สัมภาษณ์ "ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์": ปัญหาหนึ่งที่พันธมิตรฯตอบไม่ได้ก็คือ ยึดทำเนียบได้แล้วยังไงต่อ

"ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์" นักศึกษาปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวายอิ ให้สัมภาษณ์สดๆ ร้อนๆ กับเหตุการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกเข้ายึด NBT กับทำเนียบรัฐบาล 

 

"ปัญหาหนึ่งที่พันธมิตรฯตอบไม่ได้ ก็คือ ต่อให้ยึดทำเนียบได้ แล้วยังไง?
เพราะรัฐบาลชุดนี้ก็มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่
ถ้ามีการยุบสภา รัฐบาลชุดนี้ก็จะชนะการเลือกตั้งอีกอยู่ดี  
พันธมิตรเอาความชอบธรรมอะไรมาอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ 
นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ของพันธมิตรฯ ที่ทำหลายๆ เรื่องในนามคนไทยทั้งชาติ"
 
"การบุกช่อง 11 และยึดทำเนียบรัฐบาล เปิดประเด็นให้เราคิดเรื่องสิทธิการชุมนุมด้วย
พันธมิตรอ้างว่าเขาใช้สิทธิประชาธิปไตยทำเรื่องนี้ แต่ถ้าเราเชื่อว่าสิทธิประชาธิปไตยเป็นแบบนี้
การใช้สิทธิการประท้วงแบบนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง 
หมาย ความว่าเราต้องยอมรับให้คนทุกกลุ่มในประเทศไทยสามารถประท้วงรัฐบาลแบบนี้ เหมือนกัน ไม่อย่างนั้น การยึดทำเนียบของพันธมิตรก็เป็นเพียงกฎหมู่จริงๆ"
 
"อย่า ลืมว่า ถ้าคิดว่าสันติวิธีเป็นแบบนี้ ผลของสันติวิธีก็จะประหลาด เช่น คนทุกกลุ่มยึดทำเนียบและสถานีโทรทัศน์เป็นว่าเล่น เพราะถ้าคนกลุ่มอื่นทำไม่ได้ 
ก็หมายความว่าประเทศเราปกครองโดยใช้กำลังโดยใช้คนหมู่มาก 
แล้วอ้างว่าสิ่งนี้เป็นเสรีภาพเป็นสันติวิธี"  
 
"คนในสังคม ในภาคประชาชน ภาควิชาการ ต้องรับผิดชอบที่สร้างการเมืองให้เป็นแบบนี้
สร้างการเมืองที่สนับสนุนการรัฐประหารขึ้นมา
และยังสร้างการเมืองที่พันธมิตรฯใช้สื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามอยู่ข้างเดียวตั้ง 2-3 ปี  
เมื่อเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างไร"
 
"พันธมิตรฯ มีพลังด้านมืดที่เป็นเหมือนไวรัสซึ่งคนในสังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ
โดยเฉพาะนักวิชาการหลายคนที่สนับสนุนพันธมิตรในช่วง 2 ปีแรก 
พอถึงเวลาที่พันธมิตรฯ เริ่มเสียท่า ก็เริ่มออกมาโจมตีพันธมิตรฯ
บางคนสนับสนุนมาตรา 7 แต่พอพันธมิตรฯ ถูกวิจารณ์ ก็หันไปด่าพันธมิตรฯ 
บางคนหนุนรัฐประหาร แต่พอพันธมิตรฯ โดนด่าว่าเป็นสมุนคณะรัฐประหาร
ก็หันไปกระแหนะกระแหนพันธมิตรฯ"
 
"การเมืองจึงควรเป็นการสร้างมาตรฐานที่คนทั่วไปสามารถใช้ร่วมกันได้ 
ไม่ใช่สร้างมาตรฐานบางอย่างกับฝ่ายตรงข้าม แต่ถ้าเป็นฝ่ายเรา ใช้มาตรฐานอีกอย่างทั้งปี"

 

 
มีความเห็นอย่างไรกับกรณีพันธมิตรฯ บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กับทำเนียบรัฐบาล ?
สิ่งที่พันธมิตรฯ ทำ เอาเข้าจริง ถ้าถามว่ายึดทำเนียบกับช่อง 11 ไปทำไม ผมคงตอบไม่ได้ว่าทำเพื่ออะไร ในแง่การเมืองก็เห็นชัดๆ ว่าเรื่องนี้ทำให้พันธมิตรเสียหายมาก คนที่เคยสนับสนุนพันธมิตร อย่างเช่นสมาคมวิชาชีพสื่อฯ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อฯ นักวิชาการหลายคนที่เคยสนับสนุนพันธมิตรฯ ก็กลับหันมาโจมตีพันธมิตรฯ ในแง่ของเทคนิคยึดช่อง 11 ไปก็ทำอะไรไม่ได้เพราะช่อง 11 ก็ถ่ายทอดด้วยเครือข่ายอื่นอยู่ดี เรื่องการยึดช่อง 11 เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอีกนานว่า สถานะของมันในแง่การประเมินประวัติศาสตร์การเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง  
 
ทำไมต้องยึดทำเนียบกับช่อง 11 ในเมื่อพันธมิตรมีอาวุธอื่นที่ใช้ได้ดีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าฝ่ายที่ต้องการล้มรัฐบาลมี 3 แนว ทางที่ใช้คือ กลุ่มพลังของพันธมิตรฯที่เคลื่อนไหวอยู่ภายนอกสภาฯ ส่วนภายในสภาฯก็ใช้พรรคฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิกจากการแต่งตั้งจาก คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ)และแนวทางที่ 3 คือ ศาล   3 แนวทางดังกล่าวเดินขนานมาด้วยกันตลอดในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมา รูปแบบเหมือนกัน คือ พันธมิตรเคลื่อนไหวนอกสภาฯ สักพัก ส.ว. ก็นำเรื่องเสนอเป็นญัตติให้ศาลพิจารณาว่าผิดหรือเปล่า แล้วศาลก็พิจารณาว่าผิด นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดที่มีพลัง 3 ฝ่ายสนับสนุนซึ่งกันและกัน 
 
ประชาชนที่ติดตามสถานการณ์โดยใช้สติ คงไม่เข้าใจว่า มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องทำ ในเมื่อกระบวนการต่างๆ ที่จะล้มรัฐบาล ก็สามารถดำเนินไปด้วยตนเองได้ อาจเป็นไปได้ว่าพันธมิตรฯ มองว่า กระบวนการทางศาลหรือรัฐสภาไม่เด็ดขาดพอในการจัดการสิ่งที่พันธมิตรมองว่า เป็นศัตรูของตนเอง นั่นคือ ระบอบทักษิณ นี่อาจเป็นปัญหาของพันธมิตรเองที่สร้างศัตรูตัวใหญ่ขึ้นมา  แล้วรู้สึกว่าใครในโลกนี้ก็ปราบศัตรูตัวนี้ไม่ได้  ซึ่งแท้จริงอาจไม่ใช่ก็ได้
 
ถ้าหากจะหาเหตุผลทางการเมืองให้การกระทำของพันธมิตรคงยาก นอกจากเราให้เหตุผลโดยอ้างแบบที่พันธมิตรคิดเองอ้างเอง ที่ว่า "รัฐบาลหน้าด้านไม่ยอมออก" จึงต้องยึดทำเนียบฯ ซึ่งเป็นเหตุผลแบบพันธมิตรฯ แต่หากเราได้กันตัวเองออกจากพันธมิตร คงคิดว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่  
 
ปัญหาหนึ่งที่พันธมิตรฯตอบไม่ได้ ก็คือ ต่อให้ยึดทำเนียบได้ แล้วยังไง? เพราะรัฐบาลชุดนี้ก็มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่   ถ้ามีการยุบสภา รัฐบาลชุดนี้ก็จะชนะการเลือกตั้งอีกอยู่ดี   พันธมิตร เอาความชอบธรรมอะไรมาอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ของพันธมิตรฯ ที่ทำหลายๆ เรื่องในนามคนไทยทั้งชาติ อ้างว่าเป็นขบวนการกู้ชาติเป็นฝ่ายที่กอบกู้บ้านเมืองออกจากความล่มจมของ ชาติ แล้วคน16 ล้านคนที่เขาเลือกพรรคพลังประชาชนไม่ใช่คนในชาติหรืออย่างไร
 
เราอาจจะเข้าใจพันธมิตรฯได้ง่ายขึ้น ถ้าเรามองพันธมิตรฯในแง่สุนทรียศาสตร์การเมือง นั่นคือ พันธมิตรฯอาจมีวิธีคิดอีกแบบ เช่น เหตุการณ์ชุมนุมทั้งหมดเป็นเหมือนโชว์อย่างหนึ่งที่ต้องมีการออกอากาศทุกวัน   ต้องมีการสร้างความตื่นเต้น ต้องมีการแสดงดนตรี ต้องมีดารา มี celebrity ประกอบฉาก มีจุดที่สร้างความสนใจ ต้องสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ถ้าคิดเช่นนี้อาจจะเข้าใจพฤติกรรมพันธมิตรได้มากขึ้นก็ได้
 
หลักการของการต่อสู้ทางการเมือง คือ การดึงคนส่วนใหญ่ให้มาอยู่ฝ่ายเราให้มากที่สุด ถ้าคิดแบบนี้เรื่องการยึดช่อง 11 กับทำเนียบรัฐบาลไม่คุ้มแน่นอน เพราะมีโพลบอกว่าคนกรุงเทพฯร้อยละ 70 ไม่ เห็นด้วยกับพันธมิตรฯแล้ว ดังนั้น สิ่งที่พันธมิตรทำจึงอยู่บนฐานคิดอีกแบบหนึ่ง นั่นคือเขาพูดกับลูกค้าเขา พูดกับคนที่เชื่อเขาอยู่แล้วแน่ๆ เป็นพวกเดียวกันตลอดชาติว่าพันธมิตรกำลังจะได้ชัยชนะ เพราะฉะนั้น โลกทางการเมืองของพันธมิตรอาจไม่ใช่โลกที่มีคนไทยส่วนใหญ่อยู่ร่วมด้วย แต่เป็นโลกของคนที่ดู ASTV กลุ่มหนึ่งเท่านั้น ที่ชื่นชอบแกนนำ 5-6 ที่อยู่บนเวที แล้วก็ต้องมีกิจกรรมที่ทำให้โลกแบบนี้มันเดินไปข้างหน้าได้ตลอดเวลา  
 
แต่นั่นก็หมายความว่าพันธมิตรฯ มีมวลชนอยู่จริง ?
ต้องยอมรับว่าพันธมิตรฯมีมวลชนจัดตั้งเหนียวแน่นจริง แต่ก็ไม่ใช่คนทั้งหมดของประเทศแน่ๆ พันธมิตรใหญ่โตจนหลงเชื่อตัวเองไปว่าพันธมิตรคือตัวแทนของคนทั้งประเทศ จึงเกิดการตัดสินใจที่มีลักษณะดังกล่าวขึ้นมา นั่นคือเมื่อคนในที่ชุมนุมเห็นด้วยกับเรา คนทั้งประเทศจะต้องเห็นด้วยกับเรา ซึ่งแท้จริงไม่ใช่แน่นอน     
 
เผลอๆ ต่อให้คนที่ชุมนุมที่เริ่มไม่เห็นด้วยกับการยึดช่อง 11 หรือทำเนียบก็คงมีเหมือนกัน
 
การบุกช่อง 11 และยึดทำเนียบรัฐบาล เปิดประเด็นให้เราคิดเรื่องสิทธิการชุมนุมด้วย พันธมิตรอ้างว่าเขาใช้สิทธิประชาธิปไตยทำเรื่องนี้ แต่ถ้าเราเชื่อว่าสิทธิประชาธิปไตยเป็นแบบนี้ การใช้สิทธิการประท้วงแบบนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง หมาย ความว่าเราต้องยอมรับให้คนทุกกลุ่มในประเทศไทยสามารถประท้วงรัฐบาลแบบนี้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้น การยึดทำเนียบของพันธมิตรก็เป็นเพียงกฎหมู่จริงๆ
 
ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล นปก. ก็สามารถบุกยึดทำเนียบ แล้วก็อภิปรายด่าคุณอภิสิทธิในแบบที่พันธมิตรฯ ทำแบบนี้ได้หรือเปล่า ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่พันธมิตรฯ ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่เลือกปฏิบัติไม่ได้ ก็หมายความว่าทุกคนต้องมีสิทธิทำในมาตรฐานแบบเดียวกันนี่ได้เช่นเดียวกัน 
 
ลองจินตนาการถึงประเทศที่ทุกคนเข้าไปยึดทำเนียบ ถามตัวเองเล่นๆ ว่านี่คือการประท้วงแบบสันติวิธีจริงหรือไม่ เรารับได้ไหมที่คนกลุ่มอื่นที่เราเกลียดมากๆ จะประท้วงแบบนี้ ตัวเราเองล่ะ จะประท้วงแบบนี้สักวันได้ไหม 
 
อย่าลืมว่าถ้าคิดว่าสันติวิธีเป็นแบบนี้ ผลของสันติวิธีก็จะประหลาด เช่น คนทุกกลุ่มยึดทำเนียบและสถานีโทรทัศน์เป็นว่าเล่น เพราะถ้าคนกลุ่มอื่นทำไม่ได้ ก็หมายความว่าประเทศเราปกครองโดยใช้กำลังโดยใช้คนหมู่มาก แล้วอ้างว่าสิ่งนี้เป็นเสรีภาพเป็นสันติวิธี  
 
เท่าที่ผมจำได้ เวลาชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนไปทำการประท้วงปิดถนนนิดหน่อย ก็ถูกจับหรือไปล้อมศาลาว่าการก็ถูกจับ แต่พันธมิตรฯไม่ถูกจับ จึงเกิดมาตรฐานสองอย่างขึ้นมาในประเทศ พันธมิตรเป็นอภิสิทธิ์ชนในการประท้วงหรืออย่างไร
 
นักวิชาการหรือราษฎรอาวุโสบางคนพูดว่า รัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรง อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างตอน 6 ตุลาคม เป็นคำพูดที่ไม่ผิด ถูกทั้งปีอยู่แล้ว ถูกจนใครๆ ก็พูดได้ แม้แต่เด็กประถมต้น จนไม่รู้จะพูดทำไม  แต่การพูดแบบนี้ในสถานการณ์แบบปัจจุบันทำให้มองไม่เห็นความเป็นจริงในหลาย เรื่อง การพูดแบบนี้ในสถานการณ์แบบนี้มีผลทางการเมือง เป็นคำพูดทางการเมือง
 
ผมเริ่มต้นง่ายๆ ก่อนว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 หรือพฤษภา 2535 มีเงื่อนไขเฉพาะหลายอย่าง 
 
ข้อหนึ่ง ก็คือ กำลังในการปราบปรามเป็นทหาร ขณะที่กำลังในการจัดการชุมนุมครั้งนี้เป็นตำรวจ 
 
ข้อสอง คือ ทหารที่ปราบประชาชนเวลานั้นเป็นทหารที่ใช้อาวุธสงครามปราบประชาชน ขณะที่ตำรวจรอบนี้ไม่มีการใช้อาวุธสังหารชีวิต พูดจริงๆ คือมีแต่อาวุธขนาดเบา 
 
ข้อสาม คือ ความตายตอนเดือนตุลา กับพฤษภา เกิดขึ้นจากรัฐเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงขึ้น บอกว่า ประชาชนเป็นศัตรูของชาติ
 
ขณะที่ปัจจุบันนี้ รัฐไม่ได้เล่นบทนี้แน่ๆ กลายเป็นฝ่ายพันธมิตรที่สร้างสถานการณ์เผชิญหน้า ยกระดับความตึงเครียดทางการเมืองให้สูงขึ้นทุกวัน 
 
และที่สำคัญคือข้อที่ตุลาและพฤษภาเป็นการต่อสู้ของประชาชนกับเผด็จการทหาร กับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กับพลังอนุรักษ์นิยม ขุนศึก ศักดินา ขณะที่รอบนี้เป็นพลังมวลชนกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้ในนามของอะไรไม่รู้ แล้วถือว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นศัตรู  
 
มีความเห็นอย่างไรที่หลายฝ่ายต่างออกมาเตือนไม่ให้รัฐใช้ความรุนแรง ?
การใช้ความรุนแรงกับประชาชนนั้นไม่ดีแน่ๆ ต้องระวังไม่ให้รัฐใช้ความรุนแรง แต่ที่ผมต้องการจะบอกก็คือการบอกว่าความรุนแรงไม่ดี หรือแม้แต่การบอกว่า  "รัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรง" ก็ต้องระวังด้วย คำพูดแบบนี้เป็นการเมืองทั้งนั้น เป็นคำพูดที่มีปัญหา เพราะทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นจริง
 
ผมคิดว่า รัฐไทยมีความเป็นอารยะมากขึ้น หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้รัฐปรับตัวกับการชุมนุมของประชาชนมากขึ้น มีหน่วยงานที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบ มีการอบรมตำรวจ อบรมทหารเพื่อที่จะมาจัดการกับการชุมนุม ทำให้พฤติกรรมของรัฐเปลี่ยนไปด้วย ทัศนคติของรัฐมีความเข้าใจต่อการชุมนุมของประชาชน การมองรัฐไทยว่าใช้แต่ความรุนแรงกับประชาชนจึงเป็นการมองที่ไม่ละเอียดอ่อน  
 
ผมจำได้ว่า ตั้งแต่เริ่มมีการไล่รัฐบาลทักษิณ ฝ่ายไล่ก็พูดทุกครั้งว่าจะถูกฆ่า จะถูกปราบ จะถูกจับ จะถูกแกล้ง ผู้นำชุมนุมหลายคนเอาเรื่องนี้ไปเป็นข้ออ้างด้วยซ้ำว่าถ้าไล่ทักษิณไม่ได้ ตัวเองถูกฆ่าตายแน่นอน ไล่รัฐบาลสมัครรอบนี้ก็ทำแบบเดียวกันนี้ พูดกันทุกวัน พูดกันตลอดว่าจะถูกฆ่า จะถูกจับ จะถูกปราบ พูดตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ว่ารัฐบาลจะใช้ความรุนแรงจัดการการชุมนุม ปราบประชาชน แต่รัฐบาลของทักษิณและสมัครก็ยังไม่ได้ทำแบบนั้น  
 
แล้วเราจะอธิบายความรุนแรงอย่างไร ใจคอจะใช้สูตรเดียวโดยไม่เปลี่ยนแปลงบ้างหรือ ต้องให้เครดิตรัฐบาลช่วงสองสามปีด้วยหรือเปล่า โดยเฉพาะรัฐบาลไทยรักไทยและพลังประชาชน
 
ที่พูดมานี้ไม่ใช่ให้ประณามพันธมิตรฯ พันธมิตรฯ เขาเชื่อแบบเขา เขามีสิทธิทำตามความเชื่อ ที่ต้องมาคุยกันคือคนในสังคมไทยต่างหากที่ทำให้เกิดการเมืองแบบพันธมิตร การเมืองแบบแบ่งขั้ว ขาวจัด ดำจัด ใครไม่อยู่ข้างเราเป็นเลว เราคือตัวแทนคนส่วนใหญ่ ถ้าไม่อยู่กับเราแปลว่าขายชาติ ฯลฯ 
 
คนในสังคม ในภาคประชาชน ภาควิชาการ ต้องรับผิดชอบที่สร้างการเมืองให้เป็นแบบนี้ สร้างการเมืองที่สนับสนุนการรัฐประหารขึ้นมา และยังสร้างการเมืองที่พันธมิตรฯใช้สื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามอยู่ข้างเดียวตั้ง 2-3 ปี เมื่อเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างไร  
 
พันธมิตรฯ มีพลังด้านมืดที่เป็นเหมือนไวรัสคอมพิวเตอร์ที่แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง และรวดเร็วซึ่งคนในสังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยเฉพาะนักวิชาการหลายคนที่สนับสนุนพันธมิตรในช่วง 2 ปีแรก พอถึงเวลาที่พันธมิตรฯ เริ่มเสียท่า ก็เริ่มออกมาโจมตีพันธมิตรฯ บางคนสนับสนุนมาตรา 7 แต่พอพันธมิตรถูกวิจารณ์ ก็หันไปด่าพันธมิตรฯ บางคนหนุนรัฐประหาร แต่พอพันธมิตรโดนด่าว่าเป็นสมุนคณะรัฐประหาร ก็หันไปกระแหนะกระแหนพันธมิตรฯ  
 
คนอย่างคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) หรือคุณสุริยะใส (กตะศิลา) รับได้มากกว่านักวิชาการพวกนี้ การใช้สื่อของพันธมิตรฯ เอง สมาคมวิชาชีพสื่อไม่เคยออกมาประณาม นักวิชาชีพก็ไม่ เคยประณาม เท่ากับว่าเราเป็นผู้สร้างมาตรฐานแบบนี้ขึ้นมาในสังคมว่า คนบางกลุ่มใช้สื่อโจมตีคนอีกฝ่ายหนึ่งได้ เมื่อเกิดแบบนี้ขึ้นรัฐบาลจึงใช้ขึ้นมาโจมตีเช่นกัน ในอนาคต ไม่ว่าใครได้เป็นรัฐบาล ก็คงถูกพันธมิตรฯ ใช้สื่อโจมตีหากทำให้พันธมิตรฯไม่พอใจ การเมืองจึงควรเป็นการสร้างมาตรฐานที่คนทั่วไปสามารถใช้ร่วมกันได้ ไม่ใช่สร้างมาตรฐานบางอย่างกับฝ่ายตรงข้าม แต่ถ้าเป็นฝ่ายเรา ใช้มาตรฐานอีกอย่างทั้งปี

F=ma

ฝากถามกบฏพันธมิตร ถามว่า
ถ้าเป็นรัฐบาลอื่นๆ พอตั้งต้น

กลุ่มชาวรากหญ้า ลุกขึ้นมาทำ
แบบเดียวกับ กบฏพันธมิตร

แล้วประเทศมันจะไปอย่างไง
มันไม่เละกันหมดหรือ......วะ

เมืองไทยน่าเศร้า เศร้าที่มันมี
มีอีแอบซ่อนอยู่ จำลอง,สนธิ

แค่ตัว(ตาย)แทน อย่าไปคิดว่า
คนอื่นเขาโง่ เพียงแต่เขาไม่พูด

อย่าคิดว่าหากโค่นลุงหมักได้แล้ว
เรื่องจะจบนั้น ฝันไปเถอะ????

Maple Leaf

คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ มองปัญหาได้อย่างเป็นกลางจริงๆ ผิดกับคนที่มีนามสกุลเดียวกันนี้ ที่อยู่พรรคแมลงสาป เมืองไทยยังต้องการนักวิชาการที่บรรลุนิติภาวะแบบคุณศิโรตม์อีกมาก เห็นมีแต่นักวิชาเกินเต็มเมืองไทย

ฤาษีตีคน

คุณศิโรตม์ ลืมไปช่วงหนึ่งครับ ช่วงที่ฤาษีครองเมือง มีกรณีคล้าย ๆ แบบนี้แต่ตำรวจตีกับประชาชนนะครับ ไม่ได้ว่านปก.ไม่ยั่วยุ แต่คงน้อยกว่าคราวที่พาลทะมิดทำคราวนี้ แต่คราวนั้นตีกันยับเลยครับ

F=ma

ประชาไทต้องตรวจระบบของคุณนะ
ipที่แสดงออกมา ทำไมมันซ้ำๆกัน

Gneisenau

ศิโรตม์พูดความจริงอะไรก็ไม่รู้?? คนดีมีศีลธรรมสูงส่งและไม่ดัดจริตฟังไม่ได้จริงๆนะฮ้า...

เบื่อจัง

เข้ามาฮา คห.ที่ 5 ครับ

คห.4 ผมว่าเรื่อง ip นี่มีคนอธิบายหลายรอบแล้วนะครับ ip ด้านหลัง ทางประชาไทเค้าซ่อนไว้ครับ..

ไทยวน

คห 7

ค่อยคิดดูว่า อาวุธพวกนี้มาจากไหน
ทำเนียบรัฐบาล มีอาคารรักษาความปลอดภัย มีเวรยามควบคุมป้องกันพื้นที่ทุกคืน มีอาวุธสงครามประจำกายของเหล่าตำรวจป้องกันพื้นที่อยู่แล้ว อาวุธพวกนี้เป็นอาวุธสำหรับตำรวจที่มาเข้าเวร ไม่ใช้อาวุธประจำกายของหน่วยปราบปราม
เวลามาเข้าเวรไม่มีใครให้แบกอาวุธเข้ามาหรอก ค่อยๆคิด

พอพวกพันธมิตรบุกเข้ามายึด ขับไล่ตำรวจออกไป ตำรวจก็ออกไป อาวุธก็อยู่ในห้องควบคุม เสือกไปงัดห้องควบคุมเค้ามันก็ต้องเจออาวุธประจำสถานที่อยู่แล้ว

เห่าตามเรื่อง

ไม่เห็นต้องชี้แจงเลย ศิโรตน์ พันธมิตรไม่สนใจพวกคุณอยู่แล้ว พูดไปก็ไร้ประโยชน์ คนมันเห็นต่างกันพูดให้หูแตกมันก็เห็นเหมือนกันไม่ได้หรอก

สนธิ

พธม ทำได้ไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว เพราะเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญใหม่ และแนวคิดการเมืองใหม่
พธม ได้รับเสียง 7 ส่วนใน 10 ส่วน ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก ถือว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่
อีกอย่าง พธม ได้รับการสนับสนุนจาก superpower

news

“พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี” ยัน พร้อมนำทัพพันธมิตรฯ แทนหาก “พล.ต.จำลอง” ถูกจับ เพราะเป็นสัญญาใจที่ให้กันไว้มานานแล้ว เผย เตรียมสู้โดยใช้ยุทธวิธีทางการทหาร คือจบเร็วที่สุด โดยสูญเสียน้อยที่สุด ยัน หากรัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรงก่อน ก็พร้อมจะสู้ด้วยอหิงสา

คนดอย

-เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่สังคม นักวิชาการ นักการเมืองต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ในระยะสองปีที่ผ่านมา
-หากเกิด "การเมืองใหม่" ตามที่สนธิ จำลอง นำมาให้สังคมก็ต้องยอมรับ และที่สำคัญต่อไปนี้ประเทสเราจะมีธรรมเนียมการใช้ม๊อบเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คนกลุ่มน้อยแต่มีอิธพล มีทหารเลวอย่างพัลลพที่รัดเพื่อนมากกว่าประเทศชาติและประชาชน
-ทุกอย่างต้องปล่อยไปตามกระแสแล้ว ผมก้คงหมดศัทธา ต่อประชาธิปไตยแบบไทยๆ ใครอยากทำอไรก้ทำไปเถิดครับ

Oh No

ขนาดพันธมิตรกระทำการอุกอาจขนาดนี้ นักวิชาการบางคนยังบอกว่า เป็นพัฒนาการที่สวยงามของระบอบประชาธิปไตย (พูดออกมาได้อย่างไร) และเอ็นจีโอ (คุณรสนา) ยังบอกอีกว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตัวเอง โดยไม่พูดเลยสักนิดว่า พันธมิตรฯ จะรับผิดชอบอย่างไรกับการกระทำในครั้งนี้

บ้านนอก

คห 7 ครับสถานที่ราชการที่สำคัญมีคลังอาวุธทุกแห่งครับ อย่าใส่ร้ายป้ายสีเหมือนพวกแมลงสาบ คุณเดินสายเรื่องอาวุทุกเวปเลยนะ

Oh No

อีกคำถามหนึ่งที่พันธมิตรตอบไม่ได้คือ นายกฯ ลาออกแล้วจะให้ใครเป็นนายกฯ ต่อ เราจึงไม่ทราบว่าจุดมุ่งหมายของพันธมิตรว่าคืออะไรกันแน่ หรือต้องการสร้างความวุ่นวายให้เกิดจลาจล เปิดทางให้ทหารออกมาปฏิวัติอีก แล้วขอนายกฯ พระราชทาน รัฐบาลพระราชทาน ก็ยิ่งไม่มีทางจบ ฝ่ายพลังประชาชนก็ออกมาล้มรัฐบาลอีก หรือจะให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็คงยาก เพราะประชาชนที่เลือกพปช.จะไม่มีวันเปลี่ยนใจ เหตุพราะถูกกระทำมาอย่างยาวนาน จึงเกิดแรงสะท้อนกลับอย่างรุนแรง

มหาเทพ

แล้วไง ก็ไปเรือนจำและวัด สำหรับโจร

พันธะ

ถ้าหากพันธมิตรต้องการที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน อยากให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
คิดหรือว่าจะได้ปกครองบ้านเมืองอย่างสงบ ขณะนี้มือที่มองไม่เห็น กำลังชักมือกลับ
หากสถานการณ์เปลี่ยน ทำไมเราจึงหลงกลให้พวกอมาตย์ศักดินา แบ่งแยกชนชั้น
ให้ชักใยอยู่ได้....เวร

อะตอม

ครับคุณศิโรฒวิเคราะห์ได้แหลมคม(ในลักษณะพฤติกรรมของพันธมิตร) แต่คงไม่ได้ลงลึกถึงระดับยุทธศาสตร์ของเขาจึงตั้งคำถามว่า ยึดทำเนียบแล้วจะยังไง???

ผมก็ไม่อาจจะไปฟันธงนอกจากคาดการณ์จากการกระทำที่เป็นยุทธวิธีเขาตอนนี้ ที่ผมเห็นว่าเขาพลาดเพราะใช้ยุทธวิธีแบบการทหารนำ(เข้าใจว่าน่าจะโยงจากท่านจำลองไปหาพัลลภที่ท่านพัลลภนี่น่ากลัวมากดีที่ท่านจำลองเป็นกันชนและน่าจะโยงทหารกลุ่มคมช.) ที่เป็นคนกำหนดยุทธศาสตร์ผ่านท่านจำลอง สังเกตุจุดยืนท่านจำลองสิเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตอนสุดที่มัฆวารวันแรก บอกว่าจะถอย แต่กลับลำกระทันหัน

ตรงนั้นผมค่อนข้างเชื่อว่ามีงานเข้าจากกลุ่มหนุนหลัง ตรงนี้คือสิ่งที่พันธมิตรพลาดมากๆ วันบุกNBTนั้น เขาประกาศว่าเป่าครั้งสุดท้าย แต่เพราะมันเลยเถิดบานปลายจนมันลามไปแบบนั้น และวันนั้นยุทธวิธีนี้ใช้แบบเดียวกับทหารที่ปฎิวัติเปี๊ยบเลย นั้นแสดงว่ายุทธวิธีนี้ออกแบบโดยทหาร แต่ให้เล่นผ่านพันธมิตร

ดังนั้นการเคลื่อนไหวแบบพันธมิตรจึงไม่ได้เคลื่อนไหวตามธรรมชาติของม็อบทั่วๆไป มันคือการทหาร และเป้าหมายเกินกว่าม็อบทั่วไปนั้นคือล้มล้าง จนผลสรุปเป็นข้อกหากบฏ เพราะรูปแบบการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือปฎวัติดีๆนี่เอง แต่ปฎิวัติโดยประชาชน
ดังนั้นเงื่อนไขคำว่ากบฏ มันจึงไม่ชัดเจนมากนักตรงที่อาวุธ เพราะใช้อาวุธคลื่นมวลชนมาแทนเพื่อความชอบธรรมต่อการปฎิวัติอีกรูปแบบหนึ่งที่เรายังไม่เคยเจอตามแบบเดิมๆก็คือทหารถืออาวุธออกมา นั้นคือยุทธวิธีของพันธมิตรที่ใช้การทหารนำ แต่อ้างประชาชนหรืออาศัยประชาชนเป็นอาวุธ

แต่พันธมิตรพลาดตรงที่ใช้กลยุทธทหารนำเกินไป ทั้งที่ตัวเองใช้การอ้างความชอบธรรมภาคประชาชนมาตลอด แต่เมื่อการกระทำที่เป็นการทหารนำจนเลยเถิดเป็นการขาดความชอบธรรม และเข้าไปสู่หลุมพลางของฝ่ายรัฐบาลที่ถอย ให้เล่น จนเหิมเกริมได้ใจ และที่สุดพลาดด้านความชอบธรรมทางมวลชน ที่ตนก็ต้องใช้

ผมว่าจุดเปลี่ยนคือการเปลี่ยนหัวขบวนแกนนำครั้งนี้ ถ้าจัดโครงสร้างดีๆเราจะได้พันธมิตรในแบบใหม่หรือกลับไปที่เดิมจนถึงกลายร่างเป็นปีศาจเสียเอง เพราะจุดเปลี่ยนที่น่ากลัวคือหัวแบบพัลลภ ถ้าพัลลภลงมา บรรลัยบ้านเมืองแน่ เขาจะไม่หยุดลงแค่ทำเนียบปฎิบัติการยั่วยุจะเพิ่มระดับความเข้ม ไปยังที่ที่จะกระตุ้นต่อมเหลืออดของร.บนี้ ชนิดที่ต้อนจนจนมุม หนีไม่ๆออกหมัดมึงก็ตายเท่ากันไม่มีทางอื่นคือยังไงก็ต้องลงเล่น จะหนีอย่างเดียวปล่อยให้เล่นฝ่ายเดี

อะตอม

ตอนนี้อาจจะเป็นเกมต่อรองเขาว่า ถ้าจับแกนนำที่ตอนนี้ถือว่ายังอ่อนด้านยุทธวิธี(ท่านจำลองที่ว่าหนักนั้นเจอพัลลภหนักกว่าหลายเท่า) ให้เลือกเอาว่าจะให้เปลี่ยนตัวใครเล่นต่อ อยากรับมือกับใคร จำลองหรือพัลลภ เพราะคนเริ่มเบื่อ เดี๋ยวแบ็คฯใหญ่ซวยเอา

พัลลภนี่ตัวป่วนหลายเรื่องมาแล้ว เผาเมืองพฤษภาทมิฬ นี่ก็เขา(ออกปากยอมรับเองด้วย)ปัญหาใต้บานปลาย(ครือเซ่ะ) นี่ก็เขา จำลองที่ว่าพาคนไปตาย นี่ยังเบากว่าพัลลภหลายเท่าในวิธีการหรือยุทธวิธี คุกเท่านั้นที่จะเอาคนแบบนี้อยู่ได้ แต่เราต้องแลกด้วยความเสี่ยงต่อการสูญเสีย

ถ้าคนนี้เล่นถึงเลือดถึงเนื้อถึงชีวิตแน่ๆ และเชื่อว่าที่ท่านจำลองพลาดตอนบุก NBT ก็เพราะคนนี้ล่ะช่วยบลิ้วอารมณ์วางแผน แต่ถ้าให้เขาลงมาเล่นเอง ต้องคูณ2,3เข้าไป จึงจะใช่ตัวตนของคนๆนี้ งานเข้าลามไปร.บสมัครต้องลาออกรับผิดชอบต่อการสูญเสีย จนถึงอาจจะถึงขั้นเขียวลุยไฟ ตะหารจอมวางเพลิงจะรับไม้ต่อได้เพราะบลิ้วเงื่อนไขความป่วนได้ที่แล้ว

ที่สุดก็จะวนกลับมาที่เดิมคือรัฐบาลพระราชทานแต่คราวนี้จะเผานานแช่ไว้จนกว่าอีกฝ่ายจะสูญพันธุ์จริงๆหลังยุบพรรค และมีการจับเป็นตัวประกันแบบล้างบางได้สนิท เขาถึงจะยอมให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะคราวที่แล้วพลาดเพราะมันเร็วไป เตะตัดขาหลังหนักๆยังเอาไม่อยู่

สิ่งที่พันธมิตรและสังคมควรจะช่วยกันกดดันไม่ให้พัลลภลงมาเล่น ยกเว้นคนไทยต้องการ นายกพระราชทาน ???หรืออาจจะต้องถึงการปฎิวัติ(ปัสวะรดที่นอนซ้ำ) ถ้าคิดว่าเราอยากไปถึงจุดนั้นคือยังไงก็ต้องเปลี่ยนรัฐบาลไม่ว่าจะวิธีใด จะวน,เถื่อน กลับไปลงหม้อตุ๋นกบแค่ไหนอย่างไรก็เอา

แบบกบเลือกนายไง? ต้มกบของศักดิ์ษิณน้อย ศรีธนญชัย มันไม่สะใจ ขอลงหม้อตุ๋นกบ คอมอซอ อีกรอบโดยพาลเทอะมิตรคือสายล่อฟ้า หนังม้วนเดิมคนอำนวยการผลิต คนกำกับ ก็คนเดิม กับสโลแกน "ล้านแล้วจ้าลูกป๋าเข้าวิน" หนังเก่ายุคสมัยไหน ก็ฉายมันซ้ำๆจนมันเป็นรอยบาดแผลซ้ำ แค่ไหนก็ผูกขาดเล่นผูกขาดฉายมันอยู่อย่างนั้น ตุ๋นกบเลือกนายพันธนาการคนไทยไว้ในหม้อต้มหม้อตุ๋นกันอยู่อย่างนั้น แค่นั้นไม่ไปไหนไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวันกันล่ะบ้านนี้เมืองนี้(วิเคาะห์อย่างร้ายที่เป็นตัวตนคนไทยที่สุดแล้ว) แต่มันก้เป็นแบบนี้ทุกครั้ง???

ด่วนกว่า

คห 7 นักรบโจรได้โมยปืนไป 10กว่ากระบอก พร้อมกับกระสุนจำนวนหนึ่ง

hy

หน้าแหลมฟันดำ หายไปไหน

อยากรู้

ทำไมไม่เห็นอาจารย์วรเจตน์ อาจาย์ไปไหน ใครรู้ช่วยตอบที

คนไทย

สหภาพ กฟผ ขู่ว่าจะตัดน้ำตัดไฟ ทั่วประเทศ หากใช้กำลังสลายม็ิอบ

เออว่ะ

ยึด ทำเนียบฯ ได้ ไอ้หมัก จะได้ อับอาย
เพราะ มัน แก้ปัญหา ประเทศไม่ได้
ก็ให้โอกาส คนอื่น ขึ้นมา ทำแทน
ถ้า เอา คนเฮงซวย มาเป็น นายกฯ อีก
ก็ จะไปไล่ มันอีก
ไล่ จนกว่า พวก นักการเมือง มันจะมียางอาย
แล้ว เลิก ทำเรื่องงี่เง่า

และ ถ้าเป็น ไอ้พวก ประชาธิปัตย์ เกิด ฟลุคได้เป็นรัฐบาล
แล้ว เสือก ทำตัวงี่เ้ง่า ทำเรื่องงี่เง่า
ก็ จะไปไล่ มัน เหมือนกัน

แนวร่วม พันธมิตร ประชาชน เพื่อ ประชาธิปไตย
ขับไล่ เผด็จการ และ นักการเมือง ชั่วชาติ

เออว่ะ

ศิโรตม์ เคย ทำอะไร เพื่อคนอื่นบ้าง หรือเปล่า วะ
พูดจา เป็นหลัก เป็นการ
อ่านหนังสือ มากไป หรือเปล่า

จะมีข้าวกิน มันต้องไปปลูกข้าว
เอาแต่ อ่านวิธีปลูกข้าว วิจารณ์วิธีปลูกข้าวของคนอื่น
มันไม่มีข้าวกิน หรอกครับ
หรือจะรอ คนปลูกข้าวไปติดคุกก่อน แล้วก็เกี่ยวเอาข้าวที่เขาปลูกไว้ไปกิน

มือไม่เปื้อน เสือกด่าเขาอยู่ได้

คนแบบนี้ ผมว่า่ จัดอยู่ ในคนประเภท "เลือกไม่อยู่ข้างคนแพ้"
เสแสร้งเป็น ว่าเป็น พวกกลางๆ

เพื่อน สหายโพธิ์

สถานการณ์เลยขั้นนั้นไปแล้วไอ้หนู..ทำตัวเป็นนักทฤษฎี ..ขี้ทูด เคยอ่านทฤษฎี ไดอะเล็กติกน่ะ สะสมปริมาณไปสู่คุณภาพ ความขัดแย้งรองเป็นความขัดแย้งหลัก ที่สำคัญทฤษฎีประสานปฏิบัติ นั่งอ่านหนังสือ จับแพะชนแกะ ตัดแปะ แล้วรับปริญญา นั่นไม่ใช่องค์ความรู้ ไปนอนเถอะไอ้หนูไป๊

นักศึกษาสังคมศาสตร์

เออ คนไทยแบบนี้มีเยอะจริงๆ ประเภทเก่งจัด เก่งจนน่าใจหาย นั่งคิดเอาเองก็ได้ คนอ่านหนังสือก็หาว่าอ่านมากไป สงสัยจะเป็นพวกคลั่งคำขวัญคำคม เอาไว้ข่มคนอื่นยามที่ไม่เห็นด้วย เออ จากนักปฏิบัติชอบปลูกข้าว จนถึงจ้าวแห่งทฤษฎีไดอะเล็คติก อารยะแท้ๆ

เพื่อน สหายโพธิ์

ความคิดเห็นที่ 28

นักศึกษาสังคมศาสตร์
118.172.174.ip เออ คนไทยแบบนี้มีเยอะจริงๆ ประเภทเก่งจัด เก่งจนน่าใจหาย นั่งคิดเอาเองก็ได้ คนอ่านหนังสือก็หาว่าอ่านมากไป สงสัยจะเป็นพวกคลั่งคำขวัญคำคม เอาไว้ข่มคนอื่นยามที่ไม่เห็นด้วย เออ จากนักปฏิบัติชอบปลูกข้าว จนถึงจ้าวแห่งทฤษฎีไดอะเล็คติก อารยะแท้ๆ
--------------------------------------------------------------------------------------------
ศึกษาใครจะว่าอะไร นี่ชอบปล่อยสารพิษ หวังผลเป็o Hero ว่างนักไปนอนบ้านพี่ชาย (องอาจ)บ้าง จะช่วยสอนหนังสือให้ จะได้ไม่เพ้อเจ้อนัก

ไม่เป็นกลาง

ผมอ่านยังไงก็ไม่เห็นว่าศิโรตม์แสร้งพยายามทำตัวเป็นกลาง ๆ อย่าง ค.ห. 26 ว่า และไม่เห็นว่าเขาพูดถึงทฤษฏีอะไรที่ตรงไหน กลับเห็นว่าเขาแสดงความเห็นตรงไปตรงมา กล้าแสดงจุดยืนชัดเจน กล้าวิจารณ์พันธมิตรฯ ในแบบที่นักวิชาการหลายคนอาจคิดอยู่แต่ไม่กล้าพูด เพราะกลัวจะกระทบคำว่า "ภาคประชาชน" ที่พันธมิตรฯ ผูกขาดความหมายและความชอบธรรมไปแล้ว ผมว่าเดี๋ยวนี้คนขับแท็กซี่และชาวบ้านตามท้องถนนยังกล้าวิจารณ์การเมืองมากกว่านักวิชาการจำนวนมากเสียอีก และยังวิจารณ์กันได้อย่างเป็นระบบด้วย ผมจึงไม่เห็นเหตุที่จะ "ด่า" คนที่กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดในกรณีนี้ ส่วนใครไม่เห็นกับความคิดของใคร ก็เสนอความเห็นถกเถียงกันมาจะดีกว่า

ส่วนตัวผมเอง ถ้าจะมีอะไรติงศิโรตม์ ก็คงเป็นเรืองที่เขาพูดถึงพันธมิตรฯ เหมือนเป็นก้อนเดียว ทั้งที่เราควรเน้นให้ชัดว่ากำลังพูดถึง "แกนนำ" ที่เป็นคนกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหว เป็นผู้กำหนดยุทธวิธีการใช้สื่อและจิตวิทยามวลชน สร้างโลกข่าวสารและผลิต "ความจริง" แบบพันธมิตรฯ ขึ้นมาครอบมวลชนที่เข้าร่วมได้อย่างประสบความสำเร็จงดงาม จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อ "ทีวีไทย" เร่ไปสัมภาษณ์สนธิ ลิ้มฯ ถึงที่เมื่อคืนวันที่ 28 ส.ค. เราจึงได้เห็นสนธินั่งเอกเขนกบนเก้าอี้สนามสีขาวบนสนามหญ้าหน้าทำเนียบ รายล้อมด้วยผู้คน และได้ยินสนธิเอ่ยคำว่า "ประชาชนของผม" "ประชาชนของผม" ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง แสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและเป็น "เจ้านาย" ของมวลชนแบบที่ไม่คิดว่าจะต้องปิดบังใคร เพราะเขารู้ว่าขณะนี้เขาชี้เป็นชี้ตาย "ประชาชนของเขา" ได้

ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าศึกษาเป็นบทเรียน ว่าแกนนำพันธมิตรฯ ใช้สื่อและจิตวิทยามวลชนอย่างไรจึงสร้างกลุ่มคนที่จงรักภักดีและพร้อมจะยอมเชื่อทุกอย่างที่คนบนเวทีพันธิมิตรฯ พูด และไม่ยอมฟังอะไรที่ใครอื่นพูดเลย แถมแกนนำพันธมิตรฯ ยังมีความสามารถหยิบเอาคำที่เคยมีความหมายทางบวก มาใช้อธิบายการกระทำ "อะไรก็ได้" ของกลุ่มตน จนความหมายเดิมคลาดเคลื่อนและแทะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นคำว่า อหิงสา อารยะขัดขืน สันติวิธี

ไม่เป็นกลาง(เหมือนกัน)

ผมจึงไม่เห็นเหตุที่จะ "ด่า" คนที่กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดในกรณีนี้ ส่วนใครไม่เห็นกับความคิดของใคร ก็เสนอความเห็นถกเถียงกันมาจะดีกว่า

3333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333
คนที่พยายามปล่อย "งูพิษ" เข้าไปในวงวิวาทะทางปัญญา ไม่ควรประณามหรือไง นักฉวยโอกาสผลักอกคนอื่นเพื่อทำตัวให้น่าสนใจ "นปก."ทางความคิดอย่างนี้ ไม่น่ารังเกียจหรือไง !

5 5 5

นั่นสิ

ศิโรตม์ ออกมา comment แล้วยังไงต่อ ?

อะตอม

ครับอ่านเห็นข้อความนี้#31
"คนที่พยายามปล่อย "งูพิษ" เข้าไปในวงวิวาทะทางปัญญา ไม่ควรประณามหรือไง นักฉวยโอกาสผลักอกคนอื่นเพื่อทำตัวให้น่าสนใจ "นปก."ทางความคิดอย่างนี้ ไม่น่ารังเกียจหรือไง ! "

ครับคำว่า"งูพิษ" เข้าไปในวงวิวาทะทางปัญญา " ไม่ค่อยแน่ใจว่าพยายามจะสื่ออะไรหรือหมายถึงใคร? เป็นการใช้คำพูดตีขลุมเกินไป เพราะปล่อยงูพิษลงไปในวงวิวาทะทางปัญญานี้ มันหมายความได้หลายคน แม้แต่พันธมิตรที่สร้างหลุมดำความเกลียดชัง ก็ใช่แต่เขาน่าจะหมายถึงฝ่ายตรงข้าม ซึ่งนิยามคำพูดแบบนี้ตีขลุม

เพราะถ้าไม่ชัดเจนบางทีจะเป็นกรณีถ่มน้ำลายรดฟ้าหรือเขวี้ยงงูไม่พ้นคอ คือมันเข้าตัวเอง เอาล่ะครับเรื่องนี้สาระจริงๆคือความคิดต่าง ถ้านำเสนออย่างตรงมาตรงไป และมีเหตุมีผลกำกับ เราก็แย้งกันด้วยเหตุด้วยผล การแลกหมัดทางความคิดมันจึงคนละอย่างกับวิวาทะทางปัญญา

ส่วนการวิวาทะทางปัญญาคือที่มาจากการที่เราไม่เอาเหตุเอาผลต่อประเด็นเราก็จะจับแพะมาชนแกะไปเรื่อยๆขยายประเด็นอื่นเหมือนคุยกันคนล่ะเรื่องไปเรื่อยๆแบบไปไหนมาสามวาสองศอก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง กับบรรยากาศแลกหมัดทางความคิดหรือเบาหน่อยก็คือแลกเปลี่ยนความคิดดีกว่า
มีอะไรก็ว่ากันตามเหตุตามผปลตรงประเด็นที่คุย อย่าคุ้ยไปเรื่อย

ขอเข้าประเด็นแล้วกันครับ ตอนนี้พธม. กำลังขยายการก่อเหตุออกไปให้เยอะ เพื่อกระจายเป้า ไปตามเครือข่าย เช่นรัฐวิสาหกิจ ที่มีแกนนำเป็นระดับประธานฯ และเครือข่ายทางภาคใต้ที่เป็นคนล่ะฐานเสียงของรัฐบาลนี้(ฐานเสียงฝ่ายค้านจึงต้องเกลียดรัฐบาลเป็นทุนเดิม) ซึ่งเรื่องแบบนี้ เพื่อขยายแนวรบ ไปที่อื่น จนถึงกระจายเป้าความวุ่นวายออกไป

ไม่ให้มาโฟกัสจุดยุทธศาสตร์ที่เดียว(ทำเนียบ) เพราะตรงนี้หมดความชอบธรรมแล้วผิดชัด และการออกมาของหลายฝ่าย เช่นสว. กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เป็นการขู่รบ.ว่าเขามีกลุ่มคนหนุนหลังที่ไม่ธรรมดา ทั้งที่เผยและไม่เผยตัว เกราะเขียวเกราะเหลือง ผมว่าเขาเริ่มจะใช้ยุทธวิธี โดนตีแล้วร้องหาคนโน้นคนนี้ เรียกคนโน้นมาชนกับคนนี้ เพื่อให้ตีกันชุนละมุนจะได้ใช้วิธีแบบนี้หนีออกมา
จนถึงใช้สถานการณ์มาข่มขู่ร.บ ซึ่งถือว่ายุทธวิธีแบบนี้คือการพยายามหนีเอาตัวรอด ด้วยเงื่อนไขเผาให้สถานการณ์ให้สับสนวุ่นวายแล้วพลางตัวหนี ขยายเงื่อนไขความสับสนวุ่นวายให้มากที่สุด เพื่อประเมินกำลังข่มขู่รบ. ผมถือยุทธวิธีเอาตัวรอดแบบนี้ ผมขอประนามที่เอาบ

เออว่ะ

ถ้าคุณดู ที่ พธม. ทำ ด้วยใจเป็นกลาง มันก็ต้อง มีเกลียด มีชอบ กันทุกคนแหละ
ในแต่ละ ประเด็น ก็มีชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง เกลียดบ้าง
นั่นคือ สุดท้าย ความเป็นกลาง จึงไม่มี
แต่ คนเรา ควรพูด ถึง สิ่งที่ดี และ สิ่งที่ไม่ดี ไป พร้อมกัน
แล้ว ก็ ชั่งน้ำหนัก เอาเอง ว่า เอาไง!
แล้ว หมั่น ชั่งน้ำหนัก บ่อยๆ จะได้ ตัดสินใจ ว่า เอาไง!

อย่า เกลียด เพราะ หมั่นไส้
ิ่ิอย่า รัก เพราะ เอาอกเอาใจ

จาก แนวร่วม พันธมิตร ประชาชน เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็การ และ นักการเมือง ชั่วชาติ (หรือชาติชั่ว ก็ได้)

หมายเหตุ
------------------------------
ทำไมนะ สนธิ ถึงเป็น คนดุเดือด ขนาดนี้
ทำไมนะ อมร ถึง พูดจา แบบนั้น
เพราะนั่นคือ ตัวเขา

ผมก็ไม่ได้ชอบที่เขาเป็นแบบนั้น แล้วใครจะห้ามได้
ผมมันชอบคนกล้า
เกลียดพวก ไม่ชอบอยู่ฝ่ายแพ้

อะไรกันนักกันหนา

ถ้าเป็นประเทศอื่น นายกลาออกไปแว้ว
นี่เป็นสารขัณฑ์ มันก็เลยเป็นยังงี้

protoke

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องออกมาเดินประจันหน้ากับพวก พธม. บ้าง เราปล่อยให้คนพวกนี้มันเล่นเกมส์ของพวกมันมานานมากแล้ว

คนไทยรักชาติไทย

ผมเป็นคนไทย รักประเทศไทย และไม่มีวันจะยอมให้ไอ้คนจีนอย่างไอ้สนธิ มายึดประเทศนี้หรอก อยากทำอะไรตามอำเภอน้ำใจกลับไปทำที่ประเทศจีนของเตี่ยมึ.. ก็แล้วกัน คนไทยรักเหตุรักผล เราเคารพกฏหมาย เรารักสงบแต่เราก็ไม่ขี้ขลาด ถ้าถึงเวลาที่จำเป็นเราก็ไม่กลัวพวกมึ.. ไอ้ พลเอกวัลลภ เราก็ไม่กลัวเพราะมันไม่ใช่ทหาร มันคือกบฏที่เอายศทหารมาบังหน้า เราไม่กลังมึ.. ไม่มีวันกลัวมึ..เราูรักชาติเรา ไม่พอใจออกไป๊..ไป

lamai98

เป็นเกียรติประวัติ นายสนธิ กับอีกหลายคนที่เกิดมายังไม่เคยเข้าไปในตึกไทยคู่ฟ้าใง

กรรม

มีคำถามต่อเจ้าของบทความ ว่า ถ้าตามที่ท่านบอกมา พฤติกรรมแบบพันธมิตร ที่บุกเข้าไปในสถานที่ราชการ จะสร้างปรากฎการณ์หรือมาตรฐานในสังคม ว่าต่อไปใครไม่พอใจอะไรรัฐบาล ก็ใช้วิธีบุกเข้าไป

ลองย้อนดูกรณี อ. ชัยพร ฉีกบัตรเลือกตั้ง ต่อหน้า กกต ซิ ชัดๆเลย ตอนนั้นใครๆ ก็เห็นท่าทาง อาจารย์จะบ้า อยากติดคุก ทำไมอาจารย์ ทำได้ และไม่เห็นมีใครทำตามอย่าง อาจารย์ทำ

ส่วนเรื่อง ถ้าสมัครลาออก แล้วจะทำงัย ผมว่าไม่ห่วงหรอกครับ มีแต่คนอยากวิ่งเข้ามาหา พันธมิตร เพื่อได้เครดิต เรื่องนี้ด้วย (โดยเฉพาะกลุ่มทุน)

เพืยงแต่ห่วงแค่ว่า ประชาชนจะได้ตามที่ต้องการหรือเปล่า เช่น ปลดแอกรัฐตำรวจ ทำให้องค์กรตรวจสอบเป็นอิสระ และเข้มแข็ง ได้หรือเปล่า เท่านั่นแหละ

องอาจ

คุณไม่ได้ร่วมกับ พธม มาตั้งแต่แรก ตกขบวนการสร้างประวัติศาสตร์ที่คุณอยากมีชื่ออยู่ในนั้น
คุณก็เลยอ้างเหตุผลที่เป็นอุดมคติล้วนๆมาอธิบาย มันมีด้วยหรือที่การเปลื่ยนแปลงทางการเมือง
เปลี่ยนแบบง่ายๆ ตรงไปตรงมา แบบมาจากหนังสือ ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่สร้างตำรารัฐศาสตร์
ที่โลกเอาไปใช้หรือ ถ้าคุณร่วมคิดร่วมแรงตั้งแต่แรกคุณก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน เขาเรียกกลยุทธ์
ซึ่งคุณก็รู้จักดี ถ้าพธมแพ้ คุณก็บอกว่า ผมว่าแล้วแล้วก็เกาะกระแสนี้ดังขึ้น แต่ถ้าตรงข้ามคุณก็เงียบไป
ซักพัก รอคอยรถไฟการเปลี่ยนแปลงเที่ยวต่อไป แต่ระวัง ยุคนี้การเก็บข้อมูลใช้เนื้อที่ไม่มาก เก็บได้
ละเอียด เป็นClipในบ้านเมืองไม่ใช่ของเราก็มี
ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง คุณจะปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามระบบหรือ ผมว่ามันเรียกว่า เป็นไปตามยถากรรมมากกว่า

หลานบักใส

ทำอย่างไรให้สังคมไทยเลิกขัดแย้ง

ขณะนี้ความขัดแย้งในสังคมบ้านเราดูจะบานปลายขยายตัวออกไปมากขึ้น หลังจากที่เคยขัดแย้งกันมาแล้วอย่างหนักเมื่อช่วงห้าหกปีที่ผ่านมาในยุคของรัฐบาลทักษิณ เรามองปัญหานี้กันอย่างไร และจะมีแนวทางอย่างไรที่จะแก้ปัญหานี้ให้ลดน้อยลงไปได้เพื่อประโยชน์สุขภายในบ้านเมืองของเรา ในท่ามกลางปัญหาหนักๆ หลายอย่างที่มีอยู่แล้ว
"กวักหัตถ์ ตรัสประภาษ" ส่งความเห็นมาให้คิดกันอย่างนี้
1. ทำไมสังคมไทยจึงเป็นสังคมแห่งความขัดแย้ง ?
เป็นสังคม "ไก่ตรุษจีน" จิกตีกันอยู่ในสุ่ม รอคนมาจับไปเชือด
เป็นสังคมที่พร่ำพูดและพยายามสร้าง "ความสมานฉันท์" ความปรองดองของคนในชาติ แต่ยังมองไม่เห็นทางเป็นไปได้ เป็นสังคมที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ตั้งป้อมยึดมั่นในเหตุผลของตนเองว่าเป็นฝ่ายถูก เหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งผิด เป็นสังคมหลายมาตรฐาน
2. สาเหตุที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ที่เป็นนิสัยประจำชาติ สั่งสมมานับร้อยๆ ปี ฝังเข้าไปในยีน จนกลายเป็น "นิสัยถาวร" และยังไม่มีการพยายามแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขามองไม่เห็นปัญหา ก็คือความไม่มีระเบียบวินัย ไม่ชอบปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับใดๆ หรือที่รู้จักกันดีก็คือ "ทำอะไรตามใจคือไทยแท้"คนไทยมีนิสัยเป็นปัจเจกบุคคล ถือตนเองเป็นใหญ่ ไม่ยึดในกฎ กติกา มารยาท คุณธรรม จริยธรรม ที่เป็นกติกาสากลอยู่ในสังคม แต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มจะตั้งกฎขึ้นมาเองเป็นมาตรฐานสำหรับใช้วัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และยึดถือว่ามาตรฐานนั้นเท่านั้นที่ถูกต้อง จึงกลายเป็นสังคมที่ทุกคนมีมาตรฐานของตน ที่คิดขึ้นมาเองเป็นสังคมหลายมาตรฐาน ไม่มีใครยอมใครเพราะใช้ตัวชี้วัดต่างกัน ขัดแย้งกันในทุกเรื่องเช่น ตำรวจจับมอเตอร์ไซค์ซ้อน 3 คน แต่ผู้ขี่ก็แย้งว่าผมถูกนะเพราะผมสวมหมวกกันน็อกทั้ง 3 คน หรือคนไทยกลุ่มหนึ่งเห็นว่าผู้นำรัฐบาลคนหนึ่งผิดเพราะ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย มีผลประโยชน์ทับซ้อน ลิดรอนสิทธิสื่อมวลชน ละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะที่คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งแย้งว่า แต่เขาก็มีนโยบายที่จะให้ประโยชน์แก่คนระดับรากหญ้า เงินทองที่มีปัญหาก็เป็นของเขาเอง เป็นต้น ในความเป็นจริงแล้ว กฎ กติกา ของบ้านเมืองมีอยู่ มารยาท คุณธรรม จริยธรรมมีอยู่ แต่คนไทยไม่มีนิสัยนำมาใช้ในชีวิตประจำวันกันเอง และเชื่อหรือไม่ว่าถ้าใครนำมาใช้จะประสบปัญหาอย่าง

vt9v,

ดูบทสัมภาษณ์สุริยะไหลพูดเรื่อง ระบอบสวนสัตว์หรือประชาธิปไตยไม่ดัดครับตามนี้#37,38

http://www.prachatai.com/05web/th/home/comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=13394&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

แหม...แหม..แหม

บอกท่านนายกสมัคร ยอมเขาเถอะ สว. ศาล ทหาร ngo เป็นของเขาหมดแล้ว เราอาศัยแผ่นดินเขาอยู่กระมัง แม้เป็นเสียงส่วนใหญ่เขาก็ไม่ฟัง ยอมเขาเถอะแล้วมาเล่นใต้ดินกัน

เพชรกำแพง

อยากไห้ ปชช.แต่ละจังหวัดตั้งกลุ่มขึ้นมาไม่ตำกว่า 1000คน ไว้กดดันไอ้พวก รสก.ที่กินเงินภาษีชาวบ้าน ถ้าพวกมันหยุดงาน ก็ทำไห้พวกมันหยุดยาวไปเลย โดยเอาคนไปปิดล้อมที่ทำการของมันไม่ต้องไห้พวกมันทำงานอีก แล้วหาทางขับไล่เนรเทศพวกมันไห้ไปอยู่จังหวัดอื่นสลับกัน ทำอย่างนี้พวกมันจะได้รู้สำนึกเงาหัวพวกมันบ้าง ไห้พวก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต สท รวบรวมสมาชิกเป็นกลุ่มๆไป รับรองไอ้หางแดงพวกนี้ไม่กล้าหยุดงานอีกอย่างแน่นอน

มองทะลุ

ชอบใจตลอดทั้งบทสัมภาษณ์นะ ไม่โยนบาปที่จุดใดจุดหนึ่ง โยนให้เป็นเรื่องทั้งสังคม แต่ก็นั่นแหละ ก็ต้องแสดงเห็นเป็นภาพว่า สังคมผิดพลาดอย่างไร แล้วไปหนุนให้พันธมิตรผิดร้ายแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆได้อย่างไร ศิโรตม์ก็โอเคพอสมควรในส่วนนี้ เพราะเมื่อเทียบกับคนที่ออกมาพูดก่อนหน้า คนอื่นๆยังไม่ค่อยลงมาในจุดนี้

ส่วนตัวก็มองว่า เพราะขาดการวิจารณ์ภาคประชาชนอย่างตรงไปตรงมา มันโคดจะติดลูกเกรงใจกันชิหาย "กลัวภาคประชาชนอ่อนแอ" บ้าง "กลัวอำนาจรัฐเข้มแข็งได้ทีขี่แพะไล่" การวิจารณ์ในสังคมจึงไหลไปที่เดียว ก็ที่ "รัฐ" นั่นแหละ รัฐ คือ เป้าของการถูกวิจารณ์อย่างโหดสุดๆ รัฐแมร่งเลยดีวันดีคืน ดีขนาดไม่พกกระบองไปลุยม็อบ กลายเป็นรัฐที่เมตตาที่สุดในโลกแล้วมั้ง

แต่ ภาคประชาชน ที่ขาดการวิจารณ์ตามควรแก่เหตุ กลับเลวลงจนถึงจุดล่างสุด ล่างสุดนี้หมายความว่า เลวสุดๆจนไม่ต้องให้นักวิจารณ์เปิดปากวิจารณ์ ประชาชนก็สามารถเห็นความไม่ได้เรื่องเห็นความไม่ถูกต้องได้ด้วยตาตัวเอง สังคมที่การวิจารณ์เอียงข้างสุดกู่ ก็ปรับตัวของมันเองโดยวิธีนี้ ซึ่งเป็นการ "เรียนรู้" อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะถ้าฟังการวิจารณ์จากนักวิชาการ ก็จะติดขัดทางพื้นที่สื่อสารที่แคบ แต่ภาคประชาชน-ตัวปัญหา ถูกรับรู้ผ่านสื่อเป็นแรมเดือนโดยสื่อสมองกลวงคิดว่านี่คือสิ่งวิเศษ

ประชาชนเรียนรู้อย่างกว้างขวางด้วยตัวเอง แล้วพวกที่เหลวไหลจะมีอนาคตอย่างไร ? ...เจ๊งมั้ง คนเริ่มมองเห็นว่าสื่อสมองกลวง ไม่ซื้อไม่เสพ สุดท้ายปิดกิจการ คอลัมนิสต์ก็ต้องแย่งกันเขียน ใครสมองกลวงก็อดเขียน

?????

ไอลิ้มขายฟางที่พันธมิตร

ชอบใจตลอดทั้งบทสัมภาษณ์นะ ไม่โยนบาปที่จุดใดจุดหนึ่ง โยนให้เป็นเรื่องทั้งสังคม แต่ก็นั่นแหละ ก็ต้องแสดงเห็นเป็นภาพว่า สังคมผิดพลาดอย่างไร แล้วไปหนุนให้พันธมิตรผิดร้ายแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆได้อย่างไร ศิโรตม์ก็โอเคพอสมควรในส่วนนี้ เพราะเมื่อเทียบกับคนที่ออกมาพูดก่อนหน้า คนอื่นๆยังไม่ค่อยลงมาในจุดนี้

ส่วนตัวก็มองว่า เพราะขาดการวิจารณ์ภาคประชาชนอย่างตรงไปตรงมา มันโคดจะติดลูกเกรงใจกันชิหาย "กลัวภาคประชาชนอ่อนแอ" บ้าง "กลัวอำนาจรัฐเข้มแข็งได้ทีขี่แพะไล่" การวิจารณ์ในสังคมจึงไหลไปที่เดียว ก็ที่ "รัฐ" นั่นแหละ รัฐ คือ เป้าของการถูกวิจารณ์อย่างโหดสุดๆ รัฐแมร่งเลยดีวันดีคืน ดีขนาดไม่พกกระบองไปลุยม็อบ กลายเป็นรัฐที่เมตตาที่สุดในโลกแล้วมั้ง

แต่ ภาคประชาชน ที่ขาดการวิจารณ์ตามควรแก่เหตุ กลับเลวลงจนถึงจุดล่างสุด ล่างสุดนี้หมายความว่า เลวสุดๆจนไม่ต้องให้นักวิจารณ์เปิดปากวิจารณ์ ประชาชนก็สามารถเห็นความไม่ได้เรื่องเห็นความไม่ถูกต้องได้ด้วยตาตัวเอง สังคมที่การวิจารณ์เอียงข้างสุดกู่ ก็ปรับตัวของมันเองโดยวิธีนี้ ซึ่งเป็นการ "เรียนรู้" อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะถ้าฟังการวิจารณ์จากนักวิชาการ ก็จะติดขัดทางพื้นที่สื่อสารที่แคบ แต่ภาคประชาชน-ตัวปัญหา ถูกรับรู้ผ่านสื่อเป็นแรมเดือนโดยสื่อสมองกลวงคิดว่านี่คือสิ่งวิเศษ

ประชาชนเรียนรู้อย่างกว้างขวางด้วยตัวเอง แล้วพวกที่เหลวไหลจะมีอนาคตอย่างไร ? ...เจ๊งมั้ง คนเริ่มมองเห็นว่าสื่อสมองกลวง ไม่ซื้อไม่เสพ สุดท้ายปิดกิจการ คอลัมนิสต์ก็ต้องแย่งกันเขียน ใครสมองกลวงก็อดเขียน

?????
________________________________________

ชอบ ถูกใจ ใช่เลย เกลียดจิงนักวิชาการ วันๆเอาแต่ด่าคนอื่น นักวิชาการทำมาหาแดร.กอะไรหว่า จ้องแต่จะจับผิดคน พวกเวนเข้าข้างคนผิดกันอยู่ได้ อิรจนา อิห่าจิก

มองทะลุ

เวงกำ บทความตั้งแต่วันที่ 28 สค นึกว่าเพิ่งเขียนวันที่ 6 กย.

ก็ขอให้เครดิตเยอะขึ้นเรื่องการมองสิ่งต่างๆด้วยมุมมองใหม่นะ ศิโรตม์เขียนก่อนหลายคน แล้วเขียนก่อน "แหลงการณ์" ไม่เอาอ่าวล้านเจ็ดที่ออกมากสังคมส่วนต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 28-วันนี้ เป็นหลักฐานชั้นดีของ"สังคมไม่เอาอ่าว"ที่พากันมาถึงจุดนี้แล้วยังจะลากกันต่อไป

ให้เครดิตตรงนี้เป็นพิเศษนะ

คนฝั่งธน

พวกสมุนพรรคประชาธิปัตย์ ดีแต่โหนกระแสรัฐบาลทรราชย์ทำร้ายประชาชน
คราวหน้าเราไม่เลือกคุณต่อไปแน่ๆ

เจ็บพอแล้วกับนักเลือกตั้งฉวยโอกาสทางการเมือง

กู้ ขอเป็นกบฎ พธม

1 เองไม่มีน้ำใจทางการเมืองของคนที่เขาร่วมกิจกรรมทางการเมือง ของชาวพธม
2 เองแสดงความคิดเห็นที่มีอคติ และกล่าวหาเป็นส่วนใหญ่ ใส่ร้าย แสวงหาอำนาจทางการเมืองโดยใช้ความรู้ทีผมไม่เชื่อคุณ ผมว่าพธมมีเหตุผลดีต่อประเทศชาติมากกว่า
3 ผมว่าคุณไม่มีความเป็นประชาธิปไตรดีพอจากความแสงความคิดเห็นของคุณ คุณยอมนั่งเลือกตั่ง
4 คุณ ถือห่าง อดีตนายกทักษิณได้ยังไง่ความรู้ก็มาก และนั่งการเมืองโบราณ แดก%
5 คุณก็ช่วยบอกจุดยืนมาหน่อยว่าเป็นยังไง่ จุดยืนของคุณนะ ไม่ใช้ได้แสดงความคิดเห็นที่หาจุดอ่อน และด้านไม่ดีข้อเสียของคนอื่นมากล่าวหา คือพูดแต่เรื่องของพธมให้คนที่ไม่รู้เชื่อ ไปหลอกเขาให้เขาใจผิดชาวพธม ซึ่งเป็นชาวบ้านต่างคนต่างมา ซึ่งผมไม่เชื่อคุณเลยไม่มีประเดนที่น่าเก็บไปคิดเลย มีแต่กล่าวหาโจมตีคนอื่น แน่จริงลูกผู้ชายพอคุณต่อการอะไร จุดยืนแนวทางคืออะไรบอกมาเลย คุณมีใจอยู่ พปช อยู่ นปก นปช ก็ไปเลย ไปหาเสียงขึ้นเวทีไปเลยกล้าหรือเปล่า ไม่มาทำตัวเป็น คนมีความรู้เป็นนักวิชาการ แต่ในใจมีอคติต่อพธม มีพวกพร้อง มีคนหนุนหลังหรือเปล่าผมสงสัย แต่ผมคิดว่า คุณกล่าวหาโจมตีพธมไม่บริสุทธิ์ใจ
6 ให้ไปที่ชุมนุมบ้างไปสัมผัสคนที่มาชุมนุมบ้าง ไม่ใช้เอาแนวคิดมาจับ ทฤษฎีมาคิดมาพูดเขาไปพูดคุยกับชาวพธม บ้าง แล้วคุณจะตกใจต่อความคิดเหตุทางการเมืองต่อบ้านเมืองของเขาว่ามีคว่ามคิดที่ดีหวังดีสูงส่งขนาน ใหน ไปดูหน่อยจะได้เลิกเป็นควาย

กูรละเบื่อ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ก่อนที่จะถามว่า ยึดทำเนียบ ...แล้วไงต่อ ?

ช่วยไปทำหน้าที่อาสาสมัคร ล้างห้องนํ้า เก็บขยะในทำเนียบ ระหว่างการชุมนุมก่อน

คิดคิด

การริดรอนสิทธิ์ของผู้อื่นเท่ากับเป็นการไม่ฟังเสียงของกลุ่มประชาชนซึ่งขัดต่อระบบประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกันของประชาชนทั้งมวล เทคนิคการใช้มวลชนและความอยู่รอดของชาติเป็นตัวประกันก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ก่อการร้าย การเลือกปฏิบัติไม่ว่าจากฝ่ายรัฐบาลหรือพันธมิตรย่อมมีผลร้ายทั้งสิ้น ทั้งรัฐบาลและพันธมิตรทุกคนต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายของบ้านเมืองและชีวิตที่เกิดขึ้นจากความเบาปัญญาของทั้งหมดทุกฝ่ายที่ไร้ความคิดในการหาทางออกตามแนวทางสันติวิธีที่แท้จริง

คนเชียงใหม่

มวลชนของพันธมิตรจริงๆ ที่ไปนั่งที่โน่นที่นี่เป็นของจริงไม่เท่าไรหรอกแถวๆบ้านที่เชียงใหม่มีคนบอกให้ 700 /วันถ้าไปนั่งแต่ขอโทษถึงไม่มีเงินจะกินก็ไม่มีใครไปสักคน
( คนที่เอาเงินมาได้เท่าไรไม่รู้ )เพราะเขาไม่ชอบในหลักการแต่ถ้าเป็นนปก.เขาสมัครใจไปฟรี