Silence of the Lamp: เมื่อการเมืองคุกคามสื่อ: ข่าวเนปาล กับความ (ต้อง) เงียบในไทย !


 


สุภัตรา ภูมิประภาส 


                                                                            


การนำเสนอรายงานข่าวการเลือกตั้งและการล้มระบอบกษัตริย์ในเนปาลกำลังถูกทำให้เป็นประเด็นการเมืองของประเทศไทย และเป็นการเมืองที่กำลังคุกคามสื่อด้วย


           


เป็นการคุกคามที่กระทำโดยสื่อและนักการเมือง


 


เป็นสองประสานของการคุกคามที่ใช้การลากโยงประเด็นไปสู่สถาบันกษัตริย์เหมือนกับที่สื่อและนักการเมืองบางกลุ่มช่วยกันสร้างกระแสจนนำไปสู่เหตุการณ์การฆ่าหมู่นักศึกษาและประชาชนกลางกรุงเทพมหานครเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 


           


19 เมษายน 2551 คำนูณ สิทธิสมาน แห่งรายการยามเฝ้าแผ่นดิน สื่อในเครือผู้จัดการเปิดประเด็นต่อการนำเสนอรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่อง 11 โดยอ้างว่าเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาเล่าให้ฟัง


 


"เสียดายที่ผมไม่ได้ดูข่าวชิ้นนั้น


 


ข่าวแพร่ภาพอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกับวันหยุดสงกรานต์ อยู่ในส่วนของข่าวต่างประเทศ แต่น่าจะเป็นช่วงวิเคราะห์หรือรายงานพิเศษที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการเลือกตั้งในประเทศเนปาล ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ พูดง่าย ๆ ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กำลังจะถูกลบล้างไปจากโครงสร้างระบบการเมืองการปกครองหลังชัยชนะของพรรคการเมืองนิยมลัทธิเหมา หรือที่นิยมเรียกทับศัพท์กันว่าเหมาอิสม์"


 


คำนูณ ซึ่งเป็นทั้งสื่อมวลชนอาวุโสและนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ให้ความเห็นต่อไปว่า"จริงอยู่แหละที่เป็นเรื่องของเนปาล แต่เรื่องพรรค์นี้มีความละเอียดอ่อนมาก ผมสงสัยว่าทีวีของรัฐบาลใช้วิจารณญาณไตร่ตรองรอบคอบเพียงพอแล้วหรือ ผ่านหูผ่านตาผู้ใหญ่แค่ไหน แปลผิดแปลถูกอย่างไร..."


 


เขายังได้กล่าวย้อนไปถึงการรายงานข่าวสถานการณ์การเมืองเนปาลของหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2549 ว่า "กรณีที่หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2549 นำมาขึ้นปก แล้วขึ้นพากหัวว่า "Case study กรณีเนปาล" ซึ่งคุณสนธิ ลิ้มทองกุลเคยนำไปตั้งข้อสังเกตในรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร" ที่เวทีลีลาสสวนลุมพินีว่านักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนคุมเนื้อหาหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ที่เคยเข้าป่าจับปืนสมาทานลัทธิเหมามาก่อนมีเจตนาซ่อนเร้นพิเศษอะไรหรือไม่"


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000045831


 


23 เมษายน 2551 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายฝากข้อเสนอไปยังประธานสภาฯ กรณีสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีนำสารคดีเกี่ยวกับการล้มล้างราชวงศ์ต่างๆ มาออกอากาศ ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์เนปาล ฝรั่งเศส และอังกฤษ ตนรู้สึกเศร้าสลดใจกับกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่กลับมาทำอย่างนี้ ขัดกับการปกครองของประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สะท้อนให้เห็นว่า คนปัจจุบันมีความคิดอย่างไร (อ้างจากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 24 เมษายน 2551)


http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=87339


 


คนที่ทำงานอยู่ในวิชาชีพสื่อทั่วโลกต่างรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองในเนปาล หรือการล้มระบอบกษัตริย์ของเนปาลนั้นเป็นปรากฎการณ์ใหญ่ที่เป็นข่าว และเป็นปรากฎการณ์ปกติของสื่อที่ต้องรายงานข่าวนี้  ซึ่งสื่อทุกแขนงทั่วทุกมุมโลกทั้งสื่อแบบจารีต และสื่อทางเลือกก็ทำรายงานข่าวนี้กัน


 


เป็นการรายงานความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก เช่นเดียวกับรายงานเหตุกาณ์ต่างๆที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศต่างๆที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น


 


- ข่าวโศกนาฏกรรมสังหารหมู่พระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระญาติวงศ์ในพระราชวังนารายัณหิตี ที่กรุงกาฐมันฑุ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2544


 


- ข่าวพระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชาสละราชบังลังก์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2547


 


- ข่าวสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก อดีตกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏานสละราชบังลังก์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2548


           


กรณีของเนปาล สื่อทั่วโลกรวมทั้งสื่อไทยทุกแขนงติดตามรายงานความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในประเทศนี้อย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่เกิดโศกนาฎกรรมสังหารหมู่ที่พระมหาราชวังเมื่อปี 2544 ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการเปลี่ยนระบอบการปกครองในที่สุด


 


และโดยธรรมชาติของสื่อ ต่างต้องแข่งขันกันนำแง่มุมต่างๆมานำเสนอต่อสาธารณชนทั้งในรายงานข่าว และรายงานเชิงสารคดี


 


นี่คือหน้าที่ของสื่อในการสื่อสารความเปลี่ยนแปลงในโลกให้ประชาชนได้รับรู้


การที่สื่อนิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหล่านี้ต่างหากที่เป็นเรื่องควรตั้งคำถาม


 


การพยายามทำให้การทำงานโดยปกติของสื่อในเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ปกติ จึงเป็นการคุกคามทั้งเสรีภาพสื่อ และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน


 


ที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือ เป็นการคุกคามสื่อจากสื่อและนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


 


ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือเสียงเงียบจากสถาบันวิชาชีพสื่อ  องค์กรรณรงค์เรื่องเสรีภาพสื่อ  ไม่มีการออกมาท้วงติงกระแสการเมืองที่คุกคามสื่อครั้งนี้


 


ตลอดจนนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่เงียบงันต่อการคุกคามดังกล่าวนี้  ไม่มีการแสดงความเห็นทางวิชาการสื่อสารมวลชนต่อประเด็นข่าวที่กำลังถูกกระแสการเมืองทำให้สับสนนี้ 


 


น่าเป็นห่วงว่านักศึกษาที่เลือกเรียนด้านสื่อสารมวลชนจะมีความเข้าใจอย่างไรต่อการทำหน้าที่สื่อในอนาคต


 


ก่อนปิดต้นฉบับชิ้นนี้  เพื่อสื่อมวลชนคนหนึ่งส่งรูปจากการชุมนุมประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่ทักษินมาให้ดู  เป็นรูปของผู้ชุมนุมหญิงที่ใช้สัญลักษณ์ธงชาติไทยมาทำผ้าเกาะอกเก๋ไก๋ สวมใส่กับกางเกวเอวต่ำ มีข้อความบนผ้าผืนนั้นว่า "ออกไป" และ "กู้ชาติ"


 


เขาส่งมาให้เปรียบเทียบดูกับรูปบรรยากาศเชียร์บอล ที่มีชื่อ THAKSIN ปรากฎบนธงชาติไทย


 


และฝากบอกผู้อ่านมาว่า "เสรีภาพของสื่อในไทย ถูกตัดตอน"


 

Comments

Peter

ในประเทศอังกฤษ ก็มีราชวงศ์เหมือนกัน น่าจะห้าม BBC เสนอข่าว
เราไม่เหมือนอังกฤษตรงไหน
ตรงที่คนไทยโง่กว่า
ไม่ควรรู้ข่าวนี้

b

ข่าวเนปาลมันหลายปีแล้ว ทำไมมาออกตอนนี้

สมชาย

คุกคามสื่อยังไง งงมาก อ่านแล้วงง แต่สื่อเต้าข่าว เห็นมีมากจนน่าเบื่อแล้ว

ดูข่าว

ข่าวการเปลี่ยนแปลงที่เนปาลผมไม่เห็นจะละเอียดอ่อน
ตรงไหนเลยครับ ปัญหามันอยู่ที่ตัวบุคคล คือกษัตริย์ไม่รู้จักหน้าที่ตน เข้าไปแทรกแทรงการเมืองต่างหาก ก็เลยโดนล้ม
แค่นั้นเอง ประชาชนเนปาลเขาไม่ใช่ควาย เขาเลยไม่เอา

ปิดไม่มิด

ช้างตายทั้งตัวเอาใบข่อยไปปิด แล้วจะปืดมิดได้ยังไง

ตั้ม

เสนอให้ปิดประเทศครับ

ในเมื่อการเสนอข่าวต่างประเทศของสื่อ
ไม่สามารถทำได้

ก็ปิดประเทศมันไปเหอะครับ

เสรีชน

คงจะกลัวพฤติกรรมการเลียนแบบ

จำเอาไว้ "คนลิขิต" หรือจะสู้ "ฟ้าลิขิต"

มนุษย์ถูกสร้างมาให้เป็นแค่ "สัตว์ประเสริฐ" เท่านั้น มิใช่ ผู้ยิ่งใหญ่ เหนือธรรมชาติ กาลเวลา

มนุษย์เอาชนะธรรมชาติได้หรือ เอาชนะกาลเวลา หรือ ความเจ็บป่วย ความตายได้หรือ

เลิกคิดซะเถอะ ไม่มีมนุษย์ตนใด เป็นเทวดาผู้วิเศษ อยู่ยงคงกระพัน หรือ เหาะเหินเดินอากาศ เสกทุกอย่างให้หยุดนิ่ง หรือ เป็นไปตามใจตนเองได้หรอก

คงจะหลอกลวงตนเอง จนลืมไปว่าตนเองมิใช่มนุษย์ เดินดิน เราดีๆนี่เอง

ความดีต่างหากที่จะสถิตย์ชั่วกาลนาน มิใช่ลาภยศ สรรเสริญ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัย

มองทะลุ

ก็ยังคงต้องบอกว่า ประสาทช้า ไปหน่อย ซึงน่าเห็นใจเพราะว่า เมืองไทย นั้น โอ๋โอบอุ้มสื่ออย่างดีจนเกือบถึงระดับแตะต้องมิได้ ยิ่งถ้าสื่อโดนจากฝ่ายการเมือง โวยวายกันได้ทั้งชาติ (ภพชาติ) เลยทีเดียว ดาหน้าออกมากันพรึ่บ จะยกเว้นก็ตอนเผด็จการครองเมืองนั่นแหละ เผด็จการทำอะไรกับสื่อ เงียบกันดีจริงจริ๊ง (นึกถึงคนแก่ๆสอนสื่อสารมวลชนในมหาวิทยาลัยแล้ว น่าสังเวชและน่าอนาถใจมากกกกกกก)

มันเหมือนกับสร้างความโน้มเอียงครอบงำสังคมว่า สื่อถูกแตะต้องจากรัฐมิได้
แต่ในทางตรงกันข้าม สื่อได้เสรีภาพแทบจะไม่จำกัด จะทำอะไรก็ได้ ละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพก็ได้ นำม็อบเดินขบวนก็ได้โดยอ้างว่ารักชาติ+จงรักฯ แต่ที่น่าขันคือ สื่อนั่นแหละที่มักจำกัดเสรีภาพที่ผู้คนทูนประเคนให้ด้วยการ "เซ็นเซอร์ตัวเอง" อยู่ทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าเพื่อผลประโยชน์ของชาติ สนองตัณหาความเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง และผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง (ก็สื่อสมัยใหม่มันทุนนิยมไปเกือบหมดแล้วนิ)

หนังฝรั่งชอบเดินเรื้องให้อำนาจรัฐเป็นผู้ร้าย แต่หนังฝรั่งที่ให้สื่อเป็นตัวร้ายและวิพากษ์วิจารณ์สื่ออย่างถึงกิ๋น ก็มีเข้ามาฉายในเมืองไทยหลายต่อหลายเรื่อง โดยส่วนใหญ่จะแสดงอิทธิพลของสื่อในการโน้มน้าวชวนเชื่อครอบงำความคิดผู้คนให้เป็นไปในทางใดทางหนึ่ง หรือทางใดก็ได้ ไอ้ของเราที่วิจารณ์สื่อกันน้อย ก็เพราะว่า มีความโน้มเอียงในการปกป้องสื่อเกินขนาดจนผู้คนมองสื่อเป็น เทพ

การมองสื่อเป็นเทพนี่แหละ ที่ส่งผลร้ายกลับคืนมาในรูปที่ว่า ผู้คนโน้มเอียงที่จะเชื่อสื่อจากสถานภาพที่สูงส่งเกินปกติ สื่อท่านว่ามาอย่างไร ชั้นก็ว่าไปตามนั้น...อย่างเซื่องๆ

พัน

เอ,, ไม่ให้เสนอข่าวเนปาล มันแสลงใจ งั้นก็เสนอข่าวการเมืองประเทศพม่าก็แล้วกัน

9v^*so7j^*

pasit
Full Member

กระทู้: 249

“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……

ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 15:06:22 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ลุงทวารบาลส่งบทความมาให้ผมอ่าน เรื่อง ณ จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ อนาคตโลก ... อนาคตไทย (1) ที่เขียนโดย ยุค ศรีอาริยะ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2550 ซึ่งมันตรงกับใจผมที่กำลังจะเขียนเรื่องนี้พอดีเลยขอถือโอกาสบรรเลงแล้วกันครับ......
................................................................................................
"วันนี้ สภาวะวิกฤตธรรมชาติดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และก่อตัวขึ้นหลายจุดในโลกพร้อมๆ กัน ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอากาศร้อนจัดอย่างไม่เคยมีมาก่อน คนนับร้อยตายด้วยคลื่นความร้อนในยุโรป ประเทศญี่ปุ่นก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ประชาชนจีนต้องเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ดูราวว่า ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้มนุษยชาติรับรู้เสมือนอยากสื่อบอกเราว่า“วิบัติภัยครั้งใหญ่ และรุนแรงอย่างยิ่ง กำลังใกล้มาถึง”

ในยามที่ธรรมชาติตั้งเค้าวิกฤตใหญ่ วิกฤตเศรษฐกิจ (วิกฤตน้ำมัน และ วิกฤตค่าเงินดอลลาร์) ก็ก่อขยายตัวขึ้น ในขณะเดียวกัน ระบบการเมืองก็วิกฤต เกิดสงคราม และการเข่นฆ่ากัน ผู้คนจำนวนหนึ่งมักจะเดินหลงทาง หลงเข้าสู่โลกแห่งสงคราม เข่นฆ่า และทำลายล้างกัน โดยที่ไม่มีใครสักคนเข้าใจว่า “การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาคือ อวิชชา”การฆ่า และการทำลายล้างกัน ยิ่งเพิ่มพูนกระแสแห่งวิกฤตให้รุนแรงขึ้นไปอีก ทางออกจากวิกฤตจึงยิ่งมืดมนลง

วันก่อนเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งโดยบังเอิญ ท่านเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ ที่ยังคงยืนหยัดในความเป็นลัทธิมาร์กซ์ ท่านนำเสนอแนวคิดว่า วันนี้ พวกเราต้องโค่นล้ม “ศัตรู” ซึ่งท่านหมายถึงบรรดาชนชั้นศักดินา ท่านยังหลงเชื่อ “ทฤษฎีซ้ายโบราณ” ที่ชอบสอนให้คนทำสงครามทางชนชั้นกัน และคิดว่าเมื่อโค่นล้มชนชั้น (ศัตรู) ลงไปแล้ว ท้องฟ้าจะสีทองผ่องอำไพ คนที่ศรัทธาอะไรอย่างสุดๆ ก็มักจะติดยึดกับความเชื่อของตัวเอง และคิดว่าสิ่งที่ตนเองเชื่อ จริงแท้แน่นอน เป็นสัจธรรมสูงสุด

ผมตั้งประเด็นถามว่า“ถ้าประชาชนโค่นชนชั้นศักดินาลงไป แล้วบรรดานายทุนก็จะขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน คนยากจนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงๆ หรือ”

ความจริงตามหลักทฤษฎีมาร์กซ์แล้ว ชนชั้นกรรมาชีพต้องโค่นล้มชนชั้นนายทุน เพราะบรรดานายทุนคือ “ศัตรู” ที่สำคัญที่สุดของชนชั้นกรรมาชีพ สำคัญมากกว่าบรรดาศักดินาเสียอีก เนื่องจากชนชั้นนายทุนคือ ชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดชนชั้นกรรมาชีพโดยตรง

แต่ที่แปลกอย่างยิ่งกว่านี้คือ เพื่อนผมคนนี้ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพ แต่กลับศรัทธานายทุนเอามากๆ โดยเฉพาะนายทุนที่โคตรโกง อย่างเช่นคุณทักษิณ

วันก่อนไปสอนหนังสือปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า“ทำไมกรรมการสิทธิมนุษยชนท่านหนึ่งจึงไปยืนอยู่ข้างผู้ที่มีประวัติในด้านสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายที่สุด เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ประเทศไทย”

ผมตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ท่านอาจจะจงเกลียดจงชังเผด็จการทหารเอามากๆ” ผมกล่าวถึงเรื่องนี้ ไม่ได้หมายความว่าบรรดาเพื่อนๆ ผมจำนวนหนึ่งที่ไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการคนรักทักษิณคิดผิด หรือกระทำผิด เขากระทำอย่างเชื่อมั่นด้วยหลักคิดและทฤษฎีที่ช่วยยืนยันว่าที่พวกเขากระทำนั้นถูกต้อง (ตามจุดยืน และทฤษฎีที่พวกเขาหลงเชื่อ)

คนยึดทฤษฎีแบบซ้ายเก่าๆ และแนวคิดต้านเผด็จการทหารแบบเก่าๆ จึงมักมีบทสรุปง่ายๆ ว่า “ศักดินา” มีค่าเท่ากับ “เลวทราม” และ “ล้าหลัง” และ “ทหาร” มีค่าเท่ากับ “เผด็จการ”

ผมบอกนักศึกษาว่า ทฤษฎีเก่าๆ แบบนี้ แม้จะมีหลักการที่ดูดี แต่มีความจำกัดอยู่มาก จุดอ่อนที่สำคัญคือการนำเสนอหลักคิดในการอธิบายโลก แบบดำขาว ดีชั่ว ตายตัว และง่ายไป

ทฤษฎีพื้นฐานที่ผมใช้ในปัจจุบันคือ ทฤษฎี CHAOS ถ้าแปลเป็นภาษาไทย น่าจะแปลว่า ทฤษฎีพลวัตที่พลิกผัน ทฤษฎีนี้มีหลักคิดพื้นฐานว่า ทุกหน่วยชีวิต รวมทั้งระบบสังคม มีความซับซ้อน และความพลิกผันเป็นพื้นฐาน ในยามที่สังคมเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่าน สภาวะวิกฤต หรือความพลิกผันจะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ตำแหน่งแห่งที่ หรือสภาวะชนชั้น และชั้นชน ตลอดจนความสามารถในการแยกแยะถูกผิด ดีชั่ว สับสนไปหมด

บรรดาผู้คนที่เป็นนายทุนศักดินาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพวกหัวเก่าล้าสมัยเสมอไป พวกเขาอาจจะหันไปสนใจปัญหาใหม่ๆ อย่างเช่น การคำนึงถึงเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม และวิกฤตวัฒนธรรมอย่างมากๆ

บรรดาทหารในยุคนี้ก็กลัวจะถูกหาว่าเป็น “เผด็จการ” อย่างมากๆ จนทำอะไรไม่ถูก และที่สำคัญการรัฐประหารครั้งนี้พลังที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอำนาจของทหารคือ ทุนศักดินา และชนชั้นกลางที่ขัดแย้งกับฝ่ายทักษิโณมิกส์ ทั้งทุนศักดินาและชนชั้นกลางก็ล้วนปฏิเสธ หรือไม่สนับสนุนที่จะให้การเมืองไทยกลับสู่ยุคเผด็จการทหารอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ในยุคโลกาภิวัตน์ ฐานะชนชั้นในระบอบเศรษฐกิจการเมืองก็พลิกผันไปอย่างมาก อย่างเช่น บรรดา CEO ซึ่งมีฐานะเป็นลูกจ้างบริษัทขนาดใหญ่ บรรดานักกีฬาฟุตบอล และนักแสดงที่โด่งดังซึ่งมีค่ายสังกัดแน่นอน แม้จะมีฐานะเป็นลูกจ้าง หรือผู้ขายแรงงาน อาจจะร่ำรวยกว่าบรรดานายทุนเสียอีก

บรรดานักธุรกิจนายทุนจำนวนมากก็เลิกคิดเป็นนายจ้างหรือนายทุนที่หากำไรจากการจ้างงานไปแล้วเพราะสามารถเล่นหุ้นและเล่นเงินแบบเก็งกำไร จนกลายเป็นนักเล่นการพนันประเภทหนึ่งซึ่งสามารถทำกำไรมากกว่าการลงทุนอุตสาหกรรม

นี่คือ สภาวะโลกในยุคปัจจุบันที่พลิกผันอย่างยิ่ง ที่สำคัญ ทฤษฎี CHAOS เสนอว่า บรรดาระบบสังคมที่พลิกผันอย่างยิ่งจะเคลื่อนตัวแบบไม่เป็นเส้นตรง แต่จะสวิงตัวแบบสุดๆ กลับไป กลับมา สวิงไปทางซ้ายสุด แล้วก็หวนกลับมาทางขวาสุด สิ้นช่วงอำมาตยาธิปไตยแล้ว ประชาชนไทยก็จะได้เผชิญหน้ากับระบอบประชาธิปไตยคอร์รัปชันอีก แล้วหลังจากนั้น เราก็ต้องช่วยกันโค่นระบอบประชาธิปไตยสกปรกกันใหม่ ถึงเวลานั้น ระบอบอำมาตยาธิปไตยก็มีโอกาสพลิกกลับมาใหม่อีก นี่คือ วงจรอุบาทว์ที่มักจะเกิดขึ้นในบรรดาประเทศโลกที่สาม ที่สวิงไป สวิงมา ไม่สิ้น ไม่สุด

วันก่อนไปกินข้าวกับเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เพื่อนตั้งประเด็นว่า “ผมไม่ขอยืนอยู่กับฝ่ายไหนทั้งนั้น ไม่ได้หรือ” ผมตอบว่า “ได้” และกล่าวต่อว่า “จริงๆ แล้วในยามวิกฤต มนุษย์มีอิสระ และมีทางเลือกมากมาย หรืออยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรก็ได้”ผมขยายความต่อว่า “ที่สำคัญ อย่ามองวิกฤตในแง่ร้าย เพราะไม่เช่นนั้น เราจะไม่เห็นคุณค่าของวิกฤต”

ทฤษฎี CHAOS จะมองว่า วิกฤตเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง แต่เราต้องรู้จักเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่สำคัญ “วิกฤต” สอนให้เราคิด คิด และคิด...........เพื่อหาทางออก ออกจากวัฏจักรที่ไร้ทางออก

ผมอธิบายให้เพื่อนฟังต่อว่า “ในช่วงวิกฤต การเป็นอิสระ ไม่เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เราสามารถคิดค้นหาทางออกได้โดยไม่ติดยึดอยู่กับความเชื่อ ผลประโยชน์ และจุดยืนที่จำกัดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เมื่อเราต้องเผชิญทางตัน การคิดค้นใหม่ๆมีค่าอย่างยิ่ง แต่ถ้าจะคิดสิ่งใหม่ๆ ได้ ก็ต้องกล้ารื้อทิ้งจุดยืน ทฤษฎี และความเชื่อเก่าๆ ก่อน”

นอกจากนี้ โลกในยามสงคราม (วิกฤตที่รุนแรง) มักจะเกิดทางเลือกสายใหญ่อยู่ทางหนึ่ง แต่ผู้คนมักมองไม่เห็น หรือไม่เห็นค่า นี่คือ เส้นทางสู่สันติภาพ อย่างเช่น ในช่วงสงครามเวียดนาม นักศึกษาอเมริกันหันมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพ

พวกเขาก้าวผ่านความเชื่อเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นและสงคราม และกลับหันมาเชื่อว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าผิวพรรณใด ชนชั้นใด ประเทศไหน ต่างก็คือเพื่อนร่วมชะตากรรม หรือเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น “ชุดความคิดที่หลงใหลในสงครามและการต่อสู้ทางชนชั้น” กับ “ชุดความคิดที่หลงเชื่อในเรื่องสันติภาพ” คือสองชุดความคิดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โลกทุกวันนี้ ยิ่งกระแสโลกเคลื่อนตัวสู่ “วิกฤต” และ “สงคราม” ความเชื่อเรื่องสันติภาพ ก็ได้แพร่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว และทั่วโลก ผู้คนเริ่มตระหนักว่าการใช้ความรุนแรง หรือสงครามอาจจะไม่ใช่ “คำตอบ” หรือ “ทางออก”

แนวทางสันติภาพจะนำเสนอว่า มนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าชั้นชนใด ล้วนคือเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น และต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันทั้งหมด อย่างไม่มีทางเลือก
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตใหญ่ทางธรรมชาติที่รุนแรงอย่างยิ่ง
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม และวัฒนธรรมร่วมกัน
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตสงครามซึ่งกำลังขยายตัวแบบก้าวผ่านพรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตความยากจน และความอดอยาก

ในกรณีหลัง ดูราวว่าเฉพาะคนจนๆ เท่านั้นที่ต้องเผชิญวิกฤตความยากจน แต่อย่าลืมไปว่า เมื่อบรรดาคนจนอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต้องลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และช่วงชิงความมั่งคั่งจากบรรดาคนรวย

กล่าวโดยสรุป มนุษยชาติทุกคนกำลังจะต้องเผชิญวิกฤตใหญ่หลายวิกฤตพร้อมๆ กัน และร่วมกัน นี่คือ ชะตากรรมร่วมของมนุษยชาติ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเกิดในชนชั้นใด มีผิวพรรณสีใด อยู่ในประเทศไหน และมีจุดยืนอย่างไร เวลานี้ ทุกสภาวะวิกฤตที่กล่าวข้างต้นกำลังอยู่ในช่วงขยายตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ระบบสังคมทั้งระบบก็จะเกิดการพลิกผันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้มนุษยชาติก้าวสู่ช่วงประวัติศาสตร์กลียุคใหญ่ หรือ CHAOS ใหญ่ ที่กำลังก่อตัวขึ้น ณ จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์คือ ช่วงจังหวะที่เกิดสภาวะวิกฤตหนักหน่วง และพลิกผันอย่างสุดๆ เรากำลังก้าวย่างถึงจุดๆ นั้น นี่คือ ชะตากรรมร่วมของมนุษยชาติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

pasit
Full Member

กระทู้: 249

“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 16:24:15 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ที่จริงสิ่งที่ยุคคิดและเขียนนั้น ผมก็คิดเหมือนกันแต่ไม่ได้ลงมือเขียน ผมเห็นว่าในเมื่อสมัครมันกล้าหาญที่จะประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะพิทักษ์ปกป้องทักษิณและสิ่งที่รัฐบาลทักษิณกระทำมาในอดีตโดยไม่ปิดบังอำพรางทัศนะ นี่ก็แสดงว่ามันต้องมีดีหรือมั่นใจอะไรบางอย่าง ผมลองสมมติว่าถ้าตัวเองเป็นทักษิณจะทำอย่างไร บอกได้เลยว่าผมจะทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ อะไรจะเกิดขึ้นถ้ารัฐบาลชุดต่อไปมีพรรคนอมินีเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ? และเหตุผลที่จะต้องชนะให้ได้ก็เพื่อ

๑.ดริสเครดิตคมช.และการยึดอำนาจ
๒.เล่นงานคืนคมช.และหน่วยงานที่คมช.ตั้งขึ้น
๓.ดิสเครดิตรัฐบาลสุรยุทธ์
๔.ล้มคดีความของตัวเองและพรรคพวกทั้งหมด
๕.ปูนบำเหน็ดพลพรรคและรากหญ้าที่ยังจงรักภักดีกับระบอบทักษิณ
๖.มือขวาและองค์รักษ์ในอดีตทั้งหมดจะได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
๗.พวกฝ่ายพันธมิตรจะถูกเช็คบิล
๘.องค์มนตรีอย่างพลเอกเปรมจะอยู่ยาก
๙.สถาบันสูงสุดจะถูกทดสอบอีกครั้ง
๑๐.พวกคนเดือนตุลา เอ็นจีโอ ที่อยู่ตรงข้ามกับระบอบทักษิณจะอยู่ลำบาก
ฯลฯ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

pasit
Full Member

กระทู้: 249

“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 16:32:27 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
สำหรับพวกตุลาชินที่ยังจงรักภักดีกับทักษิณ ถึงขนาดกล้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงจูบปากกับไอ้หมักได้ก็คงจะต้องพูดกันจริงๆเลยว่าคนเหล่านี้ได้เป็นผู้ทรยศกับดวงวิญญาณวีรชนเดือนตุลาและพื้นที่สำหรับคนเดือนตุลาก็ไม่มีที่อยู่ที่ยืนสำหรับคนอย่างพวกเขาอีกแล้ว พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะมายืนเสนอหน้าในงานรำลึกเดือนตุลาในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้

สำหรับพวกที่เคยอาศัยอยู่ใต้ร่มธงไทยรักไทยและปัจจุบันนี้มีนายสมัครมาถือธงนำ ก็อยากจะขอให้แยกตัวออกมา หรือถ้าหากมีพวกเราที่รู้จักอยู่ ก็ขอให้เตือนกันว่าให้ถอนตัวออกมาเสีย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 สิงหาคม 2007, 10:54:13 AM โดย pasit » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

Emptiness
Newbie

กระทู้: 22

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #3 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 18:51:58 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ยังบอกได้อยู่หรือลุง เห็นบอกกันมาตั้งนานแล้ว
ยิ่งบอก ยิ่งเตือน ดูเหมือน(จริงๆ) จะถลำลึกกว่าเก่าอีก จริงม๊ะ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

Vinyuchon
Hero Member

กระทู้: 932

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #4 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 21:21:38 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------

เตรียมรบเต็มอัตราศึกนั้นคือวินัย แม้จะรู้ว่า "ปากหมา ตายเพราะปาก" แต่ก็อย่าได้ประมาทไดโนเสาร์เฒ่า แค่จูบปากก็ขยะแขยงเต็มแก่ ขนาดเป็นผู้นำพรรคฯที่ยังไม่รู้ทิศทางว่าจะช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้อย่างไร? คิดอย่างเดียวว่าจะอุ้มไข่เน่า แค่นี้ก็รู้สึกอายแทนบรรดาตุลาชนที่...เสียจนชิน น่าอายจริงๆ "หมัก" เป็นหัวหน้าพรรคฯต่อไปเป็นนายกฯ ทนอยู่ได้อย่างไร?ทำไมรากเหง้าของความจังไรมันชั่งหยั่งลึกเสียจริง..

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 สิงหาคม 2007, 23:10:32 PM โดย Vinyuchon » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------------------------------
สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..

pasit
Full Member

กระทู้: 249

“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #5 เมื่อ: 28 สิงหาคม 2007, 11:29:35 AM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ชักธงรบที่ผมว่าคือต่อไปนี้พวกเราที่มีอยู่ทั่วประเทศจะต้องไปบอกกับมิตรสหายของเราว่าเป็นที่แน่นอนชัดเจนแล้วว่า ณ วันนี้มีพรรคการเมืองหนึ่งที่ชื่อว่าพรรคพลังประชาชน ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนแล้วว่าจะเป็นตัวแทนของระบอบทักษิณและจะทำทุกอย่างเพื่อแผ้วปูทางและฟอกย้อมให้นายทักษิณ กลับมาเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ยิ่งถ้าสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พวกเขาก็จะใช้อำนาจรัฐรื้อฟื้นบิดเบือนทุกเรื่องราวที่ผ่านมา การคอร์รัปชันโกงกินขนานใหญ่ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ระบอบเงินเป็นพระเจ้าจะกลับคืนมา ประชาชนจะเป็นได้เพียงรากหญ้าที่รอคอยการเหยียบย่ำจากพวกนายทุนนายเงินหน้าเลือด

พวกคนที่เคยเป็นอดีตนักสู้จำนวนหนึ่งได้ทรยศต่ออุดมการณ์อย่างชัดเจนด้วยการผสมพันธุ์กับนายสมัคร ถึงขนาดกล้าบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างไร้ยางอาย ผู้คนเหล่านี้มิตรสหายในชนบททุกแห่งจะต้องได้รับรู้

มีสหายผมหลายคนในแถบภาคกลางโทรศัพท์มาชักชวนผมว่าให้เข้าร่วมขบวนการต่อต้านเผด็จการคมช.และได้พยายามอธิบายทฤษฎีทางสังคมแบบซ้ายเก่าๆ และแนวคิดต้านเผด็จการทหารแบบเก่าๆ และมีบทสรุปง่ายๆให้ผมว่าไปเข้าข้างศักดินาและเห็นด้วยกับพวกทำรัฐประหาร(เผด็จการทหาร)

ผมบอกสหายคนนั้นว่าความคิดของคุณมันตายตัวและห่างเหินข้อเท็จจริงเกินไป และผมก็ไม่เข้าร่วมกับขบวนการอะไรพวกนั้นอย่างแน่นอนและจะรณรงค์ไม่ให้คนไปเลือกพรรคตัวแทนของระบอบทักษิณที่มีสมัครและพวกหัวโจกตุลาชินผู้ทรยศเป็นแกนนำ

สถานการณ์แบบนี้ผมคาดเดาว่าในการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธ.ค.นี้จะเละตุ้มเป๊ะ จะมีการซื้อสิทธิขายเสียงกันขนานใหญ่ กลโกงทุกรูปแบบจากทุกฝ่ายจะถูกนำมาใช้ ทุกพรรคการเมืองจะทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ประชาชนจะตกเป็นเหยื่ออันโอชะให้กับนักการเมือง เงินจะสะพัดไปทุกหย่อมหญ้า นอมินีของไทยรักไทยจะทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ ระบอบรัฐสภาจะวุ่นวายภายหลังการเลือกตั้งเพราะผลประโยชน์แบ่งกันไม่ลงตัว

นี่เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการก่อเกิดพรรคนิเวศน์ประชาธรรมของภาคประชาชน ปัจจุบันนี้มีประชาชนจำนวนหนึ่งผิดหวังไร้ทางออกต่อสภาวะทางการเมืองและขาดความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองที่กำลังสำแดงตัวตนอยู่ในเวลานี้

aaaaa

แน่นอนที่ว่าคนไทยโง่กว่าคนอังกิด.....ไม่งั้นจะถูกไอ้พวกปีกซ้าย-กุนซือสมองเพชรในหัวหมา" เอาทิดสะดีซ้ายๆ มาแหกตาผู้คนทั้งรากหญ้ารากเน่าและไอ้พวกนักวิชาเกินสำนักต่างๆ ได้รึ?

333

pasit
Full Member

กระทู้: 249

“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……

ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 15:06:22 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ลุงทวารบาลส่งบทความมาให้ผมอ่าน เรื่อง ณ จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ อนาคตโลก ... อนาคตไทย (1) ที่เขียนโดย ยุค ศรีอาริยะ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2550 ซึ่งมันตรงกับใจผมที่กำลังจะเขียนเรื่องนี้พอดีเลยขอถือโอกาสบรรเลงแล้วกันครับ......
................................................................................................
"วันนี้ สภาวะวิกฤตธรรมชาติดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และก่อตัวขึ้นหลายจุดในโลกพร้อมๆ กัน ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอากาศร้อนจัดอย่างไม่เคยมีมาก่อน คนนับร้อยตายด้วยคลื่นความร้อนในยุโรป ประเทศญี่ปุ่นก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ประชาชนจีนต้องเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ดูราวว่า ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้มนุษยชาติรับรู้เสมือนอยากสื่อบอกเราว่า“วิบัติภัยครั้งใหญ่ และรุนแรงอย่างยิ่ง กำลังใกล้มาถึง”

ในยามที่ธรรมชาติตั้งเค้าวิกฤตใหญ่ วิกฤตเศรษฐกิจ (วิกฤตน้ำมัน และ วิกฤตค่าเงินดอลลาร์) ก็ก่อขยายตัวขึ้น ในขณะเดียวกัน ระบบการเมืองก็วิกฤต เกิดสงคราม และการเข่นฆ่ากัน ผู้คนจำนวนหนึ่งมักจะเดินหลงทาง หลงเข้าสู่โลกแห่งสงคราม เข่นฆ่า และทำลายล้างกัน โดยที่ไม่มีใครสักคนเข้าใจว่า “การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาคือ อวิชชา”การฆ่า และการทำลายล้างกัน ยิ่งเพิ่มพูนกระแสแห่งวิกฤตให้รุนแรงขึ้นไปอีก ทางออกจากวิกฤตจึงยิ่งมืดมนลง

วันก่อนเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งโดยบังเอิญ ท่านเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ ที่ยังคงยืนหยัดในความเป็นลัทธิมาร์กซ์ ท่านนำเสนอแนวคิดว่า วันนี้ พวกเราต้องโค่นล้ม “ศัตรู” ซึ่งท่านหมายถึงบรรดาชนชั้นศักดินา ท่านยังหลงเชื่อ “ทฤษฎีซ้ายโบราณ” ที่ชอบสอนให้คนทำสงครามทางชนชั้นกัน และคิดว่าเมื่อโค่นล้มชนชั้น (ศัตรู) ลงไปแล้ว ท้องฟ้าจะสีทองผ่องอำไพ คนที่ศรัทธาอะไรอย่างสุดๆ ก็มักจะติดยึดกับความเชื่อของตัวเอง และคิดว่าสิ่งที่ตนเองเชื่อ จริงแท้แน่นอน เป็นสัจธรรมสูงสุด

ผมตั้งประเด็นถามว่า“ถ้าประชาชนโค่นชนชั้นศักดินาลงไป แล้วบรรดานายทุนก็จะขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน คนยากจนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงๆ หรือ”

ความจริงตามหลักทฤษฎีมาร์กซ์แล้ว ชนชั้นกรรมาชีพต้องโค่นล้มชนชั้นนายทุน เพราะบรรดานายทุนคือ “ศัตรู” ที่สำคัญที่สุดของชนชั้นกรรมาชีพ สำคัญมากกว่าบรรดาศักดินาเสียอีก เนื่องจากชนชั้นนายทุนคือ ชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดชนชั้นกรรมาชีพโดยตรง

แต่ที่แปลกอย่างยิ่งกว่านี้คือ เพื่อนผมคนนี้ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพ แต่กลับศรัทธานายทุนเอามากๆ โดยเฉพาะนายทุนที่โคตรโกง อย่างเช่นคุณทักษิณ

วันก่อนไปสอนหนังสือปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า“ทำไมกรรมการสิทธิมนุษยชนท่านหนึ่งจึงไปยืนอยู่ข้างผู้ที่มีประวัติในด้านสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายที่สุด เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ประเทศไทย”

ผมตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ท่านอาจจะจงเกลียดจงชังเผด็จการทหารเอามากๆ” ผมกล่าวถึงเรื่องนี้ ไม่ได้หมายความว่าบรรดาเพื่อนๆ ผมจำนวนหนึ่งที่ไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการคนรักทักษิณคิดผิด หรือกระทำผิด เขากระทำอย่างเชื่อมั่นด้วยหลักคิดและทฤษฎีที่ช่วยยืนยันว่าที่พวกเขากระทำนั้นถูกต้อง (ตามจุดยืน และทฤษฎีที่พวกเขาหลงเชื่อ)

คนยึดทฤษฎีแบบซ้ายเก่าๆ และแนวคิดต้านเผด็จการทหารแบบเก่าๆ จึงมักมีบทสรุปง่ายๆ ว่า “ศักดินา” มีค่าเท่ากับ “เลวทราม” และ “ล้าหลัง” และ “ทหาร” มีค่าเท่ากับ “เผด็จการ”

ผมบอกนักศึกษาว่า ทฤษฎีเก่าๆ แบบนี้ แม้จะมีหลักการที่ดูดี แต่มีความจำกัดอยู่มาก จุดอ่อนที่สำคัญคือการนำเสนอหลักคิดในการอธิบายโลก แบบดำขาว ดีชั่ว ตายตัว และง่ายไป

ทฤษฎีพื้นฐานที่ผมใช้ในปัจจุบันคือ ทฤษฎี CHAOS ถ้าแปลเป็นภาษาไทย น่าจะแปลว่า ทฤษฎีพลวัตที่พลิกผัน ทฤษฎีนี้มีหลักคิดพื้นฐานว่า ทุกหน่วยชีวิต รวมทั้งระบบสังคม มีความซับซ้อน และความพลิกผันเป็นพื้นฐาน ในยามที่สังคมเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่าน สภาวะวิกฤต หรือความพลิกผันจะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ตำแหน่งแห่งที่ หรือสภาวะชนชั้น และชั้นชน ตลอดจนความสามารถในการแยกแยะถูกผิด ดีชั่ว สับสนไปหมด

บรรดาผู้คนที่เป็นนายทุนศักดินาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพวกหัวเก่าล้าสมัยเสมอไป พวกเขาอาจจะหันไปสนใจปัญหาใหม่ๆ อย่างเช่น การคำนึงถึงเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม และวิกฤตวัฒนธรรมอย่างมากๆ

บรรดาทหารในยุคนี้ก็กลัวจะถูกหาว่าเป็น “เผด็จการ” อย่างมากๆ จนทำอะไรไม่ถูก และที่สำคัญการรัฐประหารครั้งนี้พลังที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอำนาจของทหารคือ ทุนศักดินา และชนชั้นกลางที่ขัดแย้งกับฝ่ายทักษิโณมิกส์ ทั้งทุนศักดินาและชนชั้นกลางก็ล้วนปฏิเสธ หรือไม่สนับสนุนที่จะให้การเมืองไทยกลับสู่ยุคเผด็จการทหารอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ในยุคโลกาภิวัตน์ ฐานะชนชั้นในระบอบเศรษฐกิจการเมืองก็พลิกผันไปอย่างมาก อย่างเช่น บรรดา CEO ซึ่งมีฐานะเป็นลูกจ้างบริษัทขนาดใหญ่ บรรดานักกีฬาฟุตบอล และนักแสดงที่โด่งดังซึ่งมีค่ายสังกัดแน่นอน แม้จะมีฐานะเป็นลูกจ้าง หรือผู้ขายแรงงาน อาจจะร่ำรวยกว่าบรรดานายทุนเสียอีก

บรรดานักธุรกิจนายทุนจำนวนมากก็เลิกคิดเป็นนายจ้างหรือนายทุนที่หากำไรจากการจ้างงานไปแล้วเพราะสามารถเล่นหุ้นและเล่นเงินแบบเก็งกำไร จนกลายเป็นนักเล่นการพนันประเภทหนึ่งซึ่งสามารถทำกำไรมากกว่าการลงทุนอุตสาหกรรม

นี่คือ สภาวะโลกในยุคปัจจุบันที่พลิกผันอย่างยิ่ง ที่สำคัญ ทฤษฎี CHAOS เสนอว่า บรรดาระบบสังคมที่พลิกผันอย่างยิ่งจะเคลื่อนตัวแบบไม่เป็นเส้นตรง แต่จะสวิงตัวแบบสุดๆ กลับไป กลับมา สวิงไปทางซ้ายสุด แล้วก็หวนกลับมาทางขวาสุด สิ้นช่วงอำมาตยาธิปไตยแล้ว ประชาชนไทยก็จะได้เผชิญหน้ากับระบอบประชาธิปไตยคอร์รัปชันอีก แล้วหลังจากนั้น เราก็ต้องช่วยกันโค่นระบอบประชาธิปไตยสกปรกกันใหม่ ถึงเวลานั้น ระบอบอำมาตยาธิปไตยก็มีโอกาสพลิกกลับมาใหม่อีก นี่คือ วงจรอุบาทว์ที่มักจะเกิดขึ้นในบรรดาประเทศโลกที่สาม ที่สวิงไป สวิงมา ไม่สิ้น ไม่สุด

วันก่อนไปกินข้าวกับเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เพื่อนตั้งประเด็นว่า “ผมไม่ขอยืนอยู่กับฝ่ายไหนทั้งนั้น ไม่ได้หรือ” ผมตอบว่า “ได้” และกล่าวต่อว่า “จริงๆ แล้วในยามวิกฤต มนุษย์มีอิสระ และมีทางเลือกมากมาย หรืออยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรก็ได้”ผมขยายความต่อว่า “ที่สำคัญ อย่ามองวิกฤตในแง่ร้าย เพราะไม่เช่นนั้น เราจะไม่เห็นคุณค่าของวิกฤต”

ทฤษฎี CHAOS จะมองว่า วิกฤตเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง แต่เราต้องรู้จักเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่สำคัญ “วิกฤต” สอนให้เราคิด คิด และคิด...........เพื่อหาทางออก ออกจากวัฏจักรที่ไร้ทางออก

ผมอธิบายให้เพื่อนฟังต่อว่า “ในช่วงวิกฤต การเป็นอิสระ ไม่เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เราสามารถคิดค้นหาทางออกได้โดยไม่ติดยึดอยู่กับความเชื่อ ผลประโยชน์ และจุดยืนที่จำกัดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เมื่อเราต้องเผชิญทางตัน การคิดค้นใหม่ๆมีค่าอย่างยิ่ง แต่ถ้าจะคิดสิ่งใหม่ๆ ได้ ก็ต้องกล้ารื้อทิ้งจุดยืน ทฤษฎี และความเชื่อเก่าๆ ก่อน”

นอกจากนี้ โลกในยามสงคราม (วิกฤตที่รุนแรง) มักจะเกิดทางเลือกสายใหญ่อยู่ทางหนึ่ง แต่ผู้คนมักมองไม่เห็น หรือไม่เห็นค่า นี่คือ เส้นทางสู่สันติภาพ อย่างเช่น ในช่วงสงครามเวียดนาม นักศึกษาอเมริกันหันมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพ

พวกเขาก้าวผ่านความเชื่อเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นและสงคราม และกลับหันมาเชื่อว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าผิวพรรณใด ชนชั้นใด ประเทศไหน ต่างก็คือเพื่อนร่วมชะตากรรม หรือเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น “ชุดความคิดที่หลงใหลในสงครามและการต่อสู้ทางชนชั้น” กับ “ชุดความคิดที่หลงเชื่อในเรื่องสันติภาพ” คือสองชุดความคิดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โลกทุกวันนี้ ยิ่งกระแสโลกเคลื่อนตัวสู่ “วิกฤต” และ “สงคราม” ความเชื่อเรื่องสันติภาพ ก็ได้แพร่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว และทั่วโลก ผู้คนเริ่มตระหนักว่าการใช้ความรุนแรง หรือสงครามอาจจะไม่ใช่ “คำตอบ” หรือ “ทางออก”

แนวทางสันติภาพจะนำเสนอว่า มนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าชั้นชนใด ล้วนคือเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น และต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันทั้งหมด อย่างไม่มีทางเลือก
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตใหญ่ทางธรรมชาติที่รุนแรงอย่างยิ่ง
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม และวัฒนธรรมร่วมกัน
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตสงครามซึ่งกำลังขยายตัวแบบก้าวผ่านพรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตความยากจน และความอดอยาก

ในกรณีหลัง ดูราวว่าเฉพาะคนจนๆ เท่านั้นที่ต้องเผชิญวิกฤตความยากจน แต่อย่าลืมไปว่า เมื่อบรรดาคนจนอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต้องลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และช่วงชิงความมั่งคั่งจากบรรดาคนรวย

กล่าวโดยสรุป มนุษยชาติทุกคนกำลังจะต้องเผชิญวิกฤตใหญ่หลายวิกฤตพร้อมๆ กัน และร่วมกัน นี่คือ ชะตากรรมร่วมของมนุษยชาติ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเกิดในชนชั้นใด มีผิวพรรณสีใด อยู่ในประเทศไหน และมีจุดยืนอย่างไร เวลานี้ ทุกสภาวะวิกฤตที่กล่าวข้างต้นกำลังอยู่ในช่วงขยายตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ระบบสังคมทั้งระบบก็จะเกิดการพลิกผันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้มนุษยชาติก้าวสู่ช่วงประวัติศาสตร์กลียุคใหญ่ หรือ CHAOS ใหญ่ ที่กำลังก่อตัวขึ้น ณ จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์คือ ช่วงจังหวะที่เกิดสภาวะวิกฤตหนักหน่วง และพลิกผันอย่างสุดๆ เรากำลังก้าวย่างถึงจุดๆ นั้น นี่คือ ชะตากรรมร่วมของมนุษยชาติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

pasit
Full Member

กระทู้: 249

“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 16:24:15 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ที่จริงสิ่งที่ยุคคิดและเขียนนั้น ผมก็คิดเหมือนกันแต่ไม่ได้ลงมือเขียน ผมเห็นว่าในเมื่อสมัครมันกล้าหาญที่จะประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะพิทักษ์ปกป้องทักษิณและสิ่งที่รัฐบาลทักษิณกระทำมาในอดีตโดยไม่ปิดบังอำพรางทัศนะ นี่ก็แสดงว่ามันต้องมีดีหรือมั่นใจอะไรบางอย่าง ผมลองสมมติว่าถ้าตัวเองเป็นทักษิณจะทำอย่างไร บอกได้เลยว่าผมจะทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ อะไรจะเกิดขึ้นถ้ารัฐบาลชุดต่อไปมีพรรคนอมินีเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ? และเหตุผลที่จะต้องชนะให้ได้ก็เพื่อ

๑.ดริสเครดิตคมช.และการยึดอำนาจ
๒.เล่นงานคืนคมช.และหน่วยงานที่คมช.ตั้งขึ้น
๓.ดิสเครดิตรัฐบาลสุรยุทธ์
๔.ล้มคดีความของตัวเองและพรรคพวกทั้งหมด
๕.ปูนบำเหน็ดพลพรรคและรากหญ้าที่ยังจงรักภักดีกับระบอบทักษิณ
๖.มือขวาและองค์รักษ์ในอดีตทั้งหมดจะได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
๗.พวกฝ่ายพันธมิตรจะถูกเช็คบิล
๘.องค์มนตรีอย่างพลเอกเปรมจะอยู่ยาก
๙.สถาบันสูงสุดจะถูกทดสอบอีกครั้ง
๑๐.พวกคนเดือนตุลา เอ็นจีโอ ที่อยู่ตรงข้ามกับระบอบทักษิณจะอยู่ลำบาก
ฯลฯ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

pasit
Full Member

กระทู้: 249

“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 16:32:27 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
สำหรับพวกตุลาชินที่ยังจงรักภักดีกับทักษิณ ถึงขนาดกล้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงจูบปากกับไอ้หมักได้ก็คงจะต้องพูดกันจริงๆเลยว่าคนเหล่านี้ได้เป็นผู้ทรยศกับดวงวิญญาณวีรชนเดือนตุลาและพื้นที่สำหรับคนเดือนตุลาก็ไม่มีที่อยู่ที่ยืนสำหรับคนอย่างพวกเขาอีกแล้ว พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะมายืนเสนอหน้าในงานรำลึกเดือนตุลาในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้

สำหรับพวกที่เคยอาศัยอยู่ใต้ร่มธงไทยรักไทยและปัจจุบันนี้มีนายสมัครมาถือธงนำ ก็อยากจะขอให้แยกตัวออกมา หรือถ้าหากมีพวกเราที่รู้จักอยู่ ก็ขอให้เตือนกันว่าให้ถอนตัวออกมาเสีย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 สิงหาคม 2007, 10:54:13 AM โดย pasit » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

Emptiness
Newbie

กระทู้: 22

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #3 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 18:51:58 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ยังบอกได้อยู่หรือลุง เห็นบอกกันมาตั้งนานแล้ว
ยิ่งบอก ยิ่งเตือน ดูเหมือน(จริงๆ) จะถลำลึกกว่าเก่าอีก จริงม๊ะ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

Vinyuchon
Hero Member

กระทู้: 932

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #4 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2007, 21:21:38 PM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------

เตรียมรบเต็มอัตราศึกนั้นคือวินัย แม้จะรู้ว่า "ปากหมา ตายเพราะปาก" แต่ก็อย่าได้ประมาทไดโนเสาร์เฒ่า แค่จูบปากก็ขยะแขยงเต็มแก่ ขนาดเป็นผู้นำพรรคฯที่ยังไม่รู้ทิศทางว่าจะช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้อย่างไร? คิดอย่างเดียวว่าจะอุ้มไข่เน่า แค่นี้ก็รู้สึกอายแทนบรรดาตุลาชนที่...เสียจนชิน น่าอายจริงๆ "หมัก" เป็นหัวหน้าพรรคฯต่อไปเป็นนายกฯ ทนอยู่ได้อย่างไร?ทำไมรากเหง้าของความจังไรมันชั่งหยั่งลึกเสียจริง..

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 สิงหาคม 2007, 23:10:32 PM โดย Vinyuchon » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------------------------------
สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..

pasit
Full Member

กระทู้: 249

“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……

Re: ถึงเวลาแล้วที่ต้องชักธงรบ
« ตอบ #5 เมื่อ: 28 สิงหาคม 2007, 11:29:35 AM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ชักธงรบที่ผมว่าคือต่อไปนี้พวกเราที่มีอยู่ทั่วประเทศจะต้องไปบอกกับมิตรสหายของเราว่าเป็นที่แน่นอนชัดเจนแล้วว่า ณ วันนี้มีพรรคการเมืองหนึ่งที่ชื่อว่าพรรคพลังประชาชน ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนแล้วว่าจะเป็นตัวแทนของระบอบทักษิณและจะทำทุกอย่างเพื่อแผ้วปูทางและฟอกย้อมให้นายทักษิณ กลับมาเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ยิ่งถ้าสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พวกเขาก็จะใช้อำนาจรัฐรื้อฟื้นบิดเบือนทุกเรื่องราวที่ผ่านมา การคอร์รัปชันโกงกินขนานใหญ่ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ระบอบเงินเป็นพระเจ้าจะกลับคืนมา ประชาชนจะเป็นได้เพียงรากหญ้าที่รอคอยการเหยียบย่ำจากพวกนายทุนนายเงินหน้าเลือด

พวกคนที่เคยเป็นอดีตนักสู้จำนวนหนึ่งได้ทรยศต่ออุดมการณ์อย่างชัดเจนด้วยการผสมพันธุ์กับนายสมัคร ถึงขนาดกล้าบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างไร้ยางอาย ผู้คนเหล่านี้มิตรสหายในชนบททุกแห่งจะต้องได้รับรู้

มีสหายผมหลายคนในแถบภาคกลางโทรศัพท์มาชักชวนผมว่าให้เข้าร่วมขบวนการต่อต้านเผด็จการคมช.และได้พยายามอธิบายทฤษฎีทางสังคมแบบซ้ายเก่าๆ และแนวคิดต้านเผด็จการทหารแบบเก่าๆ และมีบทสรุปง่ายๆให้ผมว่าไปเข้าข้างศักดินาและเห็นด้วยกับพวกทำรัฐประหาร(เผด็จการทหาร)

ผมบอกสหายคนนั้นว่าความคิดของคุณมันตายตัวและห่างเหินข้อเท็จจริงเกินไป และผมก็ไม่เข้าร่วมกับขบวนการอะไรพวกนั้นอย่างแน่นอนและจะรณรงค์ไม่ให้คนไปเลือกพรรคตัวแทนของระบอบทักษิณที่มีสมัครและพวกหัวโจกตุลาชินผู้ทรยศเป็นแกนนำ

สถานการณ์แบบนี้ผมคาดเดาว่าในการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธ.ค.นี้จะเละตุ้มเป๊ะ จะมีการซื้อสิทธิขายเสียงกันขนานใหญ่ กลโกงทุกรูปแบบจากทุกฝ่ายจะถูกนำมาใช้ ทุกพรรคการเมืองจะทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ประชาชนจะตกเป็นเหยื่ออันโอชะให้กับนักการเมือง เงินจะสะพัดไปทุกหย่อมหญ้า นอมินีของไทยรักไทยจะทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ ระบอบรัฐสภาจะวุ่นวายภายหลังการเลือกตั้งเพราะผลประโยชน์แบ่งกันไม่ลงตัว

นี่เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการก่อเกิดพรรคนิเวศน์ประชาธรรมของภาคประชาชน ปัจจุบันนี้มีประชาชนจำนวนหนึ่งผิดหวังไร้ทางออกต่อสภาวะทางการเมืองและขาดความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองที่กำลังสำแดงตัวตนอยู่ในเวลานี้

Mr.DogGiie

ต๊อแต๊นะครับ

นกปิศาจ

เขาเรียกว่า โง่แล้วอวดฉลาด การกระทำการลบหลู่ธงชาติที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 118 นั้น ต้องไปดูพรบธง 2522 ด้วย

มาตรา 5 ธงที่มีความหมายถึงประเทศไทยและชาติไทย ได้แก่

(1) ธงชาติ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 6 ส่วน ยาว 9 ส่วน ด้านกว้างแบ่งเป็น 5 แถบตลอดความยาวของผืนธง ตรงกลางเป็นแถบสีน้ำเงินแก่กว้าง 2 ส่วน ต่อจากแถบสีน้ำเงินแก่ออกไปทั้งสองข้างเป็นแถบสีขาวกว้างข้างละ 1 ส่วน ต่อจากแถบสีขาวออกไปทั้งสองข้างเป็นแถบสีแดงกว้างข้างละ 1 ส่วน ธงชาตินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธงไตรรงค์

มาตรา 53 ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อธงตามมาตรา 5 หรือมาตรา 6 ดังต่อไปนี้

(1) ประดิษฐ์รูป ตัวอักษร ตัวเลข หรือเครื่องหมายอื่นใดในผืนธง รูปจำลองของธง หรือในแถบสีธง นอกจากที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
(2) ใช้ ชัก หรือแสดงธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงอันมีลักษณะตาม (1)
(3) ใช้ ชัก หรือแสดงธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงไว้ ณ ที่หรือโดยวิธีอันไม่สมควร
(4) ประดิษฐ์ธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงไว้ ณ ที่หรือสิ่งใด ๆ โดยไม่สมควร
(5) แสดงหรือใช้สิ่งใดๆ ที่มีรูปธง รูปจำลองของธง หรือมีแถบสีธงอันมีลักษณะตาม (4) โดยไม่สมควรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รูปที่เอามาโชว์นั้นจึงเป็นการประจานความไม่รู้ ไม่ศึกษา ไม่ใฝ่ค้นคว้าหาข้อมูลของผู้เขียน ที่เป็นมาตั้งแต่ฝึกทำข่าวใหม่ๆที่มติชน และโดนบก.ปราชญ์ของทักษิณจ้องจะขย้ำ

ร้อยโฉบ

บรรดาพวกคนตุลากลายพันธุ์ที่ชิงชังสถาบันกษัตริย์เข้าเลือดนั้น กลืนน้ำลายตัวเอง ร่วมมือกับกลุ่มทุนอันมีทักษิณเป็นตัวแทน และฝันลมๆแล้งๆว่า เมื่อไหร่ล้มสถาบันกษัตริย์ได้ อำนาจทางการเมืองจะอยู่ในมือพวกตน และพวกตนก็จะทำให้ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดยที่แกล้งลืมสัจจธรรมไปว่า นายทุนก็คือนายทุน นายทุนที่เข้าสู่การเมืองนั้น ก็ด้วยการลงทุน และนายทุนนี่แหละ กลับเป็นตัวร้ายกาจกว่าอำาจเก่าอย่างศักดินามากมายหลายเท่านัก ว่าไปแล้ว ความผิดพลาดของ คมช.ในการยึดอำนาจที่ผ่านมา คือการไม่กล้าขุดรากถอนโคนทันที ผมขอให้เป็นบทเรียน และเชื่อว่า การแตกหักที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในไม่นานนี้ ต่างล้วนต้องกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เพราะเดิมพันสูงมาก แดงเก่าอย่างผมขอช่วยศักดินาล้าหลังอีกคน

บังวิน

สื่อสมัยนี้มันยุค สื่อมวลชนสื่อมวลสัตว์ เสียแล้วครับ เห็นรูปธงชาติไทย บนหน้าท้องน้องคนนั้นดูแล้วสยดเสยียวครับ
ขอให้ท่าน วีระ สมความคิด รีบร่างคำฟ้องทันที่เลยครับ เล่นเอาธงชาติมาพาดหน้าท้องกันอย่างนี้ คงปล่อยไว้ไม่ได้ละครับ
ดูแล้วมันทุเรศทุรังจริงๆ อย่าลืมชวนท่านทูตประจำอังกฤษมาเป็นพยานด้วยนะครับ
พวกนี้มันพวกใหนกันนะครับ มันเขียนว่ากู้ชาติ ก็ไม่รู้ว่ามันจะกู้หรือจะทำลายชาติกันแน่

ddd

เรื่องละเอียดอ่อนของการเสนอข่าวเนปาลนั้นคือ ประเทศไทยยังมีระบบกษัตริย์ คนส่วนใหญ่ยังเคารพและเถิดทูนระบบกษัตริย์อยู่ การเสนอข่าวการล้มระบบกษัตริย์ ย่อมกระทบความรู้สึกคนส่วนใหญ่ในชาติ

เปรียบกับเหมือนมีคนมาว่า พ่อแม่หรือคนในครอบครัวเรา เราจะกระทบกระเทือนไหม???

หรือ เวลาเห็นข่าว คนทิ้งลูกตนเอง เรากระทบกระเทือนไหม ???

การอ้างเสรีภาพในการนำเสนอข่าวนั้นเป็นเพียงส่วนเดียว ต้องมีองค์ประกอบคือความรับผิดชอบภายหลังการนำเสนอด้วย

สื่อใดที่มี 2 สิ่งนี้ สื่อนั้นคือสื่อของสังคมและคนในชาติอย่างแท้จริงครับ

รักชาติศาสกษัตริย์

ไม่เข้าใจทำไมคนไทยส่วนหนึ่งจึงมืดบอด ให้นายแป๊ะลิ้มจูงจมูกอยู่ได้ น่าเบื่อ
กรณีนี้คิด โดยตรรกะ ชี้ชัดว่านายแป๊ะลิ้มดึงเอาสถาบันเบื้องสูง มาเป็นเครื่องมือ ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เพราะสถาบันฯนี้ ไม่เคยให้สิ่งไม่ดีกับราษฎรผู้ใด บุคคลผู้ดึงเอาสถาบันฯนี้ มาทำให้เกิดผลร้ายกับผู้หนึ่งผู้ใด บุคคลผู้นั้นสมควรถูกประนามว่าเป็นผู้ดูหมิ่นเหยียบย่ำสถาบันฯนี้ ชั่วช้าเลวทราม ประชาชนสมควรประชาทัน แป๊ะลิ้ม ทันทีที่เห็น บุคคลที่ร่วมสังฆกรรมกับแป๊ะลิ้ม ก็ถือว่าร่วมสนับสนุนให้เกิดการดูหมิ่นดูแคลสถาบัน ก็เลวเช่นกัน

ฉันเป็นคนบ้าในสังคมป่วย

ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจครับ การให้ความเห็นของคุณคำนูณกับกรณี ASTV กับช่อง 11 กรณีรายงานข่าวเนปาล และกรณีภาพข่าวแฟนบอลอังกฤษถือธงชาติ

เดิมผมเข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยมีเหนือแผ่นดินประเทศไทยเท่านั้น

หลายคนในประเทศนี้มีความคิดความเชื่อว่า ข่าวคราวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ทั้งปวงของนานาชาติเกือบสามสิบประเทศทั่วโลก ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนชอบกล คือการรายงานข่าวต่างประเทศตามปกติเรื่องการเลือกตั้งของประเทศเนปาลกับประเด็นนโยบายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของเนปาลเป็นเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง

สมมตินะครับสมมติ ถ้าประเทศเนปาลมีมติให้เลิกสถาบันกษัตริย์ของประเทศเนปาลนะครับ หมายความว่าสื่อไม่สามารถรายงานข่าวได้ หรือถ้ารายงานข่าวได้ก็จะกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนั้นหรือครับ

ถ้าสมมตินะครับสมมติ สมเด็จพระราชินีหรือพระราชาของประเทศหนึ่งเกิดเสด็จสวรรคต (ตองกา) สื่อเรามีสิทธิรายงานข่าวได้ไหมครับ หรือถ้าเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งของประเทศหนึ่งเกิดมีกรณีลูกนอกสมรส (โมนาโก) แล้วสื่อมีสิทธิ์รายงานข่าวได้ไหมครับ

ทีนี้ สมมตินะครับสมมติ กรณีปักกิ่งเกมส์ 2008 กำลังจะเกิดขึ้น เขามีสารคดีแนะประเทศเขาตามแบบที่นิยมทำกันเพื่อหวังผลการท่องเที่ยว พอรายงานถึงประเทศจีนเคยเลิกระบบกษัตริย์ไปเมื่อราวเกือบศตวรรษก่อนก็จะกลายเป็นเรื่อละเอียดอ่อนกันอีกหรือครับ

การหมิ่นฯ ตามกฎหมายประเทศไทยครอบคลุมถึงการเสนอข่าวสารต่างประเทศของนานาชาติที่มีกษัตริย์ในปัจจุบันและทั้งที่เคยมีกษัตริย์ในอดีตด้วยใช่หรือไม่ครับ เพราะสถานการณ์ตอนนี้กลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกันไปหมดแล้วหรือครับ

ข่าวต่างประเทศไทยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก็เป็นการซื้อข่าวมาจากสำนักข่าวต่างประเทศไม่กี่แห่ง ปัญหาการแปลผิดแปลถูกหรือไม่ของสถานีโทรทัศน์ใดไม่เคยกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เว้นแต่เมื่อเกิดข่าวเนปาลกรณีนี้กับช่อง 11 ใหม่ ถ้าผู้สนใจประเด็นนี้จริงควรมีการตรวจสอบข่าวสารทั้งหมดเพราะอาจเกิดความเสียหายได้จากทุกสถานีโทรทัศน์ได้ไม่ต่างกัน

ในโลกข่าวสารยุคปัจจุบัน มีเหตุอันใดอันควรเชื่อว่าช่อง 11 จะไม่มีบุคคลากรที่รู้ภาษาอังกฤษดีพอจะแปลไม่ปิด แล้วผู้ที่กล่าวหาได้แปลหรือตรวจสอบต้นข่าวเปรียบเทียบกันแล้วหรือยัง มีจุดใดที่พอจะชี้ให้เห็นได้ว่ามีการแปลผิดจริง ได้มีการตรวจสอบการแปลเทียบเคียงกับสถานีข่าวอื่น และได้ปรึกษาผู้มีความรู้เฉพาะทางด้านการแปลแล้วหรือไม่ หรือทั้งหมดแค่มีใครสักคนหนึ่ง (ASTV) หยิบมารายงาน คุณคำนูณทั้งที่ไม่ได้ฟังข่าวด้วยตัวเองก็อภิปรายได้ต่าง ๆ นานา ทำลงไปได้นะครับ

กรณีธงชาติแฟนบอลอังกฤษนั้น เราก็ถือเป็นความผิดของเจ้าของสโมสรฟุตบอลที่เป็นคนไทยด้วยหรือครับ ถ้านานาชาติใช้หลักกฎหมายแบบนี้ ถ้ามีคนถือป้ายประท้วง free tibet บนทางเท้าที่กรุงเทพฯ ก็ต้องถือว่ารัฐบาลไทย และ กทม. ผู้ดูแลทางเท้าต้องรับผิดชอบการประท้วงต่อประเทศจีนละครับ รวมทั้งกงสุลจีนในประเทศไทย ประมาณนั้น

อำนาจอธิปไตยของรัฐไทยก้าวไปบังคับคนไทยในต่างแดนให้ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของปัจเจกชนอังกฤษ (ถือธงชาติไทย) ให้ต้องปฏิบัติตามอำนาจรัฐไทยได้ด้วยหรือครับ

อำนาจรัฐไทยบังคับว่าเป็นความผิดของสื่อที่รายงานข่าวสถาบันกษัตริย์ในเนปาลว่าละเอียดอ่อนหรือเข้าข่ายหมิ่นฯ ได้ด้วยอีกหรือครับ

นี่เป็นหลักคิดเดียวกับที่ คมช. ไม่พอใจเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากอังกฤษ ราวกับ คมช. คิดว่าตนเองเป็นคณะรัฐประหารรัฐบาลโลกกระนั้น

ตามหลักคิดแบบนี้ การรายงานข่าวผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เข้าข่ายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและหมิ่นฯ ด้วยละครับ เพราะสื่อไทยกำลังรายงานข่าวการเปลี่ยนแปลงประมุขรัฐที่ไม่เคยมีสถาบันกษัตริย์มาก่อน นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนตามหลักคิดนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ในทางกลับกันการรายงานข่าวทัศนคติของสังคมอังกฤษที่ไม่เชื่อการสืบสวนของสก๊อตแลนยาร์ดเรื่องการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่าว่าเป็นอุบัติเหตุ และความไม่ชอบในตัวนางคามิลลา ปาร์คเกอร์ โบล์ ก็อาจเข้าข่ายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนแล้วหมิ่นฯ ได้ทั้งสิ้นนะครับ เพราะเป็นการรายงานข่าวเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เข้ามาในการรับรู้ของสังคมไทยอยู่ดี

สังคมไทยแบบนี้กำลังสร้างโลกเสมือนจริงขึ้นมาควบคุมความคิดการกระทำของผู้คนให้รับรู้แต่ข่าวสารที่ถูกทำให้ไม่ละเอียดอ่อนและไม่เกี่ยวพันในทุกด้านและทุกทางอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ โดยมีคนกลุ่มหนึ่งทำตัวเป็นผู้รู้ดี (ASTV) ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เที่ยวไปตัดสินครอบคลุมไปถึงข่าวต่าวประเทศ หรือภาพคนต่างประเทศถือธงชาติไทยได้ว่า ทั้งหมดเป็นความผิดของคนไทยคนหนึ่งหรือรัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบในฐานะของเรื่องละเอียดอ่อนและหมิ่นฯ

ปลายเดือนพฤษภาคม จะมีการแข่งชิงชนะเลิศฟุตบอลสโมสรยุโรปที่ประเทศรัสเซีย แต่ผมสงสัยว่าการรายงานข่าวเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและหมิ่นฯ ได้เหมือนกันนะครับ ลองคิดดูสิครับนี่เป็นข่าวเกี่ยวกับประเทศรัสเซีย แล้วคิดดูสิครับประเทศนี้เคยล้มราชวงศ์โรมมานอฟมาเมื่อเกือยร้อยปีก่อน ปัจจุบันไม่มีกษัตริย์ นี่ก็ละเอียดอ่อน แล้วสโมสรฟุตบอลที่ชิงก็มาจากประเทศอังกฤษทั้งคู่ อังกฤษก็เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ การเสนอข่าวก็ต้องเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใช่ไหมครับ

ไม่รู้ว่ากรณีเพชรซาอุ เป็นเรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์ต่างประเทศ ที่ขโมยเป็นคนไทย คงรายงานข่าวไม่ได้เลยเพราะละเอียดอ่อนกว่า และตรงส่งผลถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่น่าพลาดเลยนะครับกับกรณีละเอียดอ่อนและหมิ่นฯ แบบนี้น่ะ

ถ้าสังคมนี้เชื่อตามนายคำนูณกับสถานี ASTV สมมตินะครับสมมติ ในโลกที่มีราว 200 ประเทศ มีกษัตริย์เกือบ 30 ประเทศ ถ้าในอนาคตเกิดมีประเทศหนึ่ง เช่น เนปาล เลิกการมีกษัตริย์ไป แล้วรายงานข่าวกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนแล้วหมิ่นฯ ต่อไปถ้าเกิดมี่กรณีแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีก กว่าสังคมนี้จะไม่มีทางรู้ข่าวเรื่องนี้เลย เวลาติดต่อกับคนต่างประเทศ เขาคงแปลกใจน่าดูว่าคนไทยยังอาศัยอยู่คนละศตวรรษกับโลกในวันนั้นนะครับ

แต่ถ้าคนไทยรู้ข่าวขึ้นมา ก็น่าสงสารว่าจะมีรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าหมิ่นฯ ไปทุกครั้งที่มีการรายงานข่าวต่างประเทศ เว้นแต่(ถ้าผมจำไม่ผิด ข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเนปาลมีมาตั้งแต่รัฐบาลสุรยุทธ์) เป็นรัฐบาลที่คุณคำนูณกับ ASTV ต้องการ ช่างสมเป็นอภิชนผู้ยิ่งใหญ่คับประเทศนี้จริง ๆ นะครับ

โถ ประเทศไทย

รักชาติศาสกษัตริย์

การเสนอข่าวของสื่อ ไม่ได้หมายความให้ผู้ชมทำตามข่าว เช่น เสนอข่าวข่มขืน ข่าวฆาตกรรม คงไม่ได้หมายความว่าให้ผู้ชมไปข่มขืนคนอื่นตามข่าว การเสนอข่าวเป็นการให้ข้อมูลที่ผู้ชมที่เป็นคนดีมีปัญญา ย่อมตระหนักที่จะนำไปอบรมสั่งสอนลูกหลานอะไรดีอะไรชั่ว อะไรเป็นสาเหตุ จะป้องกันแก้ไขอย่างไร ยกเว้นคนจิตใจต่ำทราม ที่จะคิดวางแผนไปข่มขืนคนข้างบ้านหลังดูข่าว แสดงให้เห็นความตำทรามของจิตใจผู้เปิดประเด็นเรื่องนี้ออกมาว่าการเสนอข่าวดังกล่าว จะเป็นการยั่วยุให้ประชาชนล้มล้างสถาบันฯ จิตใจมันต่ำทรามจริงๆ ชิงสุนัขมาเกิดจริงๆ มันเอาส่วนไหนคิด คนก็ยังไปเชื่อฟังพวกมันอีก แม้บางคนจะเรียนสูงก็ตาม สงสารประเทศไทยจริ๊งๆ

*-*

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกอยากเปลี่ยนสัญชาติแล้วหนีไปอยู่ประเทศอื่นจริงๆ

บ้านเมืองที่มีฝ้าเพดานอย่างนี้ตลอดเวลา เห็นทีจะป่วย

จิตตัง

การนำเสนอข่าวนี้ก่อให้เกิดความเสียหายประการใด ใครมีความรู้ช่วยอธิบายด้วยครับ สำหรับผมแล้ว ข่าวก็คือข่าว คือความเป็นจริงที่คนทั่วโลกเขารับรู้ ไม่มีแต่ประเทศไทยหรอกครับที่มีระบอบกษัตริย์ ประเทศอื่นๆ มีอีกหลายประเทศ และเขาก็คงนำเสนอข่าวนี้เป็นปกติ มีแต่ประเทศเรานี่แหละที่พอมีการนำเสนอข่าวแล้ว กลายเป็นเรื่องไม่ปกติ เพราะมีคนที่ไม่หวังดี พยายามป้ายสีให้เกิดความแตกแยกในสังคม

ตอบความเห็นที่ 13

ผมไม่คิด และไม่เชื่อจะมีใครจงเกลียดจงชังสถาบันกษัตริย์ อย่างที่คุณว่าหรอก คนไทยทุกคนรักและเทิดทูน สถาบันกษัตริย์ยิ่งชีวิต โดยเฉพาะคุณทักษิณที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นฯ นั้นผมกลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์มากกว่าพวกพันธมิตรและอีกหลายๆ คนที่กล่าวหาเขาว่าไม่จงรักภักดีเสียอีก

มันแปลกดีนะ

ทำไมคนที่เคารพสถาบันกษัตริย์จะรักทักษิณไม่ได้ น่าจะมีมากมายที่อยู่ในส่วนนี้ จะเอาเขาไปทิ้งไว้ไหน หรือบังคับเขาให้เลือกได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นอย่าได้แสร้งตีความผิดไปเลย การใส่ร้ายป้ายสีไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติเลย เลิกเสียที

triarrows

โถ่เอ๊ย!! มันก็แค่พรรคประชาธิปัตย์และเหล่าพันธมิตร แนวร่วมเผด็จการทั้งหลาย ที่ไม่ยอมใช้กฏหมายเข้าต่อสู้ทางการเมือง ไม่มีผลงานเป็นความชอบให้ประชาชนลงคะแนนให้ กำลังพ่ายแพ้ ไม่มีทางต่อสู้ ก็เลยไปคว้าเอาสถาบันเจ้าขึ้นมาเป็นอาวุธเข้าทำร้ายคู่ต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นตัวแทนและแนวร่วมของประชาชนประชาธิปไตย เหมือนคราวที่แล้ว ไปดึงเอาพวกพ้องเผด็จการทหาร เข้าปล้นเอาอำนาจอธิปไตยของปวงชนไป แต่เอาไปไม่รอด จึงวางหมากกลและแผนการณ์อันชั่วร้าย ทำทีเป็นคืนอำนาจให้แก่ประชาชน โดยจัดให้มีการเลือกตั้ง ภายใต้แผนการณ์ กติกา และกรรมการ ที่ตนได้วางไว้ หวังว่าเมื่อทำลายตัวแทนประชาชนแล้ว ประชาชนก็จะต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์พวกมัน เข้ามาใช้อำนาจของประชาชนเข้าปกครองประเทศ ซึ่งประชาชนก็รู้เท่าทัน แผนการณ์ชั่วร้ายที่พวกมันวางเอาไว้จึงต้องล้มเหลว บันได(ลิง) 4 ขั้น ที่สุมหัวกันร่างไว้ มีอันต้องหักสบั้บลง เพราะประชาชนเค้าไม่เลือกพวกมัน แต่ก็นั่นแหละ พวกมันยังไม่ยอมรับความจริงที่พ่ายแพ้นั้น กลับพยายามหาหนทาง มาแก้แค้น ประชาชน ด้วยการไปดึงเอาสถาบันเจ้า มาให้ร้าย หาเหตุ กล่าวโทษเอากับตัวแทนของประชาชน และแนวร่วมทางด้านสื่อ โดยหวังจะล้มรัฐบาลที่มาจากประชาชน ให้ได้ เพื่อพวกมันจักได้ เข้าครอบครองอำนาจ ผลประโยชน์ สูบเลือดเนื้อและกดหัวประชาชนได้ถนัด กรณ๊หาเหตุต่างๆที่พวกมันใช้ได้แก่ 1.เพียงแค่การไม่ยืนทำความเคารพโดยสงบ ของบุคคลเพียง 2 คน ก็ถูกพวกมันโยงใยเหมาเอาว่าเป็นพวกแนวร่วมฝ่ายประชาชน มีการชักใยสั่งการจากพรรคการเมืองตัวแทนของประชาชน ไปโน่นเลย. 2.กรณีการเสนอข่าวโดยปรกติของโทรทัศน์ ถึงความพ่ายแพ้ของระบอบกษัตริย์ในเนปาล ต่อ พรรคนิยมลัทธิเหมา และให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วโลกก็สนใจ ก็กลับถูกพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรแนวร่วมเผด็จการยึดอำนาจฯ. ไปผูกโยงหาเรื่อง กล่าวร้ายป้ายสี ให้พรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายประชาชนประชาธิปไตย จนได้ และ 3. กรณีธงชาติที่มีเชื่อทักษิณ ซึ่งแฟนบอล์ลชาวอังกฤษเอาเข้าไปเชียร์ทีมฟุตบอล์ลของพวกเขา เป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีและยอมรับทีมฟุตบอล์ลที่พวกเขาให้การสนับสนุน ที่บริหารโดยคนไทย อันเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของชาวตะวันตก ที่แสดงออกในการเชียร์กีฬา ก็ยังไม่พ้น พรรคประชาธิปัตย์กับพวกฯ. หยิบเอามาโจมตีเช่นเคย ทั้งนี้ก็หวังเพียงการล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชนเท่านั้น
เหตุความวุ่นวายทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา เวลานี้ ล้วนแต่เกิดขึ้นจากการสร้างกระแสเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวาย จากพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นแนวร่วมพันธมิตรของพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายสนธิและพวก ทั้งสิ้น เหตุการณ์ทั้งหมดเล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากแม้นพรรคประชาธิปัตย์จะใช้ความรู้ความสามารถที่พอจะมีอยู่บ้าง ในการทำหน้าที่โดยสุจริต รักษาระเบียบกติกา มีสภาเป็นเวทีการเมืองให้เล่น ก็ต้องเล่นในเวทีสภาฯ. และการกล่าวหาเรื่องธงเรื่องข่าวอันเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้มีอะไรที่จะเป็นความเสียหาย พรรคประชาธิปัตย์ก็อย่าไปดึงดัน ป้ายสี กล่าวหาโยงใยให้มองว่าเสียหาย เรื่องที่ควรทำกลับไม่ทำ หากพรรครัฐบาลมีการทุจริตเกิดความเสียหายแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่รวบรวมหาพยานหลักฐาน มาฟ้องร้องกล่าวโทษ อย่างนี้ ประชาชนต้องเชียร์พรรคประชาธิปัตย์แน่เลย หรือการเสนอกฏหมายหรือนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเช่นกัน และการต่อสู้เพือเอาชนะทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะสง่างาม มีคุณค่า และประเทศชาติก็จะไม่แตกแยกวุ่นวายเช่นทุกวันนี้ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมละเลิกการกระทำที่น่าอดสูเช่นทุกวันนี้ ก็จงรอวันวิบัติ สุดท้ายของพรรคได้เลย และอย่าได้คิดว่าจะนำเอาอำนาจเผด็จการมาใช้กับประชาชนได้อีกต่อไป .... ไม่รู้เหรอ นี่มัน พ.ศ.ไหนแล้ว .....

ojkน่าคิด

ประชาไทและฟ้าเดียวกัน...คือรถบรรทุกดวงตา...ข้อมูล...ข่าวสาร..ความจริง..และความใฝ่ฝันของคนไทย.....ที่อดอยากหิวโหยสัจธรรมมานานแสนนาน

แล่นไปเถิดประชาไทลฟ้าเดียวกัน...แล่นไปแจกจ่ายดวงตา...ข้อมูล...และทางออก

จะไม่มีการเสียเลือดเนื้อมากนัก...หากสัจธรรมถูกมวลชนยึดกุมได้แล้ว....เหมือนเนปาล....แค่ลงประชามติ...หรือเลือกตั้ง...

พรรคที่มีนโยบายไม่เอาจ้าวโลก...ก็ชนะอย่างท่วมท้น....ทำให้ไม่เสียเลือดเนื้อ....ทำให้กลุ่มนิยมเจ้า ลูกมือลูกตี น ปลุกผีไม่ขึ้น

ประชาไทและฟ้าเดียวกัน..ได้โปรดช่วยชีวิตคนไทยด้วยการไขข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ลับๆ ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากนักบุญคนนั้น...ให้มากที่สุด

ประชาชนจะได้พากันตาสว่างถอนตัวออกจากการที่จะต้องพูดว่า "เรายอมตาย เพื่อนายลวง"เสียที

(ต่อ)

โดยทั่วไป คนมักมองว่า "คนกลุ่มต่างๆใช้สถาบันเทวดาเป็นเครื่องมือ"

แต่คุณลองมองกลับดูซิครับ "สถาบันเทวดานั่นแหละ เอาคนกลุ่มต่างๆเป็นเครื่องมือ" มองย้อนกลับ...มองแบบเอากระจกส่องมอง..จะเห็นชัดแจ๋ว

คนที่ถูกสถาบันเทวดาใช้เป็นเครืองมือได้แก่

1.ทหาร สถาบันเทวดาต้องมีทหารค้ำบัลลังค์...พระเจ้าตากสินพระองค์ทรงทราบด้วยชีวิต

2.พราหณ์ กวี นักบวช อำมาตย์ ที่ปรึกษา

3.ไพร่-ทาส สำหรับสร้างผลผลิตให้สถาบันเทวดาเอาไปอยู่กินในครอบครัวเทวดา...สาธารณูปโภคเพิ่งจะมีไม่นานมานี้..มีหลังจากฝรั่งเข้ามาบอกว่า..นี่มัน.สถาบันเทวดาหรือสถาบันโจร

นั่นคือภาพในอดีต...เชื่อมปัจจุบัน

พศ.2551 กลุ่มคนต่างๆ ...ต้องถูกสถาบันเอาไปใช้ประโยชน์เยอะมา.....มีหลายชั้นเชิง...กว่าจะรู้ว่า..สถาบันเทวดาอยู่เบื้องหลัง...ก็ผ่านนอมินี...จากเปรม..สู่ขุนทหาร..สู่กอรมน ฯลฯ

ด้านเศรษฐกิจ..สนง.ทรัพย์...ธ.ไทยพานิด...กุหลาบแก้ว..ลัดดาวัลย์ฯลฯ

ด้านมวลชนก็ผ่านสุเมธ..ประเวศ...ชัยอนันต์...พันธมิตร...ฯลฯ

คนที่ถูกสถาบันเทวดาลากไปใช้ประโยชน์เยอะมาก

ดังนั้น ต้องทำในสิ่งที่สถาบันเทวดากลัวที่สุด "คือความจริง"

ไม่ต้องไปด่าสถาบัน...ไม่ต้องนั่งเวลามีเพลง...ไม่ต้องเอาทหารไปจัดการ...ไม่ต้อง...ทำอะไรใช่งินทองมากนัก....

ใช้ความจริง...ความจริง...เท่านั้น..ไม่ต้องเสียเวลาเสียเลือดเนื้อแบบ ทปท....เผยแพร่ความจริงให้เร็วที่สุด...1-2 ปีได้ผล

ความจริงจะปรากฏผ่าน..ภาพถ่าย ...เวป...ซีดี...ใบปลิว...หนังสือเล่ม....การพูดคุย...ในบ้านเรือน...ในตลาด....ฯลฯ

ความจริงจะปรากฎตลอดเวลา

ขอประชาไท...เร่งขยายความจริง...โดยเวปประชาไทนี้...คือ"รถบรรทุกความจริงที่ทรงพลังมาก"

สร้างรถบรรทุกแบบนี้อีกสัก 2-300 คันนะครับ

ไทยเสรี

เมื่อไหร่ชาวบ้าน คนรากหญ้า รับรู้ข่าวสาร จนกระทั่งมีอิสระในความคิด มันจะเป็นอันตรายต่อพวกพันธมิตรและศักดินาสามานย์ นี่ก็เป็นการดิ้นอีกเฮือก

อ้อเล็ก

ความคิดเห็นที่ 21

-----------
แหม...........

อ่านแล้ว ขนลุก

กู

เว็บนี้หรือที่มีคนสนับสนุน ไอ้โชติศักดิ์ อ่อนสูง ไอ้เหี้ยมึงไม่เคารพมึงไม่ผิด เพราะมึงชิงหมามาเกิด

หวังดี

กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะะเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

และห้ามใช้คำที่คลุมเครือต่อไปนี้...พ่อของทุกคน...อายบอด...น้องฆ่าพี่...ศักดินาใหญ่....ไอ้โม่ง....เถ้าแก่ใหญ่...พี่ก้าว....คิงโพดำ...ยักษ์ผลุบโผล่...ยักษ์ตาเดียว...ศิลปินใหญ่..พ่อของเปรม ฯลฯ

ซึ่งเป็นถ้อยคำกำกวม...ไม่ชัดเจน...ตีความยาก....ไม่รู้หมายถึงใคร

ไท

พวกสื่อคงคิดว่าประชาชนชาวไทยยังโง่อยู่เหมือนกับปี 2490 และสามารถครอบงำได้

ไท

พวกสื่อคงคิดว่าประชาชนชาวไทยยังโง่อยู่เหมือนกับปี 2490 และสามารถครอบงำได้

ดช. เฟียม

[emo27.gif][emo27.gif]ขอให้เฮียตองดี(คห.14)แสดงความเห็นต่อ คห.17 , คห.23 หน่อยจ้ะ........ผมกะลังทานยาแก้ท้องอืดตรากระต่ายคู่รอฟังอยู่..................รักนะเด็กโง่[emo29.gif]

ทำดีได้ดี

ก่นที่จะว่าคนนั้นไม่ดีคนนี้ไม่ดีทำไมไม่ดูตนเองก่อนว่าดีแค่ไหน [emo3.gif]

เสรีชน 49

เราเป็นประเทศหนึ่งบนโลกนี้น๊ะครับ....

และเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุกข์....
เพราะฉะนั้นการที่เราเป็นประชาธิปไตย เป็นสังคมเปิดเราจึงบริโภคข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ มากมาย และข่าวสารที่สื่อถึงกันก็มีอิทธิพลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศษฐกิจ สังคม และการเมือง....

แล้วมันเป็นยังไงล๊ะครับกับการเสนอความจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี่.... หรือเราต้องการเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว เพื่อเจตนาปกปิดหรือบิดเบือนข่าวสารอีกครึงนั่นเขาคิดว่าสามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือหรือ....

เขา(สื่อบางค่ายและนักการเมือง ขุนนาง) พยายามเชื่อมโยงการเสนอข่าวปกติที่เกิดขึ้นที่ไหนในโลกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสละราชสมบัติไม่ว่าจะมีชื่อคนที่คนบางกลุ่มเกลียดบนธงชาติในสนามฟุตบอลต่างประเทศ.... เพียงเพื่อต้องการทำลายล้างคนบางคนและพรรคการเมืองบางพรรค....

ผมไม่เชื่อว่าคนพวกนี้ทำด้วยความบริสุทธิใจ มีความจริงใจในความจงรักภักดีต่อชาติและพระมหากษัตริย์....

ถ้าจริงใจ ต้องฟ้องพันธมิตรฯ ที่เอาธงชาติไปทำฉากเวทีประท้วงพร้อมเขียนข้อความทับลงไป....

เขาคิดว่าข่าวที่กษัตริย์เนปานทรงสละราชสมบัติจะเป็นตัวแบบให้เกิดลัทธิเหมามาทำลายล้างราชวงค์ของเราเหมือนเนปาลงั้นหรือ ? พวกเขานึกว่าประชาชนประเทศนี้โง่พอๆ กับพวกเขาที่เห็นคนอื่นโง่หมด...

ราชวงค์ประเทศนี้โดยเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ทรงกระทำคุณความดีต่อปวงประชาราษฏร์เป็นที่ประจักษ์จนชาวไทยทุกคนยอมรับ และนั่นย่อมเป็นเกราะป้องกันราชวงค์เอง

ที่เนปาน....เกิดอะไรขึ้น มีการสังหารคนในราชวงค์รวมทั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน องค์ใหม่ขึ้นมาไม่เป็นที่ยอมรับและบ้านเมืองอ่อนแอ ข้าราชการไม่ทำงาน ประชาชนเบื่อหน่าย....จึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

แทนที่เราจะให้ความรู้และข้อมูลเปรียบเทียบให้กับประชาชนแล้วชี้เห็นว่าของเราแตกต่างกับราชวงค์ที่ล่มสลายอย่างไร แต่นี่เรากลัยใช่วิธีปิดข่าว บิดเบือน ต่อเติม แล้วใช้เป็นอาวุธทำลายล้างฝ่ายตรงกันข้ามด้วยข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศนี้คือ "ไม่จงรักภักดี"

คนจงรักภักดีต้องออกมาหาเรื่องฟ้องผู้อื่นว่าไม่จงรักภักดีอย่างพร่ำเพรื่อจนรกโรงรกศาลเช่นนั้นหรือ? ทำไมพวกคุณผูกขาดความจงรักภักดีไว้กลุ่มเดียว แล้วคนอื่นที่เห็นต่างไม่จงรักภักดีเช่นนั้นหรือ ?

ถ้าแน่ใจว่าสิ่งที่เพียนพยายามทำนี้เป็นความจงรักภักดีก็ทำต่อไปเถอะครับ... ถ้าคุณเชื่อในพระสยามเทวาธิราช ผมก็เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของท่านในการปกปักรักษาประเทศนี้เช่นพวกคุณ ...เชื่อว่าท่านจะทรงคุ้มครองประเทศชาติให้พ้นจากพวกเหลือบของแผ่นดิน....ไม่ว่าจะเป็นเหลือบฝูงใดก็ตาม....

เวรกรรมไม่สนองในชาตินี้ก็คงไม่นานเกินรอหรอกครับ......

http://www.manager.co.th/mwebboard/listComment.aspx?QNumber=256321&Mbrowse=9

เว็บนี้ชอบพูดไม่จบและชอบพูดความจริงด้านเดียว...โดยเลือกชุดความจริงที่ตรงกับอคติของตน.....

ที่เขาโวยมิใช่เพราะเสนอข่าวเนปาล....เพราะแทบทุกสำนักก็เสอนข่าวนี้....แต่ที่โวยเพราะช่อง11ทะลึ้ง...ไปเสนอเป็นสกูปพิเศษ...ทั้งๆที่ไม่น่าจะพิเศษ..และดูจะเน้นที่การล้มสถาบันของประเทศเขา...เข้าใจมั๊ยคุณอคติ...

และที่สำคัญ...ข่อง11 ปล่อยให้คนใส่เสื้อแบบ โชติศักดิ์..ไปนั่งออกรายการทั้งๆที่เรื่องยังไม่ชัด!!!!

และทั้งคุณจิตนาและโชติศักดิ์ก็เกี่ยวข้องกับกลุ่ม 19กันยา และนปก. เรื่องมันก็เข้าล๊อก....

น้อย โขตอนิติธรรม

หมายเหตุประเทศไทยในเรื่องสื่อฯ
น่าเชื่อถือสื่อเลว- ดีนี้เพียงใหน
ใครคิดร้ายบ่อนทำลายประเทศไทย
สังเกตุไว้ใครคนผุดจุดประเด็น

หลายสื่อเสี้ยมเชื่อมต่อ"ก่อการร้าย"
โดยเพาะค่าย"ผู้จัดการ" ร่านเห็น เห็น
ณ วันนี้ยังเห็นมีสีกระเซ็น
ป้ายไม่เว้นใครมาเป็นนายกฯประเทศฅไทย

นำเสนอสื่อ... ยุให้ร้ายทำลายล้าง
ยุแบ้งขั้ว... ให้เลือกข้างถือข้างใหน
ยุให้แยก ให้แตกร้าว... ก้าวต่อไป
ไม่ชอบใครใส่ความมันขั้นหมิ่นเหม่ฯ

อาศัยความเป็นฐานันดรสื่อฯ
น่าเชื่อถือคือหลักย้ำทำให้เขว
ดำเป็นขาว... ขาวเป็นดำอย่างจำเจ
ด้วยเหลี่ยมเล่ห์กลมนต์ดำอำมะหิต

แผนทำลายล้างกันขั้นตัดสิน
ใช้ความ"หมิ่นสถาบันฯ" ขั้นอุกฤต
อิงอำนาจแห่งศาล... รานชีวิต
ให้หมดสิทธิ์ทุกอย่าง... "ล้างเผ่าพันธุ์"

ล้างเผ่าพันธุ์ ล้างเผ่าพันธุ์ ล้างเผ่าพันธุ์
ฯลฯ

น้อย โขตินิติธรรม

หมายเหตุประเทศไทยในเรื่องสื่อฯ
น่าเชื่อถือสื่อเลว- ดีนี้เพียงใหน
ใครคิดร้ายบ่อนทำลายประเทศไทย
สังเกตุไว้ใครคนผุดจุดประเด็น

หลายสื่อเสี้ยมเชื่อมต่อ"ก่อการร้าย"
โดยเพาะค่าย"ผู้จัดการ" ร่านเห็น เห็น
ณ วันนี้ยังเห็นมีสีกระเซ็น
ป้ายไม่เว้นใครมาเป็นนายกฯประเทศฅไทย

นำเสนอสื่อ... ยุให้ร้ายทำลายล้าง
ยุแบ้งขั้ว... ให้เลือกข้างถือข้างใหน
ยุให้แยก ให้แตกร้าว... ก้าวต่อไป
ไม่ชอบใครใส่ความมันขั้นหมิ่นเหม่ฯ

อาศัยความเป็นฐานันดรสื่อฯ
น่าเชื่อถือคือหลักย้ำทำให้เขว
ดำเป็นขาว... ขาวเป็นดำอย่างจำเจ
ด้วยเหลี่ยมเล่ห์กลมนต์ดำอำมะหิต

แผนทำลายล้างกันขั้นตัดสิน
ใช้ความ"หมิ่นสถาบันฯ" ขั้นอุกฤต
อิงอำนาจแห่งศาล... รานชีวิต
ให้หมดสิทธิ์ทุกอย่าง... "ล้างเผ่าพันธุ์"

ล้างเผ่าพันธุ์ ล้างเผ่าพันธุ์ ล้างเผ่าพันธุ์
ฯลฯ

p

strongly agree!! with number!! 25!!
Like number 29!! Vere good and trues!! excellent!! ( dying want Thai people to know the trues!! ) ( have a laugh!! Thai) King dog!! have to call Khun!! WHY!!? only a fucckinng dogs!! ( It a fuccckiinnggg dogs!!) how sad Thailand!

กาลิเลโอ

ผมขอวิเคราะห์อย่างนี้

1. รู้เขา :

ยุทธวิธีหลักของ พันธมิตร และฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่จะเอาชนะรัฐบาลได้ คือ รัฐประหารเท่านั้น เพราะในสามอำนาจอธิปไตย เล่นในรัฐสภาแพ้แน่นอน ในขณะที่อำนาจตุลาการนั้น อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอีกที (กำลังจะแก้ไข) พันธมิตรจึงหันไปใช้อำนาจนอกระบบ แต่ไม่มีมวลชนที่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ด้วยตัวเอง (วิเคราะห์จาก จำนวนผู้ที่เข้าร่วมที่ธรรมศาสตร์ กระแสไม่แรงอย่างที่พันธมิตรคิด) ดังนั้นพันธมิตรต้องพึ่งอำนาจที่มาจากรัฐประหาร

2. รู้เรา :

(จุดอ่อนของรัฐบาล และฝ่ายต้านรัฐประหาร ก็มีแต่ไม่ขอกล่าวถึง รัฐบาลและฝ่ายต้านรัฐประหารต้องรู้และป้องกัน)

3.สถานะการณ์:

รัฐประหารเกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างฉับพลัน (เมื่อครั้ง 14 ตุลา ไม่มีรัฐประหาร เพราะสามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้ด้วยวิธีอื่น!!! แต่ 6 ตุลา มีรัฐประหาร ก็เพื่อเปลี่ยนรัฐบาอย่างฉับพลัน) ก่อนรัฐประหารจำเป็นต้องมีเหตุวุ่นวายเพื่อให้มีเงื่อนไขเพียงพอ (ในยุค 6 ตุลา มีการจัดตั้งกลุ่มต่างๆขึ้นมาระยะหนึ่ง แล้วมีการปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายที่มีจุดสุดยอดอยู่ที่ธรรมศาสตร์)

สถานะการณ์ปัจจุบัน ในหลายแง่ ตล้ายๆ 6 ตุลาที่กำลังจะย้อนมาหลอกหลอน ผุ้คนในบ้านเมือง ไม่ว่าจะอยู่สูงต่ำเพียงใด แต่ในครั้งนี้ ฝ่ายกระทำ และ ฝ่ายถูกกระทำ มีพลัง หรือ กำลังทางการเมือง ที่แตกต่างจากเมื่อ 6 ตุลา อย่างเทียบกันไม่ติด เราไม่ได้พูดถึงซ้ายไร้เดียงสา ขวากระหายเลือด ทั้งซ้ายและขวาไม่ชัดเจน แต่ต่างฝ่ายไม่ไร้เดียงสาแน่นอน การจัดตั้งมวลชน ก็ลงลึก และกว้างขวาง (พปช ต้องไม่ลืมว่า จุดแข็งของตนคือ เครือข่าย สส และประชาชน และต้องใช้ให้เป็น แน่นอน เรามีประชาชนที่ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นเป้าหมายของสงครามสื่อ ซึ่งขึ้นกับว่า พปช จะรับมือกับสงครามสื่อของอีกฝ่ายได้ดีเพียงไร ) โดยสรุป สงครามมวลชนครั้งนี้ อาจรุนแรงเกินกว่าจะมีใครกล้าจุดชนวน

ดังนั้นการที่ประชาไท รู้สึกถึงรัศมีอำมหิตที่แผ่มาถึงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ ในการต่อสู้ทางการเมือง ฝ่ายที่มีมวลชนน้อยกว่า จะชนะได้ ก็โดยการสร้างอุดมการณ์อันรุนแรงขึ้นมาให้จำนวนมวลชนส่วนหนึ่งที่ซึมซับอุดมการณ์ที่สุดโต่งนั้น ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น (สำหรับบ้านเรา คือสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารอีกที) เมื่อเราอ่านข่าวและบทความในผู้จัดการ จะเห็นได้ชัดเจนว่า นี่คือยุทธวิธีหลักของพันธมิตร ในขณะที่ประชาไท มีพื้นที่ให้ฝ่ายเสรีนิยมเข้ามาแสดงความเห็นที่เปิดกว้าง ก็ย่อมจะต้องอยู่ในเป้าหมาย ที่ต้องโดนกระทำให้กลายเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชนขึ้น

คงจำได้ว่า ในครั้งที่แล้ว ก่อนรัฐประหาร พันธมิตร และผู้ที่มีบทบาทนำในหลายภาคส่วนสังคม ออกมาบอกให้ ประชาชน “เลือกข้าง” และตอนนี้ เรากำลังเห็นการบังคับให้เลือกข้างอีกครั้ง แม้จะไม่มีการออกมาพูดอย่างโจ่งแจ้ง

4.ทางเลือก:

หนึ่ง ประชาไทยืนหยัดอยู่ในจุดเดิม
สอง ประชาไทลดดีกรีความเสรีลง
สาม ประชาไทเพิ่มดีกรีความเสรีขึ้น
สี่ (ปิดไว้ก่อน)

ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี เมื่ออยู่ในฐานะคู่ปรปักษ์ทางการเมือง นั้นมีช่องทางไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายเหนือกว่า (หรือฝ่ายกุมอำนาจรัฐ) แลเมื่อเป็นฝ่ายรอง (ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ) ในแง่นี้ ถ้าเราจะผนวกเอาประชาไท เข้าไปในสงครามด้วย ก็นับว่าประชาไทมองได้ถูกต้อง เนื่องจากประชาไทไม่ใช่รัฐบาลที่เป็นศัตรูของ พันธมิตร (ที่กำลังใช้สื่อ ผจก ASTV เนชั่น FM101.0 ฯลฯ เพื่อเล่นงานที่เป้าหมายคือรัฐบาล) ดังนั้น ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของประชาไท จึงต้องไม่ใช่ยุทธศาสตร์เดียวกับรัฐบาล ถ้าพูดให้ชัดเจนคือ ถ้าประชาไทจะหลบลูกระเบิดไปอยู่เฉยๆสักพัก ก็ไม่ทำให้การแพ้ชนะสงครามเปลี่ยนแปลงไป

สื่อทางเลือกอย่างประชาไท จะมีประโยชน์ ในสถานะการณ์พิเศษ ดังนั้น รักษาตัวเองให้ดี อ่านเกมให้ออก อย่าตกเป็นเครื่องมือ การรอคอยจำเป็นต้องมีบ้าง การยอมเสียเป้าหมายรองอาจจำเป็นถ้าหากจะทำให้รักษาเป้าหมายหลักไว้ได้ จำไว้ว่า วิธีการตั้งประเด็นข่าวที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นที่ล่อเป้า

ทางเลือกทุกทางใช้ได้ แต่ในสถานะการณ์และเงื่อนไข ที่ต่างกัน และต้องมีพลวัต คือเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขต่างๆ จำไว้ว่า ประชาไท "ยังไม่ใช่" คู่กรณีในสงครามมวลชนปัจจุบัน

โชคดีครับ เรายังจะอยู่ด้วยกันอีกนาน ขอให้กำลังใจในฐานะที่เป็นเสรีชน่คนหนึ่ง

numh

ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ ก็ไม่มีประเทศไทยในทุกวันนี้ ช่วยกันคิดให้มากๆหน่อยครับ รักชาติ แต่อย่ายึดติดกับตัวบุคคล ให้ดูที่ความดี ความเป็นผู้มีศีลธรรม ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ให้ชาวบ้านมีที่ทำกิน มีเงินเอาใว้ส่งลูกเรียน และเป็นค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย
การที่จะดื้อดึงทำในสิ่งที่เรียกว่า ฝืน มันจ้เกิดความเจ็บปวดอยู่ในใจ ถึงไม่มีใครรู้ แตว่าใจมันรู้ มันจำ มันระลึกได้เสมอว่า สิ่งที่ตัวเองทำไปนั้น มันเป็นการทำลายตัวเองหรือผู้อื่น

พ่อพลาย

หากกรณีของประเทศเนปาลเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็เห็นด้วยกับท่านผู้เขียนที่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องนำเสนอข่าวสารเช่นนี้ และผมก็เชื่อว่าคงไม่มีสื่อไหนที่จะพลาดการนำเสนอข่าวสารนี้ แต่ในความเป็นจริงที่เราท่านรู้กันอยู่ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 44 การนำเสนอข่าวสารเรื่องนี้หลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านมานานร่วม 7 ปี คงจะมาอ้างว่าข่าวนี้ยังมีคุณค่าความเป็นข่าวอยู่ในแง่ของความสดใหม่ ทันเหตุการณ์
การนำเสนอข่าวสารที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ หรือเป็นเรื่องครึกโครมในอดีต จะมีคุณค่าของความเป็นข่าวก็ต่อเมื่อมีข้อมูล หรือหลักฐานสำคัญชิ้นใหม่ที่สามารถต่อยอด หรือพลิกข้อมูลหลักฐานเดิมที่เคยปรากฎ เช่นกรณีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดแอนนา ที่ยังคงปรากฎเป็นข่าวขึ้นเป็นระยะหลังจากที่มีข้อมูลหลักฐานใหม่ๆ เกิดขึ้น
อีกประการหนึ่งที่สามารถทำให้มองได้ว่า ข่าวลักษณะนี้ยังมีคุณค่าของความเป็นข่าวอยู่ก็คือ สามารถหยิบยกนำขึ้นมาใช้เป็นกรณีศึกษา เพื่อกระตุ้น หรือเตือนใจให้ละลึกถึง เช่น กรณีของการระเบิดตึกเวิลด์เทรดเพื่อกระตุ้นให้เห็นถึงภัยร้ายแรงของการก่อการร้าย
ผมเองก็ไม่ได้ชมรายการในวันนั้น แต่เท่าที่ติดตามข่าวสารจากสื่อกระแสหลักอื่นๆ ก็ไม่เห็นว่ากรณีของประเทศเนปาลจะมีข้อมูลใดที่ใหม่กว่าที่เคยนำเสนอไปเมื่อในอดีต และเมื่อมองในประเด็นของคุณค่าความเป็นข่าวทั้ง 2 ประเด็น ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ครับที่หลายคนจะมองถึงเจตนาในการนำเสนอข่าวสารนี้ขึ้นมาแบบไม่มีกาลเทศะ ว่าต้องการที่จะกระตุ้น หรือสร้างจิตสำนึกหรือมุมมองอะไรขึ้นมา ถ้าบอกผมว่าบังเอิญเป็นวาระครบรอบโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นพอดี อันนี้ผมก็ยังยอมรับในวาระของการนำเสนอข่าวสารเช่นนี้ได้ครับ แต่นี่ท่านเล่นมาบอกผมว่าข่าวนี้เป็นเหตุการณ์ในระดับสังคมโลก ที่คนไทยสมควรรู้ สมควรทราบ อันนี้ท่านไม่คิดว่ามันจะนานไปซักหน่อยหรือครับกับการที่มาบอกว่าเป็นเรื่องที่สมควรรู้หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วถึง 7 ปี น่ะครับ

=1=

สมัยที่ ศนนท. มีบทบาทสูง มีผู้นำ นศ.เช่น เสกสรร ประเสริฐกุล สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงษ์ ธีรยุทธ บุญมี ฯ นายคำนูญ สิทธิสมานเป็น นศ.คนหนึ่งที่พยายามเข้ามาเป็นหนึ่งในแกนนำ นศ.และต้องการเข้าร่วมประชุมวางแผนงานต่าง ๆ ของ ศนนท. แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากแกนนำ นศ.สมัยนั้นเลย เพราะไม่มีแนวคิดของตนเองและแม้แต่ตามความคิดของคนอื่นก็ยังตามไม่ทันด้วยซ้ำไป ในสมัยนั้นแกจึงเก็บกดมากเพราะไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน นศ.ด้วยกัน มาถึงวันนี้ คำนูญ มาเข้าก๊วนพันธมิตรได้เพราะความคิดและระดับมันสมองพอๆกัน และขายความคิดให้กับคนฟังที่ในกระโหลกมีสมองน้อย จึงกลายเป็นคนดังขึ้นมา และสื่อกลุ่มผู้จัดการก็ช่วยกันยกระดับความสำคัญของคำนุญบ่อย ที่เล่ามานี้ก็ให้สังคมได้รู้พื้นฐานคนอย่างคำนุญไว้เพื่อวิเคราะห์ได้ว่าตนแบบคำนุญหรือคำพูดของเขามาจากพื้นฐานความคิดอย่างไร หรือพูดสร้างกระแสไปวันๆ

มองทะลุ

ข่าวก่อนตัดต่อ ... ทำไมต้องตัดต่อ ?

เอเอฟพี – กลุ่มต่อต้านระบอบกษัตริย์เผยแพร่โปสเตอร์เหน็บแนมเสียดสีสมาชิกราชวงศ์เดนมาร์กไปทั่วกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งเป็นภาพของสมเด็จพระราชินีมาร์เกรเธที่ 2 และเจ้าชายเฮนริค ขณะทรงถูกประหารชีวิตด้วยเครื่องกิโยติน

โปสเตอร์ซึ่งเป็นภาพเครื่องกิโยตินที่ตั้งอยู่ข้างๆ พระเศียรซึ่งอาบไปด้วยพระโลหิตของสมเด็จพระราชินีมาร์เกรเธที่ 2 และเจ้าชายเฮนริค พระสวามี ถูกกลุ่มเซอร์เรนด์นำมาติดตามถนนสายต่างๆ ในกรุงโคเปนเฮเกนเมื่อวันอังคาร (15) ขณะที่ใต้โปสเตอร์ดังกล่าวมีข้อความเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ”

เพีย เบอร์เทลเซน สมาชิกกลุ่มเซอร์เรนด์ กล่าวว่า “พวกเราคิดว่าเวลาของราชวงศ์เดนมาร์กได้เดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว มันถึงเวลาที่จะยกเลิกระบบที่เก่าคร่ำครึและต่อต้านประชาธิปไตยนี้ทิ้งเหมือนในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ผ่านมา”

ด้านแจน อีเกสบอร์ก หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มเซอร์เรนด์ กล่าวว่า จุดประสงค์ของการเผยแพร่โปสเตอร์ดังกล่าวก็คือ การจุดประกายให้สังคมเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทที่ล้าสมัยของระบอบกษัตริย์ในศตวรรษที่ 21 โดยการใช้ภาพที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ในทันทีที่เห็น

ขณะที่ปฏิกิริยาของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาในกรุงโคเปนเฮเกนถึงกับช็อกเมื่อได้เห็นโปสเตอร์ดังกล่าวซึ่งติดหราอยู่ตามถนนสายสำคัญต่างๆ

คามิลลา เฮอร์แฮมเมอร์ นักจิตวิทยา กล่าวว่า เธอรู้สึกขนพองสยองเกล้าทันทีกับภาพที่ได้เห็น

“ฉันก็เหมือนชาวเดนมาร์กส่วนใหญ่ที่รักสมาชิกราชวงศ์ทุกพระองค์ ฉันคิดว่าโปสเตอร์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ป่าเถื่อนอย่างมาก” เฮอร์แฮมเมอร์ระบุ

อย่างไรก็ตามเบนเต หญิงชราในวัย 70 ปี กลับมองว่า ภาพในโปสเตอร์มีความน่าสนใจในสายตาเธออยู่ไม่น้อย

“มันสามารถดึงดูดความสนใจของคุณได้จริงๆ พวกเขาอาจพูดถูกก็ได้ เพราะที่ผ่านมาสมาชิกราชวงศ์มักให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไป” หญิงชราระบุ

กลุ่มเซอร์เรนด์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 มักใช้โปสเตอร์ที่มีความหมายเหน็บแนมเสียดสีในการเยาะเย้ยถากถางผู้มีอำนาจ รวมถึงทรราช และนักเคร่งลัทธิต่างๆ

ทั้งนี้ราชวงศ์เดนมาร์กเป็นราชวงศ์เก่าแก่ที่มีอายุยาวนานกว่า 958 ปี อย่างไรก็ตามสมาชิกราชวงศ์ไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริงนับตั้งแต่เดนมาร์กเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในปี 1849 เป็นต้นมา

http://www.meegame.com/news1/html/0007878.html

หรือค้นโดยคำว่า "สุดจาบจ้วง"

มองทะลุ

ให้หลังจากนั้น ข่าวเก่าๆถูกตัดทอน

โปสเตอร์ซึ่งเป็นภาพเครื่องกิโยตินที่ตั้งอยู่ข้างๆ พระเศียรซึ่งอาบไปด้วยพระโลหิตของสมเด็จพระราชินีมาร์เกรเธที่ 2 และเจ้าชายเฮนริค พระสวามี ถูกกลุ่มเซอร์เรนด์นำมาติดตามถนนสายต่างๆ ในกรุงโคเปนเฮเกนเมื่อวันอังคาร (15) ขณะที่ใต้โปสเตอร์ดังกล่าวมีข้อความเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ”

เพีย เบอร์เทลเซน สมาชิกกลุ่มเซอร์เรนด์ กล่าวว่า “พวกเราคิดว่าเวลาของราชวงศ์เดนมาร์กได้เดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว มันถึงเวลาที่จะยกเลิกระบบที่เก่าคร่ำครึและต่อต้านประชาธิปไตยนี้ทิ้งเหมือนในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ผ่านมา”

ด้านแจน อีเกสบอร์ก หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มเซอร์เรนด์ กล่าวว่า จุดประสงค์ของการเผยแพร่โปสเตอร์ดังกล่าวก็คือ การจุดประกายให้สังคมเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทที่ล้าสมัยของระบอบกษัตริย์ในศตวรรษที่ 21 โดยการใช้ภาพที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ในทันทีที่เห็น

ขณะที่ปฏิกิริยาของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาในกรุงโคเปนเฮเกนถึงกับช็อกเมื่อได้เห็นโปสเตอร์ดังกล่าวซึ่งติดหราอยู่ตามถนนสายสำคัญต่างๆ

กลุ่มเซอร์เรนด์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 มักใช้โปสเตอร์ที่มีความหมายเหน็บแนมเสียดสีในการเยาะเย้ยถากถางผู้มีอำนาจ รวมถึงทรราช และนักเคร่งลัทธิต่างๆ

ทั้งนี้ราชวงศ์เดนมาร์กเป็นราชวงศ์เก่าแก่ที่มีอายุยาวนานกว่า 958 ปี อย่างไรก็ตามสมาชิกราชวงศ์ไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริงนับตั้งแต่เดนมาร์กเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในปี 1849 เป็นต้นมา

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000006578

ถึง# 42

นี่ไง ความไม่รู้ของคุณสะท้อนชัดเลย
ปี2544 นั่น เป็นเหตุการณ์ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่คาวัง แต่กษัตริย์เพิ่งกลายเป็นสามัญชนหลังเลือกตั้งครับ อยากทันโลกอ่านข่าวข้างล่าง

เนปาลล้มระบอบกษัตริย์หลังเลือกตั้ง [ 8/4/2551 ]

7 เมษายน พ.ศ. 2551 11:26:00

กาฐมาณฑุ - เนปาลส่อแววล้มระบอบกษัตริย์ อายุหลายร้อยปี หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ถือเป็นการปิดฉากราชวงศ์ฮินดูที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวในโลก

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การเลือกตั้งในวันที่ 10 เมษายนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างกลุ่มฝักใฝ่ลัทธิเหมากับพรรคการเมืองในเนปาล หลังกลุ่มฝักใฝ่ลัทธิเหมาหยิบจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับทางการเนปาลมานานถึง 10 ปี เพื่อเรียกร้องให้ล้มระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ

กลุ่มฝักใฝ่ลัทธิเหมา และพรรคการเมืองในเนปาล ตกลงว่าจะให้กษัตริย์คยาเนนทราสละราชบัลลังก์ และเนปาลจะเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ซึ่งจะคัดเลือกคณะบุคคลขึ้นมาปรับแก้รัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดีแต่ถึงกระนั้น กลุ่มที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ เตือนให้ระวังจะเกิดเหตุรุนแรงตามมา ถ้ากลุ่มลัทธิเหมาถือโอกาสก้าวขึ้นมากุมอำนาจปกครองประเทศเอง

ขณะผลสำรวจล่าสุด ยังพบว่า มีชาวเนปาลเกือบครึ่งที่ยังยึดมั่นในสถาบันกษัตริย์

คห.41 ต่างหาก

^
^
กำลังจะเข้ามาบอกว่าการเสนอข่าวที่เนปาลไม่ใช่การรื้อฟื้นการล้มล้างราชวงศ์ แต่เป็นเพราะเนปาลเพิ่งมีการเลือกตั้งไป และมีความเปลี่ยนแปลง ^*อย่างเป็นทางการ^* เกิดขึ้นตามที่ คห.45 ว่าไว้

แต่ข้อความนี้น่าจะชี้ไปที่ คห.41 ที่ยังหลงอยู่ในปี พ.ศ.2544 มากกว่านะ [emo2.gif]

คห45

ขอโทษคุณ คห.42 ครับ และขอบคุณ คห46 ที่ท้วงติง
ตั้งใจให้ข้อมูลความเห็นที #41 แต่พิมพ์ผิด

มาทา

ทำไมต้องการทำลายสถาบันสูงสุดกันนักหนา ในเมื่อก็ประเทศไทยของเราเป็นการปกครองที่ไม่เหมือนประเทศอื่นตรงที่เรามีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจก็ดีอยู่แล้ว คิดเหรอว่าการปกครองตามอย่างพวกฝรั่งมันนจะทำให้พวกเราคนไทยดูสูงส่งทัดเทียมเขา ในเมื่อพวกฝรั่งมังค่าเองมันก็ไม่อยากจะอยู่บ้านเมืองมันซักเท่าไหร่ คนไทยต้องฉลาดกว่านี้ ต้องไม่ตามรอยพวกฝรั่งมัน มันไม่อยากมีสถาบันกษัตริย์ก็ช่างหัวมัน แต่เราคนไทยยังเทิดทูนสถาบันเรา ใครคิดว่าฝรั่งดีกว่าเมืองไทยก็ลองไปอยู่กับพวกมันดูซิ แล้วคุณจะรักเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

สื่อมวลโจร

ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งเอารูปเปรม หรือพรรคปชป ไปติดในธงชาติ แล้วโบกธงสบัดไปมา พรรคปชปและเปรมจะโดนเล่นงานไหม สื่อมวลชนตลแหลชอบเลียพวกเผด็จการ นักวิชาการตอแหลพวกนี้ จะออกมาด่า 2 พวกนี้ไหม เรื่องมันเกิดขึ้นในต่างประเทศ ก็พวกเราดูกีฬาก็เห็นกันประจำ ที่แฟนกีฬาจะเอารูปคนนู้นคนนี้ หรือชื่อคนนู้นคนนี้ไปติด ก็ไม่เห็นมีใครเขาเดือดร้อนสักนิด หรืออาจจะมีพวกที่ไม่ชอบขี้หน้า ทีวีที่ด่าแต่ทักษิณทั้งวัน จ้างลูกน้องทำแบบนี้ เอาชื่อทักษิณไปลงบนธง พอโทรทัศน์ไปถ่ายเข้าก็ ออกมาด่าทักษิณ ทำให้เป็นประเด็นการเมือง มันไม่มีงานทำจริงๆคนไทยนี่ หาเรื่องทุกอย่าง เขาอยู่ของเขาดีๆ ไปเที่ยวหาเรื่องเขาทุกเรื่อง ทำจนรัฐบาลไม่ต้องทำงาน สื่อมวลชนก็ขอโทษนะ แต่ละตัว หน้สนี่หนายิ่งกว่าวัดพระแก้ว สมัย คมช มันโดนทั้งสั่ง ทั้งขู่ ไม่เห็นโวยวาย สมันนี้โดนนิดเดียวแหกปากกันจนปากแทบฉีก

oนัท

l;^*^*^*^*^*^*^*.

พ่อเทวา

จาก Pasit Full Member : "แนวทางสันติภาพจะนำเสนอว่า มนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าชั้นชนใด ล้วนคือเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น และต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันทั้งหมด อย่างไม่มีทางเลือก
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตใหญ่ทางธรรมชาติที่รุนแรงอย่างยิ่ง
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม และวัฒนธรรมร่วมกัน
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตสงครามซึ่งกำลังขยายตัวแบบก้าวผ่านพรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ
คนทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตความยากจน และความอดอยาก". . . . .
โชคร้ายที่วิกฤติเหล่านี้ เกือบทั้งหมด คนพวกหนึ่งเป็นผู้ก่อขึ้น ไม่ใช่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มองในเชิงปรากฏการณ์จำเพาะ ก็คนอีกนั่นแหละที่เข้าไปแก้ไขจัดการและต่อสู้ หาใช่ปล่อยให้มันคลี่คลายไปสู่สันติสมดุลย์เองก็หาไม่

เฮ้ย

เฮ๊ย ฉันมิใช่คนไทยหว่ะ อ่าเอาเป็นความเป็นไทยมาครอบงำฉัน ฉันเป็นมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น ทุกคนมีชีวิตจิตวิญญาณเท่าเทียมกันทั้งหมด ใครจะเคารพใคร หรือ จ้า ไม่ เคารพใคร มันเป็นสิทธิของเขา อย่าเผด็จการซี จ๊ะ อย่าคลั่งชาติ

ขอบอก..ฉันมิใช่คนไทย ฉันไม่มีประเทศ พรมแดน สี ผิวฯลฯ รัฐประเทศหน่ะมันเกิดขึ้นทีหลัง จ้า

p

Dear! Number 48! I living in England!! for 21years!! you^*re know nothing ( what the real things!! ) I can do what ever i want! and i can say what ever i feel!( if not not against the laws)!! you have to know Thailand be hide England for 80!years! ( wake up ) and get real! Adam family and old gay! two face!! Aad trick Thai people like shit!! (* just get real!!)

มนุษย

1.ไม่ทราบใครมากำหนดชาติพันธุ์ ต้องเป็นชาตินั้น เชื้อนี้ ถ้าไม่กำหนดคงไม่มีการรบราฆ่าฟันกัน แม้แต่สัตว์ก็ไปตั้ชื่อให้จนมันกัดกันตายเพราะมันหลงในชื่อสมมุติที่ตั้งให้มัน
2. เรื่องสื่อ NBT เสนอข่าวโดยภาพรวมเป็นกลางและเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ซึ่งมีทั้งคนดีและดีน้อย ส่วน ASTV เป็นช่องสื่อปลุกระดมใส่ความคิดแสดงออกทางสีหน้าท่าทางของพิธีกรเพื่อดึงเอามนุษย์ผู้มีความอ่อนด้อยในการคิดมาเป็นพวกของตนและใส่ข้อมูลที่มองว่าคนอื่นที่ไม่ใช่พวกพันธมิตรคือคนไม่ดีต้องกำจัดโดยเร็วเป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งทั้งสองช่องถ้าดูเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ชัดเจน แม้แต่บุคคลิกของผู้ดำเนินรายการก็ต่างกันมาก หรือแม้แต่การโฆษณาสินค้าในรายการก็ต่างกัน หรือแม้แต่ข้อความที่ส่งเข้าไปในรายการผู้ชมก็เกรดต่างกันในความคิด

อย่าตีรวน

ไม่เหมาะสมครับ แต่ไม่ผิด พรบ.ธง คือที่เค้าสวมน่ะ มันไม่ใช่ธงครับ เป็นลายธงไตรรงค์ อย่าให้คนอื่นเค้ามาจูงจมูกได้นะครับ คห.4 ไอ้สำนวนที่ว่า "กษัตริย์ไม่รู้จักหน้าที่ตน" หมายถึงอะไรครับ กรุณาขยายความคำ-คำนี้ให้ผมเข้าใจด้วยนะครับ ถ้ากล้าจริง ผมอยากรู้ว่าถ้าขยายคำ-คำนี้แล้วท่านจะยังนอนที่บ้าน หรือว่านอนในคุก

อย่ากลับมา

คห.53 คุณจะอยู่ที่อังกฤษมากี่ปีผมไม่อยากจะทราบหรอกครับ คนที่ไม่รู้อะไรเลยก็คือคุณครับ 21ปีที่ผ่านมา กลับมาเมืองไทยกี่ครั้งครับ ทำอะไรให้บ้านเกิดของคุณบ้าง คนแบบคุณน่ะ อยู่ที่นั่นดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องกลับมาถูกต้องแล้วครับ อยู่กับสังคมและวัฒนธรรมที่คุณชื่นชอบก็ไม่เห็นจะมีใครว่านี่ครับ ในเมื่อคุณเชื่อในในสิ่งนั้นก็คงเป็นเรื่องของคุณ แต่อย่ามาต่อว่าคนที่เชื่อในสิ่งที่แตกต่างจากคุณสิครับ ไหนประกาศว่าเว็ปนี้ยอมรับในความเห็นที่แตกต่างไงครับ คนแบบคุณไม่มีใครเค้าอยากให้กลับมาที่นี่หรอกครับ เพราะมือไม่พาย ดีแต่เอาเท้าราน้ำ

อะตอม

มันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย (สมัยนั้นปฎิญญาฟินแลนด์ แม้จะมาโผล่ทีหลังแต่ปฎิญญาบัตรทอง นี่คือที่มาของคุณทองแดง สมัยนั้นแรงและหนัก ไม่ต่างกัน)แต่ทำไม่เขารอดและไม่มีคนพูดถึงขนาดนี้???

และถ้าจะตั้งข้อสังเกตุแปลกๆส่วนตัวเรื่อง การประทับที่หัวหินที่ประทับสุดท้ายของร.7 กับสถานการณ์ตอนนั้น เรื่องแบบนี้รุนแรงกว่านี้หลายเท่า และฝ่ายที่ถูกต้อนคือสถาบันฯ

กับปรากฏการณ์เสื้อเหลือง (พระเวสสันดร) หรืออีกวาทะหนึ่งเรื่อง พาช้างกลับคืนป่า ผมไม่รู้มันโยงกันยังงัยหรือมีบางเรื่องไม่เกี่ยวกันแต่มีคนพยายามโยงแต่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือพึ่งมาเป็นกระแสขณะนี้

แต่เงื่อนไขในสถานการณ์ขณะนี้มันทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนัก และคนรุ่นใหม่พึ่งจะเข้าถึงและสนใจ เพราะที่มาจากสื่ออินเตอร์เน็ต และการเข้าถึงสื่อแบบใหม่

บวกกับเงื่อนไขสถานการณ์ ที่สองอำนาจพลาดทั้งคู่??? มันจึงเป็นวาระสาวไส้ และภาระกิจดีสเครดิตรกันเอง เมื่อความถี่บวกเงื่อนไขสถานการณ์ชงให้เป็นความสนใจอย่างหลากหลาย

กระแสเรื่องนี้จึงดังและจุดติด(จนที่มีข้อหาใหม่เรื่องฟาย(ควาย)ให้กับคนที่ตัวเองคิดว่าเขารู้ไม่ทันหรือเข้าไม่ถึงความข้อเท็จจริงเป็นไปของบ้านเมือง)แต่จริงๆแล้วมันฟายคอกเดียวกันประเทศเดียวกันอย่าไปว่ากล่าวหากันเลย

แต่ความรู้จริงไม่รู้จริงนั้นมันก็ยังมายาคติในนั้น และช่วงนี้ค่อนข้างจะมีเงื่อนไขเรื่องเป็นเหยื่อเป็นเครื่องมือของเกมอำนาจ และบทบาทสื่อยังเป็นตัวประกันอยู่(อย่าลืมว่าตอนคมช.นั้นปืนจ่อหัว)

และผ่านมาถึงอีกฟากก็ยังไม่นานยังมีแรงเฉื่อยคำขู่ของนายเก่า ผู้ลักพาตัวคนเก่า และความพยายามจะจัดระเบียบสื่อของผู้มีอำนาจคนใหม่ สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนแบบนี้

การเชือดไก่ให้ลิงดูอย่างไอทีวีก็มีให้เห็นลอยแพคนสื่อเท่าไหร่ แค่เอาตัวรอดยังยากเลย สถานการณ์แบบนี้ แนวรบด้านนี้(สื่อ) เป็นที่มั่นที่วัดผลแพ้ชนะในสมรภูมิได้เลยใครเขาจะปล่อยให้คุณไปง่ายๆ

ดังนั้นสถานะสื่อจึงยังเป็นตัวประกันซ้อนตัวประกันอยู่ ?การไปคาดหวังจรรยาบรรณสื่อบทบาทหน้าที่สื่อ แบบปกติ คงเป็นเรื่องยาก เราต้องเข้าใจเงื่อนไขสถานการณ์ตอนนี้ก่อนค่อยไปคาดหวังใครอะไรอย่างไร

สื่อเองยังเป๋ไปเป่มา บางที่กล่าวหากันเองเช่นข้อหาสุดฮิตตอนนี้คือฟาย ทั้งที่จริงๆมันคอกเดียวกันประเทศเดียวกันและคนที่ไปกล่าวหาคนอื่นนั้นยืนแถวหน้าตอนหนึ่งหน้าสลอนรับใช้ให้เขาจูงด้วยซ้ำ

แต่พึ่งจะปฎิสนธิข้อมูลด้านลึกเรื่องแบบนี้มาไม่กี่วัน ก็ด่าคนที่อยู่คอกเดียวกันว่าฟายกว่าๆได้แล้ว ผมไม่ค่อยได้ใช้คำแรงแบบนี้แต่แรงด้วยเนื้อหาที่เขากล่าวหากันไม่ใช่ผมริเริ่มคำนี้ไปว่าใคร แต่ยกมาให้เห็นว่ามันคืออะไรมีที่มาที่ไปอย่างไร ตามเนื้อหาตรงนี้

ผมมองว่าเรื่องนี้ปิดกันไม่ได้หรอก เพราะถ้าจะทำจริงก็คงทำไม่ได้เพราะสื่อยุคนี้ มันหลากหลายไร้พรมแดนแม้ในเมืองไทยเราปิดหูปิดตาได้

สิ่งที่ควรทำคือยอมรับความจริงของพัฒนาการของปัญหาความต่างและพัฒนาการของสังคมโลกยุคนี้ และปรับตัวให้มัจฉิมาทางกับธรรมชาติของความเปลี่ยนแปลง แม้จะต้องยืนยันในตัวตนของเราบ้างในจิตวิญญานวัฒนธรรมเขาเราในตัวตนข้างใน

แต่ต้องประยุคเข้าให้ได้ในทางกายภาพกับปัจจัยเงื่อนไขตัวแปรของโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างสมดุลในระบบ การดึงดันแข็งขืนยืนยันติดยึดในตัวตนของความใหญ่แบบไดโนเสาร์จนยอมที่จะสูญพันธุ์ ดีกว่าลดขนาดหรือปรับตัว

แต่การลดขนาดหรือปรับตัวนั้นเป็นการลดเงื่อนไขในตัวตนที่ใหญ่บริโภคมากก็เบียดเบียนมากภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดมันจะสร้างแรงเสียดทานและแรงต้านในระบบมากขึ้น เมื่อมันมีเงื่อนไขตัวแปรใหม่เข้ามาสร้างเหตเพื่อส่งสัญญานการปรับตัว

แต่สัญญานการล้างเผ่าพันธุ์ถอนรากถอนโคนนั้น มันแรงกว่าสัญญานไฟป่าเพราะไฟป่ายังเหลือต้นหรือตอให้งอกใหม่ได้เมื่อน้ำผนมา แต่สัญญานการถอนรากถอนโคนนี้ มันจะสร้างมหาเงื่อนไขลงไปในวิกฤต

ที่สาระพัดตัวแปรที่รออยู่ก็จะตามมาเช่น เขียวลุยไฟมือวางเพลิงอันดับหนึ่งของเมืองไทย(ทหารเขาเป็นเบ้ใครตอนนี้)ได้ยินข่าวถอนรากถอนโคนขึ้นมาเมื่อไหร่ มือไม้กระดิก เตรียมครางฮึมๆ จะเผ่าอีกรอบ(ปฎิวัติหรือปัสวะรดที่นอนอีกรอบ)

อย่าลืมว่าช่วงแรกๆ อนุพงษ์ เดิมตามสมัครต้อยๆเพื่อลดกระแสปฎิวัติและให้สัมภาษณ์เสมอว่า ไม่มีปฎิวัติแน่นอน เหมือน สนธิเปี๊ยบเลย

แต่ข่าวเรื่องถอนรากถอนโคนออกมาแบบนี้เห็นท่าทีล่าสุดไหม? ฮึ่มๆไหม นั้นละครับจะคิดทำอะไรอย่ามักง่าย ทำเป็นเล่นแล้วเที่ยวไปด่าใครต่อใครว่าฟายกว่าๆ

แต่ฟายที่รู้บทบาทหน้าที่ทำนาได้ข้าวหลายเที่ยวหลายเกวียน ยังดีกว่าฟายมุทะลุ ไล่ขวิดดะคิดสั้น ขอทำประโยชน์ได้เมื้อเดียวคือเนื้อแดดเดียวนั้นมันฟายตายเดี่ยวยังไม่พอยังจะทำให้ฟายคอกเดียวกันซวยไปด้วย

ผมจึงเห็นว่าอย่าเป็นฟายกันเลยดีกว่าครับ???เป็นคนน่ะดีแล้ว มีอะไรคุยกันด้วยเหตุด้วยผล แบบคน และส่งสัญญานการปรับตัวเข้าหากันดีกว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเลย

และให้ยึดหลักป่าปกสรรพสัตว์ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการออกแบบผืนป่าร่วมกัน ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ก็ให้รู้ตัวยอมรับตัวตนของความต่างทั้งบทบาทหน้าที่ เห็นช้างตัวใหญ่เราเป็นหนูโดยธรรมชาติก็อย่าคิดไปขี้ตามช้าง

หรือเป็นอึ่งอ่างที่เบ่งตัวให้ใหญ่อย่างช้างสรรพสัตว์ในป่าพึ่งพาอาศัยกัน ไม่เว้นแม้แต่รุกขเทวดา ก็ยังอาศัยป่า แต่ถ้าอุตริ จะมีใครคิดออกแบบธรรมชาติเองจะด้วยอำนาจบาดใหญ่หรืออำนาจพิเศษอะไร???

แต่ตัวตนยังต้องอาศัยผืนป่าในการดำรงอยู่ มีกิเลสตัญหามีรักโลภโกรษหลงไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ยังไม่มีอำนาจเหนือธรรมชาติอย่างเบล็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่คิดอุดตริว่าตัวเองออกแบบได้แบบเบล้ดเสณ็จเด็ดขาดแบบทฤษฎีต้มกบ ของศักดิ์ษิณน้อย ศรีธนญชัย คราวนั้นก็อย่าพึ่งไปอุดตริออกแบบระบบนิเวสน์รวมที่เรียกว่าประเทศไทยไว้คนเดียวเลย เพราะที่นอกจากเป็นไปไม่ได้แล้ว มันยังเป็นแนวคิดทำลายผืนป่า

เพราะแนวคิดแบบการอนุบาลไม้ดัดและการอภิบาลประชาธิปไตยไม้ดัดนี่ล่ะมันทำให้สร้างเงื่อนไขให้ผืนป่าประชาธิปไตย มันโตไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น???

เรารักพระเจ้าอยู่หัว

พวกทรพีทั้งหลายมันก็คงยังเป็นทรพีอยู่วันยังค่ำ ถึงได้ไม่สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ เอามาว่าเป็นสถาบันเทวดา ถ้าไม่มีเทวดาปกปักรักษาบ้านเมือง บ้านเมืองคงได้ลุกเป็นไฟไปนานแล้ว พอมีเรื่องไม่ใช่สถาบันเทวดาหรือ ที่ออกมาห้ามไม่ให้คนไทยฆ่ากัน หาว่า สถาบันเทวดา ออกมาดึงคนเข้าไปยุ่ง เลวจริงๆ ไอ้พวกนี้น่าตัดหัวเสียบประจานซะดีมั้งเสียดายมันเกิดช้าไปถ้าเป็นสมัยก่อนมันคงได้ตาย7ชั่วโคตรไม่มีทำพันธ์แน่ เสียดายจังว่ะ

อะตอม

คุณ#58ครับ จงรักษ์ภักดีต่อ? เป็นเรื่องที่ดี และมันเกือบจะกลายเป็นหน้าที่ของคนไทยไปแล้ว(ทั่งที่มันควรเป็นสำนึกมากกว่าหน้าที่)

ผมเห็นว่าถ้าเอาแค่แบบนั้นมันเป็นหน้าที่มันไม่ใช่มาโดยเหตุด้วยผลด้วยข้อมูลเชิงลึก จนหลับหูหลับตาจงรักษ์ฯเพราะเห็นมันเป็นหน้าที่แค่นั้นแบบนั้น

ถ้าอย่างนั้นมันอาจจะเป็นการจงรักษ์ฯที่ให้โทษทั้งคนที่ตนเองจงรักษ์ฯและก็ตัวคุณเองสังคมนั้นๆเอง ถ้าไม่เอาเหตุเอาผล ในข้อผิดพลาดที่ส่งผลกระทบรวมมหาศาลเช่นกัน

แต่ความจงรักษ์ฯที่มาด้วยเหตุด้วยผลด้วยความถูกต้อง อะไรถูกผิดถ้วงติงได้เพื่อนำไปสู่ การปรับปรุง ปรับตัวเข้าหากัน การท้วงติงด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงบางอย่างในความผิดพลาด(อะไรบ้างคุณมีข้อมูลเชิงลึกขนาดไหนไม่ทราบ)

แต่ถ้าหลับหูหลับตาจงรักษ์ฯแบบไม่สนใจอะไรเลยนั้นก็ลองพิจารณาตัวเองว่าโลกทุกวันนี้ควรจะปิดหูปิดตาทวารรับรู้อะไรเป็นอะไร

แต่ผมเห็นว่านอกจากหน้าที่ในความจงรักษ์ฯแบบไทยๆผมว่ามันไม่พอ แต่ความจงรักษ์ฯที่ยั่งยืน คือจงรักษ์ฯด้วยใจด้วยเหตุด้วยผลด้วยความถูกต้อง

อะไรที่มันผิดพลาดผิดบทบาทหน้าที่จนสร้างผลกระทบรวมมหาศาลอันนั้นเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่ทุกคนในสัง
คมนั้นจะต้องไม่ลืมมิติความรับผิดชอบ

จึงต้องฟังเหตุฟังผล วิจารณ์ได้ นั้นคือมิติความรับผิดชอบของการกระทำที่ส่งผลกระทบรวมเป็นวิบากกรรมรวมเดียวกัน ว่าการกระทำนั้นถูกต้องขนาดไหน

และควรจะทบทวนบทบาทในหน้าที่แบบนั้นแบบไหน อย่างไร?ขนาดไหน?ต่อผลกระทบมหาวิบากกรรรมร่วมนั้นความรักที่ปราถนาดีต่อกันถูกผิดกล้าพูดกล้าแนะนำและคนทำกล้ารับผิดชอบอย่างนั้นสิจึงจะเป้นการอยู่ร่วมกันอย่างรับผิดชอบ???

นั้นคือความจงรักษ์ฯที่ใจที่เหตุที่ผล และสังคมไทยควรจะหลุดพ้นวัฒนธรรมเกรงใจไม่ถูกต้องแต่ซุกปัญหาไว้ ถูกผิดพูดไม่ได้ปิดหูปิดตาเกินไปแบบนั้นคือความจงรักษ์ ฯแบบหน้าไหว้หลังหลอก ผมไม่ทำผมจงรักษ์ฯด้วยใจด้วยความถูกต้องดีกว่า

เพราะไม่แล้วผลที่จะตามมาคือการแทงข้างหลังนินทาว่าร้ายข้างหลัง ตามแบบวัฒนธรรมเกรงใจซุกปัญหาไว้

จนมันกลายเป็นความจงรักษ์ฯที่สร้างขยะพิษฯกองหมักหมมไว้ตรงนั้น และที่เป็นอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ไม่ใช่วัฒนธรรมจงรักษ์ฯแบบหน้าไหว้หลังหลอกแบบนี้เหรอ

ผมจึงเห็นว่ามิติความรับผิดชอบต้องมีต่อการกระทำใดใดจึงต้องวิจารณ์ได้เพื่อให้รู้และปรับปรุงเพื่อปรับตัวเข้าหากันด้วยความจริงด้วยข้อเท็จจริง ปัหาทุกอย่างจึงจะได้รับการแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา และจะไม่ซุกเอาไว้หมักหมมเอาไว้ผ่านความจงรักษ์ฯ แบบนั้น???

*-*

แสดงความเห็นที่แตกต่าง=คุกคาม???
ควบคุมความเหมาะสม=คุกคาม???

ddd

เสนอข่าวด้านเดียว = เสรีภาพสื่อ มีจรรยาสื่อ ?
ความคิดแตกต่าง เกิดความแตกแยกในสังคม กระทบสถาบันหลักของชาติ = เสรีภาพทางความคิด สิทธิมนุษย์ ??

อะตอม

##ความคิดแตกต่าง เกิดความแตกแยกในสังคม กระทบสถาบันหลักของชาติ = เสรีภาพทางความคิด สิทธิมนุษย์ ??##

#ควบคุมความเหมาะสม=คุกคาม???#

แล้วที่ว่า ความคิดต่างแตกแยกกระทบสถานบันจนตั้องควบคุมความเหมาะสม

แล้วถ้ากระบวนการการดูแลควบคุมในการใช้เครื่องมือชั่งตวงวัดของสังคมนั้นให้คำว่าสมดุลเหมาะสม(สังคมเรา) มันมีที่มาในกระบวนการมันผูกขาด และใช้ผ่านกลไกผู้มีอำนาจ หรือนักปกครองเกินไปไหม???

ความเหมาะสมไม่เหมาะสม บนฐานข้อมูลไม่รอบด้าน เหมาะสมบนการผูกขาดผู้ออกแบบสมดุลในระบบที่มีผู้ออกแบบ หรือผู้อภิบาลแบบไม้ดัด ไม่ใช่กลไกธรรมชาติตามหลักป่าปกสรรพสัตว์หรือ "ธรรมภิบาล"ที่โปร่งไสรอบด้านตามหลักประชาธิปไตย ไม่ใช่พระยาอภิบาลตามหลักอำนาจนิยมหรือเทวนิยมที่ความนิยมหรือถูกต้องถูกออกแบบมาจาก

กรอบอำนาจนิยมของผู้อภิบาลนั้นติดที่ตัวบุคคลกลุ่มบุคคลหรือรอบด้านจนเป็นฐานข้อมูลที่เป็นจริงรอบด้านของสังคมแล้สเอาทุกอย่างที่รอบด้านนั้นมาชั่งตวงวัดผ่านธรรมภิบาลตามหลักธรรมธิปไตย จนกลายเป็นการชั่งตวงวัดหาความเหมาะสมของสังคมนั้นไม่ใช่บุคคลนั้นหรือกลุ่มบุคคลใด???

นั้นคือความเหมาะสมไม่เหมาะสมมันถูกนิยามให้ตรงตามหลักประชาธิปไตย,ธรรมาภิบาล,(ป่าปกสรรพสัตว์) หรือนิยามความเหมาะสมนั้นมันต้องถูกต้องตามกรอบของ"อภิบาลไม้ดัด"เรื่องแบบนี้ต่างหากคือคำถาม???

กราเว่น

คนชื่ออะตอมนี่ถ้าจะบ้าหนัก...มีแต่อีแอบทั้งนั้น แน่จริงแสดงตัวออกมากันดีกว่า หากจะสู้กันจริงๆ จริงๆ ถ้าไม่มีกฏหมายหมิ่น พวกท่านน่าจะโดนกฏหมู่มากกว่า มีกฏหมายหมิ่นน่ะ ดีเท่าไหร่แล้ว

ทำอะไรคิดถงชาวบ้านด้วย ที่เรื่องการเมืองล่ะอ้างเสียงส่วนใหญ่ ประชาธิปไตย อย่างนั้นอย่างนี้ ทีเรื่องนี้เสือกไม่อ้างมั่งล่ะ

ไม่มีใครสยบยอมหรอกท่าน เพราะคนเขามีความสุข มีใความสงบอยู่แล้ว มีแต่พวกคนระ ยำ เช่นพวกท่าน ที่ดึงฟ้าลงมาต่ำ ถึงออกมาแหกปากอยู่ในเว็บอีแอบนี้

คนแก่

ก่อน19ก.ย. สมมุติว่าไม่ปฏิวัติ เราจะได้รัฐบาลไหมท่านผู้รู้ช่วยคิดหน่อย รัฐะรรมนูญ 40 ที่เขียนให้ต่อสู้กับ20% เราว่าเดี๋ยวนี้มีรัฐบาลแล้ว ช่วยให้เรากินดีอยู่ดี จะดีกว่า เพราะเราคิดว่าเราป็นคนจนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่าพึ่งคิดช่วยคนส่วนน้อยอยู่เลย เดี๋ยวเราจะไม่จนเพราะตายก่อน

อะตอม

ครับคุณกราเว่น#63 ไม่แอบหรอกครับ ผมเข้าเว็ปท์ไหนก็ใช้ชื่อนี้ไม่เคยปลอมตัวปลอมชื่อหรือแอบมา

ผมทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ และสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญว่าไว้ในการร่วมรับผิดชอบความเป็นไปของสังคม และเคยปรวาณาตัวไว้กับ???

ผมจึงถือเป็นหน้าที่ ในการนำเสนอความจริงอีกด้านเพื่อเป้าหมายให้ข้อเท็จจริงที่รอบด้าน แก่สังคม

ส่วนใครจะตัดสินใจอย่างไรก็ให้เป็นไปตามวิจารณญาน ของแต่ล่ะท่านแต่ละคน แต่สำคัญคือมันต้องรอบด้านก่อน

ผมไม่ได้แอบ แต่บทบาทหน้าที่ผมไม่ใช่รัฐมนตรี หรือหน้าที่รัฐบาล ,ฝ่ายค้าน แต่ทำหน้าที่ประชาชน และตามสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญให้ไว้

ในการแสดงออกทางความคิดเห็น ตามระบอบประชาธิปไตย อย่างบริสุทธิใจ เพราะปัญหาเรื่องความจริงที่รอบด้านนั้นสำคัญกับวิกฤตบ้านเมืองตอนนี้มาก

เพราะตอนนี้ทุกคนรู้ในความจริงว่าทำอะไรอย่างไรผิดพลาดอย่างไร ถ้ารับผิดชอบคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการกระทำก็ต้องยอมรับความจริงต่อผลการกระทำที่อาจจะผิดพลาดนั้น

ในมิติความรับผิดชอบจึงต้องยอมรับความจริง เพราะความจริงมันมีอันเดียว ถ้ายอมรับ ก็จบลงที่ความจริงก็จะเห็นความจริงในทางออกแล้วปรับปรุงหาทางออกร่วมกัน

แต่ถ้าเลือกปิดหูปิดตาปฎิเสธความจริงมันก็จะเข้ากรณ๊ที่พูดไว้หลายครั้งว่า

"""ถูกผิดดีชั่วใครจะหาข้อแก้ตัวได้ดีกว่ากัน"""

มันก็จะประกวดความจริงที่เป็นมายากัน ที่สุดเมื่อมันมายามันจึงหาทางออกร่วมกันไม่เจอ เพราะคนทำไม่ยอมรับและพยายามหนีความจริง เมื่อต่างคนต่างหนี ปิดหูปิดตาหรืออัดตาคู่กรณี ด้วยอำนาจนิยมเข้าข่มกัน

ความไม่ดีไม่ถูกต้องจึงหมักหมมไว้ หมกปัญหาไว้พอกไว้ รอวันระเบิดเป็นวิกฤตออกมาแบบนี้อีก

ดังนั้นสังคมจึงต้องยอมรับในความผิดพลาด และยอมรับในการชี้แจงความผิดพลาดของตัวเองในมิติความรับผิดชอบ การชี้ถูกชี้ผิด กับการกล่าวหาว่าร้ายคนอื่นหรือจับผิดแต่คนอื่น

มันคนล่ะเรื่องเดียวกันจน ท่านอ. วรเมธี(พระอ.แว่น) เทศน์เสมอว่าดีแต่ติคนอื่นไม่มองตัวเอง เพราะแน่นอนทุกคนมีขี้อยู่ในลำไส้ทวารความดีไม่ดีอยู่ในทุกตัวคน

แต่ความรับผิดชอบต่อการกระทำที่สร้างผลกระทบกับคนอื่นจากการกระทำ หรือวิบากกรรมร่วมนั้น มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน การแค่ปล่อยให้เรี่ยราดในที่สาธารณะ อย่างอุจจาดขาดความรับผิดชอบ

คนที่ชี้ถูกผิดว่า ปล่อยให้เป็นที่ได้ไหม? เป็นการตำหนิเฉพาะคนอื่นไหม ต่อให้เป็นวณิพกขอทานพูด ซึ่งฐานะทางสังคมต่ำขนาดไหน แต่ถ้าเขาเสิร์ฟความจริงให้สังคมรู้ และเกิดการปรับปรุง แบบนั้นถือเป็นหน้าที่ด้วยซ้ำในการร่วมกันดูแลสังคม

ไม่ใช่ว่ามันเป็นดีแต่ตำหนิด่าคนอื่น เห็นแต่ความผิดคนอื่น ผมว่าบางทีต้องดูเนื้อหาการเสิร์ฟว่าการตำหนินั้น เพื่อก่อฯเป็นความรับผิดอชบร่วม หรือก่อกวนหาเรื่อง แต่ถ้ามันอยู่ในบทบาทหน้าที่ เช่นตำรวจ จะมาวุ่นวายทำไม

ฉันจะปล่อยของเสียในตัวฉันกลาง สยามแสคว ของเสียในตัวฉันตำรวจมันมายุ่งเรื่องคนอื่นทำไมแบบนั้นเหรอ???

คนไทย

ใครจะรักประเทศไทย รักคนไทยทุกคน
เท่ากับในหลวง ถามหน่อย
ใครไม่อยากอยู่ในประเทศไทยก็ออกไป
อย่าอยู่ให้หนักแผ่นดิน
ไอ้พวกแอบ...แม่งเก่งแต่ในเว็บ