สื่อในบริบทความเป็นจริง: ความเป็นอิสระและสำนึก “พลเมือง”
ความเป็นจริงของความขัดแย้งทางการเมืองของบ้านเราที่ปรากฏเด่นชัด คือ มีการประกาศจุดยืนในทางการเมืองอยู่ 3 ฝ่าย
1.ฝ่ายเสื้อเหลือง ไม่เอาทักษิณ ไม่เอาการเมืองเก่า (แต่ไม่ปฏิเสธอำมาตยาธิปไตย?) จะสร้างการเมืองใหม่เป็นการเมืองที่สะอาดโปร่งใส ไร้ทุจริตคอร์รัปชั่น
2.ฝ่ายเสื้อแดง มีทั้งเอาและไม่เอาทักษิณ (แต่น่าจะเอาเป็นส่วนใหญ่?) ไม่เอาอำมาตยาธิปไตย ต้องการประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำกำกับของอำมาตยาธิปไตย ประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาค เป็นธรรม หรือรัฐสวัสดิการ
3.ฝ่ายที่เคยประกาศตัวเป็นกลาง เคยชูคำขวัญ “หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง”
ปรากฏการณ์ความเป็นจริง 3 จุดยืนดังกล่าว ซ้อนอยู่ในความเป็นจริงอื่นๆ ที่เป็นปัญหาอีกมากมาย เช่น การแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ วิกฤต 3 จังหวัดภาคใต้ วิกฤตคุณภาพนักการเมืองทั้งในเชิงจริยธรรมและความสามารถบริหารประเทศ วิกฤตความน่าเชื่อถือของทุกสถาบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐสภา กองทัพ ศาล ศาสน์ กษัตริย์ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย นักวิชาการ
นอกจากนี้เรายังอยู่ในยุคที่ “จินตนาการความเป็นไทย” ที่วางอยู่บนอุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” กำลังถูกท้าทายอย่างเข้มข้น เกิดกระแสการสร้างจินตนาการความเป็นไทยแบบใหม่ที่อยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตยสากล รัฐสวัสดิการ รัฐประชาชาติที่เคารพสิทธิอำนาจในการจัดการกับวิถีชีวิตของตนเองของประชาชนตามความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต ภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ
ในขณะที่ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อีกด้านหนึ่ง คือ เราอยู่ในยุคเศรษฐกิจกระแสโลกาภิวัตน์ที่ความเจริญ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับนานาชาติ อำนาจของทุนข้ามชาติมีบทบาทต่อการตัดสินใจในนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่าความต้องการของประชาชนในชาติเสียอีก
และกลุ่มทุนต่างชาติกับกลุ่มทุนภายในประเทศ กลุ่มนักการเมืองที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ข้าราชการบางส่วนก็ฉ้อฉลชาติโดยที่ประชาชนรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้าร้ายกว่านั้นสงครามระหว่าง “กลุ่นทุนเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” ในประเทศก็ยังคุกรุ่นไม่สิ้นสุด
ในท่ามกลางความเป็นจริงที่ซับซ้อนดังกล่าว “ความเป็นกลาง” ของสื่อมวลชนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง มีบางคนบอกว่าถ้าสื่อมวลชนวางตัวเป็นกลางจะไม่กล้าเสนอความจริงด้านลบของข้างใดๆ เพราะกลัวว่าจะกระทบกระทั่งกับข้างนั้นข้างนี้ ดังนั้น สื่อมวลชนต้องมุ่งเสนอความจริง ต้องไม่ติด “กับดัก” ของ “ความเป็นกลาง”
ในความเข้าใจของผู้เขียน สื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอความจริงอยู่แล้ว การยึดจุดยืนความเป็นกลางไม่ได้หมายความว่าต้องไม่ทำหน้าที่แสวงหาหรือเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง แต่การเป็นกลางต่างหากที่จะทำให้สื่อสามารถแสวงหาและเสนอความจริงทั้งด้านดีด้านร้ายของข้างใดๆ ได้อย่างเป็นอิสระ
ดังนั้น ความหมายสำคัญของ “ความเป็นกลาง” จึงหมายถึง “ความเป็นอิสระ” ไม่ถูกพันธนาการด้วย “อคติ” ของ “ความเป็นข้าง” หรือความเป็นฝักฝ่ายใดๆ เมื่อมีอิสระ สื่อจึงสามารถที่จะแสวงหาและเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง
และสามารถที่จะบอกสังคมตรงๆ ด้วยว่าไม่เห็นด้วยกับด้านที่เป็นข้อเสีย หรือเห็นด้วยกันด้านที่เป็นข้อดีของทุกข้าง รวมทั้งเสนอทางเลือกที่เห็นว่าดีกว่าข้อเสนอของข้างใดๆ ก็ได้อย่างมีเหตุผลเป็นตัวของตัวเอง
ที่ต้องตราไว้เป็นพิเศษคือ สื่อมวลชนต้องยืนอยู่บน “ความถูกต้อง” ที่ว่า “การต่อสู้ใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยจะต้องใช้เหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง” ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงโดยรัฐประหาร โดยม็อบ หรือโดยอำนาจที่ไม่เปิดเผยใดๆ
ดังนั้น ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการเป็นช่องทางให้ประชาชนรู้เท่าทันกลเกมความรุนแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นแล้วจากฝ่ายใดๆ ก็ตาม
นอกจากนี้ ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อ ยังหมายถึง การทำหน้าที่เป็น “เวทีสาธารณะ” เปิดให้กับความเห็นต่างจากทุกฝ่ายได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในประเด็นสาธารณะต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะบทบาทนี้ของสื่อ คือบทบาทส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งรัฐที่รักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยึดมั่นในความเสมอภาคความเป็นธรรมภายใต้กฎหมายเดียวกัน
พลเมืองนั้นต่างจาก ไพร่ ทาส และราษฎร เพราะไพร่ ทาส ไม่มีอิสระเสรี ไม่มีอำนาจในการปกครองตนเอง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้านาย ส่วนราษฎรคือคนที่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ปกครอง ไม่กล้าคิดเอง รอคอยผู้ปกครองที่เก่งกล้าสามารถจะมา “เนรมิต” ความเจริญต่างๆ ให้
แต่ “พลเมือง” (civil) คือ ผู้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และกระตือรือร้นสนใจปัญหาบ้านเมือง ถือเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะมีส่วนร่วมคิดร่วมทำในกิจกรรมทางสังคมการเมืองทั้งปวงที่จะช่วยสร้างสังคมให้เป็นธรรมและผาสุก
โดยถือว่าการทำหน้าที่เช่นนั้นเป็นความรับผิดชอบ เป็นความมีเกียรติ เป็นความสุข หรือเป็นความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐ และหรือสมาชิกแห่งมนุษยชาติ
กล่าวโดยสรุป สื่อที่เป็นกลางและเป็นอิสระจะต้องเข้าใจ “ความเป็นจริงที่ซับซ้อน” มีความรับผิดชอบใน “หน้าที่สื่อความจริงรอบด้าน” สำนึกใน “ความเป็นพลเมือง” ของตนเอง
และสามารถเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นพลเมืองของคนในชาติให้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม การมีส่วนร่วมทางการเมืองบนวิถีทางของการใช้เหตุผล การมีขันติธรรม และการเคารพความเห็นต่างหรือยอมรับความแตกต่างหลากหลายในการอยู่ร่วมกัน












และก็คงจะไม่มี"ใคร"อีกหลายๆคน
และก็คงจะไม่มี"ใคร"อีกหลายๆคน..คงจะไม่ได้เห็น"กำพืด"ชายคนนี้เเน่ๆ..
ชายคนที่เเทบจะพร่ามได้ตลอด๒๕ชม.ว่าผมนั้นรักประชาธิไตย.....จะทำอะไรก็ต้องยึดหลักประชาธิปไตย...
แต่รักประชาธิปไตยอีท่าไหน..ผมก็ไม่รู้....
เพราะดันทะลึ่งไปคบค้าสมาคม.. ถ่ายรูปคู่กะอดีตหัวหน้าคณะรสช.
ขนาดบางคนถึงกะตกอกตกใจ.. เมื่อเห็นภาพนี้...
และถึงบอกออกมาว่า..
"แล้วเราจะไปต่อสู้กะเผด็จการไปทำไม..เพราะในอดีตคนอย่างทักษิณก็ไม่เคยต่อสู้กะเผด็จการ..เพื่อพวกเรา..."
และถ้าใครจะบอกว่า....
ก็เข้าเป็นนักธุรกิจ...ต้องทำมาหากิน..ไม่ว่าใครมีอำนาจในทางการเมือง..เขาก็ต้องทำธุรกิจด้วยทั้งนั้น...
ผมก็จะขอถามว่า...
แล้วคนที่เขาออกไปต่อสู้กะเผด็จการในสมัยนั้น...เขาอิ่มทิพย์กันรึไง..เขาไม่ต้องทำมาหากินหรือ...!???
และบางคนเขาจนยิ่งว่าทักษิณในขนาดนั้นอีก..เขายังออกไปต่อสู้..
แต่ทักษิณรวยขนาดนั้น..
ทักษิณทำอะไรมั่งนอกจาก มัวแต่เอามือ"กุมไข่"เวลาเข้าไปหาเผด็จการเพื่อขอสัปทานโทรคมนาคม..
และพอเวลานั้น..ก็ดันมาอ้างว่าผมรักประชาธิปไตย..ใครจะมาทำลายไม่ได้..
แบบนี้...ไม่อายวีรชนเขาที่เขาต้องตายบนถนนราชดำเนินมั่งรึไง..
ที่เวลาเขาต่อสู้กะเผด็จการแต่ตนเองดันเอามา"กุมไข่"เดินเข้าหาเผด็จการ...
และพอเวลาเขาต่อสู้จนชนะ..
ก็เอาตังที่รวยมาจากสัปทานข้อฉ้อมาซื้อตัวสส.และตั้งพรรค..เพื่อเข้ามาเเสวงหาอำนาจ..
และชอบเอาประชาธิไตย..
"ที่มันไม่เคยต่อสู้และปกป้อง"..
มาเป็นเครื่องมือฝอกตัวเครื่องมือสร้างความรวยให้แก่บรรดาตนเองและคณะ..
เหล่าบริวารทักษิณ
เหล่าบริวารทักษิณ เตรียมจัดแชยิดให้ทักษิณ หญ้าก็ไม่ค่อยมีจะเอาที่ไหนกันละเนี่ย จะให้ช่วยเหลืออะไรมั๊ย จะขนหญ้าไปกองไว้ให้ที่สนามหลวง ช่วยได้แค่นี้แหละเอามั๊ย อะไรจะโง่ได้ขนาดนี้ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าคนไทยยังมีโง่ขนาดนี้เหลืออยู่อีก เพราะมีคนประเภทนี้อยู่เยอะเชียว ประเทศไทยถึงไม่ไปถึงไหน ตายจริงมันโง่ผิดปกติคนธรรมดาไปซะแล้ว เพิ่งเห็นแจ่มแจ้งในความโง่ก็คราวนี้แหละนับถือจริงๆในความดักดานของพวกพี่ท่านทั้งหลาย เอาเลยเชิญตามสบาย
โง่ได้ใจจริงๆ ยอม ยอมแล้วครับ ยอมแพ้จริงๆ
วันเพ็ญ เดือนแปด
วันเพ็ญ เดือนแปด อาสาฬหะ
เป็นวันพระ ยิ่งใหญ่ ชาวไทยผอง
วันปฐมเทศนา พาใจปอง
พระไตรรัตน์ ครบต้อง สามประการ
*แรมหนึ่งค่ำ เดือนแปด เข้าพรรษา
ผู้ใหญ่พา ทำบุญ หนุนลูกหลาน
พระเริ่มจำพรรษา ฟ้าเบิกบาน
จนกว่าผ่าน หน้าฝน พ้นสามเดือน
*วันแห่งการ ทำบุญ หนุนน้ำใจ
ไม่ฟังใคร มุสาพา เลื่อนเปื้อน
แผ่เมตตา พาใจ ไม่กระเทือน
ขอให้เพื่อน ทักษิณ จงพ้นภัย
*แผ่เมตตา ให้กับสื่อ ที่ถือข้าง
สื่อหลงทาง จรรยาบรรณ จนหวั่นไหว
ขอให้คิด กลับตัว และกลับใจ
พ้นทุกข์โศก โรคภัย ทั่วกันเทอญ
"หนุ่ม"เป็นงงชื่อโผล่กลุ่มเสื
"หนุ่ม"เป็นงงชื่อโผล่กลุ่มเสื้อแดง
x-cite ไทยโพส
บันเทิงไทย 8 กรกฎาคม 2552 - 00:00
หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ เป็นงง เมื่อมีรายชื่อโผล่ในกลุ่มเสื้อแดง ขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร "ผมก็ไม่เคยไปยุ่งกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน เสื้ออะไรผมก็ไม่ยุ่ง ผมมีหน้าที่แค่เล่นละครกับเป็นพิธีกร และก็เป็นประชาชนชาวไทยคนหนึ่งเท่านั้น สงสัยเหมือนกันว่ามีชื่อผมตรงนั้นได้ยังไง ในอินเทอร์เน็ตมีการโพสต์โจมตีผมเยอะมาก ว่าสันติสุขดาราตกกระป๋อง อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดงจาบจ้วงสถาบัน หาว่าผมเป็นพวกโน้นพวกนี้ เลยคิดว่าต้องออกมาชี้แจงให้ทราบ
สำหรับเรื่องการเมืองที่ผมยุ่ง มีแค่อย่างเดียวคือการไปเลือกตั้ง นอกจากนี้ไม่เคยไปร่วมอะไรเลยจริงๆ ผมคิดว่าทางกลุ่มที่เอาชื่อผมไปใช้ อาจจะเกิดความผิดพลาดในการลงข่าว ก็ขอให้ออกมาชี้แจงด้วยนะครับว่าผมไม่ได้เกี่ยวกับกลุ่มนั้น ซึ่งปกติตัวผมก็ไม่สนใจเรื่องการเมืองเลย ไม่เคยคิดจะเล่นการเมืองด้วย ดาราเป็นอาชีพนักแสดง เป็นอาชีพต้องอยู่กับมวลชนอยู่แล้ว คุณแสดงละครมีผลงาน มันไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองอยู่แล้ว" หนุ่มกล่าว
..........................................................................................................................................
........ตัวอย่างข่าวแปลก ของสื่อไทย ......ฉบับอื่นๆเสนอข่าว หนุ่ม สันติสุข งงชื่อโผล่ กลุ่มสยามสามัคคี ความจริงกลับตาลปัต หน้ามือเป็นหลังตีนเลย ........แย่งเทียนมาเขียนข่าว ช่วงเข้าพรรษา บาป
ความจริงที่ไร้เสียงที่เพลี่ยง
ความจริงที่ไร้เสียงที่เพลี่ยงพล้ำ
ถูกกระทำอย่างอยุติธรรมนั้นมีมาก
รัฐเมินเฉยสื่อมองผ่านมานานนัก
คือทุกข์หนักคนชายขอบคนกรอบจน
เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง(เหรียญ
เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง(เหรียญทอง)
ทุกสื่อซ้องสรรเสริญเยิรยอยศ
มาตรฐานมหาลัยใครกำหนด
จึงใหญ่ยศยอดเยี่ยมเปี่ยมคะแนน
ครับผมว่ายังมีอีกฝ่ายหนึ่งคือ
ครับผมว่ายังมีอีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่ไม่เอาประชาธิปัตย์หรือระบอบสะตอของไอ้เทพเทือกและเทพมอย ระบอบที่สองมาตรฐาน คือเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้เพื่อน ใครที่ไปสนับสนุนระบอบนี้หรือเข้ากับฝ่ายนี้ก็จะถูกปฏิเสธโดยทันที่ยกตัวอย่างไอ้เนระวินเนระคุณเป็นต้น อย่าลืมว่าในปัจจุบันคนเหนือ คนอีสานได้เปลี่ยนไปมากแล้ว ดูจะคล้ายใต้สะตอเข้าไปทุกที่ จะดีจะชั่วยังไงกูก็เลือกพวกของกูคือประชาธิปัตย์ไว้ก่อน จนมีคนบอกว่าในใต้ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟฟ้าลงยังได้เลย ดูช่วงหลังเหนืออีสานก็จะครือๆกัน ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นจริงประชาธิปัตย์อาจจะสูญพันธุ์ ทั้งในเหนือและอีสาน สถานะการณ์ในอนาคตบ้านเมืองของเราคงจะมีอะไรๆเปลี่ยนไปอีกมากครับผม
ที่จริงแล้วไม่เคยเข้ามาดูเลย
ที่จริงแล้วไม่เคยเข้ามาดูเลย แต่กำลังสับสนกับสิ่งที่ตัวเองเคยคิดว่าถูถอยู่ เผอิญมาเจอบทความนี้เข้า ทำให้มีความคิดว่าคนไทยนี่น่ะโชคร้ายนะ เหมือนถูกบังคับให้เลือกข้าง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วในมโนสำนึกของหลายๆคนก็มีความรักชาติเหมือนๆกัน มันเลยเป็นจุดอ่อนให้ถูกชักจูงให้เลือกข้าง เคยติดตามดูสื่อของอีกฝ่ายมาตลอด แต่ว่าในระยะหลังเริ่มมองเห็นอะไรบางบางที่วางซ่อนอยู่ จนกระทั่งเมื่อได้อ่านบทวิเคราะห์การเมืองที่มุ่งจงใจให้ผู้อ่านเข้าใจ แกนนำพรรครัฐบาลในปัจจุบันในทางที่ผิด เป็นการวิเคราะห์อย่างเลื่อนลอยไร้หลักฐานและเหตูผลสนับสนุน ทำให้เริ่มมองวัตถุประสงค์ ของสื่อดังกล่าวออก แล้วก็เริ่มวิเคราะห์ประมวลเหตุการณ์เป็นขั้นเป็นตอน นับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤตการเมืองเป็นต้นมา จนกระทั่งถึงนาทีนี้ บอกได้เลยว่าว้าเหว่จริงๆ เลยทดลองคลิกเข้ามาดูของฝั่งนี้บ้างได้มาเจอบทความนี้เข้า ก็เลยคิดว่าบางทีการที่เราไม่เคยข้ามมาดูอะไรในฝั่งนี้เลย มันเลยทำให้เราไม่รูเลยว่าฝั่งนี้ก็มีดีเหมือนกัน
***สื่อ
***สื่อ เป็นสื่อของใคร
***สื่อ เป็นสื่อของประชาชน ก็แค่ในอุดมคติ
***สื่อ ยัดเยียดข่าวของฝ่ายตนที่ดีดีให้ประชาชน ตีข่าวดำๆ ให้ฝ่ายตรงข้าม นี่แหละสื่อในปัจจุบันนี้
***สื่อ ที.วี. เดี๋ยวนี้ ทุกช่อง บอกได้เลยว่า ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ประชาธิปไตย ทำเพื่อรับใช้อำนาจเจ้านายที่บงการอู่เบื้องหลัง นักอ่านข่าว นักขียนข่าว ตัดข่าว ก็แค่นกแก้วนกขุนทอง และเครื่องจักรไร้สมอง และความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ใครไม่ทำตามนโยบาย ก็ตกงานเท่านั้น งาน เงิน ทำให้ผู้ทำสื่อ สร้างสื่อ ครอบงำประชาชน ใปในทิศทางที่ตนยึดอำนาจมาแต่ต้น
***สื่อ
***สื่อ เป็นสื่อของใคร
***สื่อ เป็นสื่อของประชาชน ก็แค่ในอุดมคติ
***สื่อ ยัดเยียดข่าวของฝ่ายตนที่ดีดีให้ประชาชน ตีข่าวดำๆ ให้ฝ่ายตรงข้าม นี่แหละสื่อในปัจจุบันนี้
***สื่อ ที.วี. เดี๋ยวนี้ ทุกช่อง บอกได้เลยว่า ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ประชาธิปไตย ทำเพื่อรับใช้อำนาจเจ้านายที่บงการอู่เบื้องหลัง นักอ่านข่าว นักขียนข่าว ตัดข่าว ก็แค่นกแก้วนกขุนทอง และเครื่องจักรไร้สมอง และความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ใครไม่ทำตามนโยบาย ก็ตกงานเท่านั้น งาน เงิน ทำให้ผู้ทำสื่อ สร้างสื่อ ครอบงำประชาชน ใปในทิศทางที่ตนยึดอำนาจมาแต่ต้น
.....
..... สื่อนี่แหละต้นตอแห่งความแตกแยก ฟันธง ......
ใครอยากรู้จัก"สื่อไทย"แบบทะลุ
ใครอยากรู้จัก"สื่อไทย"แบบทะลุถึงกึ๋นส์ชั้นใน.........
ไผเป็นไผ
ใครเป็นใคร
เจ๊งเป็นเจ๊ง
ตายเป็นตาย....ละก็
ขอนิมนต์คลิกเม้าส์ข้ามผนังไฟฝ่าดงไวรัสคอมฯของเฮีย"สาธิตโนบิตะแห่งict" เข้าไปดูให้เห็นกับตาได้ที่ :
http://www.thaienews.blogspot.com
แล้วจะซึ้ง ! ทึ้ง/อึ้ง/เสียวไปถึงไส้ติ่ง !.........................
เอ้า !
ขอนิมนต์....................................
--------------------
FFF
FFF
FFF
FFF