Silence of the Lamp: คำตอบที่ผมได้จากนายกสมาคมนักข่าวฯ กรณีเสถียร จันทิมาธร

 

เมื่อวันที่28 .. ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมเสวนาเรื่องสื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต: บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อซึ่งที่นั้นผู้อภิปรายชาวเยอรมันชื่อดร.วูลฟ์เกง ชูลส์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสื่อจากมหาวิทยาลัยฮัมบวร์ก ได้พูดถึงกรณีเหตุการณ์ในเยอรมันว่าเมื่อไม่นานมานี้มีบรรณาธิการของสถานีโทรทัศน์เยอรมันช่องหนึ่งได้ถูกกดดันให้ออกเพราะจุดยืนทางการเมืองซ้ายจัด แต่ในที่สุดก็รอดเพราะมีการรณรงค์เพื่อปกป้องเขา ซึ่งในที่นี้รวมถึงบรรณาธิการและนักข่าวที่มีจุดยืนขวาจัดเข้าร่วมรณรงค์ด้วยซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตระหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยคนที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันแต่ก็ยังยอมรับว่าสิทธิในการแสดงออกเป็นเรื่องสำคัญและจำต้องปกป้องสิทธิของผู้ที่เห็นต่างจากตนเองด้วย
 
ได้ยินเช่นนี้ผู้เขียนจึงนึกถึงกรณีข่าวจากเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ว่าด้วยการปลดนายเสถียร จันทิมาธรออกจากตำแหน่งเพียงเพราะมีจุดยืนทางการเมืองสนับสนุนฝ่ายแดงพอตอนท้ายรายการ ผู้เขียนจึงถือโอกาสถามนายประสงค์เลิศรัตนวิสุทธิ์บรรณาธิการจากเครือมติชนและนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายว่านายประสงค์คิดอย่างไรกับกรณีข่าวปลดนายเสถียรเมื่อเทียบกับกรณีเยอรมันที่ได้ฟังมา
 
นายประสงค์ได้ตอบผู้เขียนว่าข่าวนั้นไม่จริงจึงไม่จำเป็นต้องตอบอะไร แถมนายประสงค์ตั้งข้อกังขาถึงเจตนาของผู้เขียนว่าทำไมถึงถามเช่นนั้นและพูดต่อไปว่าแล้วคุณเชื่อผู้จัดการหรือผู้เขียนไม่ได้ตอบแต่ได้ถามย้อนกลับไปว่าหากเป็นเช่นนั้นทำไมมติชนจึงไม่มีการแก้ข่าวหรือชี้แจงต่อสาธารณะ
 
ไม่ต้องแก้ข่าวคือคำตอบของนายประสงค์ซึ่งท่าทางไม่พอใจต่อผู้เขียนพอสมควรและยกตัวอย่างอีกว่าหลายฉบับ รวมทั้งหนังสือพิมพ์อย่างคมชัดลึกก็เขียนคอลัมน์ให้ข้อมูลอย่างผิดๆแต่ก็ไม่เห็นมีใครแก้ข่าวและบอกว่าให้ประชาชนตัดสินว่าใครน่าเชื่อถือกันเอง
 
(นายกสมาคมนักข่าวฯดูไม่แฮปปี้กับคำถามทั้งๆ  ที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เขาพูดเองในช่วงอภิปรายว่าสื่อควรได้รับการตรวจสอบจากกลุ่มอื่นๆอย่างเช่นกลุ่มมีเดียมอนิเตอร์มากขึ้นและสื่อควรรับฟังเผยแพร่ผลของการตรวจสอบ ... มันจึงทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่านี่เป็นตลกร้าย)
 
ผู้เขียนพยายามจะถกต่อแต่ก็ถูกตัดบทโดยผู้ดำเนินการอภิปรายและด้วยความเคารพต่อผู้ดำเนินการอภิปรายก็จึงหยุดแต่ก็อดคิดต่อไปไม่ได้และถ้าหากพูดต่อไปได้ก็คงจะพูดว่าคุณเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯแต่กลับรู้สึกว่าเวลามีการให้ข้อมูลผิดกลับไม่ต้องแก้ข่าวและถ้าการไม่แก้ข่าวเป็นเรื่องปกตินั้นผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรเพราะสังคมจะไปหวังเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบและความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้อย่างไรในเมื่อสื่อเองไม่ให้ความสำคัญกับความผิดพลาดของข้อมูลซึ่งผู้เขียนเช็คทางอื่นก็ยังคงมีการยืนยันว่ามีการจัดการกับฝ่ายซึ่งสนับสนุนหรือเห็นใจเสื้อแดงในเครือมติชน
 
แทนที่จะบอกว่ามาตรฐานต่ำๆของสื่อที่ไม่ยอมแก้ข้อมูลหรือชี้แจงนั้นควรเปลี่ยนและปรับปรุงได้แล้วแต่นายกสมาคมนักข่าวฯกลับอ้างว่าในเมื่อสื่อหลายฉบับก็ปฏิบัติเช่นนี้โดยไม่ยอมชี้แจงหรือแก้ข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และถ้าเกิดข้อมูลเอเอสทีวีผู้จัดการผิดจริงทำไมสมาคมฯไม่ออกมาตรวจสอบและวิจารณ์
 
และอีกประการหนึ่งคุณประสงค์ไม่คิดเหรอว่าคนเสื้อเหลืองจำนวนมากย่อมเชื่อข้อมูลของเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์อย่างมิต้องสงสัยนี่ยังไม่รวมถึงคนเสื้อแดงอีกไม่รู้กี่แสนที่ทราบข่าวนี้แล้วคงรู้สึกสะเทือนใจและโกรธแค้นและถ้าคุณประสงค์คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องชี้แจงหรือแก้ไขผมว่าก็คงปฏิเสธได้ยากว่าสื่อกระแสหลักอย่างมติชนและความคิดอย่างนี้ในกลุ่มผู้นำสมาคมนักข่าวฯก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความยุ่งเหยิงขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน
 
และอีกอย่างการที่คุณประสงค์พูดว่าแล้วคุณเชื่อผู้จัดการหรือเป็นการพูดเหมารวมที่น่าสะเทือนใจมากเสมือนว่านักข่าวและบรรดาบรรณาธิการในเึครือผู้จัดการทั้งหมดเสนอแต่สิ่งที่เป็นเท็จถ้าผู้เขียนเข้าใจไม่ผิดผู้จัดการก็เป็นสมาชิกสมาคมนักข่าวฯด้วยมิใช่หรือการพูดเช่นนี้รู้สึกจะหยาบเหมารวมและไม่ให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง
 
00000
 
 
ป.ล.1 และมันก็น่าเสียดายที่คุณประสงค์คิดได้แต่เรื่องว่าใครที่ถามคำถามเช่นนี้มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่เพราะในโลกที่คนคิดเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นการที่จะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วการที่คุณประสงค์ไปเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯนั้นมีเจตนาอะไรแอบแฝงหรือไม่ หรืออาจสรุปไปว่าคุณประสงค์ตอบเช่นนี้มีเจตนาปกปิดอะไรหรือเปล่า
 
ผู้เขียนก็แค่เป็นห่วงมติชนและสื่อมวลชนโดยรวมเท่านั้นแหละแต่คำตอบที่ได้รับจากคุณประสงค์ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนกังวลยิ่งขึ้น เพราะ บรรดาสื่อที่เรียกร้องความโปร่งใส เรียกร้องให้มีการตรวจสอบองค์กรและกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมกลับดูเหมือนจะทำตัวเป็นข้อยกเว้นเสียเอง
 
ถ้าคิดเช่นนี้ก็มิจำเป็นต้องมีข่าวสืบสวนสอบสวน มิจำเป็นต้องมีการตรวจสอบองค์กรสถาบันอื่นๆ แบบสื่อ เพราะใครจะเชื่ออะไรก็เชื่อไป
 
ป.ล.2 หลังจากเหตุการณ์ซักถามคุณประสงค์ได้จบลง ผู้เขียนก็ได้พยายามถามนักข่าวที่เชื่อถือได้ว่าความจริงเรื่องคุณเสถียร เป็นอย่างไรกันแน่ นักข่าวบางกอกโพสต์ระดับแนวหน้าผู้เคยได้รับรางวัลระดับนานาชาติผู้หนึ่งบอกผู้เขียนว่า ก็จริงอย่างที่เป็นข่าวน่ะแหละ เพราะตัวเธอนั้นมีเพื่อนอยู่ที่มติชนและก็คอนเฟิร์มเรื่องนี้ ส่วนนักข่าวรุ่นพี่อีกคนที่สอบถามไป ถึงขนาดกล่าวหาว่า นายประสงค์์ “ตอแหล” ต่อหน้าสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุจำนวนมากในวันนั้น
 
ผู้เขียนแทบไม่อยากเชื่อว่าคนที่เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ จะสามารถโกหกซึ่งๆ หน้าต่อหน้าผู้คนจำนวนมากได้อย่างหน้าตาเฉย
 
ในขณะเดียวกันผู้เขียนก็คิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่คนอย่างคุณเสถียร จันทิมาธร ผู้ถูกพาดพิงจะออกมาชี้แจง แน่นอนผู้เขียนตระหนักดีว่าเคยมีคนบอกผู้เขียนว่าที่มติชนเขาอยู่กันอย่าง “พี่น้ิอง” ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก จึงไม่แน่ใจว่าจะรู้ความจริงเรื่องนี้อย่างแท้จริงได้อย่างไร
 
แล้วอีกอย่างสังคมไทยมักชอบพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในหลายวงการ ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจว่าใครโกหกกันแน่ระหว่างข่าวผู้จัดการหรือนายประสงค์
 

ป.ล. 3 ผู้เขียนได้รับอีเมลเป็นภาษาอังกฤษจากอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ท่านหนึ่งว่าด้วยบทความ จึงอยากแชร์กับผู้อ่าน แต่ขอสงวนนามตัวอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้


Dear Pravit,
Thank for your article on Prasong's response to your question on Sathien-Chulalak. That's exactly the answers he gave me when I gave a talk at the TJA's Media Freedom day. I raised the question why there was no action from the TJA regarding the Matichon -VS- Sathien-Chulalak issue. Prasong responded to me, behind the stage, with an irritating voice that: Then you also believe in the Manager's report? Phii Chang (Khanchai) and Phii Sathien are very closed and been working together for a long time, nothing would destroy to their relationship. Lately Sathien was not in charge of the newspaper, someone else did. Matichon only used his name, bla bla bla.
If Prasong as the TJA chairmand and those who run the TJA don't have guts nor credibility, what else could we expect from the media in general. Anyway, your article simply pounded on their integrity. Thanks.

 

…………………………………
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“มติชน” ปลด “เสถียร” พร้อม บก.เสื้อแดง-ปิดช่องรับใช้ระบอบทักษิณ, เว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์
“เสถียร จันทิมาธร” ลาออกหลัง “มติชน” หักปากกาเชียร์แม้ว, เว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์
บิ๊กมติชน-ทีวีไทย อัด “ASTVผู้จัดการ” สื่อการเมือง-เลือกข้าง, เว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์
 

 

หมายเหตุ เพิ่มเติมข้อมูลล่าสุดโดยผู้เขียน เมื่อ 20.25น. วันที่ 3 มิ.ย.52

888

เย้ . . . .
มาก่อนใครเพื่อน ดีใจ. . .ๆ

(แต่เสียใจมัก ๆ ที่มติชนไม่ถูกซื้อโดยแกรมมี่ในคราวนั้น ภาพดูดีแต่อำมาตยาฯ เต็ม ๆ ครับชัดเจนนักนับแต่กรณีเหลืองแดงเป็นต้นมา)

The Other

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อ "สื่อ" น้อยใจ
============

เมื่อผลิตสื่อเองได้หลากหลายมากขึ้น รัฐจะครอบงำคุณได้ยากขึ้นด้วย นี่เป็นจังหวะของสังคมไทยและโลกต่อปรากฏการณ์ใหม่ๆ ปรากฏการณ์อย่างเสื้อแดงเลยเกิด ไม่ว่ารัฐจะครอบงำคุณอย่างไร ดีขนาดไหน กลไกไหนก็จะควบคุมคุณได้ยากขึ้น

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

ในด้านการทำงานของสื่อ จากการ“ใครกำหนดได้ว่าดี จริงคืออะไร ใครทำนอกเหนือจากนี้ก็เลว มันก็มีสถาบันเข้ามากำหนด สำหรับผมคิดว่าไม่มีความจริงหนึ่งสถิต ณ เวลานั้นตายตัว สมบูรณ์แน่นอน แม้กระทั่งศาสนา เชื่ออะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ ทุนนิยมเราก็พบว่ามันไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ผมไม่เชื่ออีกต่อไปแล้วว่าอะไรคือดี อะไรคือจริง

เมื่อวันที่คุณไม่ได้ถูกครอบงำให้เชื่ออีกแล้ว คุณจะสับสน อ้างว้าง แต่มันคือภูมิต้านทาน แล้วจะเกิดความจริงในใจขึ้นมา ถ้าพูดกันจริงๆแล้วมันจะไกลจากประเด็นสื่อออกไปแล้ว”นำเสนอข่าวช่วงสถานการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา และในหลายๆครั้งใน

ชูวัส มองว่า สื่อไทยยังคับแคบอยู่มากและยังไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างที่ควร เป็น ไม่พยายามทำความเข้าใจหรือมองลึกลงไปยังรากเหง้าปัญหา แต่กลับร่วมตะลุมบอนกับสงครามสีนั้นด้วย

ชูวัส ยอมรับ ตัวเอง เช่นคนอื่นว่า น่าอาย

ชูวัส คิดว่า สื่อกระแสหลักเลือกข้างในการนำเสนอ

แต่ ตัวเอง ก็ เสนอทรรศนะในด้านเดียว ตลอด ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แม้จะเนียนในท่าที ทั่วๆ ไป

ชูวัส ควรจะยอมรับตัวเอง ดีกว่า ร้อง ฟ้อง เสียดสี ด้วยท่าที เย้ยหยัน

จากกรณี "สื่อท่วมหัวเอาตัวให้รอด"

------------------------------------------------------------------------------------

และ กรณีนี้ วัฒนะ วรรณ ก็เขียนซะ ยืดยาว สรุปก็คือ น้อยใจ ไม่ได้ดั่งใจ
ในความเงียบ ที่เกิดขึ้นเพราะคุณยอมเงียบเองต่างหาก

อยากให้เสถียร ออกมาพูดเองดีกว่า ไม่ต้องคิดแทนเขา
----------------------------------------------------------

Dear the Other I agree with

Dear the Other

I agree with you on Chuwat's stance. He does show his sympathy towards the reds. Anyway, as a professional journalist, he does fulfil his obligation. He doesn't distort the facts (though spending more time on the red :) ). At the same time, he does allow different opinions like yours. That matters most to me.

I don't see any arguement concerning Pravit's article. Does it mean you agree with his article? Or simply because his article's too good to find any points of arguement.

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์กซ

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์กซ ทำให้ลัทธมั๊ก ลัทธิมาร์ค ไม่พอใจ

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์ค-เลนิน

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์ค-เลนิน

ทำให้นักลัทธิมั๊ก-เกย์ควีน

กับลัทธิมาร์ค-เนวิน ไม่พอใจ

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์ค-เลนิน

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์ค-เลนิน

ทำให้นักลัทธิมั๊ก-เกย์ควีน

กับลัทธิมาร์ค-เนวิน ไม่พอใจ

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์ค-เลนิน

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์ค-เลนิน

ทำให้นักลัทธิมั๊ก-เกย์ควีน

กับลัทธิมาร์ค-เนวิน ไม่พอใจ

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์ค-เลนิน

เสถียรเป็นนักลัทธิมาร์ค-เลนิน

ทำให้นักลัทธิมั๊ก-เกย์ควีน

กับลัทธิมาร์ค-เนวิน ไม่พอใจ

ผมไม่รู้ว่าจะมี "นายกสมาคม"

ผมไม่รู้ว่าจะมี "นายกสมาคม" เอาไว้ทำไม เป็นคำตอบที่แย่ระดับบัดซบ

ถึงว่า สื่อได้มันถึงได้ห่วยแตกได้ขนาดนี้

Dear the Other This web

Dear the Other

This web sweetheart is well qualified with unquestionable fair to all members (especially when they are not stupid Yelyo).

BMW, there is nothing personnal..just a bit sentimental : )

^v^

^v^

คนชื่อ ประสงค์ ฯ

คนชื่อ ประสงค์ ฯ มักจะเชื่อถือไม่ได้ คุณประวิตร ฯ อย่าไปถือสาหาความเลย

I thought Matichon's staffs

I thought Matichon's staffs still can't get over the hostile attempt to 'take over' by Thaksin's cronies a few years back. May be that 's the reason why they can't stand any idea of those Thaksin's sympathisers like Sathien.

My point is, does Matichon have the 'gut' to admit its personal conflict of interest with Thaksin. So readers can 'judge' for themselves how much they can rely on Matichon concerning Thaksin's related news. In this aspect, Matichon looks worse than ASTV/Manager in term of 'hypocrisy'.

I thought Matichon's staffs

I thought Matichon's staffs still can't get over the hostile attempt to 'take over' by Thaksin's cronies a few years back. May be that 's the reason why they can't stand any idea of those Thaksin's sympathisers like Sathien.

My point is, does Matichon have the 'gut' to admit its personal conflict of interest with Thaksin. So readers can 'judge' for themselves how much they can rely on Matichon concerning Thaksin's related news. In this aspect, Matichon looks worse than ASTV/Manager in term of 'hypocrisy'.

นักข่าวเฒ่าๆ

นักข่าวเฒ่าๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ ปากว่าอย่างแต่ทำอีกอย่าง เห็นกันอยู่จนชิน ส่วนสมาคมนักข่าวฯ นั่นก็ไม่มีอะไรให้เห็นมากหรอกครับ เป็นเพียงที่สิงสถิตของนักข่าวบางคนเพื่อหน้าตาและโปรไฟล์ของตัวเอง การแก้ไขวงการสื่อมวลชนที่ดีที่สุดก็คือการตรวจสอบอย่างนี้แหละครับ ตรวจสอบไปเรื่อยๆ ครับ เป็นกำลังใจให้ครับ คนเหล่านี้ถนัดแต่ตรวจสอบตัวเอง เห็นว่ามีปากกาและคีย์บอร์ดอยู่ในมือ มีพลังบอกเล่าโต้แย้งแดกดันคนอื่น ครั้นถูกตรวจสอบก็น็อตหลุด ตรวจสอบต่อไปครับ

I have no intention to insult

I have no intention to insult the Thai journalists or any columnists at all. I believe that everyone should be honest to his duty and have morality to report the fact of both PROS and CONS informations to its readers... and let them make their own decision to see what's right and what's wrong going on in the country. What do you think of the mainstream medias in Thailand are REDIRECTING to...and what are their STANDARDS???

I have no intention to insult

I have no intention to insult the Thai journalists or any columnists at all. I believe that everyone should be honest to his duty and have morality to report the fact of both PROS and CONS informations to its readers... and let them make their own decision to see what's right and what's wrong going on in the country. What do you think of the mainstream medias in Thailand are REDIRECTING to...and what are their STANDARDS???

When a big time critic(like

When a big time critic(like Prasong) was criticised, what's wrong with that?

If a 'mirror' can't be mirrored, how can one be sure the image the 'mirror' reflects, is accurate!

No hard feeling khun Prasong, Pravit's just doing what he's supposed to do( because no one else has the guts to do it ) :)

Great job done, khun Pravit. Keep up your good work.

ผมซื้อมติชนสุดสัปดาห์ประจำ

ผมซื้อมติชนสุดสัปดาห์ประจำ ต่อไป กรูจะซื้ออันใหนอ่านดีวะ ถ้าไม่มีเสถียร จะซื้ออะไรอ่านดีหว่าช่วยตอบที

ประเด็นอยู่ตรงนี้ ถ้าชาวบ้าน-

ประเด็นอยู่ตรงนี้

ถ้าชาวบ้าน-คนอ่านประจำรู้ว่า เสถียร โดนปลด (หมายถึง เสถียร ออกมาชี้แจงเอง)
ยอดขายมติชนสุดฯ จะลดหวบอย่างน่าหดหู่
มีผลต่อรายได้ทั้งบริษัท
มีผลค่านม-ค่าเล่าเรียน-ค่าอุปถัมภ์รายวัน
มีผลต่อการเลี้ยงดูพนักงานในเครือ
กระทบต่อความมั่นคง ความเคยชิน และวัฒนธรรมองค์กร
และสั่นคลอนความเป็นเสรีภาพสื่อมวลชน (ที่มติชนคิดเองว่ามีจริงๆ)
วันนั้นเราจะเห็นพนักงาน-นักข่าวในเครือฯ กระอักกระอ่วนที่โบนัสไม่ขึ้น
และกระวนกระวาย ดิ้น ออกมาหาที่มั่นคงทางรายได้ต่อไป---(ไปทำอาชีพอื่น ที่ง่ายและรวยดีกว่าไหม)

แต่ภาวะคลุมเคลือนี้ ทำให้ผู้อ่านยังคงเฝ้าติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด
ความสงสัยว่า เสถียร ยังอยู่หรือเปล่า อาจมีผลต่อยอดขายที่สูงขึ้น

ปรากฎการณ์แบบนี้ เราจะเรียกมันว่าอะไรดี

ทำให้นึกไปถึง วันที่แกรมมี่จะเทคโอเว่อร์มติชน
พนักงานในเครือที่จงรักภักดี ต่างเดือดดาลต่อแกรมมี่และโยงไปถึงทักษิณ ที่สาธารณะรับรู้ว่า สนิทกับ อากู๋
พ่อใหญ่ของแกรมมี่ กลายเป็นประเด็นการเมืองไปซะอย่างนั้น

แต่ในโลกของธุรกิจเต็มสูบ ต่างก็รู้กันดี และอาจหัวเราะ หึ หึ ว่า "มติชนนี่มันดัดจริตจริงๆ มันรู้ตัวไหมว่าตัวมันอยู่ใน
ตลาดหลักทรัพย์ เป็นโลกที่ใครก็สามารถลงทุนได้ แต่ดันทำตัวเป็นเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เล่นนอกเกม บีบด้วยจิตวิทยา
มวลชน ให้แกรมมี่ถอยไป (ดูๆ ไป มติชน กับ คณะรัฐประหารนี่ ไม่ได้ต่างกันเลย)

และบางที มติชน จะรู้ตัวไหมหนอ ว่า ในบ้านตัวเอง มีเกลือเป็นหนอนเสียแล้ว และขยายแทรกซึมเร็วพอๆ กับแบคทีเรีย
ก็เพราะ ภูมิต้านทานที่บกพร่องมาแต่เริ่มนั่นล่ะ

เอาเถอะ อย่างไรเสีย เราก็ต้องเห็นใจ นักข่าวที่ทำงานหนัก และมีเป้าหมายชัดเจนในความเป็นคนข่าว
ไม่ใช่ สายปลิง ทาก ในคราบนักข่าว

ส่วนเรื่อง ประสงค์ วิสุทธิ์ คุณูปการ ที่เขาได้ทำไว้นั้น เป็นไอดอลให้คนรุ่นหลังไม่น้อย
โดยเฉพาะ การสอยทักษิณ และบรรดานักการเมืองชั่วลงมา จากการเปิดข่าวกรณีซุกหุ้น และอื่นๆ อีกมากมาย
นี่นับว่า เก่งสุดยอด ขอคารวะจริงจากใจ มิเช่นนั้น ประเทศเราคงถูกนักการเมืองชั่วสูบเอาไปหมดแน่ๆ

แต่... แต่!
ข้อสังเกตที่เห็นเอง โดยไม่ต้อง เจาะข่าว นั้นดูจะพึลึกดี
คุณประสงค์ ได้เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ในยุคที่ เขียว ทอง ครองเมือง ได้อย่างประจวบเหมาะพอดี

ปล. คนในมติชนก็รู้ทั้งนั้น ว่า คุณประสงค์ เชียร์ อภิสิทธิ์ หมดตัวหมดหัวใจ หรือว่าไม่จริง
ใครมีพี เพื่อน น้อง ญาติ ในสายการเมืองมติชน ลองโทรเช็คดูเอาเถิด

หรือเอาง่ายๆ จากนี้ไปลองติดตามการเขียนบทความของ ประสงค์ ต่อ อภิสิทธิ์ ดูก็ได้ ว่าจะลึกเท่ากับตอนแฉทักษิณไหม

เออ เพิ่งรู้มาว่า ประสงค์ เขาเรียนกฏหมายชั้นสูง ที่ธรรมศาสตร์ด้วยนะ ตอนนี้คงเรียนจบแล้ว
อย่าไปทะลึ่งกับเขามาก เดี๋ยวโดนสั่งยุบหรอก

ประเด็นอยู่ตรงนี้ ถ้าชาวบ้าน-

ประเด็นอยู่ตรงนี้

ถ้าชาวบ้าน-คนอ่านประจำรู้ว่า เสถียร โดนปลด (หมายถึง เสถียร ออกมาชี้แจงเอง)
ยอดขายมติชนสุดฯ จะลดหวบอย่างน่าหดหู่
มีผลต่อรายได้ทั้งบริษัท
มีผลค่านม-ค่าเล่าเรียน-ค่าอุปถัมภ์รายวัน
มีผลต่อการเลี้ยงดูพนักงานในเครือ
กระทบต่อความมั่นคง ความเคยชิน และวัฒนธรรมองค์กร
และสั่นคลอนความเป็นเสรีภาพสื่อมวลชน (ที่มติชนคิดเองว่ามีจริงๆ)
วันนั้นเราจะเห็นพนักงาน-นักข่าวในเครือฯ กระอักกระอ่วนที่โบนัสไม่ขึ้น
และกระวนกระวาย ดิ้น ออกมาหาที่มั่นคงทางรายได้ต่อไป---(ไปทำอาชีพอื่น ที่ง่ายและรวยดีกว่าไหม)

แต่ภาวะคลุมเคลือนี้ ทำให้ผู้อ่านยังคงเฝ้าติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด
ความสงสัยว่า เสถียร ยังอยู่หรือเปล่า อาจมีผลต่อยอดขายที่สูงขึ้น

ปรากฎการณ์แบบนี้ เราจะเรียกมันว่าอะไรดี

ทำให้นึกไปถึง วันที่แกรมมี่จะเทคโอเว่อร์มติชน
พนักงานในเครือที่จงรักภักดี ต่างเดือดดาลต่อแกรมมี่และโยงไปถึงทักษิณ ที่สาธารณะรับรู้ว่า สนิทกับ อากู๋
พ่อใหญ่ของแกรมมี่ กลายเป็นประเด็นการเมืองไปซะอย่างนั้น

แต่ในโลกของธุรกิจเต็มสูบ ต่างก็รู้กันดี และอาจหัวเราะ หึ หึ ว่า "มติชนนี่มันดัดจริตจริงๆ มันรู้ตัวไหมว่าตัวมันอยู่ใน
ตลาดหลักทรัพย์ เป็นโลกที่ใครก็สามารถลงทุนได้ แต่ดันทำตัวเป็นเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เล่นนอกเกม บีบด้วยจิตวิทยา
มวลชน ให้แกรมมี่ถอยไป (ดูๆ ไป มติชน กับ คณะรัฐประหารนี่ ไม่ได้ต่างกันเลย)

และบางที มติชน จะรู้ตัวไหมหนอ ว่า ในบ้านตัวเอง มีเกลือเป็นหนอนเสียแล้ว และขยายแทรกซึมเร็วพอๆ กับแบคทีเรีย
ก็เพราะ ภูมิต้านทานที่บกพร่องมาแต่เริ่มนั่นล่ะ

เอาเถอะ อย่างไรเสีย เราก็ต้องเห็นใจ นักข่าวที่ทำงานหนัก และมีเป้าหมายชัดเจนในความเป็นคนข่าว
ไม่ใช่ สายปลิง ทาก ในคราบนักข่าว

ส่วนเรื่อง ประสงค์ วิสุทธิ์ คุณูปการ ที่เขาได้ทำไว้นั้น เป็นไอดอลให้คนรุ่นหลังไม่น้อย
โดยเฉพาะ การสอยทักษิณ และบรรดานักการเมืองชั่วลงมา จากการเปิดข่าวกรณีซุกหุ้น และอื่นๆ อีกมากมาย
นี่นับว่า เก่งสุดยอด ขอคารวะจริงจากใจ มิเช่นนั้น ประเทศเราคงถูกนักการเมืองชั่วสูบเอาไปหมดแน่ๆ

แต่... แต่!
ข้อสังเกตที่เห็นเอง โดยไม่ต้อง เจาะข่าว นั้นดูจะพึลึกดี
คุณประสงค์ ได้เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ในยุคที่ เขียว ทอง ครองเมือง ได้อย่างประจวบเหมาะพอดี

ปล. คนในมติชนก็รู้ทั้งนั้น ว่า คุณประสงค์ เชียร์ อภิสิทธิ์ หมดตัวหมดหัวใจ หรือว่าไม่จริง
ใครมีพี เพื่อน น้อง ญาติ ในสายการเมืองมติชน ลองโทรเช็คดูเอาเถิด

หรือเอาง่ายๆ จากนี้ไปลองติดตามการเขียนบทความของ ประสงค์ ต่อ อภิสิทธิ์ ดูก็ได้ ว่าจะลึกเท่ากับตอนแฉทักษิณไหม

เออ เพิ่งรู้มาว่า ประสงค์ เขาเรียนกฏหมายชั้นสูง ที่ธรรมศาสตร์ด้วยนะ ตอนนี้คงเรียนจบแล้ว
อย่าไปทะลึ่งกับเขามาก เดี๋ยวโดนสั่งยุบหรอก

ความจริงแล้วคนในวงการสื่อรู้จ

ความจริงแล้วคนในวงการสื่อรู้จักประวิทย์ โรจนพฤษก์จำนวนมากและไม่ค่อยมีใครถือสาความคิดเห็นหรือจุดยืนของประวิทย์เท่าไหร่นัก ประวิทย์เขาก็รู้ตัวเองดีจึงหาพื้นที่ให้กับตัวเองกับแวดวงอื่นๆเพื่อให้ดูว่าในประเทสนี้มีนักข่าวที่กล้ามีจุดยืนเหลืออยู่เพียงคนเดียวคือประวิทย์

ผู้เขียนอยู่ในเหตุการวันที่ประวิทย์ถามนายกสมาคมนักข่าวฯด้วยบรรยกาศเป็นคนละเรื่องกับที่ประวิทย์นำมาเขียนให้ตัวเองเป็นฮีโร่ในประชาไทยเลย ความจริงแล้วนายกสมาคมนักข่าวต้องการย้อนถามนักข่าวมือาชีพจากประวิทย์ว่าเชื่อข่าวในผู้จัดการออนไลน์ด้วยหรือ คือตั้งข้อสงสัยในความเป็นมืออาชีพของประวิทย์ว่าทำไมไม่ตรวจสอบเช็คข่าวในเรื่องคุณเสถียร จากมติชนโดยตรงก่อนที่จะหยิบเรื่องจากผู้จัดการออนไลน์มาถาม ซึ่งคุณประสงค์มั่นใจว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง จึงไม่จำเป็นที่ต้องชี้แจงอะไร ในเมื่อคุณเสถียรไม่ได้ถูกปลดออกจากหนังสือพิมพ์มติชนก็ไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไร แต่คุณเสถียรจะเขียนหรือไม่เขียนคอลัมม์อะไรมติชินนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ไม่น่าเชื่อเลยว่าประวิทย์เป็นนักโมเม ตีขลุมข้อมูล ให้ตัวเองดูดีและมีความเทห์ในสายตาคนอื่นที่ไม่รู้ข้อมูล ความเป็นมืออาชีพของประวิทย์อยู่ตรงไหน มิใช่หรือก่อนที่นักข่าวที่เก่งกาจอย่างประวิทย์จะถามคำถามอะไรต้องตรวจสอบข้อมูลนั้นให้ถูกต้องเสียก่อน เมื่อหูเบา เชื่ออะไรง่าย เมื่อเขาไม่ตอบพาลกับโมโห ใช้ตรรกะไปให้ร้ายคนอื่น ที่สำคัญนี้คือวิธีการปกป้องตัวเองจากความอ่อนหัดของประวิทย์

วันหลังจะชำแหละประวิทย์ที่ใช้ความโมเมระบุเชื่อแลห่งข่าวโดยไม่ได้ถามและแหล่งข่าวก็ไม่ได้ตอบแต่ประวิทย์เอาไปเขียนเป็นข่าวเฉยเลย นักข่าวที่รัฐสภาเขาเอือมนะพี่ประวิทย์

"ประวิทย์เขาก็รู้ตัวเองดีจึงห

"ประวิทย์เขาก็รู้ตัวเองดีจึงหาพื้นที่ให้กับตัวเองกับแวดวงอื่นๆเพื่อให้ดูว่าในประเทสนี้มีนักข่าวที่กล้ามีจุดยืนเหลืออยู่เพียงคนเดียวคือประวิทย์"

I think you miss one word, ในประเทสนี้มีนักข่าวที่กล้ามีจุดยืน"เป็นกลาง"เหลืออยู่เพียงคนเดียวคือประวิทย์"

"ความจริงแล้วนายกสมาคมนักข่าวต้องการย้อนถามนักข่าวมือาชีพจากประวิทย์ว่าเชื่อข่าวในผู้จัดการออนไลน์ด้วยหรือ คือตั้งข้อสงสัยในความเป็นมืออาชีพของประวิทย์ว่าทำไมไม่ตรวจสอบเช็คข่าวในเรื่องคุณเสถียร จากมติชนโดยตรงก่อน"

Actually, pravit was directly doing the cross-check with Prasong in the seminar. Who else would be a better candidate for the most reliable source at Matichon than Prasong? Isn't he the editor in chief? And what would be a better time, when all the audiences can be witnesses to Prasong's response. Aren't Prasong aware that this issue had already become the talk of the town? Prasong's response is deemed inappropriate and unprofessional at any standard.

Any arguement?

น้องเป็นนักข่าวสำนักไหนนี่

น้องเป็นนักข่าวสำนักไหนนี่ ทำไมการใช้เหตุผลแย่จัง ก็การที่ประวิทย์ถามประสงค์ก็คือการกำลังตรวจสอบข่าวอยู่ไง DoctorJ เขียนไปแล้ว แต่กลัวน้องอ่านไม่เข้าใจ ประสงค์เป็นบอ.กอ.ของมติชนไม่ใช่เหรอ น้องพูดอะไรตลกๆ จะตรวจสอบข่าวกับแหล่งข่าว ต้องตรวจสอบข่าวก่อน เหมือนจะกินข้าวต้องกินข้าวมาก่อน บ๊ะ... งงกับตรรกะของมันว่ะ

อ้อ...

อ้อ... ถ้าอยากจะเขียนแฉประวิทย์ ก็เขียนมาเลย รออ่านอยู่ อย่าดีแต่ขู่

ไม่เห็นด้วยที่จะใช้การเมืองนำ

ไม่เห็นด้วยที่จะใช้การเมืองนำการทหาร

ควรใช้การทหารนำการเมืองแบบวันที่ 13 เมษายน 2552
ที่สามเหลี่ยมดินแดง

เราควรเสนอให้อภิสิทธิ์ -สุเทพ ส่งทหารที่ไล่ยิงประชาชนในวันที่ 13 เมษายน 2552
ให้มาลาดตระเวนใน 3 จังหวัดภาคใต้ด้วย จะรอดู
คิดว่าชาวเสื้อแดงคงอนุโมทนาสาธุแน่แน่

คือถ้ามีการใช้การทหารนำจริงๆ ในภาคใต้แล้ว
เราก็คงไม่เห็นทหารเพ่นพ่านเกะกะในเมืองหลวงกรุงเทพ

13 เมษา 52 แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการส่งทหารไปภาคใต้เท่าที่ควร

คือพลเมืองภาคใต้ 3 จังหวัด รวม 1,800,000 คน
ส่งทหารไป 300,000 คน ก็น่าจะพอ

1:6 คือทหาร 1 คน ถือปืนคุมประชาชน 6 คน
น่าจะทำให้ประชาชนเสื้อแดงปลอดภัยได้
เพราะไม่มีทหารเฝ้าออกมายิงเสื้อแดงเป็นระยะๆ

วันที่ 13 เมษา 52 คงไม่มีคนถูกฆ่าตาย ถูกยิง และศพหาย

..........
ขอให้ใช้การทหารนำการเมืองอย่างจริงใจด้วย

.................

ประวิตร พูดเงี๊ยะ!

ประวิตร พูดเงี๊ยะ! ได้ไง

มติชนเขาไม่ยอมรับนะ มาว่าเป็นพวกกะเสื้อแดง พูดงี้มติชิน เอ๊ย! มติชน ก็เสีย self ความเป็นสื่อคุณภาพ (คับขวด) ของประเทศหมดอ้ะดิ้

อิอิ อิอิ

ประวิทย์ได้อ่านมติชนสุดสัปดาห

ประวิทย์ได้อ่านมติชนสุดสัปดาห์ล่สุดแล้วยัง อาจารย์ช้างบอกชัดเจนแล้วนี้ว่าเสถียรเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ชัดเจนแล้วใช่มั๊ยประวิทย์ คุณช่างเป็นพวกจับแพะชนแกะเยี่ยมคนหนึ่งนะประวิทย์ นอกจากนี้อาจารย์รัฐศาสตร์ที่คุณเอาข้อมความมาแปะต่อท้ายความเห็นของคุณ พวกเรานักข่าววันนั้นเห็นชัดเจนว่าเป็นอาจารย์พวงทอง รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เขาคุณกับประสงค์ในระหว่างทานข้าว เป็นการคุยกันนอกรอบ และไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พวงทองส่งให้คุณอ่านเป็นการส่วนตัวหรือนุญาติให้คุณนำมาเปิดเผยสาธาารณะด้วย หากไม่อนุญาติก็เป็นมาตรวัดจริยธรรมของประวิทย์ได้ดียิ่ง ว่าเป็นคนอย่างไร แต่ที่แน่ๆคุณก็เป็นนักฉวยโอกาศคนหนึ่งเท่านั้นแหละ ไม่ต้องท้าหรอกจะเขียนแฉคุณแน่ ข่าวมั่วๆของประวิทย์ โปรดติดตามอ่าน เป็นคนรู้ให้จริงเสียบ้าง ด่าพวกเสื้อเหลืองอยู่ไป จำไม่ได้หรือ คุณเดินทางไปกับแกนนำพันธมิตรฯบางคนไปพบเสนาะ เทียนทอง ที่เมืองทองธานีเพื่อหว่านล้อมให้ล้มทักษิณ

วิธีการใช้เหตุผลของน้องห่วยจร

วิธีการใช้เหตุผลของน้องห่วยจริงๆ มิน่ามติชนถึงคุณภาพได้แค่นี้ เรื่องเกิดขึ้นมานานแล้ว นายช้างเพิ่งจะมาเขียนเอาในฉบับ "ล่าสุด" หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วจะมาอ้างเอาอะไร

เรื่องแฉประวิตรมีแค่นี้เองเหรอ ผิดหวังน่ะ

ถึงคุณ

ถึงคุณ "คนอย่างประวิตร"

กรณีคุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ผมเรียกว่า “พี่” มาเป็นเวลาหลายปี ผมอยากอธิบายว่า พี่สมเกียรติโทรมาให้ผมติดตามไปดูการพูดเจรจาขอให้นายเสนาะ เทียนทองไขน็อตออกจากรัฐบาลทักษิณช่วงต้นปี 2549 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงก่อนการประกาศตั้งพันธมิตรอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ ซึ่งผมไปในฐานะผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ไม่ได้ไปช่วยยุยงอะไรทั้งสิ้น และผมก็ได้เขียนเรื่องดังกล่าวลงในหนังสือพิมพ์ The Nation ด้วย

ตัวผมนั้นเชื่อในสังคมเปิด สังคมที่มี Maximum disclosure หรือ สังคมที่มีเปิดเผยข้อมูลมากที่สุดและมีการปกปิดข่าวสารข้อมูลน้อยที่สุด เพราะเชื่อว่านั่นจะทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยกว่าที่เป็นอยู่ ผมไม่เชื่อเรื่องการใช้นามแฝงอย่างที่คุณ "คนอย่างประวิตร" ใช้ เพื่อการโจมตีผู้อื่น หากเราจะวิจารณ์ใคร การกระทำอย่างเปิดเผยเป็นสิ่งสมควรยิ่ง ผมจึงได้ถามหาความจริงจากคุณประสงค์อย่างเปิดเผยในวันนั้น

อนึ่ง จุดยืนของผมต่อนายทักษิณ ชินวัตร ก็ชัดเจน คุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการเสริชชื่อนามสกุลของผมเป็นภาษาอังกฤษ (Pravit Rojanaphruk) และตามด้วยชื่อ Thaksin Shinawatra เมื่อนั้นคุณก็จะได้พบกับบทความที่เป็นบทพิสูจน์จุดยืนของผม ต่อนายทักษิณเป็นจำนวนมาก

ส่วนพี่สมเกียรตินั้น หลังจากที่ผมมีความเห็นแตกต่างกับพันธมิตรในเรื่องวิธีจัดการกับนักการเมืองที่พวกเขาไม่เห็นด้วย ผมได้ตัดสินใจที่จะวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา หากแต่น่าเสียดายนัก เพราะนั้นทำให้ผมต้องเสียความสัมพันธ์อันดีกับพี่และน้องที่เป็นพันธมิตรเหล่านี้

นอกจากพี่สมเกียรติแล้ว ผมยังต้องเสียความเป็นพี่น้องกับ พี่พิภพ ธงไชย อีกด้วย ซึ่งนั่นเกิดขึ้นหลังจากที่ผมตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมากับพันธมิตร หากแต่พี่พิภพไม่พอใจ และต่อว่าผมต่อหน้าพี่เดช พุ่มคชา นักพัฒนาอาวุโส โดยพี่พิภพพูดกับผมว่า "ผมนึกว่าเราเป็นพี่น้องกัน"

ผมยังต้องเสียความเป็นพี่น้องกับแกนนำคนอื่นเช่น พี่สมศักดิ์ โกสัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา ซึ่งนายสุริยะใสก็เป็นผู้มาขอให้ผมตั้งชื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมก็ตั้งให้ว่า People's Alliance for Democracy (PAD)

อย่างไรก็ตาม สำหรับผมนั้น สิ่งสำคัญหาใช่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล หากเป็นประโยชน์ของสาธารณะ ซึ่งผมเชื่อว่า เราควรให้ข้อมูลกับสาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สังคมนี้เป็นสังคมที่โปร่งใสและเป็นสังคมที่รู้เท่าทัน และความสัมพันธ์ส่วนบุคคลคือ ราคาที่ผมต้องจ่ายเพื่อแลกกับความมุ่งหมายนี้

ส่วนเรื่องจดหมายจากอาจารย์จุฬาฯ นั้น ผมไม่ได้เอ่ยชื่ออาจารย์ท่านนี้ แต่ผมตัดสินใจใส่ข้อความของอาจารย์ลงไปในบทความ ด้วยเมื่อใช้วิจารณญาณแล้วเห็นว่า ความเห็นของอาจารย์ผู้นี้จะเป็นประโยชน์กับสาธารณะหากได้รับการเผยแพร่ จึงขอเรียนมาเพื่อทราบ

ผมลืมบอกไปอีกอย่าง

ผมลืมบอกไปอีกอย่าง

ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า คุณเชื่อเรื่องการเคารพสิทธิืส่วนบุคคลจริงๆ หรือไม่ เพราะคุณ (เป็นคนแรก) ที่ได้นำชื่อของอาจารย์ท่านหนึ่งมาลงในที่นี้ ในขณะที่คุณเองก็อ้างถึงสิทธิความเป็นส่วนตัว (right to privacy) ซึ่งมันขัดแย้งในตัวเอง เหมือนคนมือถือสาก ปากถือศีล

นอกจากนี้ ผมก็เชื่อว่า คุณไม่เชื่อในบทบาทของสื่อซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการทำให้สังคมนี้เป็นสังคมเปิดและโปร่งใส คุณจึงมีปัญหากับการซักถามของผมต่อคุณประสงค์อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาอย่างนั้น

หากคุณไม่เชื่อในสังคมเปิดแล้วละก็ ผมขอแนะนำให้คุณเปลี่ยนอาชีพ จากอาชีพนักข่าวไปทำงานในองค์กรที่มีหน้าที่เซนเซอร์ข้อมูลข่าวสารเสียดีกว่า