พฤติกรรมการเลือกตั้งของ "คนเมือง" ภายใต้ระบบที่ "อภิชน" เป็นคนกำหนด

ณัฐกร วิทิตานนท์


 


[1]


 


หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ปีเศษ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ..2476 การเลือกตั้งก็ได้ถูกจัดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แม้จะถูกจัดว่าเป็นการเลือกตั้ง "โดยอ้อม" ทว่าก็มุ่งหวังให้เป็นกลไกที่ทำให้ได้มาซึ่ง "ผู้แทน" ของปวงชน การเลือกตั้งจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบการเมืองไทย และถูกจัดให้มีขึ้นเสมอ ยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่ตกอยู่ภายใต้เผด็จการ "ทหาร" ซึ่งเมื่อใดก็ตามแนวโน้มการเมืองเป็นประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ "ถาวร" [แต่มักมีอายุสั้น] การเลือกตั้งก็ย่อมจะต้องถูกจัดให้มีขึ้นอย่างแน่นอน อนึ่ง นับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกจนถึงการเลือกตั้งก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในรอบ 75 ปี ประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั้งสิ้น 23 ครั้ง [มินับรวมเมื่อคราว 2 เมษายน 2549 เพราะทางศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากวินิจฉัยให้เพิกถอนการเลือกตั้ง] โดยเฉลี่ยจะมีการเลือกตั้งขึ้นราวทุกๆ 3-4 ปี


 


ผลการศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมการเลือกตั้ง ที่ผ่านมา (1) บ่งชี้สอดคล้องกันว่า แบบแผนพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทย ก็คือ ชนชั้นกลาง หรือผู้ที่มีคุณลักษณะทางเศรษฐกิจสังคมปานกลางขึ้นไป มีการศึกษาสูง อยู่ในช่วงอายุวัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน และอยู่ในเขตเมืองใหญ่ มีแนวโน้มไปลงคะแนนเสียงโดยสำนึกว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองดี สามารถตัดสินใจล่วงหน้าได้ว่าจะเลือกผู้สมัครคนใด โดยคำนึงถึงพรรคและนโยบายของพรรคมากกว่าตัวผู้สมัคร ส่วน ชาวชนบท หรือ ผู้ที่มีคุณลักษณะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำและอยู่ในเขตชนบท การลงคะแนนเสียงจึงมักจะคำนึงผู้สมัครมากกว่าตัวพรรค และให้ความสำคัญกับความสามารถของผู้สมัครในการช่วยเหลือสงเคราะห์ท้องถิ่นของตนมากกว่านโยบาย นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะไปลงคะแนนเสียงโดยการรบเร้าชักจูงจากผู้อื่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่าผู้ที่อยู่ในฐานะเศรษฐกิจสังคม


 


อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังๆ เมื่อปี 2544 และปี 2548 จากมุมมองกระแสหลัก [ในตอนนั้น] กลับมองว่า การที่ พรรคไทยรักไทย ชนะพรรคคู่แข่งอื่นๆ อย่างถล่มทลายนั้น เชื่อกันว่า นโยบาย ที่โดนใจและเข้าถึงคนส่วนใหญ่ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญสุด (2) ในขณะเดียวกัน การกล่าวอ้างถึงพฤติการณ์ที่มุ่งเอาชนะการเลือกตั้งด้วยกลโกงทุกรูปแบบ ทั้งการทุจริตเลือกตั้ง ทั้งการซื้อเสียง ฯลฯ ก็มีอยู่เสมอมาทุกระยะ


 


 


[2]


 


ระบบการเลือกตั้ง ที่ผ่านๆ มาของไทยอาศัยวิธีการคิดคะแนนแบบเสียงข้างมาก [อย่างง่าย] และก็แบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตละหลายคน [พวงเล็กบ้างใหญ่บ้างแล้วแต่กติกาในแต่ละห้วงเวลา] หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่าระบบ "รวมเขตเรียงเบอร์" [Block Vote: BV] เรื่อยมา [เว้นแต่ใน 5 ครั้งแรกๆ ซึ่งริเริ่มใช้แบบ "1 เขต 1 คน"] (3) จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ตามกติกาสูงสุด ใหม่ ..2540 ที่เลือกใช้ "ระบบผสม" [Mixed system] โดยนำเอาระบบเสียงข้างมาก [Plurality system] มาใช้ควบคู่กันไปกับระบบสัดส่วน [Proportional system] เป็น ครั้งแรก


 


กล่าวคือ รัฐธรรมนูญดังกล่าว กำหนดให้มีการเลือกตั้ง .. 2 แบบ รวม 500 คน ได้แก่ ..แบบบัญชีรายชื่อ [party list] ที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น 100 คน โดยถือให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วนำเอาคะแนนที่ได้รับมาคำนวณรวมกัน เพื่อหาสัดส่วนจำนวน .. ของแต่ละพรรค สำหรับพรรคที่ได้รับคะแนนไม่ถึง 5% ก็จะไม่ได้ที่นั่งในสภาฯ จากการเลือกตั้งระบบนี้แม้แต่ที่นั่งเดียว กับ .. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งๆ ละ 1 คน [single member constituency] อีกจำนวน 400 คน ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถจะเลือกผู้สมัครในแต่ละเขตได้เพียง 1 คน [one man one vote] และให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด ถือเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งไป การนับคะแนนเช่นนี้ เรียกว่า FPTP [First Pass The Post]


 


แต่แล้วในที่สุด ระบบซึ่งค่อนข้างลงตัวมากเช่นนี้ (4) ก็ได้ "มีอันเป็นไป" ตามธรรมเนียมเดิมๆ ภายหลังการยึดอำนาจสำเร็จ ซึ่งมักชอบ "รื้อ-สร้าง" อะไรๆ กันอยู่แล้ว ครานี้ก็หาได้มีข้อยกเว้นไม่


 


ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใหม่ [อีกแล้ว] ซึ่งมาแทนที่ ยังคงยึด ระบบผสม เป็นหลัก แต่ได้ปรับปรุงรายละเอียดสำคัญให้ ส.ส. ที่มาจากแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นผู้แทนราษฎรในเขตการเลือกตั้งที่ใหญ่ขึ้น จำนวน 400 คน โดยใช้ระบบ รวมเขตเรียงเบอร์ และ เขตเลือกตั้ง มี ส.ส. ไม่เกิน 3 คน [หรือแบบพวงเล็ก เหมือนๆ กับการเลือกตั้งกว่า 10 ครั้งก่อนหน้ากติกาปี 40] (5) คณะผู้ร่างให้เหตุผล เพื่อให้คนดีมีความสามารถแข่งขันกับคนที่ใช้เงินได้ ตลอดจนปรับปรุงระบบ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ สู่การเลือกตั้งแบบ สัดส่วน ที่มีการแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด แต่ละกลุ่มมี ส.ส. ได้ 10 คน รวม 80 คน และยกเลิกสัดส่วน 5% มิให้มีการกระจุกตัวผู้แทนราษฎรแต่ในส่วนกลาง อีกทั้งก็เพื่อให้พรรคเล็กมีที่นั่งในสภาเพื่อให้เกิดความหลากหลายในความคิดทางการเมือง สภาผู้แทนราษฎรจึงประกอบด้วย ส.ส. จำนวน 480 คน


 


 


[3]


 


ผลการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนนั้น ตอกย้ำถึงการตัดสินใจแบบนิยมอิงกับ ตัวบุคคล ได้เป็นอย่างดี เป็นต้นว่า


 


(1) ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจำนวนมาก [27/36] ล้วนแล้วแต่เคยเป็น ส.ส. มาก่อน ในแง่หนึ่งย่อมหมายความว่า ไม่ว่านักการเมืองหน้าเก่าเหล่านั้นจะลงสมัครในนามพรรคการเมืองใดก็ตาม การสนับสนุนที่มีก็ยังจะแนบแน่นอยู่คงเดิม


 


(2) ผู้สมัครในลำดับแรกของแต่ละพรรคเท่านั้นที่ถือว่ามีโอกาสจะถูกประชาชนเลือกสูง [23/36] นอกเหนือจากนี้แล้วค่อนข้างลำบากถ้วนหน้า อันอาจสืบเนื่องมาจากหาเสียงแบบ "ตัวใครตัวมัน" หรือผู้สมัครคนสำคัญมักนิยม "ยิงลูกโดด" เองก็เป็นได้


 


(3) ไม่มีพรรคการเมืองใดเลยที่ได้รับเลือกตั้งท่วมท้นยกจังหวัด หนำซ้ำก็ยังพบเพียงแค่เขตเลือกตั้งเดียวเท่านั้น [1/14] ที่พรรคการเมืองสามารถจะเข้ามาแบบทั้งทีมได้ ในภาพใหญ่กว่า ผลก็ไม่ปรากฏว่าจะมีพรรคการเมืองใดสามารถพัฒนาสู่ความเป็นพรรคแห่งภูมิภาคตรงนี้ได้เลย [ชพน.:12, ควม.:10, ปชป.:9, ชท.:5] เช่นเดียวกับกรณีพรรค ประชาธิปัตย์ ครอบครองความนิยมในพื้นที่ภาคใต้มาช้านาน หรือเช่นที่สุพรรณบุรีก็มีพรรค ชาติไทย เป็นผู้ผูกขาดประจำจังหวัดนั่นเอง สะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองในดวงใจของผู้คนภูมิภาคนี้ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น


 


หากลองถามผู้มีสิทธิฯ ในตอนนั้นดูว่าแล้วจะเลือกใคร คำตอบที่ได้รับน่าจะออกมาทำนองเดียวกัน ประมาณว่าจะลงคะแนนให้กับใครเสียยิ่งกว่าจะลงคะแนนให้กับพรรคหนึ่งพรรคใด ผิดกับเดี๋ยวนี้ลิบลับ


 


 


ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2539 (6)


 





































































































































































































































































































เชียงราย


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นาย<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />ยงยุทธ ติยะไพรัช *


ประชาธิปัตย์


2


นายฉัฐวัสส์ มุตตามระ *


ความหวังใหม่


3


นางรัตนา จงสุทธนามณี *


ชาติพัฒนา


 


เขตเลือกตั้งที่ 2


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ *


ความหวังใหม่


2


นายมงคล จงสุทธนามณี *


ชาติพัฒนา


3


นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ *


ความหวังใหม่


 


เขตเลือกตั้งที่ 3


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ *


ประชาธิปัตย์


2


นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ *


ความหวังใหม่


เชียงใหม่


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ *


ความหวังใหม่


2


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล


ประชาธิปัตย์


3


นางสาวชรินรัตน์ พุทธปวน


ประชาธิปัตย์


 


เขตเลือกตั้งที่ 2


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายบุญช่วย ภู่จีนาพันธุ์ *


ชาติพัฒนา


2


นายณรงค์ ภูอิทธิวงศ์


ชาติพัฒนา


3


นายอำนวย ยศสุข *


ความหวังใหม่


 


เขตเลือกตั้งที่ 3


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ *


ชาติพัฒนา


2


นางกิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ *


ความหวังใหม่


 


เขตเลือกตั้งที่ 4


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายทวีศักดิ์ สุภาศรี *


ชาติพัฒนา


2


นายสันติ ตันสุหัช


ความหวังใหม่


น่าน


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายคำรณ ณ ลำพูน *


ประชาธิปัตย์


2


นายวัลลภ สุปริยศิลป์ *


ชาติพัฒนา


3


นางสาวพูนสุข โลหะโชติ *


ชาติไทย


พะเยา


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ *


ประชาธิปัตย์


2


นายไพโรจน์ ตันบรรจง


ประชาธิปัตย์


3


นายสวัสดิ์ คำวงษา


ชาติพัฒนา


แพร่


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู *


ประชาธิปัตย์


2


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล


ชาติไทย


3


นายทศพร เสรีรักษ์


ชาติไทย


แม่ฮ่องสอน


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายปัญญา จีนาคำ *


ประชาธิปัตย์


ลำปาง


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายบุญชู ตรีทอง *


ชาติไทย


2


นายไพโรจน์ โล่สุนทร *


ชาติพัฒนา


3


นายวาสิต พยัคฆบุตร *


ชาติไทย


 


เขตเลือกตั้งที่ 2


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายพินิจ จันทรสุรินทร์ *


ชาติพัฒนา


2


นางสาวธารทอง ทองสวัสดิ์ *


ชาติพัฒนา


ลำพูน


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ *


ชาติพัฒนา


2


นายมนตรี ด่านไพบูลย์ *


ความหวังใหม่


3


นายธัญ การวัฒนาศิริกุล *


ความหวังใหม่


 


* : อดีต ส.ส.


 


ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ 6 มกราคม 2544 กลับเกิดการ "พลิกล็อค" ใหญ่ โดยพรรคการเมือง ใหม่ ในนาม ไทยรักไทย แน่ละ คงไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าการใหญ่โตแบบทันทีทันใดของพรรคไทยรักไทยนั้น เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กันกับการเลือกตั้งครั้งนี้


 


โดยภาพรวม พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุดถึง 248 คน แยกเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ 48 คน และอีก 200 คน เป็น ส.ส. แบ่งเขต ซึ่งในเขตภาคเหนือตอนบนนี้ ไทยรักไทยก็กวาดที่นั่งสูงเป็นอันดับหนึ่งเช่นกันคือ 32 ที่นั่งจากทั้งหมด 37 ที่นั่ง โดยประสบกับชัยชนะทุกเขตเลือกตั้งใน 3 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ เชียงราย [8/8], พะเยา [3/3] และลำปาง [5/5] ส่วนจังหวัดที่เหลือนั้น พ่ายแพ้ให้แก่พรรคการเมืองอื่นเพียงจังหวัดละ 1 เขตเลือกตั้งเท่ากัน ดังนี้ เชียงใหม่ [9/10], น่าน [2/3], แพร่ [2/3], แม่ฮ่องสอน [1/2] และลำพูน [2/3] พร้อมกับสร้าง ส.ส. หน้าใหม่ หลายสิบคน [19/32] ให้ แจ้งเกิด ส่งให้ ส.ส. หน้าเก่า ผู้ "ผูกขาด" พื้นที่มาเนิ่นนานหลายสมัย [แต่ลงพรรคอื่น] จำต้อง "อกหัก" กล่าวเฉพาะที่เชียงใหม่ ก็มี ส.ส. ใหม่จากไทยรักไทยมากถึง 7 จาก 9 คน ที่เหลือเชื่อก็คือ อดีตผู้แทน 5 สมัยอย่าง "เจ้าหนุ่ย" ธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ กลับต้องมา "สอบตก" เอาในหนนี้นี่เอง (7) ขณะที่คะแนนของพรรคแบบบัญชีรายชื่อก็นับว่าค่อนข้างมาก ชนิดทิ้งห่างพรรคอื่นขาดลอย รายละเอียดปรากฏอยู่ในตารางแนบท้ายนี้


 


 




























































 


เลือกพรรค


จำนวน


คิดเป็น


จังหวัด


ไทยรักไทย


ผู้มีสิทธิ


ร้อยละ


เชียงราย


375,863


800,089


46.98


เชียงใหม่


413,017


1,106,980


37.31


น่าน


116,646


337,653


34.55


พะเยา


149,081


371,932


40.08


แพร่


157,542


370,242


42.55


แม่ฮ่องสอน


40,195


136,183


29.52


ลำปาง


252,129


595,624


42.33


ลำพูน


120,910


306,187


39.49


รวม


1,625,383


4,024,890


40.38


 


ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พ.ศ.2544 (8)


 นอกเหนือจาก นโยบาย มากมายอันแตกต่างโดดเด่น [โดยเฉพาะกับนโยบาย "ขาย" อย่างสามสิบบาทรักษาทุกโรค พักหนี้เกษตรกร และกองทุนหมู่บ้าน] กลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเฉพาะของภาคเหนือซึ่งเห็นเด่นชัดที่สุด ก็คือ การตอกย้ำคำขวัญประมาณว่า "... (เช่น เจียงใหม่, เจียงฮาย) จะรุ่งเรือง ต้องเลือก คนเมือง เป็นนายกฯ" เพื่อชู พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคที่เป็นคนเจียงใหม่แต้ๆ อู้กำเมืองก็ได้ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนแรก ของชาวภาคเหนือเสียที ในพื้นที่นี้ "หัวหน้าพรรค" จึงเป็น "จุดขาย" สำคัญยิ่งกว่าปัจจัยอื่นใด แง่หนึ่งย่อมเท่ากับเป็นการสร้างเอกภาพของ ..ภาคเหนือ ด้วยอีกทาง


 


หากพิจารณาถึงความนิยมของพรรครักไทยในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จะพบว่าความนิยมชมชอบของผู้คนที่มีต่อพรรคไทยรักไทยอย่างล้นหลามนั้น เริ่มต้นมาจากกระแส ภูมิภาคนิยม [Regionalism] นี่เอง แน่นอนว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ทางพรรคพยายามเดินตามรอยความสำเร็จของอดีตนายกฯ ทั้ง 3 ท่านก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น "นายชวน" ของ "คนใต้" "นายบรรหาร" ของ "คนสุพรรณ" "พลเอกชวลิต" ของ "คนอีสาน" ซึ่งเห็นผลเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว


 


จวบจนถึงการเลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งสภาดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปี ภายใต้รัฐบาลเพียงชุดเดียว เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวจนถึงบัดนี้ พูดตามจริง การแข่งขันคราวนี้ได้แปรสภาพจากการช่วงชิงโดยพรรคการเมืองจำนวนมากอย่างในอดีตกลายเป็นการเลือกตั้งที่มีไว้สำหรับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดใหญ่เพียง 4 พรรคที่มีบทบาทสำคัญเท่านั้น ผลปรากฏว่า พรรคไทยรักไทยก็ยังได้รับชัยชนะถล่มทลาย จำนวนถึง 377 ที่นั่ง แบ่งเป็นแบบแบ่งเขต 310 คน และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 67 คน กลับมาเป็นรัฐบาล [พรรคเดียว] ต่อเนื่องอีกคำรบ [ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็ยังมิเคยปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์การเมืองไทย] กระทั่งถึง "ปลายทาง" ด้วยการถูก "รัฐประหาร" โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และได้ฉีก "รัฐธรรมนูญ 40" ทิ้ง ในที่สุด


 


กล่าวเฉพาะพื้นที่ 8 จังหวัดนี้ ในแบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้น พรรคไทยรักไทยประสบชัยชนะถล่มทลาย สุดยอด กวาดที่นั่ง ครบถ้วนทั้งหมด 37 ที่นั่ง ทุกเขต ทุกจังหวัด (9)] ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการที่อดีต ส.ส. ของพรรคการเมืองคู่แข่งหลายคนตัดสินใจย้ายพรรคมาสัุึงกัดไทยรักไทยนั่นเอง กระนั้นก็ยังมีถึง 6 คน ซึ่งเพิ่งจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นครั้งแรก ครานี้ การสร้างผลงานต่างๆ นานาตลอด 4 ปีเต็มในช่วงที่เป็นรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำเอานโยบายตอนหาเสียงมาทำให้ประชาชนได้เห็นจริงๆ นับเป็นต้นทุนการเมืองสำคัญสุด หนำซ้ำตัวเองก็ยังได้เปรียบพรรคอื่นๆ ด้วยการถืออำนาจรัฐเอาไว้ในมืออีกต่างหาก


 


 




























































 


เลือกพรรค


จำนวน


คิดเป็น


จังหวัด


ไทยรักไทย


ผู้มีสิทธิ


ร้อยละ


เชียงราย


462,963


825,346


56.09


เชียงใหม่


625,289


1,141,118


54.80


น่าน


172,095


351,746


48.93


พะเยา


195,107


372,550


52.37


แพร่


206,763


364,260


56.76


แม่ฮ่องสอน


45,052


144,150


31.25


ลำปาง


319,795


592,835


53.94


ลำพูน


177,803


313,379


56.74


รวม


2,204,867


4,105,384


53.71


 


ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พ.ศ.2544 (10)


ส่วนคะแนนในแบบบัญชีรายชื่อของไทยรักไทยก็ถือว่าเพิ่มขึ้นสูงเอามากๆ ถึง 53.71 % กลายเป็น เสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ [Absolute majority] ของพื้นที่โดยรวมได้สำเร็จ ดังข้อมูลตามตารางข้างต้น


 


 


[4]


 


ถ้าหาก แผนบันได 4 ขั้น ของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็น "เรื่องจริง" ตามที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. เผลอหลุดคำพูดออกมานานแล้วก่อนหน้านี้ ไล่เรียงตั้งแต่การอายัดทรัพย์ ยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนเป็นเวลา 5 ปี พร้อมทั้งฟันธงหลังเลือกตั้งจะมีเพียง 2-3 พรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาล ส่วนพรรคการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามกับพรรคเหล่านี้จักสูญพันธ์แน่นอน มิพักกล่าวถึง เอกสารลับ ซึ่งตามออกมา "ตอกย้ำ" ภายหลัง ในแบบที่เป็นรูปธรรมกว่า


 


ความพยายาม "ยกเครื่อง" ระบบเลือกตั้ง 40 ย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพราะ "คนข้างหลัง" สสร. ประเมินแล้วว่า การกลับมาใช้วิธีแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเดิมๆ ร่วมกับระบบสัดส่วน 8 กลุ่มจังหวัด น่าจะส่งผลให้คะแนนของพรรคไทยรักไทยเดิม หรือพรรค พลังประชาชน ใหม่ "สั่นคลอน" [เชื่อว่า ประชาชนคงพากันหันมาเลือก "คน" แบบเก่าก่อน แทนการเลือก "พรรค" อย่างในระยะหลังๆ เป็นแน่] พร้อมกับเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวเนื่องอีกหลายประการด้วยกัน เช่น กำหนดให้นับคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้งแต่ละแห่ง แทนการนับคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้งรวมกันในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งของเขตเลือกตั้งนั้น เป็นอาทิ แน่ละ เมื่อจำนวน ส.ส. ลดลง พลังประชาชนก็จะถูก "โดดเดี่ยว" ต้องกลายเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว มาตรการเช่นนี้สอดคล้องกับแผนการในขั้นสุดท้ายเป็นอย่างยิ่ง


 


 ทว่า ความเป็นจริงของการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมที่เพิ่งผ่านมา ผลออกมากลับตาลปัตร ในภาพรวมระดับชาติ ดังที่ทราบๆ กันว่าไทยรักไทย [ในนามพลังประชาชน] ชนะท่วมท้น ได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง 233 ที่นั่ง เกือบครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนเต็มสภา 480 ที่นั่ง ชนะห่างประชาธิปัตย์คู่ชิง 68 เสียง รายละเอียดจำนวน .. ที่แต่ละพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งมีดังนี้ (11)


 


 













































พรรคการเมือง


สัดส่วน


แบ่งเขต


รวม


1) พลังประชาชน


34 ที่นั่ง


199 ที่นั่ง


233 ที่นั่ง


2) ประชาธิปัตย์


33 ที่นั่ง


132 ที่นั่ง


165 ที่นั่ง


3) ชาติไทย


4 ที่นั่ง


33 ที่นั่ง


37 ที่นั่ง


4) เพื่อแผ่นดิน


7 ที่นั่ง


17 ที่นั่ง


24 ที่นั่ง


5) รวมใจไทยชาติพัฒนา


1 ที่นั่ง


8 ที่นั่ง


9 ที่นั่ง


7) มัชฌิมาธิปไต


ไม่ได้รับเลือกตั้ง


7 ที่นั่ง


7 ที่นั่ง


6)ระชาราช


1 ที่นั่ง


4 ที่นั่ง


5 ที่นั่ง


 


 


 หากมองมาในแถบภาคเหนือตอนบนก็ยิ่งเห็นภาพความสำเร็จ คงเดิม เด่นชัดยิ่งขึ้น (12) เพราะผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนสามารถฝ่าด่านสกัดกั้นสารพัดได้มากถึง 35 คน จากจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 38 คน พลาดเสียเก้าอี้ ส.ส. เพียงแค่ 3 ที่นั่งใน 2 จังหวัด คือ เชียงใหม่ 2 คน และแม่ฮ่องสอนอีก 1 คนเท่านั้น


 


 


ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2550 (13)


 













































































































































































































































































































เชียงราย


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายสามารถ แก้วมีชัย *


พลังประชาชน


2


นายสฤษฏ์ อึ้งอภินันท์ *


พลังประชาชน


3


นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ *


พลังประชาชน


 


เขตเลือกตั้งที่ 2


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์


พลังประชาชน


2


นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์


พลังประชาชน


3


นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน


พลังประชาชน


 


เขตเลือกตั้งที่ 3


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นางสาวละออง ติยะไพรัช *


พลังประชาชน


2


นายอิทธิเดช แก้วหลวง *


พลังประชาชน


เชียงใหม่


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์


พลังประชาชน


2


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล *


พลังประชาชน


3


นายฤษดากรณ์ เสียมภักดี


พลังประชาชน


 


เขตเลือกตั้งที่ 2


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ *


พลังประชาชน


2


นายวิทยา ทรงคำ *


พลังประชาชน


3


นายนพคุณ รัฐผไท *


พลังประชาชน


 


เขตเลือกตั้งที่ 3


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ *


พลังประชาชน


2


นายไกร ดาบธรรม


รวมใจไทยชาติพัฒนา


3


นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย


พลังประชาชน


 


เขตเลือกตั้งที่ 4


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายนรพล ตันติมนตรี


เพื่อแผ่นดิน


2


นายสุรพล เกียรติไชยากร *


พลังประชาชน


น่าน


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายชลน่าน ศรีแก้ว *


พลังประชาชน


2


นางสิรินทร รามสูต *


พลังประชาชน


3


นายวัลลภ สุปริยศิลป์ *


พลังประชาชน


พะเยา


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ *


พลังประชาชน


2


นางสาวอรุณี ชำนาญย *


พลังประชาชน


3


นายไพโรจน์ ตันบรรจง *


พลังประชาชน


แพร่


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล *


พลังประชาชน


2


นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล


พลังประชาชน


3


นางปานหทัย เสรีรักษ์


พลังประชาชน


แม่ฮ่องสอน


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายสมบัติ ยะสินธุ์


ประชาธิปัตย์


2


นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์


พลังประชาชน


ลำปาง


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายกิตติกร โล่ห์สุนทร *


พลังประชาชน


2


นายธนาธร โล่ห์สุนทร


พลังประชาชน


3


นายวาสิต พยัคฆบุตร *


พลังประชาชน


 


เขตเลือกตั้งที่ 2


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ *


พลังประชาชน


2


นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์


พลังประชาชน


ลำพูน


 


 


 


เขตเลือกตั้งที่ 1


 


ลำดับที่


ชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง


สังกัดพรรค


1


นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ *


พลังประชาชน


2


นายสถาพร มณีรัตน์ *


พลังประชาชน


3


นายสงวน พงษ์มณี *


พลังประชาชน


 


* : อดีต ส.ส.


 


ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พ.ศ.2550 [อย่างไม่เป็นทางการ] (14)


 




























































 


เลือกพรรค


จำนวน


คิดเป็น


จังหวัด


พลังประชาชน


ผู้มีสิทธิ


ร้อยละ


เชียงราย


375,172


819,440


45.78


เชียงใหม่


479,162


1,149,338


41.69


น่าน


122,900


354,435


34.67


พะเยา


150,938


365,264


41,32


แพร่


169,454


356,013


47.60


แม่ฮ่องสอน


23,049


140,968


16.35


ลำปาง


228,463


572,062


39.94


ลำพูน


123,760


308,030


40.18


รวม


1,672,898


4,065,550


41.15


 


 


 ถึงแม้นว่าคะแนนของพรรคพลังประชาชนใหม่ จะลดลงถ้วนหน้าทุกๆ จังหวัด แต่ก็นับว่ายังสูงอยู่มิใช่น้อย เพราะก็มากถึงร้อยละ 41 เลยทีเดียว มากซะยิ่งกว่าสัดส่วนคะแนนของพรรคไทยรักไทยเดิมในช่วงกำลังกระแสดี เมื่อปี 2544 เสียอีก เพราะอะไร? เป็นคำถามสั้นๆ แต่อธิบายลำบาก เพราะในสถานการณ์การเมืองอันไม่ปกติภายหลังการรัฐประหารเช่นนี้ เหตุผลในการตัดสินใจเลือกกลุ่ม "อำนาจเก่า" ของแต่ละปัจเจกคนนั้น น่าจะสลับซับซ้อน และหลากหลายยิ่ง ยากระบุชี้ชัดลงไปได้ บ้างอาจเลือกเพื่อเอาทักษิณกลับบ้าน หรือกาให้เพราะต้องการปฏิเสธเผด็จการ หรืออยากได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนกลับคืน พร้อมปลดปล่อยนักการเมืองสังกัดบ้านเลขที่ 111 หรือติดใจในนโยบายประชานิยม อยากให้เข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกที หรือชอบที่สมัครทะเลาะกับสื่อสารมวลชนอยู่เป็นประจำ รวมถึงอาจเป็นเพราะเห็นแก่เงินไม่กี่ร้อย หรือเชื่อตามที่หัวคะแนนเป็นคนบอกให้เลือก ประเด็นท้าทายทำนองนี้ รอคอยให้ผู้ที่สนใจ "ต่อยอด" ทำการศึกษาวิจัยอย่างจริงๆ จังๆ กันต่อไป ทั้งในภาพ "กว้าง" และลง "ลึก" ถึงรายละเอียดว่า อะไรกันแน่? ที่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุด


 


อย่างไรก็ดี ผมใคร่ขอตั้งข้อสังเกตบางประการต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ข้างต้น แบบคร่าวๆ ดังต่อไปนี้


 


(1) จากการเฝ้าสังเกตการณ์การนับคะแนนในหลายๆ หน่วยเลือกตั้ง พบปรากฏการณ์เหมือนๆ กันอันบ่งชี้ว่า สมัยนี้ ประชาชนนิยมเลือกแบบ "ทิ้งดิ่ง" คะแนนแก่ผู้สมัคร "พรรคการเมืองใหญ่" พรรคใดพรรคหนึ่งไปเลยทั้งหมด ซึ่ง "วิธีคิด" เช่นนี้ ช่างต่างเหลือเกินกับกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนที่เหตุผลในการตัดสินใจจะยึดโยงกับตัวบุคคล ซึ่งมัก "เลือกกา" เฉพาะแต่ผู้สมัครคนสำคัญในลำดับแรกของแต่ละพรรคใหญ่ แบบว่า "รักพี่เสียดายน้อง" แทนที่จะเทใจให้คะแนนทั้งหมดกับพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ทำให้พอสรุปแบบหยาบๆ ได้ว่า ประชาชนเลือกผู้แทนฯ โดยดูพรรคที่สังกัดเป็นสำคัญ นัยนี้ย่อมเท่ากับเป็นการตัดสินใจที่จะ เลือกข้าง [Take Side] อย่างชัดเจน


 


(2) ส.ส. เก่าของพรรคไทยรักไทยบางคนแสดงความ "หวั่นไหว" ต่อ "มือที่มองไม่เห็น" กอปรกับมีการตัดสิทธิทางการเมืองอดีต ส.ส. ที่เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค ตลอดทั้งการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบย้อนยุค การใช้ระบบบัญชีรายชื่อตามกลุ่มจังหวัด ล้วนแต่ส่งผลให้เกิดความ "ซ้อนทับ" ของตัวผู้สมัครฯ ในหลายๆ เขตเลือกตั้งด้วยกัน ความ "วุ่นวาย" นี่เองที่ทำให้บางคนจำต้องเลือกที่จะไป และประชาชนก็ได้ให้บทเรียนแก่ ส.ส. หลายสมัยที่ย้ายพรรคเหล่านี้ [เฉกเช่น "เฮียเก๊า" สันติ ตันสุหัช ส.ส. 3 สมัยของเชียงใหม่] โดยการเลือกผู้ที่เข้ามาแทนที่ในพลังประชาชนของเขตนั้นๆ แทน


 


(3) เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้สมัครจากตระกูลดังๆ หรือเป็นเครือญาตินักการเมืองท้องถิ่นใหญ่ๆ [อาทิ จงสุทธนามณี, ยอดบางเตยณ เชียงใหม่, ณ ลำพูน, ปราศจากศัตรู ฯลฯ] ในสังกัดพรรคต่างๆ ยังคงตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้แก่ผู้สมัครจากพลังประชาชนในหลายจังหวัด ตอกย้ำว่าสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. แล้วนั้น "ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์อิงตัวบุคคล" แบบเดิมๆ อย่างเดียว คงยังไม่เพียงพอ


 


(4) ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่า คะแนนของประชาธิปัตย์ในหลายหน่วยเลือกตั้งของเขต "เมือง" มักเฉือนชนะพลังประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหมู่บ้านจัดสรรของ "ชนชั้นกลาง" และแถบมหาวิทยาลัยของ "ปัญญาชน" ตรงกันข้ามกับในพื้นที่ "ชนบท" สิ้นเชิง แน่ละ ภาพเล็กๆ เหล่านี้ หากนำมาปะติดปะต่อกันก็ย่อมสะท้อนความเป็น พรรคชนชั้น (Cadre party) ของพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดให้ปรากฏภาพแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่


 


(5) ปัญหาใหญ่ของพรรคการเมืองไทยในอดีต คงหนีไม่พ้นการที่พรรคส่วนมากไม่ค่อยจะมีความยั่งยืนและแตกสลายได้ง่าย ส่วนหนึ่งเพราะยึดติดอยู่กับตัวผู้นำเป็นหลัก หากคณะผู้ก่อการยังคงเชื่ออย่างนั้น ก็นับว่าคาดการณ์ผิดมหันต์ เหตุการณ์ครานี้สอนให้รู้ว่าการทำลายนักการเมืองและพรรคการเมือง หาใช่สูตรสำเร็จในการสืบทอดอำนาจง่ายๆ อีกต่อไป และการยุบพรรคก็มิใช่คำตอบสำหรับปัญหาการเมืองในอนาคตด้วยเช่นกัน


 


 


[5]


 


บางท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ อาจสงสัยว่าเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันทั่วอย่างนี้ เอามาเขียนเล่าให้ฟังทำไม สำคัญแค่ไหน ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า บทความชิ้นนี้เป็นแค่หนึ่งในความพยายามเล็กๆ ที่จะทำความเข้าใจ "พฤติกรรมการเลือกตั้ง" ของ "คนเมือง" ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมหาศาลในเวลาแค่ห้วงทศวรรษเดียว ภายใต้บริบทของรัฐธรรมนูญที่กระผมและประชาชนชาวไทยอีกจำนวนมากมีส่วนร่วมในกระบวนการยกร่าง โดยอาศัยข้อมูล "ฉากหน้า" จากผลการเลือกตั้งที่ปรากฏแต่ละครั้งเป็นตัวอธิบายหลัก โดยมี "เบื้องหลัง" เท่าที่เห็นประกอบร่วม เพียงเพื่ออ้อนวอนให้สังคมมองผู้คนในดินแดนล้านนาแห่งนี้ด้วยใจอันเป็นธรรม เท่านี้คงพอ...






[1] โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานสำคัญ 2 ชิ้น ซึ่งมักถูกอ้างถึงอยู่เป็นประจำ ได้แก่ สุจิต บุญบงการ และพรศักดิ์ ผ่องแผ้ว, พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนไทย, (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527). และ เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนัคราประชาธิปไตย, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2538).


[2] กาลัญ วรพิทยุต, RE-BRANDING พรรคประชาธิปัตย์, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548), หน้า 83.


[3] โคทม อารียา, สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (..2540) เรื่องระบบการเลือกตั้ง, (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2544), หน้า 11-12.


[4] โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เห็นถึงความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมีการปรับปรุงระบบเลือกตั้งดังกล่าวเสียใหม่[ใน รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550] แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามที เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 9 ปีเต็มของการใช้ "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ฉบับนี้ จากการเฝ้าติดตามของผมเอง ทั้งจากข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อสารมวลชนโดยทั่วไป รวมถึงจากงานศึกษาวิจัยต่างๆ นานาเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทยอยมีออกมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ ก็ไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายใดออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองที่จะเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงในประเด็นดังกล่าวนี้ รวมอยู่ด้วยแต่ประการใด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน http://www.pub-law.net/Publaw/view.asp?PublawIDs=1105


[5] โคทม อารียา, อ้างแล้ว, หน้าเดียวกัน.


[6] http://www.dopa.go.th/area/ele1_39.htm


[7] สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2544, (กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, 2544).


[8] ประมวลจาก เรื่องเดียวกัน.


[9] สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ข้อมูล สถิติ และผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ2548, (กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, 2548).


[10] ประมวลจาก เรื่องเดียวกัน.


[11] http://www.prachatai.com/05web/th/home/10695


[12] อ่านทัศนะมุมมองเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นที่มีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งในแต่ละภาคของ ธเนศวร์ เจริญเมือง ได้ทาง http://www.prachatai.com/05web/th/home/10689


[13] http://www.prachatai.com/05web/th/home/10695


[14] ขอขอบคุณ ธีระวัฒน์ ปาระมี ซึ่งเป็นธุระสอบถามตัวเลขข้อมูลต่างๆ ในส่วนนี้มาให้ผู้เขียน


 


--------------


หมายเหตุ : คำว่า "คนเมือง" - คำๆ นี้ เป็นคำที่คนท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบนใช้เรียกตัวเอง สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า "คนพื้นเมือง" นั่นเอง กระนั้นในบทความนี้ คงใช้ความหมายอย่างกว้าง เพื่อให้กินความครอบคลุมถึง "ผู้คน" [ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง] ทั้งหมด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัดล้านนา อันได้แก่ เชียงราย, เชียงใหม่, น่าน, พะเยา, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง และลำพูน


 

ชายลืน

ถึงเจ้าของบทความ

คำว่า คนเมือง ไม่น่าจะแปลว่า คนพื้นเมือง เพราะหากเทียบคำว่าคนเมืองของภาษาเชียงใหม่ กับ ภาษาเครือญาติคือภาษาไทเขิน ภาษาไทใหญ่ คนเมือง ที่คนเขิน คนไทใหญ่ ออกเสียงว่า ^*กนเมิง^* ^*กนว่าน กนเมิง^* เขาใช้หมายถึง ^*พลเมือง^* ไม่ใช่คนพื้นเมืองแบบที่หลายคนเข้าใจ

((หญ้าอิสาน))

ในการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ประชาชนจะได้อะไรเพราะการปกครองแบบที่ว่านี้
มุ่งแบ่งปันผลประโยชน์อันมีอยู่จำกัดในชาติอย่างเท่าเทียม
การรวมตัวกันเป็นชาติก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ตนดังนั้น พวกที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชนอยู่เนี่ย พวกเราจะได้อะไรหรือเราพิสูจน์ได้ว่าพวกเราชนชั้นต่ำไม่ได้อะไรเลยยิ่งรัฐธรรมนูญ ปี 50 ด้วยแล้ว ยิ่ง Go So Big (ไปกันใหญ่)มีแต่พวกขุนนาง ข้าราชการ ที่ได้พวกเราไม่ได้อะไรเลย
”จงอย่าถามพวกเราว่าให้อะไรแก่ชาติบ้าง”แต่จงถามว่าชาติให้อะไรแก่พวกเราเหล่าชนชั้นต่ำบ้าง หึๆๆๆๆๆๆๆๆ

ทู่และทื่อ

พยายามเขียนบทความดี
แต่ว่ามุมมองอาจทู่และทื่อมากไปหน่อย
อันนี้อ่านแล้วรู้สึกอย่างนั้นนะจ๊ะ
มันอ่านแล้วไม่รูสึกเข้าใจคนภาคเหนือตอนบนมากขึ้นเท่าไหร่
คนเจียงฉาย

อ้อย

คุณ คห ที่ 1 ก่อนจะคุยกันต่อ ขอโปรดไปหาหนังสือ คนเมือง ของ อ.ธเนศวร เจริญเมือง ไปอ่านก่อน แล้วค่อยคุยกัน
คำว่าเมือง ที่เราเข้าใจกันเวลานี้เป็นคำใหม่ ที่แปลว่ามีตึกสูง มีคนอยู่มากๆ
เมือง หรือพื้นเมืองในสมัยก่อน ไม่เหมือนความคิดในปัจจุบันที่ หมายถึง คนเมือง คนชนบท คนเมืองในภาคเหนือเป็นอีกอย่าง และเป็นคนละอย่างกับ กนเมิงของคนไต หรือคนอื่นๆรอบๆ อ่านหนังสือเล่มนั้นก่อนนะคะ แล้วค่อยคุยกันอีก

เพิ่มแง่คิดด้านสถานการณ์

นายใหญ่(พ่อเปรม)...ต้องการความสงบ ประนีประนอม สันติกับทักษิณแบบมีเงื่อนไข

เงื่อนไขคืออย่าแตะต้อง คน ทรัพย์สิน ฐานะและ บริษัทของพ่อเปรม จะทำอะไรทักษิณต้องปรึกษาพ่อของพ่อเปรมก่อน

นี่คือเงื่อนไขหลัก

และเป็นเงื่อนไขที่ทักษิณ สมัคร และพปช. รับได้แบบอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

บรรดานายทุน ทหารฝ่ายทักษิณต่างรอเวลาพ่อของเปรมสิ้นอายุขัยไปจากโลกนี้เสียก่อน...สาธารณรัฐก็จะเกิดขึ้นโดยไม่ยากนัก

การประนีประนอมจึงเป็นเงื่อนไขชั่วคราวเท่านั้น...ทั้งคู่จะต้องปะทะกันอีกอยู่ดี

เหนือสิ่งอื่นใด คือประชาชนรากหญ้า...ซึ่งรากหญ้าจะสนับสนุนใครเป็นตัวชี้ขาด

ฝ่ายพ่อเปรมคิดว่ารากหญ้าเป็นเชลยเขาแล้ว..รากหญ้าไม่รู้จักอิทธิพลชั่วร้ายของศักดินาเพียงพอ

ดังนั้น ฝ่ายพ่อเปรมเกรงกลัวต่างประเทศ กลัวสากลไม่ยอมรับมากกว่า...จึงต้องการยืมมือทักษิณมาสร้างสันติและเศรษฐกิจแบบเป็นทาสรับใช้

ฝ่ายทุนใหม่ทักษิณได้รู้เกมส์นี้แต่ก็ยื่นไมตรีรับข้อเสนอแบบ "ซ่อนมีดในมือที่พนม"

อย่างไรก็ตาม...รากหญ้าคือสิ่งที่ทั้งสองฝ่าย...ทั้งฝ่ายพ่อเปรมกับทักษิณที่ต่างก็ร่อแร่ พงาบพงาบ ปริ่มน้ำ ต้องการรากหญ้าเป็นขอนไม้เกาะลอยคอไปถึงฝั่ง

ฝ่ายรากหญ้าต่างหากที่จะต้องวินิจฉัยว่า "จะยอมให้ฝ่ายใดเกาะหลังได้นานสักเท่าไหร่...จะสลัดใครให้หลุดออกจากหลังก่อน...

คงสลัดแอกทั้งสองพร้อมกันไม่ได้หรอกนะ"

คนเมือง

ยังไงก็ไม่เชื่อเรื่อง ภูมิภาคนิยม [Regionalism] อะไรนี้หรอก มันเป็น Hype ที่เกิดจากสื่อต่าง ๆ มากกว่า

คนผ่านมา

เขียนทำไม อ่านในไทยรัฐก็ได้นี่ครับ

กกต.ชุดนี้หน้าด้าน+หน้าหนาโดยเฉพาะยายสดศรี"โง่ฉิบ่

หากเอกสารไม่ค่อยลับที่ เว็บ Hi Thaksin นำมาเปิดเผยเกี่ยวกับ การขอยืมตัว นางสาวกอรนา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำตัวรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน หรือเรียกง่ายๆ ว่าเอาไปเป็นหน้าห้องนั้น

เอกสารลับนี้คงไม่ต้องมาเถียงกันละครับว่าของจริงหรือของปลอม เพราะนายลอยเลื่อน บุญนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหาร 10) ออกมายอมรับแล้วว่าได้ทำหนังสือขอยืมตัวไปจริง แต่ได้ทำหนังสือขอยกเลิกแล้ว เนื่องจากทีมงานของ พล.อ.สนธิ เป็นคนประสานมาให้ตนเองทำหนังสือไปขอตัว และประสานมาขอให้ยกเลิก (โดยเอกสารขอยกเลิกยังไม่นำมาเปิดเผย)

เรื่องนี้จะยกเลิกไปแล้ว หรือ ไม่ได้ยกเลิกมันไม่สำคัญแล้วครับ เพราะประเด็นนั้นไม่สำคัญแล้ว แต่สำคัญคือ "หนังสือฉบับนี้" ซึ่งไม่ใช่หนังสือลับอะไร เป็นเอกสารที่เปิดเผยให้เห็น "ความโยงใยในอำนาจหลังฉาก" ระหว่าง กรรมการเลือกตั้ง คือ นางสดสี สัตยธรรม กับ "หัวหน้าคณะรัฐประหาร" คือ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน ซึ่งกรรมการเลือกตั้ง ควรต้องมีความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด แต่หลักฐานนี้ชี้ให้เห็นว่า "อาจมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกัน" อย่างเห็นได้ชัดที่สุด

ธรรมดาการขอยืมตัวข้าราชการ มาช่วยราชการเป็นหน้าห้องรัฐมนตรี เป็นเรื่องปกติในวงราชการ ข้าราชการที่ต้องการใช้อำนาจอุปถัมภ์ของรัฐมนตรี ช่วยให้มีความก้าวหน้าทางราชการ ก็จะวิ่งเต้นไปเป็นหน้าห้องรัฐมนตรีกัน

กรณี คุณกอรณา ที่เป็นถึงผู้พิพากษานั้น คุณสดศรี ผู้เป็นแม่ออกมาปฏิเสธอย่างทันควันว่า ลูกสาวตนเองเป็นผู้พิพากษานั้นดีอยู่แล้ว จะไปเป็นหน้าห้อง รองนายกฯ ทำไม จะลดตัวจากสูงมาต่ำไปทำไม

ข้อแก้ตัวของคุณสดศรี ก็ฟังดูมีเหตุผลครับ แต่เรื่องนี้ มันมีหลักฐานที่เป็น Fact อย่างชัดเจน คือ "หนังสือขอยืมตัว" ซึ่งคนลงนามก็ออกมายอมรับแล้วว่าจริง เมื่อ เหตุผลของคุณสดศรีที่ยกมาโต้แย้งนั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง Fact เราจะไม่มีทางปฏิเสธข้อเท็จจริงหรือ Fact ได้ มีแต่ต้องหาทฤษฎีมาอธิบาย Fact ที่เกิดขึ้นให้ได้เท่านั้น การอธิบายของคุณสดศรี แม้จะฟังดูดี แต่มันขัดแย้งกับข้อเท็จจริง มันย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะหลักฐานมีอยู่ทนโท่ คุณสดศรีที่เคยเป็นผู้พิพากษาย่อมรู้ดีว่า หลักฐาน สำคัญกว่า ข้อสันนิษฐาน หรือข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น มันจำนนด้วยหลักฐาน

บังเอิญโลกอินเตอร์เน็ต ข่าวสารย่อมออกมาได้หลายทาง เรื่องนี้ผมอ่านพบข้อความที่มีคนโพสต์ว่า คุณสดศรีกับลูกสาววิ่งเต้นขอให้ พล.อ.สนธิ ยืมตัวลูกสาวมาช่วยราชการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้ว เพราะลูกสาวที่เป็นผู้พิพากษา จะได้ไม่ต้องย้ายไปประจำที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเสี่ยงภัยต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีกาสังหารข้าราชการตุลาการหลายรายแล้ว เรื่องนี้เขาบอกว่า ข้าราชการตุลาการรุ่น 51 รู้ดี

ผมไม่ทราบว่าคำอธิบายนี้จริงหรือเท็จ แต่ทฤษฎีนี้ สอดคล้องกับ Fact ที่เกิดขึ้น ได้อย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด เพราะขนาด พล.อ.สนธิ เองยังย้ายลูกชายที่เป็นตำรวจ มียศถึง พันตำรวจตรี ที่ประจำอยู่การอยู่ในสามภาคใต้เข้ามากรุงเทพฯ คุณสดศรี ก็ต้องห่วงลูกสาวที่ต้องย้ายไปในแดนเสี่ยงภัย เป็นธรรมชาติของแม่ คาดว่าคงไม่ใช่เรื่องชู้สาวอะไร (แต่จะไปห้ามคนไม่ให้คิด ไม่ให้สงสัยไปในทำนองนั้นคงไม่ได้ เพราะ พล.อ.สนธินั้นได้ชื่อว่าเป็นขุนแผนยุคใหม่ มีเมียจดทะเบียนซ้อนอย่างน้อยก็ 3 คน)

เมื่อมีการ "ขอร้อง มีผลประโยชน์เกื้อกูล ก็ต้องมี ผลประโยชน์ตอบแทน" เราก็ทราบอยู่แล้วว่า พล.อ.สนธิ หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นศัตรูทางการเมือง "อันดับสอง" ของพรรคพลังประชาชน (อันดับหนึ่งคือ มือสกปรก) สิ่งที่คุณสดศรี จะตอบแทนได้คือ "อำนาจให้คุณให้โทษในฐานะ กกต." ที่สามารถทำให้คะแนนเสียงของพรรคพลังประชาชนลดลงได้ และเท่าที่ผ่านมา การแสดงบทบาทของคุณสดศรี ก็ชัดเจนในการเป็นปรปักษ์กับ พปช. มาตลอด

มันต้องมี "แรงจูงใจ" อยู่แล้ว

เมื่อค้นพบแรงจูงใจอันนี้ ผมก็ถึงบางอ้อทันที

คุณสดศรีครับ จากหลักฐานที่ชัดเจนขนาดนี้ โดยไม่ต้องอาศัย หลักการที่ กกต. อ้างประจำว่า “เชื่อได้ว่า” เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ “เชื่อได้ว่า” เท่านั้น แต่มันชัดเจน ปราศจากข้อสงสัยทีเดียว

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ผมในฐานะประชาชน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ดุลยพินิจ ของคุณสดศรี ในฐานะ กกต. ผมไม่อาจให้ความไว้วางใจว่าคุณสดจะทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมแล้วครับ เพราะหน้าที่ของคุณสดศรี มีผลให้คุณให้โทษ ต่อพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งเสียงของประชาชนทั้งประเทศ และความผาสุกของประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

เมื่อไม่ไว้ใจ กกต. ว่าจะมีความเที่ยงธรรม การให้ใบเหลือใบแดงของ กกต. ก็ไม่มีทางที่จะได้รับความเชื่อถือจากฝ่ายใดทั้งสิ้น

คุณสดศรีไม่มี เกียรติยศเพียงพอที่จะเป็น กกต. ได้แล้วครับ

ลาออกไปได้แล้วครับ อย่าสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้เลย คุณสดศรี นั้นไม่มีความเป็นกลางเพียงพอที่จะมาตัดสินอนาคตของประเทศชาติแล้วครับ

ผมไม่อยากจะเชื่อว่ายุคที่มีการอ้าง คุณธรรม จริยธรรม อย่างยุคนี้ จะมีเรื่องน่าอับอายเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน

ผู้ที่อ้างคุณธรรม จริยธรรมทั้งหลาย กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่เลย

น่าเศร้าจริงๆ ครับประเทศไทย ยุคที่คนไร้ยางอายทั้งหลายเป็นใหญ่นี้

เราคงโทษประชาชนไม่ได้ เพราะประชาชนไม่ได้เลือกคนพวกนี้มา

[emo6.gif][emo6.gif]

คนเมืองเหนือ

บทความชิ้นนี้ แสดงให้นักการเมืองเห็นว่าประชาชน คนไทยต่างหากคือเจ้าของอำนาจ มิใช่รถถังและกระบอกปืน เก็บรถถังไว้ให้เด็กปีนเล่นดีกว่า

นกรู้

ตอนนี้ไอ้เกย์เท่ากำลังหมดสภาพนึกไม่ถึงบารมีล่มหมดตูด อนาคตอันใกล้จะตายแบบเงียบเหงาถูกคนด่าสาปแช่งอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติ ส่วนของสดๆสร้างสีสันให้ คอมอชวย ก็แม่ลูกคู่ดูโอ บอกได้คำเดียวนังแม่ตายเพราะปากเน่าๆ น่าทุเรศอวดอ้างยกยอลูกสาว เหยียบย่ำยามพี่บังหื่น เห็นใหมสุดท้ายก็กัดทุกคนสมฉายาผีบ้าไม่เหลือเค้าอาชีพเดิม

รู้ทันมัน

อันดับแรก บักบังหืนกาม กะจะฟัน ผู้พิพากษาแสนสวยก่อน ฝันหวานจะผูกมัดทั้งกายและใจ (ตำราเก่า)มันกะจะเริ่มจากการมุ้งก่อนแล้วค่อยมุ่งสู่การเมือง
เราจะเห็นได้ว่า บักบังนี่บ้าอำนาจและมักใหญ่ใผ่สูงแบบหน้าด้านสุดๆ
มันจะทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นบรรไดสู่ ความยิ่งใหญ่ของมัน อันนี้บัก เตี้ยพรั่ง มันรู้ดี
บักบังมันจะทำได้แม้กระทั่ง เด็ดหัว บักปวย หัวเครม ถ้ามาขวางมัน ไ อ้เรื่องที่จะปล่อยให้ไอ้แก่กระเทย ตายเองนะเหรอ มันไม่รอหรอกกกกกกก ไม่เชื่อ คอยดู ลองมึ ง มาขวางซิไอ้กระเทยเฒ่า ถ้าอยากเข้าโลงเร็วๆ
โจรแขกบ้าหืนกามตัวนี้พิษร้ายนัก
ดูต่อไปว่า บักเตี้ยพรั่งจะแน่แค่ไหน สมราคาคุยหรือเปล่า ?

คนเมืองและชนบท

ที่ทำงานอยู่ในเมืองแต่เป้าหมายของงานอยู่ที่ชนบท จึงรู้ได้ว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณ พวกอำมาตย์ถูกลดอำนาจลดโอกาสในการโกง ชาวบ้านมีส่วนร่วมมากที่สุด ทำแผนบริหารชุมชน การมีโอกาสเข้าอบรม มีความรู้มากขึ้น งบประมาณจ่ายตรงไปที่คณะกรรมการหมู่บ้าน ข้าราชการนั่งอ้าปากหวออดเลียเลยเสียใจถ้าปล่อยไว้กูอดตาย นี้คือที่มาของการเกลียดชังระบอบทักษิณ

เอามั่ง

คนในเมืองถ้าใครไม่เลือกประชาธิปัต เชยจ้ะ..คนมีความรู้ คนมีตังต้องเลือกประชาธิปัต เหมือนได้ซื้อของแบรนเนม เอาไว้อวดกัน..

...

หาก "อภิชน" สามารถกำหนดพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของ "คนเมือง" ได้จริง แล้วมันต่างอะไรจากการที่ "ใครบางคน" สามารถกำหนดการลงคะแนนเสียงของ "คนชนบท" จนเที่ยวอวดอ้างกันว่า จะโดนใบแดงก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรก็สามารถเทคะเสียงให้กับพรรคพันธมิตร

noom^*

ถ้าผู้ถูกล่าวหาเป็นพรรคประชาธิปัตย็ คำวินิจฉัยก็จะออกมาตรงกันข้าม ทำนองเดียวกันกับเรื่องที่ จว. เพชรบูรณ็ ว่า แม้เสียงข้างมาก๓เสียงจะเห็นว่าควรให้ใบแดงแต่ก็ไม่เป็นเอกฉันท็เพราะอีก๒เสียงคือ นายอภิชาติและนางสดศรีให้ใบเหลือง จึงพร้อมกันให้ใบเหลือง เป็นทำนองนี้แน่ๆ

เบื่อเกษียณ

เกษียณ-หมดน้ำยาแล้วจริงๆ

อ่านบทความและข้อมูลที่คุณแปล มีความ

คงที่ในอคติสูงมาก....ขี้เกียจวิจารณ์นะ..

ผมว่าหัดคิดให้นานกว่านี้แล้วค่อยเขียนดีไหม

โค-ตระเก่า...หงำเหงือก [emo5.gif]

หน้าด้าน..จริงๆ..อีสดศรี.."ห"หยดเอ่ย.

ข้าวยากหมากแพงจริง ๆ แล้วนะ น้ำมันแพงเป็นเหตุ สินค้าขึ้นราคาไม่หยุด ล่าสุดน้ำมันพืชขึ้นอีกขวดละ 6.50 บาท ข้าวแกงธงฟ้าที่พึ่งคนยากสุดอั้น ขอขึ้นจากจานละ 10 เป็น 15 บาทด้วย

เพราะไม่ใช่แต่น้ำมันพืชที่ขึ้น แก๊ส หุงต้ม น้ำปลา ขึ้นไปก่อนหน้านี้นานแล้ว

ไม่ใช่แต่รากหญ้าที่ใกล้ตาย คนชั้นกลาง คนกินเงินเดือน ก็กำลังวิกฤติสุด ๆ โจรแอ๊บแบ๊วไม่มีชื่อในสารบบใด ๆ กำลังเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดและจะมากขึ้นเรื่อย ๆ

บ้านเมืองนี้ ใจคอพวกเห็นแก่ตัว จะไม่ให้ประชาชนได้โงหัวกันบ้างเลยหรือ !?!

ก็หลังเลือกตั้งทุกคนหวังจะเห็นบ้านเมืองขับเคลื่อนไปข้างหน้า หลังเสื่อมทรุดจากการปฏิวัติยึดอำนาจมาเกือบ 2 ปีแล้วไม่ใช่หรือ

แต่ตอนนื้ทุกอย่างเหมือนกลับไปซ้ำที่เก่า ยุบพรรค ไม่ยุบพรรค ปฏิวัติไม่ปฏิวัติ เพราะตัวเดียวแท้ ๆ กิเลสตัณหา ไม่รู้แพ้ รู้ชนะ ไม่รู้อภัย

เมื่อ “พลังประชาชน” ได้เสียงข้างมากขนาดนี้ ก็ต้องปล่อยให้เค้าตั้งรัฐบาลไป ทำไม่ดีประชาชนนี่แหละจะลงโทษเอง ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะ “ล้มกระดาน” ทุกวิถีทางกันอีก !!!

ทำไมไม่ให้เกียรติประชาชนเจ้าของประเทศบ้าง หรือมีแต่ “ชนชั้นนำ” กับคนกรุงเทพฯเท่านั้นที่เป็นเจ้าของประเทศ คนอื่นล้วนแค่พวกอาศัยแผ่นดินเค้าอยู่หรือ ???

เรื่องทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจะให้ใบเหลือง ใบแดง ใบขาว ใบฟ้า ถ้า กกต. ทำด้วยหัวใจที่เที่ยงธรรม ไม่ได้รับ “ใบสั่ง” ใครมาก็ทำไปเถอะ

ขออย่างเดียว อย่าเลือกปฏิบัติ จงใจให้ใบเหลือง-ใบแดงอยู่พรรคเดียว ปล่อยผีอีกพรรคให้คาใจน่ะ

เหมือนคดีความทักษิณนั่นล่ะ ว่ากันไปเถอะตามกระบวนการที่ “ยุติธรรม” สังคมก็สงบสุข

เขียนอย่างนี้ใครจะหาเป็นพวกทักษิณอีก หรือจะเลยเถิดถึงขนาดรับเงินมาก็ไม่ว่ากัน เพราะถือคติ สุจริตคือเกราะบัง และสักวันก็คงจะเข้าใจเอง

เหนืออื่นใด มองด้วยหัวใจเป็นธรรมเถอะ ประเทศชาติบอบช้ำมามากเกินพอแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่กำลังจะแห้งตายเพราะปัญหาปากท้อง ข้าวยากหมากแพง การลงทุนใหม่ ทุกอย่างชะงักไปหมด !!!

หากสถานการณ์บ้านเมืองต้องกลับไปที่เดิมเพื่อความสะใจของบางกลุ่ม บางพวกอีก บ้านเมืองจะไม่ “ลุกเป็นไฟ” หรือเที่ยวนี้ แน่ใจหรือจะไม่มีไฟเหนือ ไฟอีสาน แข่งกับ ไฟใต้ !?!

ปล่อยให้บ้านเมืองเดินต่อไปในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างอารยประเทศเถอะ

ที่จริงตั้งใจจะเขียนเรื่อง วันเด็ก เรื่องผลสำรวจ 55 ชาติ พบการศึกษาเด็กไทยห่วยรั้งอันดับโลก (อีกแล้ว) แต่บรรยากาศบ้านเมืองชวนน่าหดหู่จริง ๆ ได้แต่เห็นใจเด็กไทย (ยังมีเรื่องเงินกู้ยืมเรียนที่วิกฤติอีกนะ)

ประเทศที่เดินไป 1 ก้าว ถอยหลัง 10 ก้าว วนเวียนกับวงจรอุบาทว์อยู่อย่างนี้ จะให้เด็กไทยก้าวไปข้างหน้าได้ยังไงเล่า

หรือจะให้เด็กไทยเป็นแพะรับบาปตลอดกาล.

[emo6.gif][emo6.gif][emo6.gif][emo6.gif]

กกต.ชุดเลียใข่เผด็จการ

อย่าว่าแต่จะตอบคำถามสังคม ที่กำลังตั้งข้อสงสัย คลางแคงใจว่า กกต.ยุคผู้พิพากษาครองเมือง ที่ศาลฎีกาส่งมาให้ชุดนี้ มีความเป็นธรรม เป็นกลาง อิสระ และเที่ยงธรรม จริงหริอไม่?

อย่าว่าแต่จะตอบคำถามประชาชนให้หายสงสัย คับข้องใจว่าเหตุใดการวินิจฉัยกรณีร้องเรียน ร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของส.ส.แต่ละคน จึงแตกต่างกัน เป็นเพราะชื่อพรรคที่สังกัดหรือไม่

เพราะลำพังจะตอบคำถามตัวเองว่า กกต.ชุดนี้ เป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แค่ไหน ผมเชื่อว่ากกต.ทั้ง 5 ท่านก็ยังตอบตัวเองได้ลำบาก ว่าแต่ละกรณี แต่ละใบเหลือง แต่ละใบแดง ที่แจกออกไป มีใครรับงาน รับใบสั่งมาจากใครหรือไม่

คำแถลงข่าวของนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. ที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551 หลังจากกกต.ลงมติให้ใบเหลืองนายชาญชัย อิสระเสนาสรักษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ คือคำเฉลยว่า กกต.ชุดนี้ มีความเป็นธรรม เป็นกลาง และ เที่ยงธรรม จริงหรือไม่

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551 เสนอข่าวดังนี้

"..นายสุทธิพล แถลงอีกครั้งว่า ที่ประชุมมีมติแจกใบเหลืองแก่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ว่าที่ ส.ส.นครนายก เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ข้อหาให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจ รวมถึงให้มีการดำเนินคดีอาญากับนายชาญชัย ด้วย พร้อมกับให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ยังไม่กำหนดวันเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ดำเนินคดีอาญา แสดงว่ามีหลักฐานความผิดชัดเจน แต่ทำไมถึงโดนแค่ใบเหลือง นายสุทธิพล ตอบว่า เป็นมติ กกต.เสียงข้างมากเห็นว่ามีการกระทำผิดจริง แต่การให้ใบแดงต้องใช้มติ 4 ใน 5 ซึ่งกรณีนี้เมื่อเสียงไม่ถึง 4 ใน 5 จึงกลายเป็นแค่ใบเหลือง

อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของ กกต.เห็นว่า ควรให้ดำเนินคดีอาญาด้วย จึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการขัดคุณสมบัติลงเลือกตั้งของผู้สมัคร เพราะคดียังไม่สิ้นสุด"

เพราะมติแบบนี้ จึงไม่ต้องถามกันอีกว่า กกต.ชุดนี้มีความเป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แค่ไหน

คำแถลงและคำตอบของนายสุทธิพล ที่ให้กับนักข่าว คือการฟ้องประจานว่ากกต.ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามาให้ ชุดนี้ ยังจะเป็นความหวัง ทำให้ประชาชนเชื่อถือกกต.ได้หรือไม่

กกต.ชุดนี้ จะนำความสุข ความสงบกลับคืนมาให้แก่ประเทศไทย นำการเมืองไทยที่ตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการมาปีกว่าๆ กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้จริงหรือ

พฤติกรรมของกกต.ชุดนี้ ผมไม่อาจจะตั้งข้อสงสัยเพียงแค่ กกต. 5 คนนี้เท่านั้น หากต้องการทวงถามความรับผิดชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคน ว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไรต่อพฤติกรรมของกกต.ที่ท่านเป็นผู้สรรหามาให้

กรณีของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นการแสดงตนอย่างเปิดเผยของกกต.ว่า การทำงานกกต.ชุดนี้ ไม่ได้พิจารณาลงมติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎในสำนวนการสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วยพยานหลักฐาน เป็นสำคัญ หากแต่ยึดถือการออกเสียงของกกต.แต่ละคนเป็นหลัก

แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ระบบการออกเสียงของกกต. ไม่ได้ยึดถือและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก หาก แต่ยึดถือและปฏิบัติตามเสียงข้างน้อย

เหตุผลของการมีมติให้ใบเหลืองนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เพราะมีกกต. 2 คนคัดค้าน ไม่เห็นด้วยที่จะให้ใบแดง ในขณะที่การให้ใบแดงต้องใช้ 4 ใน 5 เสียง แสดงให้เห็นชัดว่า มีกกต. 3 คน เห็นว่าควรให้ใบแดง แต่กกต. 2 คนค้าน และเห็นว่าใบเหลือง ก็น่าจะพอแก่เหตุ ย่อมจะหมายความว่า การลงมติของกกต.นั้น 2 เสียง ชนะ 3 เสียง

เกณฑ์การลงมติแบบนี้ ยากที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของกกต. ได้ และยากที่จะทำให้ประชาชน คลี่คลายความสงสัยที่มีต่อกกต. ว่าไม่ได้เข้าด้วยช่วยเหลือพรรคประชาธิ ปัตย์

เนื่องจาก หลังการลงมติแบบ 3 เสียง แพ้ 2 เสียง ต้องเปลี่ยนจากใบแดง มาเป็นใบ เหลือง แล้ว กกต.เสียงข้างมาก (ตามคำชี้แจงของนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต.) ซึ่งก็แปลว่า ควรจะมี 4 ใน 5 เสียง เห็นว่าต้องดำเนินคดีอาญากับนายชาญชัย ข้อหาแจกเงินซื้อเสียง เพราะมีพยานหลักฐานแน่นหนามากพอที่จะดำเนินคดีอาญาเพื่อเอาผิดและลง โทษกับนายชาญชัย ได้

แต่ทว่า การดำเนินคดีอาญาของกกต.ต่อนายชาญชัย จะไม่ทำให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายชาญชัย หมดไป

นายชาญชัย ยังมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก ทั้งๆ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาของกกต. แล้ว

เป็นอย่างไรครับ ผมไม่เข้าใจ มีหลักฐานแน่หนามากพอที่จะดำเนินคดีอาญาได้ แต่มีหลักฐานไม่พอที่จะให้ใบแดงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้

กกต. 4 คน เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา อีก 1 คนเป็นอดีตรองอัยการสูงสุด อยู่กับสำนวนคดีมาทั้งชีวิต ไม่ต้องถามว่าดูสำนวนคดีเป็นหรือไม่ อยู่ที่ว่าจะใช้สำนวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อประโยชน์อย่างไรมากกว่า

ไม่น่าเชื่อว่า กกต.ชุดนี้ จะยอมให้ผู้ต้องหาของตัวเอง ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งกกต.เป็นเจ้าพนักงานรักษากฎหมาย ยังมีสิทธิ มีคุณสมบัติ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งของกกต. ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

หากต่อมา ศาลพิพากษาว่านายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ กระทำความผิดตามที่กกต.สั่งฟ้องดำเนินคดีอาญา ผลการเลือกตั้งนครนายก ก็ต้องเป็นโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่กันอีก กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร พร้อมจะจ่ายเงินชดใช้การเลือกตั้งใหม่ หรือไม่

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ กินแกลบต่างข้าว ไปหมดแล้วกระมัง?

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อ่านกฎหมายไม่รู้ ดูกฎหมายไม่เป็น

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ต่างจากวัว และ ควาย แล้วแต่จะจูงจมูกไปทางไหนก็ต้องไป

กกต.ชุดนี้ คงคิดว่าตัวเองยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษา และพิพาษาคดีภายใต้พระปร มาภิไธยพระมหากษัตริย์ เมื่อตัดสินออกมาแล้ว ประชาชนทุกคนต้องก้มหน้ายอมรับ ไม่ปริปาก ไม่วิพากษ์ ไม่วิจารณ์ โดยลืมไปว่าแม้แต่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นกกต. ยังไม่มีเลย

กกต.ชุดนี้ ควรจะต้องหัดส่องกระจกดูตัวเอง เปิดหูรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน เปิดตาดูปฏิกิริยาของประชาชน ที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำ เพราะคำวินิจฉัยของกกต. แต่ละกรณี ที่เป็นเหมือนฟางแต่ละเส้นที่ตกลงบนศรัทธาที่มีต่อกกต.อย่างบอบบางยิ่งนัก

..วันหนึ่งเมื่อฟางเส้นสุดท้ายหล่นลงมา ศรัทธาอันบอบบางจะแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤติศรัทธาอันยิ่งใหญ่ วันนั้นกกต.ทั้ง 5 ท่าน แม้แต่จะสำนึกเสียใจว่าได้กระทำอะไรลงไป ก็ยังช้าและสายเกินไปเสียแล้ว

กกต.ชุดนี้ เป็นผลผลิตชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่นำโดยนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลฎีกา ผู้รับใช้อำนาจเผด็จการ และคณะรัฐประหาร และ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตเลขานุการศาลฎีกา ผู้แสดงตนเป็นมือไม้ และผู้ปฏิบัติงานตามใบสั่งของคณะรัฐประหาร ด้วยซ่อสัตย์อย่างเปิดเผย

กกต.ชุดนี้ ได้รับการสรรหามาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ในวันที่นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา และ นายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นเลขาธิการศาลฎีกา

หลังจากเกิดการรัฐประหาร กกต.ชุดนี้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกกต. ปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตามคำสั่งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร โดยไม่ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เหมือนกกต.ชุดก่อนๆ
เพราะมีที่มาอย่างนี้หรือไม่ จึงมีส่วนทำให้การทำงานของกกต. ปรากฎออกมาอย่างที่ทุกคนได้แลเห็น และตั้งคำถามด้วยไม่ไว้ใจดังขึ้นเรื่อยๆ

หากไม่ใช่เพราะได้รับใบสั่งจากใครมา ก็คงต้องปรักปรำว่ามีกกต.บางคน ที่หัวใจไม่เป็นกลาง และถูกใจตัวเองสั่งมาให้กระทำการเช่นนี้

กระทำการเช่นนี้ของผม ก็คือ กระทำการให้สอดคล้องกับเป้าหมายของคณะรัฐประหาร คือ กระทำการทุกอย่างให้รัฐบาลใหม่ ต้องไม่ใช่พรรคพลังประชาชน และ กระทำการทุกอย่าง เพื่อหาเหตุให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อพรรคพลังประชาชน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือ การยุบพรรคการเมืองพรรคนี้

นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ผมปรักปรำกกต.บางคน ตามความเชื่อของผม หลังจากที่นั่งดูการทำงานของกกต.มานานเกือบ 1 ปี แต่ไม่มีพยานหลักฐานพอจะชี้ให้เห็น และเป็นข้อมูลสนับสนุนความเชื่อของตนเอง จนกระทั่งเกิดการลงมติกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ขึ้นมา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เพราะฉนั้นหากวันนี้ จะมีใครมาแก้ต่าง มาชี้แจง มายืนยันว่ากกต.ชุดนี้เป็นกลาง เป็นธรรม เที่ยงธรรม และสุจริต ผมคงรับฟังได้แต่ไม่เชื่ออีกแล้ว และคงไม่นั่งนิ่งๆ รอรับความเป็นธรรมจากกต. หากแต่จะต้องรุกและทวงถามความเป็นธรรม ที่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ควรจะได้รับจากกกต.

ความเป็นธรรมที่ผมควรจะได้รับก็คือ การเคารพผลการเลือกตั้งที่ประชาชนลงมติไปแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว

ต้องไม่ลืมว่า กกต.นั่นล่ะที่มาเชิญชวนให้ผมออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง

ต่อเมื่อผมลงคะแนนไปแล้ว กกต.กลับบอกว่าไม่ยอมรับคะแนนของผม และสั่งให้เลือกตั้งใหม่ เพราะกกต.ไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา ด้วยสารพัดข้อหา ข้ออ้างที่กกต.เลือกจะเชื่อข้อนี้ ไม่เชื่อข้อนั้น แล้วแต่ว่า คนร้องและคนนำเสนอพยานหลักฐาน ใส่เสื้อพรรคการเมืองใด มาร้อง มายื่นหลักฐาน

พิจารณาเพียงลำพังกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ก็ยากที่จะทำให้เชื่อว่ากกต.เป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แล้วแต่หากนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับหลายกรณีที่กกต.ลมติต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ก็จะยิ่งทำให้เชื่อใจกกต.ไม่ได้มากขึ้นไปอีก

กรณีใบแดง 3 ใบที่เขต 1 บุรีรัมย์ ซึ่งกกต.ลงมติ 4 ต่อ 0 เป็นเอกฉันท์ โดยที่ไม่ได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาเข้าให้ถ้อยคำ ไม่รับฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา แม้แต่ครั้งเดียว โดยที่กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน วอล์กเอาท์ไม่เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะยังไม่ได้เสนอสำนวนเข้าสู่การพิจารณา แต่กกต.ทั้ง 4 คนยืนยันจะใช้สำนวนที่กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งมาให้ โดยไม่ผ่านฝ่ายสืบสวนสอบสวน ของกกต.กลาง

กกต.ทั้ง 4 คนที่ลงมติให้ใบแดงเขต 1 บุรีรัมย์ วินิจฉัยและลงมติด้วยเปิดรับข้อมูลด้านเดียวจากกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีอคติต่อผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน สูงมาก และพยาน หลักฐานในคดีนี้ ก็ไม่มีเงินของกลาง ไม่มีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่มีการดำเนินคดีซื้อเสียงกับผู้สมัครทั้ง 3 คน เพราะไม่มีหลักฐาน มีเพียงคำร้องของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เป็นคู่แข่งโดยตรง และคำให้การของพยานที่เป็นญาติของผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน เท่านั้น แต่กกต.ลงมติให้ใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน

กรณีใบแดง เขต 1 บุรีรัมย์ ที่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนได้รับไป เป็นกรณีแรกที่กกต.ลงมติโดยไม่ต้องฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา และเป็นกรณีที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่าเกิดความขัดแย้ง และความไม่ปกติภายในกกต. เนื่องจากมีการตั้งตำรวจสันติบาลมาทำหนาที่สืบสวนสอบสวนแทนเจ้าหน้าที่กกต. อย่างมีเงื่อนงำ และต้องถอนตัวออกไปในที่สุด

กรณีใบเหลือง เขต 1 เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมหัวคะแนนของนายสุทัศน์ จันทร์แสงสี ว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ พร้อมเงิน 1,300,000 บาท และรายละเอียดหมู่บ้าน ที่จะเข้าแจกเงินซื้อเสียง หลักฐานจะๆ คาตา แบบนี้ กกต.ลงมติให้เหลือง เพราะมีปรากฎการณ์เดียวกันกับกรณีใบเหลือง นครนายก คือ มติ 3 ต่อ 2 ไม่สามารถให้ใบแดง ได้ ทั้งๆ ที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นผู้ทำสำนวนเองกับมือ ยืนยันว่าสมควรให้ใบแดง เพราะมีหลักฐานมัดแน่น แต่ก็ออกใบแดง ไม่ได้ เพราะ มีกกต. 2 คน คัดค้าน

กรณีใบเหลือง และ ใบแดง เขต 3 อุดรธานี ที่ตกเป็นของนายประสพ บุษราคัม ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน คนเดียวทั้ง 2 ใบ โดยห่างกันเพียง 3 วัน จากใบเหลือง เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม กลายเป็นใบแดงในวันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม ก็เป็นกรณีแรกเช่นกันที่กกต.ลงมติ ให้โทษผู้สมัครคนเดียว 2 ครั้ง โดยอ้างว่ามีข้อมูลใหม่ มีสำนวนใหม่ ที่ทำให้กกต.เชื่อว่า นายประสพ กระทำความผิด ด้วยการปราศรัยใส่ร้ายผู้อื่น แต่กกต.ก็ไม่ได้เรียกนายประสพ มาชี้แจงว่าปราศรัยจริงหรือไม่ กลับลงมติให้ใบแดงด้วยเหตุผลมีข้อมูลใหม่ ไปทันที

นายประสพ บุษราคัม จึงกลายเป็นนักการเมืองคนแรก และคาดว่าจะเป็นคนเดียว ที่มีปรากฎการณ์ใบเหลืองเปลี่ยนสีเป็นใบแดงได้ โดนสองเด้งหรือสองใบในการเลือกตั้งครั้งเดียว อาจจะเป็นเพราะกกต.กลัวว่านายประสพ บุษราคัม จะตาย(ทางการเมือง)ไม่สนิทกระมัง จึงมอบความเป็นธรรมให้แบบล้นเหลือ เช่นนี้

กรณียกคำร้องเขต 1 นครศรีธรรมราช ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่กกต.ให้เหตุผลว่าคำชี้แจงของนายมาโนชญ์ วิชัยกุล ผู้อำนวยการเลือกตั้ง นครศรีธรรมราช เขต 1 พรรคประชา ธิปัตย์ ปราศรัยใส่ร้ายนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสสรณ์ ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นปฏิปักษ์ เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเพียงเรื่อง "ล้อเล่น" เท่านั้น เป็นคำชี้แจงที่น่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าเป็นเพียงการ "ล้อเล่น" นายมาโนชญ์ มิได้มีเจตนาที่จะใส่ร้ายนายสุรชัย ให้ประชาชนลงเชื่อและเข้าใจผิดในคะแนนนิยม ตามที่นายสุรชัย ยื่นคำร้อง ว่าได้รับความเสียหายจากคำปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ ของนายมาโนชญ์

กกต.ลงมติยกคำร้องของนายสุรชัย และรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง นครศรีธรรมราช เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 3 คน ซึ่งอยู่ในความดูแลของนายมาโนชญ์ ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง และเชิญนายมาโนชญ์ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้ ในฐานะอดีตส.ส. เพราะเห็นว่า คำปราศรัยว่า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสสรณ์ ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นปฏิปักษ์ เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่การปราศรัยใส่ร้าย แต่เป็นเพียงเรื่อง "ล้อเล่น" เท่านั้น

ไม่น่าเชื่อว่า กกต. 4 ใน 5 ที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษามาทั้งชีวิต ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ จะเห็นว่าการปราศรัยใส่ร้ายกันด้วยเรื่องของสถาบันพระมหา กษัตริย์ นำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือในการหาเสียง หาประโยชน์ทางการเมือง จะเป็นเรื่อง "ล้อเล่น"

หากวันหนึ่งข้างหน้า มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประพฤติปฏิบัตามตามนายมาโนชญ์ วิชัยกุล โดยอ้างอิงบรรทัดฐานของกกต.ชุดนี้ นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาหาประโยชน์ทางการเมือง กกต.ชุดนี้ จะกล้าพอที่จะแสดงตนรับผิดชอบหรือไม่ ในฐานะที่สร้างบรรทัดฐานในเรื่องนี้ไว้

กรณีสั่งเลือกตั้งใหม่อุดรธานี วันเดียว 3 เขตเลือกตั้ง จากผู้สมัคร 10 คน ที่พรรคพลังประชาชน ชนะเหมาทั้งจังหวัด แต่ต้องเลือกตั้งใหม่ 8 คน และต่อมาถูกใบแดง 1 คน เหลือเลือกตั้งใหม่ 7 คน พิจารณากันอย่างไร ก็ไม่อาจมองข้ามปัจจัยความผิดปกติจาก "มือที่มองไม่เห็น"ไปได้ เป็นไปได้อย่างไรกัน 1 จังหวัด ส.ส. 10 คน พลังประชาชนโดนพรรคเดียว 8 คน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ 5 ใน 8 คนของที่โดนใบเหลือง เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ จัดเป็น "นกแล" ก็ว่าได้ แต่ได้คะแนนนิยมของพรรค หอบเข้ามาชนะเลือกตั้ง หากให้เลือกตั้งใหม่ และกระแสพรรคแผ่ว โอกาสที่พรรคเพื่อแผ่นดิน และ รวมใจไทยชาติพัฒนา จะเข้ามาแทนที่ก็เป็นไปได้สูง

จากพฤติกรรมที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ที่ล้วนเป็นการกระทำที่ผ่านพ้นไปแล้วของกกต. เป็นพยานหลักฐานที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ทำใหม่ไม่ได้แล้วนี้เอง จึงทำให้ผมเลิกคิด เลิกหวังที่จะรอรับความเป็นธรรมจากกต.ชุดนี้แล้ว

พฤติกรรมของกกต.บางคน ทำให้ผมหมดหวังที่จะได้รับความเป็นธรรมจากกต.ชุดนี้แล้ว

เพราะในระบบที่เสียงข้างน้อยชนะเสียงข้างมาก

ในระบบที่พิจารณาวินิจฉัยโดยดูสีเสื้อพรรค และต้นสังกัด

ในระบบที่มือที่มองไม่เห็นยังแทรกแซงยุ่มย่ามทั่วไปในองค์กรกกต.

ผมจะไม่รอความเป็นธรรมจากกต. อีกแล้ว

หากแต่คิดใหม่ว่า ความเป็นธรรมที่ต้องการ นั้น เราจะนั่งรอ งอมืองอเท้าไม่ได้แล้ว ประชาชนต้องลุกขึ้น และรุกเข้าไปทวงถามหาเอาเอง เพราะหากปล่อยให้กกต.หยิบโยนให้ตามอำเภอใจ ความไม่เป็นธรรม จะเข้ามาแทนที่ความเป็นธรรม ในหลายกรณีที่เรากำลังเฝ้าเป็นห่วง

คนนอกเมือง

ผลักไสคนเมืองให้เป็นอภิชนเกินไปรึเปล่า
การวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งด้านเดียว แล้วเหมารวมว่าเขาเลือกในแบบที่ไม่ตรงใจคนวิคราะห์ เลยใส่ฉลากให้เขาดูจะไม่ค่อยเป็นวิชาการมีเหตุมีผลเหมือนพยายามจะยกตัวเลขมาอ้างเลย

ถ้าจะสรุปอะไรแบบนี้ ก็ควรนำผลคะแนนเลือกตั้งของคนอิสาน คนภาคกลาง คนกรุงเทพ คนภาคใต้ มาวิเคราะห์ด้วย ก่อนจะไปตีตราคนเมือง

อีกอย่างคือ ปชป. เป็นพรรคของชนชั้นกลางหรือไม่ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ เป็นพรรคภูมิภาค (ใต้) ซะแน่นอน...

ประเทศไทยมีชนชั้นกลางจริงหรือ ?

vo00k

[emo3.gif]

ข้าวแพงของแพงเงินทองหายาก หรือจะเรียกว่ายุคข้าวยากหมากแพง
ยังมีคนโคตรหน้าด้านเองเงินหลวงไปใช้งานศพๆเดียวตั้ง300ล้าน
ทำไมถึงโคตรหน้าด้านจัง ทั้งๆที่ตัวเองก็โคตรรวยล้นฟ้า จัดเป็นอันดับห้าของพวกเอาเปรียบมนุษย์มนา

ไหนคุยนักคุยหนาว่าควรอยู่อย่างพอเพียง หรือว่าตายแล้วต้องลืมพอ เท่าที่ดูๆ ก็เห็นว่าอยู่ก็ผลาน แล้วนี่ตายก็ยังพากันผลานอีก

[emo3.gif]

PRP

อภิชนคืออะไร ขอคำนิยามที่ชัดๆ
ถ้าผมเป็นพวกอุดมการณ์ก้าวหน้าที่เรียกร้องว่า สิทธิมาพร้อมหน้าที่ เสรีภาพมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ซึ่งคนระดับล่างไม่อาจจะมีได้ จึงต้องถูกจำกัดสิทธิในบางเรื่อง อย่างนี้ผมเป็นอภิชนหรือเปล่า?
อย่ามาใช้วาทกรรมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเลยครับ ผมทำงานกับชุมชนทางภาคเหนือจนพอจะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไรดีกว่านักวิชาการหอคอยในเมืองตั้งเยอะ
ยกตัวอย่าง อุ๊ยข้างบ้านที่ทำงานรับจ้าง เก็บผักไปขายที่ตลาด แต่เลือก ปชป.ตกลงเขาเป็นชนชั้นกลางหรือเปล่า?
เพื่อนบ้านทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ใน อบต.แต่เลือก พปช. เขาก็เป็นรากหญ้างั้นสิ?
การเลือกตั้งในบ้านเราใช้อารมณ์มากกว่าสมอง ใช้ทิฏฐิมากกว่าปัญญาครับ
ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีกรอบ มีลำดับขั้นของมัน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเท่ากันทั้งหมด หากการกระทำดังกล่าวไปขัดเจตน์จำนงทั่วไปและสัญญาประชาคม การกระทำนั้นก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตย
ลองถามตัวเองดูถ้าเราคิดว่าความเท่าเทียมกันมีจริง แล้ว คุณกล้าไหมที่จะให้ตาสีตาสา้ไปเป็นนายก?
ชาวบ้านทั่วไปล่ะ กล้าไหมที่จะเลือกพ่อค้ามาเป็นนายอำเภอ่?
ทุกอย่างหากใช้มุมมองที่ี่กว้างกว่าการแบ่งสังคมแยกเป็นชนชั้น จะทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น และอาจหาแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเราครับ