
บล็อก thaipoliticalprisoners แจ้งเมื่อ 4 ก.ค. ว่า นิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ได้ส่งอีเมลมายังสมาชิกที่รับ ดิ อีโคโนมิสต์ในประเทศไทยเพื่อแจ้งให้ทราบว่าพวกเขาจะไม่ได้รับนิตยสารฉบับล่าสุด โดยระบุว่า
“เรียนสมาชิก เราเสียใจอย่างยิ่งที่จะแจ้งท่านให้ทราบว่า ตัวแทนจำหน่ายนิตยสารในประเทศไทยของเราตัดสินใจที่จะไม่ส่งนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ฉบับ 4 กรกฎาคม เนื่องจากในฉบับมีการรายงานที่อาจเข้าข่ายตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เราซาบซึ้งกับความอดทนอย่างต่อเนื่องของท่าน และขออภัยต่อความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น เราจะขยายเวลาการเป็นสมาชิกของท่านออกไป 1 สัปดาห์ เพื่อให้พอดีกับฉบับที่ไม่ได้รับนี้”
สำหรับรายงานข่าวที่ทำให้การจำหน่ายหนังสือของดิ อีโคโนมิสต์มีปัญหานี้ น่าจะเป็นบทรายงานที่ชื่อ “Treason in Cyberspace” ซึ่งตีพิมพ์ออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.
และเมื่อ 7 ก.ค. พันธมิตรผู้สื่อข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEAPA ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อในภูมิภาค ได้แจ้งเตือนภัยเรื่องการห้ามจำหน่ายนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ในประเทศไทยด้วย
ปณิธานแจงดิอีโคโนมิสต์รายงานด้านเดียว อาจทำให้เข้าใจผิด
ด้าน ผู้จัดการออนไลน์ รายงานท่าทีล่าสุดจากทางรัฐบาล โดยนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่า รัฐบาลไม่เคยนำกฎหมายหมิ่นเบื้องสูง มาใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างอย่างที่มีการตั้งข้อกล่าวหา แต่การดำเนินกับผู้ต้องสงสัยว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เป็นการดำเนินการตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางรัฐบาลได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวัง เพราะเกรงกังวลว่าจะถูกโยงให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมกล่าวย้ำว่า การดำเนินคดีต้องยึดหลักนิติธรรม ใช้ข้อมูลและหลักฐานมาประกอบการดำเนินคดีฟ้องร้องเอาผิด ขณะเดียวกัน กลับเห็นว่า ดิ อีโคโนมิสต์รายงานข่าวเพียงด้านเดียว ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ตำรวจสันติบาลได้สั่งห้ามจำหน่ายดิอีโคโนมิสต์ในประเทศไทย เพราะเห็นว่าเนื้อหาในบทความเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับ 4 ก.ค. พูดถึงอะไร
เนื้อหาในบทรายงาน Treason in Cyberspace ที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ดิ อีโคโนมิสต์ เมื่อ 2 ก.ค. และเผยแพร่ในรูปแบบตีพิมพ์ในฉบับวันที่ 4 ก.ค. โดยเนื้อหาโดยสรุปของบทรายงาน Treason in Cyberspace (หมายเหตุ - ในที่นี้เนื่องจากปัญหาด้านกฎหมาย จึงขอแปลโดยตัดทอนเนื้อหาบางส่วน) คือ นับตั้งแต่ปี 2548 มีบุคคลจำนวนมาก ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ นักกิจกรรม นักเขียนชาวออสเตรเลีย ถูกตั้งข้อหาจากกฎหมายที่มีอายุนับร้อยปีดังกล่าว มีการกล่าวถึงกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ ซึ่งรับโทษจำคุก 10 ปี ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
มีการกล่าวถึง น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ซึ่งถูกจับหลังการปราศรัยในปี 2551 และเพิ่งถูกพิจารณาคดีเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยศาลให้พิจารณาคดีแบบลับด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
ในบทรายงานของดิอีโคโนมิสต์ระบุว่า มีการตีความเพื่อใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างกว้างขวาง ในสัปดาห์นี้ตำรวจเริ่มสอบสวนกรรมการของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยหรือ FCCT ในกล่าวข้อหานี้ และสิ่งที่สร้างความยากลำบากพอๆ กัน ก็คือโครงการอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่อ้างว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น เป็นหนทางหนึ่งในตรวจสอบเครือข่ายทางสังคมในอินเทอร์เน็ต โดยโครงการนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงชื่อสมัครเป็นอาสาสมัครคนแรก แต่เป้าหมายของโครงการนี้น่าจะเป็นการปกป้องราชวงศ์จากการถูกวิจารณ์มากกว่า
การจำกัดเสรีภาพในโลกไซเบอร์ด้วยกฎหมายยุคทหาร
ในรายงานยังระบุว่า ประเทศไทยไม่เหมือนจีน ไทยอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าในจีน พื้นที่ในโลกไซเบอร์กลายเป็นสงครามระหว่างเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นกับการเซ็นเซอร์ การแสดงความเห็นในอินเทอร์เน็ตของจีนมีเสรีกว่านิวมีเดียที่เฉื่อยชาของไทย ที่การเซ็นเซอร์ทำงานชนิดล่วงเวลา โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้บล็อกหรือปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปแล้ว 8,300 เว็บไซต์ ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติรอดำเนินการทางกฎหมายกับเว็บไซต์ราว 32,500 หน้า ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายต่างๆ ส่วนในปี 2550 เว็บไซต์ YouTube ถูกบล็อกเป็นเวลาหลายเดือน
พื้นที่ไซเบอร์ไม่เพียงถูกจำกัดจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ยังมีกฎหมายอื่น นายสุวิชาเป็นผู้หนึ่งที่ถูกดำเนินคดี เขาถูกตั้งข้อหาด้วย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ผ่านออกมาในสมัยของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ถูกแต่งตั้งโดยทหาร กฎหมายนี้ถือว่าการนำข้อมูลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติมาเก็บในคอมพิวเตอร์ถือเป็นความผิด วิดีโอต่อต้านพระราชวงศ์ที่มีลักษณะหยาบคายในสายตาของเจ้าหน้าที่ไทยถือเป็นความผิดนั้น สุวิชาเป็นคนแรกที่ถูกตัดสินภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี และเชื่อว่าเขาจะไม่ใช่คนสุดท้ายที่รับโทษ โดยตำรวจได้จับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนับสิบรายที่โพสต์ความเห็นในเว็บบอร์ดด้วยข้อหาคล้ายกันนี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังทำงานหากเว็บมาสเตอร์ลบข้อความที่เข้าข่ายผิดกฎหมายไม่ทัน หนึ่งในนั้นคือ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งถูกตั้งข้อหาในเดือนเมษายน เนื่องจากในเว็บมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายหนึ่งโพสต์ข้อความพาดพิงสถาบัน โดย น.ส.จีรนุช ยืนยันว่าได้ลบข้อความดังกล่าวเมื่อได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่กระทรวงไอซีที แต่นายอารีย์ จิวรรักษ์ กล่าวว่า น.ส.จีรนุชควรจัดการกับความเห็นดังกล่าวด้วยตัวเองทันที และ “ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น” สิ่งที่เป็นความลำบากใจของ น.ส.จีรนุชคือการต้องเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นหญิงชาวไทยที่ใช้ชื่อออนไลน์ว่า “Bento” แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย “Bento” ถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหา ส่วน น.ส.จีรนุชก็เผชิญกับข้อหาในหลายกระทงซึ่งมีโทษรวมกันกว่า 50 ปี
อาชญากรรมหรือประเด็นการเมือง
ในรายงานระบุต่อไปว่า เป็นที่ทราบว่า การเมืองได้ถอยหลังไปสู่การล่าแม่มด นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549 ในประเทศไทย ทำให้เกิดการแบ่งเป็นสองฝ่ายระหว่างผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่ถูกโค่นจากอำนาจ และฝ่ายตรงข้ามที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม เมื่อธันวาคมปีที่แล้วรัฐบาลผสมนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เข้าบริหารประเทศ หลังการชุมนุมของฝ่ายต่อต้านทักษิณอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นฝ่ายกษัตริย์นิยมและใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ ขณะที่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมฝ่ายสนับสนุนทักษิณซึ่งใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ล้มเหลวในการขับอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่ง ซึ่งอภิสิทธิ์ได้อ้างว่าคนเหล่านี้คิดบ่อนเซาะสถาบันกษัตริย์ ผู้หนุนหลังอภิสิทธิ์ได้ชี้นิ้วไปที่ทักษิณผู้โมโหง่าย ซึ่งทักษิณเองได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าไม่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ พร้อมกับเล็งเป้าหมายการโจมตีกลับไปที่รัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน”
แต่ความพยายามของฝ่ายที่ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ดูเหมือนว่ายิ่งสร้างผลกระทบต่อสถาบัน ยิ่งถูกวิจารณ์โดยฝ่ายตรงข้ามของพวกเขา อย่างกรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งประกาศว่าหน้าที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับนำในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งแทนที่มีหน้าที่จับนักค้ายาเสพย์ติดคนสำคัญและบรรดาผู้ทุจริต แต่กลับต้องมายุ่งอยู่กับการจับบล็อกเกอร์ที่ไม่มีความสำคัญอะไร
ด้วยการดำเนินคดีชาวไทยผู้เปิดรูระบายความร้อนออนไลน์ ผู้พิทักษ์ศีลธรรมเหล่านี้อาจเพิ่มความไม่พอใจที่มีต่อชนชั้นนำกรุงเทพฯ บางทีเป็นการโหมกระพือไฟให้กับแนวคิดสาธารณรัฐนิยม ความกระตือรือร้นที่เกินไปของผู้พิทักษ์ศีลธรรมเป็นการตัดราคาความพยายามเล็กๆ ของอภิสิทธิ์ ที่ต้องการรวมความแตกแยกเป็นขั้วภายในชาติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในปี 2548 ว่าพระองค์ไม่ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ และพระองค์ยังทรงอภัยโทษให้กับนักโทษที่ถูกตัดสินโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย ในจำนวนนี้รวมถึงนายแฮรี่ นิโคไลดส์ นักเขียนชาวออสเตรเลีย ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
แม้แต่ในประเทศจีนก็ยากที่จะควบคุมอินเทอร์เน็ต (อาทิตย์นี้ รัฐบาลจีนได้เลื่อนแผนจัดซื้อซอฟแวร์เพื่อกรองการเข้าอินเทอร์เน็ตสำหรับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง) และเมื่อเทียบกับการควบคุมระดับช่ำชองของจีน การเซ็นเซอร์ของไทยก็แค่ระดับ Firewall 101 ที่ใช้คำสำคัญหรือคีย์เวิร์ดเพื่อหาเว็บไซต์ต้องสงสัย นักท่องเน็ตเพียงแต่อาศัยเล่ห์เหลี่ยมก็สามารถหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ได้โดยการใช้เว็บพร็อกซี่ (proxy) และเครื่องมืออื่นๆ แบบที่นักท่องเน็ตในจีนหรือพม่าใช้
ตอนท้ายของรายงาน ดิอีโคโนมิสต์ยังแสดงความห่วงใยว่า ความพยายามของรัฐบาลในการปกป้องภาพลักษณ์ที่ดีของพระมหากษัตริย์ ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำลายประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อความนิยมที่มีต่อราชวงศ์ด้วย
ย้อนพิจารณาการห้ามจำหน่ายดิ อีโคโนมิสต์ในไทย
โดยสรุปนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2551 ถึงปัจจุบันคือเดือนกรกฎาคม 2552 มีนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ที่ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยด้วยสาเหตุต่างๆ 4 ฉบับ ดังตารางสรุปข้างท้ายนี้
|
ดิอีโคโนมิสต์ ฉบับที่ไม่มีการจำหน่าย/ชื่อบทรายงานต้องห้าม
|
สาเหตุของการไม่มีจำหน่าย
|
การเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต
|
|
December 6th 2008/The king and them
|
ตำรวจสันติบาลห้ามจำหน่าย
|
ถูกบล็อกโดยไอซีที
|
|
January 24th 2009/The trouble with Harry
|
ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง
|
ยังเข้าถึงได้
|
|
January 31st 2009/ A sad slide backwards
|
ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง
|
ยังเข้าถึงได้
|
|
July 4th 2009/ Treason in cyberspace
|
ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง และ ตำรวจสันติบาลห้ามจำหน่าย
|
ยังเข้าถึงได้
|
ที่มาของตาราง: เรียบเรียงโดยประชาไท

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 6 ธ.ค. 2008 ฉบับที่จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 24 ม.ค. 2009

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 31 ม.ค. 2009

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 4 ก.ค. 2009 นับเป็นฉบับล่าสุดที่ไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย
ฉบับแรกต้องห้ามทั้งแบบตีพิมพ์และออนไลน์
โดยการงดวางจำหน่ายครั้งแรกเกิดเมื่อปลายปี 2551 โดยมีการห้ามจำหน่ายดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 6 ธ.ค. 2008 ซึ่งมีบทรายงาน The king and them: The royal role in Thailand chaos
โดยฉบับที่จำหน่ายในภูมิภาคอื่น หน้าปกของนิตยสารเป็นภาพชายนักธุรกิจก้มมองหลุมขนาดใหญ่ โปรยว่า “Where have all your savings gone?” ตามเนื้อหาในเล่มที่พูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ ส่วนฉบับที่จำหน่ายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เลือกเหตุการณ์ในประเทศไทยมาเป็นเรื่องหลัก ส่วนภาพปกใช้ภาพผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชูพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับยืนคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเหนือศีรษะ
โดยนอกจากการห้ามจำหน่ายฉบับตีพิมพ์แล้ว ในอินเทอร์เน็ตยังมีการบล็อกหน้าบทความดังกล่าวโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ด้วย โดยที่หน้าบทความหากเข้าชมผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยจะระบุข้อความว่า
TTP/1.0 302 Moved Temporary
Location: http://w3.mict.go.th
Connection: close
Content-type: text/plain
โดยเมื่อ 9 ธ.ค. 51 หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ ของสิงคโปร์ ได้อ้างถึงข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ ซึ่งรายงานการห้ามจำหน่ายด้วย โดยทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รับรู้เรื่องห้ามจำหน่ายนิตยสารฉบับนี้อย่างเป็นทางการ
ผู้ดูแลร้านเอเชียบุคส์คนหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่านิตยสารดังกล่าวถูกห้ามขาย แต่ไม่รู้ว่าใครสั่ง และยังกล่าวว่าที่ถูกห้ามเป็นเพราะบทความพูดถึงพระเจ้าอยู่หัว
ประชาสัมพันธ์ของเอเชียบุ๊คส์ ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีคำสั่งห้ามขายอย่างไม่เป็นทางการโดยกล่าวว่า นิตยสารฉบับดังกล่าวไม่มีจำหน่ายเพราะมีการประท้วงที่สนามบินในขณะนั้น ในขณะที่นิตยสารไทม์ และนิวส์วีคฉบับล่าสุด ยังมีวางจำหน่ายในกรุงเทพฯ
ส่วนโฆษกของดิ อีโคโนมิสต์ ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของนิตยสารดังกล่าวได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปเมื่อเร็วๆ นี้ และบทความที่เป็นปัญหาอยู่นั้น ดูได้ทางอินเทอร์เน็ตเป็นเวลา 4 วันหลังจากที่มีการเผยแพร่ครั้งแรก
ตำรวจใช้วิธี “ขอความร่วมมือ” ผู้จำหน่าย แต่ถ้าใครลอบจำหน่ายจะเจอดำเนินคดี
ส่วนเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ อ้างคำพูดของ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งระบุเมื่อ 9 ธ.ค. ว่าการห้ามจำหน่ายนิตยสารดังกล่าวเป็นลักษณะ “ขอความร่วมมือ” ผู้จัดจำหน่ายไม่ให้นำเข้าประเทศ “ตำรวจได้คุยกับผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ ซึ่งเห็นพ้องที่จะไม่นำเข้านิตยสารฉบับวันที่ 6-10 ธ.ค. เพราะบทความในนิตยสาร ที่มีเนื้อหาวิจารณ์เบื้องสูง ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่ทางตำรวจจะต้องสั่งห้ามการจำหน่ายนิตยสารอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด” พล.ต.ท.ธีรเดชกล่าว
ด้านหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายงานคำพูดของ พล.ต.ท.ธีระเดช เมื่อ 9 ธ.ค. เช่นกัน ซึ่งกล่าวถึงการสั่งตำรวจสันติบาลตรวจสอบการจำหน่ายนิตยสารดังกล่าว โดย พล.ต.ท.ธีรเดช ระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉเพาะตำรวจสันติบาลเข้าไปตรวจสอบแล้ว และยังไม่พบหนังสือดังกล่าวนำเข้ามาจำหน่ายประเทศไทยแต่อยากจะมีบางส่วนที่ลักลอบนำเข้ามาเป็นบางส่วนถ้าพบเห็นตำรวจก็ต้องดำเนินการจับกุมทันที และให้ตำรวจเร่งหาข่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว
ส่วนเมื่อ 12 ธ.ค. 51 นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือประท้วงไปยังบรรณาธิการนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ ระบุว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อมุมมองและทัศนคติของนิตยสารฉบับดังกล่าว ซึ่งลงบทความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย
ปัญหาของ “แฮรี่ นิโคไลดส์” กับการเซ็นเซอร์ตัวเองของนิตยสาร
ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับต่อมาที่ไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย คือฉบับวันที่ 24 ม.ค. 2009 โดยกองบรรณาธิการนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ ของอังกฤษ ได้ส่งอีเมลแจ้งต่อสมาชิกของนิตยสารในประเทศไทยได้รับทราบว่า ผู้แทนจำหน่ายนิตยสารดังกล่าวในเมืองไทยตัดสินใจงดจำหน่าย ดิ อีโคโนมิสต์ประจำสัปดาห์ล่าสุด เนื่องจากหวั่นเกรงว่า ข้อเขียนว่าด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในฉบับล่าสุดอาจก่อให้เกิดปัญหา
โดยในฉบับนี้ มีบทรายงานเรื่อง “The trouble with Harry” ซึ่งเผยแพร่ในเว็บของดิ อีโคโนมิสต์เมื่อ 22 ม.ค. กล่าวถึงกรณีที่นายแฮรี่ นิโคไลดส์ (Harry Nicolaides) นักเขียนและอาจารย์ชาวออสเตรเลีย ถูกจับหลังเผยแพร่นิยายที่เขาแต่งเรื่อง “Verisimilitude” ซึ่งมีข้อความไม่กี่ย่อหน้าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งแฮรี่ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี และต่อมาได้รับการอภัยโทษ โดยบทรายงานของดิ อีโคโนมิสต์ดังกล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย และมีเนื้อหาบางช่วงกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
แม้ตัวแทนผู้จัดจำหน่ายจะตัดสินใจไม่จัดจำหน่ายดิ อีโคโนมิสต์ฉบับนี้ แต่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ยังสามารถอ่านบทรายงานดังกล่าวได้โดยที่กระทรวงไอซีทียังไม่ดำเนินการปิดกั้น
ผู้จัดส่งไทยปฏิเสธส่ง The Economist สองฉบับติด
ในสัปดาห์ถัดมา เมื่อ 31 ม.ค. 52 เว็บไซต์ SIU อ้างรายงานข่าวของรอยเตอร์ ระบุว่า ผู้แทนจำหน่ายนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ ในไทย ได้ปฏิเสธส่งนิตยสารฉบับวันที่ 31 มกราคม 2009 อีกครั้งหนึ่ง โดยรอยเตอร์มองว่าการปฏิเสธการจัดจำหน่ายครั้งนี้เป็นเพราะ ตัวเนื้อหาในบทรายงาน “A sad slide backwards” ซึ่งกล่าวถึงการที่ทางการไทยผลักดันผู้อพยพทางเรือชาวโรฮิงญาที่มาจากรัฐอาระกัน ประเทศพม่าออกจากประเทศอย่างไม่มีมนุษยธรรม
รอยเตอร์มองว่า เนื้อหาของบทรายงานดังกล่าวอาจพาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และกองทัพ อย่างไรก็ตาม SIU รายงานเพิ่มเติมว่า จากอีเมลที่ ดิ ดิอิโคโนมิสต์ ที่ส่งถึงสมาชิกที่อยู่ในไทย อธิบายเหตุผลในการไม่จัดส่งนิตยสารดิ อิโคโนมิสต์ว่า เป็นเพราะมีเนื้อหาที่พาดพิงถึงราชวงศ์ไทย และว่าจะมีการชดเชยฉบับอื่นโดยยืดเวลาสมาชิกภาพออกไปให้
และเช่นเดียวกับฉบับก่อน ที่แม้ฉบับนี้จะไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย แต่ยังสามารถอ่านบทรายงานดังกล่าวได้ทางอินเทอร์เน็ตโดยที่กระทรวงไอซีทียังไม่ปิดกั้น
และล่าสุดสำหรับการเป็นนิตยสารต้องห้ามของดิ อีโคโนมิสต์ ก็คือฉบับล่าสุดที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพการใช้อินเทอร์เน็ตในไทย
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก ดิอีโคโนมิสต์ สเตรทไทม์ thaipoliticalprisoners เว็บไซต์ SIU และ ผู้จัดการออนไลน์












จะปิดตา ปิด ปาก ปิดหู
จะปิดตา ปิด ปาก ปิดหู ในยุคนี้ ถ้าจะยาก
เพราะ ยิ่งปิด ก็ ยิ่งเปิด
เรื่องที่ บอก มีแต่ด้านเดียว แบบที่ โฆษก ว่า ทำไม ไม่แถลงหรือชี้แจง
หรือคิดว่า ใช้เวลาคนจะลืม เอง
แต่ ทำไม ประเด็น ที่กระทบ สื่อนอก ก็ยัง เอามา ลง ทุกครั้งที่ พูด ถึง การเมือง หรือ ประเด็นอื่น ไม่เว้น แม้ สื่อ เขมร ที่ใกล้ไทย ก็ยัง เสียดสี ร.บ ชุดนี้ เสียหาย เรื่องที่มาไม่ถูกต้อง
หรือ คนมี อำนาจ จะใช้ สุภาษิต ที่ว่า
นิ่งเสียตำลึงทอง
ข่าวที่ทำให้นิ่งในไทย แต่ ข้างนอก เป็นคลื่น ที่ซัด เข้าหา ภาพพจน์ ไทย จน ฝั่งจะพังแล้ว
สมควรแล้วที่ถูกห้าม
สมควรแล้วที่ถูกห้าม ให้รู้เสียว่าดินแดนนี้ของใคร
ถ้าเป็นแบบนี้ คงจะหาความเสมอภาค โอกาส ให้กับประชาชนได้ยาก
การผูกขาดความเป็นเจ้าของ จะไม่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น นับวันจะเลวร้ายลงไปอีก
อย่าคิดว่าคนที่มีการศึกษา ส่วนใหญ่จะเห็นดีด้วย จะมีก็พวกมักใหญ่ใฝ่สูงเท่านั้น
สัจจะ คือ ความจริง อำนาจใดๆก็ไม่ปกปิดได้
จะรอจนกว่าพลังของประชาชนจะเข้มแข็งขึ้น
เวรกรรม รูปหล่อโดนทั้งขึ้น
เวรกรรม รูปหล่อโดนทั้งขึ้น ทั้งล่อง เวรจริงๆ ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งรุ่นลูกยิ่งลำบากเข้าไปอีก เสี่ย ทำตัวใช่ว่าจะดี ก็ว่ากันไป อำนาจที่แท้จริงคือความดีต่าง ถ้าไม่มีความดีก็จบ สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยโบราณแล้ว ยิ่งใช้อำนาจบาตใหญ่คนมันก็ยิ่งลุกขึ้นสู้แหละครับ
ก็สมควรแล้วถ้ามีเนื้อหาล่อแหล
ก็สมควรแล้วถ้ามีเนื้อหาล่อแหลม หรือมีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เราไม่ใช่จีนที่มีการปกครองแบบคอมมิวนิส ราชวงศ์ของจีนตายไปนานแล้ว
ที่ไทยยังเป็นประเทศอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเราระบบกษัตริย์
เราจึงไม่จำเป็นต้องตามพวกตะวันตก ไม่ต้องตามประเทศอื่นๆ
ขำๆ สิ่งที่คนทั่วโลกอ่านได้
ขำๆ สิ่งที่คนทั่วโลกอ่านได้ แต่ประเทศไทยทั้งถูกห้ามและงดวางขายไม่อยากให้อ่าน มันศิวิไลซ์มีอารยธรรมมากๆเรย ประเทศของคนมีจริยธรรมสูงและคุณธรรมระดับสูง10ข้อ
น่าสลดใจ คนไทย
น่าสลดใจ
คนไทย เป็นชาติที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราว
เท่ากับคนประเทศอื่นๆ เขา
ได้อ่าน ได้ฟัง น้อยกว่าคนชาติอื่น
ใครบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ห้ามขาย
คนบางคนก็เชื่อแล้วว่ามันไม่ดี
ทั้งที่ยังไม่ได้อ่าน
สติปัญญามีเท่านี้หรือ
ที่ไทยเป็นประเทศอยู่ทุกวันนี้
ที่ไทยเป็นประเทศอยู่ทุกวันนี้ และโลกยังคงเป็นโลกอยู่เพราะ สิ่งแวดล้อมยังไม่เสื่อมทรามถึงที่สุดว่ะ ต้องยกความดีให้ต้นไม้ใบหญ้ากะป่าเขา และประชาชนผู้จรรโลงสิ่งแวดล้อมว่ะ ถ้าน้ำท่วมโลก ร้อยระบบกษัตริย์ก็ช่วยบ่ได้ว่ะ (ฮาาา)
ปิดประเทศแล้วอยู่กันอย่างพอเพ
ปิดประเทศแล้วอยู่กันอย่างพอเพียง
ดรรชนีความสุขเต็ม 10 แน่นอน
"เราจึงไม่จำเป็นต้องตามพวกตะว
"เราจึงไม่จำเป็นต้องตามพวกตะวันตก ไม่ต้องตามประเทศอื่นๆ" แล้วที่ปกครองประเทศที่เรียกว่า"ประชาธิปไตย"นี่ ไม่ได้เอาแบบมาจากตะวันตกหรอกหรือ หรือคิดว่าคนไทยคิดขึ้นมาเอง จะลอกเลียนแบบประเทศตะวันตกเขาทั้งทีก็ทำแบบครึ่งๆกลางๆ ทั้งยังพูดแบบไม่รู้เรื่องอีก คงมีคนคิดแบบนี้เยอะ ประเทศถึงตกต่ำแบบนี้
ให้มันขายเต็มที่ไปเลย ข้อไหนไ
ให้มันขายเต็มที่ไปเลย
ข้อไหนไม่จริง ออกมาชี้แจงแถลงซะ
ถ้ามันยังดันทุรัง เล่นมันให้หนัก
ปิดๆห้ามๆ คนยิ่งแอบดูกัน ตีความกันมั่วซั่วยิ่งแย่
นี่ท่านพี่
นี่ท่านพี่ ท่านจะสลดใจอีกนานมั๊ย ปัญหาทั้งมวลมันอยู่ที่กฎหมายหมิ่น นะคุณพี่ หาทางแก้กฎหมายซิครับจะได้ไม่สลดใจ
ทำไมพวกทักษิณเค้ายังล่ารายชื่อถวายฎีกาได้เลย เอามั่งซิเพ่ ล่ารายชื่อ ยกเลิกกฎหมายหมิ่นซะ จะได้เปิดหูเปิดตารับรู้ข่าวสารกันไง นี่ผลประโยชน์ส่วนรวมนะครับ ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งอยางที่พวกทักษิณเค้าทำกันนะ
ประเทศไทยเป็น
ประเทศไทยเป็น ราชอาณาจักร(kingdom)ครับ คือการปกครองระบอบกษัตริย์เป็นใหญ่ จะเป็นประชาธิปไตยหรืออะไรมันก็ยังเป็นราชอาณาจักรอยู่ดี ไม่ใช่แบบสาธารณรัฐ(republic)ซึ่งมีประชาชนเป็นใหญ่ครับ ที่ทักษิณซวยอยู่ทุกวันนี้เพราะถูกระแวงว่าจะเปลี่ยนประเทศไทยจากราชอาณาจักรมาเป็นสาธารณรัฐครับ แต่อย่างไหนจะดีกว่าไม่ขอวิจารร์ครับ ต่างคนต่างไปศึกษาเอาเองครับ
*วันเพ็ญ เดือนแปด
*วันเพ็ญ เดือนแปด อาสาฬหะ
เป็นวันพระ ยิ่งใหญ่ ชาวไทยผอง
วันปฐมเทศนา พาใจปอง
พระไตรรัตน์ ครบต้อง สามประการ
*แรมหนึ่งค่ำ เดือนแปด เข้าพรรษา
ผู้ใหญ่พา ทำบุญ หนุนลูกหลาน
พระเริ่มจำพรรษา ฟ้าเบิกบาน
จนกว่าผ่าน หน้าฝน พ้นสามเดือน
*วันแห่งการ ทำบุญ หนุนน้ำใจ
ประชาไท ไม่เลอะเลือน เลื่อนเปื้อน
แผ่เมตตา พาใจ ไม่กระเทือน
ขอให้เพื่อน ร่วมทุกข์ สุขพ้นภัย
*แผ่เมตตา ให้กับการ คุกคามสื่อ
จนเลื่องลือ เรื่องปิดตา พาหวั่นไหว
คงไม่มี มืดบอด ตลอดไป
สักวันได้ สิทธิ์เสรี ที่ต้องการ
เชื่ออย่างนั้นหรือ??? ขำว่ะ
เชื่ออย่างนั้นหรือ??? ขำว่ะ
เรื่องของพวกตดไม่เหม็นและอุจจ
เรื่องของพวกตดไม่เหม็นและอุจจาระหอม ห้ามวิจารเด็ดขาด
พูดไม่รู้ฟัง เตือนแล้วก็ไม่เข
พูดไม่รู้ฟัง
เตือนแล้วก็ไม่เข้าใจ
คนไทยอ่านแล้วก็ต้องให้แปลเป็นไทย
เราก็อ่านไม่ออก
นายกอ่านออกคนเดียว
แล้วก็บอกว่ามันหมิ่น
ท่านครับ
ห้ามมันเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาดเลยครับ
ปัญหาจะได้หมดไป
ปณิธานแจงดิอีโคโนมิสต์รายงานด
ปณิธานแจงดิอีโคโนมิสต์รายงานด้านเดียว อาจทำให้เข้าใจผิด
แล้วถ้ารายงานแบบยกยอจับปลาด้านเดียว อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ด้วยหรือเปล่าครับท่านปณิธาน
หนังสือพิมพ์ใด ไม่ว่า ภาษาไทย
หนังสือพิมพ์ใด ไม่ว่า ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ
ถ้ามาดูหมิ่น "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ของคนไทย
สมควรที่จะต้องถูก Ban
ถ้าผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกดำเนินคดี
ไว้อาลัย 1 นาทีกับคำว่า
ไว้อาลัย 1 นาทีกับคำว่า "เสรีภาพ" ในประเทศที่เรียกตัวเองว่าเป็น "ประชาธิปไตย"
ทำไมคนไทยจึงต้องอาศัยความรับร
ทำไมคนไทยจึงต้องอาศัยความรับรู้จากแหล่งอื่นอีก ไม่มีความจำเป็นใดๆทั้งสิ้น
เพราะเหมือนกับเอาจมูกของคนอื่นมาหายใจแทน ในเมื่อประเทศไทยมีผู้รู้
ที่ตรัสรู้ทุกอย่างในโลกนี้อยู่แล้ว และได้สั่งสอนกรอกรูหูของคนไทยอยู่ทุกโมงยาม
ก็ทำตามไปอย่างเดียว ก็ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั้งเอย่างที่สุดแล้ว
ไม่ใช่หรือ แล้วจะต้องไปเอาอะไรมาจากที่อื่นๆอีก ถ้านำมาใช้ มันก็จะไม่เข้ากับ
คนไทยเดี๋ยวก็จะเกิดปัญหา กับประชาชนทั้งประเทศ อยู่กันอย่างนี้ทำตามคำสั่งสอน
ไปก็พอแล้วละ ต่อไปก็จะได้เป็นที่หนึ่งในโลกตลอดไป
โง่อย่างนี้สิ
โง่อย่างนี้สิ ถึงไม่มีความสุข
คนอ่าน The Economist
คนอ่าน The Economist เขาไม่ใช่รากหญ้าที่อภิสิทธ์ชนจะปิดหูปิดตาได้ง่ายๆหรอก
โลกอินเตอร์เนตเขาไปไหนถึงไหนกันแล้ว
Print Version ไม่มีขาย ก็อ่าน Electronics Version ได้ครับ
คิดได้เท่านี้..สมองน้อยจัง
คิดได้เท่านี้..สมองน้อยจัง
น่าจะมีการถวายฎีการ้องทุกข์ เ
น่าจะมีการถวายฎีการ้องทุกข์
เพื่อให้มีพระราชวินิจฉัยว่า
พวกที่ห้ามจำหน่ายนั้นเหมาะสมไหม
คนที่อ้างว่าผิดกฎหมาย คนที่อ้างว่าหมิ่น คิดเอาเองหรือเปล่า
มีการก้าวล่วงหรือเปล่า
............
คนไทยไม่ควรเชื่อคำวินิจฉัยของพวกเผด็จการ
เราควรพร้อมใจกันถวายฎีการ้องทุกข์ดีกว่า
อะไรถูกอะไรผิด จะได้รู้กัน
...........
ที่เดือดร้อนกันทั่วไปนี่เพราะไม่ฟังคำสอนของพระองค์ท่าน
เดือดร้องเรื่องอะไรก็ควรฎีกาถวายเพื่อรับฟังพระราชวินิจฉัยก่อน
ชาวนา ชาวสวนยางพารา ลิ้นจี่ ลำใย ฯลฯ
คนตกงาน คนทุกอาชีพที่เดือดร้อน ควรมีการจัดถวายฎีกา
นี่จึงเรียกว่า เราเชื่อฟังพระองค์จริง
อย่ามัวแต่ฟัง หรือร้องทุกข์กับพวกข้าราชการ หรือรับมนตรีเลย เราจะเชื่อฟังคนเหล่านี้ไม่ได้ ควรเลิกการเชื่อฟังคนเหล่านี้...เพราะพวกข้าราชการชั้นสูงนี้ไม่ใช่คนดี ไม่เป็นที่พึ่งของประชาชน..เปรม อภิสิทธ์ ทหารนี่ เชื่อถือไม่ได้
ต้องทำแบบวีระ 3 เกลอ หัวกลม ที่มีนิสัยดี
ที่รู้จักที่จะรอรับพระราชทานโอวาท...ไม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจแบบพวกคนอื่นที่สั่งห้ามอ่านหนังสืออิโคโนมิค
เศร้าจริงๆ
พวกชอบตัดสินใจกันเอง ชอบเสรีภาพกันจิงจิ้ง ชอบประชาธิปไตยกันจังนะ
สงสัยที่แช่มมันพูด
สงสัยที่แช่มมันพูด ว่าใครดูหมื่น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของคนไทย ก็ต้องสมควรโดนแบนหรือโดนฟ้องร้องดำเนินคดี
สงสัยมันจริงๆว่า ศาสนาของคนไทยที่ว่ามันคือศาสนาอะไร พุทธ คริสต์ อิสลาม เต๋าขงจื๊อซิกต์ฮินดู9ล9
มันจะมิยุ่งกันเละเทะเรอะ อย่าเน่าให้มันมาก
ความจริง ไม่มีใครต้องการที่จะดูหมิ่นเหยียดหยามใครหรอก เพียงแต่เขาพูดความจริง แต่ทว่า ดันยอมรับฟังความจริงกันไม่ได้ มันมีอยู่เท่านั้นจริงๆ
พระุพุทธเจ้า พระเยซู 9ล9นี่ขนาดตอนที่บรมศาสดาทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ก็โดนดูหมิ่นเหยียดหยามใส่ร้าย แต่ทว่าบรมศาสดาทั้งสอง ก็ไม่เคยที่จะไปห้ามปราม แต่ทว่า บรมศาสดาทั้งสอง ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์และตัดสิน นี่ขนาดปราชญ์จอมปราชญ์ราชันที่เหนือราชัน ที่มีผู้เคารพศรัทธายึดเป็นสรณะนับถือค่อนโลก ขนาดที่เวลาล่วงผ่านมากว่าสองพันปี
การไปทะเลาะวิวาทกับวารสารชั้นนำระดับโลกอย่างดิเอคโคโนมิสต์ ไม่ใช่เป็นการฉลาด นี่สมมติว่า เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในยุค ที่ฝรั่งมันล่าอาณานิคมแล้วละก็ พูดได้คำเดียวว่าเละ
โลกที่อารยะแล้วนั้นย่อมทนต่อการวิพากย์และตำหนิติเตียน และบรมศาสดาก็ได้เแสดงเป็นตัวอย่างให้เห็น ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและคำภีร์ไบเบิ้ล
การปิดหูปิดตาประชาชน ไม่ใช่สิ่งที่ฉลาด เพราะประชาชนย่อมไม่มีส่วนร่วม
ประชาชนนั้นสามารถแยกแยะผิดถูกได้ ไม่ใช่แยกแยะไม่ได้
สิ่งที่นักคอลั่มนิสต์ฝรั่งเขียน นั้นใช่ว่าจะถูกหรือว่าผิดไปทั้งหมด ถ้าหากว่าเห็นว่าสิ่งที่เขาเขียนมาผิด ก็ชี้แจงหรือดีเบตไป
ไม่ใช่ทำแบบนายโคสก ปานิทาน ที่ดันบอกว่า เขาเขียนเพียงด้านเดียวหรือมองเพียงด้านเ้ดียว
เราไม่ได้อยู่บนดาวดวงนี้เพียงชาติเดียวในโลก เรายังต้องมีการคบหาสมาคมกับนานาชาติ ดังนั้นการยืนอยู่บนพื้นฐานความจริงนั้นสำคัญที่สุด เพราะจะทำให้เราทราบว่า เราอยู่ที่ลำดับไหนของโลก ประชาราษฎณมีความสุขดีอยู่ฤาไม่
สาเหตุมันมาจาก
สาเหตุมันมาจาก "กฎหมายเผด็จการ"
ที่ชนชั้นปกครอง"อำนาจนิยม"
มีไว้เพื่อ"ปิดปาก ปิดหู ปิดตา"
และมีไว้เพื่อ"กดหัว"ประชาชน
ผู้อยู่ใต้ปกครอง นั้นเอง
ส่วนเรื่องหมิ่นหรือไม่หมิ่น นั้น
พวก"เจ้าหน้าที่" มันเป็นผู้ต้ดสินเอง
"แยกดิน ให้ห่างไกลจากฟ้า"
คือหน้าที่ของมัน
"ฟ้ายิ่งสูง ดินก็ยิ่งต่ำ"
ขอไว้อาลัยแด่ "เสรีภาพ"ประเทศไทย
เขาดูหมิ่นประมาทบุคคลสำคัญของ
เขาดูหมิ่นประมาทบุคคลสำคัญของเรา ทำไมผู้ทำหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่รัฐถึงได้ละเลย ไม่ทำหน้าที่ปกป้อง
แค่เพียงห้ามนำเข้าประเทศไทย ห้ามคนทั่วไปเข้าถึงเพียงเท่านี้ได้ยังไงกัน?
ทำไมไม่ฟ้องเอาผิดให้ถึงที่สุด เอาให้เป็นตัวอย่างไปเลยสิ ฟ้องชาวโลกให้เขาเห็นเลยว่า พวกสื่อที่ไม่รับผิดชอบจะต้องชดใช้ อาให้เข็ดหลาบไปเลย .....จะได้ไม่ต้องมาไล่ตามปิดตามบล๊อกกันอีก
อย่าให้ใครมาพูดเรื่องไม่จริงอย่างเด็ดขาด
ใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งตอแหลแ
ใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งตอแหลแลนด์สั่งปิดโรงพิมพ์ดิอีโคโนมิสต์ไปเลย แค่นั้นเองก็จบ.!!!!
คนเราต้องร้องทุกข์ให้ถึงที่สุ
คนเราต้องร้องทุกข์ให้ถึงที่สุดก่อน
ก่อนจะรู้ว่า ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็ต้องหาทางร้องหาทางพ้นทุกข์โดยฝากความสำเร็จไว้ที่คนอื่นก่อน
บางทีก้ไม่รู้ว่าต้องเสียค่าโง่หรือเปล่า
ก่อนฉลาดก็โง่ก่อน
....
พึ่งใครไม่ได้หรอก นอกจากตนเอง
แต่พึ่งพระเจ้าอยู่หัวก้เป้นอีกทางหนึ่ง..ถือว่ามาถูกทางแล้ว
อะไรๆก้ต้องดีขึ้น ดีกว่าเก็บความสงสัยไว้ในใจ
ทำอะไรเสียบ้าง
บางครั้ง ก็ ต้องระวัง
บางครั้ง ก็ ต้องระวัง นักเขียนรับจ้างด้วยครับ การยกประเด็นเรื่องกฏหมายหมิ่นมาเป็นบทความบ่อย ๆ น่าสงสัยนะครับ เดี๋ยวนี้มีเรื่องแบบนี้เยอะ คนไทยขายชาตินั่นแหละครับ เป็นแหล่งข้อมูล
ในสมัยก่อน พม่า ก็เคยมีใส้ศึกในราชธานีอยุธยา เมื่อบวกกับความอ่อนแอภายในเราจึงเสียกรุงไป
บางทีผลประโยชน์ของบุคคลก็ทำให้ชาติสั่นคลอนได้ ต้องทำให้ชาติเข็มแข็งไม่ว่า บุคคลภายนอกร่วมมือกับใส้ศึกภายในขายชาติ จะดำเนินการเช่นใด ก็ไม่สามารถล้มชาติไทยได้
ถึงล้มได้ ก็จะมีคนมากู้แน่นอน เชื่อเหอะ
ผู้ใดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ผู้ใดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็สมควรโดนแบบนี้
ที่ประเทศไทยอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะเรามีระบบกษัตริย์
ท่านทรงช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยทุกคน พระราชกรณียกิจท่านก็มากเหลือ
ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องตามประเทศอื่นๆ หรอก
ผู้ใดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ผู้ใดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็สมควรโดนแบบนี้
ที่ประเทศไทยอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะเรามีพระองค์ท่าน
ทรงช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยทุกคน ท่านทรงงานหนักไม่ใช่เพราะใครอื่นใด
แต่พระองค์ทรงทำเพื่อชาวไทยทุกคน ให้เรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องตามประเทศอื่นๆ หรอก ยึดถือธรรมเนียมของไทยเราแต่ดั้งเดิมดีกว่า