วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 ชั่วโมง 5 นาที ที่ผ่านมา
เสวนาสื่อหลัก V.S. สื่อทางเลือก ชวนพลเมืองทำข่าวเอง
Sat, 2009-06-13 13:23
เสวนาระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวคุ้มครองสิทธิ” ของ สบท. นักข่าวหนังสือพิมพ์อาวุโสสะท้อนสื่อหลักเมินข่าวประชาสังคม การเมือง-สปอนเซอร์ครอบงำสื่อ ‘กรรณิการ์ กิจติเวชกุล’ชวนสื่อพลเมืองสะสมข้อมูลแล้วชิงพื้นที่สื่อหลัก ด้านนักพัฒนาเว็บฟันธงต้องมากกว่าเท่าทันสื่อ แต่ต้องทำสื่อเอง ส่วน ‘บก.โอเพ่นออนไลน์’ ชวนออกจากกรอบความเป็นกลาง แต่ต้องพูดความจริงให้มากที่สุด

เวลา 10.00 น. วันนี้ (13 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของ “การอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวคุ้มครองสิทธิ” เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม” ซึ่งจัดโดย สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ระหว่างวันที่ 12-15 มิ.ย. 52 ที่ดิโอลไรซ์มิล ถ.รามอินทรา 14 มีการเสวนาหัวข้อ ‘สื่อกระแสหลัก V.S. สื่อทางเลือก’ โดย น.ส.แสงจันทร์ สีดำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักพัฒนาระบบจากบริษัทโอเพ่นดรีม (www.opendream.co.th) นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) และบล็อกเกอร์ ‘คนชายขอบ’ (www.fringer.org) และ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ฝ่ายรณรงค์องค์การหมอไร้พรมแดน ดำเนินรายการโดยนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (www.prachatai.com)
นักข่าว ASTV เชื่อสื่อหลักเมินข่าวประชาสังคม-ผู้บริโภค
น.ส.แสงจันทร์ สีดำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน ระบุว่า เท่าที่สังเกตมา จะเห็นว่าข่าวภาคประชาสังคม หรือข่าวเกี่ยวกับผู้บริโภคไม่อยู่ในสายตาสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ หากไม่ใช่นักข่าวด้านสิ่งแวดล้อมหรือนักข่าวที่ดูแลประเด็นภาคประชาชนอยู่ ก็จะฝากให้นักข่าวสายอื่นๆ ทำให้ เช่น นักข่าวสายทำเนียบ ซึ่งติดตามทำข่าวการเมืองเป็นหลักจะไม่รู้ว่าที่มาที่ไป ทีทำให้ประเด็นลุกลามไปถึงหน้าทำเนียบเกิดจากอะไร หลายครั้งจึงเป็นแค่ข่าวย่อย หรือลงถังขยะแทนที่จะลงหนังสือพิมพ์
“การจัดสรรข่าวของกองบรรณาธิการ ในแต่ละวันข่าวที่จำนวนมหาศาล นับร้อยนับพันข่าว จะหยิบเอาข่าวจากใครก็ดูเหมือนว่ามีความเสี่ยงต่อทุกข่าวที่จะถูกทิ้งลงถัง ขยะ การคัดเลือกจะเกิดขึ้นในช่วงเย็น ส่วนใหญ่การเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม จะเชิงพื้นที่ แต่สายสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ประชาชน มักจะอาภัพอับโชค และมักจะถูกเบียดออกเมือถึงเวลาที่ต้องปรับหน้าเพื่อลดต้นทุน”
สื่อหลักอิงการเมือง-โฆษณา ASTV อิงแม่ยก
ทั้งนี้ แสงจันทร์ ได้อธิบายต่อไปว่าประวัติศาสตร์การกำเนิดและวัฒนธรรมของสื่อกระแสหลักไม่ว่า จะเป็นวิทยุโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ สัมพันธ์กับอำนาจการเมืองและธุรกิจในฐานะสปอนเซอร์ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการ ตัดสินใจนำเสนอข่าวของกองบรรณาธิการมากกว่าผู้อ่าน
อย่างไรก็ตาม แสงจันทร์กล่าวว่า สื่อกระแสหลักซึ่งปรับตัวเข้าหาสื่อนิวมีเดียในกรณีของ ASTV ผู้จัดการ ภาคประชาชนเองก็ฉวยใช้สื่อ ASTVผู้จัดการเพื่อต่อสู้ในประเด็นของตนเองได้เช่นกัน โดยระบุว่าในปัจจุบันคนที่สนับสนุนASTVแยกไม่ออกจากแม่ยกพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นบรรดาข่าวจึงเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้สนับสนุน เช่น ข่าวบรรดาโชห่วยค้านห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ หรือ กรณีของเครือข่ายมาบตาพุด ซึ่งถือเป็นกรณีที่ภาคประชาชนประสบความสำเร็จในการใช้ช่องทางสื่อผ่าน ASTVทีวีผู้จัดการ
นักพัฒนาเว็บระบุสื่อใหม่นำวัฒนธรรมสื่อสารใหม่มาด้วย
นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักพัฒนาระบบจากบริษัทโอเพ่นดรีม (www.opendream.co.th) นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีการพูดถึงสื่อใหม่ในแง่ของเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังมีทีสิ่งที่มากกว่านั้น คือ สื่อใหม่นำพาวิธีคิดและกระบวนทัศน์ของวัฒนธรรมการสื่อสารแบบใหม่มาด้วย ไม่ได้มีเพียงแค่ย้ายเนื้อหาที่นำเสนอไปสู่พื้นที่เทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น
แต่วิธีการสื่อสารก็เปลี่ยนไป เช่น มีการโต้ตอบสองทาง มีความเร็วทันเวลา เหล่านี้ทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น เดิมเมื่อมีการจัดงานสัมมนา ผู้สรุปหรือเสนอข่าว อาจนำไปลงในสื่อซึ่งอาจเสนอในข่าวเย็นวันนั้นหรือหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น แต่ปัจจุบัน การรายงานข่าวสามารถทำได้สดเกือบทันเวลา และยังสื่อสารโต้ตอบได้ด้วย ตัวอย่างเช่น มีโปรแกรม ชื่อทวิตเตอร์ (twitter.com) ซึ่งเป็นโปรแกรมส่งข้อความสั้น และสามารถส่งได้ผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งหากมีคนอยู่ในงานเสวนาแล้วพิมพ์ข้อความสั้นเกี่ยวกับประเด็นของงานเสวนา ขึ้น ก็เปิดช่องให้คนที่อยู่ต่างพื้นที่ได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้น และอาจจะส่งข้อความโต้ตอบ หรือฝากคำถามมายังวงเสวนานั้นๆ ปรากฏการณ์นี้ทำให้เรื่อง "สถานที่" ลดความสำคัญลงไป เพราะคนที่อยู่ต่างที่กันก็สามารถมีส่วนร่วมในงานได้
มากกว่าเท่าทันสื่อ แต่พลเมืองต้องเขียนสื่อได้
นายอาทิตย์กล่าวว่า เรามักพูดกันเรื่อง "เท่าทันสื่อ" ซึ่งเป็นคำที่มาจากคำว่า "Media Literacy" ซึ่งแปลตรงตัวว่า การอ่านออกเขียนได้ ซึ่งความหมายของมันมากกว่าเพียงแค่การเท่าทันสื่อ ไม่ใช่แค่อ่านได้ แต่ต้องเขียนสื่อได้ด้วย ซึ่งลักษณะของข่าวพลเมืองนี้เอง ที่เป็นเรื่อง "เขียนสื่อได้" เพราะพลเมืองไม่ใช่ผู้รับอีกต่อไปแล้ว พลเมืองสามารถเขียนสื่อได้
นอกจากนี้ ยังมีการพูดกันมากเรื่อง "สื่อเลือกข้าง" คือที่ผ่านมาเรามักพูดกันว่า แม้แต่ละคนจะมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน แม้ใจเลือกข้างแต่ก็ต้องพยายามทำให้เป็นกลาง พยายามไม่อคติ และพยายามจะบอกว่าตัวเองเป็นแบบนั้น สื่อมวลชนมักถูกบอกว่า ให้พยายามมองเหตุการณ์แบบถอยห่างออกมา เพื่อจะได้ไม่จมกับประเด็น แต่ลักษณะของสื่อพลเมืองอาจจะต่างออกไปได้ เพราะในตัวของพลเมืองเขาก็มีส่วนร่วมอยู่ในการสังเกตสถานการณ์อยู่แล้ว เขาอาจจะไม่ได้ปิดบังว่าเขามีอคติ แต่ความมีอคติของเขานั่นล่ะที่ทำให้เรื่องนั้นน่าสนใจ และเมื่ออคติของแต่ละคนมันโผล่ขึ้นมา คุณเปิดเผยตัวคุณออกมา มันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยน สุดท้ายเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีและเครื่องมือ แต่เทคโนโลยีนำไปสู่การเปิดพื้นที่ให้ได้พูด แล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไป
บก.โอเพ่นออนไลน์ ชวน ‘สื่อพลเมือง’ ออกจากกรอบ
ด้าน น.ส.สฤณี อาชวานันนทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) และบล็อกเกอร์ ‘คนชายขอบ’ (www.fringer.org) กล่าวถึงการทำงานในฐานะสื่อภาคพลเมืองว่า ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสื่อพลเมืองก็คือความน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องไปติดกรอบกับความเป็นกลางหรือเลือกข้าง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือความจริง ความที่น่าเชื่อถือ ก็คือ พยายามให้ความจริงพูดได้มากที่สุด
“เราไม่ควรไปตั้งเป้าว่าต้องมีความเป็นมืออาชีพ ภาษาดี ไม่ผิดเลย แต่สิ่งที่เราทำได้และเป็นประโยชน์ก็คือเทคโนโลยี ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง”
ชูสื่ออินเตอร์เน็ต ทำให้ ‘ข่าว’ ไม่หมดอายุ
สฤณีกล่าวว่าจุดแข็งของสื่ออินเตอร์เน็ตในฐานะสื่อใหม่ก็คือ ความไม่เก่า ไม่หมดอายุ “อินเตอร์เน็ต ข่าวทึกข่าวเป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเดือนที่แล้วหรือข่าวเมื่อสามนาทีที่แล้วจะมีโอกาสที่เท่าๆ กันให้คนรับรู้ ก็อยู่ที่วินัย ความตั้งใจของเราที่เก็บข้อมูล
สื่อพลเมืองไม่ควรจะคิดเรื่องเป็นนักข่าวมืออาชีพ และไม่ควรคิดมากเรื่องเลือกข้างตราบเท่าที่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริง กับความเห็น ในส่วนตัวเวลาเขียนบล็อกก็พยายามที่จะแยกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และอะไรทีเป็นความเห็น และเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทำเป็นข้อเท็จจริง ก็จะปรากฏ และอินเตอร์เน็ตก็จะทำให้ข้อเท็จจริงไม่มีวันตาย” สฤณีกล่าวในที่สุด
‘กรรณิการ์ กิจติเวชกุล’ ชวนสื่อพลเมืองสะสมข้อมูลผลักประเด็นสู่สื่อกระแสหลัก
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ฝ่ายรณรงค์องค์การหมอไร้พรมแดน กล่าวตัวอย่างของการทำงานผลักดันประเด็นสังคมกับสื่อ โดยเริ่มจากการยกตัวอย่างประเด็นเอฟทีเอ ซึ่งมีทั้งเรื่องสิทธิบัตรและการเข้าถึงยา ประเด็นเหล่านี้อาจมีพื้นที่ข่าวในส่วนต่างๆ ของหนังสือพิมพ์ได้ เช่น ทั้งข่าวหน้าแรก หน้าเศรษฐกิจ และหน้าสาธารณสุข
แต่กับบางเรื่องการสื่อสารกับสื่อมวลชนอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สมมติเช่นหากต้องเสนอประเด็นสิทธิผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม การทำข่าวของนักข่าวเรื่องนี้อาจจะไปกระทบกับค่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นผู้ สนับสนุนของหนังสือพิมพ์ที่นักข่าวสังกัดอยู่ ดังนั้น ความหวังจึงอาจจะอยู่ที่สื่อพลเมือง ที่ต้องสะสมข้อมูล และที่สุดแล้วประเด็นนั้นอาจได้รับการพัฒนาไปสู่สื่อกระแสหลักได้
น.ส.กรรณิการ์กล่าวว่า การทำงานแบบนักข่าวพลเมือง เช่น การทำบล็อก อย่าหวั่นไหวที่ยอดจำนวนของคนอ่านที่อาจจะไม่สูงเท่ากับสื่อกระแสหลัก เพราะโลกออนไลน์มีความพิเศษตรงที่การเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน เช่นเมื่อเราเขียนบล็อก ก็อาจมีผู้อื่นนำไปอ้างถึงและทำให้ประเด็นนั้นๆ เป็นที่รับรู้ในที่สุด












เห็นด้วยกับสฤนี
เห็นด้วยกับสฤนี สื่อไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง สื่อมีสิทธิเลือกข้างได้ แต่ต้องแสดงจุดยืนของสื่อให้ผู้บริโภคทราบอย่างเปิดเผย แจ้งความสัมพันธ์,ผลประโยชน์ที่ตนมีกับข่าว(ถ้ามี)
เห็นด้วยที่ต้องแยกเนื้อข่าว ออกจากความเห็นอย่างชัดเจน เนื้อข่าวต้องรอบด้าน เสนอมุมมองต่อข่าวให้กว้างขวามที่สุด แต่สามารถใส่ความเห็นความรู้สึกส่วนตัวใด้ในความเห็นต่อข่าว
สงสัยอย่างเดียว ว่ามีนักข่าวบ้านเรากี่คนที่ทำได้อย่างนี้
ดังนั้น ผมจึงรับได้กับสื่อเอียงกระเท่เร่อย่างASTV/Manager แม้ว่าโดยส่วนตัวจะมีความเห็นตรงข้ามกับค่ายนี้เกือบทั้งหมด ขณะเดียวกันผมรับไม่ได้กับสื่อดัดจริตจอมปลอม ที่ชอบแสร้งทำเป็นกลาง รักความเป็นธรรม สายลม แสงแดด แต่พฤติกรรมกับเอียงข้างกระเท่เร่ คงคิดว่าผู้บริโภคข่าวอย่างผมโง่เหมือนควาย รู้ไม่ทันเขา สื่อแบบนี้มีให้เห็นเกลื่อนไป คงไม่ต้องให้เอ่ยชื่อ
สื่อจะเลือกข้างไม่มีใครเขาตำห
สื่อจะเลือกข้างไม่มีใครเขาตำหนิหรอก เพราะสื่อก็คือคน แต่เนื้อหาของข่าวที่นำมาลง ต้องเที่ยงตรงตามความเป็นจริง สำหรับบทความผู้เขียนจะเชียร์ฝ่ายไหนก็เป็นเรื่องของท่าน เพราะเป็นความเห็นของผู้เขียนที่นำเสนอมาพร้อมบทความ เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลครับ แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าประเทศไทยในขณะนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมันมีอีแอบตัวเอ้ คอยกำกับอยู่เบื้องหลัง เขียนไม่ถูกใจเดี๋ยวโดนเป่า ดูสนธิเป็นตัวอย่าง โดนราชบุตรเอ็ม 16 เข้าหน่อยหงอยเลยนะ สื่อก็เลยต้องยกย่องชื่นชมกันใหญ่เลย เลยไม่สามารถสือออกมาตามความเป็นจริงได้ นี่แหละคือตัวปัญหาของสังคมไทย แต่ก็เห็นใจนะว่าสือต้องทำมาหากิน ถ้าโดนปิดโรงพิมพ์มันก็จะเดือดร้อนกันไปหมด การแสดงความเห็นก็ต้องระวังพลาดเป็นโดน แม่งอะไรกันนักกันหนาว่ะ มันอัดอั้นนะโว้ย ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอะไรที่มันข้องใจลึกๆ มีปากก็เหมือนมีตูดพูดไม่ได้ จบ เบื่ออิบอ๋าย
Absolute truth นั้น
Absolute truth นั้น ไม่มีจริง
ความจริงสำหรับบุคคลหนึ่งเป็นอย่างไรย่อม relativeมายาคติของบุคคลนั้น
ทั้งตัวผู้ให้และผู้รับสื่อ
ดังนั้น ASTV หรือ D station เขาก็เสนอข่าวที่เป็น truth ตามมายาคติของเขา
จบข่าว
ไม่เป็นกลางก็ไม่ฟังอย่างรอบด้
ไม่เป็นกลางก็ไม่ฟังอย่างรอบด้าน
ไม่เป็นกลางก็ไม่ค้านการเลือกข้าง
ไม่เป็นกลางก็ไม่เด่นในเส้นทาง-
ของสื่อสร้างเวทีเสรีชน
เพราะเป็นกลางจึงเป็นจริงทุกสิ่งสะท้อน
กลางไม่ทอนความจริงอย่าสับสน
กลางคือจรรยาบรรณสื่อมวลชน
คือฐานค้นชนทุกข้างสร้างความจริง
ก็ถ้าบางคนหรือบางกลุ่มเขาจะเล
ก็ถ้าบางคนหรือบางกลุ่มเขาจะเลือกข้างจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นสิทธิของเขา ส่วนเรื่องมายาคตินั้น ก็มีกันทุกวงสังคมแหละ ไม่เฉพาะเจาะจงแค่ในวงการสื่อหรอก ในวงการศาสนาก็ยังมีเลย
*สื่อเลือกข้าง เอียงข้าง
*สื่อเลือกข้าง เอียงข้าง หรือเข้าข้าง
ล้วนอวดอ้าง ความจริง เป็นสิ่งใหญ่
เป็นความจริง เลือกข้าง อย่างตั้งใจ
เน้นการใช้ วาทกรรม นำความจริง
*สื่อเลือกข้าง เอียงข้าง ล้วนเข้าข้าง
คอยถือหาง เจ้าของข้าง เป็นอย่างยิ่ง
กระบอกเสียง โฆษณา มากล่อมลิง
เล่าความจริง ด้านเดียว เที่ยวตอกย้ำ
*สื่อเลือกข้าง เอียงข้าง ข่มอีกข้าง
คอยถากถาง คนต่างฝ่าย ให้ตกต่ำ
พฤติกรรม ทำลาย ใฝ่กระทำ
คอยตอกย้ำ ทิ่มแทง ยุแยงร้าย
*หากยอมรับ สื่อเลือกข้าง เป็นอย่างดี
ต้องให้มี สื่ออีกข้าง ต่างความหมาย
มีสื่อเหลือง สื่อแดง ไม่แฝงกาย
ให้หลากหลาย ได้เลือก ตามรสนิยม
*ขออย่างเดียว รัฐคุม สื่อต้องมือดี
อย่าได้มี สองมาตรฐาน พาลขื่นขม
อย่าปิดกั้น ความคิด ลิขิตคม
เขาจะชม หรือยกย่อง อย่าปิดกัน
*ต้องให้สิทธิ์ เสรี ที่จะคิด
อย่าเที่ยวปิด เที่ยวบล็อก ล๊อคทำหมัน
ให้คนไทย ทั่วหล้า ฟ้าเดียวกัน
สื่อสัมพันธ์ เท่าเทียม เปี่ยมรอบรู้
(ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นที่ยัง
(ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นที่ยังอยากให้ประชาชนมีสื่อทางเลือก และขอบคุณ "ประชาไท" ที่ให้โอกาส) กว่า 60 ปีก่อนหน้า "ทักษิณ" เป็นนายก ประเทศไทยเศรษฐกิจมืดมน การปกครองก็เป็นประชาธิปไตยแบบไร้ศักดิ์ศรี เพราะตัวแทนของประชาชนยังอยู่ใต้ระบอบ"อำมาตยาธิปไตย" เพราะมี "หัวหน้อำมาตย์" คอยขี้นิ้วชี้นำบ่งการ "อำนาจรัฐ" ที่มาจากประชาชน เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และการปกครอง ต้องเป็นไปตามที่ "หัวหน้าอำมาตย์" ต้องการ ประชาชนชาวรากหญ้ายากจน ข้นแค้น ลำบากกายใจ และไร้อนาคตทางด้านการศึกษา และนั้นก็คือสิ่งที่ "อำมาตย์" ต้องการ เพื่อง่ายแก่การปกครอง (อำมาตย์ คือ ข้าราชการอาวุโส ทหารชั้นผู้ใหญ่ และองคมนตรี นั้นเอง) 11 ตุลาคม 2540 ฟ้าเริ่มเปิดแสงสว่างเริ่มส่องแสง ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยและประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา (เป็นคณูประการของ"พรรคชาติไทย" ที่ถูกยุบไปแล้ว เป็นแกนนำในการผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จนสำเร็จ ส่วน "ประชาธิปัตย์" ก็ลอยชายและรอรับผลอย่างเดียวตามฟอร์ม "บรรหาร" จึงมีค่าทางประชาธิปไตยกว่า "ชวน" หลายพันเท่าครับพี่น้อง) 14 กรกฎาคม 2544 "ว่าที่นายก" ที่ประชาชนนิยมมากที่สุดของประเทศกำลังจะก่อเกิด เพราะ"ทักษิณ" เห็นว่าฟ้าเปิด ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ น่าจะไม่อยู่ภายใต้ "ระบอบอำมาตยาธิปไตย์" แล้ว จึงได้ลงเล่นการเมื่องและตั้งพรรคการเมืองชื่อ "ไทยรักไทย" ลงสมัคร ส.ส.เข้ามาตามระบอบประชาธิปไตย ไม่เหมือน "หัวหน้าอำมาตย์" บางคนที่อยากเป็นใหญ่แต่รังเกลียดการเลือกตั้ง 9 กุมภาพันธ์ 2544 นายกที่มีคนนิยมมากที่สุดได้เกิดขึ้น "ทักษิณ" ได้เป็นนายกรัฐมนสมัยที่ 1 ตามคาดหมายของเซียนการเมืองในขณะนั้น ประเทศไทยและประชาชนไทย จากที่เคย ยากจน ข้นแค้น ลำบากกายใจ และไร้อนาคต เริ่มจะลืมตาอ้าปาก มีอยู่มีกิน มีความหวัง ประเทศไทยจากที่เคยมีอิทธิพลเถือนครองเมือง ยาเสพติด ของเถือน ความจน ได้หายไป ประเทศที่เคยเป็นหนี้ IMF เป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ล้านบาทก็ใช้หนี้หมดในสมัย "ทักษิณ" นี้เอง เศรษฐกิจดี ชาวรากหญ้ามีอยู่มีกิน ประชาชนเริ่มปากได้ไอดัง ชาวรากหญ้าเริ่มมีปากมีเสียง "หัวหน้าอำมาตย์" เริ่มไม่พอใจ "ทักษิณ" ชำเรืองมองหาวิธีการที่จะล้มล้างและขจัด "ทักษิณ" ให้พ้นเส้นทางอำนาจ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ความแค้นของ "หัวหน้าอำมาตย์" เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ประชาชนไทยมีความสุขดื่มดำกับ "ประชาธิปไตยกินได้" ที่ "ทักษิณ"มอบให้ รัฐบาล "คิดไวทำไว กล้าได้กล้าเสีย พูดจริงทำจริง ทำตามนโยบายทุกอย่างที่เคยหาเสียงไว้" นี่คือรัฐบาลและนักการเมืองที่คนไทยและชาวรากหญ้ารอคอยมากว่า 60 ปีในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคนรากหญ้าได้เห็นคุณค่าของคะแนน 1 คะแนนเสียงของตนเองทีเลือก ส.ส.ไทยรักไทย ไปนั้นนั้นไม่สูญเปล่าเหมือนแต่ก่อนมา มีอยู่มีกินมีใช้ ชีวิตดีขึ้นตลอด 4 ปีที่ "ทักษิณ"เป็นนายก 6 กุมภาพันธ์ 2548 ชาวรากหญ้าจึงได้มอบคะแนนเสียงให้ "ทักษิณ" เป็นนายกสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนแบบถล่มถลาย 19 ล้านคะแนนเสียงการันตี ด้วยจำนวน ส.ส.ถึง 376 ที่นั่ง พรรคฝ่ายค้าน "ประชาธิปัตย์" แทบกระอักเลือด ลงทุนลงแรงโจมตีเข้าแทบตายได้มา 96 ที่นั่ง ด้วยความรักที่ประชาชนมอบให้"ทักษิณ" อย่าว่าแต่ "ประชาธิปัตย์" เลยที่กระอักเลือด แม้แต่ "หัวหน้าอำมาตย์" ก็แทบจะกัดลิ้นตายด้วยความแค้นยิ่งนัก ข้าฯ อยู่มาตั้งนานนมประชาชนยังไม่นิยมเท่าเองที่บริหารมาแค่ 4 ปี ใครจะมายิ่งใหญ่เกินข้าฯ ไม่ได้ นอกจาก "ในหลวง ราชินี และรัชทายาท" เท่านั้น "หัวหน้าอำมาตย์" จึงได้เรียก "ลิ้ม" ที่เกลียด "ทักษิณ" ยิ่งกว่าขี้ มาเป็นแนวร่วม "ขจัดทักษิณ" เพราะเห็นว่า"ลิ้ม" มีวาทะศิลป็ในการปลุกระดมมวลชนดี ส่วนลูกสมุนอื่น ๆ เช่น ขุนศึก ตุลาเกิน นักวิชาการขายตัว สื่อไร้บ่อน้ำแห่งจรรยาบรรณ และพวกปัญญาชนหางเครื่องทั้งหายนั้นไม่มีปัญหา เพราะมันอยู่ใต้อำนาจ "อำมาตย์"อยู่แล้วแต่เดิม 19 กันยายน 2549 ได้เวลา "เช็คบิลทักษิณ" "ลิ้ม" ปฎิบัติการก่อม๊อบข้างถนนตามแผน เป็นผลอย่างน่าพอใจ เพราะมวลชน"สาวกเหลือง" เพิ่มมากขึ้น เพราะมี "นักซิชาเกิน" และ "สื่อไร้จรรยาบรรณ" เลือกเข้าข้าง"ลิ้มเหลือง" แบบไร้สำนึกในระบอบประชาธิปไตย และแล้วเหตุการณ์ก็สุกงอม "บัง" ลูกสมุน "อำมาตย์" นำกำลังทหารและอาวุธครบมือออกมายึดอำนาจ "ทักษิณ" ฉีกรัฐธรรมนูญปี 40 ฉบับประชาชนทิ้ง และปล้นอำนาจประชาชนไปเป็นผลสำเร็จ "หัวหน้าอำมาตย์" ยิ้มย่องผ่องใสพอใจในผลงานของลูกสมุน ตบรางวัลให้กับทุกคน เป็นนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี/คตส./สว./กรรมการบอร์ด และเป็นอะไรต่าง ๆ มากมาย ตามความเหมาะ ไม่เว้นแม้แต่ "หัวหน้า"สมาคมสื่อไร้จรรยาบรรณ ก็ได้รับการตบรางวัลพร้อมกันทั้ง 3 คน 3 สมาคม (นี่คือสื่อในระบอบประชาธิปไตยแต่ก้มหัวให้"เผด็จการทหาร"คงคิดว่าประชาชนไม่รู้ทัน เขาจึงได้ตั้งฉายาให้ว่า "สื่อเห้..") 12-14 เมษายน 2552 ประชาชน "คนเสื้อแดง" มาเรียกร้องเอาประชาธิปไตย เรียกร้องเอารัฐธรรมนูญฉบับประชา เรียกร้องให้"อำมาตย์"บางคนปฏิบัติตัวตามรัฐธรรมนูญกำหนด คือการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ถ้าปฎิบัติตัวไม่ได้ก็ให้ลาออกไป เรียกร้องให้รัฐบาลโจร (เพราะรับของโจร) คืนอำนาจให้ประชาชน แต่"หัวหน้าอำมาตย์" และลูกสมุนทั้งหลายไม่ยินยอม จึงสั่งให้ "ขุนศึก" นำกำลังทหารและอาวุธครบมือออกมา กวาดล้างและกราดยิง M.16 ในแนวราบใส่ประชาชน จนได้รับบาดเจ็บและล้มตาย กันหลายคน "แกนนำคนเสื้อแดง" เห็นว่าถ้าขืนสู้ต่อไป ประชาชนคงต้องบาดเจ็บล้มตายมากว่านี้แน่ เพราะทรราชพวกนี้มัน "อำมหิต"เกินมนุษย์ จึงได้สั่งสลายการชุมนุม ทั้งที่"คนเสื้อแดง" ส่วนมากอยากสู่ต่อ "บาดแผลทางกาย" ใส่ยาและกรักษาเดี๋ยวเดียวก็หาย แต่ "บาดแผลทางจิตใจ" มันปวดและร้าวลึกยิ่งนัก เก็บความขมขื่นเดินก้มหน้ากลับบ้านมือเปล่า ได้แต่ปลอบใจตัวเองไปตามทางว่า "ถอยหนึ่งก้าว ใช่ว่าเรา จะพ่ายแพ้ ยังแน่วแน่ สู้ใหม่ ด้วยใจหวัง เราเสื้อแดง รวมใจ รวมพลัง ต้องสมหวัง เข้าสักวัน ฝันเป็นจริง" 27 มิถุนายน 2552 วันทวงคืนความเป็นธรรมของคนเสื้อแดง ด้วยแผลกายหายไปเกือบหมด แผลใจพอทุเลา แต่ด้วย"หัวใจรักประชาธิปไตย" "รักความเป็นธรรม" ยังต้องเดินหน้าต่อสู้เรียกร้องกันต่อไป ผลจะเป็นประการใดนั้นคือเรื่องของอนาคต แต่จะประกาศให้ฟ้าดินได้รู้ว่า ข้าฯ "คนเสื้อแดง" ผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม "ยังมีกำลังใจ" และเข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว
"ไปสัมภาษณ์ทำไมนายทักษิณ ปิดพ
"ไปสัมภาษณ์ทำไมนายทักษิณ
ปิดพื้นที่สื่อสิ้นมันสิ้นฤทธิ์"
นี่คือคาถาอาญาสิทธิ์
คือกรอบคิดสื่อเลือกข้างพรางลับลวง
ปิดปากเสียงฝ่ายตรงข้ามห้ามเสนอ
รอทีเผลอยึดสื่อรัฐถนัดหน่วง
แล้วตัดตอนความจริงสร้างสิ่งลวง
สร้างภาพกลวงความเชื่อถือแก่สื่อเอง
หากไม่เหลือความเป็นกลางเป็นทางสื่อ
ความน่าเชื่อถือก็โหวงเหวง
ชงกันเองกินกันเองอร่อยกันเอง
แล้วตะเบงด่าอีกข้างสร้างมายา
ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบไหนอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบไหนอย่างไร
ก็คงจะไร้ซึ่งความหมายแห่งการดำรง
หากสื่อนั้นยังคงอยู่ยั้งยืนยง
กับคุณธรรมจอมปลอม
เลือกข้างปชป.เลือกเพราะไม่เคย
เลือกข้างปชป.เลือกเพราะไม่เคยทำงานเป็นแต่ฝ่ายค้านตลอดชีพทำงานบริหารไม่เป็นมวยหลงทางเก่งแต่ปากพูดแม่มันให้คนอื่นเสียหายภูมิใจมากรัฐบาลปากเสียตั้งแต่หัวจรวดปลายเท้า
สื่อเลือกข้างไม่แปลก
สื่อเลือกข้างไม่แปลก
แปลกตรงที่ แทนที่ควรนำเสนอข่าวสารที่เป็นจริง ในแง่ของทัศนะของตนและไม่โจมตีฝ่ายตรงข้าม กลับไม่ทำ
ฉนั้น สื่อ ควรนำเสนอในแง่มุมที่ตนเองคิดว่า ใช่ แต่ขอความจริง คุณจะอยู่ฝ่ายไหน ไม่สำคัญ ตราบใดคุณยังให้เกียรติและเคารพในจรรยาบรรณของสื่อเอง อย่าบิดเบือน ใส่ร้าย เป็นพอ
และที่สำคัญ ควรเลิกทัศนคติที่ว่า ข่าวดีขายไม่ได้ ข่าวร้ายสิขายดี
สื่อทุกวันนี้มีแต่ข่าวห่อเหี่ยวใจ โหดร้าย และไร้สาระ ไม่ต้องอะไร แค่ลูกหมีตัวเดียว พ่อเล่นข่าวมา 2 อาทิตย์ ตลกไหมสื่อไทย
ผมเป็นคนหนึ่งที่เลือกเสพสื่อ อ่านบางคอลัมภ์บางรายการที่คิดว่า ประเทืองปัญญา มีสาระ ซึ่งหาได้ยากมากใน นสพ หรือ ทีวี (สื่อทางทีวี ไม่เปิดดูมา 5 ปีแล้ว)
สื่อเป็นช่องทางหนึ่ง ในการที่ประชาชนได้รับรู้ และแสดงวุฒิภาวะในทางความคิด และความรู้ ในที่นี้ไม่ใช่แค่ สื่อทาง นสพ หรือ ทีวี
ดังนั้นสื่อควรมีความรับชอบต่อสิ่งนี้ด้วย
การดูคุณภาพของประชาชน ดูได้จากคุณภาพสื่อเช่นกัน ถ้าสื่อดี คุณภาพของประชาชนก็จะดี ทั้งในแง่ความคิด อุดมคติ และปัญญา
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณสามารถรู้ เห็น และจับต้องได้ในเวลานี้
ไม่เห็นข่าวเสื้อแดงเลย
ไม่เห็นข่าวเสื้อแดงเลย ลือตกสื่อ
ตาบอด สอดตาเห็น
ตาบอด สอดตาเห็น
ไม่มีสื่อสื่อซึ่งสิ่งควรสื่อ
ไม่มีสื่อสื่อซึ่งสิ่งควรสื่อ
หากมากสื่อสื่อสร้างสิ่งอยากรู้
ไม่มีสื่อเสรีที่มีดู
เพราะสื่ออยู่รอดได้มีนายทุน
มีทุนมีอำนาจคาดครอบ
มีกรอบกันกระทบผู้อุดหนุน
ทุกเสี้ยววินาทีมีต้นทุน
ที่ต้องลุ้นกำไรให้ "พอเพียง"
สื่อเอหน้า พยายามเสนอข่าว รบ.
สื่อเอหน้า พยายามเสนอข่าว รบ. อย่างเดียว ไม่เห็นทำประโยชน์อะไร ประชาชนจะแย่อยู่แล้ว
เดินทางไปต่างประเทศได้ตลอดเวลา แต่ประชาชนเป็นอย่างไร ไม่สนใจ ไม่รับรู้ นายกอย่างนี้ ใครก็เป็นได้
คนเสื้อแดงจงเจริญกลับมามีอำนา
คนเสื้อแดงจงเจริญกลับมามีอำนาจอีกครั้งและจงทำลายสื่อเทียมให้หมดจากเมืองไทยด้วย เห็นหรือยังรัฐบาลที่สื่อชื่นชอบเป็นไงไม่แทรกแซงสื่อเลยทำงานดีทุกอย่างมีอิสระเสรีทุกอย่างบ้านเมืองเจริญดีค้าคล่องเงินทองหาง่ายอุดมสมบรูณ์ทุกหนแห่งเก่งยังเลยรัฐบาลปชป.เก่งสมใจอมาตย์เลยทำอะไรถูกใจไปหมดกู้เป็นอย่างเดียวหาเงินไม่เป็นมีแต่สร้างหนี้ให้ชาวบ้านรับผิดชอบแดกกันเข้าไปพรรคกองทัพหนุนหลังอุ้มให้ถึงที่สุดนะอย่าปล่อยตกลงมาละกำลังหาเงินให้ใช้เพื่อตอบแทนคุณกองทัพ
...ปั้นหน้าหล่อ ก่อหนี้พอก
...ปั้นหน้าหล่อ ก่อหนี้พอก หลอกชาวบ้าน ผลาญเงินหลวง หวงอำนาจ มาดผู้ดี ที่แท้ก็....โจรปล้นชาติ..งัยครับ !!
...๒๗ มิ.ย.๕๒
...๒๗ มิ.ย.๕๒ จะไปดูให้เห็นกะตาว่า ที่สนามหลวงจะมีเสื้อแดงมากขนาดไหน จะพกกล้องคล้องคนที่บ้าน..ดูให้เห็นแดงเห็นดำไปเลยว่า ความจริงเป็นอย่างไร เพราะในชีวิต ไม่เคยร่วมการชุมนุมใดๆทั้งสิ้น จะพึ่งสื่อในยุคนี้..ก็เชื่อถือไม่ได้ สลัดคราบเครื่องแบบ ท.ทหาร กับคนที่บ้านเป็นครูสอนเด็ก หนีลูกชายเรียน ป.เอก กับลูกสาวที่เป็นนายทหารพยาบาล ไปร่วมงานแน่นอน...
เรียน คุณน้องเจ
เรียน คุณน้องเจ
คุณเป็นคนที่แปลกที่สุดเท่าที่ผมเห็นในการแสดงความคิดเห็น ถ้าจะกรุณาผมว่าอย่า Post ข้อความแบบนี้จะขอบคุณมาก เพราะเป็นการบอกให้ท่านอื่นๆ ทราบว่าข้อความที่คุณ Post เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขากำลังให้ความเห็นกัน ผมไม่มั่นใจว่าข้อความของคุณยังสับสนขนาดนี้แล้วเรื่องอื่น ๆ ที่คุณพยายามสื่อจะสับสนขนาดไหน ช่วย ๆ กันหน่อยนะครับ
ผมคิดว่าเราอยู่ในระบบที่บรรพบ
ผมคิดว่าเราอยู่ในระบบที่บรรพบุรุษสื่อของเราต่อสู้ให้ได้มา เป็นความอิสระที่จะแสดงความถูกต้องชอบธรรมให้กับสังคมได้เห็น การแสดงความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมาไม่เลือกข้างจนวันหนึ่งเราก็ได้สิทธิเหล่านั้นมาและประกาศตัวได้อย่างสง่างามว่า เราคือฐานันดรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ แม่แต่เงินทองของบาดตาบาดใจ
แต่บัดนี้ลูกหลานของสื่อที่กำลังโลดแล่นอยู่บนหน้าข่าวสาร กำลังทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษสื่อสร้างมา โดยการเลือกข้างวันนี้ ถ้าท่านเลือกข้างถูก ท่านก็จะโชติช่วงต่อไปได้ แต่วันหนึ่งถ้าท่านเลือกข้างผิด แล้วผลอะไรจะเกิดขึ้นกับสิ่งที่บรรพบุรุษสื่อสร้างมา ท่านรับผิดชอบได้หรือ? ผลก็คือเราอาจจะถูกห้ามทำข่าวที่เรารัก หรือผลอื่น ๆ อีกมากมายจากผู้มีอำนาจ หรืออาจจะถึงขั้นการสั่งปิดโรงพิมพ์ ปิดช่องทางสือสารกับประชาชน เพื่อนสื่อที่ทำงานอย่างถูกต้องจะต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ ถูกชะตากรรมเหมือนในอดีต ท่านยังรับผิดชอบได้หรือ? ครับ
เมื่อก่อนนี้ผมเคยเชื่อว่าคนเม
เมื่อก่อนนี้ผมเคยเชื่อว่าคนเมืองกรุงมีสติปัญญามากว่าคนในชนบทเพราะอยู่ใกล้ชิดสื่อใกล้กับบุคคลสำคัญเชื่อว่านักเรียนนอกจบปริญญาเป็นด๊อกเตอร์มีความรู้ความประพฤติดีกว่าคนในชนบทแต่เท่าที่สังเกตมาหลายสิบปีความเชื่อเหล่านั้นก็เปลี่ยนไปคือไม่ว่าจะเป็นคนบ้านนอกหรือในเมืองเรียนสูงหรือต่ำไม่สำคัญเพราะเรียสูงเสียเปล่าแต่สมองกลวงแต่คนบ้านนอกบางคนกลับมีสติปัญญาความประพฤติดีน่าเคารพนับถือมีอยู่มากมายดังนั้นอยากขอเตือนบางท่านที่นิยมอย่างความเชื่อครั้งแรกของผมนั้นกลับใจคิดเสียใหม่อย่าหลงว่าคนเรียนสูงมีความน่าเชื่อถือพูดดีแต่ใจร้ายที่สุดพูดอย่างแต่ไปทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดคนพวกนี้เชื่อถือไม่ได้ครับอย่าหลงคารมมันนะครับ