บทความ ประวิตร โรจนพฤกษ์:พันธมิตรประชาชนเพื่อ "ประชาธิปไตย" กับ นปก.: ความเหมือนอันน่าเป็นห่วง
ประวิตร โรจนพฤกษ์
ในสภาพการเมืองปัจจุบันที่แบ่งแยกสุดขั้ว หลายคนอาจเป็นห่วงความต่างระหว่างกลุ่มพันธมิตรและ นปก.ที่พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง หรือไม่ยอมแม้กระทั่งจะเจรจาด้วยซ้ำไป รวมถึงมองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก และตอนนี้สถานการณ์ก็ซับซ้อนขึ้นหลังนายทักษิณ ชินวัตรกลับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกลับมองว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมิน้อยกว่าความต่างก็คือ ความเหมือนอันน่าเป็นห่วงของสองกลุ่ม ดังต่อไปนี้
1.ทั้งสองฝ่ายพึ่งลัทธิบูชาบุคคล
ตอนทักษิณกลับมาเมืองไทยวันที่ 28 ก.พ. มีประชาชนผู้สนับสนุนและแฟนๆ อย่างน้อย 5,000 คนไปต้อนรับที่สนามบิน พวกเขาบ้างก็ถือธงสีฟ้าอ่อนต้อนรับการกลับมาของนายกฯ ประชาชนอีกจำนวนหนึ่งถือดอกกุหลาบสีแดงเพื่อรอยื่นให้อดีตนายกฯ และมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งสวมใส่เสื้อยืดสีขาวมีข้อความด้านหลังสกรีนว่า "นายกฯ ของเรา" แกนนำ นปก.บางคนก็อยู่ที่นั่นและพวกเขาก็ร้องเพลงแสดงความดีอกดีใจ หลายคนอดปลื้มปิติไม่ได้ ถึงกับน้ำตาไหล แถมในบริเวณนั้นมีรูปทักษิณในอิริยาบถต่างๆ วางขายรูปละ 10 บาท ยกตัวอย่างเช่น รูปทักษิณบนหลังม้า คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริง ถ้าจะบอกว่าวันนี้ไม่มีโครงการประชานิยมไหนจะได้รับความนิยมเกินกว่าตัวนายทักษิณเอง กล่าวคือทักษิณได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งประชานิยม
มาดูฝ่ายตรงข้ามบ้าง ทุกคนคงทราบดีว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ชอบใส่เสื้อเหลือง ชูธงเหลือง กราบกษัตริย์ ร้องเพลงสรรเสริญ เทิดทูนบูชาอ้างว่า พวกตนจะสู้เพื่อ "ในหลวงของเรา"
เรื่องเหลืองๆ คงไม่ต้องกล่าวอะไรเพิ่มกระมัง
2.ทั้งสองฝ่ายมีสื่อโฆษณาชวนเชื่อของตนเอง
หากคุณอ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและประชาทรรศน์ คุณอาจสงสัยว่า ตกลงทักษิณเป็นอย่างไรกันแน่ เขาคือวีรบุรุษหรือซาตาน ทั้งนี้เพราะฉบับหนึ่งเต็มไปด้วยมุมมองอันเลวร้ายและข้อวิพากษ์ต่อนายทักษิณ ในขณะที่อีกฉบับหนึ่งเชียร์ทักษิณสุดๆ
วันพฤหัสที่ 28 ก.พ. บทบรรณาธิการประชาทรรศน์ เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า "เราเชื่อมั่นว่าท่าน [ทักษิณ] จะต่อสู้ในทุกข้อกล่าวที่ฝ่าย "โจรปล้นประชาธิปไตย" นำมายัดใส่ท่าน ประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นกำลังใจให้
"การที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนในวันนี้ กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ไม่มีอะไรจะกล่าวได้มากไปกว่า "ด้วยความคิดถึง"
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านเกิดเมืองนอน" (หมายเหตุ--ตัวหนาตามต้นฉบับ)
ในขณะเดียวกัน ผู้จัดการรายวัน ผู้ขอเป็นแค่ยามเฝ้าแผ่นดิน พาดหัวรองหน้าหนึ่งในฉบับวันที่ 29 ก.พ.ว่า "แม้วถ่มถุยวางมือการเมือง "อยากตายบนแผ่นดิน" " ในหน้าสอง ยังกล่าวในหัวข่าวย่อยอีกว่า ทักษิณ "สร้างภาพก้มกราบแผ่นดินไทย"
อีกตัวอย่างเช่น การ์ตูนในหน้า 3 ของประชาทรรศน์ ฉบับวันที่ 3 มี.ค. 51 เป็นการ์ตูนช่องเดียวจบ เขียนข้อความบรรยายว่า "ทักษิณกราบ "ดิน" แล้วใครกราบเหล็ก?..." โดยมีรูปบุคคลผู้หนึ่งซึ่งมีป้าย "ม.7" ปักอยู่บนหลัง กำลังก้มกราบรถถัง ที่มีธงนาซีปักอยู่
ขณะที่ 1-2 วันหลังจากทักษิณมาถึง ผู้จัดการรายวันก็มีการ์ตูนล้อเลียนทักษิณแบ่งเป็นสองช่อง ช่องแรกเป็นรูปทักษิณกราบธรณีแล้วมีหญิงชราอายุคราวยาย ใส่ชุดไทย คาดสายสะพายเขียนว่า "ประเทศไทย" มีคำบรรยาใต้ภาพว่า "ต่อหน้าสื่อ" ส่วนช่องถัดไปเขียนว่า "ลับหลังสื่อ" ก็ปรากฎว่า ชายหน้าเหลี่ยมกำลังพยายามข่มขืนหญิงชรา
ถึงแม้สื่อแต่ละฉบับหรือทีวีแต่ละช่อง (โดยเฉพาะเอเอสทีวี กับ พีทีวี/เอ็มวีนิวส์) จะมีสิทธิเสนอมุมมองอย่างที่ตนเห็นหรือเชื่อ ผู้เขียนก็อดสงสัยมิได้ว่า พนักงานนักข่าวที่ทำงานให้กับสื่อเหล่านี้ต้องผ่านการทดสอบสมองว่าชื่นชมหรือเกลียดชังทักษิณหรือไม่ และผลของการที่คนในองค์กรสื่อเดียวกันคิดเหมือนกันหมดคืออะไร
(ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยสั้นๆ กับคุณพิธาน คลี่ขจาย บก.บห.ของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ซึ่งคุณพิธานยืนยันว่า นสพ.ประชาทรรศน์ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ที่โปรทักษิณ แต่เป็นหนังสือพิมพ์ที่ "ให้ความเป็นธรรม" กับทักษิณ)
3.ทั้งสองฝ่ายใช้วาทกรรม "คนดี" กับ "คนเลว"
ทักษิณนั้นไม่ดีสุดๆ ก็เลวสุดๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณถามกลุ่มไหน และเพราะ "ทักษิณเลว" พวกพันธมิตรฯ จึงยอมรับรัฐประหาร หรือแม้กระทั่งเรียกร้องให้เกิดรัฐประหาร ซึ่งพวกเขาถือว่า "เลวน้อยกว่า" แกนนำพันธมิตรฯ บางคนอย่างนายคำนูณ สิทธิสมาน ถึงกับยอมรับและภูมิใจที่ได้รับการแต่งตั้งสู่ สนช. ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา
และเพราะ "ทักษิณเป็นคนดี" รัฐบาลพลังประชาชนที่สนับสนุนทักษิณและต่อต้านทหาร คมช. จึงสามารถปลด โยกย้าย ข้าราชการระดับสูง ได้อย่างไม่ต้องตั้งคำถาม โดยเฉพาะ "คนเลว" ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือโปรโมทหลังทหารยึดอำนาจ
4.ทั้งสองฝ่ายมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส
มีใครรู้ไหมว่าตอนกลุ่มพันธมิตรฯ ตัดสินใจว่าจะชูธงเหลืองนำการต่อสู้นั้นพวกเขาตัดสินกันอย่างไร แกนนำ 5 คน โหวตกันอย่างไร เขาเคยบอกสาธารณะบ้างไหมและทำไมถึงไม่บอก คำตอบก็คือ พวกเขาไม่ยอมบอกและกระบวนการตัดสินใจไร้ซึ่งความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ประชาชนที่ไม่เอาทักษิณมีทางเลือกเพียงแค่จะปฎิบัติตามสิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯ บอกหรือไม่เท่านั้นเอง (อย่าลืมนะครับ จะมีการชุมนุมกันอีกในวันที่ 28 มี.ค. นี้ ทางแกนนำเขาตัดสินใจแทนประชาชนกันอีกแล้ว)
ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนจำได้ว่า ตอนแรกเริ่มก่อตั้ง นปก. ก็มีการประชุมที่ธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นการประชุมปิดวงในเช่นกัน ผู้ตามไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ก็คงยังถูกปฎิบัติเยี่ยงผู้ตามต่อไป และทั้งสองกลุ่มก็ยืนยัน นอนยันว่า พวกเขาสู้เพื่อ "ประชาธิปไตย"
5.ทั้งสองฝ่ายทำเป็นมองไม่เห็นข้อกล่าวหาความชั่วร้ายบางอย่าง
หลังจากนั่ง "เกาพุง" มา 17 เดือน นายสุริยะใส กตะศิลา โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเลือกตั้งของนายสมัครอย่างกระตือรือล้น ถึงแม้เขาและกลุ่มพันธมิตรฯ แทบจะอย่เฉยๆ ปล่อยให้เผด็จการทหารยึดบ้านยึดเมืองมาเป็นเวลากว่าปีครึ่ง ถึงแม้กลุ่มพันธมิตรฯ นี้ จะเรียกตนเองว่าเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ "ประชาธิปไตย" ก็ตาม แต่กับความชั่วของระบอบเผด็จการทหารนั้น พวกเขาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือแม้กระทั่งมีส่วนส่งเสริมและร่วมรับประโยชน์ด้วยซ้ำไป
ในขณะเดียวกัน กลุ่ม นปก. ก็รู้สึกไม่สนใจหรือดูเหมือนไม่ยอมฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหานายทักษิณและพรรคพวกว่าโกงกินอย่างมโหฬาร และตอนนี้กลุ่ม นปก. ก็ดูเหมือนเพียงแต่จะต้องการสนับสนุนรัฐบาลพลังประชาชนในทุกทางอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
6.แล้วทั้งสองฝ่ายต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ?
แน่นอนพันธมิตรฯ อ้างว่ากลุ่มตนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและมีคำว่า "ประชาธิปไตย" อยู่ในชื่อของพันธมิตรฯ ในขณะที่ นปก. ก็ใช้ชื่อของกลุ่มว่า "ต่อต้านเผด็จการ"
กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างว่า พวกเขาต่อสู้กับระบอบเผด็จการรัฐสภาภายใต้ทักษิณ (รวมถึงรัฐบาลปัจจุบัน) ในขณะเดียวกัน กลุ่ม นปก. ก็อ้างว่าตนต่อสู้กับเผด็จการทหาร และอมาตยาธิปไตย
ตกลงทั้งสองกลุ่มต่อต้านเผด็จการบางรูปแบบเท่านั้นหรือ
และพวกเขาจริงใจต่อการสร้างสรรค์ให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงไร
หรือว่าเผด็จการแบบคุณคือประชาธิปไตยของผม และประชาธิปไตยของผมคือเผด็จการของคุณ
....................
หมายเหตุ--เพิ่มเติมเนื้อหาล่าสุดโดยผู้เขียน เมื่อวันที่ 13 มี.ค. เวลา 16.37น.












เกรียนสาด ชามะนาว
สองกลุ่มนี้แหละคือพัฒนาการของการรวมกลุ่มการเมืองไทย
ไม่เห็นด้วยกับคนเขียนหรอก ไม่เห็นต้องน่าเป็นห่วงอะไร
สองกลุ่มนี้ทำตัวให้ภาคประชาชนบริสุทธิ์ส้นตีนในฝันของหลายๆ คนอิจฉาน่ะ
เพราะพวกมรึงทำงานมวลชนได้เท่าขี้ตินสองกลุ่มนี่ป่าว
ยิ่งพวกขะหลำนิสต์สองไม่เอาทำตัวเท่ ไปวันๆ
แหวะ [emo10.gif]
รักน้องอุ๊งอิ๊งเสมอนะ[emo10.gif]
เกรียนสาด ชามะนาว
ต้องมีฮีโร่ ถึงจะเท่ ถึงจะดึงมวลชนไว ว่าจะชูเขาทรายหน่อย แบบมาราโดนา
ประเด็นเหลือง เขาต้องมีไม้กันหมา ว่าจะเอาบารมีพระยันตระ มาคุ้มหัวด้วย หลวงพ่อคุณด้วย
ปลุกระดม เอาคนจนมากระทีบคน กทม หน้าส้นตีน เอามันให้เละให้หมด
ไอ้คน กทม หน้าฉ้นตรีน [emo10.gif]
เกรียนสาด ชามะนาว
พอเหตุการสงบ พวกดัดจริตสองไม่เอามันจะคืนชีพละ
สองไม่เอาแล้วไม่มีทางออกเลย ได้แต่วิจาน เพราะทำเป็นอย่างเดวน่ะ แน่จริงต่อยกันป่าว อย่าทำตัวเท่สิวะ เขียนอะไรให้มันโง่ๆ บ้าง
เกรียนสาดไปอยู่กับท่านลิ้มดีกว่า ด่าพวกลิ่วล้อกินหญ้า (แตอยู่กับท่านลิ้มมีขี้ให้กิน)
[emo14.gif]
ธนูทอง
สิ่งที่ต่างคือ นปก ไม่สนับสนุนการรัฐประหารพร้อมต่อต้านและเรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยกลับสู่ประชาชนแม้ต้องถูกรถถังและปืนกดหัวอยู่ แต่พันธมิตรยืนสนับสนุนคนเอาปืนมากดหัวประชาชนให้ทำตาม ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง แต่ที่ตายและเจ๊งคือประชาชนและชาติ
สหายดอกหญ้า
ถ้าทักสินทำรัฐประหาร
นปก คงมีหน้าออกมาเคลื่อนไหวหรอก
เอิ๊กๆๆๆ
คอยดู จำคำผมไว้
Kom
พวกคุณยังเชื่อพวก นปก อีกหรือ ถึงผมไม่ได้ชื่นชม พันธมิตร และไม่ได้เห็นด้วยหลายเรื่อง แต่ต่างกันที่ผมไม่ได้รู้สึกชื่นชม นปก. แม้แต่นิดเดียว
สาย
ผมเห็นด้วยกับบทความนี้ เพราะผมเห็นว่าทั้งสองฝ่ายเป็นการเมืองแบบไพร่ พวกไม่เอาทักษิณก็เข้าพวกพันธมิตร พวกไม่เอาเผด็จการก็เข้าหาชาวบ้านที่ชอบทักษิณ จนตัวเองกลายพวกอุ้มชู ทักษิณและ พปช. นี่แหละพวกไพร่ยุค ศตวรรษ 21
ลับแล
คนดีที่สุดนั้นหาไม่ได้หรอกครับ แต่ประชาชนเขาดูที่การบริหารประเทศซึ่งหมายถึงการกินดีอยู่ดีของคนในประเทศ เลยขอตั้งคำถามว่า ควรยืนอยู่ฝ่ายไหน 1. ตั้งแต่มีรัฐบาลมาหลายรัฐบาล มีรัฐบาลไหนที่บริหารประเทศได้ดีที่สุด 2. ความเป็นประชาธิปไตยควรปกครองโดยการเลือกตั้ง หรือโดยทหารปกครองประเทศ
ลับแล
คนดีที่สุดนั้นหาไม่ได้หรอกครับ แต่ประชาชนเขาดูที่การบริหารประเทศซึ่งหมายถึงการกินดีอยู่ดีของคนในประเทศ เลยขอตั้งคำถามว่า ควรยืนอยู่ฝ่ายไหน 1. ตั้งแต่มีรัฐบาลมาหลายรัฐบาล มีรัฐบาลไหนที่บริหารประเทศได้ดีที่สุด 2. ความเป็นประชาธิปไตยควรปกครองโดยการเลือกตั้ง หรือโดยทหารปกครองประเทศ 3.การเป็นอยู่ของท่าน อันไหนมีความสุขกว่ากัน 4.พรรคไหนบ้างที่มือสะอาดเต็มร้อย(ชาติหน้าตอนบ่าย ๆ มั่ง)
อินทรี
แล้วคนที่เขียนบทความนี้ ยืนอยู่ตรงใหน หรือว่าคุณจะหาที่ยืนโดยการเขียนบทความวิจารณ์ทุกฝ่าย โดยไม่กล้าชี้ว่าควรเลือกฝ่ายใหนโดยไม่ชี้เหตุผล การต่อว่าทุกฝ่าย ให้ตัวเองดูเหมือนมีสมองมันง่ายดี
ถ้าอยากมีที่ยืน ลงมาให้ประชาชนตัดสินเลย อย่ามัวเห่าอยู่บนสื่ออย่างเดียว
สหายดอกหญ้า
"การต่อว่าทุกฝ่าย ให้ตัวเองดูเหมือนมีสมองมันง่ายดี"
คนฉลาดคือคนที่เลือกข้างสินะ
โดยเฉพาะ
ข้างเดียวกับคุณ
เหวยๆๆๆๆ
ภูมิวัฒน์
ข้ามให้พ้นตัวบุคคล สู่หลักการประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นประมุข
""""""""""""""""""""""
สงครามเริ่มขึ้นแล้ว ประชาชนต้องกำหนดบทบาทตัวเองในทางการเมืองท่ามกลางการต่อสุ้นี้
บุญรอด
เราคิดว่า ผู้เขียน(ประวิตร) หวังดีกับ นปก. และพยายามเตือนว่า อย่าไปติดกับลัทธิบูชาตัวบุคคล เหมือนอย่างพันธมิตรเคยนำมาใช้เป็นยุทธวิธี
เราคิดว่า เราเชียร์ นปก.เพราะอย่างน้อย นปก.ก็ยังไม่เคยเรียกร้องนายกพระราชทาน ไม่สร้างเงื่อนไขและสนับสนุนการรัฐประหารเหมือนอย่างพันธมิตร
.
แต่ถ้าเมื่อไหร่ นปก. ใช้ยุทธวิธีในการต่อสู้เช่นเดียวกับพันธมิตร เราก็ต้องต่อสู้คัดค้านเหมือนกับที่เราเคยวิพากษ์พันธมิตร
ที่ประวิตรวิจารณ์(เตือน)ก็คือคือ สื่อที่นับสนุนทักษิณ ไม่ได้ยกระดับเนื้อหา แต่ยังคงพยายามรักษามาตรฐานในระดับสื่อในเครือผู้จัดการไว้ ไม่รู้ว่าประชาทรรศน์จะรับฟังได้ไหม และคิดอย่างไร
เรามีข้อสงสัยว่า "ประชาไท" ควรจะเป็นสื่อประเภทไหน ซึ่งผู้อ่านหรือพวกเราน่าจะเป็นผู้ให้ความคิดเห็น
หรือไง ?? ท่านเกรียน..???
อ.ทร.
หมากัดหมา ระหว่างกลุ่มสี่เสา กับราชครู สมัย 2490 เคยทำให้เกิดพื้นที่ให้ฝ่ายซ้ายได้ผุดเกิด
แล้วลิงกัดลิง ระหว่าง ครป.กับ นปก. เนี่ยจะเกิดผลดีแก่ภาคประชาชนตัวจริงหรือเปล่า ?
ธรรมศักดิ์
เป็นพัฒนาการของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
บทเรียนที่สาหัสเท่านั้นจึงจะเป็นคำตอบของสังคมที่เห็นแก่ตัวเองและยึดถือตนเองว่ากูคือความถูกต้อง
ไม่รู้สึกหรืออย่างไรว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ก็คือ ตัวปัญหายิ่งใหญ่
ประชาชนเขาอยากระบายความทุกข์อยู่ หวยจะออกไปที่ใครหนอ ซวยจริงๆประเทศไทย
คนโบราณ
ก็เห็นด้วยในข้อเขียนของคุณประวิตร ที่มองว่าสุดท้ายประชาชนก็กลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองที่มีมาตรฐานทางอำนาจที่ต่างกันและกำลังขับเคี้ยวกันให้ได้มาซึ่งอำนาจนั้นในขณะนี้ เป็นไปได้หรือ ที่ประชาชนจะปราศจากชนชั้นปกครองได้ เท่าที่มองดูไม่ว่าระบบการเมืองการปกครองแบบใดๆก็ต้องให้ได้มาซึ่งคณะปกครองที่เป็นผลผลิตจากผู้ถูกปกครองโดยบางช่วงขณะผู้ถูกปกครองอาจจะ"เต็มใจ"และบางครั้ง"จำใจ"ผมว่าปัญหาที่คุณประวิตรเห็นแต่ก็หาได้เสนอแนวทางจัดการกับปัญหานั้นๆ ผมเองก็รู้เหมือนที่คุณรู้ ผมมองว่าโครงสร้างทางสังคมและการเมืองของเรากำลังพัฒนาไปในแบบ"หันหลังเดิน"(มันเดินได้ไม่ตรงเท่าไหร่ บางทีหงายหลังล้ม และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมาย) ผมเองก็เป็นอนุภาคหนึ่งในกระบวนนั้นด้วยความ"ตรอมใจ"ทั้งๆที่พยามยามจะเปลี่ยนและเข้าร่วมให้เกิดกระบวนการหันหน้าเดินในสังคม แต่ก็อีกนั่นแหละปัญหามันเกิดอีกว่าเราจะกลับหลังหันด้วยทางด้านซ้ายมือหรือทางด้านขวามือดี (เอียงซ้ายหรือเอียงขวา)หรือไม่ใช่ทั้งสองอย่างแล้วจะเอาอย่างไรกันละเอาอย่างนี้ดีไหมใช้วิธีตีลังกาม้วนหลังสักสามตลบทำได้หรือเปล่าช่วยกันคิดหน่อย!
แลกเปลี่ยน อาจผิด อาจถูก
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
กระผมมีแง่คิดที่จะเลือเปลี่ยนมุมมองบ้างดังนี้
1.นายทุน กับเจ้าขัดแย้งกัน มีในอดีตแล้ว ทั้งของไทย รัสเซีย ฝรั่งเศส จีน ควรอ่าน tkns เสริมพลังให้สมอง
2.ท่ามกลางความขัดแย้งหลักดังกล่าว ย่อมมีผู้นิยมนายทุน และผู้นิยมเจ้าเข้าร่วมเป็นหางเครื่อง เต้นติ๊ดชึ่งๆๆๆ ตามจังหวะนั้นๆๆ
3.ขณะเดียวกันนั้น มีคู่ความขัดแย้งรอง คือ เจ้ากับไพร่ นายทุนกับกรรมกร อำมาตย์กับเสรีชน
4.ในประวัติศาสตร์รัสเซีย นายทุนทุบตีเจ้า..ขณะเดียวกันกรรมกรก็ร่วมกับนายทุนตบตีเจ้า จนชนะเจ้าเป็นสาธารณรัฐ..(นายทุนกับกรรมกรอยู่กันแบบแบ่งอำนาจกัน คล้ายเนปาลที่มี 7 พรรคร่วมกันปกครองแทนเจ้า)
5.ในระยะ 8-9 เดือนต่อมา ในเดือน ตุลาคม คศ. 1917 กลุ่มกรรมกรชาวนาและชนชั้นกลางก็แย่งยึดอำนาจจากนายทุน เป็นสาธารณรัฐสังคมนิยม
ในที่สุดสังคมเปลี่ยนเป็นแบบ Twin Action 2ขั้นตอน..นี่ ใครก็รู้ เจ้าก็รู้ อำมาตย์ก็รู้ นายทุนก็รู้ กรรมกรไทยและ ชาวนาไทยรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง
6. เราไม่รู้ว่า Model แบบใดที่จะเกิดกับสังคมไทย
7. การต่อสู้ทางการเมืองไม่ได้แพ้ชนะที่การต่อสู้ทางวาทกรรมและกิจกรรมบนท้องถนนเท่านั้น...เพราะ "การต่อสู้ทางการเมืองเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น"
8.ชนชั้นใดจะอยู่ฝ่ายใด ชนชั้นใดจะชนะเด็ดขาดในบั้นปลาย เราก็ย่อมตอบได้ในทางทฤษฎี
9. แต่เฉพาะหน้านี้.. ต้องถือว่านายทุนก้าวกน้ากว่าศักดินาด้านประชาธิปไตย
แต่การกดขี่ขูดรีดซับซ้อนและเหนือกว่า...
10. สายเกินไป สำหรับ กลุ่มพันธมิตร ที่เขาเลือกข้างผิด ที่เป็นหางเครื่องให้พลังล้าหลังแบบศักดินา..และกลุ้มพันธมิตรไม่ได้ชี้ทางออกที่ก้าวหน้าอะไรสู่สังคม...มีแต่ตะโกนศีลธรรมดีเลวไปวันๆ
11. นปก. ควรเป็น นปช. ที่สามารถจัดตั้งคน จัดตั้งชาวนาชาวไร่อิสาน เหนือ ใต้ และกรรมกร...เป็นแนวร่วมกับนายทุน จัดการศักดินาอำมาตยเสียก่อน
ขอประนามนักวิชาการ พวก 2 ไม่เอา ที่มีแต่วิพากษืวิจารณ์โดยไม่ชี้ทางออกแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ
เรียน พวก 2 ไม่เอา พวควิจารณ์ พวก ติคนเป็นอาชีพ ทั้งหลาย
หากท่านจะเป็นตาอยู่ คอยหยิบชิ้นปลามัน ท่านก็คิดผิดแล้ว เพราะท่านไม่มีกำลังปฏิบัติการใดๆเลย ท่านไม่จัดตั้ง ท่านไม่เข้าหาประชาชน....เวลาที่เจ้าเพรียงพล้ำ.. เวลาที่นายทุนอ่อนแอ...ท่านก็ไม่ได้อำนาจรัฐ...เพราะท่านอ่อนแอเสียยิ่งกว่ากลุ่มใด
นปก. จงเจริญ
พันธมิตร และกลุ่ม 2 ไม่เอา จะถูกกวาดเก็บตกเวทีพร้อมกับกลุ่มอำมาตย์ศักดินา ไม่เชื่อก็คอยดู
อ้อย
ความเห็นต้นๆไร้ค่า ไม่น่าเอามาลงเสียดายไฟฟ้า เสียดายน้ำหมึก
คุณประวิตรวิจารณ์ไปขั้นหนึ่ง เขาจะอยู่ตรงไหน คนอ่านก็คิดต่อ และวิจารณ์ต่อ พัฒนาความคิดไปอีกขั้น ไม่ใช่ไปด่าว่าเขาว่าเขาไม่มีฝักฝ่าย แบบคห.10-11 ประวิตรเขาพูดไปหลายหน้าแล้ว คุณก็หัดคิดต่อสิ ไปว่าเขาไม่เลือกฝ่ายได้อย่างไร คนแบบคห 10-11 ก็ไร้สมองเช่นกัน คอยแต่นั่งด่าคนอื่น คุณประวิตรเขาไม่ได้ เขาศึกษาเปรียบเทียบ คห.10-11 หัดใช้สมองบ้างนะ ส่วนที่มีใครบอกว่าให้ประชาชนตัดสิน อ้าว ก็เพราะประชาชนปล่อยปละละเลยไง ไอ้พวกเลียรัฐประหารถึงได้ออกมาลอยหน้าลอยตา ความจริงถ้าประชาชนกลุ่มหนึ่งไปล้อมสนพ.ผู้จัดการสัก 2-3วัน เอาขี้ขว้างสุริยขุ่นสัก สองสามก้อน มันคงหยุดเห่าไปแล้ว
เกรียนสาด
พันธมิตร กับ นปก มันมีพลังกว่าพวกหมาเห่าข้างเวปบอร์ด (แบบตูอีกคน ) [emo14.gif]
เขาจะโปรเจ้าโปรทักษิณ เขาก็ฉลาดน่ะ แก้เกมส์สร้างการเคลื่อนไหว มีทั้งสื่อ มีทั้งมวลชน และมีฮีโร่ เป็นของตนเอง แล้วขับเคลื่อน
ปัญญาชนล่ะ มีแต่อยู่แถวเวบบอร์ดวิจาน (วันนี้กูกับเพื่อนอีกสามคน ไปประท้วง อบต มาเว๊ย เด๋วจะเอารูปมาให้ดู)
อยากให้มันมีอีกซักสิบพันธมิตร (กลุ่มเกลียดทักสิน)
อยากให้มีอีกซักสิบ นปก (กลุ่มรักทักษิณ)
อยากให้มีอีกซักร้อยยะใส อยากให้มีอีกซักร้อยจักรภพ
เบื่อปัญญาชนส้นตีน ที่พิมพ์หนังสือปกซีดไว้บนหิ้ง ให้ไอ้พวกสหายแดกหญ้าไว้อ่าน
แล้วพวกหน้าส้นตรีนที่เรียกตนเองว่าปัญญาชน ส่วนใหญ่เป็นพวก บักเดียว ช่างติ
ถ้าล่วงละเมิดพวกท่านไปก็ขอกราบตรีนนะ มันอดไม่ได้น่ะ
แน่จริงชมพันธมิตร บ้างดิวะ เขาด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง
เกรียนสาด
ถ้าข้อความมันเปลืองค่าไฟ เด๋วจะโอนค่าไฟไปให้ เอาที่อยู่ธนานัต มาด้วยนะ
เกรียนสาด
พอละ เมียด่า เมียสั่งว่าอย่าเล่นมาก
ปกติประวิตรคนก็อ่านเยอะ ไม่น่ามาปั่นเล๊ย
แต่บทความนี้ยังไงก็เหนแย้ง เราชอบพันธมิตร กับ นปก น่ะ มีสีสันดี
อย่าไปกระแดะยัดอุดมการณ์ให้ใครเลย พวกเขาคงเลือกกันแล้วว่าจะเป็นแบบนั้น คนมันเยอะดี
ทำพรรคคอมมูนิดดีกว่า จะไปอยู่ด้วย เริ่มต้นใหม่เหอะ เราไม่มีปัญญาไปไฉแจคมวลชนใครได้หรอก เราเก่งสู้สนธิลิ้ม กับบักษิณไม่ได้หรอก เรามันโง่น่ะ ทำมาหากินไรไม่เป็น เป็นได้แต่ลูกจ้างเขา
คนไตย
เห็นด้วยกับ คห 6 และ 7 แล้วก็เห็นด้วยกับผู้เขียนน่ะค่ะ
ดิฉันติดตามข่าวมาตลอด ทั้งสองฝ่ายก็มีแต่จะแย่งชิงดีชิงเด่นกันทั้งคู่นั้นแหละ แล้วก็บอกว่าทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพรรพวกทั้งนั้น มีแต่วิจารณ์กันไปมา ไม่เห็นท่านเคยถามประชาชนบ้างเลยว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คืออะไร ต้องการจะพัฒนาประเทศไปอย่างไร พูดเองเออเองทั้งนั้น แล้วไอ้พวกประชานิยมก็ไปหลงตาม และสนับสนุนตามที่ตัวเองชอบ คนที่ชอบทักษิณก็สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน คนที่ไม่ชอบทักษิณก็สนับสนุนพันธมิตรฯ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศไทยไม่มีทางได้รับประชาธิปไตยที่แท้จริงสักที มัวแต่เชื่อคำพูดของพวกประชานิยมไงล่ะ และอ่อนไหวกับข่าวหรือสื่อมากเกินไป ต้องยอมรับว่าคนไทยน่ะเป็นคนใจอ่อนหวันไหวง่าย ความจริงน่าจะพิจารณาดูให้ดีก่อนตัดสินใจน่ะค่ะ ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่ชอบทักษิณหรือพันธมิตรฯต้องอยู่คนละขั้วกันนี่ค่ะ เราน่าจะเลือกทางเดินของตัวเอง ไม่ใช่คนอื่นเสนอมาแล้วก็เดินตาม เราต้องมีจุดยืนที่เป็นของตัวเองสิค่ะ ขอให้คนไทยทุกคน สู้ๆ น่ะค่ะ :)
ชาวบ้าน-1
สุดท้ายแล้ว ประชาชนชนะเสมอ...จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านที่อุทิศตนเพื่อความกินดีอยู่ดีของพี่น้องร่วมชาติ
ขอให้ผู้ที่จงใจทำให้บ้านเมืองวุ่นวายเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน จงเดินทางไปสู่ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ มีลูกหลานเลวทราม ต้องสูญสิ้นวงศ์ตระกูลในเร็ววันนี้
toyasu
ขอถามว่า กลุ่มที่นิยมทักษิณ ไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน เขาต่อต้านเผด็จการ และสนับสนุนพรรคพลังประชาชนจนได้เป็นรัฐบาล ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย คุณประวิตร จะเอาอย่างไรอีก หรือว่ามันยังถูกใจคนชั้นกลางอย่างคุณ
บังวิน
ครับเราจะต้องพยายามนำเรื่องทั้งหมดออกจากท้องถนนขึ้นสู่ศาล บ้านเมืองจึงจะสงบลงได้ อย่างที่อาจารย์ธรรมศาสตร์ไปแจ้งความจับ 5 แกนนำพันธมิตรในฐานปลูกปั่นประชาชน บิดเบือนข้อมูลเพื่อมารับใช้พรรคพวกตนเอง นั่นแหละถูกต้องแล้วครับถูกผิดก็ไปว่ากันที่ศาล ไม่ใช่ไปธรรมตัวเป็นศาลเตี้ยกันเสียเอง โดยเฉพาะไอ้พวกสื่อมวลชนสื่อมวลสัตว์ทั้งหลายก็เช่นกันยุแยงตะแคงรั่วกันทุกวันจริงบ้างเท็จบ้าง
ก็กล่าวหากันไป นำสู่กระบวนการศาลตุลาการภิวัฒน์กกันดีกว่าครับบ้านเมืองจะได้สงบสุขเสียที
หนับหนุน คห.21
พวก 2 ไม่เอา (ไม่เอานายทุน และไม่เอาศักดินา)
ควรรีบก่อตั้งพรรคคอมมูนิสต์ได้แล้ว
เพราะพรรคคอมมูนิสต์นี้ไม่ต้องโฆษณาอุดมการณ์อะไร คนเขาก็รู้ว่าเป็น พรรคที่ไม่เอาศักดินา และไม่เอานายทุน
เลิกสนใจแล้ว
จะเป็นอย่างไรก็ช่างเพราะอย่างไรผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่หลังศึกสงบลงผมก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ
ส่วนผู้ที่ร่วมในเห็นการหากรอดตายและอยู่ฝั่งชนะก็จะเป็น วีระบุรุษ ที่สร้างผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม
แต่ผู้ที่รอดตาย แล้วอยู่ในฝ่ายแพ้ก็เป็นแค่ โจร, ผู้ร้าย แถมยังเป็นเศษเดนที่ไร้ค่าของคนบางกลุ่ม
แล้วใยจะต้องแคร์ ก็แค่นั้งอยู่บนภูดูุหมากัดกันก็พอ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะก็ไม่ต่างกัน จริงไหม
เสรีชน
เราจะอยู่ข้างที่เลือกประชาชน ใครที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เขาผู้นั้นก็จะได้รับการสนับสนุนตลอดไป
ทุกคนก็ต้องเลือกเพื่อประชาชนโดยส่วนรวมมิใช่หรือ
ส่วนที่จะยกใครมาเป็นฮีโร่ ก็เป็นเรื่องของการรวมที่ต้องการให้มีจุดศูนย์กลางที่จับต้องได้ มิใช่เป็นเทวดา ที่สมควรแก่การกราบไหว้ ห้ามวิพากษ์ วิจารณ์มิใช่หรือ
เรานับถื่อท่านนายกทักษิณ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าท่านผิดจริง เราค่อยว่ากันใหม่ แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายทำตัวเหนือมนุษย์ ทั้งที่มีความผิดชั่วหลายขุม ตราบนั้นมันคงไม่ fair game เท่าใดนักหรอกนะ
ฉะนั้นบทความนี้หามีความน่าเชื่อถืออย่างใดไม่ น่าเสียดายสมองที่เคยบทความที่น่าสนใจ
ตราบใดที่ประชาชนยังถูกห้ามตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มันไม่มีประโยชน์ที่จะมาพิจารณาการต่อสู้ของอีกฝ่ายว่าไม่เหมาะสมหรือเหมือนกัน
มันไม่มีวันเหมือนกันหรอก เพรามันไม่ fair game นั่นเอง
คนโบราณ
ก็ โอ เค นะกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของ คห.ที่17 เข้าท่าดีมีสาระ แต่ผมก็ยังอึมครึมอยู่ในตัวเองว่าจะ กำหนดจุดยืนของตัวเองไว้ตรงไหน
เคยอยู่ข้างทุนใหม่ ก็กลายเป็นทุนสามานย์ นำพาเราตกเป็นทาษทุน อีกหน่อยคงเหลือแต่ตัวล่อนจ่อน
ย้ายมาหาทุนศักดินา ก็กลายเป็นพวกล้าหลัง ขาดพลังความคิดในการบริหารบ้านเมือง เห็นเราเป็นแค่ไพร่ในเรือนไร้สิทธิ์ไร้เสียง นั่งพับเพียบเรียบร้อยดัวพวกมันเสพย์สุขกันไปวันๆ
ตัวผมเองต้องไปสู้มาแล้วทั้งสองพวก เหนื่อย และค่อนข้าง ท้อแท้
เลยคิดว่าน่าจะปลีกวิเวกดีกว่า แล้วผมก็จะกลายไปเป็นพวก 2ไม่เอา ให้ถูกด่าอีก ก็แล้วมันมีพวก 3 มาให้ผมเอามั๊ยล่ะ อยู่ตรงไหนถ้าพบกรุณาชี้นำคำกล่าวที่ว่า"ชนเช่นไร ได้ผู้ปกครองเช่นนั้น" มันยังเป็นจริงอยู่ไหม ในปัจจุบัน?
ชาวบ้าน-1
ขออยู่ข้างคนที่บริหารบ้านเมืองอย่างฉลาด รู้จักนำสิ่งดีๆของทุนนิยมเสรีมาสร้างสรรค์ความเจริญ สร้างงาน และความกินดีอยู่ดีให้ลูกหลานไทย
เข็ดจริงๆกับศักดินาสมองกลวง ได้แต่ท่องคุณธรรมจริยธรรมปาวๆไปวันๆ...กรุณาอย่ากลับมาอีก แค่ 1 ปี ก็เกินพอแล้ว
บุญรอด
555 !!!!! เกรียนสาดกลัวเมีย.......
มิน่า !!!!!
นิยมประชา
ผมมีความเห็นต่างจากคุณประวิตรครับ
พันธมิตรฯ กับ นปก. ไม่เท่ากันสำหรับผมชัดเจนครับ
แม้ทั้งสองกลุ่มเลือกเล่นบทต่อต้านและสนับสนุนผู้นำทางการเมืองที่เป็นตัวบุคคล จึงดูเสมือนเป็นมุมกลับตรงข้ามซึ่งกันและกัน
และแม้ทั้งสองกลุ่มจะอ้างว่าต่อต้านเผด็จการชูธงประชาธิปไตยไม่แตกต่างกัน
แต่จุดชี้ขาดคือกลุ่มพันธมิตรฯ เดินเกมทำทางก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และค้ำจุนระบอบ คมช. มาโดยตลอด แม้จะวิจารณ์บางตัวงบุคคลบ้าง ในขณะที่ นปก. คัดค้านระบอบ คมช. โดยตลอด
ในกรณีทักษิณ ต่อให้ยอมรับไปเลยว่าเป็นเผด็จการเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งไม่เท่ากับประชาธิปไตย (ซึ่งยังเถียงกันได้) แต่ทักษิณมาจากการเลือกของประชาชน มีวาระชัดเจนว่าต้องกลับมาผ่านการเลือกของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง แต่ขอถามว่าประชาชนเคยได้เลือกและปลด คมช. ได้หรือไม่ (คำตอบคือประชาชนไม่เคยได้เลือกและไม่เคยมีวาระที่ประชาชนจะได้เลือกครั้งต่อไป) กรณีทักษิณจึงแตกต่างจากกรณี คมช. โดยพื้นฐานเรื่องที่มาและที่ไปจากประชาชน
สำหรับกรณีการไม่สามารถตรวจสอบ คานอำนาจและถอดถอนกรณีทักษิณและ คมช. นั้น โดยเปรียบเทียบแล้วกรณีทักษิณก็ยังทำได้มากกว่า จุดชี้ขาดคือ การรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณได้ แต่การร่างกติกา รธน 2550 และการเลือกตั้ง 23 ธันวา 2550 ล้วนเป็นไปตามการกำหนดเองของ คมช. และรัฐบาลทั้งสิ้น
ความผิดพลาดบกพร่องของรัฐบาลทักษิณเป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยไทย แต่ความผิดพลาดบกพร่องของระบอบ คมช. เป็นจุดอ่อนของระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของไทย เช่นเดียวกับกรณีความผิดพลาด บกพร่องของ พันธมิตรฯ กับ นปก. เป็นจุดอ่อนของคนละปัญหากันชัดเจน
ความเห็นคุณประวิตรจึงวางอยู่บนพื้นฐานว่าอุดมการประชาธิปไตยของพันธมิตรฯ กับ นปก. ไม่แตกต่างกัน ซึ่งบนสภาพเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบ 2 ปีกว่าที่ผ่านมานั้นมีความแตกต่างกันชัดเจน
ผมขอวิจารณ์คุณประวิตรด้วยบทเรียนที่ผมเคยถูกตำหนิครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ในการแสดงความเห็นในเวบบอร์ดว่าไม่รักษาระบอบประชาธิปไตยบนจุดยืนสองไม่เอา ซึ่งผมสรุปบทเรียนที่ขอเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านว่าเป็นการตกหลุมพรางกลุ่มอำนาจนอกระบอบประชาะปไตยหรือเปล่า เมื่อเราหลงวิจารณ์ปัญหาระบอบประธิปไตยไปมาก ๆ แล้วเราก็หลงลืมกลายเป็นคนหนึ่งที่คล้อยตามสนับสนุนการทำรัฐประหารเพราะเราเห็นแต่ปัญหาในระบอบประชาธิปไตยมาก แต่ความเป็นจริงคือระบอบที่ไม่ได้มาจากประชาชนก็มีปัญหาไม่แตกต่างกัน แต่ประชาชนเราเข้าไปกำหนดอะไรไม่ได้เลย
เช่น วุฒิสรรหาก็มีขี้เหร่ไม่ต่างจากวุฒิเลือกตั้ง แต่การวิจารณ์น้อยมาก วุฒิเลือกตั้งกลายเป็นสภาผัวเมีย ผมอยากถามว่าวุฒิสรรหามีกี่หัวนับได้กันที่ไม่ใช่พวกพ้อง ตัวอย่างตัวเก็งประธานวุฒิสายสรรหา คนหนึ่งมาจากสายศาล อีกคนหนึ่งมาจากสายทหาร ขอถามว่าการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาใครทำครับถ้าไม่ใช่ทหาร พลเอกวินัย คมช.กระทรวงกลาโหม เป็นคนเสนอชื่อด้วยซ้ำไป แล้วหลังรัฐประหารใครครับมาคุมกติกาเลือกคน ใช่ตุลาการภิวัฒน์หรือไม่ นี่อาจไม่ใช่ผัวเมีย แต่มันบริสุทธิ์กว่าผัวเมียตรงไหนบ้างครับ
ผมยอมรับปัญหาของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาของรัฐไทยทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากทางอื่นที่ไม่มีการคานอำนาจ ไม่มีการตรวจสอบ ถอดถอนทั้งสิ้น ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาระบอบประชาธิปไตยไทย แต่เป็นปัญหาของรัฐไทย ทางแก้จึงไม่ใช่การรัฐประหารด้วยทหารหรือสรรหาด้วยศาล แต่ต้องแก้กติกาให้รัฐบาลทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากทางอื่นต้องถุกคานอำนาจ ตรวจสอบ ถอดถอนได้ รวมทั้งต้องมีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบต่อการบริหารงานที่ผิดพลาดแม้โดยสุจริตและมีจริยธรรม
รัฐบาลที่มาจากประชาชนมีการตอบสนองต่อประชาชนมากกว่ารัฐบาลที่มาจากทางอื่น ประชานิยมอาจมีปัญหาอะไรก็ตาม แต่ประชาไม่นิยมมีปัญหามากว่า ทั้งนี้ประเด็นคุณภาพนโยบายนั้นแยกออกจากประชานิยมหรือไม่ก็ได้ ประชานิยมอาจดีและไม่ดีได้ไม่ต่างจากประชาไม่นิยม
ยุคสงครามเย็น โลกอาจยอมรับรัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตยได้ถ้ามีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเดียวกัน แต่โลกหลังสงครามเย็นไม่ยอมรับ รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชนย่อมถูกโดดเดี่ยวในเวทีโลก เฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเคลื่อนย้านเงินทุนโลกที่ทำได้ในวันเดียวนั้นก็เกินทนสำหรับระบบเศรษฐกิจไทยที่ทนมานานเกือบปีครึ่ง ความต่างระหว่างประชาธิปไตยและเผด็จการจึงแปรเป็นรูปธรรมได้และมีผลกระทบมหาศาล และไม่ใช่เล่นลิ้นคำพูดแบบพันธมิตรฯ ว่าเป็นประชาธิปไตยแล้วโลกจะยอมรับและเชื่อได้ เช่นเดียวกับ นปก. ที่มีฐานะก้ำกึ่งระหว่างประชาธิปไตยกับสนันสนุนตัวบุคคล แต่ไม่มีทางไหนที่จะเป็นฝ่ายเดียวกับการรัฐประหารเหมือนพันธมิตรฯ แน่นอน เพราะแม้ตั้งชื่อมีสร้อยท้ายว่าประชาชนกับประชาธิปไตย แต่ไม่มีทางที่โลกจะยอมรับกลุ่มพันธมิตรฯว่าเป็นกลุ่มสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าคนไทยหลายคนยังสับสนก็ตาม
ผมเห็นว่าการวิจารณ์ทั้ง พันธมิตรฯ กับ นปก. ก็มีมุมที่เป็นประโยชน์อยู่ด้วย การเรียกร้องให้มองไกลกว่าตัวบุคคลไปให้ถึงระบอบประชาธิปไตยก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การเสนอเสมือนว่าแยกแยะความต่างจากกันไม่ได้มันเป็นปัญหาในการซ้ำเติม ทำลายความชอบธรรมระบอบประชาธิปไตยอยู่ด้วยซึ่งผมไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้เลยครับ
บุญแรด
(ประชาไทปิดความคิดดังกล่าวเนื่องจากมีข้อความที่ไม่เหมาะสม)
บุญร่วง
หะ หะ หะ เอ๋น ด้วย กับ คห. 32 คับ
เตรือนกันแรงๆ ขอรับ....!!!!
ชรื่นโชม นปก. อย่างเดียวม่ายด้าย.....!!!
ต้องวิจานนนนนนน.... ด้วย ค๊าบ .!!!!
แตงโม
สนธิลิ้ม..มักอวดอ้างตนเองว่าเป็นนักประวัติศาสตร์
..แต่ทำไมกับพัฒนาการของสังคมไทยที่มีการกดขี่ขูดรีด
โดยชนชั้นศักดินาตลอดมาจึงไม่เข้าใจ…ไม่เข้าใจถึง
ความทุกข์ยากแสนสาหัสที่ประชาชนได้รับจากการกดขี่
ของชนชั้นศักดินา...ถึง พ.ศ.นี้จึงได้กระทำตัวเป็น “ผู้ต่างหน้า”
ที่จงรักภักดีของศักดินาเพื่อคงการกดขี่ประชาชนเอาไว้ให้คงมั่น..
ให้ความเป็นไพร่ฯคงอยู่คู่กับประชาชนต่อไปภายใต้ฝ่าเท้า
ของชนชั้นปกครองศักดินา......
.....หรือมันจะเข้าใจ?....แล้วมีเหตุผลใดที่เลือกยืนอยู่ตรงข้าม
กับประชาชน?
การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเพื่อเผด็จการไม่ว่าจะสามารถก่อ
กระแสได้มากน้อยเพียงใด...มันก็ได้บรรลุความประสงค์ของ
ชนชั้นปกครองศักดินาแล้ว ด้วยว่า..มันสามารถแบ่งแยกประชาชน
ให้ไม่อาจสามัคคีจนมีพลังเพียงพอที่จะทำลายพันธนาการทางชนชั้นได้
dkfg:upo
คุณ คนโบราณ คห.29
2 ไม่เอา โดนด่ามากนัก ก็เปลี่ยนใหม่เป็น
"เอาทั้งสอง" เลยคับ!!!
พรูดตงๆ ก็โดนด่า!!!
เจอ 2 เอา แร๊วจะน๋าว !!!!
เอ๊ะ วินยานเกียนสาดสิง!!!
0-0-0
เห็นด้วยกับ บังวิน [emo12.gif]
เกรียนสาด ชามะนาว
(หนีเมียมา)
เห็นด้วยกับความเห็น 1 2 3 19 20 21 (เพราะตูเขียนเอง)
เออดีเหมือนกัน เอาทั้งสอง ทั้งพันธมิตร ทั้ง นปก แบบชอบแมนยู เชียร์ ลิเวอร์พูห์
ถ้าไม่เช่นนั้น มันต้องมีชอบไรมาก น้อยกว่ากันดิ
ชอบ นปก มากกว่า พันทะมิต หรือ ชอบพันธะมิตร มากกว่า นปก
ถ้ามันไม่เอาสองอย่างนี้แล้วทำไม มันไม่มีเหรี้ยไรให้เอาแล้ว
ผมเป็นพวกบังคับให้คนอื่นเป็นอย่างใจน่ะ
ถ้าไม่เอาอะไร เป็นสองไม่เอา ลอยอยู่เหนือปัญหา พูดสิ่งดีๆ มันก็เท่ห์เกินไปน่ะ
คนมันต้องมีไรโง่ๆ บ้างแหละ นิธิ ยังมีเมียใหม่เลย
[emo10.gif]
คนไทยคน1
เหมือนกันจริงๆเหรอ ??
ผมกลับมองว่า ต่างกันคนละขั้วเลย นายประวิตร คิดได้ยังไงที่บอกว่าเหมือนกัน
จบ
ต้องมีคนใดคนนึงถูกซื้อด้วยเงิน
คนยะลา
(ประชาไทปิดความคิดดังกล่าวเนื่องจากมีข้อความที่ไม่เหมาะสม)
อะตอม
ครับอ่านแล้ว ค่อนข้างมองเห็นพื้นที่ของประชาชนชัดขึ้น จากความเห็นของคุณประวิตร เพราะทั้งสองฝ่ายอ้างประชาธิปไตย อ้างประชาชน อ้างจะเป็นตัวช่วยการเมืองภาคประชาชน
แต่วิธีการ หรือวิธีประกอบวิธีทำไปตามเป้าหมายหรือจุดยืนที่ประกาศไว้นั้น ส่วนหนึ่งในส่วนใหญ่กับกลายไปเป็นเครื่องมือของเกมอำนาจ(ทั้งสองนปก.และพันธมิตร)
ตรงนี้ที่ที่ผมเห็นด้วยกับคุณประวิตร แม้พันธมิตรเองจะมีส่วนเป็นตัวช่วยพาคนไทย ให้ตื่นตัวกับทฤษฎีต้มกบระยะตั้งโต๊ะแต่วิธีการนำที่ผูกขาดความถูกต้อง จนถึงชี้นำไป ในทิศทางเดี่ยวเสียหายทางยุทธศาสตร์การนำผิดๆ นั้น
จนดึงสํญญาลักษณ์หรือตัวบุคคลลงมามั่ว จนวิธีการนั้นกลายเป็นเครื่องมือเกมอำนาจ พาคนไทยหลงทาง ละที่มั่นสำคัญทางยุทธศาสตร์อื่นมากมายตามลำดับกติกาการใช้เครื่องมือแบบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง
ที่มั่นสำคัญหรือใช้ให้ถูกต้องตามลำดับเหตุทันการณ์จนแอพซอร์พปัญหาไว้ที่ระดับต้นน้ำของปัญหา เพราะเราเข้าใจบทบาทหน้าที่และใช้เครื่องมือตามบทบาทหน้าที่เป็น(อะไรบ้างลำดับอย่างไรเรื่องนี้พูดไปเตือนไปแล้วก็ไม่มีใครฟังเพราะมันสะท้อนวัฒนธรรมการเมืองของไทยว่ามีอารยะแค่ไหน)
ที่สุดเมื่อละที่มั่นที่สำคัญอื่นๆไหลตามการนำของพันธมิตร ลงทางเดี่ยวทางแคบไปตันที่ม.7 เพราะทางแคบทางตันนั้นไปกดดันหรือไปโยนแหมะขยะความผิดพลาดกองโตไว้ที่สัญญาลักษณ์นั้นเหมือนกรณีการถวายยาหมดอายุ (ก็คือโอสถพิษ)
คำว่า"มั่ว"นั้น ให้ทั้งสติเตือนแรงๆ และเป็นการป้องกันตัวที่รอบคอบแยบยลที่สุดขณะนั้น ที่อยู่ดีดีจะมีใครเอาขยะบรรณาการกองโตมากองหรือโยนแหมะเผือกร้อนความผิดพลาดทั้งหมดมาสร้างความกดดันไว้ที่ตรงนั้น
แล้วถ้าตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปมีแต่เสีย กับ???ตรงนั้น
ยุทธศาสตร์เชิงเดี่ยวข้างถนนเกินไปของพันธมิตรจึงสร้างเงื่อนไขงวดเข้าไปสู่วิธีการเดิมวังวนเดิมๆ คือปฎิวัติ(ปัสวะรดที่นอน)
ผมเข้าใจส่วนหนึ่งพันธมิตรเองก็ต้องการตัวช่วยจึงต้องใช้สัญญาลักษณ์แห่งศรัทธา(ซึ่งจริงๆแล้วไม่บังควรเป็นการเดือดร้อนต่อสถาบันฯ) มาเป็นตัวช่วยในการสร้างพลังมวลชน
และสนธิท่านก็ปี๊ดหนักขนาดวันแรกที่จัดม็อบก็ร้องหาทหาร มาช่วยปัสวะรดที่นอนที เพราะเกมนั้น มันยั่วยุเชื้อเชิญ จนถึงสร้างโอกาสเข้าไปสู่เกมวังวนแบบนั้น
เพราะวัฒนธรรมทางการเมืองเราเป็นแบบนั้นเราใช้เครื่องมือแบบประชาธิปไตยเป็นอย่างเดียวคือเย้วๆข้างถนนและก็ปัสวะรดที่นอน
ที่สุดจึงมีคนเก็บตกเพื่อไปใช้กับเกมอำนาจ การเมืองภาคประชาชนก็เลยไม่เคยหลุดพ้นออกไปจากวังวนตรงนี้ ทั้งที่ดิ้นรนหนีอกมาจากหม้อต้มกบ(ระบอบทักษิณเร่งอุณภูมอครอบงำจนได้ที่)
เพราะวิธีการแบบนั้นมันจึงพาตัวตกลงไปในหม้อตุ๋นกบ(เกมอำนาจหรืออำนาจแบบอำมาตยาธิปไตย) ปฎิวัติหนักกว่าธนาฯ(ธนาบัติ)ธิปไตย หรือหม้อต้มกบศักษิณน้อย ศรีธนญชัย
นั้นคือเงื่อนไขความชอบธรรม ที่นปก.เคลื่อนพล ออกมาก้อ้างประชาชนและประชาธิปไตยในเบื้องต้น แต่ทำไปทำมาก็กลายไปเป็นเครื่องมือ ให้กับอำนาจเก่าที่ใหม่กว่าเก่ากว่าเก่านั้น(มีเก่ากว่าระบอบทักษิณ) ม็อบพีทีวีที่มีเจตนารมณ์เอาคืนพวกที่ปิด???จนมันมาทางเดียวกับนปก.ต่อต้านเผด็จการ,ปฎิวัติ
อ้างประชาชนและประชาธิปไตยเหมือนกัน ที่สุดกลายเป็นม็อบสร้างความชอบธรรมให้อำนาจเก่าด้วยการดีสเครดิตร คมช.
ทั้งสอง(นปก,กับพันธมิตรที่อ้างประชาชนและประชาธิปไตย) แต่รูปธรรมที่ได้ที่เห็นกลับตกไปเป็นเครื่องมือ ของแต่ละฝ่ายในเกมการชิงอำนาจ
นปก.ตอนนี้เงียบเพราะพวกตัวเองมา แต่ก่อนพันธมิตรก็เงียบเพราะเป็นคนเชิญลูกพี่คมช.มา
แล้วมีใครทำเพื่อลูกพี่ประชาธิปไตยหรือประชาชนจริงๆอย่างไม่ตกไปเป็นเครื่องมือใครกันบ้าง???
การเคลื่อนไหวของ พันธมิตรตอนนี้เวลานี้ ผมเห็นด้วยต้องออกมา แต่จะไม่ใช้วิธีการเก่าเถื่อนแบบนปก. หรือเดิมที่เคยทำ? ไม่ได้ ? แม้สัญญานการรุกคืบเอาคืนตามเกมอำนาจมีจริงของร.บนี้
ส่วนที่อ.จุฬาฯพยายามออกมาบอกว่าเป็นเรื่องปกติถุกครับ? ถ้ามองว่ามันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ถ้าคิดกันแบบเอายังไงก็ได้ประชาชนหรือการเมืองภาคประชาชนเป็นผู้ถูกกระทำแบบนี้จนชินแล้ว
ไม่ถูกต้องยังงัยก็เป็นเรื่องปกติเพราะอ.จุฬาฯกลุ่มนั้นยังมองเกมอำนาจอย่างคนที่อยู่บนหอคอยงาช้าง ไฟป่าข้างล่างจึงร้อนหรือส่งสัญญานถึงท่านยาก
ผมจะดูวิธีการของพันธมิตรในเวทีที่ธรรมศาสตร์ ว่ามีพัฒนการหรือไม่ เพราะต้นเรื่องและหลายท่านในนั้นเจตนาดี มีเจตนาบริสุทธิ์ผสมอยู่ในนั้น
แต่วิธีการเป็นเครื่องมือเขานั้น เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนผมว่าที่แล้วมา ผลมันก็ด่าพันธมิตรไปเยอะแล้วว่าคืออะไร
ว่าจะเข้าไปเป็นตัวช่วยหรือกระทืบซ้ำสถานการณ์ เพราะสัญญานการรุกคืบแบบกร่างนำนี้ที่ผมเคยเตือนไว้ แต่พันธมิตรจะเตือนเสียงดังกว่า ผมจึงเห็นว่าการเมืองภาคประชาชนจะได้ประโยชน์ ระดับหนึ่ง
ยกเว้นถ้าเขาสร้างเงื่อนไข เกินไป เช่นสร้างเรื่องแบบกระต่ายตื่นตูม เช่นปฎิวัติตัวเอง หรือรัฐตำรวจ ภาคประชาชน(โดยเฉพาะสื่อจะต้องช่วยกันมอบบทเด็กเลี้ยงแกะให้เล่นเพราะรัฐบาลนี้เขาพยายามกำกับบทให้สื่ออยู่แล้ว)
ผมยังอยากเห็นบทบาทยามของพันธมิตร เพื่อปลุกเตือนภัยการเมืองภาคประชาชน อย่างถูกวิธีตามที่ประกาศภาระกิจยามฯนั้นดีแล้วและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ระมันระวังเรื่องละเมิดสิทธิหรือไม่ใช้วิธีวางเพลิงเผาหมู่บ้านเตือนภัย กับการมาของโจรป่าแบบเก่าๆ
ส่วนนปก. ผมว่าลูกพี่มาต้องเงียบแล้วล่ะและสมควรเงียบหรือยุติไปเลยยิ่งดีเพราะเงื่อนไขแบบนั้น(ปฎิวัติ)ยังไม่มี แต่ถ้าจะเคลื่อนไหวตามสิทธิเหมือนกัน ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ (เพราะชื่อนี้มันเสียแล้ว) มันส่อเจตนาว่าเป็นเบ้ใคร แต่ไม่ใช่ประชาชนบริสุทธิ์แล้ว
แต่พันธมิตร ยังควรมีอยู่เพราะ อีกขั่วหมดไปดุลอำนาจการตรวจสอบตอนนี้พร่องถ่ายโมเม็นตั้มการกระทำมาทางฝ่ายที่ได้ใจ จึงกร่างนำไม่เห็นหัวใครแบบนี้
โดยเฉพาะท่าที่ท่านมท.1 เสียงประชาชนท่านไม่สนใจหรอกอ้างไปงั่นล่ะ?(ดูคดีลูกสิสะท้อนตัวตนท่านได้ดี) ต่อให้พันธมิตรยังอ่อนกว่าก่อนนั้นเยอะแยะท่านยังด้านได้ขนาดนั้นคุกสังคมขังคนแบบนี้ยากยิ่งคุกจริงยิ่งเป็นไปไม่ได้สังเกตุลูกดวงกับวันสิแต่ไปก้คงมีภาระกิจช่วยลูกพี่???
สิ่งที่สังคมควรจะช่วยกันจับตาคือบทบาทหน้าที่มท.1???ยังงัยผมเสนอไว้ในหลายข้อความแล้ว ว่าภาระกิจที่มอบหมายเขามีอะไรบ้าง เพราะผลงาชิ้นเอกมี จากคดีลูกดวงกับลูกวัน
และบทบาทในหน้าที่ตรงนั้น มันทำอะไรได้เยอะมาก ถ้ากร่างนำส่งสัญญานการใช้อำนาจรัฐผ่านคนแบบนี้ สังคมจึงไม่ควรไปด่าพันธมิตรอย่างเดียว ฟังเป็นเสียงยามหรือหมาเห่าเตือนภัยจะดีกว่า
ระวังแค่ว่าอย่าให้ยามเกิดคึกนึกบ้าวางเพลิงเผาบ้านเตือนภัยแบบเก่าๆเท่านั้น???
ชาวบ้าน-1
คน 2 กลุ่มนี้ แตกต่างกันมาตั้งแต่ดีเอ็นเอแล้ว
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่ามีบัว 4 เหล่า...ก็คงต้องอยู่ร่วมกันไปอย่างนี้ จนหมดอายุขัย
อะตอม
ครับส่วนตัวผมอยากแนะนำรัฐบาลและท่าทีล่อเป้าล่าสุด(กับท่าทีการเอาใจนายเก่า) จนสร้างเงื่อนไขขยายแนวรบ สร้างเงื่อนไขต่างๆมากมาย เช่นสร้างเงื่อนไขจนให้พันธมิตร หรือใครออกมาแบบนี้
ในจังหว่ะที่สังคมเริ่มจับตา มันจึงไม่ดีกับใคร(ทั้งลูกพี่) เพราะบรรยากาศแบบนี้ลูกพี่ก็โดนล่อเป้าเพราะความโฉ่งฉ่างนำด้วยผมจึงเห็นว่า ตั้งลดเงื่อนไข
เอาเรื่องสำคัญที่ประชาชนคาดหวังและรอมืออาชีพมาแก้ไขหลังจากที่เป็นสูญญากาศ และบ้านเมืองลอยคอกลางวิกฤตมานานทางที่ควรทำคือต้องเร่งสร้างผลงานเพื่อซื้อโอกาส หรือขอโอกาส เอางานราษฎร์ที่วิกฤตหนัก ที่จะเป็นทางรอดของทุกคนทุกฝ่ายมาก่อนมาราดน้ำมันสร้างเงื่อนไขขยายแนวรบแบบนี้
ไม่ใช่เอางานราด(ขยายแนวรบเพิ่ม,สร้างเงื่อนไขลงไปในบ่อปัญหา )
ผมชื่นชมท่าที่ท่านหมอเลี้ยบเจ้ากระทรวงการคลัง นิ่งและ และการส่งสัญญาน เป็นเรื่องงานราษฎร์และท่านเจ้ากระทรวงพานิชย์
ใครที่มีท่าที่สร้างสรรค์แบบนี้ควรจะช่วยเชียร์ช่วยขยายผลให้กำลังใจ และสร้างบรรยากาศการแก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่มาส้รางเงื่อนขยายแผลรีบมาเอาคืนแล้วรีบไป แบบภาระกิจพิเศษใครที่กร่างนำแบบมท.1 หรือฯลฯอีกหลายคน
แม้เรื่องงานราดพวกพ้อง การรักเพื่อนการช่วยเหลือกัน เป็นเรื่องที่ดีถ้ามันถูกต้องและถูกจังหง่ะอย่างที่ผมเคยพูดไว้ในนี้
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2_comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=11341&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
เจี๊ยบ
ที่ทั้งสองกลุ่มเหมือนกันอีกอย่าง ก็คือคนดีๆ(หรือเคยดี)หลายคนในนั้นกำลังเสียคน เพียงเพราะต้องการ "แนวร่วม"เพื่อนำพาไปสู่เป้าหมาย เลยไปเสพสโมสรกับพวกเสือหิว พายเรือให้โจรนั่ง
โชติ
คุณประวิตร ใช่คนที่เคยประกาศเจตนารมณ์ ในวาระรำลึก การต่อสู้เดือน
พฤษภา ๒๕๕๐ บนท้ายรถบรรทุก ที่ใช้
แทนเวที ทีอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย
ผิวขาว หน้าตาดี อายุประมาณ ๔๐
คุณประวิตร และผมเชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งข้อสังเกตุ และกังวลเช่นเดียวกับคุณ..ระหว่าง นปก กับ พันธมิตร
ยิ่งในยุคที่ ผู้คน "สำลัก" คุณธรรม...จนเลี่ยน และ เอียน..
จริยธรรมเสนอหน้าจอ ยึดพื้นที่ข่าวทั้งสื่อ
สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ กรอกหู ยัดเยียด
ให้รับข่าวสารที่บิดเบี้ยว ให้ผู้คน
"หลงทาง" กลางเมืองใหญ่
ผมอ่านบทความนี้มาหลายวันแล้ว
และ เก็บ หลายประเด็นไปขบคิด
สำรวจตนเอง วิเคราะห์ เหตุการณ์ ข่าวสารมากมาย ตั้งแต่เรียกร้องมาตรา๗
ถวายคืนพระราชอำนาจ
ตุลาการ ภิวัฒน์
จำคุก กกต. ชุดคุณ วาสนา เพิ่มลาภ
ปฎิวัติ รัฐประหาร โดยคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี
พระมหากษัตริย์ เป็น พระประมุข
เมื่อ ๑๙ กันยา ๒๕๔๙
ฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐
เกิดการรวมตัวของประชาชน ที่ไม่ยอม
อำนาจการปกครองจากเผด็จการทหาร
เป็นกลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจาย เป็นธรรมชาติ..อันบริสุทธิ์ ที่สืบสานเจตนา
การต่อสู้ เมื่อ ตุลาคม ๒๕๑๖
และ การนองเลือด เมื่อ พฤษภา ๒๕๓๕
การเสียสละชีวิต ของ คุณนวมทอง ไพรวัลย์ นักประชาธิปไตย นิรนาม
การต่อสู้กับเผด็จการ ขบถ เต็มไปด้วย
อุปสรรคมากมาย
การถูกป้ายสีว่า สู้เพื่อ คุณทักษิณ มีมาตลอด..การปราบปรามประชาชน ที่หน้าบ้านสี่เสา ที่ถูกป้ายสี ว่าเป็น กุ๊ย..เถื่อน
การก่อเกิด เจตนา ของ นปก..แตกต่างจาก พันธมิตร อย่างคนละขั้ว
หลายคนในฝั่งพันธมิตร ผมรู้จักเขา..
และคิดว่าพวกเขายังจำผมได้
วันเวลาผ่านมา ๓๐ กว่าปีที่คบหากันมา
ก็ถึงคราว อวสาน ด้วยความรันทดใจยิ่ง
เสมือนพวกเขาได้ตายจาก เสมือนคน
แปลกหน้า
จาก "สหาย" กลับกลายยืนอยู่คนละฟาก.. ใฝ่ฝันถึง ดาว คนละดวง
รักชาติ ในมุมมองที่แตกต่างราว ขาวกับดำ
ขอขอบคุณ ประวิทย์ โรจนพฤกษ์
ที่ช่วยเป็นกระจกสะท้อนภาพ ที่แปลกออกไป....ประเทศต้องการนักคิด ที่ไม่มีอคติ
ไม่มีวาระซ่อนเร้น เช่น คุณ และ..
"คนรัก" ของคุณ
ถ้าจะมีข่าวดีเมื่อใด..ผมขอยินดีด้วย
มาโนช
ไม่มีอะไรใหม่ กับบทความที่แฝงไปด้วยอคติ ของนักข่าวจอมปลอมคนนี้ ปากด่าเนชั่นแต่รับเงินเดือนหยุ่น ก็จบแล้ว สังคมไทยอย่าหลงเชื่อพวกเกลียดปลาไหล แต่กินน้ำแกง คนพวกนี้เล่นบทเป็นพระเอกตลอด ใครเลือกข้างเลวหมด ผมอยู่ฝ่ายพันธมิตร แต่ก็เคารพสิทธิ ของ นปก.ในกรอบสันติวธี มีแต่การลุกขึ้นอารยะขัดขืนของสามัญชนเท่านั้นที่เปบี่ยนแปลงสังคมได้ พวกเขียนบยทความรับจ๊อบแบบนี้ ห่วงแต่ที่ยืนของตนเอง อย่าให้ราคามากนัก
*-*
เราเห็นด้วยอยู่บ้างกับพี่ประวิตรนะ
เราไม่เอาพันธมิตรฯเลยแม้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยร่วมและหลายคนในนั้นเราเคยเรียกพ่อหรือพี่...
เราเคยเข้าร่วมกับนปก. เพราะเขาก็ไม่เอารัฐประหารเหมือนเรา และแม้ว่าลึกๆ เราจะนึกตลกกับคำว่าประชาธิปไตยที่พ่นออกมาทุกๆ 7 ประโยคด้วยมันคือความได้เปรียบของพวกแกนนำ(ที่เป็นนักการเมือง)ก็ตามที
เราเคยคิดและพูดคุยเกี่ยวกับประชาทรรศน์ว่าเรากำลังทำตัวเป็นผู้จัดการอีกฉบับหรือเปล่า แต่คนใกล้ชิดกับประชาทรรศน์คนหนึ่งตอบเรามาว่า 1.อย่างน้อยประชาทรรศน์ไม่เคยยกเมฆ(แวดวงที่ใกล้ชิดสนิทกับลิ้มคงเข้าใจข้อนี้ดี)
2.เกี่ยวกับท่าทีนั้น ทั้งคนอื่นผู้จัดการและประชาทรรศน์รู้ดีว่าเขากำลังซื้ออะไร และคนทำสื่อก็สนองเขา เพียงแต่เพิ่มคำอธิบายในเชิงหลักการวิชาการ(ตามแต่จะอ้าง) เหมือนการจัดตั้งผ่านหนังสือพิมพ์ในสมัยโซเวียตนั่นแหละ
อย่างไรก็ตาม ก็ยังหวังว่าประชาทรรศน์จะก้าวนำคนอ่านไปครึ่งก้าว หรืออย่างน้อยก็ไม่ตั้งหน้าตั้งตาเอาใจประชาชน คืออย่างน้อยหาคนที่ตัวเองเชียร์ทำอะไรผิดไปบ้างก็กล้าจะติติง...เพราะการติติงไม่ได้ล้มล้างทำลายใครได้มากไปกว่าการเชียร์อย่างไม่ลืมหูลืมตา
*-*
ไม่ได้ตรวจคำผิด โทษที(จากความเห็นข้างบน)
... .เกี่ยวกับท่าทีนั้น ทั้ง "คนอ่าน " ผู้จัดการและประชาทรรศน์รู้ดีว่าเขากำลังซื้ออะไร
คืออย่างน้อย "ถ้า" คนที่ตัวเองเชียร์ทำอะไรผิดไปบ้างก็กล้าจะติติง...
เราเคยคิดและพูดคุยเกี่ยวกับประชาทรรศน์ว่ากำลังทำตัวเป็นผู้จัดการอีกฉบับหรือ...(ข้างบนนั่นใส่เราเกินมาอีกตัว เดี๋ยวจะเข้าใจผิดนึกว่าคนโพสต์เป็นเจ้าของประชาทรรศน์ อิอิ)
"สื่อเน่าๆเนชั่น+มติชน+พรรคประชาธิปัตย์=ประเทศพัง"
หม้อข้าวแกงเหลืองอร่อยเหาะ ขุมทรัพย์ล่าสุดขอบฟ้าของพรรคโบราณวัตถุ ข่าวใหญ่ข่าวโตที่เป็นหัวข้อ พูดถึงเรื่องสปิริตของนักการเมืองหล่อ สร้างภาพ เป็นหัวข่าวร้อนฉ่าร้อนซ่า ร้อนฉาวโฉ่ ลึกล้ำพันตูกว่านิทานหลอกเด็กๆ เรื่องใหม่ มาเป็นขวัญใจคนไทย วงการมายาจริตแห่งเกมการเมืองน้ำเน่า เอามาตรฐานที่ว่า ระดับหัวหน้าแก๊งตายยกพรรค แต่ที่ไหนได้ ข่าวได้เสียแก๊งตกเงินตกทอง สูบผลาญงบประมาณแผ่นดินเรื่องรถดับเพลิงอัปยศ พ่วงท้ายเรือดับเพลิง อุปกรณ์ดับเพลิงฟัดงาบวงเงิน 6 พันกว่าล้านบาท ปริศนาข่าวชิ้นนี้มันจบไม่ลง เทือกเถาเหล่ากอลงลับกระเป๋าใครเอ๋ย
กะจะไม่วกวนเอาเรื่องเอาราวพรรควัตถุโบราณนี้แล้วเชียว เดี๋ยวชาวบ้านร้านตลาด หาว่ารังแกพรรครูปหล่อขวัญใจแม่ยกแม่หม้ายทำไมกัน ต้องฝากถามนักการเมืองส่งเสาไฟฟ้าไปลงแข่งขันก็ชนะหน่อยว่า ที่จะพูดเรื่องน้ำมันเถื่อน เพื่อต่อติดกับเรื่อง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.รูปงาม หันเหหักมุม สวมหัวโขนยี่ห้อสปิริต เกรียวกราวขึ้นหม้อข่าวหน้าหนึ่งเกือบทุกฉบับ ก็ว่าได้ ดังทั้งบ้านทั้งเมือง ด้วยการยุติบทบาทผู้ว่าฯกทม.ฉับพลัน
มองชั้นเดียว น่าชื่นชม แต่สะดุดเรื่องราวของย่อหน้าบรรทัดฐานต่อๆ ไป มีแต่ความเสื่อม สงสัยเข้าครอบงำแทนที่จากขาวผุดผ่อง ตาลปัตรกลับกลายเป็นดำ แปรเปลี่ยนท่านั่งยางของนักสร้างภาพแหกตาคน แม้แต่ดุสิตโพลล์สุ่มถามตอบท่าทีเซ็นหนังสือลากิจ ลาป่วย ลาออก เพื่อยุติบทบาทผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ คอการเมืองเสียงข้างมากเทข้างเกมการเมืองแน่นอน หน้าแหกเย็บไม่ติด หากยึดสโลแกนประชาชน ต้องมาก่อนจริง
ย้ำนะ คำพูดจากนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดกับนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตส.ส.มหาสารคาม พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากทราบข่าวว่าผู้ว่าฯอภิรักษ์ ตัดสินใจเปิด L/C น่าคิดว่า ^*ถ้ารู้ว่าแพงแล้วยังซื้อ วันหนึ่งจะติดคุก^* อันนี้นายบัญญัติพูดไว้วันที่ 10 มกราคม 2549 ที่ห้องทำงานของท่านเองเนื้อผ้าที่หนึ่ง
ว่ากันเรื่องที่ติดค้างหัวข้อน้ำมันเถื่อน ที่จับจัดฉากปล่อยๆ ตามฤดูกาล มีข้อสังเกต ยามใดที่พรรคภาคนิยมขึ้นครองอำนาจ ข่าวคราวจับน้ำมันเถื่อน เจ้าหน้าที่จะทำงานเฉื่อยลง ไม่มีข่าวหน้าสื่อลงแต่อย่างใด พูดลอยๆ ไม่เห็นภาพ มีของจริงประกอบคำบรรยาย
สมัยพรรคพลังธรรม ดาวรุ่งพุ่งแรงเข้าร่วมรัฐบาล จดจำได้ว่านายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ รมต.ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สังกัดพรรคพลังธรรม ลุกขึ้นเอาข้อมูลแฉตัวบงการ เบื้องหลังขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนถลกเปิดก้นเห็นแสดงหนังสดกลางสภาว่า มีนักการเมืองครองฐานเสียงภาคใต้มาตลอดพัวพัน พูดไม่ทันจบ ห้องประชุมสภาแทบแตกวุ่นวายอลหม่านไม่มีชิ้นดี อย่าปล่อยคนชั่วลอยนวล ยังลอยกับสายลมว่า ระหว่างนายไชยวัฒน์กับพรรคการเมืองดึกดำบรรพ์... ใครกล่าวเท็จกล่าวจริง
ที่วุ่นวายเพราะ นายบางคนสั่งการลูกพรรค เบรกตบปากผู้ปูดข้อมูลเรื่องนี้ทันที ‘พวกเราไม่ห้ามเดี๋ยวตายหมู่กันแน่คราวนี้^* ชนชั้นกลางหน้าโง่ พึงสังวรไว้ให้ดี เหรียญอย่ามองด้านเดียว เหลี่ยมอย่ามองมุมเดียวเด็ดขาด ความชั่วร้ายมันแฝงยึดโยงทับจอมหลักการอยู่เช่นนี้
รวมหัวรวบหางกันปล้นชาติอย่างเป็นระบบพรรค(พวก)ทรัพย์สินปรส.ที่เสียค่าโง่ ซื้อแพงขายถูกๆ โดนต้มตุ๋นขายให้บริษัทที่ปรึกษาฝรั่งถูกๆ ย้อมแมวกลับมาขายรัฐแพงกว่าที่ซื้อตอนต้น ทั้งนักธุรกิจ นายทุนสนับสนุน รับอานิสงส์ถ้วนทั่ว สื่อหน้าโง่ งดติดตามเงินงบประมาณแผ่นดินชนิดเกาะเอาเป็นเอาตาย ปล่อยลอยนวลดั่งไม่ใช่ความผิดที่พึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบอย่างเสียมิได้ เจ็บแสบที่บริหารประเทศเสียหาย 2 แสนกว่าล้านบาท สื่อเลิกขุดความจริงมาขยายผลว่าพัวพัน ใครต้องรับผิดชอบ?
ที่มันน่าเจ็บกระดองใจ คณะกรรมาธิการตั้งขึ้นมาสอบสวนที่น่าเชื่อถือทางสังคม กลับถูกนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต รมช.คลัง ไปปล่อยเปิดเผยข้อมูลว่า ใครเข้าข่ายต้องรับผิดชอบ กลับอ้างหน้าตาเฉยว่า เป็นชั้นความลับ ขอดูไม่ได้ ทั้งที่รัฐเสียหายกว่า 2 แสนกว่าล้านบาท มีนายธารินทร์ นิมานเหมินทร์ นี่คือความหมายที่แท้จริงของแสดงสปิริตอย่างสูงรับผิดชอบ ท้ายที่สุดขอลาออกเองจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
เข้าเรื่องคดีรถดับเพลิง ตรวจสอบคนในพรรค ที่สวมบทพระเอกของใครบางคน อย่างนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวไว้ช่วงตอนหนึ่งว่า ^*ผมเรียนตรงๆ ว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นั้น ต้องยอมรับว่า ท่านไปเกี่ยวข้องตอนเปิด L/C ดังนั้นท่านจะปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะ 2 ปีที่แล้ว ท่านเป็นผู้ว่าฯกทม.แต่ไม่มีบทบาทที่ตรวจสอบเรื่องทุจริตในโครงการนี้เลย ส่วนเก้าอี้ท่านขณะนี้ง่อนแง่นหรือยัง ผมไม่ทราบ แต่ผู้ใหญ่ในพรรคบอกว่าให้เดินหน้าเต็มที่ หากมีคนของพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะไม่ละเว้นเด็ดขาด^*
จมูกมด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กลิ่นไม่ดี ก็ส่งคนที่ไว้ใจไปตรวจสอบ มอบหมายรองผู้ว่าฯ ท่านหนึ่งคอยเช็คความเคลื่อนไหวหลายโครงการ ทั้งรถไฟฟ้าเครือข่ายค่าผลประโยชน์ สัมปทานที่บริษัทเอกชนเสนอให้ หรือเอาไม่เอาอีกบริษัท มีหรือที่นกรู้อย่างนายอภิรักษ์ จะเดี่ยวตัวเอง จำเป็นต้องสร้างรองผู้ว่าฯเงา เป็นตัวตายตัวแทน นั่นคือนายวัลลภ สุวรรณดี มาคานอีกทอดหนึ่งกันเหนียว นี่ไม่นับรวมส่วนของขาใหญ่ระดับเลขาธิการพรรค ตั้งบัญชาสั่งการ บงการ จัดหาสรรผลประโยชน์ ฝังตัวนอมินี นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯฝ่ายโยธา ฝ่ายจัดหารายได้ส่งหัวหน้าชุดอีกทอดหนึ่ง
ลูกพี่จมูกมด นายหัวชวน เงียบกริบกว่า เน้นส่งนายนิพันธ์ บุญญภัทโร อดีต ผอ.ศอ.บต.นายประกัน ตรวจสอบกันพลาดอย่างไม่กระพริบ รายงานสายตรงอีกชั้นว่า ใครงาบล้ำเส้น กินข้ามสายขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ที่ไม่มีใครเอะอะโวยวายใส่ใจ เหมือนงบท้องถิ่นหน่วยอื่น ที่มีนักการเมืองระดับชาติ เกี้ยเซี้ยฮั้วงานเป็นนิจสิน สื่อสนใจเล่นงานเอาผิดบนหน้าข่าวหนึ่งของ นสพ.แต่แปลกงบประมาณกทม.มูลค่าปีละหลายแสนล้านบาท กลับมองข้าม !
ตั้งแต่งบจัดซื้อจัดจ้างต้นไม้กระจอกๆ แทบไม่น่าเชื่อ มันมีวิธีการโกงแบบสาธารณะบนเส้นทางพระรามเก้าตัดใหม่สองฝากถนนเส้นนี้ ดูๆ ร่มรื่นด้วยต้นปาลม์ประดับประดาสวยงามดีออก เจาะลึกรายละเอียด ผู้ว่าฯ กับ รองผู้ว่าฯ ยุคนายพิจิตต รัตนกุล ฉาวโฉ่ งาบแดกงบต้นปาลม์เหนาะๆ หลายสิบล้านบาท เหตุเพราะเมื่อต้นปาล์มหมดอายุ ชาวสวนมักขุดรื้อทิ้งปลูกทดแทนใหม่ เจ้าของสวนอยากนักหนา ที่หาคนช่วยขุดทิ้ง เพื่อปรับพื้นที่ลงใหม่ต้องพูดละเอียดกลัวไม่เห็นภาพ ต้นตอการโกงโก่งราคา ตั้งงบจัดซื้อต้นละ 1.2 หมื่นบาท ลองคูณจำนวนต้นที่ปลูกสองข้างทาง มีกี่พันต้น คำนวณดูเล่นสูญเสียงบมากเท่าไหร่ ต้นปาล์มหมดอายุที่ว่า พูดแบบชาวบ้าน มึงมีปัญญามาขุดเอาไปเลย...ฟรีครับ
เข้าเรื่องสปิริตเรื่องดังกล่าวว่า เกิดตั้งแต่ปีไหนและวันนี้พ.ศ.อะไรแล้ว ทำไมหุบปากเงียบเชียบ ใครเย็บปาก ระเบิดการเมืองที่คนในพรรค บีบไข่คนในพรรคจนหน้าเขียว เกิดอย่างไร ต่อไปนี้คือคำพูดที่ถ่ายทอดสัมภาษณ์สื่อในหลายฉบับ หลายเวลา สถานที่... คำยืนยันซ้ำ คงไม่เสียหายกล่าวคือ
โดย นายยุทธพงศ์ เปิดใจตอนหนึ่งว่า นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ปรึกษาพรรค พูดกับตนหลังจากทราบข่าวว่า ผู้ว่าฯอภิรักษ์ ตัดสินใจเปิดL/C น่าคิดว่า ^*ถ้ารู้ว่าแพงแล้วยังซื้อ วันหนึ่งจะติดคุก ^* อันนี้นายบัญญัติพูดไว้วันที่ 10 มกราคม 2549 ที่ห้องทำงานของท่านเอง... ลองปูดข่าวสร้างคุก สร้างตารางโทษ ใครไม่ได้ แล้วอย่าร้องแรก กระเช่อ ฟังไม่ขึ้น ตกเป็นผู้ต้องหาเกิดขึ้นแล้ว... เข้าข่ายสุภาษิตของจีนบทที่ว่า ‘ ตาอย่าโตกว่าท้อง ^* อย่าโลภมาก ลาภมักหาย
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนก่อนครบเทอม อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เข้าข่ายเตะถ่วง เลี้ยงไข้ เลี่ยงบาลี เรียนลัดหวังผลทางการเมือง เสี่ยงมันออกหัวหรือจะออกก้อย พรรคพัง คนพัง ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่มันเปลือยกายล่อนจ้อน ว่าแผลเป็นตกสะเก็ด เกิดสนิมเนื้อในใจคน คนกันเองมากกว่า ฉลองพิธีกรรม แห่ศพประจาน เลี้ยงส่งท่านลงสมัครผู้ว่าอีกสมัยจริงหรือเปล่าหนอ???
อำนาจคนเหนือพรรค ‘พาอภิรักษ์ไปฆ่า^*เหมือนยุคพฤษภาทมิฬ ข้อหา ‘จำลองพาคนไปตาย^* สมมุติฐานของนักฆ่าลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลำพองลงมือกรีดใคร ไม่มีภูมิต้านที่ดี ไม่ตายก็เสี้ยงไม่โต
งานนี้ฆ่าตัดตอนคนกันเอง หวังต่อหน้าตาพรรคไว้ก่อน ก็ต้องลงมือเชือดเสียเองแล้วกระมังครับ..
เพิ่งมา
เรียนคุณธนูทอง (คคห.ที่4)
อย่าลืมว่าคุณทักษิณก็เคยรับสัมทานจากรสช. และผมเคยเห็นรูปถ่ายที่คุณทักษิณยืนเอามือกุมเป้าคู่กับ รสช. ด้วย
ถ้า นปก.ไม่สนับสนุนและพร้อมต่อต้านรัฐประหารจริงๆ แล้วทำไม นปก.ถึงได้สนับสนุนคนที่ตั้งตัวได้จากสัมปทานที่ได้รับจากคณะรัฐประหาร รสช.ล่ะครับ
มาดูประวัติเลวๆๆ.ของไอ้สนธิ..กัน.จะได้ฉลาดขึ้น..
มาแล้วครับ กับเรื่องราวของในมุมมืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำจิตวิญญาณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คราวนี้ผมได้คัดลอกเนื้อหาในหนังสือ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2" มาให้ท่านผู้อ่านได้ทำความรู้จัก พฤติกรรมด้านมืดของเขาว่าเป็นอย่างไร
วันนี้ ผมขอหยิบเนื้อหาของหนังสือในตอน "ฝันล่ม อาณาจักร สลาย โมกุลดับชีพ" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสนธิ ลิ้มทองกุล ที่อาศัยตลาดหุ้น เป็นช่องทางสร้างความยิ่งใหญ่ ใช้วิธีเงินต่อเงิน ร่วมขบวนกับเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ สร้างราคา ปั่นหุ้นแมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จนราคาเกินจริง สูบเงินจำนวนมหาศาลออกไปจากตลาดหุ้นด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน
ในตอนนี้ ได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในการใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถี เพื่อไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง โดยดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว เพียงเพื่อจะสนองตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ อันบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน
ซึ่งเป้าหมายที่สนธิ หวังครอบครองคือ การแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย และในที่สุด สนธิก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง
/////////////////////////////////////////////////////////
ฝันล่ม-อาณาจักรสลาย
โมกุลดับชีพ
ระหว่างปี 2531 - 2537 เป็น 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ธรรมดาๆ คนหนึ่งในวงการหนังสือพิมพ์เมืองไทย ที่ถีบทะยานตัวเองขึ้นเป็นนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ระดับภูมิภาค และระดับโลก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของเพื่อนๆ ในวงการหนังสือพิมพ์ ว่าสนธิ ไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร เขาเจอกล่องมหัศจรรย์ หรือไปเจอประตูทะลุมิติ หรืออย่างไร จึงไปไกลถึงระดับโลก ทั้งๆ ที่ เพื่อนร่วมวงการจำนวนมาก อย่างดีก็ยังแค่เลื่องชื่อในขอบเขตประเทศไทยเท่านั้น
ในขณะเดียวกันนักธุรกิจสื่อสารมวลชนระดับโลก ต่างก็พากันให้ความสนใจกับ ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล ว่านักธุรกิจไทยคนนี้เป็นใคร อยู่ดีๆ ก็พรวดพราดขึ้นมาท้าทายอิทธิพลของสื่อตะวัน ตกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่ท้าทายธรรมดา แต่ยังกล่าวหาสื่อตะวันตกอย่างตรงไปตรงมาว่าเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมเอเซีย
เท่านั้นไม่พอ สนธิ ลิ้มทองกุล ยังสถาปนาตัวเองเป็น โมกุลสื่อแห่งเอเซีย ที่ประกาศศักดายกพาพวกไปสู้รบ ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนตะวันตก ไกลถึงฝั่งอเมริกา และยุโรป ด้วย
การขยายอาณาจักรธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว ซึ่งบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน และเป้าหมายที่เขาหวังครอบครอง คือการแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก
รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ผู้ครอบครองตำแหน่งราชันย์แห่งสื่อของโลก คือ เจ้าของตำแหน่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งเป้าจะช่วงชิง
กล่าวกันว่า กุญแจดอกแรกที่เปิดกล่องมหัศจรรย์ หรือ ประตูทะลุมิติให้แก่สนธิ ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหุ้น นั่นเอง
ส่วนต่างของราคาหุ้นแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ที่เรียกชื่อในวงการนักเลงหุ้นว่า MGR ที่ถูก "ปั่น" ถูกสร้างขึ้นไปจนเกินราคาจริงหลายเท่าตัว คือกำปั่นวิเศษของสนธิ ที่มีเงินไหลเข้ามา อย่างมากมายมหาศาล
ว่ากันว่า สนธิ ได้เงินจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพไม่แตกต่างจากบ่อนพนันขนาดใหญ่ ใครมือยาวสาวได้สาวเอา นับพันล้านบาท จากหุ้นราคาพาร์ 10 บาท ถูกสร้างราคาให้ขึ้นไปมากกว่า 300 บาท ด้วยทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็ก
เงินที่ได้มาจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ทำให้แมวอย่างสนธิกลายเป็นเสือที่ใครๆ ก็ต้องระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้ เพราะเขามีทั้งอำนาจเงิน และอำนาจปากกา ที่จะยกย่องให้ใครเป็นคนดี ก็เพียงแค่กระพริบตา ทำให้ใครเป็นคนชั่ว ก็เพียงแค่ขยับปาก โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น และโบรกเกอร์ ในสมัยนั้น ต่างต้องพึ่งพาสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์บริษัทที่ดี ผู้บริหารที่เก่ง กันอย่างถ้วนหน้า
นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน ในยุคนั้น ยิ่งใหญ่มากถึงขนาดมีห้องนักข่าวส่วนตัว ที่ตึกสินธร ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการของตลาดหุ้น ในขณะที่นักข่าวจากหนังสือพิมพ์อื่นๆ ต้องไปแออัดรวมกันอยู่ในห้องสื่อมวลชนรวมที่ตลาดหลักทรัพย์ จัดไว้ให้
ข้อมูล ข่าวตลาดหุ้น และการวิเคราะห์หุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในห้วงเวลานั้น แม่นยำยิ่งกว่าบทวิเคราะห์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ใดๆ เชียร์ 5 ตัว ต้องมีเข้าเป้าถึง 4 ตัว อย่างน้อยๆ หรือเลวๆ ก็ต้องไม่น้อยกว่า 3 ตัว ส่งผลให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เป็นหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของนักเลงหุ้น ในสมัยนั้น เพราะ อ่านแล้วรวย
แต่มีข้อพึงสังเกตประการหนึ่ง ก็คือ หุ้นหลายๆ ตัว ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน เชียร์ กว่าครึ่งเป็นหุ้นเก็งกำไร หรือที่เรียกขานกันในแวดวงว่าหุ้นปั่น ซึ่งหุ้นเหล่านั้น ขณะนี้นอนแน่นิ่งอยู่ในหมวดรีแฮปโก้ หรือ หุ้นที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เช่นเดียวกับหุ้น MGR ของสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง
ไม่มีข้อมูลหลักฐานใดๆ สาวไปถึงว่าสนธิ กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีส่วนกับการทำราคาหุ้น หรือปั่นหุ้น ตัวใดตัวหนึ่ง ถึงขนาดที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่เป็นรับทราบกันในวงการว่า สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ อดีตเจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีปั่นหุ้น คบหากันด้วยสัมพันธ์ลักษณะ น้ำ กับ เรือ เสือ กับ ป่า ที่ต้องพึ่งพาอัชฌาสัย ในฐานะ นักลงทุนที่มีอิทธิพลส่วนตัวในการชี้นำราคาหุ้น กับสื่อหนังสือพิมพ์ ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสาร และการตัดสินใจของลักเล่นหุ้น ได้
ข่าวหลายข่าว ข้อมูลหลายชิ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ได้รับการยอมรับและชวนติดตามในหมู่นักเลงหุ้นรายย่อย ที่ด้อยโอกาสเข้าถึงข้อมูลอินไซด์ ก็เพราะความสัมพันธ์แบบน้ำ กับ เรือ เสือกับ ป่า ระหว่าง สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ระดับ มือเซียน อย่างสนธิ กับ ระดับเจ้าพ่อตลาดหุ้น อย่างสอง ย่อมรู้ดีว่าการคบหากันในลักษณะเปิดเผย ไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐนัก จักแต่ชักนำเภทภัยร้ายแรงมาให้เท่านั้น ทั้งสองคนจึงพึงพอใจความสัมพันธ์ในลักษณะต่างคนต่างอยู่ เกี่ยวพันร้อยรัดกันไว้เพียงผลประโยชน์ ที่ผ่านสื่อบุคคลคือ นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน บางคน
กล่าวได้ว่า ทั้ง สนธิ กับ สอง จัดอยู่ในชั้นเซียน เหยียบหิมะไร้ร่องรอย จริงๆ ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน สักชิ้นเดียวว่าทั้งสองเกี่ยวพันกัน คงมีแต่คำร่ำลือในวงการหุ้นว่า ถ้า ผู้จัดการรายวัน ชี้หุ้นตัวไหน นั่นหมายถึงว่า สอง จะเข้าแล้ว (เข้า แปลว่าเข้าทำราคา)
โดยเฉพาะสนธิ นั้น เขามีประสบการณ์ในเรื่องตลาดหุ้นดี ตั้งแต่ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของตึกดำ ที่รวบรวมนักธุรกิจรุ่นหนุ่ม เข้ามาเขย่าวงการธุรกิจ และวงการหุ้นไทย โดยมีสื่อสิ่งพิมพ์ ในมือพร สิทธิอำนวย เป็นเครื่องมือในเชิงกลยุทธ์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ก่อนที่อาณาจักร ตึกดำ จะล่มสลายไป โดยทิ้งหนี้สินไว้ให้กับประชาชนผู้เล่นหุ้นรายย่อย ที่ถูกเรียกขานเป็นแมลงเม่า สิ้นเนื้อประดาตัว กันไปเป็นจำนวนมาก
วีรกรรมของคนตึกดำในยุคนั้น ถูกเล่าขานกันไม่รู้จบจวบจนถึงวันนี้ เป็นบาดแผลหนึ่งของระบบธุรกิจไทย เป็นรอยด่างดำรอยหนึ่งของวงการหุ้นไทย
ย้อนกลับมาถึงเงินจำนวนมหาศาลที่สนธิ สูบออกไปจากตลาดหุ้น ทั้งจากหุ้น MGR และหุ้นอื่นๆ อีกหลายตัว ด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน เขานำเงินจำนวนดังกล่าวไปทำธุรกิจแบบเงินต่อเงิน ซื้อบริษัทที่ง่อยเปลี้ยเสียขา เข้ามาอยู่ในมือ แล้วก็ปัดฝุ่นตบแต่งหน้าตา ประแป้ง แต่งบัญชีให้น่าดู น่าชม และน่าเชื่อ แล้วก็เพิ่มทุนเข้าไป ตีข่าวใหญ่ๆ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ของตัวเอง เพื่อสร้างราคาให้กับหุ้นบริษัทนั้นๆ
เพียงแค่เท่านี้ หุ้นของบริษัทที่เคยง่อยเปลี้ยเสียขา ก็กลายเป็นหุ้นชั้นดี มีพี่เลี้ยงชั้นเยี่ยม ปล่อยเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ก็ไม่มีใครยั้งราคาอยู่ เพราะมีเครือข่ายการทำราคาครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่ง กลุ่มนักเลงหุ้นที่พร้อมเข้าทำ กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมจะชี้ เชียร์ ให้เชื่อ และซื้อ
หุ้นตัวอย่างที่ สนธิ ชอบยกขึ้นมาอ้างอิงบ่อยๆ ก็คือหุ้น IEC ซึ่งเขาซื้อมาถูกๆ จากเครือปูนซีเมนต์ไทย แล้วก็เอามาแต่งเนื้อแต่งตัวกันยกใหญ่ แล้วก็สร้างข่าวจนทำให้เป็นหุ้นที่ดี มีอนาคตไกล ดูดเงินจากนักเล่นหุ้นไปได้หลายพันล้านบาท แล้วก็จบลงด้วยการล่มสลาย
IEC ง่อยเปลี้ยเสียขา เหมือนเมื่อวันที่ได้มา เมื่อ IEC ถูก ก.ล.ต. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตรวจพบว่าปลอมมติผู้ถือหุ้น ไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ IEC ซึ่งเป็นฐานบัญชาการธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของสนธิ
การค้ำประกันดังกล่าว ทำให้ IEC ต้องรับภาระหนี้เงินกู้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งยังเป็นคดีความกันอยู่จนทุกวันนี้ โดยผู้อยู่เบื้องหลังการปลอมมติผู้ถือหุ้นของ IEC ไปค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง และคดีนี้สนธิ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน
ในวันที่รุ่งเรือง เฟื่องฟู สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถีทาง ทั้งจากกลไกของตลาดหลักทรัพย์ ผ่านการซื้อขายหุ้น และกลไกสถาบันการเงิน ด้วยการกู้เงินจากบริษัทเงินทุน และธนาคาร ตลอดจนกองทุนต่างๆ ด้วยการนำใบหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง และใช้จ่ายอย่างเกินตัว เพียงเพื่อจะสนอง ตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย
อาณาจักรทางธุรกิจที่สนธิ สร้างขึ้น เต็มไปด้วยเครือข่ายโยงใยสลับซับซ้อนอย่างมาก เชื่อกันว่ามีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ของทุกธุรกิจ ได้ และหากใครได้ฟังแล้ว ก็จะตกอยู่ในอาการเหมือนถูกมนต์สะกด เทใจเชื่อแบบหมดเนื้อหมดตัว เหมือนที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายใหญ่ของสนธิ เชื่อ จนเป็นที่มาของหนี้เน่า หนี้เสียหลายพันล้านบาท ที่ธนาคารกสิกรไทย กำลังแก้ไขอยู่จนถึงทุกวันนี้ และ บริษัทเงินหลักทรัพย์ศรีมิตร (CMIC) ที่หลงเชื่อสนธิ และเป็นเจ้าหนี้เงินกู้รายใหญ่ของสนธิ จวบจนวันสุดท้ายของการดำเนินกิจการ ก็ยังคงเชื่อไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นอวสานที่น่าสมเพชยิ่งนัก
เฉพาะเครือข่ายอาณาจักรที่สังกัดอยู่ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด จำนวน 11 บริษัท ที่ลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีเงินทุนจดทะเบียนนับหมื่นล้านบาท เมื่อนับไปถึงเงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้สำหรับการดำเนินธุรกิจ ประมาณการได้ว่าต้องมีไม่น้อยกว่าหลักหมื่นล้านบาท
ยังไม่นับบริษัทอื่นๆ ที่สนธิ ทำในนามส่วนตัวอีกหลายสิบบริษัท ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และในต่างประเทศ โดย เฉพาะในลาว และ จีน ซึ่งเป็นฐานหลักทางธุรกิจของสนธิ ในเวลานั้น เพราะ สองประเทศนี้ ระบบการตรวจสอบการทำธุรกรรมการเงินยังล้าสมัยมาก และยังรวมไปถึง เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ หรือ เกาะเคย์แมน แดนสวรรค์ ของนักฟอกเงิน
ประมาณการณ์คร่าวๆ เงินทุนที่สนธิ ลิ้มทองกุล ลงทุนและใช้ผ่านมือในห้วงเวลานั้น ต้องมีไม่น้อยกว่าสี่ถึงห้าหมื่นล้านบาท ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่กล้าคิดแย่งชิงตำแหน่งเจ้าพ่อสื่อของโลก มาจากรูเพิร์ต เมอร์ด็อก อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดยุทธภูมิ "เอเซียไทม์" และ "ลาวสตาร์" รวมทั้งฝันจะไปจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดแนสแดค ของอเมริกา
ในห้วงเวลานั้น ประเทศไทย เล็กเกินไปแล้วสำหรับ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีอะไรท้าทายความ สามารถของเขาอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่เขาต้องการแล้วยังไม่ได้ ทั้ง อำนาจ เงินตรา บริวาร และ นารี
สนธิ ใช้เงินที่ได้มาด้วยวิธีการแบบของเขา ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้ง ธุรกิจ บริวาร อำนาจการเมือง และ นารี
ในวันที่รองเรืองด้วยทรัพย์สินเงินทอง สนธิ เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเคยให้เงินพรรคการเมืองหนึ่งไปถึง 300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง แต่ต่อมาในภายหลังต้องผิดใจกัน เพราะหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ไม่เชื่อฟังเขา ไม่ยอมถอนตัวออกจากรัฐบาล ตามที่เขาสั่ง
ในวันที่เรืองอำนาจ สนธิ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ด้วยการเสนอให้ใช้บ้านพีเค วิลล่า ถนนสุโขทัย ของเขา เป็นที่จัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา ไปถึงบ้านพีเค วิลล่า ปรากฏว่าแกนนำพรรคการเมือง ที่คาดว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้มารออยู่พร้อมหน้าแล้ว นายบรรหาร จึงได้แต่เล่นไปตามเกมที่มีการขีดเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้ว และแน่นอนว่าหนึ่งในผู้เขียนบท ย่อมต้องมีชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล รวมอยู่ด้วย ในฐานะเจ้าของบ้าน เจ้าของสถานที่จัดตั้งรัฐบาล
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล สนใจ และใฝ่หาอำนาจการเมือง มานานแล้ว เพราะระดับเซียนอย่างสนธิ ที่ใช้อำนาจเป็น ย่อมรู้ดีว่าการมีอำนาจการเมืองอยู่ในมือ จะสามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่งที่เขาปรารถนา นั่นจึงทำให้สนธิ ว่ายเวียนอยู่ในแวดวงธุรกิจที่ล้ำเข้ามาในแดนการเมืองอยู่ตลอด เวลา นับแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้
ในวันที่เงินทองห้อมล้อมตัว สนธิ เคยเซ็นเช็คลงจำนวนเงิน 30 ล้านบาทให้กับดาราสาวคนหนึ่ง เพียงเพราะเขาต้องการได้เธอมาเป็นคู่นอนแบบชั่วคราว
การรุกทางธุรกิจอย่างดุดัน ก้าวร้าว และใช้เงินเป็นหัวหอกในการรบของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปรียบประหนึ่งจักพรรดิเจงกีสข่าน ยกไพร่พลและม้ารบ กรีฑาทัพไปตีหัวเมืองต่างๆ ทั่วแว่นแคว้นในเอเซีย และข้ามไปยังยุโรป ซึ่งเป็นการประเมินสถานการณ์ ประมาณการกำลังแห่งตนเองที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จึงต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและดับชีพในสมรภูมิ ที่ตัวเองสร้างขึ้นนั่นเอง
เฉกเช่นเดียวกับสนธิ ลิ้มทองกุล เขายกทัพบุกตะลุยเข้าไปในเกือบทุกประเทศของเอเซีย เท่านั้นไม่พอ ความมักใหญ่ใฝ่สูงที่เป็นพื้นฐานอันแท้แห่งจิตใจของเขา กำหนดให้เขามุ่งหน้าสู่ยุโรป และอเมริกา แล้วเขาก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง
ความไม่พร้อมของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อเขาพ่ายแพ้สงคราม ประกอบด้วย ความไม่พร้อมด้านทุน เนื่องเพราะทุนที่สนธิ อวดอ้างว่ามีเยอะ มีมหาศาล เพียงพอต่อการรบพุ่งในสมรภูมิสื่อระดับโลก นั้น แท้จริงแล้ว เป็นทุนที่ระดมมาจากการเก็งกำไร และเงินกู้ระยะสั้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และความไม่พร้อมด้านเนื้อหา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจสื่อ สนธิ มีเกินพอสำหรับการทำสื่อในประเทศ แต่ยังมีไม่เพียงพอ สำหรับการทำสื่อระดับโลก
การพ่ายแพ้ของสนธิ ทำให้เขากลายเป็นอดีตไทคูน อดีตโมกุล ที่ถูกลบชื่อออกจากทำเนียบนักธุรกิจสื่อที่มีสีวัน น่าตื่นเต้นเร้าใจ ไปอย่างรวดเร็ว และต้องหวนกลับคืนสู่รากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง นั่นคือ การทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เพื่อเป็นฐานอำนาจ และเป็นหัวเชื้อเรียกหาความยิ่งใหญ่ในอดีตของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง
ในห้วงเวลา 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ มากกว่าอยู่ในประเทศไทย เนื่องเพราะความเชื่อในทฤษฎีโลกานุวัตร ที่ตัวเองสร้างขึ้น และพาให้ผู้คนทั้งประเทศหลงเชื่อตามไปด้วย จนได้รับบาดเจ็บเจียนตาย ทั้งเจ้าทฤษฎีและผู้ปฏิบัติตาม พากันเป็นหนี้สินรุงรัง กระทั่งมาหูตาสว่าง เมื่อได้รับฟังพระราชดำรัส "เศรษฐกิจพอเพียง" เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540
วิญญาณเสือตัวที่ 5 จึงถูกสะบัดออกจากร่างของสนธิ ลิ้มทองกุล ให้กลับกลายมาเป็นแมวไทยอีกครั้งหนึ่ง
สนธิ ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมที่เกิดจากความผิดพลาดของเขาเอง โดยมีทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นทางลง และคำอธิบายให้แก่ผู้คนทั้งหลายว่า เขาเปลี่ยนตัวเอง เพราะเขาคิดผิดทั้งหมด
"มันเป็นอดีต ตอนนี้ไม่ต้องการเลย เสียใจที่เคยคิดอย่างนั้น เพราะว่าเราทำความใหญ่ พิเศษในเรื่องเล็กๆ ได้ดีที่สุด สิ่งที่ทำไม่จำเป็นต้องใหญ่ ถึงมันจะเล็กขอให้มันใหญ่ในตัวมัน ใหญ่ในแง่คุณภาพมันก็ใหญ่" คือคำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อถูกถามว่าเขากำลังทวงความยิ่งใหญ่ในอดีต กลับคืนมาหรือไม่ ในการขับเคลื่อนทัพ ชนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนี้
ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว
แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง
/////////////////////////////////////////////////////////
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเนื้อหาในตอน "ฝันล่ม อาณาจักร สลาย โมกุลดับชีพ" จากหนังสือ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2" อ่านแล้วคงได้รู้กำพืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ดียิ่งขึ้น
แต่ก็อย่างที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ ว่า ".....ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว
แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง..."
ซึ่งประโยคที่ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายเอาไว้เป็นปริศนา สำหรับผมแล้ว คิดว่าผู้เขียนน่าจะแปลความได้ว่า "เชื้อชั่วไม่มีวันตาย"
แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับ คิดว่าน่าจะแปลความหมายว่าอย่างไร......?
นาว
ขี้เรื้อนกันท้างน้าน เน่าหนอนเฟะ เล่นสนุกอะไรกันนักหนา ที่นี่....ประเทศไทย...บทความเห่าหอน...สองฝ่ายต่างก็ได้ผลประโยชน์ด้วยกันท้างน้าน ไอ้ฝ่ายที่สามก้อพยายามเข้าป้าย จะชิหายกานหมดแระ ที่นี่....ประเทศไทย....คนไทยมีวันนี้ได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พ่อหลวง....พระมหากรุณาธิคุณ.....เข้าใจคำนี้กันบ้างป่ะ.....แค่นี้ยังเลือกข้างไม่ได้เหรอ.....พวกเรียนสูง.......ได้แค่เนี้ยะ...ฟาย.....เน่าหนอน....เกิดเป็นคน...มีใครอยากให้อะไรคนอื่นฟรี ๆๆ ไม่คิดถึงผลตอบแทน...มีไม๊....มีสิ....ก็พ่อหลวงไง....มีไม๊...เหนใครเดือดร้อน...จะยื่นมือเข้าไปช่วยดับทุกข์.....ก็พ่อหลวงไง....แค่นี้ยังไม่รู้อีกเหรอ.....คนไท.....จะยืนข้างใหน....โง่อีกแระ.....ท่าน
JB.political
กลุ่มพันธมิตรฯ. ไม่ใช่ตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ชอบนำเสนอแอบอ้างตัวเองว่าเป็น เพราะประชาชนคนไทยแต่ละคนเขามีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ กลุ่มพันธมิตรฯ ชอบนำเสนอแอบอ้างตัวเองว่าเป็นตัวแทนประชาชน ผมในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ กลุ่มพันธมิตรฯ นำคำว่า "ประชาชน" ของผม มาใช้แอบอ้าง หนำซ้ำ กลุ่มยัง กลุ่มพันธมิตรฯโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุลยังมีการแถลงแนวทางการปกครองใหม่ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไทย ที่มีการปกครองโดย "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ผมรับไม่ได้.....
อีกทั้ง พล.ต.จำลอง ยังแถลงให้คนไทย "เลือกฝ่าย" แสดงให้เห็นว่า เจตนาต้องการสร้างความแตกแยกให้เกิดกับประชาชนชาวไทย "ผิดกฏหมายและขัดต่อความสงบสุขของบ้านเมืองอย่างชัดเจน"
...ผมในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่เลือกฝ่าย แต่จะทำหน้าที่ของประชาชนให้สมบูรณ์ และปรองดองกับประชาชนคนไทยทุกคน แม้แต่ กลุ่มพันธมิตรฯ
หาก กลุ่มพันธมิตรฯ จะลดความรุนแรงในการก่อให้คนไทยเกิดความแตกแยกกัน...
...ผมจะเฝ้าจับตาดูพฤติกรรมของทุกกลุ่มทุกฝ่ายว่าใครจะมีความจริงใจกับประชาชนมากว่ากัน...