ประกาศ: เว็บไซต์ประชาไท ได้ทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแสดงความคิดเห็น จากเดิมแสดงแบบขั้นบันได เปลี่ยนเป็นความเห็นต่อท้าย โดยผู้แสดงความเห็นสามารถ "อ้างอิงความเห็น" เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นกับความเห็นก่อนหน้านั้นได้
จึงแจ้งมาเพื่อทราบ -- www.prachatai.com
Comments
It's not the words' power, we
It's not the words' power, we all are victims to. It's our lack of critical thinking that pose us victims to all kind of propagandas tirelessly created daily by the elites.
So, itstead of whining pointlessly, the author should better focus on how to 'immunize' people against propagandas, by guiding them on how to create their own critical thinking.
Critical thinking can protect us against untoward informations from both camps :)
เมื่อไหร่เขาจะเลิกเอาทหารมาเห
เมื่อไหร่เขาจะเลิกเอาทหารมาเหยียบย่ำหมุดคณะราษฎรทุกปีเสียที
ผมออกจะเบือ่หน่าย
ผมออกจะเบือ่หน่าย ที่เจอนักวิชาการ กระทั่ง "นักปรัชญา" รุ่นใหม่ ที่ไม่ศึกษาปรัชญา อย่างหนักๆลึกๆ ชอบเขียน ทำนองนี้ (ไม่ใช่ครั้งแรกครับ เห็นจนเบือ่จริงๆ)
นี่คือย่อหน้าแรกสุด ของผู้เขียน
"มนุษย์รับรู้ เข้าใจอะไรได้ผ่านภาษา แต่ภาษาเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อ “ความหมาย” (meaning) มากกว่าสื่อ “ความจริง” (fact) และมันตลกตรงที่ว่าขณะที่มนุษย์สามารถใช้ภาษาเพียงสื่อความหมาย แต่เขากลับคิด หรือเชื่อ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) ว่าตนเองกำลังสื่อความจริง"
ผมขอเรียนให้ผู้เขียน ลองคิดช้าๆ ให้ดีๆนะครับ ว่า
ประโยคหรือ ย่อหน้า ที่คุณเขียนมา ที่ผมเพิ่งอ้างนี้ เป็น "ความจริง" หรือไม่?
คือ "เป็น ความจริง หรือไม่ ที่ "มนุษย์รับรู้เข้าใจอะไรได้ผ่านภาษา...."??
สิ่งที่ผู้เขียนเพิ่งพูดมานี้ คือ การอ้างความจริง อย่างหนึ่ง โดยใช้ภาษา!!
ดังนั้น ที่ผู้เขียน เขียนว่า "แต่เขากลับคิด หรือ เชื่อ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) ว่าตนเองกำลังสื่อความจริง" จึงเป็นการพูดแบบปฏิเสธ ตัวเอง (self-defeating)
ถ้าผู้เขียน ไมได้เชื่อว่า ที่ตัวเอง "สื่อ" มา ในย่อหน้าแรกนี้คือ "ความจริง" ก็คงไม่ "สื่อ" มากระมัง?
นั่นคือ ผู้เขียน เชื่อว่า มี การ "เข้าใจผิดอย่างเอาเป็นเอาตาย ว่า ภาษาเป็นการสื่อความจริง" - นี่คือ ความจริง ที่ผู้เขียนเชื่อว่ามีเกิดขึ้น (มีการเชื่ออย่างเอาเป็นเอาตายว่า ภาษาสื่อความจริงได้)
อันนี้ ก็เป็น "ความจริง" อย่างหนึ่ง ที่ผู้เขียนเพิ่งเสนออกมาด้วยภาษา
พยายามศึกษา และคิดให้หนักหน่อยครับ
พวกที่พูดๆเรื่อง ภาษา ในหลายปีนี้ (ในภาษาไทย) ที่ผมเห็น (ตั้งแต่ ไชยรัตน์ ถึง ธงชัย ถึงใครต่อใคร) ล้วนแต่ไม่ยอมศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งพอ ผู้เขียนเองไม่ทราบเป็นใคร อ่านอะไรมาบ้าง แต่อยากบอกให้รู้ไว้ว่า ถ้าอ่านเพียงที่มีการเขียนๆในภาษาไทย รับรองว่า หลงมาแน่ๆ
ผมเขียนโพสต์ แล้วมันติด
ผมเขียนโพสต์ แล้วมันติด ผมไม่ได้ save ไว้ด้วย
ลองใหม่ แบบสั้นๆ ก็แล้วกันว่า
ที่ผู้เขียน เขียนในย่อหน้าแรกสุดเลยว่า
"มนุษย์รับรู้ เข้าใจอะไรได้ผ่านภาษา แต่ภาษาเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อ “ความหมาย” (meaning) มากกว่าสื่อ “ความจริง” (fact) และมันตลกตรงที่ว่าขณะที่มนุษย์สามารถใช้ภาษาเพียงสื่อความหมาย แต่เขากลับคิด หรือเชื่อ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) ว่าตนเองกำลังสื่อความจริง"
ขอถามว่า นี่เป็น "ความจริง" หรือไม่?
นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนกำลัง "สื่อ" ว่า เป็นอย่างนี้นะ คือ "มนุษย์รับรู้ เข้าใจอะไรผ่านภาษา....ว่าตนเองกำลังสือความจริง"
นี่คือ สิ่งที่ผู้เขียนกำลังบอกว่า ความจริงเป็นอย่างนี้นะ
พูดง่ายๆคือ ผู้เขียนกำลัง "สื่อ" "ความจริง" อย่างหนึ่ง (ว่า "มนุษย์รับรู้ เข้าใจอะไรผ่านภาษา...")
ดังนั้น ที่ผู้เขียนกล่วว่า เป็ฯ ความเข้าใจผิด "อย่างเอาเป็นเอาตาย" ว่า ภาษาสามารถสื่อความจริง ได้
เท่ากับผู้เขียน กำลัง ปฏิเสธ ตัวเอง (self-defeating)
คิดให้ดีๆก่อนเขียนครับ
ผมเบื่อมาก ที่ต้องพูดรื่องนี้ซ้ำหลายคร้งแล้ว แต่ดูเหมือน บรรดาคนที่ชอบ"เล่น"กับทฤษฎีใหม่ๆ ทีเห็นตอนนี้ ล้วนแต่เป็นอยางนี้ทั้งนั้น คือไม่ยอมศึกษา และคิดมาอย่างลึกซึ้ง งานในภาษาไทยที่ผมเห็น แม้แต่ของ คนอย่าง ไชรัตน์ หรือ ธงชัย หรือ คนอื่นๆอีกหลายคน ก็ล้วนมีลักษณะนี้ คือ ไม่ยอมคิด หรือศึกษาในทางปรัชญามาอย่างเพียงพอ
คุณปฏิเสธ ความสามารถของภาษาในการ "สื่อ ความจริง" ในลักษณะ นี้ไม่ได้ครับ
เพราะ แค่บอกว่า "ภาษาสื่อความจริง ไม่ได้" ที่คุณเขียนมานี้ ก็เป็น "ความจริง" อย่างหนึ่ง ที่คุณพยายามจะอ้างนั่นเอง
อ้าว ขออภัย
อ้าว ขออภัย สำหรับผู้อ่านทุกท่าน
คือ ผมโพสต์ความเห็นครั้งแรก แล้ว คลิ๊ก Save แต่มันไม่ปรากฏออกมา
ผมก็นึกว่า มัน"หาย"
ผมจึงเขียนใหม่ เนื่องจากเป็นการร่างๆสดๆ ไม่ได้เขียนแล้วเก็บไว้เป็นไฟล์ก่อน
โดยพยายาม เขียนให้มีเนื้อหาเหมือนๆกับที่เขียนครั้งแรก
ตอนนี้มาดูอีกที ปรากฏว่า มันขึ้นทั้งคู่ ทำให้ ผู้อ่าน อาจจะต้องอ่าน คอมเม้นต์ ที่มีเนื้อหาคล้ายๆกัน 2 หน
จึงขอเรียนให้ทราบว่า มันเกิดขึ้นอย่างไร และขออภัยมา ณ ทีนี้
แตไหนๆก็ไหนๆ มาเขียนเพิ่มแล้ว ขอเพิ่มอีกนิดนะครับ
การ problematicize (ขออภัย คำนี้ ไม่มีคำแปลภาษาไทยที่รัดกุมจริงๆ ต้องใช้ทับศัพท์) เรื่อง ภาษา กับ "ความจริง" นั้น ไม่สามารถทำอย่างที่ผู้เขียนบทความ (และ บรรดานักวิชาการรุ่นใหม่ ที่ชอบ "เล่น" เรื่องนี้) ทำได้
เพราะมัน self-defeating คือ ปฏิเสธ ตัวเอง
คือเวลาคุณพูดว่า "ภาษา ไม่สามารถสื่อ ความจริง ไม่สามารถ สื่อ fact ได้ เป็นความเข้าใจผิด อย่างเอาเป็นเอาตาย ที่คิดว่า ทำได้"
ประโยคทั้งหมดใน "...." ทีเพิ่งเขียนไป (ที่บทความนี้เสนอ) เป็น ความจริง อย่างหนึ่งครับ! ไม่งั้น ผู้เขียน จะบอกมาทำไม
ที่ผู้เขียนบอกทั้งหมด ก็คือ บอกว่า "มันเป็นอย่างนี้นะ ภาษาไม่สามารถสื่อ...และคนเข้าใจผิด" คือ กำลังสื่อในรูป "This is such, and such ..."
ดังนั้น การ problematicize เรื่อง ภาษา กับการ "สื่อความจริง" จีงไม่สามารถทำอย่างที่ผู้เขียนทำ คือ ไม่สามารถบอกว่า "มันทำไมได้นะ" เพราะผู้เขียนเองนันแหละ กำลัง "สื่อความจริง" ว่า "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้"
มันเหมือนรูปประโยค There is no Truth (นี่เป็นประโยค ที่หลายปีก่อน นักวิชาการ ในทีสัมมนา Feminism ธรรมศาสตร์ ประกาศออกมาเลย) ผมก็ไปถามว่า
ที่พูดว่า There is no Truth นั้น เป็น truth อย่างหนึ่งหรือเปล่าครับ?
There is no Truth - and this is a truth!
(หรือ เขียนอีกอย่างว่า It is a truth that "There is no Truth"
หรือ ถ้าให้เข้าบทความ คือผู้เขียน กำลังบอกว่า
"เป็นความจริง ทีว่า "ภาษาไม่สามารถสื่อความจริง" ได้"!!!
ผมขออนุญาตเสนออีกอย่างได้ไหม ในเมือ่ผู้เขียนอุตส่าห์เขียนอะไรที่มันซีเรียสแบบนี้มาหลายชิ้นแล้ว ทำไมไม่ใช้ชื่อจริง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งซีเรียสทีเขียนเล่าครับ? ผมเห็น่วา ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะยังซ่อนตัวอยู่ใต้ชื่อ "นักปรัชญาชายขอบ" แบบนี้ มันเป็นการขาดความกล้าหาญ อย่างน่าเสียดาย
ภาพ เสียง ภาษา สัญญลักษณ๋
ภาพ เสียง ภาษา สัญญลักษณ๋ หากมีการบันทึกไว้ ต้องนับว่าเป็นText แล้วพิสูจน์อีกว่าเป็น text ประเภทใด
ภาษามีพลังงานหลากรูปแบบ..... แบบสุภาพ หยาบคาย ดัดจริต ตอแหล soundtrack etc.
รูปแบบที่เกิดที่พบบ่อย คือ Verbal diarrhoea อย่างที่เรากำลังเป็นๆกันอยู่นี๊แหล่ะ
มาแต่น้ำๆ เนื้อไม่ตามมา
คำว่า "ผี"
คำว่า "ผี" ของกลุ่มแดง
ก็เหมือนกับ
คำว่า "อำมาตย์" ของกลุ่มเหลือง
ต่างฝ่ายต่างหลอกให้กลัวหรือเปล่า ?
IMPV, I feel good that Khun
IMPV, I feel good that Khun สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล differentiated the problematical use of poor composing.
Khun สมศักดิ์ เป็น Webmates ผู้เปิดเงื่อนปัญญาอย่างใส่ใจและเสมอต้นเสมอปลาย
นับว่าเป็นการได้รับเกียรติอย่างหนึ่ง
แต่
.....Steadily good, somehow, could transform into a state of stagnant,please.. don't carelessly be so.
คิดว่าผู้เขียนพยายามสื่อ
คิดว่าผู้เขียนพยายามสื่อ ปัญหาที่มาจากการพูดแบบเหมารวมด่า สาดโคลนใส่กัน โดยขาดพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาอ้างอิง เช่น ทักษิณก่อนมาเป็นนายกมีทรัพย์สิน ประมาณ หนึ่งแสนล้าน พอหลังจากเป็นนายกได้ไม่นานทรัพย์สินมีมากกว่า 4 แสนล้าน สรุปว่า เค้าโกงชาติ แต่พอขอดูสลิปโอนเงิน หลักฐานการโกง พยาน ต่างๆก็ไม่พบ จะพบเพียงแค่หลักฐานการเลี่ยงภาษีและที่ดินรัชฎา เท่านั้น แต่พันธมิตรก็สรุปทันทีว่าเค้าโกงชาติ ใส่ไข่ไปหลายโหล หาว่าเค้าเอาเงินชาติไปเป็นแสนๆล้านแบบนี้...
แต่มันไม่แฟร์ ในความจริง คือว่า...พันธมิตรลองเอาหลักฐานการโกงไอ้ที่ว่าหลายแสนล้านออกมากางพิสูจน์กันดู แล้วท้าให้ นำมาฟ้องศาล ที่ผ่านมามีคดีความเกิดขึ้นหรือไม่???? มีผลการตัดสินคดีทุจริตโกงเงินหลวงใหมกับไอ้หลายแสนล้านที่กล่าวหาหรือไม่??? คำตอบ ก็คือไม่มี เพราะอะไร??? เพราะมันไม่มีหลักฐาน!!! มันไม่มีข้อเท็จจริง!!! เพียงแต่ยกขึ้นมาแบบลอยๆ แบบคุยกันในวงเหล้า...โดย อ้างคนนู้นพูดที คนนี้พูดที มีแต่คนนินทา แต่หาหลักฐานไม่ได้ ศาลไม่ประทับรับฟ้อง ไม่มีการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มันจึงไม่ชอบธรรม กับคนที่ถูกกล่าวหา ท่านว่าจริงหรือไม่?? ถ้าไม่จริง
คนบ้านนอกอย่างผม
คนบ้านนอกอย่างผม ไม่สนใจคำร่ำรือ คำนินทากาเล สื่อสมัยนี้ก็ไม่เชื่อ เชื่อแต่ผลการตัดสินคดีความ ยอมรับว่าไม่ชอบทักษิณที่โกงภาษีและเรื่องซื้อที่ดินรัชฎา แต่จะไม่มองแบบเหมารวม ว่าเค้าโกงเรื่องอื่นๆด้วย เพราะไม่เห็นจะมีคดีที่ศาลประทับรับฟ้องแบบมีมูลความจริง หรือ ผลการตัดสินคดีชี้ชัดใดๆ ขออภัยที่เม้นท์ไม่ถูกใจคนเสื้อเหลือง แต่ผมมองความจริง
แหม...จารย์ไปเขียนแบบนี้
แหม...จารย์ไปเขียนแบบนี้ นักปรัชญาชายขอบเขาก็หน้าเขียวซี้ เข้าเป้าเค้าเลยนะเนี่ย ฮา
ถาม : ข้อความ
ถาม : ข้อความ "ภาษาไม่สามารถสื่อความริง" เป็นจริงไหมครับ?
ตอบ : เป็นจริง
ถาม : ถ้าเป็นจริง ก็แสดงว่าภาษาใช้สื่อความจริงได้ใช่ไหม? (เช่น สื่อความจริงที่ว่า "ภาษาไม่สามารถสื่อความจริง" )
ตอบ : ใช่ครับสื่อความจริงได้ แต่เป็น "ความจริงของภาษา" ไม่ใช่ facts ของโลก ความจริงของภาษาคือความจริงของตัวมันเองที่ไม่สามารถสื่อ facts ของโลก ได้จริง ทำได้เพียงให้ “meaning” เกี่ยวกับโลกเท่านั้นเอง โลกจริงๆจะเป็นอย่างไรเราไม่มีทางรู้ เรารู้จักโลกผ่าน “meaning” ของภาษาเท่านั้น
ความจริงที่เรายอมรับกันว่าจริงก็เป็นความจริงภายใต้เงื่อนไขของการใช้ภาษา โดยการใช้ภาษา จริง/เท็จจึงเกิดขึ้น แต่นั่นไม่ใช่จริงเท็จของโลก
ฉะนั้น ภาษาสื่อความจริงของภาษาก็เท่ากับภาษาสื่อความหมายเกี่ยวกับโลก ไม่ใช่สื่อความจริงเกี่ยวกับโลก
ใจเย็น ๆ ครับ คดีความต่าง ๆ
ใจเย็น ๆ ครับ
คดีความต่าง ๆ กำลังจะตามมา
ถึงเวลานั้น "คนบ้านนอก" น่าจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ครับ
ที่คุณยังพยายามดันทุรังเขียนม
ที่คุณยังพยายามดันทุรังเขียนมาแบบนี้ ใช้ไม่ได้หรอกครับ ใช้ความคิดให้ลึกๆหน่อย
"แต่เป็น "ความจริงของภาษา" ไม่ใช่ facts ของโลก"
ความจริง ของภาษา กับ fact ของโลก?? เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นการ contrast แบบนี้แหละ
ความจริงของภาษา ไม่ใช่ fact ของโลก อย่างหนึ่งหรือครับ? ภาษาไม่ใช่ปรากฏการณ์ของ โลกอย่างหนึ่ง?
ถ้าไม่มี สิ่งที่เป็น contrast กันเช่นนี้แล้ว ("ความจริงของภาษา" กับ "fact ของโลก") ประโยคถัดมาก็ไม่ make sene
"ความจริงของภาษาคือความจริงของตัวมันเองที่ไม่สามารถสื่อ facts ของโลก ได้จริง "
"ทำได้เพียงให้ “meaning” เกี่ยวกับโลกเท่านั้นเอง"
นี่ก็อีก contrast อะไรเนี่ย? fact ของโลก กับ meaning ของโลก??
แล้วพอถึงประโยคถัดมา ก็ ปฏิเสธตัวเองอีก (โดยไม่คิดเลย)
"โลกจริงๆจะเป็นอย่างไรเราไม่มีทางรู้ เรารู้จักโลกผ่าน “meaning” ของภาษาเท่านั้น"
ขอให้คิด (ย้ำคำว่าคิด) ให้ดีก่อนอื่นสุด นะ ประโยคที่เพิ่งยกมานี้ มีคำว่า "โลก" เห็นไหม คือต่อให้ ไม่ยอมรับที่เขียนมาทั้งหมด นี่คือ "ความจริง เกี่ยวกับ โลก" ใช่หรือไม่ ที่ว่า "โลกจริงๆจะเป็นอย่างไร เราไม่มีทางรู้"
อ่านซ้ำ "โลกจริงๆจะเป็นอย่างไร เราไม่มีทางรู้"
อ่านซ้ำหลายๆเที่ยวเลย
แล้วถามว่า นี่ใช่เรื่อง "ความจริงของโลก" หรือไม่? คือ เรารู้ว่า "ความจริงของโลก ไม่มีทางรู้" นี่เป็น ความจริงของโลก อย่างหนึ่งละ
ไอ้ทีพยายามเขียนมาใหม่นี้ทั้งหมดมัน collapse เลย คือ ต่อให้ "ยอมรับ" ว่า "fact ของโลก" ไม่สามารถ สื่อด้วยภาษาได้ อย่างที่คุณเขียนมา (โดยที่ไม่รู้แปลว่าอะไรจริงๆ แต่เอาเถอะว่า ติ๊ดต่าง ว่ารู้ก็แล้วกัน)
"fact ของโลกไม่สามารถสื่อด้วยภาษาได้" ไอ้การที่ "fact ของ โลก สื่อด้วยภาษาไม่ได้" นี่ก็เป็น fact ของโลก อย่างหนึ่ง ไม่ใช่หรือ?
คิด ครับ คิด
อันที่จริง ถ้าให้ดีกว่านั้น ศึกษา มาให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อ่านเฉพาะที่มีในภาษาไทยที่เขียนๆกัน อย่างที่บอกว่า งานพวกนี้ ผิวเผินทางปรัชญามาก
ผมไม่มีเวลาอธิบายยืดยาว แต่ประเด็น มันสรุปอย่างที่คุณเขียนเป็นบทความ (ในชือ่นึง) แล้วพยายามมาแก้ตัว (ในอีกชื่อนึง) แบบนี้ ไม่ได้หรอกครับ
ประเด็นจริงๆคือ reality (ไม่ว่า จะของ "โลก" หรือ ของ "ภาษา" เอง) ไม่สามารถที่จะ unmediated access ได้ นั่นคือ ล้วนแต่เป็น mediated access ทั้งสิ้น สมัยศตวรรษที่ 19 เรียกตัว mediation นี้ ว่า idea มาศตวรรษที่ 20 หันมาสนใจตัว mediation นี้ในฐานะ "ภาษา"
แต่การที่ reality ของทุกอย่าง ต้องเป็น mediated reality ไม่ได้แปลว่า ไม่มี "ความจริง" (เพราะไอ้ที่เพิ่งพูดไป mediated reality นี่คือการเสนอความจริงอย่างหนึ่ง)
ปล. ย้ำว่า เป็นนักปรัชญา หรือซีเรียสเรื่องปรัชญา ควรมีความกล้าหาญที่จะรบผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเขียน ด้วยการใช้ชื่อจริงๆ
"ฉะนั้น
"ฉะนั้น ภาษาสื่อความจริงของภาษาก็เท่ากับภาษาสื่อความหมายเกี่ยวกับโลก ไม่ใช่สื่อความจริงเกี่ยวกับโลก"
เนี่ยประโยคสุดท้ายเลยที่เขียนมา เป็น "ความจริงเกี่ยวกับโลก" อย่างหนึ่งหรือเปล่า ทีว่า "ภาษาสือ่ความหมายเกี่ยวกับโลก แต่สื่อความจริง เกี่ยวกับโลกไม่ได้"???
คือไม่ว่าจะพยายามเขียนมามั่วอย่างไร ก็ไม่รอดหรอก เพราะมันผิดในการคิดแต่แรก
ประเด็นคือเรื่อง mediated reality ไม่ใช่ เรื่อง "ความจริง"
การ "วิพากษ์ความจริง" ในลักษณะที่ทำมาน่ะมันผิด ตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะใช้ความคิดไม่พอ ศึกษามาไม่พอ
"fact เกี่ยวกับโลก ไม่สามารถรู้ได้ มีแต่ meaning เกี่ยวกับโลก(ผ่านภาษา)ที่รู้ได้" นี่คือสิ่งที่พยายามเขียนมาใหม่นี้
นี่เป็น fact เกี่ยวกับโลก อย่างหนึ่งล่ะ!!!
(อันที่จริงมัน ridiculous มากที่ตั้งมาเป็น contrast แบบนี้ แต่เอาเถอะ)
นี่คือ fact เกี่ยวกับโลก อย่างหนึ่งล่ะ ว่า fact เกี่ยวกับโลก ไม่สามารถรู้ได้ รู้ได้แต่ "meaning" (whatever that means!!)
(ไอ้ที่ผมเขียนมาทั้งหมด หรือที่คุณเขียนมาทั้งหมด นี่ ก็ "ความจริง" "เกี่ยวกับโลก" อย่างหนึ่งแหละ)
นี่เปิดประเด็นใหม่ให้คิดอีกนะ
นี่เปิดประเด็นใหม่ให้คิดอีกนะ
"fact ของโลก รู้ไม่ได้ รู้ได้ แต่ meaning ของโลก"
นอกจาก จะ "ตลก" และ self-defeating อย่างที่เขียนมายืดยาวเมื่อกี้แล้ว
ลองดูเรื่องต่อไปนี้นะ
นี่เป็น fact เกี่ยวกับโลก ไหม?
- โลก เป็น "Third Rock from the sun" (ก้อนดาวเคราะหที่สาม ที่หมุนอยู่รอบๆด้วยอาทิตย์)
- โลก มีรูปร่างกลมๆ มีขนาด ประมาณ .... มี land mass ต่อ ผิวน้ำ ประมาณ .....
- โลก มีบรรยากาศ ที่ประกอบด้วยสาร Oxegen
- โลก มี ......
เหล่านี้ ที่พูดมานี่คืออะไร? ใช่ fact ของโลกไหม??
นี่คือประเด็นใหม่ คือประเด็นเรื่อง ระหว่าง Naturwissenshaften กับ Geisteswissenshaften (Natural Science กับ Human Science)
แต่จะเห็นว่า ตัวอย่างในเชิง Nature ทั้งหลายที่เพิ่งยกมา ก็ทำให้ข้อเสนอที่ ridiculous อยู่แล้ว เรื่อง fact ของโลก รู้ไม่ได้ รูได้แต่ meaning กลายเป็นเรื่อง ridiculous ยิ่งขึ้น
(และนั่นคือ fact ของโลก อีกอย่างหนึ่งแหละ คือ เรามี fact เกียวกับโลกธรรมชาติเยอะแยะ
กลับมาคิดใหม่เหอะ ไอ้ที่ศึกษามาอย่างผิวเผินน่ะ มันใช้ไม่ได้
ย้ำอีกทีว่ ปัญหาคือ unmediated reality ไม่ใช่เรื่อง "ความจริง"
(และ - ป่านนี้น่าจะรู้แล้ว - ที่เพิ่งพูดก็เป็น "ความจริง" อย่างหนึ่งแหละ!!)
ทฤษฎีของ อ.สมศักดิ์ คือ... =
ทฤษฎีของ อ.สมศักดิ์ คือ...
= ข้อความที่จริงคือข้อความที่ตรงกับ fact
แต่ที่จริง "ข้อความ" (ภาษาทั้งหลาย) เป็นได้เพียง "ภาพสเก็ต" เกี่ยวกับ fact
เราคิดว่าข้อความของเราจริง เพราะคิดว่า "ภาพสเก็ต" ตรงกับ fact
แต่ประทานโทษแม้แต่ "ภาพถ่าย" ก็ไม่อาจ "ถ่าย" สิ่งที่ถูกถ่ายออกมาเหมือนตัวมันเองได้จริงๆ
ภาษามันเล่นตลกกับเรา
มันให้เรารู้ความจริงได้เฉพาะสิ่งที่เราสมมติว่าจริงซึ่งก็เป็นเรื่องของ "กฎเกณฑ์" การใช้ภาษา
(เช่น "ตรงกับ..." ก็มีกฎเกณฑ์ของมัน)
ดังนั้น ภาษา จึงให้แค่ "ความหมาย" แต่ความหมายเป็นคนละอย่างกับสิ่งที่ถูกให้ความหมาย
บทความนี้ก็เป็นเพียงการให้ความหมาย (อย่างหนึ่ง) ไม่ใช่ยืนยันความจริง
มันอาจเป็นความหมายที่ไร้สาระ แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่เราสื่อสารกันในภาษาก็ล้วนเป็นเพียงสิ่งมี่เรากำหนดให้มันมีสาระโดยการใช้ภาษาทั้งนั้น
ชื่อจริงชื่อไม่จริงก็เป็นเพีย
ชื่อจริงชื่อไม่จริงก็เป็นเพียง "อากาสธาตุ"
("อากาสธาตุ" คือสิ่งที่เราเข้าถึงไม่ได้ด้วยภาษา)
ถ้าประโยคในวงเล็บนี้จริงก็เพราะกฎเกณฑ์การใช้ภาษากำหนดให้มันต้องจริงอีกนั่แหละ
มันจะมีจริงมีเท็จได้อย่างไรถ้าไม่มีการใช้ภาษา
นักประวัติศาสตร์คือนักให้ความ
นักประวัติศาสตร์คือนักให้ความหมายเกี่ยวกับ facts
หรือนักเล่านิยายเกี่ยวกับ facts
ความจริงที่นักประวัติศาสตร์นำมาแสดงโดยอ้าง "หลักฐาน" ที่เป็น facts ตำรา ทฤษฎี ทั้งหลายทั้งปวงนั้น
เขาอ้างจากความเชื่อที่ว่า "ข้อความที่จริง=การที่ข้อความตรงกับ fact"
แต่ไม่ใช่ ตรง ไม่ตรง เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์การใช้ภาษาทั้งสิ้น
ไออน์สไตน์เคยบอกว่า "เรานั่งมองจักรวาลเหมือนมองหน้าปัดนาฬิกาที่ปิดตาย เราเห็นแต่เข็มนาฬิกาเดินติ๊กตต๊อกๆ (ความหมายเกี่ยวกับการเดินของเข็มนาฬิการเป็นผลจากการคาดเดาหรือสมมุฐานต่างๆ)"
ความจริงที่แท้จริงอาจมีอยู่ แต่เราเข้าถึงมันไม่ได้ด้วยภาษา
ภาษาไม่เคยยืนยันความจริงที่แท้จริงนอกจากยืนยันความหมาย
"ทฤษฎีของ อ.สมศักดิ์ คือ... =
"ทฤษฎีของ อ.สมศักดิ์ คือ...
= ข้อความที่จริงคือข้อความที่ตรงกับ fact"
ใครบอกคุณ ตรงไหนที่ผมเขียนแบบนี้? ผมไม่ได้เสนอเรื่อง fact มาเลยด้วยซ้ำ ผมเพียงแต่หยิบเอาที่คุณเขียนมาถามคุณกลับเอง ถ้าผมเชื่อว่ามี "ทฤษฎี" แบบนี้อยู่ ผมก็เขียนไปแล้ว คุณหยิบเรือ่ง fact มาเสนอเอง โดย contrasat กับ meaning ซึ่งเป็น contrast ที่ไม่ make sense ผมก็ถามกลับไป เขาเรียก immanent critique
(ที่จริง ที่ผมเขียนเรื่อง "ความจริง" เอง คือ this is such and such... นี่นะ มันเป็นอย่างนี้นะ .. ก็คือ เหมือนกับที่คุณพูดมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบทความหรือ ความเห็นนั้นแหละ)
แต่อันนี้ยังไม่สำคัญเท่าไร ที่สำคัญกว่า คือ การพยายามยังดันทุรัง กรุณากลับไปอ่านตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ตัวบทความ แล้วถามตัวเองว่า ตั้งแต่ที่เขียนมานี่ มัน valid มากน้อยแค่ไหน
ผมเอาที่หลังสุดที่เขียนมานะ ที่อ้างว่า
"บทความนี้ก็เป็นเพียงการให้ความหมาย (อย่างหนึ่ง) ไม่ใช่ยืนยันความจริง"
เหรอครับ? แม้แต่ข้อเสนอที่วา "ภาษาเป็นเพียงการสื่อความหมาย" ก็แสดงว่า เป็นเพียง "ความหมาย" อย่างหนึ่งสิ?
(และไอ้ที่ว่า คนอื่น "ตลก" เชือ่เอาเป็นเอาตาย ก็ปฏิเสธตัวเองสิ
ถ้าการเสนอว่า ภาษาสื่อแต่ความหมาย (บทความ) โดยตัวเองเป็นการเสนอความหมาย ไม่ใช่ความจริง คุณก็ไม่มีสิทธิ์อะไรจะมาว่าคนอื่น ที่เชื่อว่า เสนอความจริง แล้วเชือ่อย่างตลกเอาเป็นเอาตาย คือ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ยืนยัน เรื่อง "ภาษาสื่อความหมาย เท่าน้น ไม่ใชสื่อความจริง
หรือ
ถ้ายังงั้น ภาษา ก็ไม่ใช่ "สื่อความหมาย" อย่างที่เสนอในบทความแล้วสิ เพราะที่เสนอในบทความตอนแรกว่า มัน "สื่อความหมาย" เป็นเพียงการเสนอที่ไม่ใช่ความจริง แต่เสนอเพียงแค่ความหมาย การเสนอว่า ภาษาสื่อความหมาย ก็ "ไม่มีความหมาย" คือ ไม่ใช่ ความจริงหรอก ที่เสนอมา ดังนั้น ที่เสนอมา ทั้งหมด ก็เป็นขยะจริงๆ !!??
[ปล. ที่เพิ่งพูดไปนี่ เป็นการแปล สิ่งที่ กรีกโบราณ เรียกว่า Lier's paradox]
ลองย้อนกลับไปแต่ต้นนะ
"มนุษย์รับรู้ เข้าใจอะไรได้ผ่านภาษา แต่ภาษาเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อ “ความหมาย” (meaning) มากกว่าสื่อ “ความจริง” (fact) และมันตลกตรงที่ว่าขณะที่มนุษย์สามารถใช้ภาษาเพียงสื่อความหมาย แต่เขากลับคิด หรือเชื่อ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) ว่าตนเองกำลังสื่อความจริง"
โปรดสังเกตว่า ผู้เขียนเองเป็นคนสร้าง contrast มาเองเร่อง "สื่อความหมาย" กับ "สื่อความจริง" อันนี คือ presupposed ว่า ต้องมี "ความจริง" มิฉะนั้น ถ้าไม่มี ก็ไม่มี cotrast นั้นแล้ว
ดังนั้น ถ้าบอกว่า บทความนี้ "เป็นเพียงการให้ความหมาย ไม่ใช่การยืนยันความจริง" ก็แปลว่า ที่เสนอตอนต้น เลยไม่ใช่ความจริง เป็นเพียง "ความหมาย" ที่ตรงข้ามกับความจริง นั่นคือ การพูดว่า "ภาษาให้แต่ความหมาย" ก็เป็นเพียงความหมายอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ความจริง คือเป็นขยะดีๆนี่เอง ที่เขียนมา ที่วิจารณ์ว่า "มันตลกตรงที่..." ก็แสดง เป็นการตลกใส่ตัวเอง เพราะทีว่า เป็นแค่ความหมายที่ไมใช่ความจริงท้งหมด ก็เสนอว่า เป็นแค่ความหมาย แล้วว่า "ตลก" คนอื่นไม่ได้
บอกแล้วว่า คุณน่ะอ่านมาน้อย ศึกษามาน้อย แต่ที่แย่คือ ดันทุรัง พยายามจะยืนยันในสิ่งที่ยืนยันไม่ได้
(การคิดในทางปรัชญานั้น ต้องสามารถ hold thought ได้พร้อมๆกัน ในหลายระดับ many levels ต้องคิดลงไปถึงระดับที่ abstract มากๆขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ "ลืม" ไปว่า ตัวเองเขียนอะไรไปในระดับต้นๆ แต่แรก ซึ่งเห็นได้ชัดว่า คุณยังทำไม่ได้ มือไม่ถึง พอเขียนอะไรก็เขียนๆ มา อย่างที่อ่านๆ จำๆมาแบบผิวเผิน คือ ยัง คิด เองไม่ได้นั่นเอง)
ที่ผมวิจารณ์ ไมใช่ความฉลาดอะไรของผม เพราะผมไม่ใช่ตัวเจ้าของแนวการิจารณ์แบบนี้ เขาวิจารณ์แบบนี้ กันมาตั้งแต่สมัยกรีก มาถึงสมัย Fichte และ Schelling มาถึง Derrida
ถ้าคุณซึ่งไม่รู้เรื่องอะไร สามารถ"โต้"แบบข้างๆคูๆ แล้ว valid ได้ ประวัติศาสตร์การโต้แย้งแบบนี้ทั้งหมด ก็พังไปหมดแล้วล่ะครับ
ผมไม่มาเสียเวลาแล้วนะ โต้แต่ละครั้งของคน วนกลับเข้าหาตัวเองทั้งนั้น เพราะอย่างที่บอกว่า ความสามารถในการคิด ไม่ลึกพอ ไม่สามารถ คิดลงไปลึกๆ โดยที่ยัง hold ความคิด ตอนผิวๆ ของตัวเองไว้ได้ พูดแบบภาษาง่ายๆหน่อย คือ เขียนๆไป แล้วลืมว่า ตัวเอง เขียนอะไรในตอนต้น เลยเสนอปฏิเสธตัวเอง (หรือหัวเราะเยาะคนอื่นว่า "ตลก") โดยไม่ทันนึกว่า ตัวเองที่เขียนๆอยู่ เข้าข้าย การ "ตลก" นั้นขนาดไหน
ไปแล้ว
ไปแล้ว แต่พอดีนึกอะไรขึ้นมาอีกนิด
ลองตอบคำถามนี้นะ
"คุณรู้ได้อย่างไรว่า คนอื่นๆ ("มนุษย์" ในบทความ) เขาคิด(แบบหลงผิด)ว่า ภาษาสื่อความจริงได้"??
(ที่จริง คำถามนี้ สามารถ ถามกับทุกอย่างที่คุณเขียนมา (รวมทั้งเรื่อง ภาษาเสนอได้ความหมาย) เช่น
คุณรู้เรื่อง "อำนาจ" ได้อย่างไร? คุณรู้ได้อย่างไร ว่า ภาษาสื่อได้แต่ความหมาย?
ถ้าภาษาสื่อได้แต่ความหมาย คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเช่นนั้น เพราะคุณก็จะรับรู้มาไม่ใช่ความจริง แต่เป็นเพียง "ความหมาย" เท่านั้น ที่ว่า ภาษาสื่อได้แต่ความหมาย ไมใช่ความจริง ฯลฯ ฯลฯ
Thanks for the layers of
Thanks for the layers of Philology improvised,a good read....
a good surprise to my literacy licences.
ปัญหา เช่น "2+2= 4"
ปัญหา เช่น "2+2= 4" มันจริงเพราะอะไร
จริงเพราะถูกกำหนดให้จริงตามกฎเกณฑ์ของภาษา
หรือว่าจริงเพราะมันสื่อถึง fact ที่อยู่นอกโลกของภาษา
ถ้ามันจริงเพราะอย่างแรกภาษามันก็แค่สื่อความหมาย (และเราก็ตกลงกันเองว่าความหมายนั้นจริง ความหมายนี้เท็จ เช่นถ้าข้อความตรงกับ fact คือจริง ไม่ตรงคือเท็จฯลฯ)
เป็นไปได้ที่โลกอื่นๆจะให้ความหมายต่อ....เดียวกันกับโลกของเราด้วยสัญลักษณ์หรือความหมายแบบอื่นๆ
ถ้าภาษามันสื่อความจริง สิ่งที่ภาษาเรียกมันว่า "ประชาธิปไตย" ไอ้นี่มันคืออะไร
อะไรคือ fact ประชาธิปไตยที่คนทั้งโลกเห็นตรงกัน
ถ้าภาษาสื่อ fact ที่อยู่นอกโลกของภาษา (ไม่ใช่ fact ตามที่ภาษากำหนด เช่น โดยการนิยาม การสร้างกฎไวยากรณ์เพื่อกำหนดรูปแบบในการสื่อความหมาย ฯลฯ) ทำไมโลกนี้จึงเต็มไปด้วย meaning หลากหลายมากต่อ "สิ่ง" เดียวกัน ทั้งหลากหลายโดยเงื่อนไขของความต่างวัฒนธรรม และแม้ในวัฒนธรรมเดียวกันก็ให้ความหมายต่อ "สิ่ง" เดียวกันต่างกัน
แล้วเราก็มานั่งเถียงกันว่าของฉันจริงของเธอเท็จ ของฉันถูกของเธอผิด ไอ้ "สิ่ง" มันคืออะไรก็ไม่รู้
โดยการใช้ภาษาเราเถียงกันเรื่อง meaning (ที่จริง/เท็จได้ตามกฎเกณฑ์ของการใช้ภาษาเท่านั้น) แต่คิดว่าเรากำลังเถียงกันเรื่อง "สิ่ง" ที่อยู่นอกโลกของการใช้ภาษา (เช่น "พระเจ้า" "ผี" มีอยู่จริงหรือไม่ เป็นต้น เราไม่ได้คิดว่ากำลังเถียงกันเรื่อง meaning ของ "สิ่ง" ที่เราใช้ภาษาเรียกว่า "พระเจ้า" หรือ "ผี" แต่คิดอย่างเอาเป็นเอาตายว่ากำลังเถียงกันเกี่ยวกับ "ตัวพระเจ้า" "ตัวผี" ที่เป็น fact จริงๆ )
(ปล.เราแน่ใจได้อย่างไรว่าเราคิดเองได้ในเมื่อเราจะ "เชื่อมั่น" ว่าเราคิดถูก ต้องขึ้นอยู่กับการอ้างอิงความคิดของคนอื่นๆเสมอ ประเพณีวิชาการที่ติดยึด "อ้างอิง" จนขาดความเชื่อมั่นจะคิดเองมิใช่หรือที่ทำให้เราคิดเองไม่ได้เสียที และไอ้สิ่งที่เราให้ความหมายเป็น "ทอง" ในกาลเทศะหนึ่งเราอาจให้ความหมายเป็นเพียง "ขยะ" เพราะจะเป็นทองหรือขยะเป็นเรื่องของการให้ความหมายซึ่งมันจะจริงหรือเท็จก็ขึ้นอยู่กับ covention ในการใช้ภาษาล้วนๆ
เพราะภาษามันสื่อความหมายมันจึงมีอำนาจเหนือการกำหนดของเรา และยิ่งทำให้เรากระอักกระอ่วนใจเมื่อเรารู้สึกว่าคนอื่นๆไม่ยอมเข้าใจ "ความจริง" ที่เราต้องการสื่อ)
"ถ้าภาษาสื่อได้แต่ความหมาย
"ถ้าภาษาสื่อได้แต่ความหมาย คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเช่นนั้น เพราะคุณก็จะรับรู้มาไม่ใช่ความจริง แต่เป็นเพียง "ความหมาย" เท่านั้น ที่ว่า ภาษาสื่อได้แต่ความหมาย ไมใช่ความจริง ฯลฯ ฯลฯ"
ผมจะรู้ก็เพียงภาพสเก็ต fact ของภาษาในอีกแบบหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามกับภาพสเก็ตที่เราคุ้นเคยเท่านั้น มันเป็นเพียงการสลับภาพสเก็บของภาษาโดยการให้ meaning อีกแบบ และไม่ valid ตามกฎตรรกะซึ่งเป็นเพียงแค่เกมความคิด ไม่ใช่ความจริงที่แท้จริงที่ภาษาไม่สามารถ "ก๊อปปี้" ออกมาได้ "อย่างสมรูป"
นิยาม เช่น
นิยาม เช่น "แมวคือสัตว์สี่เท้าหน้าตาคล้ายเสือแต่ตัวเล็กกว่าเสือชอบกินปลาทู" ทำให้เราเข้าใจ fact ของ "สิ่ง" ที่เราเรียกว่า "แมว" หรือเข้าใจ concept เกี่ยวกับ "สิ่ง" ที่เราเรียกว่า "แมว"
เข้าใจ concept ใช่ไหม?
concept "แมว" มี meaning เฉพาะอย่างหนึ่ง มองเผินๆ meaning เฉพาะนี้เหมือนจะถูกกำหนดโดย fact ของ "สิ่ง" ที่เราเรียกว่า "แมว" แต่ concept "แมว" เป็น concept "แมว" ได้เพราะสัมพันธ์กับ concept อื่นๆอีกจำนวนมาก เช่น สัตว์/สี่/เท้า/หน้า/ตา/คล้าย/เสือ/ ฯลฯ
concept ทั้งหลายจึงสื่อ meaning เกี่ยวกับ fact ไม่ใช่สื่อ fact ออกมาตรงๆ/เป๊ะๆอย่างที่เราเข้าใจตาม common sense
ดังนั้น ข้อความ "มนุษย์รับรู้ เข้าใจอะไรได้ผ่านภาษา แต่ภาษาเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อ “ความหมาย” (meaning) มากกว่าสื่อ “ความจริง” (fact) และมันตลกตรงที่ว่าขณะที่มนุษย์สามารถใช้ภาษาเพียงสื่อความหมาย แต่เขากลับคิด หรือเชื่อ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) ว่าตนเองกำลังสื่อความจริง" จึง valid
อยางประโยคที่เพิ่งเขียนมานี้
อยางประโยคที่เพิ่งเขียนมานี้
"เพราะภาษามันสื่อความหมายมันจึงมีอำนาจเหนือการกำหนดของเรา"
คืออะไร? แค่ "ความหมาย" (whatever that means)?
ประโยคนี้ ถ้าไม่ใช่ ความจริง จะมาบอกคนอื่นทำไมไม่ทราบ? จะ argue ทำไมไม่ทราบ?
(โปรดสังเกตว่า รูปประโยคเป็น causation claim อย่งหนึ่ง คือ เป็น claim ในเชิงตรรกะอย่างหนึ่ง "เพราะ a จึง b" ตกลง แม้แต่ "เพราะ a จึง b" นี่ก็เป็นเพียง "สือความหมาย"??
และขอให้สังเกตอีกอย่างว่า "เพราะ .. จึง..." ในทีนี้ ความจริง ไม่เป็นเหตุผลกันเท่าไร (เพราะ สือ่ความหมาย จึง "เหนือการกำหนด" ? หมายความอะไรล่ะเนี่ย?) (ขำ) การเหนือการกำหนด ต้องมาจากเหตุว่า "เพราะสื่อความหมาย" มาจากเหตุอื่นไม่ได้หรือ? รู้ได้อย่างไร? (ถ้ามีแต่สื่อความหมาย จะรู้ได้อ่ยางไร?)
การ "มีอำนาจเหนือการกำหนดของเรา" นี่รู้ได้อย่างไร? คือ ภาวะอะไรที่ จะทำให้ recoginze หรือ เรียกได้ว่า ภาวะที่ "เหนือการกำหนด"?? ถ้านี่ไม่ใช่ความจริง จะรู้ได้อย่างไรว่า "ภาวะ A เรียกว่า "อยู่เหนือการกำหนด"
เถียงแบบนี้เสียเวลาเปล่านะ เพราะมันปฏิเสธตัวเองอยู่ดีแหละ เขียนมาเสียยกใหญ่ โดยเฉพาะ ที่มันปฏิเสธตัวเอง คือ ถ้า นี่ไม่ใช่ รูป ความจริงทีว่า "This is such and such ...." (มันเป็นอย่างนี้นะ) ก็ไม่รู้จะเชื่อทำไม จนถึงกับต้องเขียนมาบอกคนอื่น หรือไม่รู้จะเขียนวิพากษ์คนอื่นทำไมว่า "เชื่อความจริง" ในเมื่อคนเขียนเองเชื่อว่า This is such and such ("นี่นะ ภาษานะ มันสื่อความจริงไม่ได้นะ ..." นี่เป็นความจริงนะ! This is such and such..)
ความจริง เรื่องทีว่า การวิพากษ์ "ความจริง" ทำไมได้ ในรูปแบบง่ายๆที่ผู้เขียนพยายามเขียนมาตั้งแต่ในตัวบทความ มันเป็นเรื่องที่รุ้กันดีอยู่ในประวัติศาสตร์ปรัชญา แม้แต่คนที่(เชื่อกันว่า) ปฏิเสธ เรื่องความจริง เป็นบรมครูของการปฏิเสธเลย คือ นิชเช่ (ที่วงเล็บว่า "เชื่อกันว่า" เพราะ วงวิชาการด้าน นิชเช่ สมัยใหม่จำนวนมาก ได้ชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจว่า นิชเช่ ปฏิเสธว่ามีความจริง เป็นความเข้าใจผิวเผิน) ก็เจอปัญหาในลักษณะนี้
(ในรูป argument ที่วา "ไม่มีความจริงนะ มีแต่ perspectives เท่านั้น" "ความจริงคือ กองทัพของอุปลักษณ์" (army of methaphors)" เหล่านี้ เป็นต้น ก็จะต้องถูกถามว่า "รู้ได้อย่างไรว่า ภาวะทีว่ามาเป็นความจริง?" คือรู้ได้อย่างไรว่า "ไม่มีความจริง มีแต่ perspectives" ถ้าไม่มีความจริง จะ recognize ได้อย่างไร ว่าอะไรไม่ใช่ความจริง?
เหมือนกัน ถ้าไม่มีความจริง จะรู้ได้อย่างไรว่า "ไม่มีความจริง มีแต่ความหมาย" (ถ้าไม่มี แม้แต่การพูดว่า "ไม่มีความจริง" ก็พูดไมได้ เพราะในเมือ่ไม่มีอยู่ก่อนเลย ไม่มีความสามารถในการ recognize ความจริงอยู่ก่อนเลย จะบอกว่าได้ยังไงว่า ไม่มี?)
การเถียงแบบนี้ ไปได้ไม่จบหรอก ตราบเท่าที่คุณไม่คิดให้มากกว่านี้ และอ่านให้มากกว่านี้ ก็เสนออย่างอื่นมาใหม่ในระบบคิดแบบเดิม ในความรู้ที่ได้มาจากการอ่านเท่าเดิม
(และนี่เป็นความจริงเหมือนกัน เหมือนกับทั้งหมดที่คุณเขียนมา ที่คุณเชื่อว่าจริง ถึงเขียนมานั่นแหละ รวมทั้ง "ความจริง" ที่(คุณเชื่อว่า)ภาษามันสื่อความจริง ไม่ได้ นั่นแหละ ฮาๆๆ
สุดท้าย (จริงๆนะง่วง)
สุดท้าย (จริงๆนะง่วง) ขอฝากนิทานเซ็น
"ข้อพิพาทหอยทาก" เมื่อนำมาให้หลวงตาตัดสิน
พระรูป 1 : "ผมเก็บหอยทากออกจากทางเท้าเป็นการช่วยเหลือชีวิตสัตว์โลกเป็นการบำเพ็ญบารมีเยี่ยงโพธิสัตว์" หลวงตา บอก "ถูกแล้ว"
พระรูป 2: "การช่วยชีวิตหอยทากเป็นการทำบาปหนักเพราะทำให้มันแพร่พันธุ์ทำลายข้าวกล้าชาวนาเสียหายมหาศาล" หลวงตาบอก "ถูกแล้ว"
ศิษย์วัด : อ้าวหลวงตา! ความเห็นตรงกันข้ามมันจะถูกทั้งสองได้ยังไง มันต้องมีข้างหนึ่งถูกข้างหนึ่งผิดสิ!
หลวงตาบอก "เออ...นี่ก็ถูก"
พระ 1,พระ 2 และศิษย์วัดยึด fact เป็นเกณฑ์
หลวงตา ใช้ meaning เป็นเกณฑ์
"หลวงตา ใช้ meaning เป็นเกณฑ์
"หลวงตา ใช้ meaning เป็นเกณฑ์ "
ประโยคที่เพิ่งพูดนี้เลยเนี่ย เป็นอะไร?
(รู้ได้ยังไงว่า "หลวงตาใช้ meaning เป็นเกณฑ์"? การ recoginze ว่า อะไรคือ "เกณฑ์" นี่ยังไง?)
(ถ้าตอบไม่ได้ ก็ไม่เสียเวลาพูดต่อแล้วครับ เพราะที่ผ่านๆมา ปัญหาแบบนี้ ที่ถาม ก็ตอบไม่ได้ แต่ก็เฉประเด็น"ใหม่" มาอยู่เรื่อย)
อันที่จริง ตั้งแต่ตัวบทความ ที่ตอนแรก พูดเรื่อง "ความจริง" กับ meaning แล้วตอนหลังมาเปลี่ยนเป็น fact กับ meaning ผู้เขียนจำอะไรๆมาผิดๆ รู้อย่างจำกัด แต่ก็ยังดันทุรังไปเรื่อย
อย่างที่ถามใน rep ข้างบน ที่ไม่เคยตอบ เรื่องว่า คุณรู้หรือไม่ว่า โลกนี่เป็น third rock from the sun, มีลักษณะกลม มีมวลสารส่วนที่เป็นผิวดิน ต่อผิดน้ำ ในสัดส่วน ... มีบรรยากาศประกอบด้วย oxegen ฯลฯ ฯลฯ เรือ่งพวกนี้ เป็น สิ่งที่เป็นความจริงที่รู้ไหม? (หรือ ถ้าใช้ภาษาที่ตอนหลังใช้ เป็น fact ไหม?)
ไม่เพียงแต่เรื่องในโลกธรรมชารติเหล่านี้ แม้แต่ตอนนี้ที่ผู้เขียนกำลังมองจอคอมพิวเตอร์ แล้วอ่านอักษรเหล่านี้ ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนต้องทำยังไงก่อน?
เดินมานั่งหน้าคอมฯ เปิดคอมฯ เปิดจอ ต่อเน็ต เปิด browser คลิ๊กที่หน้า ประชาไท ฯลฯ ฯลฯ
บรรทัดที่เขียนมา (จาก "เดินมานั่ง... " จนถึง "..ประชาไท") ผู้เขียน ก็ทำได้ใช่ไหม? คือรู้ว่า ต้องทำยังไงบ้าง จึงจะสามารถมาอ่านข้อความนี้ได้? อย่างนี้ เป็น "ความจริง" ที่รู้ได้ใช่ไหม? ถ้าเป็นความจริงที่รู้ได้ (เพราะถ้าไม่ใช่ความจริงที่รู้ได้ จะมานั่งอ่านตรงนี้อย่างไรได้?) ก็แสดงว่า สามารถใช้ภาษาในการ"สื่อความจริง" ใช่ไหม? ที่ตัวเองคิดกับตัวเอง ว่า "ต่อไปนี้ เราต้องเดินมาเปิดคอม, เปิดจอ ฯลฯ นี่ก็คือการใช้ภาษาสื่อความจริง กับตัวเองว่า ต้องทำอะไรบ้าง จึงจะสามารถมาอ่านข้อความนี้ใช่ไหม?
(ตัวอย่างที่เพิ่งยกมา วางอยู่บน Heidegger)
ไม่มาแล้วนะครับ เพราะเบื่อ การเปลี่ยนประเด็น และดันทุรังแบบความรู้น้อย จำๆมาแบบผิวเผิน ของผู้เขียนบทความ
ที่น่าห่วง และชวนเศร้าอยู่
ที่น่าห่วง และชวนเศร้าอยู่ คือ ผู้เขียนบทความนี้ และต่อมาใช้ชื่อ "อากาศธาตุ" มาตอบนี้ คงมีอาชีพสอนหนังสือด้านปรัชญา
ด้วยความรู้เท่านี้ และด้วยความดันทุรังในลักษณะนี้ นับว่า น่าห่วงแทนนักศึกษาที่จะต้องเรียนด้วยจริงๆ
มันมีความจริงที่เราสื่อสารกัน
มันมีความจริงที่เราสื่อสารกันได้ในภาษาที่ไม่ขึ้นกับการให้ความหมายไหม?
มันมีความจริงอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง แตกต่างกันออกไปตามการให้ความหมายไหม?
โดยการให้ความหมายมันจึงมีสิ่งที่เราตกลงกันว่าจริง/เท็จถูก/ผิดใช่ไหม?
ถ้าเช่นนั้นจริง/เท็จ/ถูก/ผิดเป็นเรื่องที่สื่อสารกันได้ในเกมภาษาหนึ่งๆ
ประเด็นคือถ้าภาษามันสื่อจริง/เท็จก็คือมันสื่อความหมายที่เราตกลงกันว่าอย่างนี้จริงอย่างนี้เท็จในกฎเกณฑ์การใช้ภาษาหรือในเกมภาษาหนึ่งๆเท่านั้น มันไม่ได้สื่อถึง "จริง" ที่ไม่ได้ผ่านการให้ความหมาย หรือ "จริง" ที่อยู่นอกโลกของภาษานั่นเอง (เช่น เมื่อเราพูด "พระเจ้า" "เสรีภาพ" "อำนาจ" ฯลฯ เรากำลังสื่อความหมายซึ่งความหมายที่สื่อกันออกมามันแตกต่างกันไปตามเกมของภาษาหนึ่งๆ ถ้ามันมี "จริง" ที่อยูนอกโลกของความหมายที่เราสามารถเอามาโชว์ได้เราก็ม่ต้องเถียงกันในเรื่องพวกนี้อีกต่อไป ที่เราเถียงกันในเรื่องพวกนี้มาเป็นพันๆปีเราเถียงกันเรื่องความหมายไม่ใช่เรื่องความจริง .... แต่เพราะเราเชื่ออย่างเอาเป็นเอาตายว่ากำลังเถียงกันเรื่องความจริง เราจึงฆ่ากันตาย ทำสงครามเพื่อปกป้องความจริงของเรา
โทษที Anonymous คืออากาสธาตุ
โทษที Anonymous คืออากาสธาตุ คอมแฮ๊งค์ใส่ชื่อไม่ทัน
คือเพราะเราเชื่ออย่างเอาเป็นเอาตายว่าเราสื่อ "ความจริง" ที่อยู่นอกโลกของภาษา
เราจึงทำสงครามเพื่อปกป้อง "ความจริง" นั้นๆ เช่น สงครามในนามของพระเจ้า ในนาม "เสรีภาพ" "ประชาธิปไตย" ฯลฯ
แต่ถ้าเราคิดใหม่ทำใหม่ว่าเราเพียงแต่สื่อความหมาย (คิดอย่างนี้จะตรงกับความจริงตาม common sense หรือไม่ก็ช่างเถิด) เราก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งทำสงครามกัน เพราะเราสามารถให้ความหมายกับ "สิ่ง" ๆ เดียวกันได้หลากหลายความหมาย และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปรับปรุงแก้ไขความหมายต่างๆให้ดูเข้าท่าเหรือเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันตามที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนส่วนใหญ่มากขึ้น คือ ...ไม่ให้ถูกครอบงำด้วย "ภาษาของอำนาจ" ที่พยายามผูกขาดความจริงความถูกต้อง
"ภาษาของอำนาจ"
"ภาษาของอำนาจ" มักพูดถึงตัวเองว่า "ดำรงจุดยืน"
แต่มักพูดถึงคนอื่นว่า "ดันทุรัง"
ที่ผม "ว่า" ข้างบนนี่ก็เป็นการให้ความหมายหนึ่งต่อ "ภาษาของอำนาจ" ไม่ใช่ยืนยัน "จริง" ของภาษาของอำนาจ เพราะไม่สามารถดึงเอา "จริง" ของภาษาของอำนาจที่อยู่นอกโลกของความหมายออกมาโชว์ได้ ดังนั้นต่อ "สิ่ง" "คำ" "ความ" "ปรากฏการณ์" หนึ่งๆจึงถูกตีความได้หลายความหมาย
"จริง" ขึ้นอยู่กับอำนาจในการกำหนด "จริง" ซึ่งหมายถึงอำนาจในการให้ความหมาย ถ้าเช่นนั้นจะมีการให้ความหมายต่อ...ต่างกันระหว่างตำราประวัติศาสตร์แบบล้าหลังคลั่งชาติ กับงานเขียนประวัติศาสตร์แนววิพากษ์หรือ?
...เป็นเช่นนั้นได้ เพราะเป็นเรื่องของอำนาจการให้ความหมายซึ่งในที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องของเกมภาษา หรือเป็นเรื่องช่วงชิงการให้ความหมายไม่ใช่เรื่องยืนยันจริงเท็จของ "สิ่ง" ที่อยู่นอกโลกของภาษามีอำนาจกำหนดให้ภาษาต้องเดินตาม (กฎของมัน?)
แม้แต่เรื่องที่ อ.สมศักดิ์ เถียงกับ อากาสธาตุ ก็เป็นเรื่องเถียงให้ความหมายหรือใช้ภาษาสื่อความหมาย ไม่ใช่เรื่องยืนยัน "จริง" ที่นิยามความหมายของ "มัน" ไม่ได้ด้วยการใช้ภาษา
ความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเ
ความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราจะเปลี่ยนไปไหม จะแลกเปลี่ยนกันได้ด้วยเหตุผลมากขึ้นไหม
ถ้าทุกฝ่ายคิดกันว่า เราต่างกำลังแสวงหา "ความหมาย" ของ "ประชาธิปไตย" ที่ดีกว่า ไม่ใช่กำลังยืนยัน/ปกป้อง "ความจริง" (หนึ่งเดียว?) ของ "ประชาธิปไตยที่แท้จริง" ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร (เรารู้กันเพียงความหมายของประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงรู้มโนทัศน์ (concept) ของประชาธิปไตยซึ่งนิยามขึ้นจากความสัมพันธ์กับมโนทัศน์อื่นๆอีกจำนวนมากตามกฎเกณฑ์และเกมภาษา)
โดยการใช้ภาษาเรามีข้อจำกัดในการรู้ "ความจริง" (ที่อยู่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์การใช้ภาษา...ถ้ามี) แต่เราสามารถรู้ "ความหมาย" และใช้ความหมายเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างหลีกเลี่ยง "กรอบตายตัว" ต่างๆได้ แต่ถ้าเราเชื่ออย่างเอาเป็นเอาตายว่าตนรู้ความจริง เราจะปฏิเสธทุกความหมายที่ไม่เข้าใน "กรอบ" ความจริงที่เรายึด
นักปรัชญาโดยทั่วไปจึงไม่อ้างว่าตนคือ "ผู้รู้" แต่ประกาศตนว่า "ผู้รักการเรียนรู้" เขาจึงสงสัยทุกอย่างแม้แต่ "รู้" คืออะไร
ข้อถกเถียงทางปรัชญาในยุคต่างๆนั้นมันอาจแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่เนื้อหาและประเด็นการถกเถียง แต่ไม่ใช่การยืนยัน "ความจริง" ที่เถียงไม่ได้อีกต่อไป ต่อให้อ้างอิงนักปรัชญามากี่คนกี่ยุคก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะตัดทิ้ง ประเด็นทางปรัชญาที่เก่าแก่ (หรือที่อาจเกิดใหม่ในอนาคต) ทิ้งไปเพราะการอ้างอิงเหล่านั้น
สรุป อ.สมศักดิ์ และ อากาสธาตุ
สรุป
อ.สมศักดิ์ และ อากาสธาตุ ไม่ใช่กำลังยืนยันความจริง
แต่ยืนยันทฤษฎีที่ตนยึดถือ
ซึ่งหมายถึงยืนยัน "ความหมาย" ตามทฤษฏี
สรุปอีก
ประโยคว่า "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" ไม่ใช่ภาษายืนยันความจริงของตัวมันเอง
แต่ยันยันความหมายหนึ่งของตัวมันเอง (ที่เป็นไปได้)
เพราะยังมีความหมายอื่นที่ภาษาพูดถึงตัวมันเองว่า "ฉันสื่อความจริงได้และสื่ออยู่ตลอดเวลาเลยนะจ๊ะ"
ปฏิเสธตัวเอง/ paradax/เหลวใหล/ให้สัจธรรม ฯลฯ ก็เป็นอีกหลายๆความหมายที่ภาษาพูดถึงตัวมันเอง
เรารู้ว่า
เรารู้ว่า ภาษามันทำอะไรๆได้ทั้งหมดนั้นเป็นความจริงไหม? หรือเป็นการรู้ความจริงไหม?
เป็น! อาจถือกันว่าเป็นการรู้ความจริงตามทฤษฎีหนึ่ง (correspondence theory) ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงวิธีหนึ่งในการสื่อ "ความหมาย" เกี่ยวกับ "จริง" ไม่ใช่สื่อ "จริง" ตรงๆ/เป๊ะๆออกมาได้อยู่นั่นเอง
Language is a channel of
Language is a channel of communication. It is also an element of surprise when it comes to launching what you want people to do next.
I have one question to the writter of this article:
what do you expect the readers to respond after reading through those lines,expand more ideas, understand,believe, survey the knowledge or just checking the comment of one another?
I knew,it is easier said than done. Keep reading,drafting,rewriting, re-presenting and rechecking your peer editing with new updating styles of your own
Don't give up easily.
ถ้าตาม ตรรกะของบทความนี้
ถ้าตาม ตรรกะของบทความนี้ และของผู้เขียน ข้อความต่อไปนี้ ต้อง (ย้ำคำว่า ต้อง ไม่ใช่ ความจริง (เพราะภาษาสื่อความจริงไม่ได้ ที่สื่อมานี้ ไม่ใช่ความจริง)
"อ.สมศักดิ์ และ อากาสธาตุ ไม่ใช่กำลังยืนยันความจริง แต่ยืนยันทฤษฎีที่ตนยึดถือ"
[= ไม่เป็นความจริงที่ "อ.สมศักดิ์ และ ....ที่ตนยึดถือ]
"ภาษาของอำนาจ" มักพูดถึงตัวเองว่า "ดำรงจุดยืน" แต่มักพูดถึงคนอื่นว่า "ดันทุรัง"
[= ไม่เป็นความจริง ที "ภาษาของอำนาจ มักพูดถึงตัวเองว่า ..... คนอื่นว่า ดันทุรัง"]
"เรารู้กันเพียงความหมายของประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงรู้มโนทัศน์ (concept) ของประชาธิปไตย"
[= ไม่เป็นความจริงว่า เรารู้กันเพียงความหมายของประชาธิปไตย ซี่งหมายถึงรู้มโนทัศน์ของประชาธิปไตย]
อันที่จริง ทุกๆตัวอักษร ทุกๆสิ่งที่ผู้เขียน เขียนมา ล้วนต้องไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น (ตามข้อเสนอของผู้เขียนทีว่า สื่อความจริงไม่ได้)
สรุปคือ ผู้เขียน is wasting his time and others'
ซตพ.
(ปล.ที่ผมเขียนสรุปเช่นนี้เป็นความจริงตามที่ผมมองทั้งสิ้น แต่ส่วนที่ผู้เขียน เขียนมาหลายสิบบันทัดข้างต้น ล้วนไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น ขอเตือ่นผู้อ่านว่า ถ้าบังเอิญมาอ่านบรรทัดนี้ก่อน ก็ไม่ต้องเสียเวลาย้อนอ่านขึ้นไปถึงสิ่งที่ผู้เขียน เขียนเลยแม้แต่บรรทัดเดียว เพราะผู้เขียนเสนอเองว่า ไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น สิ่งที่เขียนมา
ถ้าตาม ตรรกะของบทความนี้
ถ้าตาม ตรรกะของบทความนี้ และของผู้เขียน ข้อความต่อไปนี้ ต้อง (ย้ำคำว่า ต้อง) ไม่ใช่ ความจริง (เพราะภาษาสื่อความจริงไม่ได้ ที่สื่อมานี้ ไม่ใช่ความจริง)
"อ.สมศักดิ์ และ อากาสธาตุ ไม่ใช่กำลังยืนยันความจริง แต่ยืนยันทฤษฎีที่ตนยึดถือ"
[= ไม่เป็นความจริงที่ "อ.สมศักดิ์ และ ....ที่ตนยึดถือ]
"ภาษาของอำนาจ" มักพูดถึงตัวเองว่า "ดำรงจุดยืน" แต่มักพูดถึงคนอื่นว่า "ดันทุรัง"
[= ไม่เป็นความจริง ที "ภาษาของอำนาจ มักพูดถึงตัวเองว่า ..... คนอื่นว่า ดันทุรัง"]
"เรารู้กันเพียงความหมายของประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงรู้มโนทัศน์ (concept) ของประชาธิปไตย"
[= ไม่เป็นความจริงว่า เรารู้กันเพียงความหมายของประชาธิปไตย ซี่งหมายถึงรู้มโนทัศน์ของประชาธิปไตย]
อันที่จริง ทุกๆตัวอักษร ทุกๆสิ่งที่ผู้เขียน เขียนมา ล้วนต้องไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น (ตามข้อเสนอของผู้เขียนทีว่า สื่อความจริงไม่ได้)
สรุปคือ ผู้เขียน is wasting his time and others'
ซตพ.
(ปล.ที่ผมเขียนสรุปเช่นนี้เป็นความจริงตามที่ผมมองทั้งสิ้น แต่ส่วนที่ผู้เขียน เขียนมาหลายสิบบันทัดข้างต้น ล้วนไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น ขอเตือ่นผู้อ่านว่า ถ้าบังเอิญมาอ่านบรรทัดนี้ก่อน ก็ไม่ต้องเสียเวลาย้อนอ่านขึ้นไปถึงสิ่งที่ผู้เขียน เขียนเลยแม้แต่บรรทัดเดียว เพราะผู้เขียนเสนอเองว่า ไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น สิ่งที่เขียนมา
ถ้าตาม ตรรกะของบทความนี้
ถ้าตาม ตรรกะของบทความนี้ และของผู้เขียน ข้อความต่อไปนี้ ต้อง (ย้ำคำว่า ต้อง) ไม่ใช่ ความจริง (เพราะภาษาสื่อความจริงไม่ได้ ที่เขากำลังสื่ออยู่นี้ ไม่ใช่ความจริง)
"อ.สมศักดิ์ และ อากาสธาตุ ไม่ใช่กำลังยืนยันความจริง แต่ยืนยันทฤษฎีที่ตนยึดถือ"
[= ไม่เป็นความจริงที่ "อ.สมศักดิ์ และ ....ที่ตนยึดถือ]
"ภาษาของอำนาจ" มักพูดถึงตัวเองว่า "ดำรงจุดยืน" แต่มักพูดถึงคนอื่นว่า "ดันทุรัง"
[= ไม่เป็นความจริง ที "ภาษาของอำนาจ มักพูดถึงตัวเองว่า ..... คนอื่นว่า ดันทุรัง"]
"เรารู้กันเพียงความหมายของประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงรู้มโนทัศน์ (concept) ของประชาธิปไตย"
[= ไม่เป็นความจริงว่า เรารู้กันเพียงความหมายของประชาธิปไตย ซี่งหมายถึงรู้มโนทัศน์ของประชาธิปไตย]
อันที่จริง ทุกๆตัวอักษร ทุกๆสิ่งที่ผู้เขียน เขียนมา ล้วนต้องไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น (ตามข้อเสนอของผู้เขียนทีว่า สื่อความจริงไม่ได้)
สรุปคือ ผู้เขียน is wasting his time and others'
ซตพ.
(ปล.ที่ผมเขียนสรุปเช่นนี้เป็นความจริงตามที่ผมมองทั้งสิ้น แต่ส่วนที่ผู้เขียน เขียนมาหลายสิบบันทัดข้างต้น ล้วนไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น ขอเตือ่นผู้อ่านว่า ถ้าบังเอิญมาอ่านบรรทัดนี้ก่อน ก็ไม่ต้องเสียเวลาย้อนอ่านขึ้นไปถึงสิ่งที่ผู้เขียน เขียนเลยแม้แต่บรรทัดเดียว เพราะผู้เขียนเสนอเองว่า ไม่ใช่ความจริงทั้งสิ้น สิ่งที่เขียนมา
ปล. อีกนิด ที่ "อากาศธาตุ"
ปล. อีกนิด ที่ "อากาศธาตุ" กล่าวหาผมว่า ผมอ้างเรื่อง "ดำรงจุดยืน" แต่กล่าวหาเขาวา "ดันทุรัง" นั้น
["ภาษาของอำนาจ" มักพูดถึงตัวเองว่า "ดำรงจุดยืน" แต่มักพูดถึงคนอื่นว่า "ดันทุรัง"]
ไม่เพียงไม่ใช่ ความจริง ตามตรรกะของเขา ที่ว่า การสื่อความจริงเป็นไปไม่ได้เท่านั้น
ยังเป็นการโกหกโต้งๆเลย
เพราะผมไม่เคยเขียนข้างบนนี้เรื่อง "จุดยืน" หรือ "ดำรงจุดยืน" แต่อย่างใด
ที่พูดข้างบนนี้ไม่เคยพูดถึงตัวเองว่า "ดำรงจุดยืน" เลย
(นอกจากในทีนี้ จะไม่ได้เขียนแล้ว ในชีวิตหลายสิบปีหลังก็ใช้น้อยมาก เพราะเกลียดคำว่า "จุดยืน")
needless to say ที่ผมเขียนมาข้างต้นนี้ เป็นความจริงทุกประการ
ต้องขออภัยผู้อ่าน และ wm
ต้องขออภัยผู้อ่าน และ wm อย่างสูง
ข้อความข้างบน ที่ขึ้นต้นว่า
"ถ้าตามตรรกะของบทความนี้..."
ปรากฏออกมา 3 ครั้งซ้ำกัน
เพราะผมมีปัญหาเรื่องระบบ ไม่ขึ้นอยู่นาน ผมเลยเผลอไปกดซ้ำ
ถ้าลบได้ กรุณาช่วยลบ 2 ข้อความแรกที่ซ้ำออก (ข้อความหลังสุด มีความแตกต่างเรื่องแก้ไขคำเล็กน้อย)
ขอบคุณครับ และขออภัยอีกครั้ง
"needless to say
"needless to say ที่ผมเขียนมาข้างต้นนี้ เป็นความจริงทุกประการ"
ถูกต้องครับ จริง มันจริงตามทฤษฏี correspondene theory ซึ่งก็เป็นการให้ความหมายหนึ่งเกี่ยวกับ "ความจริง"
ถ้าจะบอกว่าภาษามันสื่อความจริงก็คือ "มันสื่อความจริงตามความหมายของความจริงแบบหนึ่ง หรือตามบางความหมายของความจริงที่ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์และเกมภาษาแบบหนึ่งๆ" แต่ภาษามันไม่สามารสื่อ @!!% อะไรก็ไม่รู้ที่อยู่นอกโลกของภาษาได้
ข้อยืนยันของผมหากจะจริงก็จริงตาม "ความหมาย" ของ "จริง" ตามทฤษฏี correspondene theory นี่แหละ (และหากจะเท็จก็เท็จตามทฤษฎีนี่แหละ)
"ฉันบอกว่าตัวฉันไม่มี" (ภาษาแบบ "ปฏินัย" แบบนี่ใช้กันมาเป็นพันๆปี)
ต้องกราบขออภัยเรื่อง "จุดยืน"
ต้องกราบขออภัยเรื่อง "จุดยืน" กับ "ดันทุรัง"
นี่มันเป็นการตีความหรือให้ความหมายโดยไม่รู้ว่า "fact" จริงๆมันคืออะไรแท้ๆเลย!
ก็เหมือนกับที่อาจารย์ให้ความหมายเกี่ยวกับอะไรๆที่ผมเขียนมานั่นแหละครับ ตัวผมก็ยังรู้สึกว่า "fact" จริงๆของเจตจำนงของผมต่างจากที่อาจารย์ให้ความหมาย
"ภาษาของอำนาจ"
"ภาษาของอำนาจ" มักพูดถึงตัวเองว่า "ดำรงจุดยืน"
แต่มักพูดถึงคนอื่นว่า "ดันทุรัง"
ถ้าเอา "เฉพาะที่เขียน" ผมก็ไม่ได้ระบุ "เจ้าของ" ภาษาของอำนาจเหมือนกันนะครับ เหมือนที่อาจารย์ก็ไม่ได้ระบุ "ดำรงจุดยืน" ในที่เขียนมา (แต่ระบุว่าผู้ขียนบทความ "ดันทุรัง")
ถ้าอาจารย์ตีความได้ว่าผมโกหกโต้งๆ ผมก็ "อาจ" (หมายถึงเป็นไปได้) ตีความว่า อาจารย์คือ "เจ้าของ" ภาษาของอำนาจเช่นกัน
ก็เราใช้เหตุผลกันคนละชุดบนพื้นฐานของทฤษฎีคนละทฤษฎี หรือใช้ arguments บนจุดยืนกันคนละทฤษฎีไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับ "ดันทุรัง" หรือข้ออ้างที่ว่าใครรุู้น้อยรู้มาก ศึกษามาน้อย ศึกษามามาก
เห็นไหมครับ! อาเข้าจริงๆเมื่อเราใช้ภาษามันก็เป็นเรื่องของการตีความ ให้ความหมาย สื่อความหมาย...ภาษามันช่างไม่สื่อความจริง (เช่น "ความจริงตามเจตจำนงของผู้สื่อ") ออกมาให้ใครๆเห็นจะจะตรงกับที่ผู้ใช้ภาษาเข้าใจ/ต้องการเอาซะเลย... "จริง" มันคืออะไร?!
"เห็นไหมครับ!
"เห็นไหมครับ! อาเข้าจริงๆเมื่อเราใช้ภาษามันก็เป็นเรื่องของการตีความ "
ไม่เห็น
เพราะตามตรรกะของคุณ ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง (ไม่สามารถสื่อความจริงได้ว่า "ภาษามันเป็นเรื่องของการตีความ"
ที่คุณดันทุรัง คือ ถ้าใครที่ศึกษาด้านปรัชญามามากพอ ก็ควรรู้ว่า ที่เขียนๆมานี้ มันมั่ว รู้ไม่ลึกพอ แม้แต่การอ้าง correspondence theory ก็ไม่รุ้จริง อ้างมาอย่างนั้นเอง
คำขวัญ ของพวกรู้อย่างผิวเผินที่วา "ภาษาเป็นเรื่องของการตีความ" ก้เหมือนกัน
ต่อให้สมมุติ (ย้ำสมมติ) ว่ามีความหมายตื้นๆอย่างที่คุณพูดมา ก็ไม่ได้แปลว่า การตีความจะสื่อความจริงไม่ได้ ใครว่า การตีความ = สื่อความจริงไม่ได้
กลับไปอ่านตอนต้นสุดของ rep นี้ผมใหม่ คือ ถ้า "การตีความ" = สื่อความจริงไม่ได้
สรุปคือ ที่เขีนยว่า
"ภาษาเป็นเรื่องของการตีความ" ก็ ไม่เป็นความจริง นั่นเอง
กลับไปศึกษาให้มากกว่านี้เถอะ โดยเฉพาะ อ่านหนังสือฝรั่งเยอะๆ อย่าเอาแต่อ่านภาษาไทยอย่างผิวเผิน
แล้วไอ้ความจริงที่อาจารย์ว่าภ
แล้วไอ้ความจริงที่อาจารย์ว่าภาษาสื่อได้ที่ไม่ใช่ "ความหมาย" ของ "จริง" ตาม corespondene theory (เป็นต้น) น่ะมันคืออะไรครับ เพราะ arguments ยืนยันว่าภาษาสื่อความจริงตามที่อาจารย์แถลงมาทั้งหมดนั้น ก็คือ arguments ที่ยืนยันความจริงตามความหมายของ corespondene theory ทั้งนั้นเลย
จริง (ตามข้องตกลง) ในภาษา กับ จริงนอกโลกของภาษา ช่วยแยกแยะให้เห็นหน่อยไก้ไหมครับ ที่ว่าศึกษามามากน่ะ
ผมเขียนไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่าถ้าภาษามันสื่อ "จริง" ก็คือ "จริง" ในโลกของภาษา ซึ่งก็คือสื่อความหมาย เพราะความหมายที่จริงที่เท็จ มันก็ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายหรือนิยาม "จริง" "เท็จ" อีกทีหนึ่งตามทฤษฎีต่างๆ
อันที่จริงอย่าว่าแต่การถ่ายทอด โลกตามความเป็นจริงหรือตามที่มันเป็นผ่านภาษาเลยนะครับ แม้แต่การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของเราตรงๆก็เป็นประเด็นเก่าแก่ในทางปรัชญาว่า โลกตามที่เรารับรู้กับโลกตามที่มันเป็นจริงมันใช่อันเดียวกันหรือไม่ (ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็บอกว่ามันไม่น่าจะใช่อย่างเดียวกัน)
ผมไม่รู้ว่าเรากำลังเถียงกันคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่า ประเด็นของผมมันเชื่อมโยงญาณวิทยากับอภิปรัชญาด้วยในเรื่องการรู้ "ความจริง" กับ "สิ่งที่มีอยู่จริง"
การยืนยันคนละทฤษฎีมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร (จิตนิยม สสารนิยมเถียงกันมาเป็นพันๆปีใครแพ้ใครชนะ) สำคัญอยู่ที่ต้องใช้เหตุผล อย่าปรามาสคนอื่นง่ายๆ (ทำได้ครับเพราะไม่มีใครเป็นเทวดา แต่พอโดนสวนกลับนิดๆหน่อยๆอย่าเร่าร้อนจนเกินงาม) โสเครตีส อดทนในการใช้เหตุผลกับเพื่อนมนุษย์ เขาจึงเป็นคนมีค่าพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบเพื่อนมนุษย์
ปล.
ปล. ผมเห็นว่าดีถ้าจะมีนักวิชาการเอาจริงเอาจังกับการตรวจสอบนักวิชาการด้วยกันเอง (ซึ่งผมเองก็ไม่ได้สนใจว่าตัวเองเป็นนักวิชาการหรือไม่) แต่ถ้าเขาเห็นต่าง มองต่าง เพราะความเข้าใจแตกต่างกันแม้จะศึกษาเรื่องเดียวกันมา เราน่าจะเคารพความต่างนี้ด้วยถ้าเป็นนักประชาธิปไตยจริง
ตัวเอง..... เก็บแรงไว้เป่าCak
ตัวเอง.....
เก็บแรงไว้เป่าCake บ้างนะ..
เพื่อนๆเป็นห่วง
ตัวเอง..... เก็บแรงไว้เป่าCak
ตัวเอง.....
เก็บแรงไว้เป่าCake บ้างนะ..
เพื่อนๆเป็นห่วง
Kannika
Kannika Rachaprarop
ขอบคุณตัวเองที่เป็นห่วง (ถึงแช่งก็ยังขอบคุณอยู่ดี)
และขออภัยที่ไม่ได้ตอบคำถามตัวเอง
เพราะแค่เล่นกับ อ.สมศักดิ์ (เอ่อ...ถูก อ.สมศักดิ์เล่น)
ก็แทบจะไม่เหลือแรงเป่า "ลูกโป่ง" อยู่แล้ว!
ขอต่ออีกนิด
ขอต่ออีกนิด ยังพอมีแรง
ขอถามหน่อยครับ "2+2=4" มัน nesessary trut เพราะอะไร ? เพราะ fact นอกโลกภาษากำหนดให้มันต้องจริง หรือว่าเพราะข้อตกลง/กฎเกณฑ์การใช้ภาษากำหนดให้มันต้องจริง?
ถ้าเป็นอย่างแรกอธิบายได้ไหมว่าไอ้ที่อยู่นอกโลกของภาษามันคืออะไร และมันมากำหนดจริง/เท็จในโลกของภาษาได้อย่างไร
ถ้าเป็นอย่างหลังเราอธิบายได้ใช่ไหมว่า จริง/เท็จเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นโดยการใช้ภาษา การใช้ภาษาก็คือการนิยาม ให้ความหมาย แม้กระทั่งให้ความหมายว่าอย่างไรคือจริงอย่างไรคือเท็จ ที่ว่าสื่อความจริงก็คือสื่อความจริงตามนิยามความหมายบางอย่างของความจริง ไม่ได้สื่อความจริงที่อยู่นอกโลกของภาษา
ดังนั้น มันไม่ง่ายที่จะตัดสินว่าคนอย่างชัยรัตน์ ถึงธงชัยศึกษามาไม่ลึก อ้างเก่าเป็นพันๆปีก็ได้ เช่น พุทธปรัชญา ก็แยกภาษาเป็นสมมติภาษา (สมมุติกถา) ปรมัตถภาษา (ปรมัตถกถา) อย่างแรกสื่อความจริงตามข้อตกลงในการใช้ภาษา เช่น"2+2=4" (ซึ่งเป็นเรื่องของการให้ความหมายว่าอย่างนี้คือจริง /โชว์ "จริง" ในโลกของภาษา) อย่างหลังเป็นภาษาที่ให้ความหมายเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่นอกโลกของภาษา แต่เพียงแค่อาศัยความเข้าใจตามความหมายของภาษาไม่อาจเข้าถึง "สิ่ง" นั้นได้ (ถ้าเช่นนั้นคนอ่านความหมายของนิพพานเข้าใจก็บรรลุนิพพานกันหมด/ภาษาไม่สามารถโชว์นิพพาน) ดังนั้นถึงที่สุดแล้วภาษาให้ได้เพียงความหมาย (เช่น นิพพาน เป็น "นิรวจนีย์" เข้าถึงไม่ได้ด้วยเพียงอาศัยคำอธิบาย)
อย่าหาว่าอ้างไปถึงนิพพานเลย เพียงแค่อยากพูดด้วยความอ่อนแรงว่าเรื่องแบบนี้เป็นประเด็นทางปรัชญามาเป็นพันๆปี ไอ้รู้ลึกไม่ลึกนี่แล้วแต่จะเอาอะไรมาวัด และบางทีภูมิปัญญาของคนไทยที่ฉลาดๆกว่าฝรั่งก็มีเพียงแต่คนไทยมักไม่นับถือกันเองต่างหาก (เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเรา เป็นต้น)
ต่ออีกหน่อย มันมีความจริงที่ไ
ต่ออีกหน่อย
มันมีความจริงที่ไม่ขึ้นกับการให้ความหมายไหม? เราต้องรู้ความหมายก่อนจึงรู้ความจริงใช่ไหม? (แม้แต่ต้องรู้ความหมายว่าจริงคืออะไร)
แต่มันมีความหมายมากมายมหาศาล อภิมหาศาลที่ไม่ขึ้นกับจริง/เท็จ
ปัญหาของคนที่คิดว่าตนเองศึกษามามากกว่าคนอื่นคือ ใช้ความจำมาก ใช้ความคิดน้อย เผินๆหรือคิดแบบสามัญสำนึกก็คือภาษาสื่อความจริงแหงๆ แต่ถ้าคิดหลายชั้นหน่อยภาษามันสื่อความหมาย ความจริงจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีความหมาย แต่ความหมายมีได้แม้ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดจริง/เท็จ ลองเล่านิทานสื่อ "ความหมาย" ก็ได้ เช่น
หมาป่า "แกต้องขอโทษ"
ลูกแกะ "ฉันทำผิดอะไร?"
หมาป่า "แกมองว่าฟ้าสูง"
ลูกแกะ "มันผิดยังไง"
หมาป่า "ผิดที่แกไม่มองว่าฟ้าต่ำเหมือนฉันมอง!"
"เพียงแค่อยากพูดด้วยความอ่อนแ
"เพียงแค่อยากพูดด้วยความอ่อนแรงว่าเรื่องแบบนี้เป็นประเด็นทางปรัชญามาเป็นพันๆปี "
"เรื่องแบบนี้ เป็นประเด็นทางปรัชญามาเป็นพันๆปี"
เอ๊ะ ตามตรรกะของคุณเอง พูดแบบนี้ไม่ได้นะ? นับ "เป็นพันๆปี" นี่ก็นับไม่ได้นะ เพราะ "เป็นพันๆปี" นี่ไมใช่ เรื่องของเฉพาะภายใน "ภาษา" แน่ๆ
"เรื่องแบบนี้" คือ การถกเถียงของนักปรัชญา (ต่อให้เป็นการเถียงในเรื่องภาษา) ก็ไมใช่เรื่องภาษาเช่นกัน
คุณรุ้ได้ยังไงว่า มี "ความจริง" เรื่อง มีนักปรัชญาเถียงกันเรื่องภาษา?? ฮาๆๆๆ
เห็นหรือยังว่า ส่งทีง่ายๆ แต่คุณดันทุรัง เพราะศึกษามาไม่พอเอง คือ การที่พอ เท่าที่ศึกษามา บอกว่า ภาษามัน self-referential แล้วก็ "เอาวะ อะไรที่ไมใช่ความจริงของภาษา นี่ ภาษาสื่อไม่ได้"
(อันที่จริง ก่อนอืนที่สุด ถ้าภาษา มัน self-referentail อย่าว่าแต่พูดอย่างนี้เลย แม้แต่พูดว่า มี "โลกภายนอกภาษา" ก็เป็น การขัดแย้งในตัวเอง แต่เอา ข้าม "รูโหว่" เรื่องนี้ เหมือนรูโหว่ เรืองอืนๆ ของคุณไปก่อน)
จะเห็นว่า ในทางปฏิบัติ สิ่งที่คุณพูดมา มัน ไม่ใช่ พูดถึง "ความจริง" ของ "ภายใน" (whaterver that means) ของ "ภาษา" เท่านั้น
ลองกลับไปอ่านดูประโยคที่ยกมาตอนต้นนี้ใหม่ เรื่องทีว่า "นักปรัชญาเถียงกันมาเป็นพันๆปี" ตัวที่เนื้อหากำลังพาดพิงถึง มันใช่เรื่องภายในภาษาเองที่ไหน มันเรื่องของ"โลกภายนอก" ใช่ไหม คือมีคน ที่เถียงกัน มี"เวลา" ที่เป็นพันๆปี...
ยกตัวอย่างของการรู้น้อย แต่ดันทุรังนะ ไอเดีย ที่แบ่ง Truth theory เป็น corespondence กับ coherence น่ะ เป็น ไอเดียใหม่ครับ (ของ Bread) และอยู่ใน tradition ของ ท่เรียกวา analytic แน่นอน การพูดถึง truth ในลักษณะคล้ายกัน ใน tradition อื่น ในบริบทของประวัติศาสตร์ปรัชญาอื่น (เช่น ประเด็น ทีเถียงกันใน German Idealism tradition เรื่อง object-suject indentity and non-identity เป็นต้น) ดังนั้น พอคุณไม่รุ้พอ เห็ฯใครพูดอะไร ที่คล้ายกับเรื่องที่ตัวเองรู้ ก็ตะโกนว่า "เห็นไหมๆ มัน correspondence theory ชัดๆๆ
ก่อนหน้านี้ ที่อุตส่าห์ยกตัวอย่างเรื่อง mediated reality คุณก็ไม่เข้าใจ
หรือก่อนหน้านี้ ที่ยกตัวอย่าง เรือ่ง โลกเป็นดวงที่สามรอบอาทิตย์ มีรูปร่างกลม ฯลฯ ฯลฯ ไปจนถึง เรื่องที่คุณเพิ่งมาเปิดคอมฯ login แล้ว ดูหน้าจออยู่นี้ ซึ่งล้วนแต่ใช้"ภาษา" ที่"พาดพิง" ไปถึง "โลกภายนอก" ทั้งนั้น
(แม้แต่ เรื่องว่า "มีคอมฯตั้งอยู่บนโต๊ะ ณ จุดหนึ่ง ในห้องทำงาน หรือห้องนอนของคุณ ที่คุณรุ้วา ถ้าเดินไปแล้วจะเจอ ต้องกดปุ่มนี้ เปิดได้ (อย่างที่บอกว่า นี่เอาไอเดียมาจาก Heidegger) คุณก็ตอบไม่ได้ และหลีกเล่ยงที่จะตอบ
คนยุคหลังนี้ แม้แต่คนในแวดวง"ปรัชญา"เอง ศึกษาน้อย โดยเฉพาะศึกษาที่เป็นประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปจริงๆ ของการ debate ทางปรัชญาน้อย แหม พอมีไอเดียเรือง self-referentiality ของภาษา ใหม่ มาบวกๆกับ ไอเดีย เชิง skepticism ยุคหลัง 70 มา ก็เลยบอกว่า "นี่นะ ไม่มี "ความจริง"
สุดท้ายเลยนะ อันที่จริง เคยเขียนไปแล้ว แต่คุณไม่ get เอง เพราะรู้ไม่พอ (คือพูดจริงๆ คนที่รู้ไม่พอ ไม่ว่า จะอธิบายยังไง ก็ไม่มีทางรู้ และที่สำคัญ ถ้าดื้อดันทุรัง แบบ dogmatism ว่า อะไรที่ฉันเคยอ่านมา ต้องใช่แน่ - สิ่งที่คุณจับมาปนๆกัน ไม่ใช่คุณคิดเองแน่นอน - อย่างนี้ ก็ยิ่งไม่มีทางรู้ได้ใหญ่)
คือ ประเด็นทีว่า ต่อให้ มีลักษณะ self-refenrentiality ของ ภาษา ก็ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีความจริงของโลกภายนอก" ครับ
นี่ประเด็นใหญ่เลย (กลับไปดูตัวอย่างที่ยกเรื่อง คุณเปิดคอมฯ)
มันเพียงแต่ บอกว่า "ความจริงของโลกภายนอก เป็น mediated "
(อีกประเด็นที่เป็น assumption ที่ผิดอีก คือ assumption ทีว่า มีสิ่งที่เรียกว่า "ความจริงภายใน" กับ "ความจริงภายนอก" ภาษา เพราะมันผิดกับตรรกะที่ตัวเองใช้เอง)
นี่ถ้า "ภาษาสื่อความจริงภายนอกไม่ได้นะ" อย่าว่าแต่ทีเขียนๆกันนี้ แค่เปิดคอมฯ ปิดคอมฯ คุณจะทำยังไงไม่ทราบ?
แค่เดินให้ถูกจากที่นอน มาที่โต๊ะคอมฯ จะทำอย่างไรไม่ทราบ? แค่ เดี๋ยวจะเดินออกจากบ้าน ต้องเข้าส้วม แต่งตัว คุณจะทำอย่างไรไม่ทราบ?
เห็นไหม พูดอะไรมาไม่ใช้ความคิดเลย
และนั่นเป็นความจริงแน่นอน
"ผมเขียนไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า
"ผมเขียนไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า...."
คุณรู้ได้ยังไงนะ เวลาเขียนประโยคนี้ ในเมื่อ ภาษาสือ่ความจริงที่ไม่เกี่ยวกับภาษาเองไม่ได้น่ะ? การเขียน คือกิจกรรมที่คุณลงมือนั่งจิ้มแท่นพิมพ์ หลายครั้ง คือ มีการนับได้ว่า มีการจิ้มแท่นพิมพ์ในข้อความคล้ายๆกัน มากกว่า 1 ("หลายคร้ง")
ตามตรรกะของคุณ คุณเขียนออกมาแบบนี้ไม่ได้นะ
คุณต้องไม่รู้สิ ว่า คุณได้ "เขียนไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า..."
ที่จริง คุณต้องไม่รู้วา เช้านี้ คุณมีชีวิตอยู่หรือเปล่าด้วยซ้ำ เพราะการมีชีวิตอยู่ ยังหายใจ ยังมีประสาทสัมผัส นี่ไม่ใช่เรืองเฉพาะความหมายของภาษาเอง ที่ไม่เกี่ยวกับโลกสักหน่อย
mediated น่ะใช่
"สื่อความจริง" ไม่ได้น่ะ ไม่ใช่
ถ้าไม่ได้ ก็เลิกเขียนบทความบอกคนอื่น อย่างโน้นอย่งนี้ (รวมท้งบอกว่า "สื่อความจริงไม่ได้")
self-defeating หรือ performative contradiction เป็นยังไง น่าจะพอมีหนังสือปรัชญาพูดถึงเยอะนะ
คุณน่ะ เอาโน่นเอานี้ ไปปะปนกันมัวไปหมด set up สิ่งที่เป็น dichotomy มั่วไปหมด (เช่น "ความหมาย" กับ "ความจริง" เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ)
1. คือ ประเด็นทีว่า ต่อให้
1. คือ ประเด็นทีว่า ต่อให้ มีลักษณะ self-refenrentiality ของ ภาษา ก็ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีความจริงของโลกภายนอก" ครับ ....ผมไม่เคยเขียนว่าไม่มีความจริงของโลกภายนอก เพียงแต่บอกว่าภาษาสื่อความจริงของโลกภายนอกไม่ได้
1. เรื่องความหมายกับความจริง มันเป็นอนุบาลของวงการศึกษาปรัชญา เมื่อพูดถึงความจริงเราเริ่มจาก "ข้อความที่มีความหมายจึงมี truth-value" ถ้าไม่รู้ความหมายก่อนจะตัดสิน "จริง" ได้อย่างไร (และแม้แต่ "จริง" ก็ยังต้องตกลงกันก่อนว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร "จริง" ที่เรารู้กันได้หรือสื่อสารกันได้จึงเป็น "จริง" ที่เราสร้างขึ้นโดยการใช้ภาษา ไม่มีภาษาไม่มีการให้ความหมาย ไม่มีจริงมีเท็จที่สื่อสารกันรู้เรื่อง)
2. ผมลุกจากเตียงนอน เดินมาโต๊ะคอม พิมพ์คอมเม้นท์ เคาะแท่นพิมพ์ มันเป็นกิจกรรมที่ขณะก่อนจะทำ/กำลังทำผมไม่ต้องตัดสินจริงเท็จ (คงไม่มีใครตั้งคำถามก่อนว่า มันจริงหรือเปล่าที่เราจะ...เดิน นั่ง นอน ฯลฯ) แต่สมมติ (ย้ำสมมติ)ว่าเราจะต้องตัดสินว่ามันจริงไหมไอ้กิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เราทำๆเนี่ย เราก็ย่อมตัดสินมันได้โดยการรู้ความหมายตามกฎเกณฑ์การใช้ภาษาอยู่ดี (เช่นความหมายของ เตียง/นอน/ลุก/เดิน/นั่ง/เคาะ/คอม ฯลฯ)
ถ้าใช้ภาษาเรียกชื่อมันไม่ได้ ให้ความหมายมันไม่ได้ ก็ตัดสินจริงเท็จไม่ได้อยู่ดี ถ้าในจักรวาลนี้ไม่มีการใช้ภาษาให้ความหมาย....จะมีสิ่งที่เรียกว่าจริงเท็จไหม (ยำอีกครั้ง) ไม่ได้ปฏิเสธนะว่า.....จะไม่มีอยู่ถ้าไม่มีภาษา มันมีแต่มันไม่ถูกให้ความหมายและดังนั้นมันจึงไม่มีจริงเท็จตามข้อตกลงทางภาษา (เช่น 2+2= 4 เป็น neessary truth ได้อย่างไรที่ผมยกมาซึ่งอาจารย์ก็ไม่ได้ตอบเหมือนกัน...ไม่ได้บอกว่าตอบไม่ได้นะครับ เพราะกลัวไม่สื่อ "จริง")
3. ถ้าไม่ถูกฝรั่งหลอก "ไอ้เรื่องแบบนี้" ในปรัชญาพุทธก็มีตามที่ยกมาแล้ว ที่ชัดที่สุดคือ "เต๋า" บอกด้วยภาษาไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่สมมุติชื่อเต๋าพลางๆก่อน...เพื่อให้สื่อสารเข้าใจกันได้ แต่พึงตระหนักว่ายิ่งพายายามอธิบาย "เต๋า" ด้วยภาษามากเท่าใดก็ยิ่งห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่า "เต๋า"
สรุป ถ้าจะสรุปว่าที่ผมว่ามาทั้งหมดนี้คือการยืนยันความจริง ก็บอกแล้วไงครับว่าใช่ แต่เป็นความจริงในโลกของภาษาหรือเป็นความจริงตามกฎเกณฑ์การใช้ภาษา
self-defeating หรือ
self-defeating หรือ performative contradiction เป็นยังไง น่าจะพอมีหนังสือปรัชญาพูดถึงเยอะนะ
ไอ้ที่ยกมานี่มัน "เขี่ย" ประเด็น "ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการใช้ภาษา" ให้ "ตก" จากการเป็น "ประเด็นปัญหาทางปรัชญา" ตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นคนบอก ฮาๆฮาๆ บ้าง ( "ผม/คลาย/เครียด"...นี่ก็จริง เอ๊ย! นี่ก็ข้อความที่มีความหมายหนึ่งที่มี truth-value ได้)
ต่อเล็กน้อย เวลาที่เราพูดว่า
ต่อเล็กน้อย
เวลาที่เราพูดว่า "รู้"...ความจริง
"รู้" ได้อย่างไร ถ้า-ไม่-รู้-ผ่าน-การ-ใช้-ภา-ษา
และจะตัดสิน "จริง" ได้อย่างไร หากไม่รู้ "ความหมาย"
เถียงกันห้าหกวันแล้วนะตัวเอง
เถียงกันห้าหกวันแล้วนะตัวเอง
ผมตัดสินให้เสมอกันครับ
เพราะผมอ่านทั้คู่จน "มึน" ไปหมดแล้วครับ
สงสัยงานนี้นักมวย "น็อคกรรมการ"
ต่ออีกนิด ถ้าดื้อดันทุรัง แบบ
ต่ออีกนิด
ถ้าดื้อดันทุรัง แบบ dogmatism ว่า อะไรที่ฉันเคยอ่านมา ต้องใช่แน่
"ถ้าดื้อดันทุรัง แบบ dogmatism ว่า อะไรที่ฉันเคยอ่านมา ต้องใช่แน่"
ด้วยความสัตย์จริงที่โต้แย้งมาทั้งหมดนี่ ไม่เคยอ้างว่าตนเองรู้ หรือมีความรู้
แต่ "หนึ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้คือรู้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้" (นี่ก็เอาของเขามาใช้)
เพียงแต่ต้องการยืนยันว่า ประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่ว่า "ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการใช้ภาษา" ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะตีตกไปจากการเป็นประเด็น "ปัญหาทางปรัชญา" ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการอ้าง "ทำนองว่า" รู้มากกว่า อ่านมามากกว่า อาศัย arguments ของทฤษฎีใหม่ๆกว่า ฯลฯ
เมื่อมันยังเป็นประเด็นปัญหาทางปรัชญาอยู่ทำไมจะมาเขียนบอกใครๆไม่ได้
พูดก็พูดเถอะ การโต้เถียงโดยท่วงทำนองพิพากษาว่าฝ่ายหนึ่รู้น้อยกว่า และอ้างว่าตนเองรู้มากกว่า ไม่เป็นที่นิยมกันนักในวงการศึกษาปรัชญา เพราะมันใช้เป็น "ตรรกะ" ไม่ได้เลย ยิ่งไปสรุปว่าผู้ไม่เห็นคล้อยตามตนหรือพยายามแสดงทัศนะต่างจากตนเป็นพวก "ดันทุรัง" นั้น ถือว่าหมดท่าในการใช้เหตุผลแล้ว!
IMV, the writer was just
IMV, the writer was just giving an annotation remark and leave the paraphrasing review to readers.
Khun Somsak has been focusing in les biense'ances ...ความสมสภาพ...which is not the technique used in this article/exposition/expression or his message.
What we read was Diminishing Metaphor, a piece of thought stimulator style,which qualified with three elements...tenor,vehicle and image.
มีคุณสมบัติร่วมในความขัดแย้ง เป็นงานความคิดกับจินตภาพไม่กลมกลืนกัน ใช้ภาษาเป็น Eyed Catching ชวนขบคิด โต้แย้ง แสดงอุปลักษณ์ลวง มี verbal irony และ connotation เป็น co-strategy.
ลองดู Poem บทนี้นะคะ
why am i here?
my knowledge would not fit into theirs.
i found untouched the discussion of the unknown.
why poem? (it looks like an ordinary prose)
coz..it is a beginning rhyme poem.
this type of works are not generally known.
however plz feel free to guide me more... so we can uprooted the languages together til the end of time.
เห็นด้วย อ่านไปอ่านมามึนตรึบเ
เห็นด้วย
อ่านไปอ่านมามึนตรึบเหมือนกัน จนต้องเลิกอ่านแล้ว เพราะยิ่งอ่านยิ่งงง
ประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่ว่า
ประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่ว่า "ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการใช้ภาษา" ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะตีตกไปจากการเป็นประเด็น "ปัญหาทางปรัชญา" ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการอ้าง "ทำนองว่า" รู้มากกว่า อ่านมามากกว่า อาศัย arguments ของทฤษฎีใหม่ๆกว่า ฯลฯ
โปรดสังเกตว่า ที่สรุปมานี้ เป็นการเปลี่ยนประเด็น หรือไม่ตรงประเด็นกับข้อเสนอของบทความนี้ และของ rep อื่นๆ ก่อนหน้านี้
ข้อเสนอของบทความนี้ "ภาษาไม่สามารถสื่อความจริงได้" ไม่ใช่ (อ่ยางที่เพิ่งเขียนนี้ "ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการใช้ภาษา" สองประโยคนี้ มีความหมายไม่ตรงกัน
by the way, พูดถึง ประโยคใหม่นี้ คุณจะทราบได้อย่างไรว่า "ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการใช้ภาษา" นี่ไม่ใช่ความจริง "ภายใน" ของภาษาเสียหน่อย แต่เป็นเรื่องกิจกรรม "สร้าง" (ความจริง) ของมนุษย์
การที่คุณเปลี่ยนประเด็นอยู่ตลอดเวลา สร้าง ขยายประเด็นใหม่ๆออกมาที่ไม่ตรงกับเดิม และไม่เคยยอมตอบ เผชิญประเด็นเดิม (ตกลง คุณมาเปิดคอมฯ เขียนได้อยางไรครับ ในเมื่อ "ภาษาไม่สามารถสื่อความจริง" ได้ คุณบอกตัวเองด้วยภาษาได้อย่างไรว่า นี่คือโต๊ะคอมฯ นี่คือ ปุ่มเปิด นี่คือ browser ฯลฯ ไม่ต้องพูดถึง ความจริง พวกโลกกลม ซึ่งคุณรู้ว่า เป็นความจริง ... เห็นไหม ปัญหาพวกนี้ คุณไม่เคยตอบ แล้วก็จู่ๆ ก็เปลี่ยนประเด็นหรือ เขียนอะไรใหม่ๆ ที่ไม่ตรงกับที่เคยเขียนเดิม
ทั้งหมดนี้สะท้อน ความเป็น "มือใหม่" ที่ยังคิด ไม่ลึก ไม่รอบคอบพอ ยังอ่านไม่พอนั่นแหละ
และนี่เป็นความจริงเหมือนกัน
ขออภัย rep ขออนุญาตโพสต์ซ้ำ
ขออภัย rep ขออนุญาตโพสต์ซ้ำ (ใครอ่าน rep เมื่อกี้ ขอให้อ่านเฉพาะ ย่อหน้าแรกๆ ก็พอ)
เพราะเมื่อกี้ ผมควรใส่เครื่องหมาย "...." สำหรับข้อความในย่อหน้าแรกทั้งหมด หรือ เขียนเพิ่มว่า
คุณเขียนมาว่า ...
"ประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่ว่า "ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการใช้ภาษา" ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะตีตกไปจากการเป็นประเด็น "ปัญหาทางปรัชญา" ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการอ้าง "ทำนองว่า" รู้มากกว่า อ่านมามากกว่า อาศัย arguments ของทฤษฎีใหม่ๆกว่า ฯลฯ"
โปรดสังเกตว่า ที่สรุปมานี้ เป็นการเปลี่ยนประเด็น หรือไม่ตรงประเด็นกับข้อเสนอของบทความนี้ และของ rep อื่นๆ ก่อนหน้านี้
ข้อเสนอของบทความนี้ "ภาษาไม่สามารถสื่อความจริงได้" ไม่ใช่ (อ่ยางที่เพิ่งเขียนนี้ "ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการใช้ภาษา" สองประโยคนี้ มีความหมายไม่ตรงกัน
by the way, พูดถึง ประโยคใหม่นี้ คุณจะทราบได้อย่างไรว่า "ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นผ่านการใช้ภาษา" นี่ไม่ใช่ความจริง "ภายใน" ของภาษาเสียหน่อย แต่เป็นเรื่องกิจกรรม "สร้าง" (ความจริง) ของมนุษย์
การที่คุณเปลี่ยนประเด็นอยู่ตลอดเวลา สร้าง ขยายประเด็นใหม่ๆออกมาที่ไม่ตรงกับเดิม และไม่เคยยอมตอบ เผชิญประเด็นเดิม (ตกลง คุณมาเปิดคอมฯ เขียนได้อยางไรครับ ในเมื่อ "ภาษาไม่สามารถสื่อความจริง" ได้ คุณบอกตัวเองด้วยภาษาได้อย่างไรว่า นี่คือโต๊ะคอมฯ นี่คือ ปุ่มเปิด นี่คือ browser ฯลฯ ไม่ต้องพูดถึง ความจริง พวกโลกกลม ซึ่งคุณรู้ว่า เป็นความจริง ... เห็นไหม ปัญหาพวกนี้ คุณไม่เคยตอบ แล้วก็จู่ๆ ก็เปลี่ยนประเด็นหรือ เขียนอะไรใหม่ๆ ที่ไม่ตรงกับที่เคยเขียนเดิม
ทั้งหมดนี้สะท้อน ความเป็น "มือใหม่" ที่ยังคิด ไม่ลึก ไม่รอบคอบพอ ยังอ่านไม่พอนั่นแหละ
และนี่เป็นความจริงเหมือนกัน
และนี่ก็เช่นกัน
และนี่ก็เช่นกัน ที่เพิ่งเขียนมาว่า
" พูดก็พูดเถอะ การโต้เถียงโดยท่วงทำนองพิพากษาว่าฝ่ายหนึ่รู้น้อยกว่า และอ้างว่าตนเองรู้มากกว่า ไม่เป็นที่นิยมกันนักในวงการศึกษาปรัชญา เพราะมันใช้เป็น "ตรรกะ" ไม่ได้เลย ยิ่งไปสรุปว่าผู้ไม่เห็นคล้อยตามตนหรือพยายามแสดงทัศนะต่างจากตนเป็นพวก "ดันทุรัง" นั้น ถือว่าหมดท่าในการใช้เหตุผลแล้ว! "
ขอถามอีกเช่นกันว่า คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าทั้งหมดที่เพิ่งเขียนมานี้เป็นความจริง It is the case that ... พูดก็พูดเถอะ ... ไม่เป็นที่นิยมกัน ... ถือว่าหมดท่า..."
ถ้า ภาษาสื่อความจริง ไม่ได้ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า นี่เป็นความจริง
รู้ได้อย่างไรว่า it is the case that ...
นี่ไงเขาเรียกว่า รู้ไม่จริง คิดไม่พอ แต่ดันทุรัง
ที่คุณเปลี่ยนประเด็นเรื่อย เขียนอะไรออกมาใหม่ๆ เรื่อย ที่ต่างจากประเด็นเดิม แล้วก็ไม่ยอมตอบคำถามที่ท้าทาย แต่ขณะเดียวกัน ก็ยืนกราน ไม่ยอมรับว่า ที่เคยเขียนมาตั้งแต่บทความมันผิด อย่างนี้ เป็นความจริงนะ ที่จะเรียกว่า ดันทุรัง
(ที่ผมเขียนมายืดยาว อุตส่าห์พยายามตอบ ทั้งที่ คู่เถียงเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย เปลี่ยนที่ตัวเองเขียนไปเรื่อย แล้วก็ไม่ยอมตอบคำถาม อย่างนี้ ยังเรียกว่า ผม "หมดท่า" อีกหรือ? คนที่เปล่ยน แม้กระทั่งประเด็นใหญ่ (ดู rep ก่อน จาก "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" กลายมาเป็น "ความจริงคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยผ่านภาษา" อย่างนี้ต่างหาก ที่เรียกว่า ดันทุรัง
อีกอย่างนะ ที่เพิ่งเขียนมาว่า "โดยผ่านภาษา" นี่ ไม่เฉลียวใจ ที่ผมเขียน ใน rep ข้างบนโน้น มาหลาย rep เรื่อง mediated หรือ ครับ? mediaed/mediation แปลตรงๆคือ "ผ่าน" คือ ต้องมี "สื่อ" มี "ตัวผ่าน" ครับ
นี่ไง ที่ว่า ไม่รู้จริง แต่ดันทุรังน่ะ
ปัญหาน่ะ พยายามบอกแต่แรกแล้วว่า ไม่ใช่เรื่อง "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" สรุปแบบนี้ มันปฏิเสธ ตัวเองแต่ต้น สรุปไม่ได้ เขียนไม่ได้ เท่าที่เขียนในบทความมันโมฆะแต่ต้น
แต่คือ ความจริง ก็ดี โลกภายนอก ก็ดี ภายในก็ดี (ไม่ว่าจะเรียกภายในนี้ว่า อะไร ในศตวรรษที่ 19 เรียกว่า ไอเดีย ศตวรรษที่ 20 มาสนใจในฐานะเป็น ภาษา เพื่อหลีกเลี่ยง pshycologism) ล้วนแต่ต้อง "ผ่าน" คือ ต้อง mediated ทั้งสิ้น ที่เพิ่งมาเขียนเองนี่ไง "โดยผ่านภาษา" แต่มัน มี "ความจริง" ใช่ไหม?
ปล. เรื่อง "สร้าง" ก็เหมือนกัน ที่ยกประเด็นเรื่อง German Idealism คืออะไร? (ในหลาย rep มาแล้ว) สิ่งที่เป็นหัวใจ หรือจุดเริ่มต้นของ German Idealism คือ Kant's Copernican Revolution คือ ไอเดียทีว่า "เราสามารถรู้ได้ ก็แต่ในสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองเท่านั้น" หรือ เราทำให้ object มาตรงกับเรา conform to us ไม่ใช่ เราไป ตรงต่อ conform to object คือ (พูดด้วยภาษาสมัยใหม่) "สร้าง 'ความจริง' (หรือ ในภษาของ Kant) กฎธรรมชาติ" ขึ้นมา ตามเรานั่นแหละ
ที่พยายาบอกในหลาย rep ก่อน ว่า เรื่องที่คุณเพิ่งไปอ่านมา เร็วๆนี้ (ไม่กี่ปีนี้) เรื่อง ภาษา อย่างโน้นอย่างนี้ แต่อ่านมาไม่แตกฉาน และพื้นเรื่อง การถกเถียงในทางปรัชญา ไม่แน่นพอ ก็มาเขียนเป็นตุเป็นตะ แล้วดันทุรังให้ได้ ว่า "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" มันผิด ... เขียนมาไม่ได้ ก็ไม่เชื่อ ต้องทำให้คนอื่นเสียเวลา จนตัวเอง เถียงไปๆ ต้องมาเขียนใหม่ ว่า "ความจริง คือสิ่งที่สร้างด้วยภาษา" อ้าว เป็นงั้นไปนะ ไหนว่า ไม่มี ความจริง ไง? ไหนว่า สื่อไม่ได้ ไง?
ปล.อีก ที่เขียนมาใน rep ก่อนหน้านี้ เรื่อง เป็นปัญหาทางปรัชามานาน เรื่อง สิ่งที่เป็นจริงๆ ที่รู้ไม่ได้ อะไรนั่น ก็แสดงว่า รู้ไม่จริง เกี่ยวกับปรัชญาอีก เพราะปัญหา (ซึ่งสิ่งที่คุณเขียนเป็นเพียงการสะท้อนแบบปลายๆแถว) ทีว่า เราไม่สามารถรู้ความจริงเกี่ยวกับ สิ่งภายนอก โลกภายนอก เราไม่สามารถรู้ว่า สิ่งที่เราคิด เราเขียนมันจะ match กับโลกภายนอกได้อย่างไร Truth จะมีได้อย่างไร จะ guarantee ได้อย่างไร มันเป็นปัญหา modern ครับ ไม่ใช่ปัญหาที่มีมาเป็นพันปีอย่างที่เขียนมา (สำหรับ Plato มีความจริงแน่นอน ในรูปของ Form)
และนี่ก็เช่นกัน
และนี่ก็เช่นกัน ที่เพิ่งเขียนมาว่า
" พูดก็พูดเถอะ การโต้เถียงโดยท่วงทำนองพิพากษาว่าฝ่ายหนึ่รู้น้อยกว่า และอ้างว่าตนเองรู้มากกว่า ไม่เป็นที่นิยมกันนักในวงการศึกษาปรัชญา เพราะมันใช้เป็น "ตรรกะ" ไม่ได้เลย ยิ่งไปสรุปว่าผู้ไม่เห็นคล้อยตามตนหรือพยายามแสดงทัศนะต่างจากตนเป็นพวก "ดันทุรัง" นั้น ถือว่าหมดท่าในการใช้เหตุผลแล้ว! "
ขอถามอีกเช่นกันว่า คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าทั้งหมดที่เพิ่งเขียนมานี้เป็นความจริง It is the case that ... พูดก็พูดเถอะ ... ไม่เป็นที่นิยมกัน ... ถือว่าหมดท่า..."
ถ้า ภาษาสื่อความจริง ไม่ได้ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า นี่เป็นความจริง
รู้ได้อย่างไรว่า it is the case that ...
นี่ไงเขาเรียกว่า รู้ไม่จริง คิดไม่พอ แต่ดันทุรัง
ที่คุณเปลี่ยนประเด็นเรื่อย เขียนอะไรออกมาใหม่ๆ เรื่อย ที่ต่างจากประเด็นเดิม แล้วก็ไม่ยอมตอบคำถามที่ท้าทาย แต่ขณะเดียวกัน ก็ยืนกราน ไม่ยอมรับว่า ที่เคยเขียนมาตั้งแต่บทความมันผิด อย่างนี้ เป็นความจริงนะ ที่จะเรียกว่า ดันทุรัง
(ที่ผมเขียนมายืดยาว อุตส่าห์พยายามตอบ ทั้งที่ คู่เถียงเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย เปลี่ยนที่ตัวเองเขียนไปเรื่อย แล้วก็ไม่ยอมตอบคำถาม อย่างนี้ ยังเรียกว่า ผม "หมดท่า" อีกหรือ? คนที่เปล่ยน แม้กระทั่งประเด็นใหญ่ (ดู rep ก่อน จาก "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" กลายมาเป็น "ความจริงคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยผ่านภาษา" อย่างนี้ต่างหาก ที่เรียกว่า ดันทุรัง
อีกอย่างนะ ที่เพิ่งเขียนมาว่า "โดยผ่านภาษา" นี่ ไม่เฉลียวใจ ที่ผมเขียน ใน rep ข้างบนโน้น มาหลาย rep เรื่อง mediated หรือ ครับ? mediaed/mediation แปลตรงๆคือ "ผ่าน" คือ ต้องมี "สื่อ" มี "ตัวผ่าน" ครับ
นี่ไง ที่ว่า ไม่รู้จริง แต่ดันทุรังน่ะ
ปัญหาน่ะ พยายามบอกแต่แรกแล้วว่า ไม่ใช่เรื่อง "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" สรุปแบบนี้ มันปฏิเสธ ตัวเองแต่ต้น สรุปไม่ได้ เขียนไม่ได้ เท่าที่เขียนในบทความมันโมฆะแต่ต้น
แต่คือ ความจริง ก็ดี โลกภายนอก ก็ดี ภายในก็ดี (ไม่ว่าจะเรียกภายในนี้ว่า อะไร ในศตวรรษที่ 19 เรียกว่า ไอเดีย ศตวรรษที่ 20 มาสนใจในฐานะเป็น ภาษา เพื่อหลีกเลี่ยง pshycologism) ล้วนแต่ต้อง "ผ่าน" คือ ต้อง mediated ทั้งสิ้น ที่เพิ่งมาเขียนเองนี่ไง "โดยผ่านภาษา" แต่มัน มี "ความจริง" ใช่ไหม?
ปล. เรื่อง "สร้าง" ก็เหมือนกัน ที่ยกประเด็นเรื่อง German Idealism คืออะไร? (ในหลาย rep มาแล้ว) สิ่งที่เป็นหัวใจ หรือจุดเริ่มต้นของ German Idealism คือ Kant's Copernican Revolution คือ ไอเดียทีว่า "เราสามารถรู้ได้ ก็แต่ในสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองเท่านั้น" หรือ เราทำให้ object มาตรงกับเรา conform to us ไม่ใช่ เราไป ตรงต่อ conform to object คือ (พูดด้วยภาษาสมัยใหม่) "สร้าง 'ความจริง' (หรือ ในภษาของ Kant) กฎธรรมชาติ" ขึ้นมา ตามเรานั่นแหละ
ที่พยายาบอกในหลาย rep ก่อน ว่า เรื่องที่คุณเพิ่งไปอ่านมา เร็วๆนี้ (ไม่กี่ปีนี้) เรื่อง ภาษา อย่างโน้นอย่างนี้ แต่อ่านมาไม่แตกฉาน และพื้นเรื่อง การถกเถียงในทางปรัชญา ไม่แน่นพอ ก็มาเขียนเป็นตุเป็นตะ แล้วดันทุรังให้ได้ ว่า "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" มันผิด ... เขียนมาไม่ได้ ก็ไม่เชื่อ ต้องทำให้คนอื่นเสียเวลา จนตัวเอง เถียงไปๆ ต้องมาเขียนใหม่ ว่า "ความจริง คือสิ่งที่สร้างด้วยภาษา" อ้าว เป็นงั้นไปนะ ไหนว่า ไม่มี ความจริง ไง? ไหนว่า สื่อไม่ได้ ไง?
ปล.อีก ที่เขียนมาใน rep ก่อนหน้านี้ เรื่อง เป็นปัญหาทางปรัชามานาน เรื่อง สิ่งที่เป็นจริงๆ ที่รู้ไม่ได้ อะไรนั่น ก็แสดงว่า รู้ไม่จริง เกี่ยวกับปรัชญาอีก เพราะปัญหา (ซึ่งสิ่งที่คุณเขียนเป็นเพียงการสะท้อนแบบปลายๆแถว) ทีว่า เราไม่สามารถรู้ความจริงเกี่ยวกับ สิ่งภายนอก โลกภายนอก เราไม่สามารถรู้ว่า สิ่งที่เราคิด เราเขียนมันจะ match กับโลกภายนอกได้อย่างไร Truth จะมีได้อย่างไร จะ guarantee ได้อย่างไร มันเป็นปัญหา modern ครับ ไม่ใช่ปัญหาที่มีมาเป็นพันปีอย่างที่เขียนมา (สำหรับ Plato มีความจริงแน่นอน ในรูปของ Form)
และนี่ก็เช่นกัน
และนี่ก็เช่นกัน ที่เพิ่งเขียนมาว่า
" พูดก็พูดเถอะ การโต้เถียงโดยท่วงทำนองพิพากษาว่าฝ่ายหนึ่รู้น้อยกว่า และอ้างว่าตนเองรู้มากกว่า ไม่เป็นที่นิยมกันนักในวงการศึกษาปรัชญา เพราะมันใช้เป็น "ตรรกะ" ไม่ได้เลย ยิ่งไปสรุปว่าผู้ไม่เห็นคล้อยตามตนหรือพยายามแสดงทัศนะต่างจากตนเป็นพวก "ดันทุรัง" นั้น ถือว่าหมดท่าในการใช้เหตุผลแล้ว! "
ขอถามอีกเช่นกันว่า คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าทั้งหมดที่เพิ่งเขียนมานี้เป็นความจริง It is the case that ... พูดก็พูดเถอะ ... ไม่เป็นที่นิยมกัน ... ถือว่าหมดท่า..."
ถ้า ภาษาสื่อความจริง ไม่ได้ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า นี่เป็นความจริง
รู้ได้อย่างไรว่า it is the case that ...
นี่ไงเขาเรียกว่า รู้ไม่จริง คิดไม่พอ แต่ดันทุรัง
ที่คุณเปลี่ยนประเด็นเรื่อย เขียนอะไรออกมาใหม่ๆ เรื่อย ที่ต่างจากประเด็นเดิม แล้วก็ไม่ยอมตอบคำถามที่ท้าทาย แต่ขณะเดียวกัน ก็ยืนกราน ไม่ยอมรับว่า ที่เคยเขียนมาตั้งแต่บทความมันผิด อย่างนี้ เป็นความจริงนะ ที่จะเรียกว่า ดันทุรัง
(ที่ผมเขียนมายืดยาว อุตส่าห์พยายามตอบ ทั้งที่ คู่เถียงเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย เปลี่ยนที่ตัวเองเขียนไปเรื่อย แล้วก็ไม่ยอมตอบคำถาม อย่างนี้ ยังเรียกว่า ผม "หมดท่า" อีกหรือ? คนที่เปล่ยน แม้กระทั่งประเด็นใหญ่ (ดู rep ก่อน จาก "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" กลายมาเป็น "ความจริงคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยผ่านภาษา" อย่างนี้ต่างหาก ที่เรียกว่า ดันทุรัง
อีกอย่างนะ ที่เพิ่งเขียนมาว่า "โดยผ่านภาษา" นี่ ไม่เฉลียวใจ ที่ผมเขียน ใน rep ข้างบนโน้น มาหลาย rep เรื่อง mediated หรือ ครับ? mediaed/mediation แปลตรงๆคือ "ผ่าน" คือ ต้องมี "สื่อ" มี "ตัวผ่าน" ครับ
นี่ไง ที่ว่า ไม่รู้จริง แต่ดันทุรังน่ะ
ปัญหาน่ะ พยายามบอกแต่แรกแล้วว่า ไม่ใช่เรื่อง "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" สรุปแบบนี้ มันปฏิเสธ ตัวเองแต่ต้น สรุปไม่ได้ เขียนไม่ได้ เท่าที่เขียนในบทความมันโมฆะแต่ต้น
แต่คือ ความจริง ก็ดี โลกภายนอก ก็ดี ภายในก็ดี (ไม่ว่าจะเรียกภายในนี้ว่า อะไร ในศตวรรษที่ 19 เรียกว่า ไอเดีย ศตวรรษที่ 20 มาสนใจในฐานะเป็น ภาษา เพื่อหลีกเลี่ยง pshycologism) ล้วนแต่ต้อง "ผ่าน" คือ ต้อง mediated ทั้งสิ้น ที่เพิ่งมาเขียนเองนี่ไง "โดยผ่านภาษา" แต่มัน มี "ความจริง" ใช่ไหม?
ปล. เรื่อง "สร้าง" ก็เหมือนกัน ที่ยกประเด็นเรื่อง German Idealism คืออะไร? (ในหลาย rep มาแล้ว) สิ่งที่เป็นหัวใจ หรือจุดเริ่มต้นของ German Idealism คือ Kant's Copernican Revolution คือ ไอเดียทีว่า "เราสามารถรู้ได้ ก็แต่ในสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองเท่านั้น" หรือ เราทำให้ object มาตรงกับเรา conform to us ไม่ใช่ เราไป ตรงต่อ conform to object คือ (พูดด้วยภาษาสมัยใหม่) "สร้าง 'ความจริง' (หรือ ในภษาของ Kant) กฎธรรมชาติ" ขึ้นมา ตามเรานั่นแหละ
ที่พยายาบอกในหลาย rep ก่อน ว่า เรื่องที่คุณเพิ่งไปอ่านมา เร็วๆนี้ (ไม่กี่ปีนี้) เรื่อง ภาษา อย่างโน้นอย่างนี้ แต่อ่านมาไม่แตกฉาน และพื้นเรื่อง การถกเถียงในทางปรัชญา ไม่แน่นพอ ก็มาเขียนเป็นตุเป็นตะ แล้วดันทุรังให้ได้ ว่า "ภาษาสื่อความจริงไม่ได้" มันผิด ... เขียนมาไม่ได้ ก็ไม่เชื่อ ต้องทำให้คนอื่นเสียเวลา จนตัวเอง เถียงไปๆ ต้องมาเขียนใหม่ ว่า "ความจริง คือสิ่งที่สร้างด้วยภาษา" อ้าว เป็นงั้นไปนะ ไหนว่า ไม่มี ความจริง ไง? ไหนว่า สื่อไม่ได้ ไง?
ปล.อีก ที่เขียนมาใน rep ก่อนหน้านี้ เรื่อง เป็นปัญหาทางปรัชามานาน เรื่อง สิ่งที่เป็นจริงๆ ที่รู้ไม่ได้ อะไรนั่น ก็แสดงว่า รู้ไม่จริง เกี่ยวกับปรัชญาอีก เพราะปัญหา (ซึ่งสิ่งที่คุณเขียนเป็นเพียงการสะท้อนแบบปลายๆแถว) ทีว่า เราไม่สามารถรู้ความจริงเกี่ยวกับ สิ่งภายนอก โลกภายนอก เราไม่สามารถรู้ว่า สิ่งที่เราคิด เราเขียนมันจะ match กับโลกภายนอกได้อย่างไร Truth จะมีได้อย่างไร จะ guarantee ได้อย่างไร มันเป็นปัญหา modern ครับ ไม่ใช่ปัญหาที่มีมาเป็นพันปีอย่างที่เขียนมา (สำหรับ Plato มีความจริงแน่นอน ในรูปของ Form)
อ่านดีๆไม่เคยเปลี่ยนประเด็นให
อ่านดีๆไม่เคยเปลี่ยนประเด็นใหม่เลย
"ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยการใช้ภาษา"
"สร้างขึ้นโดยใช้ภาษา = สร้างความหมายเกี่ยวกับ....."
แต่ความหมายเกี่ยวกับ.....เป็นคนละอย่างกับ......
อย่าคิดว่าปัญหาปรัชญาทำนองนี้เป็นเรื่องของฝรั่งเท่านั้น (ผูกขาดโดยฝรั่ง/ฝรั่งเท่านั้นคิดเรื่องนี้เป็น)
ฃองไปอ่านเต๋าบ้าง เซ็นบาง เขาสนทนาเรื่องพวกนี้ในอีกท่วงทำนองหนึ่ง
โลกของภาษาเป็น Infinite ค่ะ
โลกของภาษาเป็น Infinite ค่ะ It keeps systematize itself all the time, a neverending process.
โลกของภาษาในแต่ละ production จะ individualize the producer no matter how ineligible it is or it will be in the future.
In this discussion,his pseudonym is a conceited which has no cause for concern.
ปล.อีก ที่เขียนมาใน rep
ปล.อีก ที่เขียนมาใน rep ก่อนหน้านี้ เรื่อง เป็นปัญหาทางปรัชามานาน เรื่อง สิ่งที่เป็นจริงๆ ที่รู้ไม่ได้ อะไรนั่น ก็แสดงว่า รู้ไม่จริง เกี่ยวกับปรัชญาอีก เพราะปัญหา (ซึ่งสิ่งที่คุณเขียนเป็นเพียงการสะท้อนแบบปลายๆแถว) ทีว่า เราไม่สามารถรู้ความจริงเกี่ยวกับ สิ่งภายนอก โลกภายนอก เราไม่สามารถรู้ว่า สิ่งที่เราคิด เราเขียนมันจะ match กับโลกภายนอกได้อย่างไร Truth จะมีได้อย่างไร จะ guarantee ได้อย่างไร มันเป็นปัญหา modern ครับ ไม่ใช่ปัญหาที่มีมาเป็นพันปีอย่างที่เขียนมา (สำหรับ Plato มีความจริงแน่นอน ในรูปของ Form)
ก็ผมบอกแล้วไงว่าถ้าถูกฝรั่งหลอกหรือเชื่อแบบหัวชนฝาว่าการคิดปัญหาปรัชญาทำนองนี้มีแต่ในพวกฝรั่งเท่านั้น ก็จะสรุปว่ามันเป็นเรื่องปลายแถว (ยกเรื่องสมมุติภาษา/ปรมัตถภาษา และ "เต๋า" มาแล้ว)
"อย่าคิดว่าปัญหาปรัชญาทำนองนี
"อย่าคิดว่าปัญหาปรัชญาทำนองนี้เป็นเรื่องของฝรั่งเท่านั้น (ผูกขาดโดยฝรั่ง/ฝรั่งเท่านั้นคิดเรื่องนี้เป็น)"
ที่เขียนมานี้ ตามตรรกะ ของบทความ ไม่เป็นความจริง ไม่ทราบจะเขียนมาทำไมนะครับ? เพราะ "ภาษาไม่สามารถสื่อความจริงได้"
ที่เขียนมาว่า
"อ่านดีๆไม่เคยเปลี่ยนประเด็นใหม่เลย
"ความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยการใช้ภาษา"
"สร้างขึ้นโดยใช้ภาษา = สร้างความหมายเกี่ยวกับ....."
แต่ความหมายเกี่ยวกับ.....เป็นคนละอย่างกับ......"
จะเห็นว่า แม้แต่เรื่องพื้นๆ ยังไม honest พอจะที่จะยอมรับเลย
โปรดดูให้ดี ว่าตัวเอง เขียนว่าอะไร
"แต่ภาษาเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อ “ความหมาย” (meaning) มากกว่าสื่อ “ความจริง” (fact) และมันตลกตรงที่ว่าขณะที่มนุษย์สามารถใช้ภาษาเพียงสื่อความหมาย แต่เขากลับคิด หรือเชื่อ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) ว่าตนเองกำลังสื่อความจริง"
ถ้า ภาษา สื่อความหมาย มากกว่า สือ่ความจริง อ่ยางที่เขีนยในบทความนี้
ที่เพิ่งเขียนมาใหม่ว่า
"ความจริงคือสิ่งที่สร้างขึ้นโดยภาษา" ก็ผิดสิ
เพราะที่เพิ่งเขียนมานี้ คือ มีความจริง ที่สื่อโดยภาษา
แต่ที่เขียนมาในบทความคือ ภาษานี่สื่อความจริงไม่ได้
อยางนี้แหละที่เรียกว่า ดันทุรัง
ปล. ตกลง ที่ถามไปไม่รุ้กี่ครั้ง ทำไมไม่ตอบนะครับ
ว่า คุณมาเขียนคอมฯได้อย่างไร ในเมื่อ คุณใช้ภาษาสื่อความจริงไม่ได้? คุณจะรู้ได้อย่งไรว่า ความจริงคือ คอมฯมันวางอยู่ตรงไหน เปิดอย่างไร กดปุ่มต่างๆอย่างไร
เห็นไหมว่า มันแย่ขนาดไหนที่ปัญหาพื้นๆที่เห็นได้ชัดว่า ตอบไม่ได้ ก็แกล้งทำเป็นไม่มีปัญหา แล้วก็ยืนกรานดันทุรัง ว่า "สื่อความจริงไม่ได้นะๆๆๆ" มันไม่เพียงแต่ดันทุรังแล้วครับ มันกลายเป็นทุเรศครับ
ที่เขียนมาอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งหมด คือ ทำในสิ่งที่ตัวเอง บอกว่า ทำไม่ได้ คือ กำลังพยายามสื่อความจริง "นี่ๆ ความจริงน่ะเป็นอย่างนี้นะ ไม่ใช่อย่างที่ สมศักดิ์ พูด"
คนเรานี่ก็แปลกนะ ดัดจริตทางปัญญาได้ขนาดนี้ คือ ตัวเอง เอาเป็นเอาตายว่า นี่ๆ ความจริง เป็นอยางนี้นะ แต่กลับเขียนบทความหาว่า คนอื่น เข้าใจผิดอยางเอาเป็นเอาตายว่า สื่อความจริงได้
ถ้าคนเขียนมีอาชีพสอนปรัชญา ก็นับว่า น่าเศร้าแล้ว ที่ดันทุรัง จนถึง ทุเรศ ไม่กล้ายอมรับสิ่งที่ตัวเองเขียนมาเองขนาดนี้
"ผมบอกแล้วไงว่าถ้าถูกฝรั่งหลอ
"ผมบอกแล้วไงว่าถ้าถูกฝรั่งหลอกหรือเชื่อแบบหัวชนฝาว่าการคิดปัญหาปรัชญาทำนองนี้มีแต่ในพวกฝรั่งเท่านั้น ก็จะสรุปว่ามันเป็นเรื่องปลายแถว (ยกเรื่องสมมุติภาษา/ปรมัตถภาษา และ "เต๋า" มาแล้ว)"
นี่มาในแนว ชาตินิยม ตะวันออกนิยมแล้วนะ ฮาๆๆ
เสียดายว่า ในเมื่อ ไม่สามารถสื่อความจริงได้ ทีเขียนยืนยันเอาเป็นเอาตาย เรื่อง เต๋า เติ๋ว อะไรก็ไม่มีประโยชน์เหมือนกัน
มันไม่ใช่ความจริง นะครับ ที่ "การคิดปรัชญาทำนองนี้..เต๋า มาแล้ว"
ปล. ไอเดียเรื่อง "ฝรั่งหลอก" นี่เชยโคตร แสดงความคับแคบจริงๆ?
ทำไม ฝรั่งถึง หลอก ได้ แต่ ตะวันออก หรือ ไทย (เต๋า, พุทธ) นี่ถึงหลอกไม่ได้นะครับ?
ดูจากที่คุณ แม้แต่ตัวเองเขียนเองมาแท้ๆยังไม่กล้ายอมรับ น่ากลัวว่า สายเต๋า อะไรนั่น คงไม่เพียงแต่หลอก ยัง dis-honest ด้วย คือ หลอกตัวเองน่ะครับ
(ความจริง บทความนี้ มันหลอกตัวเองแต่ต้น เสนออะไรเป็นตุเป็นตะว่า it is the case that ... "นี่ๆ ความจริง มันเป็นอย่างนี้นะ ..." แต่ดันว่า "สื่อความจริงไม่ได้!!
สงสัยที่สังคมตะวันออกเต็มไปด้วยลักษณะหน้าไหวหลังหลอก ปากว่า ตาขยิบ ก็เพราะอย่างนี้เองกระมัง?
ผู้เขียน เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลยของการโฆษณา ปรัชญาตะวันออก
คือ นอกจากแสดงให้เห็นว่า จำกัด ทางภูมิปัญญาขนาดไหน (นี่เรื่องจริง!) มิน่าพูดอะไรถึงไม่รู้เรื่อง ไม่ว่า จะ sefl-defeating, ไม่ว่า จะ German Idealism ไม่ว่า จะเรื่อง mediation
ที่สำคัญ ยังเป็นตัวอย่างของ dishoesty ด้วย
เขียนมาเองแท้ๆ ว่าสื่อความจริง ไม่ได้ ดันมาบอกว่า "ความจริงสร้าง(สื่อ)ด้วยภาษา" ฮะๆๆ
มนุษย์รับรู้
มนุษย์รับรู้ เข้าใจอะไรได้ผ่านภาษา แต่ภาษาเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อ “ความหมาย” (meaning) มากกว่าสื่อ “ความจริง” (fact) และมันตลกตรงที่ว่าขณะที่มนุษย์สามารถใช้ภาษาเพียงสื่อความหมาย แต่เขากลับคิด หรือเชื่อ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) ว่าตนเองกำลังสื่อความจริง
ถ้าย้อนไปดูย่อหน้าแรกของบทความเขียนไว้กึ่งๆด้วยซ้ำว่า "มากกว่า" สื่อความจริง.. และถ้าดูบริบททั้งหมดของบทความก็สะท้อนให้เห็นปัญหาคความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในบ้านเราว่าเป็นเรื่องที่เล่นกันเรื่องความหมายมากกว่าสืบค้นข้อเท็จจริง
แต่เห็นมาโต้แย้งแบบซีเรียส ก็เลยต้องการยืนยันมันว่ามันมีนะในทางปรัชญาที่เขาถกกันว่าภาษามันสื่อความจริงของโลกภายนอกไม่ได้ แล้วที่โต้แย้งทั้งหมดก็เป็นการใช้จุดยืนของความคิดแบบนั้น
ทีนี้ในการถกเถียงปัญหาทางปรัชญามันเต็มไปด้วยการโต้แย้งกันทางความคิด เราไม่เคยถูกสอนหรือค้นพบว่าทฤษฎีหรือแนวคิดทางปรัชญาใดจริงแท้แน่นอนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง หรือหาช่องโต้แย้งไม่ได้ ดังนั้น ใครจะ "ชอบ" ทฤษฎีไหนก็เป็นเรื่องของรสนิยม จะไปบอกว่าคนที่เสนอความคิด/เหตุผลของทฤษฎีต่างจากเราเสนอเรื่องไม่จริงไม่ได้ เพราะทฤษฎีที่เรานำมาอ้างไม่ใช่จริงที่สุดที่โต้แย้งไม่ได้
อธิบายอีกที นาย ก.จะไปยกทฤษฎีที่วิพากษ์ทฤษฎีที่นาย ข. เสนอ แล้วบอกว่าทฤษฎีที่คุณเสนอน่ะมันไม่จริงนะ ต้องของฉันเสนอนี่มันจึงจริง ดังนั้น ถ้าคุณยังยืนยันทฤษฎีเดิมอยู่คือดันทุรัง
อย่างนี้ไม่นิยมทำกันในวงการศึกษาปรัชญา เพราะเป็นเรื่องโต้แย้งกันด้วย "ตรรกะ" ไม่ใช่ยุติกันได้ด้วยหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เหมือนวิทยาศาสตร์ (หรือประวัติศาสตร์?)
(ปล.เรื่องโต๊ะ คอม. ตอบไปแล้วครับ ลองกลับไปอ่านอีกที เรื่องโลกกลมที่ยกมาก็ใช้คำตอบได้โดยนัยเดียวกัน แต่ไปตอบที่ไม่ได้ถามซึ่งก็เป็นการตีความบนสมมติฐานของทฤษฎีปฏิปักษ์อยู่นั่นเอง แล้วอย่างไรจะให้ผมเชื่อตามทฤษฎีที่ท่านเชื่อหรือจึงเป็นเด็กดีไม่ดันทุรัง ใครบอกว่าทฤษฎีที่ท่านเชื่อจริงกว่าทฤษฎีที่ผม "ว่า/มา" (ย้ำ "ว่า/มา" ไม่เคยยืนยันว่าเชื่อ สงสัยทั้งที่ว่ามาและของท่านว่ามา เพราะเอาเข้าจริงต้องบอกว่าผมไม่รู้อะไรเลยจริง เชื่อว่ารู้กับรู้จริงๆไม่เหมือนกัน และบังเอิญยังไม่เคยพบเคยเห็นว่าใครรู้จริงด้วยสิ นอกจากคนทชื่อว่าตนเองเป็นผู้รู้ ซึ่งพบบ่อยมาก)
Expecting a high charismatic
Expecting a high charismatic mediation in such a short remark?
That need is ....so.... "Metaphysical Satire".
Be rational, a little bit,plz.
เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับที่คน
เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับที่คนระดับอาจารย์สมศักดิ์ดันทุรังได้ขนาดนี้
ที่มาถกเถียงกับผมซะยืดยาวนี่ต้องการเอาประเด็นของผมมา "บิด" ดื้อๆเพื่อที่จะสรุป (กล่าวหา)ว่าคุณไม่รู้จริงและบิดต่อจนกระทั่งสรุป(กล่าวหา)ว่า คุณไม่มีศีลธรรม(หน้าไหว้หลังหลอก - ในประสบการณ์ชั่วชีวิตของผมเท่าที่เห็นมาคนที่บอกว่าตนเองไม่รู้มักซื่อสัตย์กว่าพวกอวดรู้) เกิดมาเพิ่งเคยพบวิธีการโต้แย้งเพื่อหาข้อสรุป(กล่าวหา) พิลึกพิลั่นแบบนี้
เขียนมาไม่รู้กี่รอบแล้วว่า ภาษามันให้ความหมายเกี่ยวกับ...และมันนิยามความหมายของ "จริง" ในโลกของการใช้ภาษา จริงจึงเกิดขึ้นได้ในโลกของการใช้ภาษาเท่านั้น ถ้าไม่มีการใช้ภาษามันไม่มีจริงเท็จ หรือพูดอีกอย่างว่าโดยการใช้ภาษาจึงมีความจริงเกิดขึ้น นี่คืความหมายที่ว่าภาษาสร้างความจริง ซึ่งมันไม่ใช่ความจริงของอะไรที่ไม่ใช่ภาษา ผมบอกแล้วว่าถ้าภาษามันจะสื่อจริงก็คือจริงในโลกของภาษา หรือจริงตามกฎเกณฑ์ของการใช้ภาษา (เช่น 2+2= 4 เป็น nesessary truth ไม่ใช่เพราะอะไรที่อยู่นอกโลกของภาษามากำหนด แต่กำหนดโดยข้อตกลงหรือกฎเกณฑ์การใช้ภาษา ยกตัวอย่างไม่รู้กี่ครั้งแล้วไม่เห็นโต้แย้งเลย)
ที่ว่าไม่ตอบ ผมตอบอีกก็ได้ ที่ว่า "ผมลุกจากเตียงนอนเดินมาเปิดประตูเปิดคอม..." อธิบายได้ว่า ...ผมรู้ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นความจริงเพราะผมรู้ความหมายของภาษา (เช่น ความหมายของ...ผม/ลุก/จาก ฯลฯ)
สมมติว่าสมองส่วนที่บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับภาษาของผมหายไปหมดเลย แต่ผมยังสามารถมองเห็นอะไรต่างๆได้ ผมจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรคือจริงอะไรคือเท็จ เพราะผมไม่สามารถรู้ "ความหมายใดๆ" เลย (ยกเรื่อง truth-value มาแล้วไม่เห็นโต้แย้ง ตัวเองยังไม่ทำเลยเอาแต่ว่าคนอื่นอยู่นั่น อย่างนี้เรียกว่าทำตัวเป็นหมาป่ากับลูกแกะไหม?!)
ขอแก้ในวงเล็บ
ขอแก้ในวงเล็บ คห.ที่ผ่านๆมาหน่อย
(ปล.เรื่องโต๊ะ คอม. ตอบไปแล้วครับ ลองกลับไปอ่านอีกที เรื่องโลกกลมที่ยกมาก็ใช้คำตอบได้โดยนัยเดียวกัน (เพิ่มข้อความที่หลุดไปเนื่องจากเร่งรีบไปทำงานเมื่อช้าว่า) ที่ผมถามไว้ไม่ตอบ เช่น 2+2=4 เป็น nesessary truth เพราะอะไร แต่ไปตอบที่ไม่ได้ถามซึ่งก็เป็นการตีความบนสมมติฐานของทฤษฎีปฏิปักษ์อยู่นั่นเอง แล้วอย่างไรจะให้ผมเชื่อตามทฤษฎีที่ท่านเชื่อหรือจึงเป็นเด็กดีไม่ดันทุรัง ใครบอกว่าทฤษฎีที่ท่านเชื่อจริงกว่าทฤษฎีที่ผม "ว่า/มา" (ย้ำ "ว่า/มา" ไม่เคยยืนยันว่าเชื่อ สงสัยทั้งที่ว่ามาและของท่านว่ามา เพราะเอาเข้าจริงต้องบอกว่าผมไม่รู้อะไรเลยจริง เชื่อว่ารู้กับรู้จริงๆไม่เหมือนกัน และบังเอิญยังไม่เคยพบเคยเห็นว่าใครรู้จริงด้วยสิ นอกจากคนทชื่อว่าตนเองเป็นผู้รู้ ซึ่งพบบ่อยมาก)
อ้าว!
อ้าว! พออ้างตะวันออกกล่าวหาว่าโคตรตะวันออกนิยมเลยหรือ นี่ยังไม่กล่าวหาตัวเองว่าเป็นตะวันตกนิยมเลยนะ (แต่ที่จริง...หมายถึงให้ความหมายน่ะว่า เป็นตะวันตกนอยมไม่ได้หรอก เพราะวิธีการโต้แย้งไม่ใช้หลักสากลเลย ใช้ "หลักสา-กู" มากกว่า เพราะไม่ได้มุ่งหักล้างด้วยตรรกะ แต่มากลีลา บิดประเด็น กล่าวหา "จับเอาบางข้อความมาบิด โดยไม่ดูบริบทของข้อความ แล้วก็ก้าวไปสู่ข้อสรุปที่เกินไปจากสิ่งที่เขาเสนอไปสรุปแบบกล่าวหาตัวผู้เสนอว่าดันทุรัง ไม่มีศีลธรรมไปโน่น)
ถ้าตั้งใจอ่านอย่างมีสติที่ผมเขียนมาไม่เคยเปลี่ยนประเด็น เพียงแต่ขยายความประเด็น อ่านดีๆใช้สติหน่อย
อ้อได้เรื่องนิยมนิเยิมอะไรนี่ เขาพูดถึง post-westernism กันแล้ว เขาไม่คลานตามภาษาของอำนาจในการกำหนดความจริงของตะวันตกกันแล้ว ไม่ใช่แต่ฝรั่งที่คิดปัญหาปรัชญาเป็น ว่างๆลองไปถามอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ที่เคารพของผมดูสิ
ผมหยุดเขียนแล้ว เพราะ
ผมหยุดเขียนแล้ว เพราะ เสียเวลา
ผู้เขียน พอเถียงไม่ได้ ก็เริ่มยกเรื่อง ชาตินิยม ตะวันออก ตะวันตก "โดนฝรั่งหลอก" อะไรมาแล้ว
อีกอย่าง นึกว่า จะมีประโยชน์บ้าง แต่สรุปได้ว่า ผู้เขียนดันทุรังเกินว่า จะเรียนรู้อะไรแท้จริง
(ที่ตลกคือ ตอนแรกบอกว่า การใช้คำวา ดันทุรัง เป็นภาษาอำนาจ ตอนนี้ ก็เริ่มใช้คำนี้กับคนอื่นแล้ว คือ ออกลายแบบนี้ประจำ ต้งแต่ตัวบทความแล้ว ทีบอกว่า สื่อความจริงไม่ได้ แต่เขียนเป็นตุเป็นตะ ที่ comments มาก็เหมือนกัน)
เรียนมาแบบงูๆปลาๆ เรื่องปรัชญา ก็เชื่อแบบ dogmatism โดยไม่คิดให้ละเอียด
เรื่องที่อ้างว่า ตอบแล้ว ความจริง ก็ไม่เคยตอบ (อ้างว่า ตอบคนละคำถาม) ฯลฯ คือตอบไม่ได้ ก็เฉไปเรื่อยๆ เหมือนการที่เฉ ไปเรื่อง ตะวันออก ตะวันตกนั่นแหละ)
ความจริง ถ้าจะให้ผมเดานะ ผู้เขียนคน trained มาทางสายพระ มากกว่า แล้วมาเรียนรู้เรื่องปรัชญาภาษาของตะวันตกทีหลัง แล้วก็เลย รู้แบบงูๆปลาๆ ไม่รู้จริง เขียนไปเรื่อย เรื่อง meaing เอามา contrast กับ "ความจริง" (อย่างที่บอกว่า เกิดมาไม่เคยเห็น) เรื่อง mediation ก็ไม่เข้าใจ (แตพูดเป็นตุตะ เรื่อง "สร้างความจริงด้วยภาษา" ฯลฯ) เรื่อง German Idealism ก็ไม่รู้ (ไม่รุ้ด้วยซ้ำว่า ไอเดียทีตัวเอง รู้มาแบบงูๆปลาๆ มันมีรากมาจากอันนั้นยังไง) เรื่องความเปลี่ยนแปลง จาก "ไอเดีย" ในศตวรรษที่ 19 มาเป็น "ภาษา" ในศตวรรษที่ 20 ก็ไม่รู้ ...
คือคนเราถ้าไม่รู้ แต่มีท่าที ไม่ dogmatism ก็โอเคนะ มีโอกาสเรียนรู้ได้ สงสัยจะอยู่ในสายพระมากไป เลย dogmatism มาก (ไม่มีพระที่ไหน จะกล้าบอกตัวเองว่า สิทธัตถะ ผิด แบบรุนแรง นี่คือ ฐานของ dogmatism ของพระ)
อันที่จริง ที่ผู้เขียน เขียนมาทั้งหมด ไม่ว่าผู้อ่านคนไหนก็ไม่จำเป็นต้องอ่านหรอกครับ
เพราะผู้เขียนบอกเองว่า มันไม่ใช่ความจริง มันสื่อความจริงไม่ได้นะครับ
ภาษาของใคร ใช้อย่างไร
ภาษาของใคร ใช้อย่างไร ก็เกิดจากแนวคิดของคนนั้นๆ
อยากจริง
อยากลวง
อยากเก็บเกี่ยว
อยากเก็บกด
อยากปลดปล่อย
....หาทางกันเอง
ที่คิดว่ามีอะไรครอบภาษาอยู่....ก็อาจจะมี
ถ้าคิดว่าภาษาเป็นจักรวาล......ก็อาจจะเป็น
We are what we do,....not what we eat.
(ไม่มีพระที่ไหน
(ไม่มีพระที่ไหน จะกล้าบอกตัวเองว่า สิทธัตถะ ผิด แบบรุนแรง นี่คือ ฐานของ dogmatism ของพระ)
เป็นตรรกะที่ประหลาด ถ้าคิดว่าสิทธัตถะผิดรุนแรงจะไปบวชเป็นพระทำไม
(อวด)รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีพระรูปไหนบอกเช่นนั้น
พระเทวัทัตต์ก็ 1 ละ และอาจมีอีกก็ได้ตลอด 2500 กว่าปีมานี้
วิธีการดีเบตแบบข่มว่าคนอื่นไม่รู้ หรือพยายามเดาว่าคู้ดีเบตเป็นใครทำอะไร มีความผิดอะไรนี่ไม่ใช่วัฒนธรรมทางปัญญาแบบสากลแน่นอน (นี่คือความจริงตาม correspondence theory)
เพราะยิ่งใช้ข้ออ้างแบบนี้ก็ยิ่งมีช่องโหว่ เช่นรู้ได้อย่างไรว่าผู้เขียนเป็นอาจารย์สอนปรัชญา ฮาๆๆๆ (หรือว่านี่เป็นวิธีการตีความของคนชอบประวัติศษสตร์)
ผมน่ะไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ (ดังที่บอกมาแล้ว)
ความเห็นเมื่อกี้คือผมเอง
ความเห็นเมื่อกี้คือผมเอง ต่อ
การพูดถึงโลกตามสภาวะที่แท้จริงกับโลกปรากฏการณ์ที่เรารับรู้ทางประสาทสัมผัสพูดกับมาตั้งแต่ปรัชญากรีกโบราณ หรือเริ่มต้นปรัชญาที่แสดงหาปฐมธาตุของสรรพสิ่ง ทำนองว่าได้ที่เราเห็นได้เนี่ยมันคือโลกปรากฏการณ์ซึ่งต่างจากโลกตามที่มันเป็นจริงๆที่เห็นไม่ได้ด้วยตา
พอมาถึงยุคปรัชญาสมัยใหม่ก็เปลี่ยนวิธีพูดใหม่ เข่น Kant แบ่ง "สิ่งในตัวมันเอง" (thing- in- itself) เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่มีทางรู้ได้ เรารู้ได้เพียงปรากฏการณ์ที่ปรากฏต่อการรับรู้ของเรา (phenomena) ซึ่งมันปรากฏออกมาตามโครงสร้างการรับรู้ของความคิดของเรา ดังนั้นโลกที่เป็นจริงในตัวของมันเองจะมีหน้าตาอย่างไรเราไม่มีทางทราบ เราทราบตามที่โครงสร้างความคิด (จิต/สมอง?)ของเรากำหนดให้รู้ในแบบที่เรารู้ๆนี่แหละ
แล้วก็มีการ "สื่อกลาง" sense-data เรารับรู้ข้อมูลผัสสะไม่ใช่รับรู้ของจริงในตัวมันเอง เช่น เห็นแอ๊ปเปิ้ลสีแดง สีแดงที่เห็นได้เป็นเพียงsense-data ไม่ใช่สีแดงตามที่มันเป็นจริงๆ (แต่ก็มีทฤษฎีปฏิปักษ์ ที่ยืนยันว่าโลกที่เราเห็น/รับรู้ก็คือโลกที่มันจริงตามที่มันเป็นนั่นแหละ ...แล้วความเห็นของใครถูกของใครผิด ไม่มีกรรมการตัดสินครับ มีแต่ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าความเห็นของฉันมีเหตุผลนะ)
แล้วก็มาเล่นเรื่องภาษามัน ตกลงที่เรามาเถียงกันเรื่องจริงเท็จนี่มันเป็นเรื่องจริงเท็จของอะไรกันแน่ เป็นจริงเท็จของภาษา(หรือเรากำหนดขึ้นจากการใช้ภาษา...ไม่ใช้คำว่าสร้างก็ได้นะถ้ามันสะเทือนซาง หรืออ่านแล้วไม่ get น่ะ)หรือเป็นจริงเท็จของโลกในตัวมันเอง พูดอีกอย่างหนึ่งว่าจริงมันเดินตามการกำหนดของสิ่งที่ภาษาให้ความหมาย/อธิบาย หรือมันเดินตามกฎของการใช้ภาษากันแน่
แล้วก็มีความเห็นเป็นสองฝ่ายอยู่ดี คือ 1) ภาษามันสื่อความจริงของอะไรที่อยู่นอกโลกของภาษาได้นะ มันให้ความจริงของสิ่งที่มันให้ความหมาย/อธิบายได้ตรงเป๊ะเลย 2) มันไม่ใช่นะภาษามันให้ความจริงตามที่มันกำหนดนิยามให้ความหมายตัดสิน ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์และเกมการใช้ภาษาทั้งสิ้น
แล้วยังไงครับ ใครบอกว่าประเด็นปัญหาปรัชญาตาม 2) ถูกตีตกไป ตกตั้งแต่เมื่อไร
ทำไมยืนยัน 1) จึงสรุปได้ว่ารู้จริง ไม่ใช่ dogmatism แต่ยืนยัน 2) สรุปได้ว่าไม่รู้จริง และเป็น dogmatism (แถมเป็นสายพระ แล้วไง? มีความเป็นคนไม่เท่ากับ มีความสามารถเรียนรู้ได้ไม่เท่ากับพวกหัวนอกรึไง?)
พูดก็พูดเถอะ
พูดก็พูดเถอะ (ครั้งสุดท้ายจริงๆ ไม่โกหกแน่นอน)
ไอ้ความรู้ที่ผมนำมาถกเถียงนี่ ผมเคาะแป้นพิมพ์ไปก็นึกถึงภาพที่นั่งเรียนให้ห้องเรียน ป.โท (ที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดหรือมหาวิทยาลัยบ้านนอก) ฟื้นความจำเก่าๆมาโต้แย้ง แต่ถ้าดู "ตรรกะ" กันจริงๆผมไม่เห็นว่าความรู้ของด๊อกเตอร์เมืองนอกจะไปล้มทฤษฎีภาษาไม่สื่อความจริง (ของอะไรที่อยู่นอกโลกของภาษา) ตามที่เถียงกันมานี่ได้เลย
ไม่ใช่พูดแบบอวดดีนะ พูดความจริง (ที่มีความหมายตามบางทฤษฎีน่ะ)
ส่วนที่ "ตีความ/เดา" ว่าผมเป็นอาจารย์สอนปรัชญานี่ผิดครับ (ตามความหมายตามบางทฤษฎีน่ะ)
เคยได้เรียนปรัชญาตอน ป.โท (ตอนนี้ก็ยัง ป.โท เท่าเดิม) มีความรู้ทางปรัชญาแบบชายขอบๆแค่นั้นเอง ดังนั้น "ชื่อนักปรัชญาชายขอบ" ไม่ใช่อวดดี (จะตัดสินอย่างนั้นก็ได้ไม่ว่ากัน ...อ่าน "คำพิพากษา" ของ ชาติ กอบกิตติ มานานแล้ว ไม่รู้สึกอะไรกับคำพิพากษาเกลื่อนๆแบบนี้)
ภาษาทำให้ปรัชญาและประวัติศาสต
ภาษาทำให้ปรัชญาและประวัติศาสตร์ดำเนินต่อไปได้ในระบบเวลาของมนุษย์
ทั้งปรัชญาและประวัติศาสตร์ มีภาษาครอบอยู่
ปัญหามีว่า...แล้วอนาคตล่ะ ภาษาครอบอนาคตไว้แล้ว.....หรือยัง?????