วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 7 ชั่วโมง 46 นาที ที่ผ่านมา
เปิดบันทึกนักปฏิรูปตกอับ "จ้าวจื่อหยาง" - ความทรงจำเทียนอันเหมินและการเมืองจีน
Sat, 2009-05-16 02:59
จ้าวจื่อหยาง อดีตนายกรัฐมนตรีและปีกปฏิรูปในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้ขัดแย้งกับปีกอนุรักษ์นิยมในพรรคจากเหตุที่เขาพยายามเจรจาอย่างนิ่มนวล กับผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 2532 ทำให้พรรคสั่งกักบริเวณและเขาไม่สามารถแสดงความเห็นใดๆ ได้ กระทั่งเปาตงอดีตผู้ช่วยของเขานำบันทึกเสียงยาว 30 ชั่วโมง ของเขาขณะถูกกักบริเวณออกมาเผยแพร่หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว

อนุสรณ์รำลึกถึงจ้าวจื่อหยาง ในวันที่ 21 ม.ค. 2548 ที่วิกเตอเรียพาร์ค , ฮ่องกง
(รูปโดย Bobby Yip, Reuters)
อดีตผู้ช่วยของจ้าวจื่อหยาง* ได้เผยแพร่เทปบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการปราบปรามการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen) ซึ่งกำลังจะครบรอบยี่สิบปีในวันที่ 4 มิ.ย. ที่จะถึงนี้
20 ปีหลังจากที่กลุ่มนักศึกษาชาวจีนได้ไปชุมนุมที่จัตุรัส ก่อนถูกปราบปรามด้วยรถถังและอาวุธปืนจากกองกำลังรัฐบาลจีนในสมัยนั้นที่ เรียกตัวเองว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People's Liberation Army - PLA) ก็ได้ มีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์คนหนึ่งทำการเผยแพร่เทปบันทึก เสียงของจ้าวจื่อหยางอย่างเป็นทางการ โดยในบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นเสียงของจ้าวจื่อหยางที่เรียกร้องระบอบ ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาจากรัฐบาลจีน
จ้าวจื่อหยาง ตกเป็นจำเลยของความอัปยศทางการเมืองเมื่อมีการปราบปรามการชุมนุมด้วยความรุนแรงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 2532 เขาได้อธิบายไว้ในบันทึกเสียงว่า "มันเป็นโศกนาฏกรรมช็อกโลก ที่ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นแม้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม"
เขาเล่าว่าได้ยิน "เสียงปืนกระหน่ำยิง" (intense gunfire) ในช่วงเย็นของวันที่ 3 มิถุนายน ปี พ.ศ. 2532 ขณะอยู่ในบ้านที่กรุงปักกิ่ง หลังเดียวกับที่เขาถูกสั่งกักบริเวณจนกระทั่งเสียชีวิต เขาได้สรุปไว้ในข้อเขียนเกี่ยวกับความทรงจำทางการเมืองที่ไม่ได้รับการตี พิมพ์ว่า หนทางเดียวที่จีนควรจะเดินไปข้างหน้าคือการเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
"แน่นอน ว่า มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตจะมีระบอบการเมืองที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าประชาธิปไตย แบบรัฐสภา" จ้าวกล่าว "แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ในปัจจุบัน มันไม่มีอย่างอื่นที่ดีกว่า"
เขายังได้บอกอีกว่าจีนจะไม่สามารถมีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง หรือกลายเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีหลักนิติธรรมได้เลยหากปราศจากประชาธิปไตย
"แทนที่ จะเป็นเช่นนั้น มันเป็นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ รวมทั้งจีน คือการใช้อำนาจเพื่อแสวงหากำไร เกิดการโกงอย่างกว้างขวาง และสังคมก็แบ่งขั้วกันระหว่างคนรวยกับคนจน"
อดีตผู้ช่วยนำคำของจ้าวมาเผยแพร่
อดีตผู้ช่วยทางการเมืองของจ้าว ที่ชื่อเปาตง ผู้เคยต้องโทษจำคุก 7 ปี ได้ปล่อยเทปบันทึกเสียงออกมาก่อนหน้าการครบรอบ 20 ปี ของเหตุใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษาในปี พ.ศ. 2532 ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยหรืออาจจะมากกว่า 1,000 คน
"จ้าว จื่อหยางได้ทิ้งเทปบันทึกเสียงเหล่านี้เอาไว้ นี้เป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากเขา" เปาเขียนข้อความจากบ้านในกรุงปักกิ่งที่เขาถูกกักบริเวณ "มันเป็นสิ่งตกทอดที่จ้าวจื่อหยางมอบให้กับชาวจีนทุกคน เป็นงานของผมที่จะส่งมันไปให้โลกรับรู้ในรูปแบบของคำ และเพื่อจะจัดการสิ่งต่าง ๆ"
"เนื้อหา ของมันมีนัยสำคัญกับประวัติศาสตร์ที่ยังคงส่งอิทธิพลกับประชาชนจีนมาจนถึง ทุกวันนี้ สาระสำคัญของประวัติศาสตร์ที่ว่านี้คือการปฏิรูป" เปากล่าว
ทางการจีนคอยควบคุมไม่ให้มีการแสดงความเสียใจต่อจ้าวหลังจากวันที่เขาเสียชีวิตคือวันที่ 17 ม.ค. 2548 โดยได้จับกุมประชาชนหลายสิบคนที่มาวางดอกไม้สีขาวเพื่อเป็นเกียรติ์ให้แก่จ้าวจื่อหยางที่บ้านของเขาเอง
ขณะ ที่ในฮ่องกงได้มีการไว้ทุกข์จ้าวอย่างเปิดเผยโดยคนนับพันคน อย่างไรก็ตามหลายคนมองปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการแสดงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ของคนฮ่องกงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในจีน
ให้เยาวชนจีนได้เรียนรู้
เปา บอกว่าสาเหตุที่เขาปล่อยเทปนี้ออกมาส่วนหนึ่งเพราะต้องการให้เยาวชนจีนใน รุ่นนี้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อของจ้าวจื่อหยางได้ศึกษา โดยเปาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "ภาระทางการเมือง" สำหรับเขาเอง
"ใน จีนแผ่นดินใหญ่ตอนนี้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้ถูกปิดผนึกไว้ไม่ก็บิดเบือนไป ฉะนั้นมันจะเป็นประโยชน์หากมีการพูดคุยประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ร่วมกับผู้ อ่านที่ยังเป็นเยาวชน"
"ชื่อ ของจ้าวจื่อหยางถูกลบออกจากสื่อ ทั้งข่าวสาร หนังสือ วารสาร รวมถึงบันทึกประวัติศาสตร์ภายในจีน" นี้คือสิ่งที่เปาเขียนไว้ในบทความที่ส่งมาพร้อมเทป โดยให้ชื่อบทความว่า "จากเบื้องหลังประวัติศาสตร์สู่เทปบันทึกของจ้าวจื่อหยาง" (The Historical Background to the Zhao Ziyang Recordings)
"จ้าว ต้องการกล่าวถึงประเด็นการโกงกินของเจ้าหน้าที่และเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวจีนโดยทั่วไปส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ เขาเขียนโดยใช้หลักการทางนิติธรรมเข้าจับ" เปาเขียนถึงความขัดแย้งระหว่างอดีตผู้สอนเรื่องการเมืองให้เขากับผู้นำในยุค นั้นคือเติ้งเสี่ยวผิง
"เขา (จ้าวจื่อหยาง) ต้องการกระตุ้นให้ปฏิรูประบอบการเมืองจีนร่วมไปกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจให้ ลึกกว่าเดิม มุ่งความสนใจของสังคมทั้งหมดไปสู่ประเด็นการปฏิรูป”
ก่อน หน้านี้รัฐบาลจีนได้เริ่มเพิ่มความแน่นหนาด้านการรักษาความปลอดภัยรอบ ๆ กรุงปักกิ่งก่อนหน้าวันครบรอบเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความอ่อนไหวเช่นนี้
ทั้งบทความและการโพสท์ในกระดานข่าวที่มักมีความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่งกับเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนจะถูกลบออกจากหน้าอินเตอร์เน็ต รวมถึงเรื่องที่เรียกร้องให้มีการกู้ชื่อเสียงของจ้าว และหู เย่าปัง ผู้ที่เสียชีวิตในวันที่ 15 เม.ย. 2532 ความตายของหูเป็นชนวนให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา

ชายคนหนึ่งที่ฮ่องกงกำลังอ่านหนังสือ “Prisoner of the State: The Secret Journal of Zhao Ziyang” หนังสือดังกล่าวจำหน่ายได้ที่ฮ่องกง แต่เป็นหนังสือต้องห้ามบนจีนแผ่นดินใหญ่ (Getty Images)
เทปบันทึกของจ้าวจื่อหยางถูกนำไปแปลงเป็นหนังสือ
ทางสำนักข่าว BBC ได้ รายงานว่ามีการตีพิมพ์และวางจำหน่ายหนังสือเกี่ยวกับความทรงจำของจ้าวจื่อ หยางชื่อ "ผู้ถูกรัฐบาลจองจำ: บันทึกลับของนายกรัฐมนตรีจ้าวจื่อหยาง" (Prisoner of the State: The Secret Journal of Zhao Ziyang) โดยฉบับภาษาอังกฤษมีวางจำหน่ายแล้วในฮ่องกง ขณะที่ฉบับของจีนมีแผนวางจำหน่ายในวันที่ 29 พ.ค. ที่จะถึงนี้ โดยหนังสือเล่มดังกล่าวอ้างอิงเนื้อหาจากเทปบันทึกลับที่จ้าวบันทึกเอาไว้ขณะถูกกักบริเวณอยู่ในบ้าน
เทปบันทึกความยาว 30 ชั่วโมง ได้ถูกลักลอบนำออกจากจีนเพื่อมาทำเป็นหนังสือ เนื้อหาในนั้นเป็นความลับมากเสียจนลูกสาวของจ้าวจื่อหยางที่ชื่อ หวังยันนาน ยังบอกกับ BBC ว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรที่อยู่ในหนังสือเลย
ใน หนังสือ "ผู้ถูกรัฐบาลจองจำ: บันทึกลับของนายกรัฐมนตรีจ้าวจื่อหยาง" อดีตเลขาธิการกองทัพระบุไว้ว่านักศึกษาแค่ต้องการให้พรรครัฐบาลแก้ไขข้อผิด พลาด ไม่ได้คิดจะล้มล้าง
ด้าน Far Eastern Economic Review รายงาน ว่า ในหนังสือบันทึกลับของจ้าวจื่อหยางเล่มนี้ มีคนเขียนคำนำคือนักวิทยาศาสตร์ด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รอเดอร์ริค แมกฟาคูอาร์ เขาเขียนในคำนำของหนังสือว่าจ้าวจื่อหยางได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง "ของการต่อสู้ภายในซึ่งรองรับด้วยความสับสนคลุมเครือที่สามารถรับรู้ได้จาก สิ่งที่ปรากฏ" โดยในช่วงเริ่มต้นของเนื้อหา ได้บรรยายถึงการที่จ้าวพยายามยับยั้งการปราบปรามนักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ที่ จัตุรัสเทียนอันเหมืน และยังบรรยายถึงการที่พวกหัวแข็งในพรรครู้สึกขัดใจ เพราะจ้าวใช้วิธีที่นุ่มนวลโต้ตอบกับกลุ่มผู้ประท้วงจนทำให้ชีวิตเขาต้องจม ดิ่งในที่สุด
จ้าว จื่อหยางยังได้บรรยายไว้ในหนังสืออีกว่า นายกฯ หลี่เผิง คอยควบคุมอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ ขณะที่เขา (จ้าวจื่อหยาง) เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ โดยหลี่เผิงตีพิมพ์บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์พีเพิลเดลี่ในวันที่ 26 เม.ย. 2532 โดยป้ายสีผู้ชุมนุมว่าเป็น "พวกต่อต้านพรรค พวกก่อความวุ่นวายต้านสังคมนิยม" จ้าวเปิดเผยในหนังสืออีกว่า บทบรรณาธิการชิ้นนี้ทำให้ความโกรธของนักศึกษาที่เพิ่งหนีตายจากจัตุรัสปะทุ ขึ้นมาอีกครั้งและยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย จ้าวโต้ว่านักศึกษามีสิทธิที่จะว่ากล่าว พวกเขามีสิทธิที่จะแสดงความเห็นอย่างเสรี และควรจะใช้วิธีการเจรจาให้พวกเขายอมกลับไปเรียนหนังสือ
BBC ยังได้รายงานอีกว่าการที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เป็นเหมือนการสร้างความอับอายให้รัฐบาลจีน เพราะทางรัฐบาลจีนไม่เต็มใจที่จะบอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวันนั้น

รูปของจ้าวจื่อหยางในปี 2537 หลังถูกสั่งกักบริเวณอยู่ภายในบ้าน
(Reuters Pictures)
ประวัติของจ้าวจื่อหยาง
จ้าวจื่อหยาง เกิดเป็นลูกของเจ้าที่ดินมีฐานะในเหอหนาน เขาเข้าร่วมยุวชนคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ. 2475 และทำงานใต้ดินเป็นเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงที่มีสงครามกับญี่ปุ่น (พ.ศ. 2480 - 2488) และในช่วงที่มีสงครามกลางเมืองจีน พ่อของเขาถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่พรรคในช่วงปลายทศวรรษที่ 2480s กระทั่งในปี 2508 เขาจึงได้รับตำแหน่งเป็นเลขาธิการประจำกวางตุ้ง
ต่อมาจ้าวจื่อหยางได้สนับสนุนแนวคิดปฏิรูปของหลิวเชาหยื่ (Liu Shaoqi) ทำให้ถูกปลดและต้องรับโทษใช้งานหนักในโรงงานเป็นเวลาสี่ปี ขณะที่หลิวถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศ
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2516 จ้าวก็ได้รับการไถ่ถอนความผิดโดยโจวเอินไหล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการกลางของพรรคและถูกส่งไปยังเสฉวน ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจของเสฉวนถูกทำลายไปโดยนโยบาย "การก้าวกระโดดครั้งใหญ่" (Great Leap Forward) และ "การปฏิวัติวัฒนธรรม" (Cultural Revolution) จ้าว จัดการกับเสฉวนด้วยการเสนอให้ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจโดยเน้นการตลาดเป็นหลัก ซึ่งประสบความสำเร็จ โดยทำให้อัตราการผลิตทางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 81 และผลผลิตทางเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ภายในสามปี จนเติ้งเสี่ยวผิงเห็นสิ่งที่ประสบในเสฉวนเป็นต้นแบบของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน หลังจากนั้นจ้าวจึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรคส่วนกลาง (Poliburo Standing Committee) ในปี 2525
แนวคิดการปฏิรูปจีนของจ้าวจื่อหยาง
ในปี 2526 จ้าวได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาพัฒนาแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบสังคมนิยมให้เอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ จีน ในขณะที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีมีนโยบายเป็นจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในเสฉวน โดยให้มีการจัดการอุตสาหกิจด้วยตนเองแบบจำกัด (Limited Self-Management to Industrial enterprises) และ เพิ่มการควบคุมผลผลิตทางการเกษตร เขาพยายามพัฒนาพื้นที่ในเขตชายฝั่งด้วยการทำให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่ จะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและสร้างศูนย์กลางการส่งออก ซึ่งทำให้เกิดการเจริญเติบโตทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบาตลอดช่วง ทศวรรษที่ 2520s แต่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจของเขาก็ได้รับการวิจารณ์ว่าทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
จ้าวจื่อหยางยังเชื่ออีกว่าถ้าต้องการความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจก็หนีไม่พ้นการทำให้เป็นประชาธิปไตย (Democratization) จ้าวเป็นคนแรกที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งระบอบผู้แทน โดยใช้ระบอบนี้ตั้งแต่ในระดับหมู่บ้านมาจนถึงระดับสมาชิกในคณะกรรมการกลาง
หลายคนเรียกจ้าวว่าเป็นพวกลัทธิแก้มาร์กซิสต์ (revisionist of marxism) เขา เรียกร้องให้รัฐบาลมีความโปร่งใสและเปิดอภิปรายระดับชาติให้มีการคำนึกถึง พลเมืองทั่วไปในกระบวนการสร้างนโยบาย ซึ่งตรงนี้ทำให้จ้าวได้รับความนิยมจากประชาชน ผลจากการรื้อโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเสฉวน ถึงขั้นทำให้ประชาชนทั่วไปมีการเล่นคำกันกับชื่อของจ้าวว่า "เยา ฉื่อ เหลียง, จ้าว จื่อหยาง" (yao chi liang, zhao Ziyang) แปลว่า "ถ้าอยากจะเลี้ยงปากท้องตน ก็จงเดินรอยตามคุณจื่อหยาง"
ทาง ผู้สังเกตการณ์จากตะวันตกเล่าว่า ในช่วงที่จ้าวจื่อหยางเป็นเลขาธิการทั่วไปนั้น เป็นช่วงที่จีนสมัยใหม่มีบรรยากาศเปิดกว้างมากที่สุด ข้อจำกัดต่าง ๆ ในเรื่องเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกก็ผ่อนคลายลง เปิดโอกาสให้นักวิชาการช่วยออกความเห็นในเรื่องการพัฒนาประเทศ

จ้าวจื่อหยางขณะกำลังเจรจากับผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน วันที่ 19 พ.ค. 2532 ผู้ที่ยืนอยู่คนที่สองจากทางขวามือคือเหวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนคนปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นเป็นคนสนิทของจ้าว (AP Photo)
ขาลงของนักปฏิรูป
ในเดือนพฤษภาคม 2531 แผนของจ้าวที่จะปฏิรูปราคาสินค้าอย่างเร่งด่วน ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นเป็นวงกว้างเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ลุกลาม และทำให้ผู้ที่ต่อต้านเขามีโอกาสดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เพิ่มการควบคุมทางเศรษฐกิจและเข้มกวดกับการปิดกั้นอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น ช่วงครึ่งหลังของปี 2531 สภาวะแวดล้อมทางการเมืองของเจ้าก็เริ่มตกต่ำ มีการต่อสู้กับกลุ่มย่อยของพวกผู้อาวุโสในพรรคที่เริ่มไม่พอใจอุดมการณ์ของ จ้าว กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่อยู่ในกรมการเมือง (Politburo) ก็ ไม่ถูกกับเขาเช่นกัน สิ่งเหล่านี้กดดันให้จ้าวต้องต่อสู้ทางการเมืองอย่างหนัก จนกระทั่งหู เย่าปัง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเสียชีวิต เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงใหญ่ขึ้น
การ ชุมนุมในครั้งนั้นมีทั้งนักศึกษา นักวิชาการ และคนทั่วไปในเมือง ที่นอกจากกรณีการเสียชีวิตของหู เย่าปัง นักปฏิรูปอีกคนแล้ว ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประชาชนเกิดความยากลำบากก็เป็นอีกชนวนหนึ่งที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ จนกระทังในเหตุการณ์ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 2532 ช่วงนั้นจ้าวกำลังไปเยือนเกาหลีเหนือ พวกหัวแข็งในพรรคก็ใช้โอกาสนี้กล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็น "พวกต่อต้านการปฏิวัติ" โดยที่หลังจากจ้าวกลับจากเกาหลีเหนือ เขาพยายามจะเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมและบอกให้ผู้สื่อข่าวทำข่าวการชุมนุมด้วย ความเปิดกว้าง ทำให้จ้าวขัดแย้งกับพรรคและสูญเสียความเชื่อมั่นจากเติ้งเสี่ยวผิง
ในคืนวันที่ 18 พฤษภาคม คณะกรรมการกลาง (Politburo) มี มติเร่งด่วนให้ประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยมีจ้าวเพียงคนเดียวที่โหวตไม่เห็นด้วย ทำให้มีการประกาศกฎอัยการศึกออกมา โดยหลังจากนั้นก็มีคนเห็นจ้าวเดินไปตามจัตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัวเพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือด แต่ก็มีคนเชื่อว่าจ้าวเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุม ทำให้หลังจากเหตุการณ์เขาถูกสั่งกักบริเวณอยู่ภายในบ้าน และใช้เวลาที่เหลืออยู่จนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 17 มกราคม 2548
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Zhao Ziyang Tapes Reveal Call for Democracy, Radio Free Asia, 14-05-2009
Secret Tiananmen memoirs revealed, Michael Bristow, BBC, 14-05-2009
Zhao Ziyang's Testament, Paul Mooney, Far Eastern Economic Review, 14-05-2009
ประวัติของจ้าวจื่อหยาง












BigMc
...
อย่างว่า ในยุคนั้นมันเผด็จการสุดขั้ว
มาทำนายกันดีกว่าว่า การปกครองของเมืองจีนในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้าจะเป็นไง เมื่อกระแสโลกาภิวัติมันหยุดไม่ได้อีกต่อไป
................
นัต
ทั่น จ้าว จื่อ หยาง ถือเป็นรัฐบุรุษของคนจีนรุ่นใหม่
ทั่น ได้ยืนบนความถูกต้อง จนทำให้สิ้นอำนาจราชศักดิ์
แต่ การเมืองบางคน แสวงหามาซึ่งอำนาจ แว้งกัด กำจัด ทุกคนได้ทุกเมื่อ เมื่อขวางทางผลประโยชน์ และ อำนาจของตัวเอง ทำได้ทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ และให้ได้มา แม้ยอมเผาบ้านเผาเมือง
ถ้าถือว่า ทั่น จ้าวจื่อหยาง เป็นรัฐบุรุษจีนของคนรุ่นใหม่
ทุสิน กับ แกนนำสามโจ๊ก ก้อต้องถือว่าเป็น รัฐทรบุรุษของคนไทยรุ่นใหม่
other
nut mean mr. bean
แพ
คห.2 ไม่น่าใช่บุคคลเหล่านั้
บุคคลที่ยิ่งใหญ่กว่าคือโกตั้บลิ้มหัวพลาสติกเพราะโดนยิงแล้วไม่ตาย
หายหัวได้อีกโดยไม่โดนดำเนินคดี
เก่งจิงๆ
Freeman
จาก BigMc 127.0.0.1แห่ง 203.155.234.27
"มาทำนายกันดีกว่าว่า การปกครองของเมืองจีนในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้าจะเป็นไง เมื่อกระแสโลกาภิวัติมันหยุดไม่ได้อีกต่อไป"
----------------------------------------------------
จากนโยบาย "มุ่งลงใต้" ของประเทศจีน ในยุคแห่งโลกาภิวัฒน์ สินค้า ของจีนก็ไหลผ่านทางพม่า ลาว เวียดนาม และ ไทย ผ่านไปไกลถึงมาเลเซีย และ กระจายไปทั่วโลก
ณ วันนี้ประเทศ จีน ยังเป็นเวลา 10.00 น. อีก 10 ปีข้างหน้าก็จะเป็น "ตะวันยามเที่ยง"
เมื่อนั้น บางที ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาจจะกลายเป็น ประชาคนเศรษฐกิจเอเชีย ที่มี ภาษาจีน และ อังกฤษเป็นศูนย์กลาง แต่ มีเงินสกุลหลักเดียวเป็น มาตรฐาน คือ หยวน
ประชาชนไทย หรือ นักเรียน นักศึกษาไทย ควรเรียนเพิ่มจาก ภาษาไทย อย่างน้อย 3 ภาษา คือ 1 ภาษาคอมพิวเตอร์ 2.ภาษาอังกฤษ และ 3. คือ ภาษาจีน
ถึงแม้ว่า ผมจะไม่ชอบโลกาภิวัฒน์ แต่ ก็จำเป็นที่เราจะต้องโต้คลื่นแห่งกระแสโลกาภิวัฒน์
เฮ้อ คิดแล้ว สยอง ยังนึกไม่ออกเลยว่า จะ ต่อสู้กับ นโยบาย มุ่งลงใต้ ของประเทศจีนได้อย่างไร
แทบจะไม่มีอุตสาหกรรมใดๆในประเทศไทย ที่จะสามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมจีน ที่มีความได้เปรียบ ในเรื่อง Economics of Scale ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ อุตสาหกรรมเบียร์ (มีคนบอกว่าเบียร์ชิงเต่า ติด 1 ใน 3 ของโลก ใครเคยชิมช่วยบอกทีซิครับ)
อุตสาหกรรมรถยนต์และจักรยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมฯลฯ
ถ้าหากท่านใด คิดว่า มีอุตสาหกรรมใดบ้างที่จะแข่งขันกับจีนได้ กรุณแนะนำด้วย จะได้เตรียมพร้อมสำหรับรับมือกับการแข่งขัน...
สำหรับผมเองนั้น คิดว่า อุตสาหกรรมหนึ่งที่พอรับมือได้ คือ ธุรกิจของ รมต.พาณิชย์ คือ เจ้าแห่งทะเล โพไซดอน บนถนน รัชดา หรือ เปล่าเอ่ย ผมว่าอย่างนี้ ท่านคิดว่าอยางไรครับ
รมต.พาณิชย์น่าจะเตรียมรับมือกับการแข่งขัน ด้วยการ ขยายธุรกิจนี้ให้มากๆนะครับ ดีกว่าไปประมูลขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช่ไหมเอ่ย
ขออภัยถ้าทำให้เคือง หัวใจ เล็กๆๆ นะ
Freeman
ขออภัยคุณ BigMc อีกที
เรื่องการเมืองจีน ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ คลื่นเศรษฐกิจจากจีนที่จะมีมาถึง ไทย และ อาเซียน พอมีความรู้เล็กน้อย จึงตอบเรื่อง ผลทางเศรษฐกิจ หวังว่าท่านคงไม่ว่านะครับ
ส่วนเรื่องการเมืองจีน ขอ By
vp
เห็นด้วยกับ คห 6 ในตอนท้ายซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ชาติอื่นจะแข่งขันได้ยาก ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆ คิดว่าไม่น่าห่วงถึงเวลานั้นขาใหญ่ในประเทศก็ต้องถือหุ้นเกินกว่า51%อยู่แล้ว
ซี้แหงแก๋
..ไอ้ย่า...เวงแล้ว
จ้าวโลก
ชะตากรรมของจ้าว ทำให้นึกถึงชนชั้นนำคนหนึ่ง ชื่อทักษิณ พื้นฐานแล้วเป็นชนชั้นนำ แต่เป็นชนชั้นนำที่ปฏิรูป เป็นทุนนิยม เป็นเสรีนิยม อุปมาเป็นกิ่งไม้ลอยน้ำที่คนจนพอเกาะได้ แม้ไม่ใช่บก แต่กิ่งไม้ก็พอจะเกาะชั่วคราวเพื่อจะได้ข้ามมหานทีขึ้นฝั่งไปกระทำการอภิวัฒน์ด้วยตัวเองต่อ ขณะที่ชนชั้นนำอื่นอุปมาเหมือนตม เหมือนก้อนหิน เกาะไปมีแต่จะจมน้ำ พึ่งพาไม่ได้ เพราะจะพาจมอยู่ภายใต้มหานที ไม่มีวันเงยหน้าอ้าปากขึ้นบกได้
ว ณ ปากนัง
*คอมมิวนิสต์ อยากเป็น ประชาธิปไตย
ถูกสกัด เอาไว้ ด้วยรถถัง
ปัญญาชน ถูกสลาย ให้ไร้พลัง
เป็นความหลัง เทียนอันเหมิน อันเลวร้าย
*คอมมิวนิสต์ อยากจะเกิด การเปลี่ยนแปลง
อำนาจแฝง คือกองทัพ รับไม่ได้
นักการเมือง เกิดแยกข้าง ต่างจิตใจ
จำต้องใช้ บริการ ของกองทัพ
*ประชาธิปไตย อยากจะได้ แบบคอมมิวนิสต์
เฝ้าเพียรคิด การเมืองใหม่ ใฝ่ไล่ขับ
ทำลายพรรคการเมือง เคืองย่อยยับ
อยากบังคับ แบบคอมมิวนิสต์ สุดจิตใจ
*อยากจะใช้ วิธี การลากตั้ง
เพื่อรวมพลัง คนดีศรีสดใส
ลดอำนาจ เสรี ประชาธิปไตย
การเมืองใหม่ แบบใหม่ ใฝ่เผด็จการ
555
คุณ คห 5 ครับ ผมว่าอุดสาห่ากรรม ที่เราสามารถไปแข่งกับจีนได้ มีหลายอย่าง เช่น รับจ้าง ปิดหนามบิน ปิดทำเนียบ หรือเป็นพวกสื่อสารมวลชน ที่ออกข่าวบิดเบือน มั่วข่าวเอง รับจ้างยิงกระบาล และอะไรอีกมากมาย น่ะ 5555
DDT
ที่จริงประเทศไทย เราพบคนที่จะสามารถปรับแก้นโยบายเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากนโยบายมุ่งลงใต้ของจีนแล้ว คือ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ซึ่งเมื่อครั้งทำหน้าที่นายกฯ. ก็ได้ดำเนินการ ผูกพันธ์ กับจีนในหลายๆเรื่อง ทั้งตลาดการค้าเกษตร (ถึงขนาดลงทุน พารมต.พานิชย์และคณะ บินไปขายข้าวหอมมะลิ ในตลาดจีนด้วยตนเอง) และรวมกับแนวคิด ผูกพันธ์เพื่อร่วมค้า ไม่ใช่เพื่อขอ(กู้) ความช่วยเหลือ อย่างรัฐบาลชุดนี้ จึงทำให้ไทยได้เพื่อนมิตรทางธุรกิจ ที่ให้ผล WIN WIN กับทุกฝ่าย มากมาย
อีกทั้งคนมีวิสัยทัศน์อย่างท่านพ.ต.ท.ดร.ทักษิณด้วยแล้ว เรื่องที่จะมองข้างหน้าของจีนและสถานะการณ์ของโลก ย่อมไม่ใช่สิ่งเหนือวิสัย ของท่าน และแผนงานย่อมตามออกมาเป็นจังหวะ เป็นขั้นเป้นตอน
แต่น่าเสียดาย ที่ประเทศไทย ยังมีเผด็จการอำมาตย์ผู้โง่เขลา ยอมทำลายประเทศชาติของตนเอง และ โอกาสของเพื่อนร่วมชาติ เพียงเพื่อสนองตัณหาราคะของตน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ และรัฐบาลไทยรักไทย ถูกทำลายลงอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะขณะที่เหล่าเผด็จการอำมาตย์ชั่ว ลงมือก่อการกบฏล้มรัฐบาลไทยรักไทยนั้น ประเทศไทย ปลอดหนี้ มีเงินเหลือ และมีเศรษฐกิจการค้า การลงทุน ที่ดีเยี่ยม (GDP.;กว่า4%ติดต่อกันตลอด 5ปี) งบประมาณแผ่นดิน สมดุลย์ ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ใบหน้ามีรอยยิ้ม แสดงออกซึ่งความพออยู่พอกิน ชีวิต อนาคต มีความหวัง
แต่หลังจากเผด็จการอำมาตย์ชั่ว ก่อการเมื่อ 19/09/49 เท่านั้น ประเทศชาติ กลับหน้ามือเป็นหลังตีน จากประเทศไม่มีหนี้ กลับต้องไปแสวงหาก่อหนี้ วิ่งออกไปแบมือขอทานต่างชาติ ผู้คนตกงาน พืชผลการเกษตรไม่มีราคา การหากินฝืดเคือง จนป่านนี้ พวกเผด็จการอำมาตย์ชั่ว ยังหาได้สำนึกบาป ชั่ว ที่พากันทำลงไปไม่ ยังคงปู้ยี่ปู้ยำประเทศอยู่ต่อไปอย่างหน้าด้าน ไร้สำนึกของความเป็นคน หรือเองว่าไง..วะ.. พล.อ.เปรม ?????